|
ชาวนา™
|
ลงทุนไม้กฤษณา...ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ราคา อันสูงลิ่วของน้ำมันกฤษณา ก่อให้เกิดบริษัทลงทุนปลูกไม้กฤษณาเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งการระดมทุน ขายกล้าพันธุ์ นำเสนอผลตอบแทนอันน่าพอใจ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกโรงเตือนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มบุคคล และบุคคลชักชวนให้มา ร่วมลงทุนในธุรกิจจัดซื้อหาไม้กฤษณา ที่สำคัญระบุว่า หากเข้าร่วมลงทุนด้วยจะได้รับเงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ร้อยละ 20-30 ถึงเท่าตัวของเงินลงทุน
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่างานวิจัยของคณะพอบอกได้ว่าสามารถชักนำให้เกิดกฤษณาได้ แต่รูปแบบการปลูกไม้กฤษณาในช่วงนี้ชาวบ้านจะปลูกขายเหมาส่งโรงกลั่นได้ราคา ที่ไม่สูงมากนัก กฤษณาที่จะให้ผลผลิตจะมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ในตลาดขณะนี้ยังมีอยู่น้อย แต่ในข้อเท็จจริงแล้วน้ำมันกฤษณาที่ซื้อขายกันอยู่ในต่างประเทศมาจากป่า ธรรมชาติมากกว่าสวนป่า
สิ่งที่น่าห่วงคือตลาดของไม้กฤษณายังลึกลับดำมืด มีจุดรับซื้ออยู่เพียง 20 ร้าน ย่านซอยนานา มีแต่คำพูดบอกต่อ ๆ กันมาว่ามีราคาดี ไม่มีตัวเลขแสดงความต้องการตลาดชัดเจน และในอนาคตประเมินว่าเมื่อมีการปลูกจำนวนมากราคาจะดิ่งลง ซึ่งบริษัทต่าง ๆ คำนวณราคาต่อต้นจะได้กำไร 3,000-5,000 บาท ใช้เวลา 10 ปี จึงได้กฤษณา แต่เมื่อถึงเวลานั้นบวกค่าใช้จ่ายในการกลั่น ค่าแรงงาน ราคาน่าจะลดลงมาเยอะ
“มีคำแนะนำว่าเกษตรกรที่ต้องการปลูกกฤษณา ให้ปลูกแซมในพื้นที่สวนผลไม้ เพราะต้นกล้าราคาไม่แพง 3-4 บาท ดูแลไม่ยาก ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกที่ ไม้กฤษณาเหมาะสมกับสภาพอากาศพื้นที่รอบ ๆ เขาใหญ่ ไม่เห็นด้วยที่จะลงทุนเป็นสวนป่าขนาดใหญ่”
รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกอีกว่าต้องเข้าใจการลงทุนด้านไม้กฤษณาคือการลงทุนด้านการเกษตรมีราคาขึ้น ลงได้ อย่าคาดหวังกับความร่ำรวยในอนาคต เมื่อถึงเวลาที่จะขายอาจไม่มีราคาก็ได้
ในระยะ 10 ปี ให้หลังมีการชักชวนให้ปลูกกฤษณากันจำนวนมาก แต่สถานการณ์การลักลอบตัดไม้กฤษณาจากป่าธรรมชาตินั้นยังมีอยู่แม้จะมีการ ตรวจตราอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ป่าไม้
จากการบอกเล่าของ จรูญ ดำเที่ยงป้อม อดีตลูกจ้างศูนย์เพาะชำกรมป่าไม้ จ.ปราจีนบุรี ผู้เคยยึดอาชีพหาไม้กฤษณามากว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันหันมาเป็นลูกจ้างในบริษัทปลูกต้นกฤษณาแทน ระบุว่าการหาไม้กฤษณาของชาวบ้านที่นี่ลดน้อยลงไปจากอดีตมีผู้หาไม้กฤษณา มากกว่า 30 คน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 10 คน แต่ยืนยันว่าการลักลอบหาไม้กฤษณายังมีอยู่
“เมื่อ 2 เดือนก่อนใน อ.กบินทร์บุรี มีคนหาไม้แก่นขายไปได้ 250,000 บาท เป็นไม้เกรดซูเปอร์” ผู้มีประสบการณ์หาไม้กฤษณาบอกเล่าและว่า การลักลอบของคนไทยไม่น่ากลัวเท่ากับคนชาวเขมร
ตอนนี้ข้ามเขามาทางป่าประจันตคามกันเยอะ เจ้าหน้าที่ตรวจตราไม่ทั่ว เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ ไม่ชำนาญเส้นทาง และการหาไม้กฤษณาของเขมรจะเก่งกว่าคนไทย จะเลือกเฉพาะไม้ที่เป็นเกรดซูเปอร์จริง ๆ คือไม้ที่มีเนื้อสีดำทั่วมีน้ำมันมากราคาตกกิโลกรัมละเป็นแสน ส่วนไม้คุณภาพรองลงมาคือ “ไม้ต้มกลั่น” ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3,500 บาท เขมรไม่ต้องการ แต่คนไทยเก็บมาหมดเพราะมีแหล่งรับซื้อ
การหาไม้กฤษณาเป็นอีกวิธีการทำลายป่าแบบน้ำเซาะทราย ต้องใช้ มาตรการแก้ไขทั้งทางตรงและทางอ้อมควบคู่กันไป รูปแบบการปลูกป่าจัด การ เป็นอีกแนวคิดที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลกโดยมีเทคโนโลยีอันทันสมัย และระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน บริษัท ทัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ ได้จัดการปลูกป่าที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่นมะฮอกกานี วานิลลา ไม้ จันทน์หอมในแปลงปลูกประเทศศรีลังกา และเลือกประเทศไทยปลูกไม้กฤษณา ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี และในอนาคตจะมีการปลูกไผ่เพื่อส่งออก โดยใช้รูปแบบเดียวกับไม้กฤษณาด้วย
กิตติภพ จารุสิงห์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัททัชวู๊ด ฟอร์เรส ตรี้ กล่าวว่าบริษัทได้ลงทุนปลูกไม้กฤษณา บนเนื้อที่ 2,000 ไร่ ในเขต อ.กบินทร์บุรี โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI บริษัทเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด และเป็นที่ดินมีโฉนด
ผู้สนใจร่วมลงทุนเริ่มต้นที่ 46 ต้น ราคา 124,000 บาท (รวมค่าบำรุง 1 ปี) ภายใน 6 ปีจะสามารถขายไม้กฤษณาได้ โดยบริษัทคำนวณผลตอบแทนออกมาให้เห็นคร่าว ๆ ว่าเมื่อครบ 6 ปีจะได้ราคาผลตอบแทนทางการตลาดที่ 460,000 บาท
ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัททัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ บอกว่าการปลูกไม้กฤษณาที่ประเทศไทยเลือกใช้ชนิดพันธุ์ไม้กฤษณาที่ให้น้ำมัน ดีที่สุดในพื้นที่เขาใหญ่ วิธีการปลูกกฤษณาของที่นี่อยู่ภายใต้งานวิจัยของ ศาสตราจารย์ โรเบิร์ด เอ พลันเซตต์ และ โจเอล เจอร์เกนท์ จากมหาวิทยาลัยมินิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกและชักนำสารในต้นกฤษณาประสบการณ์กว่า 10 ปี เข้าร่วมวิจัยการชักนำสารกฤษณาในแปลงปลูก ที่ จ.ปราจีนบุรี โดยงานวิจัยดังกล่าวได้มีการจดลิขสิทธิ์เป็นแห่งแรกในโลกเมื่อปี 2544
“ถ้าปลูกในโครงการมีน้ำมัน แน่นอน ถ้าไม่มีแสดงว่า งานวิจัยของดร.พลันเซตต์ มีปัญหา เพราะเราใช้หลักการกระตุ้นเดียวกัน ถ้าไม่มีสักร้อยละ 1 ก็ไม่ได้แปลกอะไร” ผู้ดูแลโครงการกล่าว
รูปแบบการลงทุนไม้กฤษณาในแนวนี้แตกต่างจากที่อื่น ๆ คือบริษัทจะดูแลต้นไม้ให้ ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ลงทุนต้องจ่ายเงินค่าดูแล 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทุกปี ซึ่งการดูแลจะใช้เทคโนโลยีทันสมัยมีนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านพืชประจำ โครงการ และรับประกันเปลี่ยนต้นไม้หากตาย รวมทั้งมีประกันภัยพิบัติซึ่งขณะนี้ดำเนินการปลูกกฤษณามาแล้ว 4 ปี
ธุรกิจการปลูกป่าจัดการเป็นแนวคิดใหม่ ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า ก่อให้เกิดการจ้างงาน อนุรักษ์พันธุ์ไม้มีค่าเอาไว้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าคุณต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ถ้าตราบใดเหตุผลของการลงทุนปลูกต้นไม้ไม่ได้คิดว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวบน โลก แต่ต้องการดอกผลจากเงินที่ลงทุนไปมากกว่า. ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
|
|
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2009, 06:12:23 PM โดย ชาวนา™ »
|
บันทึกการเข้า
|
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมสนับสนุนเว็บเกษตรพอเพียงให้ยั่งยืน
|
|
|
tiger
seller
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 2556
|
เห็นว่าการปลูกกฤษณาในตอนนี้ได้เข้ามาสู่ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ด้วยแล้วนะครับ ลักษณะก็จะบริษัทปลูก คุณเข้ามาลงทุน(เงิน)ซื้อต้นที่ บ.ปลูกไปแล้วเป็นจำนวนเท่าไรก็ว่ากันไป บ.ดูแลให้ทุกอย่างและประกันราคาขายด้วย คุณมีหน้าที่แค่ ขับรถเข้ามาเที่ยวดูที่สวน หลังจากนั้นก็รอเวลารับเงินไป อ๋อแล้วยังมีค่าใช้จ่ายในแต่ละปีอีกด้วย บริษัทไหนบ้างหรือใครแอบอ้างเอาโครงการไปหลอกผมก็ไม่ทราบแต่มีข่าวว่ากลายเป็นแชร์ลูกโซ่ไปแล้ว ยังไงก็ระมัดระวังกันด้วยครับ เพราะจำนวนเงินที่ลงไปนั้นก็ไม่ใช่น้อยๆ เพราะผลกำไรมันสูงล่อตา ล่อใจ ที่สวนผมก็ปลูกแต่นานมาแล้ว ปลูกแบบงูๆปลาๆ ลงไป 100 ต้น(หน้ามืด)ตายหมด 90ต้นเหลือ 10 ต้นเอาไว้ดูต่างหน้า เพราะไม่ศึกษา ตอนหลังจึงทราบว่า ควรมีไม้พี่เลี้ยงเอาไว้ช่วยตอนขวบปีแรก เอาไว้บังแดด บังลม ช่วยกินน้ำ ที่ผมมันแปลกหน้าฝนน้ำก็ขัง หน้าหนาวน้ำแห้ง ตอนนี้ก็ค่อยๆดูแลกันไปเอาให้รอดแค่ 10ต้นนี่แหละ การทำสารต้องปีที่6-7จึงจะทำได้ แต่ปัจจุบัน มีบางบริษัทสามารถทำสารได้ตั้งแต่ปีที่ 2 เลย เขามีสารอะไรสักอย่างซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของเขาอยู่ ตลาดก็ขายพวกแขก อาหรับ พวกนี้จะใช้น้ำมันจากกฤษณาในการศาสนา และชีวิตประจำวัน และแสดงฐานะทางสังคมด้วย ดังนั้นถ้าจะปลูกกฤษณาก็เป็นแบบระยะยาว กว่าจะได้ตังจากกฤษณาก็หาพืช ผัก ผลไม้ อย่างอื่นเลี้ยงชีพไปก่อนนะครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ชาวนา™
|
มาช่วยกันให้ข้อมูลความจริงครับ... ไม่อยากให้ใครต้องโดนหลอก จริงไหมคับพี่น้องงงง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมสนับสนุนเว็บเกษตรพอเพียงให้ยั่งยืน
|
|
|
tk-7
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 128
|
คุณชาวนาครับ ปีก่อนผมทดลองชักนำสารกฤษณา เพื่อค้นหาความจริง ต้องการท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
tk-7
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 128
|
ผมมีรูปหลังจากทดลองประมาณสองเดือน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
tk-7
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 128
|
ขอเพิ่มอีกรูปครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
tk-7
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 128
|
หลังจากหกเดือนผมทดลองกลั่น ใช้ไม้ห้ากิโลกรัม วัดที่ไอก่อนการควบแน่น แปดสิบองศา เป็นเวลาสามวัน ได้น้ำมัน หนึ่งซีซีครึ่ง ผมคิดว่ามันน้อยมากครับ อยากจะหาความรู้เรื่องการกลั่นกฤษณาที่เป็นความรู้จริงๆได้ที่ใหนบ้างครับ วอนท่านผู้รู้ช่วยด้วยครับ ผมยังมีไม้อายุกว่า20ปีอีกราว 80 ต้น อ้อผมมีความรู้เรื่องเครื่องกลั่นพอสมควร ย้ำรู้เฉพาะเครื่องนะครับเช่นปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
tiger
seller
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 2556
|
จากรูป หลังจากใส่สารหกเดือนคุณก็เอามากลั่น ตามสัดส่วนไม้ 5 ก.ก. กลั่น 3วัน ได้ 1ซีซี คำนวณเป็นค่าใช้จ่ายแก็สและไม้จะมีต้นทุนเท่าไรครับ มีไม้อายุ 20ปีอีก80ต้น มันไม่เกิดสารหรือครับ หรือว่าเกิดสารน้อย ถ้าน้อยก็แสดงว่ากว่าจะได้สาร 1 โตล่าคงจะหมดไปหลายต้นเลย อย่างนี้ทำให้เป็นไม้แก่นซุปเปอร์ไปเลยดีไหมครับ 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
คนหลังเขา
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 8
|
หลังจากหกเดือนผมทดลองกลั่น ใช้ไม้ห้ากิโลกรัม วัดที่ไอก่อนการควบแน่น แปดสิบองศา เป็นเวลาสามวัน ได้น้ำมัน หนึ่งซีซีครึ่ง ผมคิดว่ามันน้อยมากครับ อยากจะหาความรู้เรื่องการกลั่นกฤษณาที่เป็นความรู้จริงๆได้ที่ใหนบ้างครับ วอนท่านผู้รู้ช่วยด้วยครับ ผมยังมีไม้อายุกว่า20ปีอีกราว 80 ต้น อ้อผมมีความรู้เรื่องเครื่องกลั่นพอสมควร ย้ำรู้เฉพาะเครื่องนะครับเช่นปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้
ปกติหลังทำสารอย่างน้อย2ปีครับถึงตัดทำสารและถ้าต้นไม่ยืนตายอาจปล่อยไว้ก่อนถ้าไม่เดือดร้อนนะครับ ถ้าจะตัดก่อนตัดสักประมาณ 6 เดือน ให้ทำการเปิดปากขวานจะใส่สารหรือไม่ใส่ก็ได้ เพื่อให้เนื้อไม้สร้าง แก่นตะเคียน(ไม้เกรดต้ม)ทั่วทั้งต้นครับ นำที่ต้มอย่าทิ้งนะครับนำมาแช่ไม้ต้มครั้งต่อไป จะช่วยในการดึงสาร(น้ำมันหอม)ออกมา(เขาบอกมา) แถมครับ น้ำกลั่นที่ได้สามารถมาใช้ทาแก้โรคผิวหนังได้ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
Nikhomkhamsoi
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 22
|
จะลงทุนอะไร ก็ระวังๆ นะครับ อย่าลืมว่าหลายๆ ครั้ง ที่มีคนหากินกับความโลภของคน ตะพาบน้ำ เอย... หนูอะไรสักอย่าง... ว่านหางจระเข้ เอย... นกกระจอกเทศ เอย... กฤษณา เอย... ตะกู เอย... ยางบง เอย... ฯลฯ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
tk-7
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 128
|
จากรูป หลังจากใส่สารหกเดือนคุณก็เอามากลั่น ตามสัดส่วนไม้ 5 ก.ก. กลั่น 3วัน ได้ 1ซีซี คำนวณเป็นค่าใช้จ่ายแก็สและไม้จะมีต้นทุนเท่าไรครับ มีไม้อายุ 20ปีอีก80ต้น มันไม่เกิดสารหรือครับ หรือว่าเกิดสารน้อย ถ้าน้อยก็แสดงว่ากว่าจะได้สาร 1 โตล่าคงจะหมดไปหลายต้นเลย อย่างนี้ทำให้เป็นไม้แก่นซุปเปอร์ไปเลยดีไหมครับ  ยังไม่พบว่ามันเกิดสารครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
การะเกด
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 57
|
เกี่ยวกับไม้กฤษณา ที่ยากที่สุด คงจะเป็นเรื่องทำให้มันมีสารหอมนี่ล่ะค่ะ รู้สึกจะมี ดร.ประเทืองสิน ชัยศรี กรมวิชาการเกษตรน่ะค่ะ ศึกษาอยู่ เห็นเคยออกหนังสือพิมพ์ ไม่แน่ใจกลัวจำชื่อผิดด้วยค่ะ (ขออภัยล่วงหน้า) ที่เขาขายได้แพงๆเพราะบริเวณส่วนนั้น ที่เขาเรียก ไม้แก่น ไม้ซุปเปอร์อะไรเนี่ยค่ะ (เป็นชื่อเกรดไม้กฤษณา) มันจะมีสารเป็นน้ำมันหอมระเหยแทรกซึมอยู่เต็มไปหมด จนเป็นสีดำๆ แต่จนบัดนี้ ในเมืองไทยก็ยังไม่มีใครรู้วิธีทำให้เกิดสารนี้ได้ ก็มีบริษัทอะไรที่มีงานวิจัยทางฝรั่งสนับสนุน อ้างว่า ได้เทคนิกในการผลิตสารหอมแล้ว แล้วชวนให้ลงทุนไปปลูกกับเขา แล้วรอเงินปันผล คือ จะบอกว่า เนื้อไม้กฤษณามีเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่กลั่นได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าบริเวณนั้นมีสารหอมมากแค่ไหน เรื่องวิชาการลองหา ดร.ที่ว่าดูนะคะ แกจะให้ข้อมูลได้ละเอียดมาก ส่วนเรื่องตลาดยังแคบอยู่จริงๆ ในเมืองไทย แต่ถ้าใครมีความสามารถติดต่อกับแขกได้ (คือคนที่เขาใช้จริงๆน่ะค่ะ) ก็มีโอกาสนะคะ เพราะตลาดเมืองนอกยังกว้างมากค่ะ ถ้าเทียบกับในไทย แต่ก็ถือเป็น niche market เพราะปริมาณการใช้ทั่วโลกของสารพวกนี้ยังมีน้อยอยู่ จัดอยู่ในประเภทน้ำมันหอมระเหย (essential oils) ที่เอามาทำ spa product ค่ะ ซึ่งน้ำมันพวกนี้จะมีราคาแพง เพราะกรรมวิธีในการผลิตค่อนข้างซับซ้อน และวัตถุดิบที่ใช้ ก็เป็นผลผลิตทางการเกษตรซึ่งอาจได้ไม่แน่นอน ขึ้นกับดินฟ้าอากาศ ซึ่งทำให้ product มีน้อย ทำให้ราคาค่อนข้างสูงค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
binla
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 456
ความล้มเหลวในชีวิต คือ คิดแล้วไม่ได้ทำ
|
ปลูกอะไรก็ปลูก แต่ขอเพียงอย่าปลูกฝันกันเกินไป  อย่ามัวแต่คิด :Pอย่ามัวแต่ฝัน ฝันถีงคิดถีงแต่ประโยชน์สว่นตัว 
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ming
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 210
เมื่อยังไม่เริ่มต้น จะถึงจุดหมายได้ไง
|
สัตว์ป่ารสชาตดีกว่าสัตว์เลี้ยงจากฟาร์ม กฤษณาป่าใช้เวลาที่จะสร้างสารหอมสะสมใว้เป็นเวลาหลายสิบปี อีกทั้งระบบนิเวศน์วิทยาของป่าเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดสารหอม คุณภาพและปริมาณย่อมดีกว่า สวนที่เราปลูกมีการเร่งการเจริญเติบโต ทั้งใส่ปุยฉีดพ่นฮอร์โมน เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ในเวลาเพียงไม่กี่ปี โตแต่ลำต้นแต่ปริมาณสารไม่ดี อีกทั้งการกระตุ้นให้เกิดสารยังอยู่ในขั้นทดลอง ทั้งเจาะ ทั้งขูด สับ ยังไม่เห็นผลแน่นอน อีกทั้งการใช้สารกระตุ้นก็ยังไม่ได้ผล สารที่กลั่นออกมาคุณภาพไม่เหมือนของป่า ราคาอาจจะตกลงมาในอนาคต แถวบ้านผมก็ปลูกกันเยอะ10กว่าปีแล้วมั้ง แต่ยังไม่มีใครได้ผลิตออกมา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
tk-7
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 128
|
สัตว์ป่ารสชาตดีกว่าสัตว์เลี้ยงจากฟาร์ม กฤษณาป่าใช้เวลาที่จะสร้างสารหอมสะสมใว้เป็นเวลาหลายสิบปี อีกทั้งระบบนิเวศน์วิทยาของป่าเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดสารหอม คุณภาพและปริมาณย่อมดีกว่า สวนที่เราปลูกมีการเร่งการเจริญเติบโต ทั้งใส่ปุยฉีดพ่นฮอร์โมน เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ในเวลาเพียงไม่กี่ปี โตแต่ลำต้นแต่ปริมาณสารไม่ดี อีกทั้งการกระตุ้นให้เกิดสารยังอยู่ในขั้นทดลอง ทั้งเจาะ ทั้งขูด สับ ยังไม่เห็นผลแน่นอน อีกทั้งการใช้สารกระตุ้นก็ยังไม่ได้ผล สารที่กลั่นออกมาคุณภาพไม่เหมือนของป่า ราคาอาจจะตกลงมาในอนาคต แถวบ้านผมก็ปลูกกันเยอะ10กว่าปีแล้วมั้ง แต่ยังไม่มีใครได้ผลิตออกมา
อยู่แถวใหนครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
Agrawood
เกษตรกรมือใหม่
ออฟไลน์
กระทู้: 55
|
เห็นด้วยกับท่าน Ming แต่ไม่ทั้งหมดนะครับ ของป่าดีแน่นอนทั้งพืชและสัตว์ แต่นะวันนี้ของป่าหมดไปทั้งพืชและสัตว์ คนเรามีการพัฒนาขึ้นมากสามารถปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาทดแทนของป่าได้ครับ ผมเชื่อว่าเราสามารถปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เลียนแบบธรรมชาติได้(บ้าง)แบบ วนเกษตรหรือเกษตรธรรมชาติ (ที่ท่าน ฟูกูโอกะ แนะนำ)หรืออย่างที่ท่านผู้รู้หลาย ๆ ท่านทำกันก็น่าจะทดแทนของป่าได้บ้างแม้จะไม่ได้ 100 % ก็ยังดีกว่าจะหาของป่าตลอดไป ** เป็นความรู้สึกส่วนตัวครับมิมีเจตนาที่จะคิดเป็นอย่างอื่น หรืออาจจะเป็นการคิดเข้าข้างตนเองก็ได้ เพราผมกำลังทำเกษตรเลียนแบบธรรมชาติอยู่ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|