หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 36   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกลิ้นจี่ ที่ ชัยภูมิ  (อ่าน 92006 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #16 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 04:08:04 AM »

ตอนนี้งานเข้าที่ชัยภูมิน้ำท่วมกะจะไปดูต้นไม้ที่ปลูกไว้ อดเลย
บันทึกการเข้า

ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #17 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 03:12:16 PM »

วันนี้โทรกลับบ้านที่ชัยภูมิครับฝนตกทั้งวัน เมื่อวานจ้างคนงานใส่ปุ๋ยนาข้าวสงสัยปุ๋ยไปกับน้องน้ำหมดแลัวครับพี่น้องครับ
บันทึกการเข้า
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #18 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 04:12:28 PM »

เรียนท่านผู้รู้ครับช่วยอธิบายขั้นตอนการลงรูปให้ด้วยครับถ่ายจากแท็บเล็ตขอบคุณล่วงหน้าครับ


Liked By: Thesun215, Ratthapatch
บันทึกการเข้า
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4105


« ตอบ #19 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 08:39:59 PM »

     ฝากรูปไว้เวปฝากรูปหรือ เฟส ก็ได้ครับ ถ้าฝากไว้ที่เฟสก็คลิ๊กขวาที่ภาพ Copy image URL จากนั้นเราก็มาตอบ สังเกตที่ไอค่อน ใส่รูป(ติดกับไปค่อนยูทูป มีรูปคนและสัญลักษณ์บวกสีเขียว) คลิ๊กแล้วก็คลิ๊กขวาวางที่เราก๊อปมา เสร็จแล้วแสดงตัวอย่างดูก่อนก็ได้ครับ
     ส่วนถ้าฝากรูปก็ ก๊อบ Full image มาวางที่เราตอบได้เลย
     งงมั้ยเนี่ย แต่ผมงงครับ  โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ
บันทึกการเข้า
siriwat.bkk
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 364


« ตอบ #20 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 08:47:04 PM »

ลิ้นจี่อัมพวา พ่อผมเอามาปลูกในสวนที่พุทธมณฑลเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ต้นโตดีมาก พุ่มสวย ดอกออก (บ้าง) แต่ไม่เคยติดลูก ยกเว้นปีนึงที่ติด แต่ลูกก็เล็กแค่ครึ่งเซ็นเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เห็นลูกอีกเลย จนปี 44 ถูกน้ำท่วมตายไปต้นนึง เหลืออีกต้นเป็นอนุสรณ์อยู่ถึงทุกวันนี้
แปลกมาก อัมพวากับพุทธมณฑลอยู่เส้นรุ้งเกือบจะเป็นเส้นเดียวกัน แต่ที่หนึ่งออกลูกดก แต่อีกที่กลับไม่มีลูกเลย
บันทึกการเข้า
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #21 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 09:35:39 PM »

ทดลองปลูกดูครับเพราะว่าของป้าสวนใกล้กันเป็นลูกใหญ่มากเลยอยากลอง  แต่ก็มีขนุนที่มีให้กินตลอดเจ้าของเดิมปลูกไว้ลูกหนึ่งประมาณ20ก.กได้
บันทึกการเข้า
024477niti26
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 768


« ตอบ #22 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 10:03:21 PM »

ปลูกได้ผลดีที่ปากช่องครับ ผมอ่านเจอน่าสนใจ ภูมิอากาศน่าจะใกล้เคียง

ช้อย สองเมือง ปลูกลิ้นจี่ ในดงมะม่วงนอกฤดู ที่ โป่งตาลอง โคราช

ปัจจุบัน แหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะทางภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณอื่นบางแห่งทั่วประเทศที่มีสภาพอากาศตอบสนองต่อการปลูก อย่างแถบพื้นที่ภาคกลางที่ราบต่ำ แถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จนมีพันธุ์ที่คุ้นชื่อกันคือ พันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถปลูกลิ้นจี่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น อาทิ ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 (นพ. 1) ถือเป็นสายพันธุ์ที่ได้จากการกลายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ด มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนนครพนม (ศวพ. นครพนม)

ส่วนทางภาคตะวันออก มีจังหวัดที่ปลูกลิ้นจี่ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก

อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษานิตยสารเล่มนี้ เปรยกับ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าได้ไปพบและทดลองชิมลิ้นจี่พันธุ์หนึ่งในงานแสดงผลไม้ โดยเจ้าของสวนบอกว่า เป็นลิ้นจี่ที่มีผลขนาดโต เนื้อแห้ง รสหวาน ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำหน่ายสร้างรายได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์

เมื่อสบโอกาส คุณพานิชย์ จึงได้ชักชวนท่านที่ปรึกษาไปพิสูจน์ลิ้นจี่พันธุ์นี้ ที่ "สวนอัมรินทร์" ตั้งอยู่เลขที่ 126 หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าของสวนคือ คุณช้อย สองเมือง โทรศัพท์ (081) 878-4117 และ (086) 251-7081



จากประสบการณ์ปลูกพืชไร่

สู่...การเปลี่ยนมาเดินบนเส้นทางไม้ผล

คุณช้อย สองเมือง นับเป็นเกษตรกรนักคิดที่ชอบเปลี่ยนแปลงอาชีพตัวเอง เส้นทางอาชีพเกษตรกรรมของเขาผ่านมาแล้วทั้งการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือแม้แต่มะม่วง กระทั่งเขาได้เรียนรู้การปลูกมะม่วงนอกฤดูจนสามารถทำและประสบความสำเร็จคนหนึ่งเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ด้วยความคิดที่ว่า หากทำสำเร็จจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีก และเป็นรายได้ที่ดีกว่าการรอให้มะม่วงออกตามฤดู เนื่องจากทุกคนทำเหมือนกัน ผลผลิตจึงล้นตลาดทำให้ราคาตก

คุณช้อย เล่าว่ากว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลานานเกือบ 10 ปี ด้วยการศึกษาทดลองด้วยตัวเอง ต้องผจญกับปัญหาทั้งความรู้ ความชำนาญด้านสารเคมีที่ใช้ทำ ต้องดิ้นรนทำด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก แล้วยังขาดคนชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง อันเนื่องมาจากพื้นที่อาศัยสมัยนั้นยังเป็นป่า การเดินทางเข้ามาของหน่วยงานราชการจึงมีความลำบาก

ปัจจุบัน คุณช้อย เลิกทำมะม่วงนอกฤดูแล้ว เนื่องจากมองเห็นว่ามีเกษตรกรหลายรายหันมาทำกันมาก แล้วเกษตรกรเหล่านั้นทวีความเข้มข้นในการใช้สารเคมีมากขึ้น พร้อมกับเล็งเห็นว่าถ้าทอดเวลาไปนานเท่าไร อาจยิ่งเพิ่มต้นทุนมากขึ้นเรื่อย ทั้งนี้ เพราะกรรมวิธีในการปลูกจะทวีความเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับ ทั้งต้นทุนการห่อผลและอื่นๆ

"กระทั่งก่อนเลิกทำมะม่วงนอกฤดูสัก 4 ปี มีสัญญาณบอกเหตุแล้วว่า ต้นทุนต้องขยับขึ้นมาอีก 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากคนปลูกเกิดความผิดพลาด อาจสร้างความเสียหายได้ จนขณะนี้ชาวบ้านหลายคนบ่นว่าอยู่ในสภาพย่ำแย่กัน"



ย้อนเส้นทางลิ้นจี่พันธุ์นี้

คุณช้อย ย้อนให้ฟังว่า ไปพบลิ้นจี่พันธุ์นี้ แต่ขณะนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นพันธุ์อะไรแน่ และถูกปลูกอยู่ในพื้นที่บ้านเพื่อนเพียงต้นเดียวในอำเภอปากช่อง ระหว่างที่คุณช้อย ไปสอนการทำมะม่วงนอกฤดู ช่วงนั้นลิ้นจี่พันธุ์นี้ปลูกมาก่อนแล้ว 2 ปี เป็นต้นลิ้นจี่ที่เพื่อนได้มาจากคนรู้จักอีกทอดหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นพันธุ์อะไร

คุณช้อย เผยว่า ตกใจเมื่อเห็นผลผลิต เพราะแปลกตรงขนาดผลใหญ่ มีรสชาติดี และผลผลิตสุกเก็บได้ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน เท่าที่ทราบมีเพียงพันธุ์ค่อมอัมพวาเท่านั้นที่จะมีผลแก่ในช่วงเวลานั้น ดังนั้น คุณช้อย จึงขอตอนกิ่งพันธุ์มา จำนวน 1 กิ่ง แล้วนำมาปลูกในสวนมะม่วง



ทดลองนำพันธุ์อื่นมาปลูกเทียบ

แต่ปรากฏพันธุ์ที่ได้มาดีกว่ามาก

จากข้อสังเกตหลายประการ ที่คุณช้อยคิดว่าลิ้นจี่พันธุ์นี้แตกต่างจากพันธุ์อื่นที่เขารู้จัก ฉะนั้น เพื่อเป็นการหาข้อมูลมายืนยัน คุณช้อย จึงตัดสินใจนำพันธุ์ลิ้นจี่อื่น อาทิ ฮงฮวย จักรพรรดิ ค่อม กิมเจง และอีกหลายพันธุ์ รวมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากเพื่อนนำมาปลูกร่วมกันด้วย ทั้งนี้ เพื่อนำมาปลูกเปรียบเทียบว่าพันธุ์ใดที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศในบริเวณนี้มากที่สุด

ในช่วง 2 ปีแรก คุณช้อยได้ตอนกิ่งจากต้นลิ้นจี่ต้นเดียวที่ได้มา จนได้กิ่งตอนจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำมาปลูกเพื่อตรวจสอบดูการเจริญเติบโต การออกดอกติดผล และความทนทานต่อศัตรูพืช โดยใช้ระยะปลูก 6x6 เมตร ไม่นานจึงพบว่า ลิ้นจี่พันธุ์นี้เจริญเติบโต พร้อมทั้งทนทานต่อศัตรูพืชได้ดีมาก ทั้งๆ ที่ปลูกในสวนมะม่วง

"ปรากฏว่าพันธุ์ค่อมกับพันธุ์ที่นำมา ออกผลผลิตพร้อมกันทุกปี แล้วไม่เคยเว้นปี ส่วนพันธุ์อื่นได้บ้างไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะจักรพรรดิที่ออกยากมาก ที่ผ่านมาเคยให้ผลดกมากในปีที่มีอากาศหนาวจัดครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว จนในที่สุดพันธุ์ที่เคยปลูกเปรียบเทียบได้โค่นไปหมดแล้ว จะเหลือไว้แต่ค่อมกับจักรพรรดิเท่านั้น เพื่อไว้ดูเล่นและให้คนมาเที่ยวสวนได้ชิมเปรียบเทียบ"

เมื่อหาข้อสรุปได้แล้ว จากนั้นคุณช้อยจึงเดินหน้าขยายพันธุ์ที่ได้มาให้มีจำนวนมากแทนการปรับปรุงคุณภาพพันธุ์ จนปัจจุบัน คุณช้อย ปลูกลิ้นจี่รุ่นนั้นไว้ จำนวน 200 ต้น และขณะนี้เริ่มปลูกเพิ่มขึ้นอีกรุ่น เป็นรุ่นที่สอง ในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ หรือ ประมาณ 600 ต้น (1 ไร่ ปลูกได้ 30 ต้น) พร้อมกับได้วางระบบน้ำเรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมตัวรองรับผลผลิตที่จะออกได้ในปีหน้า

การปลูกลิ้นจี่ของคุณช้อยคงทำไปในแนวทางเดียวกับการปลูกมะม่วงนอกฤดูอย่างที่ผ่านมา ด้วยการพยายามค้นคว้าหาข้อมูลวิธีการปลูกที่เหมาะสมถูกต้องด้วยตัวเอง ทั้งการศึกษาจากตำราเอกสาร สอบถามจากแหล่งผู้แทนจำหน่ายปุ๋ยและยา จนกระทั่งคุณช้อยได้มีโอกาสพบกับ รองศาสตราจารย์วิจิตร วังใน ซึ่งเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการลิ้นจี่มาเป็นเวลานาน และยังให้ความกรุณาชี้แนะและคำปรึกษาหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งแนวทางวิชาการและการปฏิบัติจริง

อาจารย์ประทีป ถามคุณช้อยว่า เคยเห็นพันธุ์นครพนม 1 หรือไม่ คุณช้อยบอกว่าเคยได้ยินแต่ชื่อจากชาวสวนที่เคยซื้อกิ่งพันธุ์ของเขาไปปลูก แต่ยังไม่เคยเห็นผลจริง

"เท่าที่ทราบมีหลายคนบอกว่า พันธุ์นี้คล้ายกับนครพนม 1 มาก แม้แต่ชาวสวนลิ้นจี่แถบจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่ ได้ชิมนครพนม 1 เปรียบเทียบกับพันธุ์นี้แล้ว ต่างให้ข้อมูลว่า ทั้ง 2 พันธุ์ มีความใกล้เคียงกันมาก ทั้งทางทรงต้น และรูปร่างของผล แต่ชาวสวนที่มีโอกาสได้ชิมบอกว่า ลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนอัมรินทร์มีขนาดผลใหญ่กว่า และมีรสชาติหวานหอมกว่า" คุณช้อย กล่าว



จุดเด่น

เก็บผลผลิตได้ก่อนสงกรานต์

สำหรับการให้ผลผลิตลิ้นจี่พันธุ์นี้ เจ้าของสวนให้รายละเอียดว่า จะออกดอกติดผล และสามารถให้ผลผลิต ประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อต้น ในช่วงปีที่ 3 โดยจะออกดอกปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ผลแก่เก็บเกี่ยวได้ก่อนลิ้นจี่ทางภาคเหนือของไทย 2 เดือน และก่อนลิ้นจี่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 เดือน (จีนเก็บเกี่ยวปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม)

ระยะเวลาจากการแทงช่อดอกถึงผลแก่เก็บเกี่ยวได้ 135 วัน จากการแทงช่อดอกถึงดอกบาน ใช้เวลา 20 วัน จากดอกบานถึงติดผล 15 วัน และจากติดผลถึงเวลาเก็บเกี่ยวผล 90 วัน

"โดยปกติดอกจะออกประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม แล้วจะเริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน แต่จะหมดก่อนสงกรานต์ ไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่จะเน้นการให้น้ำและปุ๋ยในช่วงที่แทงช่อดอก ส่วนวิธีอื่นที่เคยทำ อย่างเช่น ใช้สาหร่ายพ่น 3 ครั้ง ก่อนดอกออก หรือเป็นช่วงหลังหนาวก่อนเข้าร้อน จะเป็นการฉีดเพื่อกระตุ้น"

คุณช้อย บอกว่า เคยมีการทำบันทึกข้อมูลไว้ หากน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ได้จำนวนผล 25-27 ผล ส่วนขนาดเมล็ดถือว่าปานกลาง ยังไม่จัดว่าเล็ก และมีความหวานประมาณ 18 บริกซ์

คุณช้อย บอกว่า ด้านผลผลิต อย่างปีที่แล้ว (2555) ซึ่งถือว่ามีอากาศดี จะได้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 50 กิโลกรัม ในเนื้อที่ 4 ไร่ มีจำนวน 120 ต้น มีรายได้แล้ว 1 ล้านบาท

ในเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา การจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ของสวนอัมรินทร์มีด้วยกัน 2 ส่วน คือ การจำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่มารับถึงสวน โดยลูกค้ากลุ่มนี้มีทั้งหน้าเก่าและใหม่ กับอีกส่วนนำไปส่งห้างสรรพสินค้าใหญ่ ทั้งนี้ ทั้ง 2 ส่วน กำหนดราคาจำหน่ายไว้เท่ากันคือ กิโลกรัมละ 200 บาท นอกจากนั้น ยังมีการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ ในราคา กิ่งละ 500 บาท

"แต่ปีนี้ (2556) ได้ผลผลิตน้อย ซึ่งเหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงงดส่งห้าง แต่มีจำนวนเพียงพอเพื่อส่งให้ลูกค้าประจำที่สั่งกันมาตลอด"

คุณช้อย เผยว่า ลิ้นจี่ปลูกง่ายกว่ามะม่วงมาก แถมยังลงทุนน้อย เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ปัญหาด้านศัตรูและโรคพืชพบน้อยมาก การใช้เงินลงทุนปลูกลิ้นจี่และลำไยพอกัน แต่ถือว่าลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่ลงทุนปลูกน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า คุณสมบัติของดินในบริเวณนี้มีแคลเซียมสูง และมีค่า pH สูงกว่าที่นครพนม อีกทั้งยังมีความสูง 500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ปัจจัยเหล่านี้จึงมีผลทำให้เนื้อลิ้นจี่แห้ง แข็ง กรอบ และมีรสชาติหวาน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เจอเช่นนี้

อาจารย์ประทีป บอกอีกว่า จากประสบการณ์มีความคล้ายกับ พันธุ์นครพนม 1 มาก ทั้งลักษณะและรสชาติ ทั้งนี้สันนิษฐานอาจมีโอกาสกลายพันธุ์จากตาหรือกิ่ง และเมื่อเทียบเคียงแล้วอาจคล้ายกับการกลายพันธุ์ของมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ที่ถูกคัดเลือกจากมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ออกเป็นทะวายหลายต้น หรือแม้แต่องุ่นในบ้านเราก็มีการกลายพันธุ์เช่นกัน เพราะพืชสวนมักจะมีปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่แปลก

การควั่นกิ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้กิ่งมีการเก็บสะสมอาหารมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นวิธีหนึ่งที่ยับยั้งการแตกใบอ่อน ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการออกดอกของลิ้นจี่ได้ระยะใบที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการควั่นกิ่งควรอยู่ในระยะใบแก่ แต่สำหรับลิ้นจี่พันธุ์นี้คุณช้อยบอกว่าไม่จำเป็นต้องควั่นกิ่งผลผลิตก็สามารถออกได้ดี อันนี้เคยมีการทดลองมาแล้ว โดยมีการใช้เลื่อย ใช้มีด หรือปล่อยไม่ต้องควั่น ผลออกมาว่าไม่แตกต่างกันเลย

"อย่างไรก็ตาม ลิ้นจี่พันธุ์นี้สามารถออกดอกติดผลง่าย แม้ว่าจะถูกกระทบจากอุณหภูมิเย็นที่ 20-25 องศาเซลเซียส แล้วยังออกดอกได้ทั่วทั้งต้น อีกทั้งมีผลขนาดโต เนื้อแน่นแล้วไม่แฉะ แม้จะมีฝนในช่วงเก็บเกี่ยว"

ท้ายสุด เจ้าของสวนอัมรินทร์ บอกว่า ถึงแม้พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกอยู่นี้อาจจะยังหาที่มาไม่ได้แน่ชัด และมีความเป็นไปได้อย่างที่อาจารย์ประทีปบอกว่าคล้ายกับพันธุ์นครพนม 1 (นพ.1) มาก แต่เมื่อนำมาปลูกได้ผลประการใด ก็จะบอกไปตามข้อมูลจริงที่พบ

ถือว่าเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกแล้วต้นทุนไม่สูง รายได้ดี ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมเหมาะสม ผู้สนใจปลูกต้องศึกษาพื้นที่สวนของตนเองก่อน ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

สนใจ ชมภาพเพิ่มเติมได้ ที่ www.Amaringarden.com



ที่มาครับ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020160656&srcday=&search=no
บันทึกการเข้า
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #23 เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 10:30:54 PM »

ขอบคุณครับที่แนะนำผมเคยโทรไปสอบถามราคากิ่งพันธุ์แล้วครับสู้ไม่ไหวต่ำสุด500/กิ่ง และโทรไปที่เกษตรอำเภอเมือง นครพนม มีครับ40บาทต่อกิ่ง แต่ก็อีกครับ ขับรถจากอำเภอจัตุรัสไปประมาณ20 ก.ม โทรหาเพื่อน เพื่อนบอกไปนครพนมประมาณ5-6 ร้อยกิโลคิดแล้วกลับดีกว่าเรา เพราะต้องกลับกรุงเทพไว้โอกาสหน้าค่อยเอาพันธุ์ น พ1
บันทึกการเข้า
pon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1072


« ตอบ #24 เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 01:21:27 AM »

ลิ้นจี่อัมพวา พ่อผมเอามาปลูกในสวนที่พุทธมณฑลเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ต้นโตดีมาก พุ่มสวย ดอกออก (บ้าง) แต่ไม่เคยติดลูก ยกเว้นปีนึงที่ติด แต่ลูกก็เล็กแค่ครึ่งเซ็นเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เห็นลูกอีกเลย จนปี 44 ถูกน้ำท่วมตายไปต้นนึง เหลืออีกต้นเป็นอนุสรณ์อยู่ถึงทุกวันนี้
แปลกมาก อัมพวากับพุทธมณฑลอยู่เส้นรุ้งเกือบจะเป็นเส้นเดียวกัน แต่ที่หนึ่งออกลูกดก แต่อีกที่กลับไม่มีลูกเลย

20ปีนี่ต้นจะเป็นพุ่มสวยมากเลยครับ มีคนเอาพันธุ์ไปปลูกหลายที่ก็เป็นอย่างที่ว่าล่ะครับคือมีแต่ใบงามเชียวแต่ไม่เคยได้กินลูกเลย ปลูกเป็นไม้ประดับ

ไปก็แล้วกันครับ ลิ้นจี่อัมพวาที่มีชื่อเสียงเพราะเนื้อจะแห้งที่อื่นเนื้อจะเละกัดปุ๊บน้ำพุ่งออกมาเลย แตที่อัมพวากัดน้ำไม่พุ่ง และไม่ฝาดลูกแดงจัดเกือบดำ

ถ้าจะเทียบที่อัมพวานั้นปลูกในสวนยกย่อง ในร่องสวนมีน้ำเลี้ยงตลอดทั้งปีแต่น้ำไม่สูงนะคร่าวๆก็โคนต้นอยู่สูงกว่าระดัยน้ำสัก 2-3ฟุต ต้องสัมผัส

อากาศเย็นถึงกระตุ้นให้ออกดอก  แต่คนโบราณเขาว่าที่อัมพวาเป็นสวนมะพร้าวเยอะทำให้ความชื้นสูงและน้ำค้างลงแรง ถ้าปีหน้าออกลูกผมจะถ่ายรูปมา

ให้ดูว่าเวลาออกเต็มต้นสวยอย่างไร ประมาณธ.ค.ถึงม.ค.ถ้าออกก็ดอกเต็มต้นแล้วครับ ผมว่าปีนี้น่าจะออกเต็มต้นแน่เพราะอั้นมา3ปีแล้ว ลิ้นจี่อัมพวานี่

เมษาก็หมดแล้วครับ ข้อดีคือมันออกก่อนที่อื่นๆ ขายจนนับแบงค์กันหมดแล้วทางเหนือก็ยังไม่มีมาขาย   ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #25 เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 11:40:04 AM »

วันนี้ตอน9โมงได้รับข่าวจากแม่ทีชัยภูมิว่าบัดนี้น้องน้ำได้เข้ายึดนาข้าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วเศร้าเลย
บันทึกการเข้า
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #26 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2013, 11:33:51 AM »

อีกไม่กี่วันลูกปิดเรียนคงได้กลับบ้านที่ ชัยภูมิ ดีใจจัง จะได้ขึ้นไปพักผ่อนที่ไร่มอหินขาว 5555555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 01, 2013, 02:53:00 PM โดย ittiphon » บันทึกการเข้า
UNCLE HUB
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 692


« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2013, 05:13:07 PM »

มาติดตามครับ
เมื่อสามปีก่อน เกือบจะได้ซื้อสวนยางแถวทางขึ้น มอหินขาว
ขออนุญาต เอาภาพหินมาให้ชม ถ่ายไว้เมื่อปี 2010

   ด้วยความเคารพ   ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



บันทึกการเข้า
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2013, 11:20:44 PM »

ไร่ผมอยู่ตรงทางโค้งร้านค้า มีตู้โทรศัพท์มีถนนลงไปประมาณ150 ม.บ้านหลังคาสีฟ้าครับ เสาไฟฟ้าต้นสุดท้ายอยู่ในไร่ครับ
บันทึกการเข้า
Komin099
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 360


« ตอบ #29 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2013, 01:49:22 AM »

มาติดตามด้วยคนครับ สวนผมก็ปลูกลิ้นจี่ครับเป็นพันธุ์จักพรรดิ์ อยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ครับ
บันทึกการเข้า
inthira_kharn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 655


« ตอบ #30 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2013, 08:13:59 AM »

ขอบคุณครับที่แนะนำผมเคยโทรไปสอบถามราคากิ่งพันธุ์แล้วครับสู้ไม่ไหวต่ำสุด500/กิ่ง และโทรไปที่เกษตรอำเภอเมือง นครพนม มีครับ40บาทต่อกิ่ง แต่ก็อีกครับ ขับรถจากอำเภอจัตุรัสไปประมาณ20 ก.ม โทรหาเพื่อน เพื่อนบอกไปนครพนมประมาณ5-6 ร้อยกิโลคิดแล้วกลับดีกว่าเรา เพราะต้องกลับกรุงเทพไว้โอกาสหน้าค่อยเอาพันธุ์ น พ1
รอซื้อลิ้นจี่นครพนมตอนงานเกษตรมข.ก็ได้ค่ะ เค้ามีมาเยอะเลย อากาศชัยภูมิน่าจะปลูกพันธุ์นี้ได้ดีค่ะ
บันทึกการเข้า
ittiphon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 444


« ตอบ #31 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2013, 10:00:29 AM »

ขอบคุณครับที่เข้ามาแนะนำ  พันธุ์ลิ้นจี่ที่ภาคเหนือรอขึ้นไปเยื่อมลูกชายที่ ม.แม่โจ้ คงได้ติดรถมาแน่นอน  แล้วงานเกษตร มข มีช่วงเดือนไหนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 02, 2013, 10:03:18 AM โดย ittiphon » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 36   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: