ข่าว
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รายละเอียดโครงการ + การผลิตปุ๋ยหมักแบบกองแถวยาวไม่พลิกกลับกอง แม่โจ้  (อ่าน 9732 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« เมื่อ: ตุลาคม 22, 2013, 02:54:32 PM »



โครงการเครือข่ายชุมชนสีเขียว (Green Agriculture for Green Living)
“การผลิตปุ๋ยอินทรีย์นวัตกรรมใหม่เพื่อสังคมมีสุขและคาร์บอนต่ำ”
ใน "โครงการเกษตรไม่เผา" ของบริษัทสยามคูโบต้า
เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และมหาวิทยาลัยแม่โจ้
เพื่อให้บริการวิชาการผ่านการสร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายปีละ 10 สถาบันการศึกษา

ในปี 2556 แม่โจ้และคูโบต้า ได้เดินทางร่วมกันไปนำเสนอโครงการมาแล้ว 10 สถาบันการศึกษา
ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกสถาบันตอบรับเข้าร่วมโครงการทั้งหมด

ปัจจุบัน (ตุลาคม 2556) ได้เริ่มต้นจัดการฝึกอบรม Workshop เพื่อเปิดฐานเรียนรู้ไปแล้วจำนวน 4 สถาบัน และจะทะยอยเปิดอีก 6 สถาบันภายในปีนี้
ซึ่งในกระทู้ของแต่ละสถาบันจะมีกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่เราไปเสนอโครงการ วันที่เริ่มต้นเปิดฐานเรียนรู้ รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ที่แต่ละสถาบันได้ให้บริการวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ขอเชิญทุกท่านเข้าไปติดตามและร่วมให้กำลังใจกันครับ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้ โดยทีมงานแม่โจ้
https://www.facebook.com/CompostClassroom

วีดิโอขั้นตอนการทำและแรงบันดาลใจ
https://www.youtube.com/watch?v=mhke3N-SHB4

นอกจากนั้น บริษัทสยามคูโบต้ายังมีแผนกระจายความรู้ไปสู่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนใน 4 ภาค
เพื่อโอกาสในการสร้างอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตของน้อง ๆ และเพื่อน ๆ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
โดยมีแผนในการจัดอบรมโดยทีมงานแม่โจ้ ดังนี้
ครั้งที่ 1 :   วันที่ 16 พฤศจิกายน 2556     กองกำกับการการตำรวจตะเวนชายแดน ภาค 3 (ภาคเหนือ) จ.เชียงใหม่
ครั้งที่ 2 :   วันที่ 28 พฤศจิกายน 2556     กองกำกับการการตำรวจตะเวนชายแดน ภาค 1 (ภาคกลาง) จ.กาญจนบุรี          
ครั้งที่ 3 :   วันที่ 12 ธันวาคม 2556        กองกำกับการการตำรวจตะเวนชายแดน ภาค 2 (ภาคอีสาน) จ.อุบลราชธานี
ครั้งที่ 4 :   รอยืนยันแผนงาน                 กองกำกับการการตำรวจตะเวนชายแดน ภาค 4 (ภาคใต้) จ.สงขลา

โดยท่านที่สนใจสามารถติดตามภาพบรรยายกาศและกิจกรรมของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในกระทู้ครับ

"เรามาร่วมกันพลิกฟื้นแผ่นดินกันนะครับ ลดการเผา สร้างรายได้ เพิ่มผลผลิต"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2013, 12:29:00 PM โดย montreeariyapak » บันทึกการเข้า

montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:03:18 PM »

หลักการและที่มาของโครงการ

       จากข้อมูลทางการเกษตร พื้นที่การเกษตรกรรมของประเทศไทยมีระดับปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินต่ำมาก มีค่าไม่เกินร้อยละ 1 ครอบคลุมพื้นที่ 191 ล้านไร่ หรือร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด ธาตุอาหารในดินสูญเสียไปอยู่ในส่วนของพืชที่เก็บเกี่ยวออกไปเป็นปริมาณสูง จากการสำรวจเศษพืชเหลือทิ้งทางการเกษตรพบว่า ในแต่ละปีมีตอซังและฟางข้าวมากกว่า 29 ล้านตัน ข้าวโพด 7.8 ล้านตัน อ้อย 2 ล้านตัน และพืชไร่ชนิดอื่น 2.4 ล้านตัน เมื่อคำนวณเป็นปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เท่ากับ 2.8 0.7 และ 5.9 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 1,930.2  741.4 และ 4,731.4 ล้านบาท ตามลำดับ รวมเป็นมูลค่าของปุ๋ยทั้งสิ้น 7,043 ล้านบาท ดังนั้น การเผาทำลายเศษพืชแต่ละครั้งนอกจากจะเป็นการทำลายแร่ธาตุแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบ คือ

       1. การเผาทำลายเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพอากาศ กรมควบคุมมลพิษระบุว่าค่าการปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM10 จากการเผาเศษพืชเหลือทิ้งทางการเกษตรมีค่า 7 กิโลกรัมทุก ๆ 1,000 กิโลกรัมของเศษพืชที่ถูกเผาไหม้ ส่งผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพของชุมชน เป็นการปล่อยคาร์บอนที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน หรือสภาวะเรือนกระจก
   
     2. เมื่อดินสูญเสียความสมบูรณ์ เกษตรกรเลือกที่จะใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นผลผลิตได้เร็วกว่าและมากกว่าในช่วงแรก แต่เมื่อใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอย่างยาวนาน (นับแต่ยุคปฏิวัติเขียวในปี พ.ศ. 2503) ดินเพาะปลูกส่วนใหญ่เริ่มมีค่าเป็นกรด ทำให้ผลผลิตต่อไร่ตกต่ำและเกิดโรคทางดินในพืช เพื่อคงผลผลิตไว้เกษตรกรจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับสารเคมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่สิ้นสุด ต้นทุนในการทำเกษตรกรรมเพิ่มสูงขึ้น เกิดภาวะขาดทุน มีหนี้สิน คุณภาพชีวิตต่ำลง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น เกิดการเคลื่อนย้ายงานเข้าเมืองใหญ่ ละทิ้งอาชีพทางเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักพื้นฐานของประเทศไทย
บันทึกการเข้า
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:06:19 PM »

แนวคิดของโครงการ

     มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นแหล่งความรู้สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร มีองค์ความรู้ที่หลากหลาย มีแนวทางที่จะช่วยให้เกษตรกรนำเศษพืชเหลือทิ้งจากการเกษตรมาทำให้เป็นประโยชน์ ด้วยการนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีการที่ง่าย ๆ โดย ผศ.ธีระพงษ์สว่างปัญญางกูร ผู้อำนวยการสถานบริการวิชาการ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ได้คิดค้นผลงานนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่าการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” เป็นการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบกองแถวยาวที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง ใช้เวลาเพียง 60 วัน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ปริมาณมากครั้งละ 10 – 1,000 ตัน ด้วยการใช้หลักการทางวิศวกรรมด้านการพาความร้อน (Chimney Convection) ร่วมกับการควบคุมปัจจัยที่จำเป็นต่อกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพแบบใช้ออกซิเจน ทำให้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไม่มีกลิ่นหรือน้ำเสีย โดยมีวัตถุดิบเพียงแค่เศษพืชและมูลสัตว์เท่านั้นโดยไม่ต้องเติมสารพิเศษอื่นใด
   
     จากผลดีของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีใหม่นี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงได้ก่อตั้งฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้าชมการสาธิตโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใหม่นี้ไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณมากโดยไม่ต้องพลิกกลับกองปุ๋ย สามารถนำไปผลิตได้ทั้งในนาข้าวหรือในสวนผลไม้ หรือจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ที่สร้างรายได้เสริม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2013, 12:29:22 PM โดย montreeariyapak » บันทึกการเข้า
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:09:50 PM »

ตัวอย่างของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการดำเนินงาน ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” เป็นเครื่องมือ เฉพาะปี พ.ศ. 2554 – ปัจจุบัน มีดังนี้

    - ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภาคเหนือ ในปี 2553 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ให้แก่กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ บ้านแพะพัฒนา ต.เขื่อนผาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ รวม 20 ครัวเรือน ในปี 2554

    - ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินโครงการสร้างเครือข่ายฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แทนการเผาทำลายจากกลุ่มเกษตรกร 32 แห่งใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ในปี 2554 - 2555

    - ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อดำเนินโครงการจัดตั้งฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์รวม 7 แห่งใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนบนในปี 2555

    - ดำเนินโครงการร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในปี 2554 ตามโครงการเชียงใหม่เอี่ยม เพื่อจัดตั้งฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการเผาจากกลุ่มเกษตรกรในอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่รวม 15 แห่ง

    - ดำเนินโครงการร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่และ สสส. เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษใบไม้ที่รวบรวมได้จากภายในเขตเทศบาล ตั้งแต่ปี 2554

    - ศึกษาการนำของเสียโรงงานอุตสาหกรรมอาหารมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์แทนการฝังกลบ เช่น เปลือกมะม่วงสุก เปลือกมะม่วงดอง เศษผักกาดดอง และพืชผักจากอุตสาหกรรมห้องเย็น เป็นต้น

    - นวัตกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) โดยสามารถนำเศษใบไม้ในมหาวิทยาลัยและเศษอาหารจากร้านอาหารมาสร้างมูลค่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

    - ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555 จังหวัดลำพูนได้นำแนวคิดกองปุ๋ยวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ยาว 1 กิโลเมตรของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไปทำกองปุ๋ยยาว 1 กิโลเมตรที่โกดังทวีพืชผล อ.ลี้ จ.ลำพูน เพื่อนำเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีมากในพื้นที่มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อรณรงค์ลดการเผาเศษพืชที่เป็นสาเหตุของปัญหาหมอกควันพิษในจังหวัด

    - ในเดือนตุลาคม ปี 2555 มหาวิทยาลัยแม่โจ้และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ณ บ้านอุ่มแสง ต.ดู่ อ.ราษีไศล และบ้านนาทุ่ง ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ โดยได้ร่วมกับเกษตรกรขึ้นกองปุ๋ยมีความยาวรวมทั้งหมด 136 เมตร ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีปุ๋ยอินทรีย์รวมประมาณ 34 ตันไว้ใช้ในงานเกษตรกรรมและปลูกข้าวอินทรีย์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 24, 2013, 12:29:44 PM โดย montreeariyapak » บันทึกการเข้า
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:13:39 PM »

     จากผลการดำเนินงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีใหม่ ได้ส่งผลให้มีกลุ่มเกษตรกรหลายแห่งสามารถปรับเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูก จากแบบเกษตรเคมีไปเป็นเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดต้นทุนการผลิต ลดหนี้สิน มีพืชผักปลอดสารพิษสำหรับการบริโภคและจำหน่ายในชุมชน โดยมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ ตัวอย่างเช่น

       1. กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านโพธิทองเจริญ นายเจริญ ยกคำจู ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายเดือนละ 15 ตัน สามารถผลิตผักอินทรีย์ให้กับห้างริมปิงซูเปอร์สโตร์และห้างบิ๊กซีภายในจังหวัดเชียงใหม่ ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดภายใต้ชื่อ “ผักไทย”   

        2. กลุ่มเกษตรกรบ้านห้วยทราย นางสาวอัมพร บุญตัน ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ สามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในราคากิโลกรัมละ 5 - 10 บาท และได้ปลูกข้าวอินทรีย์ที่มีต้นทุนต่ำและทนทานต่อโรคและแมลง   

       3. กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านแพะพัฒนา นายศรี อุดแก้ว ต.เขื่อนผาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ทำการเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่มีความพอเพียงและผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายด้วย เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ดอกคำที่ส่งออกข้าวอินทรีย์ไปจำหน่ายต่างประเทศ

       4. กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์บ้านห้วยแหนพัฒนา นายสุรัตน์ รุกขะรัตน์ ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ จ.ลำพูน สามารถขยายผลองค์ความรู้โดยเป็นวิทยากรให้กับชุมชนอื่น มีการเพาะปลูกพืชผักอินทรีย์แบบผสมผสานในสวนลำไยที่สอดคล้องกับหลักความพอเพียงของในหลวง

       5. กลุ่มเกษตรกรบ้านโป่ง นายถวิล สุริยะ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในปี 2555 สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่งจำหน่ายให้กับศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้ถึง 30 ตันมูลค่า 120,000 บาท ปัจจุบันมีการผลิตข้าวกล้องอินทรีย์จำหน่ายยังประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

     อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีใหม่ที่ไม่ต้องพลิกกลับกองนี้ยังคงแสดงให้เห็นผลสำเร็จเฉพาะในพื้นที่ทางภาคเหนือเท่านั้น .... เกษตรกร ชุมชน หรือองค์กรอื่นในภาคอื่นของประเทศยังไม่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้นี้ได้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงได้มีแนวคิดที่จะร่วมมือกันเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์จากผลสำเร็จของนวัตกรรมนี้ สู่สถาบันการศึกษาในภาคอื่นของประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในอันที่จะสร้างประโยชน์ต่อชุมชน เกษตรกร องค์กร และตัวสถาบันการศึกษาเอง จากการลดการเผาฟางและเศษพืชเหลือทิ้งจากการเกษตร เพื่อมุ่งสู่สังคมมีสุขและคาร์บอนต่ำ
บันทึกการเข้า
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:14:48 PM »

วัตถุประสงค์โครงการ

       1. เพื่อสร้างเครือข่ายสถาบันการศึกษาในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ปีละ 10 แห่ง ในการสร้างสังคมมีสุขและคาร์บอนต่ำ จากการนำประโยชน์กลับคืนจากฟางและเศษพืชเหลือทิ้งทางการเกษตรลดการเผา ที่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

       2. เพื่อสนับสนุนให้เครือข่ายสถาบันการศึกษามุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว ด้วยการตั้งฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ภายในหรือภายนอกสถาบัน ที่มีการจัดการเศษพืชและเศษอาหารจากภายในสถาบันหรือในชุมชนแบบครบวงจร จากการถ่ายโอนเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แล้วนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลกับชุมชน ที่มีบริบทของปัญหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละภาคของประเทศ

       3. เพื่อให้เครือข่ายสถาบันการศึกษามีการดำเนินงานที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ของสถาบันหรือตัวชี้วัดของการประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งคณาจารย์ของสถาบันที่รับผิดชอบการดำเนินงานในโครงการสามารถดำเนินงานวิจัยไปในเวลาเดียวกันเพื่อเพิ่มผลงานทางวิชาการ
บันทึกการเข้า
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:16:17 PM »

เป้าหมายโครงการ

       1. มีเครือข่ายสถาบันการศึกษาในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ปีละ 10 แห่ง ที่จัดตั้งฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองภายในหรือภายนอกสถาบัน มีการดำเนินงานแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

       2. เครือข่ายสถาบันการศึกษาเป็นศูนย์กลางในการขยายผลสู่ชุมชน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองให้แก่ชุมชนให้มีการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีผลผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ของแต่ละสถาบันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 ตัน คิดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นจากเศษพืชแทนการเผาในโครงการนี้รวมปีละ 120 ตัน

       3. เครือข่ายสถาบันการศึกษามีโครงการที่นำองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง ไปขยายผลแก้ไขปัญหาด้านเกษตรกรรมของชุมชนหรือการจัดการของเสีย สถาบันละ 1 โครงการต่อปี

       4. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายสถาบันการศึกษาผ่านทางเว็บบอร์ด ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

       5. มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำปี (KM Forum) ปีละ 1 ครั้ง เพื่อสรุปผลการดำเนินงานของแต่ละสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ
บันทึกการเข้า
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:18:14 PM »

วิธีดำเนินงานของโครงการ

       1. คณะทำงานโครงการเดินทางไปนำเสนอแนวทางการดำเนินงานโครงการ เป้าประสงค์ ข้อจำกัด ผลดีและผลเสีย ต่อสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมและประสงค์เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจำนวน 10 แห่ง พร้อมกับรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสถาบันการศึกษา

       2. สถาบันการศึกษาที่มีความประสงค์เข้าร่วมเป็นเครือข่ายจัดทำหนังสือยืนยันการเข้าร่วมโครงการ

       3. สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายร่วมลงนามความร่วมมือ ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้

       4. คณะทำงานโครงการเดินทางไปจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสถาบันการศึกษาเครือข่าย เพื่อถ่ายโอนเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 พร้อมกับเปิดฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งอาจอยู่ภายในหรือภายนอกสถาบันก็ได้ และมอบสื่อวิชาการ (แผ่นพับ เอกสาร โปสเตอร์) และทุนสนับสนุนการดำเนินงานของฐานเรียนรู้

       5. คณะทำงานโครงการเดินทางไปตรวจเยี่ยมฐานเรียนรู้ของสถาบันการศึกษาเครือข่าย เพื่อรับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะ

       6. สถาบันการศึกษาเครือข่ายให้บริการวิชาการแก่ประชาชนที่เดินทางมาเยี่ยมชมฐานเรียนรู้ มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากใบไม้และเศษอาหารในสถาบันอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ 1 ตัน และมีการขยายผลโดยนำองค์ความรู้ไปให้บริการวิชาการเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ชุมชนภายนอก

       7. สถาบันการศึกษาเครือข่ายส่งข้อมูล รูปภาพ และผลการดำเนินงาน ผ่านช่องทางเว็บบอร์ดโครงการและเฟสบุ๊ค ซึ่งประชาชนภายนอกสามารถติดตามข้อมูลและนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จากการสื่อสารสองทาง

       8. ปุ๋ยอินทรีย์ที่ชุมชนผลิตได้หากต้องการจำหน่ายเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนสำหรับเป็นทุนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์รอบต่อไป ทางบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ยินดีรับซื้อเพื่อนำปุ๋ยอินทรีย์ 5 ตันแรก ในราคาตันละ 5,000 บาท เพื่อนำไปบริจาคให้กับหน่วยงานที่ต้องการใช้ต่อไป

       9. จัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงาน (KMForum) ระหว่างเครือข่ายสถาบันการศึกษาปีละ 1 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับสมัครสถาบันการศึกษาที่จะเข้าร่วมในปีต่อไป
บันทึกการเข้า
montreeariyapak
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 09:20:13 PM »

สิ่งที่เครือข่ายสถาบันการศึกษาจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ

       1. บริษัทฯ รับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ 5 ตันแรกจากฐานเรียนรู้หรือชุมชน เพื่อให้มีทุนหมุนเวียนให้มีความยั่งยืนของการดำเนินงาน รวมทั้งมีการมอบเอกสาร โปสเตอร์ไวนิลวิชาการ และแผ่นพับ

       2. มีการเดินทางมาให้ข้อแนะนำและให้คำปรึกษาของคณะทำงานโครงการ เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานฐานเรียนรู้รวมทั้งของชุมชนมีความยั่งยืนและต่อเนื่อง

       3. สถาบันการศึกษาจะเป็นที่พึ่งของชุมชน สังคม และผู้ประกอบการ ในการแก้ปัญหาการจัดการเศษพืชเหลือทิ้งจากการเกษตรและของเสียชุมชน แล้วนำผลผลิตที่ได้คือปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้ในการเกษตรกรรม อันจะทำให้เกิดสังคมมีสุขและคาร์บอนต่ำ

สิ่งที่เครือข่ายสถาบันการศึกษาจะต้องรับผิดชอบ

       1. การดำเนินงานฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองต้องการพื้นที่ประมาณ 2 งาน สำหรับการกองวัตถุดิบ การขึ้นกองปุ๋ยอินทรีย์ และต้องมีการจัดหาอุปกรณ์ เช่น เข่ง คราด สายยางน้ำ แหล่งน้ำ ถุงกระสอบ เครื่องเย็บกระสอบ เครื่องย่อยเศษพืชสำหรับตีป่นปุ๋ยอินทรีย์ รวมทั้งอาคารสำหรับการบรรจุกระสอบ เก็บอุปกรณ์ และเก็บปุ๋ยอินทรีย์ที่บรรจุกระสอบแล้ว ทั้งนี้ ฐานเรียนรู้ลักษณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม

       2. การดำเนินงานฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองต้องการคนงาน 2 คนสำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการต้อนรับผู้เข้าชมฐาน

       3. การดำเนินงานฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองต้องการคณาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานและเป็นวิทยากรบรรยายให้กับผู้เข้ามาเยี่ยมชมฐานเรียนรู้

       4. ในการดำเนินโครงการนี้ โครงการคาดหมายให้ฐานเรียนรู้มีการขยายผลลงสู่ชุมชนหรือผู้ประกอบการเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเผาทำลายเศษพืช ซึ่งโครงการคาดหมายว่าคณาจารย์ของสถาบันการศึกษาควรจะมีผลงานวิจัยตีพิมพ์เพื่อเพิ่มผลงานทางวิชาการ ที่ไม่จำเป็นต้องมีชื่อของคณะทำงานร่วมด้วย


Liked By: tera, khondongkha
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 29, 2013, 04:15:20 AM โดย montreeariyapak » บันทึกการเข้า
Teerapong Maejo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:17:28 PM »

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีใหม่ “วิศวกรรมแม่โจ้ 1

- จากผลการค้นคว้าวิจัยของคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี พ.ศ. 2552 ได้มีนวัตกรรมใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง เกษตรกรจะสามารถผลิตได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีปริมาณมากครั้งละ 10 – 100 ตัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 เสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่นและน้ำเสีย วัตถุดิบมีเพียงเศษพืชกับมูลสัตว์เพียง 2 อย่างเท่านั้น โดยถ้าเศษพืชเป็นฟางข้าวอัตราส่วนระหว่างฟางข้าวกับมูลสัตว์คือ 4 ต่อ 1 โดยปริมาตร และถ้าเป็นเศษใบไม้ให้ใช้อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร ... นวัตกรรมนี้อาศัยจุลินทรีย์ที่มีในมูลสัตว์ และใช้ไนโตรเจนในมูลสัตว์ กับคาร์บอนในเศษพืช ในการใช้เป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ในกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพแบบใช้ออกซิเจน
บันทึกการเข้า
Teerapong Maejo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:26:34 PM »

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”
   
1. นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบาง ๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (ตัวอย่างเช่น วางฟาง 16 เข่ง หนา 10 ซม. โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เป็นต้น) ทำเช่นนี้ 15 - 17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15 - 17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

- วัดความกว้างฐาน 2.5 เมตร



- ตวงฟาง 16 เข่ง เหยียบในเข่งให้แน่น แล้วค่อย ๆ วางให้หนา 10 ซม.โดยไม่เหยียบ โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เพื่อให้เป็นสัดส่วน 4 ต่อ 1 โดยปริมาตร (อาจจะได้ความยาวประมาณ 6 เมตร) เสร็จแล้วรดน้ำ ระหว่างรดน้ำก็อาจใช้คราดเขี่ยไปมาเพื่อให้คล้ายกับการผสมเศษพืชให้เข้ากับมูลสัตว์



- ทำชั้นที่สอง สาม สี่ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ... คราดจะช่วยในการปรับความหนาของเศษพืชได้ดี ... เมื่อสูงขึ้น ๆ ก็จำเป็นต้องลดสัดส่วนฟางลงเพื่อให้หนา 10 ซม.เหมือนเดิม เมื่อสูงขึ้นก็ปรับให้กองเป็นรูปสามเหลี่ยม





- ชั้นบนสุดเป็นมูลสัตว์ แล้วเริ่มขึ้นกองปุ๋ยกองใหม่

บันทึกการเข้า
Teerapong Maejo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:31:08 PM »

2. รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60 – 70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้

- ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยไม่ให้มีน้ำไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากเกินไป

- ขั้นตอนที่ 2 เมื่อครบวันที่ 10 ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร การเติมน้ำระวังไม่ให้มีน้ำเจิ่งนองที่พื้นมากเกินไป ทำขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ จากข้อดีที่น้ำฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้ เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ในฤดูฝนได้ด้วย







Liked By: ดวงพร
บันทึกการเข้า
Teerapong Maejo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:33:34 PM »

- ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี ความร้อนสูงนี้เกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและหลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว) และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย (จุลินทรีย์กลุ่ม Thermophiles และ Mesophiles) หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ 60 วัน



บันทึกการเข้า
Teerapong Maejo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:43:48 PM »

- กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตรจะสามารถเก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ย ความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับจุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อนสูงที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเวียนเข้าไปในภายในกองปุ๋ย ซึ่งเกิดจากการพาความร้อนแบบปล่องไฟหรือ Chimney Convection อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้ช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ (Aerobic Decomposition) ทำให้ไม่ต้องมีการพลิกกลับกอง และช่วยให้กองปุ๋ยไม่มีกลิ่นหรือน้ำเสียใด ๆ
บันทึกการเข้า
Teerapong Maejo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:47:16 PM »

3. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว (Stabilization Period) และไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉย ๆ ประมาณ 1 เดือน หรืออาจแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. ซึ่งจะแห้งภายในเวลา 3 – 4 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5 - 7 บาท (ตันละ 5,000 - 7,000 บาท) สามารถเก็บได้นานหลายปี



- ภาพนี้เป็นสภาพฟางที่ถูกย่อยสลายจนเป็นผง ... กองปุ๋ยแบบนี้จะไม่มีกลิ่น ไม่ดึงดูดแมลงวัน ไม่มีน้ำเสีย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:49:18 PM โดย Teerapong Maejo » บันทึกการเข้า
Teerapong Maejo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2013, 05:49:58 PM »

- หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการ 2 ขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือแฉะเกินไป จุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลาย กระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: