หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 52   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง PSB คัด 2 สายพันธุ์เด่นสุด  (อ่าน 251212 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #128 เมื่อ: กันยายน 30, 2013, 09:02:35 PM »

 โกรธ อินทรีย์-ชีวภาพ VS ปุ๋ยเคมี
สิ่งที่ควรทดลองอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่ใช้สารเคมี โดยถือปัจจัยหลัก เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต
แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การลดสารตกค้างในร่างกายมนุษย์ อันเป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย  เกษตรกรบางท่านปลูกเพื่อขายอย่างเดียว แต่ตนเองไม่กล้าบริโภค แอบทำแปลงเล็กๆ ไว้บริโภคส่วนตัว  ที่สำคัญอีกอย่างทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณในด้านสาธารณะสุข เพื่อบำบัดโรคภัย ไข้เจ็บ แก่ประชาชนของตัวเอง เป็นมูลค่ามหาศาล และถ้าเป็นผลผลิตการเกษตรส่งออก  มีการตรวจรับที่เข้มงวด อาจถูกตีกลับเกิดความเสียหายแก่ผู้ส่งออกได้
        เมื่อถือได้ว่ายุคนี้เป็นยุค **จุลินทรีย์ภิวัฒน์**ประเทศญี่ปุ่นประกาศเป็นวาระแห่งชาติเมื่อปี 2010 .ให้ใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงRhodobacter capsulatus (SS3)ในสามแนวทาง คือ ด้านเกษตร ปศุสัตว์ และส่งแวดล้อม ขณะนี้มีการนำเข้ามาเพาะขยายพันธุ์จำหน่ายในประเทศไทยกันอย่างแพร่หลาย ถ้าใช้ *คำค้น*จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง*ใน GOOGLE จะเห็นขวดพลาสติกสีแดงสดใสเต็มไปหมด
วิธีทดลองใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงSS3 เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมี (ตามวาระแห่งชาติญี่ปุ่น)
1)เริ่มต้นเกษตรกรยังไม่มั่นใจในการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงSS3 ก็ให้ใช้ปุ๋ยเคมีเหมือนเดิม เพียงแต่เว้นที่ไว้ให้SS3 สัก 1 เป้สะพายหลัง น้ำ20 ลิตร + SS3  30 cc.
2)บริเวณที่เว้นไว้ ใช้ SS3 อย่างเดียว โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ได้ผลผลิตแตกต่างกันอย่างไร
3)ใช้SS3 + ปุ๋ยเคมีลดลงครึ่งหนึ่ง ได้ผลผลิตเป็นอย่างไร ลดต้นทุนลงได้บ้างหรือเปล่า
4)ใช้SS3 + ปุ๋ยคอก + ปุ๋ยหมัก โดยไม่ใช้สารเคมีเลย ได้ผลผลิตสู้ปุ๋ยเคมีได้หรือไม่ ลดต้นทุนได้หรือไม่
5)มีการบำรุงดินก่อนปลูกพืช + SS3 โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ผลผลิตและต้นทุน เปรียบเทียบกันเป็นเช่นไร
การบำรุงดินก่อนปลูกพืช มีหลายวิธี ค้นได้ในGOOGLE
6) ฯลฯ

จากใจนายก้องภพ   อยากเห็นเกษตรกรไทยทำเกษตรแบบยั่งยืน โดยใช้อินทรีย์-ชีวภาพ ปลอดสารพิษ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า ทำเกษตรแบบORGANIC FARMINGครับผม
ก้องภพ          082-7540755            ยิ้มเท่ห์
kongphop.sms@gmail.com
บันทึกการเข้า

SIROTE
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #129 เมื่อ: กันยายน 30, 2013, 10:17:28 PM »

 ;Dขอรับแจกเพื่อทดลองด้วยครับ
  นายสิโรจน์  เปรมสงวนศิลป
44/0 หมู่ 6 ซอยเรืองฤทธิ์ ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140
ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
krids
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« ตอบ #130 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2013, 01:12:30 PM »

คุณก้องภพคะ ที่ทดลองใช้กับมะนาวที่หลังบ้าน 10 วันแม้ไม่ออกดอกแต่ว่าแตกยอดใหม่มากมายซึ่งปกติแม้หน้าฝนยังไม่เติบโตขนาดนี้เลยค่ะ
เลยเอาไปทดลองอีกหลายๆจุดในสวน แล้วจะมา update ให้ทราบต่อไปค่ะ


Liked By: kongphop
บันทึกการเข้า
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #131 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2013, 04:37:20 PM »

สรุปผลการทดลองใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง(SS3)+สารเร่งความเจริญเติบโตพืชจากเกษตรกรทุกทิศทั่วไทย (ครั้งที่ 1)  จุมพิต

(1)ใช้กับมันสำปะหล้ง
*ฉีดพ่นไปที่ต้นมันสำปะหลัง ภายใน 2-4 วัน สังเกตได้ชัดเจนว่า  ใบจะเขียวสดใส แผ่ใบกางรับแสงแดดอันแรงกล้าอย่างท้าทาย ส่วนต้นมันที่ไม่ได้ฉีดพ่น จะหุบใบลงมาหลบแสงแดด แสดงว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPURPLE (SS3) ช่วยให้การสังเคราะห์แสงของพืชมีประสิทธิภาพสูงสุด พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้ดีที่สุด ทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง มีความต้านทานโรคพืชสูง และจะสังเกตเห็นรอยแยกของดิน เป็นทางยาวตามรากมันสำปะหลังอย่างเด่นชัด
รายงานผลการทดลองรายแรก(ใช้กับมันสำปะหลัง) เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ที่เคยใช้ปุ๋ยน้ำ ราคาลิตรละประมาณ 2500 บาท หลังจากทดลองใช้SS3 ระยะเวลาประมาณ2เดือนเศษ ก็หันมาใช้จุลินทรีย์SS3อย่างเต็มภาคภูมิ.โทรฯ อาจารย์ไชยยศ 081-9996573
รายงานผลการทดลองจากเกษตรกร จ.บึงกาฬ (หน้า 18 เกษตรพอเพียง หัวข้อ แจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)
ผลการใช้งานกับมันสำปะหลังหลังฉีดได้ 2 วันฝนก็กระหน่ำ ลงอย่างหนัก แต่ผลจากการสังเกตุพบว่ามีการแตกยอดออกมามากกว่าปกติ เพราะปกติปลูกมันสำปะหลัง ท่อนพันธุ์ จะแตกยอดไม่เกิน 3-4 ยอด ท่อนพันยาวประมาณ 15-20 เซ็นติเมตร แต่หลังจากฉีดจุลินทรีย์ของคุณก้องภพปรากรฏว่า แตกยอดออกมาทุกตา แล้วปลายใบก็ตั้งชูรับแสงแดดได้มากกว่าปกติ(เพราะปกติปลายใบจะออกจะชี้ลงพื้น)
ว่าจะทดลองฉีดพริกแต่จุลินทรีย์หมดซะก่อนเลยไม่ได้ทดลองครับ ที่สวนจะมี มะละกอ พริก ฟักทอง บวบ กล้วยน้ำว้า มะม่วง กระท้อน ปลูกอย่างละน้อยพอกินครับ ที่กล่าวมายังไม่ได้ลองใช้จุลินทรีย์เพราะใช้หมดซะก่อน ยังไงก็ขอความอนุเคราะห์จากคุณก้องภพ อีกครั้งนึงครับ
นายโสวัฒน์ อุทัยลี 244 หมู่ 4 ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ 38170  0892795663
(2)ใชกับกล้าต้นสัก  (หน้า 17 เกษตรพอเพียง หัวข้อ แจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)..มีภาพถ่ายประกอบ
ของเขาดีจริง ๆ ผมเอามาฉีดให้ต้นสักที่เหลือรอดแบบโทรม ๆ 1 ต้น
แก้ไขเพิ่มครับ ภรรยาผมบอกว่า เดิมฉีดจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงของอาจารย์เชาว์วัช และหลังได้รับโปรตีนพืชที่ขอจากคุณ AGRO7 และจุลินทรีย์จากคุณก้องภพก็นำมาร่วมทดลองเพิ่มครับ
ก่อนให้จุลินทรีย์จากคุณก้องภพ + โปรตีนน้ำของคุณ Agro7
หลังใช้ 3 อาทิตย์ ใบใหญ่แบบลืมชาติกำเนิดไปเลย
(3)ใช้กับมะนาว  ได้ผลเร็วบ้าง ช้าบ้างต่างกันไป ภายใน 10 วัน เห็นผลแตกต่างแน่นอน
*คุณโต 085-2466099 ฉีดพ่นไปที่มะนาวที่ไม่เคยออกดอกเลยก็ออกดอกทันใจ,  ตอนนี้กำลังทดลองกับมันสำปะหลัง หลังจากฝนกระหน่ำหนัก
*คุณเล็ก 089-8647489 ฉีดพ่นใส่มะนาวก็ออกดอก และออกลูกแล้ว
*คุณก้องภพคะ ที่ทดลองใช้กับมะนาวที่หลังบ้าน 10 วันแม้ไม่ออกดอกแต่ว่าแตกยอดใหม่มากมายซึ่งปกติแม้หน้าฝนยังไม่เติบโตขนาดนี้เลยค่ะ เลยเอาไปทดลองอีกหลายๆจุดในสวน แล้วจะมา update ให้ทราบต่อไปค่ะ  จากคุณkrids กระทู้ : 21(หน้า 20 เกษตรพอเพียง หัวข้อ แจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)
(4)ใช้กับมะละกอ, พริก, พุทรา
*ผู้หมวดหยง 084-7642637***ฉีดพ่นมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ และพั้นธุ์แขกนวล อายุ 50 วัน จำนวน 10 ต้น ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน ออกดอกงามสะพรั่ง ทั้ง 10 ต้น ส่วนต้นที่ไม่ได้ฉีดพ่นด้วยSS3 ไม่ออกดอก^
หมวดหยงยังทดลองกับพืชอีกหลายชนิด เช่น พริกออกดอกติดลูกเร็วงามสะพรั่ง, พุดทราก็เช่นเดียวกัน
*ผู้ใหญ่สมชาติ 081-4520571 ทำไร่พริก 4-5 ไร่  ว่าจะพาลูกบ้านมาเยี่ยมเยือนนายก้องภพ  บอกคำเดียวว่าพริกงามจริง
(5)ใช้กับยางพารา
ได้คุยกับคุณโสวัฒน์ทางโทรศัพท์ 244 หมู่ 4 ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ 38170  0892795663 ซึ่งปลูกยางพารา 1500 ต้น คุณโสวัฒน์ บอกว่าน่าจะควบคุมโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราไฟท๊อปธอร่า (Phytophthora palmivora) ในดินได้ กำลังทดลองเพื่อความแน่ชัด แล้วจะแจ้งให้ทราบครับ

รายงานจากนายก้องภพ      082-7540755
kongphop.sms@gmail.com                      ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2013, 06:38:07 PM โดย kongphop » บันทึกการเข้า
z_bie
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 564


« ตอบ #132 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2013, 04:47:44 PM »

สรุปผลการทดลองใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง(SS3)+สารเร่งความเจริญเติบโตพืชจากเกษตรกรทุกทิศทั่วไทย (ครั้งที่ 1)  จุมพิต

(1)ใช้กับมันสำปะหล้ง
*ฉีดพ่นไปที่ต้นมันสำปะหลัง ภายใน 2-4 วัน สังเกตได้ชัดเจนว่า  ใบจะเขียวสดใส แผ่ใบกางรับแสงแดดอันแรงกล้าอย่างท้าทาย ส่วนต้นมันที่ไม่ได้ฉีดพ่น จะหุบใบลงมาหลบแสงแดด แสดงว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPURPLE (SS3) ช่วยให้การสังเคราะห์แสงของพืชมีประสิทธิภาพสูงสุด พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้ดีที่สุด ทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรง มีความต้านทานโรคพืชสูง และจะสังเกตเห็นรอยแยกของดิน เป็นทางยาวตามรากมันสำปะหลังอย่างเด่นชัด
รายงานผลการทดลองรายแรก(ใช้กับมันสำปะหลัง) เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ที่เคยใช้ปุ๋ยน้ำ ราคาลิตรละประมาณ 2500 บาท หลังจากทดลองใช้SS3 ระยะเวลาประมาณ2เดือนเศษ ก็หันมาใช้จุลินทรีย์SS3อย่างเต็มภาคภูมิ.โทรฯ อาจารย์ไชยยศ 081-9996573
รายงานผลการทดลองจากเกษตรกร จ.บึงกาฬ (หน้า 18 เกษตรพอเพียง หัวข้อ แจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)
ผลการใช้งานกับมันสำปะหลังหลังฉีดได้ 2 วันฝนก็กระหน่ำ ลงอย่างหนัก แต่ผลจากการสังเกตุพบว่ามีการแตกยอดออกมามากกว่าปกติ เพราะปกติปลูกมันสำปะหลัง ท่อนพันธุ์ จะแตกยอดไม่เกิน 3-4 ยอด ท่อนพันยาวประมาณ 15-20 เซ็นติเมตร แต่หลังจากฉีดจุลินทรีย์ของคุณก้องภพปรากรฏว่า แตกยอดออกมาทุกตา แล้วปลายใบก็ตั้งชูรับแสงแดดได้มากกว่าปกติ(เพราะปกติปลายใบจะออกจะชี้ลงพื้น)
ว่าจะทดลองฉีดพริกแต่จุลินทรีย์หมดซะก่อนเลยไม่ได้ทดลองครับ ที่สวนจะมี มะละกอ พริก ฟักทอง บวบ กล้วยน้ำว้า มะม่วง กระท้อน ปลูกอย่างละน้อยพอกินครับ ที่กล่าวมายังไม่ได้ลองใช้จุลินทรีย์เพราะใช้หมดซะก่อน ยังไงก็ขอความอนุเคราะห์จากคุณก้องภพ อีกครั้งนึงครับ
นายโสวัฒน์ อุทัยลี 244 หมู่ 4 ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ 38170  0892795663
(2)ใชกับกล้าต้นสัก  (หน้า 17 เกษตรพอเพียง หัวข้อ แจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)..มีภาพถ่ายประกอบ
ของเขาดีจริง ๆ ผมเอามาฉีดให้ต้นสักที่เหลือรอดแบบโทรม ๆ 1 ต้น
แก้ไขเพิ่มครับ ภรรยาผมบอกว่า เดิมฉีดจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงของอาจารย์เชาว์วัช และหลังได้รับโปรตีนพืชที่ขอจากคุณ AGRO7 และจุลินทรีย์จากคุณก้องภพก็นำมาร่วมทดลองเพิ่มครับ
ก่อนให้จุลินทรีย์จากคุณก้องภพ + โปรตีนน้ำของคุณ Agro7
หลังใช้ 3 อาทิตย์ ใบใหญ่แบบลืมชาติกำเนิดไปเลย
(3)ใช้กับมะนาว  ได้ผลเร็วบ้าง ช้าบ้างต่างกันไป ภายใน 10 วัน เห็นผลแตกต่างแน่นอน
*คุณโต 085-2466099 ฉีดพ่นไปที่มะนาวที่ไม่เคยออกดอกเลยก็ออกดอกทันใจ,  ตอนนี้กำลังทดลองกับมันสำปะหลัง หลังจากฝนกระหน่ำหนัก
*คุณเล็ก 089-8647489 ฉีดพ่นใส่มะนาวก็ออกดอก และออกลูกแล้ว
*คุณก้องภพคะ ที่ทดลองใช้กับมะนาวที่หลังบ้าน 10 วันแม้ไม่ออกดอกแต่ว่าแตกยอดใหม่มากมายซึ่งปกติแม้หน้าฝนยังไม่เติบโตขนาดนี้เลยค่ะ เลยเอาไปทดลองอีกหลายๆจุดในสวน แล้วจะมา update ให้ทราบต่อไปค่ะ  จากคุณkrids กระทู้ : 21(หน้า 20 เกษตรพอเพียง หัวข้อ แจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)
(4)ใช้กับมะละกอ, พริก, พุทรา
*ผู้หมวดหยง 084-7642637***ฉีดพ่นมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ และพั้นธุ์แขกนวล อายุ 50 วัน จำนวน 10 ต้น ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน ออกดอกงามสะพรั่ง ทั้ง 10 ต้น ส่วนต้นที่ไม่ได้ฉีดพ่นด้วยSS3 ไม่ออกดอก^
หมวดหยงยังทดลองกับพืชอีกหลายชนิด เช่น พริกออกดอกติดลูกเร็วงามสะพรั่ง, พุดทราก็เช่นเดียวกัน
*ผู้ใหญ่สมชาติ 081-4520571 ทำไร่พริก 4-5 ไร่  ว่าจะพาลูกบ้านมาเยี่ยมเยือนนายก้องภพ  บอกคำเดียวว่าพริกงามจริง
(5)ใช้กับยางพารา
ได้คุยกับคุณโสวัฒน์ทางโทรศัพท์ 244 หมู่ 4 ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ 38170  0892795663 ซึ่งปลูกยางพารา 1500 ต้น คุณโสวัฒน์ บอกว่าน่าจะควบคุมโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราไฟท๊อปธอร่า (Phytophthora palmivora) ในดินได้ กำลังทดลองเพื่อความแน่ชัด แล้วจะแจ้งให้ทราบครับ

รายงานจากนายก้องภพ      082-7540755
kongphop.sms@gmail.com                      ยิ้มเท่ห์

ได้รับจุลินทรีย์แล้วครับ ช่วงนี้พายุเข้าฝนตก จะนำไปทดลองใช้กับ ข้าว เปรียบเทียบกับ PSB ของคุณมด ที่ซื้อหัวเชื้อมาครับ แล้วก็น้ำหมักที่หมักเอง และโปรตีนเข้มข้นที่ได้ในบอร์ด ถ้าพายุไม่เข้ามาอีกก็จะได้รู้ผลภายในเดือนนี้แน่นอนครับ


Liked By: kongphop
บันทึกการเข้า
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #133 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2013, 07:41:03 PM »

การทดลองใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPURPLE(SS3)ทางด้านลิ่งแวดล้อม บำบัดน้ำเสีย บำบัดกลิ่น  อายจัง
ขณะนี้กำลังทดลองกับโรงงานทำBakery  อายจัง
เรียนคุณก้องภพ
           ผมได้อ่านบทความของคุณก้องภพ และมีความสนใจในการทดลองใช้จุลินทรีย์    โรงงานผมทำเบเกอรี่ และในท่อระบายน้ำรอบโรงงานต้องมีการขังน้ำไว้ ครึ่งท่อเพื่อกันแมลงคลานเข้าโรงงาน  แต่ทำให้มีกลิ่นเหม็น และมีน้ำสีดำ เนื่องจากมีเศษแป้งไหลลงไปด้วย
จึงอยากให้ทางคุณก้องภพเสนอราคาของ จุลินทรีย์  มาว่าราคาเท่าไหร่   โรงงานผม อยู่อมตะนคร 
                                                                     ญาณวุฒิ    ถิ่นสุข
                                                                ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิต
                                                             บริษัท  เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด
                                                                        089 – 9207653 
รายงานผลการทดลองจาก คุณญาณวุฒิ
น้ำเสียในท่อรอบโรงงานประมาณ 18 คิวบิกเมตร คุณญาณวุฒิ ใช้SS3 จำนวน 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 200 ลิตร เทราดท่อระบายน้ำรอบโรงงาน กลิ่นหายภายใน 2 วัน (จากก้องภพ…นี่หากใช้ 2 ลิตร กลิ่นคงจะหายภายใน 1 วัน) ขณะนี้กำลังวัดค่า BOD จะรู้ผลเร็วๆนี้ แล้วจะรายงานให้ผู้สนใจทราบครับ

จาก..นายก้องภพ    082-7540755
kongphop.sms@gmail.com         ยิ้มเท่ห์


Liked By: krids
บันทึกการเข้า
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #134 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2013, 04:39:01 PM »

ข้าวที่ปลูกบนพื้นที่หินแร่ภูเขาไฟ จังหวัดบุรีรัมย์
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2556 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง 3 ของคุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดา กับคุณไบรท์ พิชญทัฬน์ ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับงานมหกรรมข้าวหอมมะลิและของดีภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวลืมผัว และมีอยู่ชนิดหนึ่งทีน่าสนใจอย่างมากคือ ข้าวฮ่างภูเขาไฟ ที่ได้ทำการเพาะปลูกอยู่บนพื้นที่ภูเขาไฟเก่า ของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งผู้ดำเนินรายการได้ระบุถึงคุณสมบัติของข้าวที่ดูดกินแร่ธาตุอาหารจากหิน แร่ภูเขาไฟจากด้านล่าง ทำให้ข้าวมีความแข็งแกร่งและการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นกว่าการปลูกในพื้นที่ ปรกติ แถมยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายอย่างในเชิงสมุนไพรส่งเสริมสุขภาพอย่าง เช่น แร่ธาตุกาบา, ไนอะซิน, วิตามินบีและใยอาหารสูง ช่วยลดความโรคอัลไซเมอร์, ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง, ช่วยโรคเหน็บชา, ช่วยแก้ปัญหาท่านที่ท้องผูกบ่อย, ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง, ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และยังช่วยดูแลผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอย ให้ผิวมีความเยาว์วัยอยู่เสมอ

ท่านที่สนใจสามารถไปเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ที่ เจ เจ มอลล์ สวนจตุจักร ตลาดนัดติดแอร์ได้นะครับ มีการนำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวหลากหลายรูปแบบมานำเสนอตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2556 – 1 กันยายน 2556 เหมาะสำหรับที่สนใจห่วงใยสุขภาพอีกทั้งนักธุรกิจที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ ปลอดภัยไร้สารพิษเข้ามาสู่ไลน์ธุรกิจเพิ่มขึ้น รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ เพราะว่ามาจากท้องถิ่นที่เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิโดยตรงของประเทศไทยเรา

จะสังเกตเห็นได้ว่าข้าวที่ปลูกอยู่บนพื้นที่หินแร่ภูเขาไฟนั้น จะมีความสำคัญพิเศษโดดเด่นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งประเทศญี่ปุ่น, คาซัคสถาน, เกาะบาหลีประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนมากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงธรรมชาติ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าแมลง เนื่องด้วยแร่ธาตุจากหินแร่ภูเขาไฟที่พร้อมต่อการละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อ พืชนั้นมีอยู่มาก เนื่องด้วยผ่านความร้อนเป็นล้านๆ องศา จากแมกมา มาเป็นลาวา และค่อยๆเย็นตัวลงกลายเป็นหินสุกหินเดือดที่มีรูพรุนจากฟองอากาศที่เดือดพล่าน ทำให้มีความสามารถจับตรึงสารพิษ จับตรึงก๊าซของเสียกลี่นเหม็น หรือแม้แต่การจับตรึงปุ๋ยให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้าได้ค่อนข้างดีเยี่ยม แร่ธาตุและสารอาหารที่มากมายอุดมสมบูรณ์จะช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่าง สมบูรณ์และแข็งแรง ลดการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงได้มาก

ก้องภพ รายงาน 2 Oct.13
082-7540755
ขณะนี้มีผู้นิยมใช้หินแร่ภูเขาไฟกันมาก จึงหาข้อมูลมาฝากตรับ ลองนำไปประยุกใช็ดูครับ
การปรับปรุงบำรุงดินในนาข้าวโดยใช้หินแร่ภูเขาไฟ

ภูไมท์ หรือกลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟ จะมีพื้นที่ผิวสัมผัสที่มีความพรุน โปร่ง คล้ายกับโครงสร้างของฟองน้ำ ทำให้มีความสามารถในการกรอง ดักและจับตรึงแร่ธาตุ ก๊าซต่างๆ ได้ค่อนข้างดี ดังนั้นเมื่อนำไปใส่ให้แก่ต้นไม้ในปริมาณที่กำหนดไว้ หรือพอเหมาะพอดีกับความต้องการของพืช ก็จะทำให้พืชสามารถที่จะสร้างภูมิต้านทาน มีความแข็งแกร่ง กระตุ้นการเจริญเติบโต ช่วยจับตรึงสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่พืชมิให้สูญเสียผ่านเลยไปโดยง่ายดาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นดินทราย เพราะแร่ธาตุอาหารต่าง ๆ จะถูกชะล้างเสียหายไปได้ง่าย
การนำภูไมท์หรือหินแร่ภูเขาไฟเข้าไปใช้ ในการเกษตร จึงมักจะเป็นที่นิยมของพี่น้องเกษตรกรโดยทั่วกัน เพราะมีประโยชน์ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้เกิดเม็ดดินที่มั่นคงขึ้น ดินไม่เกาะตัวกันอย่างเหนียวแน่น ไม่สร้างปัญหาทำให้ดินมีค่าพีเอชเปลี่ยนแปลงเหมือนกับที่ใส่กลุ่มวัสดุปูน ทั้งหลาย และเมื่อสะสมอยู่ในดินทำให้ช่วยจับแร่ธาตุต่าง ๆ การใช้ในปริมาณที่ไม่มากเกินไปจะเป็นประโยชน์ต่อพืช แต่ถ้ามากเกินไปก็เป็น โทษ
เกษตรกรบางท่านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจจะคิดว่าภูไมท์นั้นคือ ปุ๋ย เมื่อใส่ครั้งแรกแล้วเห็นความแตกต่างจากเดิมว่าต้นไม้มีความแข็งแรงและมีการ เจริญเติบโตดีขึ้นอย่างมาก เพราะหินแร่ภูเขาไฟหรือภูไมท์มีปริมาณแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอยู่มากมายนั้นจะค่อย ๆ ละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างช้า ๆ จึงทำให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทีนี้เองเกษตรจึงใส่เพิ่มลงไปอีกเป็นจำนวนมาก และมากเกินไปจนไนโตรเจนถูกจับตรึงและบล็อกเสียจนพืชไม่สามารถที่จะนำไปใช้ ได้อย่างเพียงพอ ทำให้พืชมีอาการใบเหลืองซีด ต้นแคระแกร็น มีอาการขาดปุ๋ย ถ้าเกษตรกรท่านใดพบปัญหาเหมือนดังที่ได้อธิบายไปดังกล่าวนี้ ให้ทำการแก้ไขโดยการใส่ปุ๋ยยูเรีย
 ปุ๋ยยูเรียน้ำทำได้เองดังนี้

1.วิธีการทำยูเรียน้ำจากพืชธรรมชาติ
     1.1 ถั่วเหลืองป่นละเอียด 1 -2 กก.
     1.2 สับปะรด สับละเอียด 2 กก.
     1.3 หน่อกล้วยติดรากสะบัดดินออกไม่ต้องล้าง สับละเอียด2 กก.
     1.4 น้ำซาวข้าว 10 ลิตร (ปลายข้าวเหนียวใหม่ จะเข้มข้นดีมาก) มีวิตามิน B ทำให้รากงอกยาว
     1.5 กากน้ำตาล 1-2 กก.
     1.6 จุลินทรีย์ท้องถื่นเช่น จาวปลวก,หน่อกล้วย,รกหมู  ตามสูตรต่างๆ จำนวน 1 ลิตร
     1.7จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPurpleนำโดยSS3 100-200 ซีซี
     1.8 ผสมรายการ 1.1-1.7 เข้าด้วยกัน หมัก 14 วันใช้ได้(สูตรนี้เทียบเท่าปุ๋ยเคมียูเรีย 2      
            กระสอบ)
การนำแร่ภูไมท์ หรือแร่ซีโอไลท์ มาใช้ในการปรับปรุงดิน ก่อนอื่นคุณควรจะทำการทดสอบค่า PH ของดินก่อนว่ามีค่าเท่าไร หากค่าPH อยู่ระหว่าง 5.5-6 ก็ให้ทดลองใช้ในระดับ 10 กก. ต่อไร่ได้ แต่ถ้าต่ำกว่า 5.5 ต้องเพิ่มขึ้นไปอีก โดยแบ่งใส่ตามการให้ปุ๋ย แต่ถ้าค่า 6-6.5 การใช้ที่อัตรา 10 กก. ก็จะมากไป จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ในนาที่ลงปลูกแล้ว วิธีการวัดค่าก็ทำโดยกวนดินที่ใต้น้ำ ในระดับความลึกเท่ารากของข้าว แล้วตักน้ำที่ขุ่นมาวัดค่า สุ่มทำสักไร่ละ 5 จุดก็คงจะพอ คุณสมบัติของแร่ทั้งสองชนิดนี้คือต่างก็มีซิลิคอล ที่มีคุณสมบัติในการตรึงธาตุ N ได้ดี ทำให้ปุ๋ยที่มีสูตร N ผสมไม่ศูนย์เสียไปได้ง่าย อีกทั้งเมื่อพืชดูดแร่ไปใช้แล้วซิลิคอลจะสะสมที่ผนังเซลล์ของพืช จะทำให้พืชมีลำต้นแข็งแรง และมีภูมิต้านทานโรคดียิ่งขึ้น ส่วนวิธีการให้แร่ทั้งสอง เราจะให้ไปพร้อมปุ๋ย โดยการนำแร่ทั้งสองมาเทกองไว้บนผ้าพลาสติด พรมปุ๋ยยูเรียน้ำคลุกเคล้าให้เข้ากัน ความชื้นที่เหมาะสม จะทำให้ช่วยตรึงแร่ธาตุในปุ๋ยไม่ให้สูญเสียง่าย จะค่อย ๆ ปล่อยออกไป ถ้าปริมาณแร่ที่ใช้มีมาก ให้ทยอยทำเป็น 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นผงผสมอยู่มาก อีกอย่างการใช้แร่ภูไมท์ในการผสมจะต้องใช้ปริมาณที่มากกว่าแร่ซีโอไลท์  หลังจากผสมแล้วตั้งทิ้งไว้ 1 คืน เช้ามาจะมีการจับตัวเป็นก้อนบ้าง ก็ให้ทำการกระแทกกระสอบเล็กน้อยให้พอแตกร่วนเป็นปกติ หลังจากให้แร่แล้วก่อนให้ปุ๋ยครั้งต่อไปต้องวัดค่า PH ใหม่ เพื่อประเมินผลของการให้ครั้งที่แล้วว่ามันปรับค่า PH ให้เท่าไร ต้องเพิ่มหรือลดจำนวนการใช้หรือไม่

ก้องภพ     3 Oct.13
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 04, 2013, 01:17:43 PM โดย kongphop » บันทึกการเข้า
arundorn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 122


« ตอบ #135 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2013, 04:54:18 PM »

ขอทดลองใช้ด้วยคนนะคะ
บันทึกการเข้า
save
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 86


« ตอบ #136 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2013, 02:20:43 PM »

คงกฤตย์ ได้รับของแล้วครับตอนเย็นจะพ่นครับได้ผลยังไงอีก1อาทิตย์มารายงานครับ


Liked By: kongphop
บันทึกการเข้า
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #137 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 01:29:09 PM »

03 Oct.13 ผู้ร่วมทดลองใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPurpleนำโดยSS3 กลุ่มส่งทางไปรษณีย์ อายจัง อายจัง อายจัง
56.ทวิทย์  แก้วกั้ง 62/4 ม.ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 80290
57.ปวิช  วงศ์ทับแก้ว 181  ม. 3  ต.สระยายโสม อ.อู่ทอง  จ.สุพรรณบุรี72220
58.Nick 60/6หมู่2 ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี 71160
59.sorapob  133 หมู่ 5 ต.ปทุม อ.เมือง จ.อุบลฯ 34000
เพื่อนำไปใช้กับนาข้าว มะนาว ไผ่
60.เปรมมณี คชฤทธิ์ 10/321 เดอะคอนเนคแบริ่ง 10  แบริ่ง58  สำโรงเหนือ  เมือง  สมุทรปราการ 10270

ทดลองได้ผลประการใดกรุณาแจ้งผลการทดลองด้วยตรับ   ขอบคุณครับ
ก้องภพ     082-7540755
kongphop.sms@gmail.com              ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2013, 10:08:53 AM โดย kongphop » บันทึกการเข้า
golfie_pg
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 73


« ตอบ #138 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 01:43:44 PM »

ขอรับด้วยคนคะ
ขอบคุณคะ
ส่งที่อยู่ไปแล้วนะคะ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #139 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 01:47:05 PM »

ต่อจากหน้า 14 เรื่องข้าวนะครับ รวบรวมจากGURUภาษาประกฤติหมายถึงผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ใช่กูรู้นะครับ ขออภัยใช้คำไม่เหมาะสม
หวังว่าคงจะมีประโยชน์ต่อเกษตรกร นำไปประยุกต์ใช้นะครับ อายจัง

42.(ข้าว)การแกล้งให้ข้าวอดน้ำ ช่วงข้าวมีอายุ 40-50 วัน และครั้งที่ 2 อายุ 50-60 วัน วิธีนี้ช่วยให้รากข้าวได้ออกซิเจนมากขึ้น ต้นข้าวแข็งแรงแตกกอดี
43.(ข้าว)ช่วงข้าวอายุ 30 วัน ให้ปล่อยน้ำในนาให้แห้ง 3-7 วัน แล้วใส่ปุ๋ยพร้อมปล่อยน้ำเข้านา วิธีนี้รากข้าวจะสามารถกินปุ๋ย และดูดซึมสารอาหารได้ทันที
44.(ข้าว)เพียงกางตาข่ายรอบแปลงเพาะกล้า นำเส้นเอ็นขึงเป็นเส้นผ่าศูนย์กลาง แล้วนำผ้าสีแดงมาผูกไว้ ง่ายๆเพียงเท่านี้ นกก็ไม่กล้าเข้ามาทำลายกล้าข้าว
45.(ข้าว)ใช้ลำไม้ไผ่ยาว 5 เมตร นำถุงพลาสติกใบใหญ่ผูกด้านปลาย แล้วนำไปปักทั่วแปลงนา เมื่อลมพัดจะเกิดเสียง วิธีเจ๋งๆ ช่วยไล่หนูและนกในนาข้าว
46.(ข้าว)ใช้เบียร์ 100 cc.กระทิงแดง 100 cc.ยาหอม 1 ช้อนชา ยาทัมใจ 1 ซอง ฮอร์โมนไข่ 30 cc./ น้ำ 20 ลิตร ผสมแล้วฉีดพ่นบำรุงข้าวช่วงตั้งท้อง
47.(ข้าว)ใช้ดิน 7 ส่วน +ปุ๋ยคอก 2 ส่วน + แกลบดำ 1 ส่วน ผสมและรดน้ำให้ชุ่ม แล้วโรยกล้าข้าว  วิธีนี้ช่วยให้กล้าข้าวเจริญเติบโตได้ดี อัตราการงอกสูงลิ่ว  (เพิ่มเติมจากก้องภพ…ฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงSS3 จะดีมากขึ้น)
48.ใช้พืชสมุนไพรกลิ่นฉุน เช่น ใบยูคาลิปตัส ขิง ข่า ตะไคร้ ทุบให้มีกลิ่น แล้ววางบริเวณทางน้ำไหลเข้าแปลงนา ช่วยป้องกันหอยเชอรี่และปูนาได้
49.(ข้าว)เพียงนำผลมะกรูดที่ฝานเปลือกออกแล้วทั้งผลวางบนหัวคันนา ให้รอบผืนนา นีคือสุดยอดเทคนิคต้นทุนต่ำ ที่ช่วยไล่ปูนา  ไม่ให้มากัดกินต้นข้าว
50.(ข้าว)การปล่อยให้ดินแปลงนาแห้ง ประมาณ 10 วัน จากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้านาตามปกติ ช่วยแก้ปัญหาโรคหนอนเจาะใบข้าว ต้นข้าวที่เป็นโรคจะค่อยๆฟื้นตัว
51.(ข้าว)ใช้น้ำหมักปุ๋ยยูเรียน้ำ 2 ลิตร น้ำส้มควันไม้ 1 ลิตร ผสมน้ำเปล่า 200 ลิตร ฉีดพ่นช่วงข้าวตั้งท้อง กระตุ้นการสร้างรวง และป้องกันแมลง
1.วิธีการทำยูเรียน้ำจากพืชธรรมชาติ
     1.1 ถั่วเหลืองป่นละเอียด 1 -2 กก.
     1.2 สับปะรด สับเป็นก้อนลูกเต๋าเล็กๆ 2 กก.
     1.3 หน่อกล้วยติดรากสะบัดดินออกไม่ต้องล้าง สับละเอียด2 กก.
     1.4 น้ำซาวข้าว 10 ลิตร (ปลายข้าวเหนียวใหม่ จะเข้มข้นดีมาก) มีวิตามิน B ช่วยการงอกของรากพืชได้ดี
     1.5 กากน้ำตาล 2 กก.
     1.6 จุลินทรีย์ท้องถื่นเช่น จาวปลวก,หน่อกล้วย,รกหมู  ตามสูตรต่างๆ จำนวน 1 ลิตร
     1.7จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPurpleนำโดยSS3 100-200 ซีซี
     1.8 ผสมรายการ 1.1-1.7 เข้าด้วยกัน หมัก 14 วันใช้ได้(สูตรนี้เทียบเท่าปุ๋ยเคมียูเรีย 2 กระสอบ)
.......ยังมีต่ออีกเยอะ.....

รวบรวมจากGURUทั้งหลาย โดย นายก้องภพ   082-7540755
kongphop.sms@gmail.com                  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #140 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 02:09:18 PM »

1.ชื่อโครงการ : โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
2.หลักการและเหตุผล
            โดยทั่วไปแล้วปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ มีปริมาณธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะ N, P และ K ค่อนข้างต่า อยู่ที่ประมาณ 0.56-1.34, 0.53-1.51 และ 0.97-1.97% ตามลำดับ (ข้อมูลเกษตรแห่งชาติไทย) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมากเพื่อให้ได้ธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช วิธีการหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คือการปรับปรุงคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ให้มีธาตุอาหารพืชเพิ่มมากขึ้น โดยการเพิ่มวัสดุธรรมชาติที่เป็นแหล่งธาตุอาหารหลัก เช่น ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ได้แก่ หินฟอสเฟต และแร่เฟลด์สปาร์ พร้อมกับการใชเชื้อจุลินทรีย์จำพวก จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน จุลินทรีย์ย่อยหินฟอสเฟต, จุลินทรีย์ย่อยสลายโพแทสเซียม ร่วมด้วย ก็จะทำให้ปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารพืชหลักทั้งไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น ปุ๋ยที่ผลิตในลักษณะนี้รวมเรียกว่า ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ
3. วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ให้มีธาตุอาหารพืชเพิ่มมากขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี(เกิดจากขบวนการ(Petro Chemical) หรือทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืน ปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับผู้บริโภค ไม่มีสารNitriteซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งสะสมอยู่ในร่างกาย เป็นครัวของโลก สามารถส่งพืชผักผลไม้ORGANIC ไปจำหน่ายได้ทั่วโลก
4.วิธีการ และสูตรการผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ  เพื่อให้ได้ธาตุอาหารหลัก N, P, K และธาตุอาหารรองที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช  เพื่อที่จะให้เกษตรกรได้หันมาใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี อย่างภาคภูมิใจ ทั้งประสิทธิภาพและราคา เพื่อให้เป็นการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ที่ยั่งยืน ปลอดสารพิษตลอดไป
         สูตรบางสูตรเกษตรกรสามารถทำได้เองอย่างง่ายๆ จากวัสดุเหลือใช้ หาได้เองรอบๆที่อยู่อาศัย
แต่จำเป็นที่จะต้องใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มาหมักเพื่อขยายจุลินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้น ย่อยสลายวัสดุที่ใช้ทำปุ๋ย ปรับสภาพPh ความเป็นกรด-ด่างของปุ๋ย และกำจัด เชื้อโรคเชื้อรา ที่จะเป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์รวมถึงคนด้วย

หมักฟาง สร้างดิน
สร้างดิน สร้างเหตุ สู่การแก้ปัญหาเกษตรที่ยั่งยืน
ถ้าอยากลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ต้องมุ่งสร้างที่ต้นเหตุด้วยการทำเกษตรธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า การทำเกษตรอินทรีย์ โดยใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถปรับปรุงดิน ทั้งโครงสร้างดิน ความเป็นกรด-ด่าง ดินขาดสารอาหารและช่วยลดการใช้ปุ๋ย / ยาเคมีลง จนกระทั่งสามารถเลิกใช้เคมีเลยได้รวมทั้งสร้างระบบนิเวศน์ให้ ตัวห้ำตัวเบียน ไส้เดือน ฯลฯกลับมาคืนสมดุลให้สิ่งแวดล้อม “ไร้สารเคมี ดีระยะยาว”
 
สร้างเหตุ คือ สร้างดินอันเป็นหัวใจของการปลูกพืชทุกชนิดให้ดีแล้วผลผลิตที่ดีจะตามมา
การเปลี่ยนแปลงของดิน
          ดินแรกเริ่มที่มีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อถูกใช้ปลูกพืช ถูกพืชดูดนำเอาอาหารขึ้นมาใช้ให้กลายเป็นผลผลิต อาหารในดินย่อมลดลงเรื่อยๆ หากเราไม่มีการเติมอาหาร / อินทรียวัตถุคืนให้กับดิน มิหนำซ้ำยังใส่สารเคมีลงไปทำลายโครงสร้างของดินอีก ดินก็จะเสื่อมโทรมลงจนมีสภาพเลวจนกลายเป็นดินเน่าเปื่อยในที่สุด
         ดินเน่าเปื่อย ในดินมีเชื้อโรค ทำให้ปลูกพืชแล้วไม่ได้ผลผลิต เป็นโรคง่าย ลักษณะดินคือมีกลิ่นเหม็น เมื่อโดนน้ำนานๆจะเละ (นาหล่ม) เมื่อไม่มีน้ำก็จะแข็งกระด้าง จอบขุดไม่ลงโครงสร้างไม่ดี มีสิ่งมีชีวิตเช่น ไส้เดือน แมลงต่างๆ อยู่น้อยมาก และหากยิ่งเติมอินทรียวัตถุลงไปมากเท่าใด ก็เท่ากับนำอาหารลงไปให้เชื้อโรค ( จุลินทรีย์กลุ่มก่อโรค ) สร้างความเน่าเปื่อยให้มากขึ้น ดินเช่นนี้ควรได้รับการปรับปรุงเสียก่อนที่จะทำการเพาะปลูก
 
 
วิธีการที่สำคัญในการปรับปรุงดิน
•   เติม / ขยาย / เพิ่มจำนวนจุลินทรีย์กลุ่มดี ให้มีจำนวนมากกว่าจุลินทรีย์กลุ่มก่อโรค ซึ่งจุลินทรีย์กลุ่มดีเหล่านี้จะร่วมกันทำงานย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีออกซิเจนมากขึ้น และ อุ้มน้ำได้ดีขึ้น (อ่านหน้าที่ของจุลินทรีย์เพิ่มเติมจากบทความเตรียมแปลงปลูกผัก)  จุลินทรีย์เป็นพื้นฐาน ก่อให้เกิดวัฎจักรของสิ่งมีชีวิตในดิน จุลินทรีย์ย่อยสลายมูลสัตว์ / เศษใบไม้ / สิ่งมีชีวิตที่ตายในดินให้เป็นสารอาหารที่พืชนำไปใช้ได้ โครงสร้างดินดี เมื่อดินดีพืชจะแข็งแรง เติบโตไว ทั้งพืชและดินมีภูมิต้านทาน หากเกิดปัญหาที่ระบาดขึ้นทั่วไปในท้องถิ่น ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้ผลผลิตเกิดความเสียหาย หรือแก้ปัญหาได้ง่าย
•   เติมอินทรียวัตถุ เพื่อเป็นอาหารให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย เมื่อผ่านกระบวนการย่อยโดยจุลินทรีย์แล้ว อินทรียวัตถุจึงเปลี่ยนเป็นสารอาหารให้กับพืชนำไปใชได้
•   ลดการทำลายจุลินทรีย์กล่มดีในดิน ซึ่งจุลินทรีย์ถูกทำลายด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ถูกไฟไหม้ การไถตากแดด ถูกสารพิษสารเคมี ไม่มีอาหาร (ซากพืช ซากสัตว์) ยิ่งจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์หรือกลุ่มดีถูกทำลายลงมากเท่าใด ก็เป็นโอกาสให้จุลินทรีย์กลุ่มก่อโรคเพิ่มจำนวนมากขึ้นเท่านั้น นอกจากผลผลิตทางการเกษตรจะลงลดแล้ว ยังมีโรคและแมลงศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นๆ เป็นเหตุให้ต้องใช้ยาเคมีบำบัดตลอดมา
การปรับปรุงแล้วจะเปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย ให้มีคุณภาพที่ดีสำหรับเพาะปลูก กลับกลายเป็น ดินบริสุทธิ์ ดินหมัก ดินสังเคราะห์ จนในที่สุดเป็นดินหมักสังเคราะห์ ตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงในนาสังเกตได้จาก นาที่หล่ม ดินจะกลับดีขึ้นเดินแล้วนุ่มเท้าไม่จม ดินที่ติดขาจะล้างหลุดออกได้ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีขุยไส้เดือนขึ้นเยอะ มีปลามาอยู่
             ดินหมักสังเคราะห์ นอกจากจะมีอาหารอย่างสมบูรณ์ มีจุลินทรีย์กลุ่มดีอยู่เยอะ โดยเฉพาะมีกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงอยู่จำนวนมาก ดินมีกลิ่นหอม มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆมากมายเป็นระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์จะเรียกว่าดีที่สุดสำหรับพืชเลยก็ได้ พืชที่ปลูกจะมีภูมิต้านทานสูง มีโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก พืชที่ออกดอกผลง่ายก็จะสามารถทำนอกฤดูได้ง่ายยิ่งขึ้นอีก ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถ้าเป็นในนา ถึงแม้จะมีวัชพืชขึ้น ก็เป็นวัชพืชใบกว้างที่เมื่อโดนน้ำขังก็จะตายไปเอง
 
ทั้งนี้การปรับปรุงดินให้ดีขึ้นได้ต้องอาศัยความเอาใจใส่ดูแล ซึ่งเมื่อดินมีคุณภาพที่ดีแล้ว การจะได้ผลผลิตที่ดีน่าพอใจนั้นก็จะเป็นจริงแน่นอน
 
 
การทำเกษตร พร้อมกับปรับปรุงดินไปในเวลาเดียวกัน
 
ดินที่ใช้เคมีมาก่อน หากจะหยุดใช้เคมีเลย ก็จำเป็นต้องใช้ระบบชีวภาพ ใช้จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ในการปรับปรุง จึงจะสามารถทำได้ ไม่เช่นนั้นหากรอให้ฟื้นตัวเอง จะใช้เวลานานมาก แต่การดูแลด้วยระบบชีวภาพ ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป หลักการมีดังนี้
1.   ปลูกดีด้วยวิธีที่ถูกต้อง สร้างพื้นฐานดีตั้งแต่รากพืช เช่น หมักดินก่อนปลูก ไม่เผาฟาง ไม่สร้างมลภาวะ ปรับปรุงดินด้วยการเติมสารอาหาร อินทรียวัตถุ พร้อมทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ลงไปให้ดินซึ่งนั่นก็คือ การใส่โบกาฉิ ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด หรือ ไม่ใช้เลยก็จะยิ่งดี
2.   ดูแลให้ถึง พืชกินอาหารและสังเคราะห์แสงทุกวัน เจริญเติบโตทุกวัน เราก็ควรดูแลอยู่ตลอดอย่าทอดทิ้ง หากไม่ได้หมักดินก่อนปลูกก็สามารถดูแลทั้งพืชและดินไปในเวลาเดียวกันได้ บำรุงด้วยฮอร์โมนชีวภาพที่ช่วยในการเจริญเติบโต และติดดอกออกผล และให้อาหารที่เพียงพอในระยะที่กำลังติดลูกอยู่ และต้องให้ในปริมาณพอดีไม่มากเกินไปด้วย
3.   เก็บเกี่ยว และเร่งผลผลิตอย่างถูกวิธี อย่าพยายามเร่งให้ต้นไม้ออกดอกผลในขณะที่ต้นยังไม่พร้อม เช่น อายุไม่ถึง หรือต้นยังไม่สมบูรณ์ จะทำให้อายุของพืชสั้นลง ควรจะบำรุงให้ต้นสมบูรณ์ก่อนติดดอกออกผลมากๆ หรือทำนอกฤดู จะทำให้ต้นไม้มีอายุยืนยาวกว่า ใช้วิธีเร่งผลผลิตโดยการส่งเสริมและบังคับอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ใช้สารเคมีบังคับให้ต้นไม้รู้สึกว่าใกล้ตายจึงจำใจต้องออกลูกเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์
4.   ศึกษาการป้องกันปัญหา อย่ารอให้ปัญหาเกิดแล้วคอยตามแก้ไขในภายหลัง เนื่องจากโรค-แมลงในขณะนี้มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจากความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น มีโรคที่มากับฝนกรด ลมที่พัดพาเอาเชื้อโรคและไข่แมลงศัตรูพืชในพื้นที่อื่นมาให้พื้นที่ของเรา อากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ของแมลง ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป หากเราป้องกันดีแล้ว เมื่อมีโรคหรือแมลงที่ระบาดหนักก็จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เหมือนเป็นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเอาไว้ก่อน จะสามารถลดความรุนแรงของความเสียหายของผลผลิตได้
5.   แก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ปัญหาบางอย่างต้องแก้ที่ต้นเหตุเช่น ในนามีข้าวดีดและวัชพืชอยู่มาก ก็กำจัดด้วยวิธีหมักฟางและไถวัชพืชเหล่านี้ทิ้งไปตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นแล้วค่อยใช้ยาฆ่าหญ้า ปัญหาบางอย่างก็ถูกแก้ไขโดยอัตโนมัติเมื่อใช้ระบบชีวภาพ เพราะระบบนิเวศน์ดีขึ้น ตัวห้ำตัวเบียนกลับมา ก็ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชไปโดยอัตโนมัติ การแก้ไขด้วยระบบเกษตรธรรมชาติจะไม่มีสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมและผลผลิต ไม่ทำลายสุขภาพเกษตรกร ยิ่งใช้ระบบชีวภาพนานจะยิ่งแก้ปัญหาโรค-แมลงระบาดได้ง่ายขึ้น
การทำปุ๋ยแห้ง (เกษตรกรสามารถทำได้เองง่ายๆ จากวัสดุเหลือใช้ รอบๆที่อยู่อาศัย)
การทำปุ๋ยแห้ง
1.   มูลสัตว์ (ทุกชนิด) 1 ส่วน ( กระสอบ)
2. แกลบดิบ 1 ส่วน ( กระสอบ)
3. รำละเอียด 1 ส่วน ( กระสอบ)
4. จุลินทรีย์ท้องถื่นเช่น จาวปลวก,หน่อกล้วย,รกหมู อย่างละ20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
5. กากน้ำตาล 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
6.จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPurpleนำโดยSS3 50-100 ซีซี
7. น้ำสะอาด 10 ลิตร หรือ 1 ถัง
วิธีทำ
ขั้นที่ 1 เตรียมจุลินทรีย์ทั้งหมด , กากน้ำตาล , น้ำสะอาด , ผสมไว้ในถังน้ำ
ขั้นที่ 2 นำมูลสัตว์ + รำละเอียดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ขั้นที่ 3 นำแกลบดิบใส่ลงในน้ำที่ขยายจุลินทรีย์ ในขั้นที่ 1 จุ่มให้เปียกแล้วบีบพอหมาดๆ
นำมาคลุกกับส่วนผสม ขั้นที่ 2 ให้เข้ากันจะได้ความชื้น 40 – 50 %(กำแล้วไม่มีน้ำหยดจากง่ามมือ)
การ หมัก เอาส่วนผสมทั้งหมดบรรจุลงในกระสอบป่าน , ถุงปุ๋ย ที่อากาศถ่ายเทได้ โดยบรรจุลงไป 3/4 ของกระสอบไม่ต้องกดให้แน่น นำไปวางลงในที่มีฟางรอง หรือไม้ไผ่รอง เพื่อการระบายอากาศในส่วนล่าง พลิกกลับกระสอบ ในวันที่ 2,3,4 ทุกๆ วัน ในวันที่ 2 – 3 อุณหภูมิ จะสูงถึง 50 องศาc – 60 องศาc วันที่ 4 และวันที่ 5 อุณหภูมิเย็นลงจนปกติตรวจดูไม่ให้อุณหภูมิเกิน 36 องศาc ปุ๋ยแห้งสนิทสามารถนำไปใช้ได้
การเก็บรักษา
เมื่อปุ๋ยแห้งสนิทควรเก็บรักษาในที่ร่ม ไม่โดนฝนและไม่โดนแดด สามารถเก็บรักษา ได้นานประมาณ 1 ปี
วิธีใช้
1. ใช้ปุ๋ยแห้งในแปลงปลูกต้นไม้ทุกชนิดในอัตราส่วนปุ๋ยแห้ง 1 กำมือ/พื้นที่ 1 ตรม. แล้วทำการเพาะปลูกได้
2. พืชผักที่มีอายุเกิน 2 เดือน เช่น ฟักทอง , แตงกวา , ถั่วฝักยาว , กระหล่ำปลี ใช้ปุ๋ยแห้งรองก้นหลุมก่อนปลูกใช้ประมาณ 1 กำมือ
3. ไม้ยืนต้น , ไม้ผล ควรรองก้นหลุ่มด้วย เศษหญ้า – ใบไม้ ฟางแห้ง และปุ๋ยแห้งประมาณ 1 – 2 บุ้งกี๋ ส่วนไม้ยืนต้น , ไม้ผลที่ปลูกแล้วให้ใส่ปุ๋ยแห้ง ให้รอบทรงพุ่มแล้วคลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง , ฟางแห้ง
4. ไม้ดอก , ไม้ประดับ , ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยแห้งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ รอบๆ โคนต้น
ข้อควรจำ
เมื่อใช้ปุ๋ยแห้ง ต้องใช้ปุ๋ยน้ำฉีดพ่นด้วยเสมอ เพื่อให้จุลินทรีย์ ที่พักตัวทำงานได้ดี (ฉึดพ่นด้วยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPurpleนำโดยSS3)

การทำปุ๋ยแห้งชนิดพิเศษ  เพื่อให้ได้ธาตุอาหารหลัก อาหารรอง และเพิ่มฮอร์โมน เร่งความเจริญเติบโตพืช (และสูตรต่างๆที่มีฮอร์โมนพืช ยังสามารถทำเป็นปุ๋ยน้ำฉีดทางใบได้ด้วย)
                    จำเป็นจะต้องทำการหมักวัสดุต่างๆด้วยจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงว่าธาตุอาหารหลัก N, P, K  และธาตุอาหารรองได้มาจากแหล่งใด ยกตัวอย่าง เช่น ธาตุ N ได้มาจากพืชตะกูลถั่ว ที่ส่วนรากของพืชเหล่านี้สามารถตรึงธาตุ Nได้ดี เช่น ถั่วเหลือง, ถั่วเขียว, ถั่วพล้า ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี ต้นกระถิน, ใบมะขามเทศ, ใบและก้านฉำฉา(จามจุรี) ที่ส่วนรากก็สามรถตรึงธาตุ N ได้เช่นเดียวกัน / ธาต P ได้มาจากกระดูกสัตว์เผาไฟป่นละเอียด และได้แคลเซี่ยมด้วย / น้ำซาวข้าวมี วิตามินBสูง ทำให้รากพืชยาวแข็งแรง สามารถดูดซึมอาหารทางรากได้ดี พืชเจริญเติบโตไว ส่วนฮอร์โมนเร่งความเจริญเติบโตพืช ได้แก่ น้ำหมักจุลินทรีย์รกหมู (ได้จากรกหมูที่คลอดใหม่ๆ สดๆ ไม่เกิดการบูดเน่า) / น้ำหมักจุลินทรีย์ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น สับปะรด มะม่วง ฟักทอง กล้วย เป็นต้น ในสัปปะรด ยังมีEnzymeช่วยย่อยอีกด้วย / ฮอร์โมนเร่งความเจริญเติบโตของพืช ยังทำได้จากการหมักไข่ไก่กับจุลินทรีย์อีกด้วย / การหมักจุลินทรีย์กับโปรตีนเศษปลา, หอยเชอรี่ ฯลฯ ก็จะได้กรดอะมิโน ช่วยเร่งความเจริญเติบโตของพืชอีกทางหนึ่งด้วย น้ำหมักที่เป็นฮอร์โมนพืช ยังสามารถเป็นปุ๋ยทางใบได้ด้วยฯลฯ นอกจากนี้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ยังจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินและย่อยสลาย วัสดุแร่ธาตุต่างๆ ให้เป็นอนุภาคโมเลกุลที่เล็กที่สุด (คิวเลท) ที่พืชสามารถดูดซึมไปเลี้ยงส่วนต่างๆของพืชอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 สูตรการทำปุ๋ยแห้งแบบพิเศษ
            จำเป็นที่จะต้องเสาะแสวงหาสูตรการทำน้ำหมักจุลินทรีย์แบบต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ให้แก่ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ (อาจเรียกได้ว่าเป็นการเพิ่ม “พลัง”ให้แก่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพนั่นเอง) สูตรน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ได้ ส่วนใหญ่จะเน้นให้เกิดฮอร์โมนเร่งความเจริญเติบโตของพืช  และสามารถใช้เป็นปุ๋ยฮอร์โมนน้ำดูดซึมทางใบได้ด้วย โดยมีจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง เป็นจุลินทรีย์ขยายตัวแม่เป็นหลัก)
1.มูลสัตว์ (ทุกชนิด) 1 ส่วน ( กระสอบ)
2.แกลบดิบ 1 ส่วน ( กระสอบ)
3.รำละเอียด 1 ส่วน ( กระสอบ)
4.ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ท้องถิ่นสูตรต่างๆ อย่างละ 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
5.กากน้ำตาล 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
6.จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกลุ่มPurpleนำโดยSS3 50 ซีซี
7.น้ำสะอาด 10 ลิตร หรือ 1 ถัง
8.หมักในถัง 200 ลิตร แบบมีฝาปิด(มีที่รัดฝาปิดให้แน่น เพราะแรงดันสูง มาก) เพิ่ม-ลดวัตถุดิบผสมตามส่วนให้เหมาะกับขนาดถังบรรจุ

รวบรวมข้อมูลโดย นายก้องภพ 082-7540755
kongphop.sms@gmail.com                        ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
์์ืnapadao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« ตอบ #141 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 02:14:43 PM »

ขอรับด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ส่งชื่อที่อยู่ให้ทางเมล์แล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
kongphop
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 511


« ตอบ #142 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2013, 12:04:02 PM »

 ลังเล ลังเล ลังเล  ฮือ ฮือ ๆๆๆ แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น ส่งทางไปรษณีย์ไป 60 ราย ได้รับแจ้งผลการทดลองเพียง 3 ราย สงสัยเอาไปเพาะขยายพันธุ์กันหมดแล้ว ฮืม ขยิบตา เลยไม่ได้ทดลองซักหยดเดียว ใครเอาไปเพาะขยายต่อยกมือขึ้น อายจัง แลบลิ้น อายจัง

 อายจัง อายจัง อายจัง ยิงฟันยิ้ม ยิ้มเท่ห์  ล้อเล่นนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2013, 12:09:30 PM โดย kongphop » บันทึกการเข้า
ladda6
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


« ตอบ #143 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2013, 05:01:30 PM »

ขอด้วยครับ
สมชัย แซ่อึ้ง
9/111หมู่5 หมู่บ้านหนองแขม
ถนนเลียบคลองฝั่งเหนือ
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม
กรุงเทพฯ10160
ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 52   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: