หน้า: 1 ... 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 [34] 35 36   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: >> ไร่น้ำทิพย์ แก่นตะวันออร์แกนิค ปากช่อง วันนี้...ไม่ได้มีแค่..แก่นตะวัน <<  (อ่าน 127547 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
wondermo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 105


« ตอบ #528 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2015, 08:22:05 PM »

สวัสดีคะ สนใจอยากปลูกใว้ทานเองติดต่อขอซื้อพันธุ์ได้ที่ไหนบ้าง


ที่ นี่ แหล่ะ ครับผม ^^

มาช่วยสบันสนุนอีกแรงนึงครับ เจ้าของไร่ใจดี น่ารักทั้งคู่ สินค้าได้คุณภาพ ให้คำแนะนำหลังการขายด้วย คอนเฟิร์มครับ
บันทึกการเข้า

สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #529 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2015, 03:51:35 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ขอบคุณมากครับ

ไม่ได้เข้ามา กพพ. ตั้งนาน เพราะมัวแต่ไปเร่งทำสวนกระบองเพชร
วันนี้ได้โอกาสดี เอาดอกกระบองเพชรสวยๆมาฝากครับ..


บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
คุณบรีส ชุมแพ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 921



« ตอบ #530 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2015, 08:19:05 AM »

สวยจัง

ว่างๆ มาให้ความรู้หน่อยครับ

เล่นกระบองเพชรยังไง

อะไรที่ว่าสวย อะไรที่ว่างาม
บันทึกการเข้า

สวนเกษตรโชคดีชุมแพ - บริหารการเกษตรภายใต้แนวคิด สั่งได้ ลดได้ ยั่งยืน เน้นการทำมะนาว ไผ่ ไก่ไข่อินทรีย์
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #531 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2015, 09:49:22 AM »

สวยจัง

ว่างๆ มาให้ความรู้หน่อยครับ

เล่นกระบองเพชรยังไง

อะไรที่ว่าสวย อะไรที่ว่างาม


ได้ครับ ช่วงนี้กำลังศึกษาอยู่เหมือนกันครับ  เพราะ Range ราคากระบองเพชรกว้างมากครับ ถ้าไม่นับไม้ตลาดที่ราคาต้นละ 10 บาท - 100 บาทแล้ว

1. ASTROPHYTUM ASTERIAS สายพันธุ์เดียว ราคานี่มีตั้งแต่หลัก 10 - 100000 บาทเลยทีเดียว


2.Areocapus นี่ก็ช่วงราคากว้างมากครับ มีตั้งแต่หลัก ร้อย - หมื่นเลยครับ


ส่วนของเรามือใหม่ ทำไม้ตลาดไปก่อนครับ
ขายได้ต้นละร้อยก็ดีใจแย่แล้ว..
บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #532 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2015, 09:56:01 AM »

ภาพในธรรมชาติจริงๆ ดูแล้วทึ่งเลยครับ..

บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #533 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2015, 12:13:31 AM »

ก่อนที่จะศึกษาเกี่ยวกับ CACTUS เรามารู้เกี่ยวกับประวัติของกระบองเพชรก่อนละกันครับ

ประวัติความเป็นมาของแคคตัส
มีการสันนิษฐานกันว่าต้นตระกูลของแคคตัสนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายของยุค Mesozoic และช่วงต้นของยุค Tertiary ซึ่งเป็นยุคสมัยที่พืชมีดอกได้รับการพัฒนามากที่สุด เชื่อกันว่าในยุคสมัยนั้นแคคตัสมีลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาผลิใบออกดอกติดผลเหมือนต้นไม้ทั่วไป โดยจะเห็นได้จากแคคตัสในสกุล Pereskia ซึ่งชนิดที่ปลูกประดับมากในไทยได้แก่กุหลาบเมาะลำเลิงและกุหลาบพุกามที่ยังคงมีลักษณะดังกล่าวอยู่
ในช่วงระยะเวลานานหลายล้านปีที่สภาพแวดล้อมของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดมหาสมุทรและทิวเขาขึ้นมาบนพื้นโลก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ทางแถบทิศตะวันตกของทวีปต่างๆ ซึ่งลมฝนไม่สามารถพัดผ่านมาทางด้านตะวันออกของทิวเขาได้ ทำให้พื้นที่เริ่มแห้งแล้งและกลายเป็นทะเลทราย พืชพันธุ์ต่างๆที่เจริญเติบโตอยู่ในแถบนั้นจึงเริ่มปรับสภาพของตัวเองเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งทุรกันดารนั้นต่อไปได้
แคคตัสได้พัฒนาโครงสร้างของตัวเองให้สามารถเก็บสะสมน้ำไว้ภายในลำต้นมากถึง 80–90 % ทำให้ลำต้นอวบอ้วนและสั้นลง รากส่วนมากจะอยู่ใกล้ผิวดิน ไม่หยั่งลึกลงไปมากนักเพื่อดูดจับน้ำและความชื้นในอากาศได้ง่ายและที่สำคัญ คือลดขนาดใบไม้ให้เล็กลงและเปลี่ยนรูปไปเป็นหนามจำนวนมาก ช่วยพรางความร้อนของแสงอาทิตย์เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากการคายน้ำของต้น
แคคตัสส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ พบมากในพื้นที่แถบทะเลทรายแต่ก็มีบางประเภทที่เติบโตอยู่ในป่าเขตร้อนชื้น ซึ่งแคคตัสกลุ่มนี้มักจะมีลำต้นแบนๆแตกต่างจากพวกที่อยู่ในทะเลทรายที่มักจะมีลำต้นกลมๆ ทั้งนี้เพื่อให้มีพื้นที่ในการรับแสงมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีสามารถพบแคคตัสเจริญเติบโตอยู่ตามบริเวณทุ่งหญ้า เกาะอาศัยอยู่กับต้นไม้ใหญ่ในป่าชื้น บนภูเขา หรือแม้กระทั่งริมทะเล


ประวัติความเป็นมาของแคคตัสในเมืองไทย

ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่ามีการนำแคคตัสเข้ามาปลูกเลี้ยงในบ้านเราตั้งแต่เมื่อใด เดิมนั้นเรารู้จักแคคตัสแค่เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ที่เห็นอยู่ทั่วๆไปเช่น เสมา โบตั๋น และนิยมเรียกต้นไม้กลุ่มนี้ว่า ตะบองเพชรหรือกระบองเพชร เนื่องจากลักษณะของต้นที่เป็นลำสูงยาวคล้ายกระบองที่มีหนามส่องประกายกระทบแวววาวสวยงาม
จากบทความในจุลสารของชมรมกระบองเพชรแห่งประเทศไทยโดย “กระท่อมลุงจรณ์” กล่าวไว้ว่า “ก่อนปีพ.ศ.2500 แคคตัสได้ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยผู้รักต้นไม้สกุล ‘สมบัติศิริ’ โดยนำมาเผยแพร่ในกลุ่มเพื่อนฝูงด้วยความประทับในความประงดงามประหลาดตา จึงเริ่มมีการสั่งเข้ามาปลูกเพื่อสะสมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณสมพงษ์ เล็กอารีย์ คุณอารีย์ นาควัชระ และคุณบุษบง มุ่งการดี”
ความนิยมแคคตัสเริ่มแพร่ขยายเป็นวงกว้างทีละเล็กทีละน้อย จนเกิดร้าน ‘471’ ของคุณวาส สังข์สุวรรณ ขึ้นที่สนามหลวง ซึ่งถือว่าเป็นร้านขายแคคตัสโดยตรงเป็นร้านแรกของประเทศ จากนั้นก็มีร้าน ‘ลุงจรณ์’ ตั้งอยู่ริมคลองหลอดเกิดขึ้นตามมาเกิดกลุ่มนักเล่นและนักสะสมแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้ซึ่งกันและกัน โดยมีคุณขจี วสุธาร เป็นนักเล่นคนสำคัญในยุคสมัยนั้น
ประมาณปีพ.ศ. 2519 มีการสั่งไม้ต่อยอดสีแดง ยิมโนด่าง และต้นจากการเพาะเมล็ดชนิดอื่นๆ เข้ามาจากญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักเล่นตื่นตัวและให้ความสนใจเรื่องการต่อยอดแคคตัสมากขึ้น เริ่มมีการเพาะเมล็ดขยายพันธุ์เองภายในประเทศ เกิดการพัฒนาและผลิตต้นออกสู่ตลาดได้เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มนักเล่น ในขณะที่ร้านขายแคคตัสใหญ่ๆ ที่น่าสนใจก็เกิดขึ้นตามมาอีกหลายร้าน เช่น ร้านพิศพร้อม ร้านยุทธนาแคคตัส ร้านลินจง เป็นต้น
แคคตัสยังคงได้รับความนิยมเรื่อยมา มีการสร้าง Geodesic Dome จัดเป็นสวนแคคตัสขึ้นภายในสวนหลวง ร.9 มีตำราแคคตัสภาษาไทยเล่มแรกโดยสำนักพิมพ์บ้านและสวน มีกลุ่มผู้เลี้ยงและผู้จำหน่ายขยายวงกว้างครอบคลุมไปกว่า 50 จังหวัดของประเทศ รวมทั้งมีการพัฒนายกระดับคุณภาพ เกิดพันธุ์ลูกผสมใหม่ๆขึ้นเสมอ จนกล่าวได้ว่าแคคตัสเป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยมมาจนทุกวันนี้



ข้อมูลทั้งหมด ผม COPY มาจาก  http://cactusbymoo.blogspot.com/2008/02/blog-post_15.html นะครับ

ขอบคุณเจ้าของบทความที่เผยแพร่ข้อมูลดีๆครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 05, 2015, 11:16:41 AM โดย สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์ » บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #534 เมื่อ: กันยายน 05, 2015, 11:22:04 AM »

ลักษณะทั่วไปของแคคตัส

โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่มักคิดว่า ต้นไม้ที่มีหนามมักเป็นแคคตัสซึ่งในความเป็นจริงแล้วแคคตัสบางสกุล เช่น Lophophora หรือ Astrophytum บางชนิดก็ไม่มีหนามแต่ถูกจัดว่าเป็นแคคตัส ในขณะที่ไม้อวบน้ำ ( succulent ) บางสกุล เช่น Euphobia ก็มีหนามแต่ก็ไม่จัดว่าเป็นแคคตัส หลักพฤกษศาสตร์กล่าวว่า พืชที่จัดว่าเป็นแคคตัสหรือจัดอยู่ในวงศ์ Cactaceae นั้นเป็นไม้ยืนต้นและจะต้องมีบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า “ตุ่มหนาม” บริเวณนี้จะเป็นที่ที่พบกลุ่มของหนามหรือขนแข็งขึ้นอยู่และเรียงไปตามแนวซี่หรือสันสูงของต้นอย่างเป็นระเบียบ อีกทั้งยังเป็นบริเวณที่เกิดตาดอกและแตกกิ่งใหม่ของต้นอีกด้วย ส่วนในไม้อวบน้ำประเภททที่มีหนามนั้นหนามจะขึ้นเดี่ยวๆ กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบไปรอบๆต้น และไม่พบบริเวณตุ่มหนามเหมือนแคคตัส อีกทั้งพืชทั้งสองกลุ่มที่มีหนามนั้นอยู่กันคนละวงศ์ สิ่งสำคัญคือ ในกลุ่มของ Cactaceae นั้นดอกจะมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกแยกกัน รังไข่จะอยู่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆ ส่วนกลุ่ม Euphobiaceae ดอกจะไม่มีทั้งกลีบเลี้ยงและกลีบดอกและรังไข่จะอยู่เหนือส่วนอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ลักษณะนิสัยและความชอบ
คนส่วนใหญ่คิดว่าแคคตัสเป็นพืชที่ชอบขึ้นอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอากาศร้อนแห้งแล้ง เช่น ในทะเลทรายแต่ในความจริงแล้วแคคตัสสามารถเจริญเติบโตได้หลายพื้นที่ เช่น บริเวณชายฝั่งทะเลเช่นสกุล Pachycereus ที่ขึ้นอยู่แถบชายฝั่งทะเลในประเทศเม็กซิโก บริเวณทุ่งหญ้า ในป่าที่มีความชื้นสูง ที่ความสูงระดับน้ำทะเลไปจนถึงที่ซึ่งมีระดับความสูงกว่า 4,000 เมตร อากาศหนาวเย็นอย่างเช่นทางตอนเหนือ และตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาที่อากาศร้อนแห้งแล้ง เช่น ทะเลทราย บริเวณที่ราบ แม้แต่ตามซอกหินไหล่เขา ซึ่งมีดินที่อุดมสมบูรณ์หรือเป็นหินแข็ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีแคคตัสหลายชนิดที่เจริญเติบโตได้โดยอาศัยพืชอื่น เช่น แคคตัสพวก Ephithelanta bokei ที่เจริญเติบโตขึ้นจากเมล็ดโดยอาศัยร่มเงาและความชื้นจากพืชในกลุ่ม xerophyte พวก Selaginella lepidophylla ( Resurrection Plant ) จากที่กล่าวมานั้นย่อมแสดงว่า แคคตัสสามารถเจริญอยู่ได้ในทุกสภาพพื้นที่และสภาพอากาศของโลกเกือบทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะแถบทะเลทรายเท่านั้นแต่อย่างไรก็ตามแคคตัสแต่ละพันธุ์ก็ย่อมเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแตกต่างกันไป

รูปร่างหน้าตาของแคคตัส

ลำต้น ของแคคตัสมีลักษณะอวบน้ำ รูปทรงต่างกันไปหลายแบบตั้งแต่ทรงกลม ทรงกระบอก ไปจนถึงรูปร่างคล้ายกระบอง มีทั้งที่ขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆแตกกอเป็นกลุ่มและที่ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม มีทั้งขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางไม่กี่เซนติเมตร ไปจนถึงที่เป็นลูกกลมเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 1 เมตรหรือเป็นลำต้นสูงใหญ่กว่า20เมตรหรือเป็นสายห้อยลงมาแบบRhipsalis
ผิวต้นเรียบเป็นมันคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำของต้น ส่วนใหญ่จะมีสีเขียวเพื่อใช้สังเคราะห์แสงแทนใบสร้างอาหารเพื่อเลี้ยงต้น
ต้นจะประกอบไปด้วยส่วนที่เรียกว่า “ ตุ่มหนาม ” ( areole ) ตุ่มหนามอาจเรียงต่อกันอยู่บนแนวซี่หรือสันสูงของต้นที่เรียกว่า “สันต้น ”(rib) หรือเรียงต่อกันอยู่บนเนินนูนที่เรียกว่า “ เนินหนาม ”( tubercles ) ของต้นก็ได้
หนาม ถือว่าเป็นจุดเด่นของแคคตัส เนื่องจากมีความหลากหลายทั้งในเรื่องของรูปร่างลักษณะ อาจเป็นขนอ่อนนุ่มคล้ายขนสัตว์หรือแหลมแข็งอาจจะยามตรงหรือปลายงอเป็นตะขอ สีสันหลากหลายมากมายตั้งแต่สีขาว สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีน้ำตาล ไปจนถึงสีดำ ในบางครั้งหนามยังเปลี่ยนสีไปตามอายุหรือตามสภาพและการปลูกเลี้ยงได้อีกด้วย
หนามจะขึ้นเรียงอยู่บนตุ่มหนาม แบ่งหนามออกเป็น 2 ส่วน คือ
หนามกลาง (central spine)
หนามข้าง (radial spine)

สายพันธุ์ของแคคตัส

ปัจจุบันมีรายงานว่าพืชในกลุ่มแคคตัสมีอยู่ประมาณ 50-150 สกุลมากกว่า 2,000 ชนิด โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ 8 กลุ่ม (ตามวิธีของ Gordon Rowley จากหนังสือ The Illustrated Encyclopaedia of Succulents) คือ
1. กลุ่ม Pereskia มีใบแท้จริง ไม่มีหนามหรือขนแข็งปลายงอ เมล็ดสีดำ และมีเยื่อหุ้มเมล็ด (aril) ได้แก่สกุล Maihuenia และ Pereskia
2. กลุ่ม Opuntia ใบมีขนาดเล็ก มีหนามหรือขนแข็งปลายงอ และมีเยื่อหุ้มเมล็ด ได้แก่ สกุล Opuntia , Pereskiopsis , Pterocactus , Quiabentia และ Tacinga
3. กลุ่ม Cereus ไม่มีใบ เมล็ดมีสีดำหรือสีน้ำตาล ต้นเป็นทรงกระบอก มีสันและหนามมากมาย ส่วนโคนดอกด้านนอกอาจมีหรือไม่มีหนามปกคลุม ได้แก่สกุล Armatocereus , Arrojadao , Bergerocactus , Brachycereus , Browningia , Calymmanthium , Carnegiea , Cephalocereus , Cereus , Corryocactus , Dendrocereus , Echinocereus , Erdisia , Escontria , Eulychnia , Harrisia , Jasminocereus , Lemaireocereus , Lophocereus , Machaerocereus , Micranthocereus , Monvillea , Myrtillocactus , Neoraimondia , Nyctocereus , Pachycereus , Peniocereus , Pilosocereus , Rathbunia , Stetsonia และ Wilcoxia
4. กลุ่ม Echinopsis คล้ายกับกลุ่ม Cereus แต่ต้นมีขนาดเล็กกว่าและผิวด้านนอกของดอกที่มีลักษณะเป็นหลอดมักมีขนหรือเกล็ดสั้นๆ ปกคลุม ได้แก่สกุล Acanthocalycium , Arequipa , Arthrocereus , Borzicactus , Cephalocleistocactus , Chamaecereus , Cleistocactus , Denmoza , Echinopsis , Espostoa , Haageocereus , Hildewintera , Lobivia , Matucana , Mila , Oreocereus , Oraya , Rebutia , Sulcorebutia , Thrixanthocereus , Weberbauerocereus และ Weingartia
5. กลุ่ม Hylocereus คล้ายกับกลุ่ม Cereus แต่เป็นพวกพืชอิงอาศัย (epiphytic) มีระบบรากอากาศ ต้นเป็นสัน หนามบอบบาง ได้แก่สกุล Aporocactus , Cryptocereus , Deamia , Discocactus, Epiphyllum , Heliocereus , Hylocereus , Mediocactus , Nopalxochia , Pfeiffera , Rhipsalidopsis , Rhipsalis , Schlumbergera , Selenicereus , Weberocereus , Wittia และ Zygocactus
6. กลุ่ม Melocactus คล้ายกับกลุ่ม Neopoteria โคนหลอดดอกมีปุยหรือไม่มีก็ได้ แต่จะมีหนามขึ้นปกคลุม ดอกเกิดบนเซฟาเลียมยกเว้นสกุล Buiningia ที่ดอกจะเกิดที่ด้านข้างของเซฟาเลียม ได้แก่ Buiningia , Discocactus และ Melocactus

7. กลุ่ม Neopoteria ต้นขนาดค่อนข้างเล็ก ทรงกลมแป้นหรือทรงกระบอก ต้นเป็นสันเห็นได้ชัดเจน โคนหลอดดอกมีปุยนุ่มและมีหนาม ได้แก่สกุล Austrocactus , Blossfeldia , Eriosyce , Frailea , Neoporteria , Notocactus , Porodia , Uebelmannia และ Wigginsia
8. กลุ่ม Echinocactus แต่ดอกจะเกิดบริเวณตอนกลางของด้านบนสุดของต้น และไม่มีเซฟาเลียม ได้แก่สกุล Ancistrocactus , Ariocarpus , Astrophytum , Aztekium , Cochemiea , Coloradao , Copiapao , Coryphantha ,Dolichothele , Echinocactus , Echinomastus , Escobaria , Ferocactus , Gymnocalcium , Hamatocactus , Homolocephala , Islaya , Leuchtenbergia , Lophophora , Mamillopsis , Mammillaria , Neobesseya , Neogomesia , Neolloydia , Ortegocactus Pediocactus , Pelecyphora , Sclerocactus , Solisis , Strombocactus , Thelocactus , Toumeya และ Utahia


ข้อมูลทั้งหมด ผม COPY มาจาก  http://cactusbymoo.blogspot.com/2008/02/blog-post_15.html นะครับ

ขอบคุณเจ้าของบทความที่เผยแพร่ข้อมูลดีๆครับ
บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #535 เมื่อ: กันยายน 05, 2015, 11:28:50 AM »

การปลูกและการดูแลแคคตัส

ก่อนที่จะพูดถึงวิธีการปลูกและดูแลรักษาแคคตัสนั้น เรามาดูวิธีการเลือกซื้อแคคตัสกันก่อนดีกว่า
หลักพิจารณาเลือกซื้อแคคตัสควรสังเกตจากสิ่งต่างๆ ดังนี้
ผิวต้นเต่งตึงและมีสีสันสดใส ไม่มีรอยแผลหรือตำหนิ
หนามควรกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และไม่หักเสียหาย
วัสดุปลูกต้องสะอาด ไม่มีแมลง เชื้อราหรือวัชพืช เพราะนั่นแสดงว่าต้นได้รับการดูแลมาอย่างดี
การปลูกแคคตัส
ดินที่ใช้ในการปลูกแคคตัส
มีหลายคนคิดและเข้าใจว่าแคคตัสเป็นพืชทะเลทราย จึงน่าจะเติบโตได้ดีในทรายหรือดินทราย แต่ความจริงแล้วแคคตัสก็ต้องการดินหรือวัสดุปลูกที่มีลักษณะไม่ต่างไปจากต้นไม้อื่นๆมากนัก วัสดุปลูกของแคคตัสควรมีลักษณะ
- โปร่ง ร่วนซุย เพื่อให้รากเติบโตแผ่ขยายออกไปได้
- ระบายน้ำได้ดี ไม่เปียกและอุ้มน้ำอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องสามารถเก็บความชื้นไว้ได้พอสมควร
การผสมวัสดุสำหรับปลูกแคคตัสเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากเพราะแคคตัสแต่ละชนิดต้องการวัสดุปลูกที่แตกต่างกันไป ต้องหมั่นศึกษาทดลองผสมวัสดุปลูกไปเรื่อยๆเพื่อให้ได้สูตรที่ลงตัวใช้ปลูกแล้วต้นแคคตัสผลิหนามออกดอกสวยงามให้ชื่นชม ซึ่งในปัจจุบันวัสดุปลุกที่ใช้ได้ดีมีมากมายหลายสูตร ขึ้นกับความเหมาะสมและแหล่งของวัสดุที่ใช้เป็นส่วนผสม สูตรสำเร็จที่แนะนำมีดังต่อไปนี้
สูตรที่ 1 ดินร่วน 2 ส่วน
ทรายหยาบ 3 ส่วน
ถ่านป่น 1 ส่วน
ใบไม้ผุหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน
สูตรที่ 2 ดินร่วน 1 ส่วน
ถ่านป่น 1 ส่วน
ทรายหยาบ 1 ส่วน
สูตรที่ 3 ดินร่วน 1 ส่วน
ถ่านป่น 1 ส่วน
ทรายหยาบ 1 ส่วน
ใบไม้ผุ ½ ส่วน
สูตรที่ 4 ดินร่วน 4 ส่วน
ทรายหยาบ 2 ส่วน
ใบไม้ผุ 1 ส่วน
ถ่านป่น 2 ส่วน
อิฐหัก 7 ส่วน
นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุปลูกควรคำนึงถึงตำแหน่งที่ตั้งของแคคตัสประกอบด้วย คือ
ถ้าตั้งไว้ในร่มที่น้ำระเหยได้ช้า วัสดุปลูกที่ใช้ควรระบายน้ำได้ดี
ถ้าตั้งอยู่กลางแจ้งที่น้ำระเหยได้เร็ว วัสดุปลูกที่ใช้ควรอุ้มน้ำได้บ้าง
ข้อแนะนำ
* วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าวัสดุปลูกแคคตัสนั้นร่วนซุยดีหรือไม่ คือหลังจากรดน้ำแล้ววัสดุปลูกควรจะแห้งภายใน 2-3 วัน
* ถ้าหากต้นผลิหนามใหม่มีสีสดใส แสดงว่าวัสดุปลูกที่ใช้นั้นใช้ได้ดีและเหมาะสมแล้ว
* ทรายที่นำมาใช้ไม่ควรเป็นทรายละเอียด เพราะจะทำให้วัสดุปลูกแน่น
* ไม่ควรใช้กรวดเม็ดเล็กแทนทราย เพราะจะสะสมความร้อนเป็นอันตรายต่อระบบรากของแคคตัส
* เติมปูนขาวและกระดูกเผาป่นผสมลงไปในวัสดุปลูกเล็กน้อยจะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #536 เมื่อ: กันยายน 05, 2015, 11:30:44 AM »

การดูแลแคคตัส

ในการดูแลรักษาแคคตัสนั้นจะต้องคำนึงถึงความต้องการของแคคตัสว่าต้องการอะไร
น้ำ
แคคตัสเป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยชอบน้ำมาก นักเล่นมือใหม่ส่วนใหญ่มักจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ก็ห่วงกลัวต้นจะไม่โตเลยเอาใจรดน้ำให้จนแฉะมีผลทำให้รากเน่า เป็นเหตุให้ต้นต้องตายในที่สุด จริงๆ แล้วแคคตัสสามารถทนแล้งและทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี ต้นจะเพียงแค่ชะงักการเจริญเติบโตเท่านั้น เมื่อความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาต้นก็จะเริ่มเจริญเติบโตอีกครั้ง
ในสภาพธรรมชาติแล้ว แคคตัสไม่ได้ต้องการน้ำตลอดเวลาต้นจะต้องการน้ำเฉพาะช่วงที่มีการการเจริญเติบโตเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะตรงกับช่วงฤดูฝนที่อากาศมีความชื้นสูง ส่วนช่วงฤดูหนาวแคคตัสจะพักตัวและเป็นช่วงที่ต้นแทบจะไม่ต้องการน้ำเลย
ดังนั้นในฤดูฝนจึงควรรดน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งพอเข้าสู่ฤดูหนาวที่อากาศเริ่มแห้งแล้ง แคคตัสจะเข้าสู่ภาวะพักตัวช่วงนี้ควรให้น้ำแต่น้อยจนย่างเข้าสู่ฤดูร้อนจึงเริ่มค่อยๆ ให้น้ำมากขึ้น การให้น้ำมากไปในช่วงที่ต้นพักตังอาจเป็นสาเหตุทำให้แคคตัสไม่ผลิดอก เพราะฉะนั้นเมื่อซื้อแคคตัสมาก็ควรจะถามผู้ขายด้วยว่าต้นจะพักตัวและออกดอกช่วงไหน จะได้ทราบว่าควรงดรดน้ำในช่วงไหนเพื่อให้ต้นผลิดอก
วิธีการรดน้ำที่ถูกต้องคือ ต้องรดน้ำให้โชกจนน้ำไหลออกมาทางรูระบายที่ก้นกระถาง การรดน้ำให้โชกยังมีประโยชน์ช่วยชะล้างเอาสารพิษต่างๆ ที่อาจเกิดสะสมให้เจือจางลงหรือหมดไป และจะรดน้ำอีกครั้งเมื่อวัสดุปลูกแห้งเท่านั้น แต่ทั้งนี้ความถี่ในการรดน้ำก็ขึ้นอยู่กับ
สถานที่ตั้งกระถาง ว่าได้รับแสงมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งฤดูกาล
ความโปร่งร่วนของวัสดุปลูก
ขนาดและชนิดของภาชนะปลูก ถ้าเป็นกระถางดินเผาก็ต้องรดน้ำให้บ่อยกว่ากระถางพลาสติก
ปัจจัยที่มีผลต่อการรดน้ำ
ไม่ว่าจะเป็นชนิดหรือขนาดของกระถาง ชนิดของวัสดุปลูก รวมทั้งสถานที่ตั้งกระถางต่างก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการรดน้ำทั้งสิ้นอย่างเช่น กระถางต่างชนิดก็จะมีความสามารถในการระเหยน้ำต่างกันเปรียบเทียบง่ายๆ เช่น ถ้ารดน้ำให้ต้นที่ปลูกในกระถาง 3 ชนิดต่างกันในปริมาณที่เท่าๆกัน เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งวันน้ำในกระถางดินเผาจะแห้งไปหมด ขณะที่ถ้าเป็นกระถางพลาสติกจะแห้งใน 2 วัน กระถางเซรามิกจะแห้งใน 3 วัน สรุปง่ายๆ คือ
กระถางต่างชนิดกัน แต่มีขนาดเท่ากัน ระเหยน้ำด้วยความเร็วไม่เท่ากัน
กระถางชนิดเดียวกัน แต่ต่างขนาดกัน ระเหยน้ำด้วยความเร็วไม่เท่ากัน
กระถางชนิดเดียวกัน ขนาดเท่ากัน แต่ใช้วัสดุปลูกต่างกัน ระเหยน้ำด้วยความเร็วไม่เท่ากัน
กระถางชนิดเดียวกัน ขนาดเท่ากัน ใช้วัสดุปลูกเหมือนกัน แต่ตั้งไว้คนละที่กัน ระเหยน้ำด้วยความเร็วไม่เท่ากัน
กระถางชนิดเดียวกัน ขนาดเท่ากัน ใช้วัสดุปลูกเหมือนกัน ตั้งไว้ที่เดียวกันแต่สภาพอากาศไม่เหมือนกันในแต่ละวัน ระเหยน้ำด้วยความเร็วไม่เท่ากัน
ดังนั้นสิ่งที่ควรทำในกรณีที่ซื้อแคคตัสมาจากหลายที่หลายแหล่ง คือ
เปลี่ยนกระถางให้เป็นชนิดเดียวกัน
ใช้วัสดุปลูกที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ที่ปลูก
ตั้งกระถางในที่มีสภาพแวดล้อมที่คล้ายกัน

ข้อแนะนำ
* ลืมรดน้ำให้แคคตัสต้นก็ยังอยู่ได้ แต่ถ้ารดน้ำมากหรือบ่อยเกินไปแคคตัสตายแน่ๆ
* ควรรดน้ำในช่วงเช้า เพื่อให้น้ำที่ค้างขังอยู่บนต้นถูกแดดระเหยไปไม่ควรให้น้ำเกาะค้างอยู่กับต้น เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเน่าหรือถูกแดดเผาได้
* อุปกรณ์ตรวจสอบการรดน้ำอย่างง่าย ใช้ไม้จิ้มฟันหรือไม้เสียบลูกชิ้นแห้งๆ จิ้มลงไปในวัสดุปลูกให้ลึกถึงก้นกระถาง ทิ้งไว้สักครู่แล้วดึงขึ้นมาดูถ้าไม้ยังชื้นอยู่ก็ไม่ต้องรดน้ำ ถ้าไม้แห้งก็รดน้ำได้
* โดยส่วนใหญ่แคคตัสที่ตั้งในอาคาร น้ำจะระเหยแห้งภายใน 5-7 วัน ส่วนแคคตัสที่ตั้งนอกอาคารน้ำจะระเหยแห้งหมดในเวลา 2-3 วัน
* ใช้น้ำประปารดน้ำให้แคคตัสได้ แต่ถ้าให้ดีควรเป็นน้ำประปาที่รองจากก๊อกแล้งทิ้งไว้ 2-3 วันให้คลอรีนระเหยให้หมดก่อน

แสงและอุณหภูมิ

แคคตัสส่วนมากชอบแสงแดด ต้นควรจะได้รับแสงอย่างจัดจ้าที่ส่องมาโดนต้นโดยตรง ควรพลางแสงให้ลดลงเหลือ 50-80 % แสงที่เหมาะสมคือแสงช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายที่ไม่แรงเกินไป แคคตัสที่ได้รับแสงพอเหมาะนั้นต้นจะเจริญเติบโตได้ดี สีสันของต้นและหนามสดใสสวยงาม และออกดอกในช่วงระยะเวลาที่ตรงตามลักษณะพันธุ์ ต้นที่ได้รับแสงมากเกินไป ผิวต้นจะกร้านไม่สดใสอาจไหม้ตายได้ แต่ถ้าแสงน้อยเกินไปหนามก็จะหดสั้น ต้นยืดสูงขึ้นรากไม่งอกงามและต้นไม่โต
สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของแคคตัสไม่ควรต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสและไม่ควรเกิน 37 องศาเซลเซียส ช่วงอุณหภูมิที่ดีที่สุดควรอยู่ระหว่าง 27-35 องศาเซลเซียส
ข้อแนะนำ
ถ้าเปรียบเทียบระหว่างภาวะขาดน้ำกับภาวะที่แสงและอุณหภูมิไม่เหมาะสมแล้ว แคคตัสมีโอกาสตายได้สูงจากกรณีภาวะที่แสงและอุณหภูมิมากกว่า เพราะถ้าแคคตัสขาดน้ำต้นจะเพียงแค่เข้าสู่ภาวะพักตัวและจะเริ่มเจริญเติบโตอีกครั้งเมื่อได้รับน้ำ ต่างจากเมื่อได้รับแสงมากเกินไปต้นจะถูกทำลายชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด

ปุ๋ย
ถึงแม้ว่าในวัสดุที่ใช้ปลูกแคคตัสจะมีธาตุอาหารจากวัสดุที่ใส่ผสมเช่น ปุ๋ยคอกหรือใบไม้ผุแล้วก็ตามแต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของต้น ซึ่งควรให้ปุ๋ยแก่ต้นเพิ่มบ้างโดยเลือกปุ๋ยสูตรที่มีปริมาณธาตุฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) สูงกว่าไนโตรเจน (N)
ธาตุฟอสฟอรัสจะช่วยบำรุงให้ต้นออกดอกติดเมล็ดได้ดี
ธาตุโพแทสเซียมช่วยเพิ่มความต้านทานให้แก่ต้น และช่วยให้ต้นดูดซึมน้ำและอาหารได้ดีขึ้น
ธาตุไนโตรเจนนั้นช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต
สิ่งที่ต้องระวัง คือ อย่าให้แคคตัสได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไปเพราะจะทำให้ต้นโตเร็ว เซลล์ขยายตัวมากแต่ผนังเซลล์จะบางอาจทำให้ต้นปริแตก หรือที่เรียกว่าต้นระเบิดอีกทั้งต้นจะอ่อนแอเป็นโรคได้ง่าย
วิธีการให้ปุ๋ย
ควรให้ปุ๋ยแก่แคคตัสทุก 2 สัปดาห์โดยใช้ในอัตราที่เจือจางกว่าที่ระบุในฉลากครึ่งหนึ่ง เนื่องจากแคคตัสปลูกอยู่ในกระถางขนาดเล็กที่มีวัสดุปลูกอยู่เพียงน้อยนิด วัสดุปลูกไม่สามารถเก็บสารอาหารจากปุ๋ยได้มากนักต้นเองก็ไม่ได้ดูดเอาสารอาหารไปใช้มากสักเท่าไหร่ ให้ปุ๋ยบ่อยๆก็เป็นการสิ้นเปลืองและถ้าให้ปุ๋ยในอัตราที่เข้มข้นเหมือนการให้ปุ๋ยต้นไม้อื่นทั่วไปก็จะเป็นอันตรายต่อแคคตัสได้ นอกจากการให้ปุ๋ยกับต้นแล้วก็ควรจะฉีดยากันราให้ต้นด้วยอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนควรผสมยากันราในน้ำทุกครั้งที่ใช้รด
ปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับแคคตัส
ปุ๋ยออสโมโคทสูตรเร่งดอก โรยรอบกระถาง 3-5 เม็ดทุก 3 เดือน
ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำของกล้วยไม้สูตรเร่งดอก ผสมในน้ำปริมาณเจือจางกว่าที่ฉลากกำหนดครึ่งหนึ่ง รดแทนน้ำทุก 2 สัปดาห์
ข้อแนะนำ
* แคคตัสที่ได้รับปุ๋ยมากเกินไป ต้นจะเจริญเติบโตผิดปกติ มีลักษณะที่เรียกว่าหงอน (Cristata) ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่ผู้ปลูกเลี้ยงนิยมเก็บสะสมกันไว้
* สามารถผสมปุ๋ยลงในน้ำที่ใช้รดได้ทุกครั้ง เพียงแต่ต้องผสมในอัตราที่เจือจางมากกว่าการให้โดยปกติ (ลดลงจากปกติ 70%)
* อาจจะผสมยากันราและยาป้องกันแมลงร่วมกับปุ๋ยที่ใช้รดทุก 2 สัปดาห์ด้วยก็ได้
* เราสามารถใช้ปุ๋ยชีวภาพกับแคคตัสได้ มีข้อดีที่ต้นจะเขียวและมีระบบรากดีแต่มีข้อเสียที่มีกลิ่นเหม็น มีธาตุอาหารไม่ครบและมักมีมดมาขึ้นเพราะมีส่วนผสมของกากน้ำตาล
บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #537 เมื่อ: กันยายน 05, 2015, 11:31:37 AM »

การดูแลแคคตัสให้เติบโต

วิธีการเปลี่ยนกระถาง
หลังจากปลูกแคคตัสไประยะหนึ่ง ต้นอาจจะไม่เติบโตงอกงามเหมืนเช่นที่ผ่านมา หรือเมื่อยกกระถางดูแล้วเห็นรากเริ่มโผล่พ้นกระถางออกมานั่นเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องทำการเปลี่ยนกระถางเสียที
การเปลี่ยนกระถางจะก่อให้เกิดผลดีต่อแคคตัส 3 ประการ คือ
1. ทำให้รากมีพื้นที่เพียงพอในการเจริญเติบโต รากที่อัดแน่นเกินไปจะทำให้ความสามารถในการดูดสารอาหารน้อยลง เป็นสาเหตุให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต
2. ทำให้ดินไม่แน่นจนเกินไป อากาศและน้ำไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างทั่งถึง
3. ช่วยปรับสภาพดินที่ไม่สมดุลอันเกิดจากการให้ปุ๋ยและน้ำเป็นระยะเวลายาวนาน
ควรเปลี่ยนกระถางในขณะที่วัสดุปลูกมีความชื้นพอสมควร คือไม้แห้งหรือไม้แฉะจนเกินไป ถ้าเป็นกระถางดินเผาให้ใช้นิ้วค่อยๆ ดันรูระบายน้ำที่ก้นกระถางจนต้นขยับออกจากกระถาง แต่ถ้าเป็นกระถางพลาสติกให้บีบปากกระถางเบาๆ จนดินภายในกระถางร่วงออกจากขอบกระถาง แล้วจึงค่อยๆเอียงกระถางเทต้นออกมา สังเกตดูรากว่ายังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ ถ้าจำเป็นก็ให้ตัดแต่งรากที่เน่าเสียออก หลังจากนั้นค่อยๆเขย่าต้นไม้เบาๆเพื่อให้ดินเก่าหลุดออกบ้างบางส่วน และรากที่เกาะกลุ่มกันอยู่คลายตัวแล้วจึงย้ายปลูกลงในกระถางใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
- เมื่อปลูกแคคตัสไประยะหนึ่งอาจมีฝุ่นเกาะอยู่ตามผิวต้น ก็ควรดูแลทำความสะอาดเพื่อให้ต้นได้รับแสงเพื่อปรุงอาหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใช้แปรงขนนุ่มปัดไล่ฝุ่นออกหรือใช้ที่เป่าผม (dryer) โดยเลือกใช้ระดับลมที่เบาที่สุด เป่าให้ห่างจากต้นไม้ประมาณ 15 เซนติเมตร ค่อยๆเป่าไล่ฝุ่นออก การปล่อยให้ฝุ่นเกาะตามผิวต้นมากๆ อาจทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตได้
- หมั่นคอยสังเกตต้น หากเห็นส่วนไหนเน่าแห้งให้ตัดทิ้งอย่าไปเสียดาย เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแมลง สำหรับต้นที่ถูกละเลยไม่สนใจมาเป็นเวลานานจนทรุดโทรม ให้จัดการตัดแต่งส่วนที่เสียหายออกให้หมด โดยตัดให้เหนือจุดที่เสียหายประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร หลังจากนั้นจึงรดน้ำและให้ปุ๋ย
- สำหรับแคคตัสที่แตกหน่อเติบโตรวมกันเป็นกลุ่ม การตัดแต่งรูปทรงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะนอกจากจะทำให้ต้นสวยงามแล้ว ยังทำให้ต้นแตกหน่อใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม
- หลังจากที่แคคตัสผลิดอกจนกระทั่งดอกเริ่มโรย ควรเด็ดดอกที่เหี่ยวแห้งออกด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ทั้งนี้เพื่อความสวยงามและเพื่อสุขภาพที่ดีของต้น
- ทำความสะอาดบริเวณโคนต้น ตรวจดูว่ามีแมลงรบกวนหรือไม่ถ้าพบก็กำจัดออกเสีย
ถ้าอยากปลูกแคคตัสไว้ในบ้านก็ควรตั้งไว้ในที่ที่มีแสงแดดส่องถึง สังเกตทิศทางของแสงถ้าแสงเปลี่ยนทิศทางก็ควรย้ายต้นตาม ควรหมั่นสังเกตต้นว่ามีสีซีดลงหรือไม่ ลำต้นยืดยาวเกินไปหรือเปล่า หนามหดสั้นหรือดูแคระแกร็นไปไหม ถ้าเกิดอาการเหล่านี้กับแคคตัสนั่นแสดงว่าต้นได้รับแสงไม่เพียงพอกับความต้องการ ให้รีบตัดแต่งลำต้นส่วนที่ได้รับความเสียหายทิ้งและย้ายต้นไม้ไปยังบริเวณที่มีแสงเพียงพอ ต้นไม้ก็ค่อยๆแข็งแรงดังเดิม
ส่วนกรณีที่อยากยกกระถางมาตั้งภายในห้องหรือในที่ร่มนั้น ควรปล่อยให้ดินปลูกแห้งเสียก่อนที่จะนำเข้ามาไว้ในห้อง และไม่ควรรดน้ำในขณะที่ต้นยังตั้งอยู่ในห้องด้วยเพราะในห้องนั้นไม่มีแสงแดดที่จะให้ต้นดูดน้ำไปใช้สังเคราะห์แสง ถ้าวัสดุปลูกเปียกต้นอาจเน่าตายได้ จะรดน้ำก็ต่อเมื่อนำต้นออกไปรับแสงเท่านั้น
ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาหลักของผู้ปลูกแคคตัสเกือบทุกคนก็ว่าได้ คือปัญหาที่แคคตัสบางพันธุ์ค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อแสง ต้นจะไม่ยอมผลิตาดอกจนกว่าจะได้รับแสงไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นเมื่อเลือกซื้อแคคตัสก็ควรสอบถามข้อมูลจากผู้ขายว่าต้นต้องการแสงมากน้อยแค่ไหน ออกดอกช่วงไหน ควรงดน้ำในช่วงไหนบ้าง จะได้กำหนดบริเวณที่จะตั้งและการรดน้ำได้ถูกต้องตรงตามความต้องการ
ข้อแนะนำ
* การตัดแต่งควรทำในช่วงฤดูฝน ไม่ควรตัดแต่งในช่วงฤดูที่ต้นผลิดอก
* การตัดแต่งควรใช้กรรไกรหรือมีดที่คม เพราะถ้าใช้กรรไกรทื่อจะทำให้เกิดรอยแผลมากเกินความจำเป็น จนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อได้
บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #538 เมื่อ: กันยายน 05, 2015, 11:46:07 AM »

สกุลของแคคตัส

สกุล Ariocarpus

มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 8 ชนิดกับอีก 2-3 สายพันธุ์ ชื่อสกุล Ariocarpus นี้มาจากคำว่า Aria ซึ่งหมายถึงผลของแคคตัสสกุลนี้นั้นเอง ลักษณะของแคคตัสในสกุลนี้ส่วนใหญ่จะมีลำต้นขนาดเล็ก ( เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 – 15 เซนติเมตร) มักจะขึ้นเป็นต้นยาวๆ หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ต้นอาจเตี้ยจนมีมีผิวด้านบนเสมอกับพื้นดิน แคคตัสสกุลนี้บางชนิดจะมีเนินหนามซึ่งอาจยาวได้ถึง 5 เซนติเมตร เช่น Ariocarpus tri gonus บางชนิดก็มีขนเป็นปุยนุ่มอยู่ที่ซอกเนินหนามซึ่งเป็นบริเวณที่ออกดอกแต่จะมีบางชนิดที่ออกดอกบริเวณยอดของต้น ดอกมีลักษณะเป็นรูปกรวย ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 – 5 เซนติเมตร ดอกมักมีสีขาวหรือสีครีม มีบางชนิด เช่น Ariocarpus lotschoubeyanus มีดอกสีชมพูหรือสีม่วงแดง ผลมีลักษณะเป็นทรงการะบอก ยาวประมาณ 1.25 – 2.5 เซนติเมตร แคคตัสสกุล Ariocarpus นี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโกและทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกาแคคตัสสกุลนี้เจริญเติบโตช้า และจะเจริญเติบโตได้ดีตามหินหรือทรายที่สามารถระบายน้ำได้ทนแสงแดดจัดได้ดีแคคตัสสกุลนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด และอีกหลายสายพันธุ์

 สกุล Astrophytum

แคคตัสสกุลนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด และอีกหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Astrophytum มาจากภาษากรีก แปลว่าพืชดาว ลำต้นอ้วนกลม หรือเป็นทรงการบอก บางชนิดอาจมีความสูงถึง 1 เมตร เช่น Astorphytum ornatum ลำต้นแข็ง บางชนิดจะมีปุยหรือเกล็ดสีขาวปกคลุมอยู่ บริเวณลำต้นมีสันต้น 5- 9 สัน อาจมีหนามหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ตุ่มหนามมีลักษณะเป็นปุยสีขาวคล้ายสำลี หนามกลางและหนามข้างมีขนาดใกล้เคียงกัน จึงไม่สามารถแยกได้ชัดเจนนัก หนามมีขนาดยาวประมาณ 3 – 10 เซนติเมตร แคคตัสสกุลนี้ออกดอกเป็นรูปกรวย บริเวณตอนกลางด้านบนของต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 – 9 เซนติเมตร สีของดอกส่วนมาก จะอยู่ในโทนสีเหลือง แต่อาจจะมีสีอื่นๆผสมอยู่ในดอกเดียวกัน เช่น กลีบอกสีเหลือง บริเวณโคนกลีบและกลางดอกอาจจะเป็นสีส้มหรือสีแดง เป็นต้น ลักษณะผลเป็นทรงกลม มีขนาด 2.5 เซนติเมตร บางชนิดผลจะมีหนามปกคลุมคล้ายกับต้น เมื่อผลแก่เต็มที่จะแตกออกทางด้านโคน ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แคคตัสสกุล Astophytum มีถิ่นกำเนิดแถบตอนกลาง ตอนเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือ ของประเทศเม็กซิโก ยกเว้น Astrophytum asterias ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา แคคตัสสกุลนี้สามารถเจริญเติบโตได้ที่ระดับความสูงกว่า 2100 เมตร และเจริญเติบโตได้ในหลายพื้นที่ เช่น ระหว่างซอกหินทะเลทราย หรือใกล้กับไม้พุ่มจำพวกซีโรไฟต์ ( xerophytic bushes) ออกดอกว่าย โอยส่วนใหญ่ ใช้เวลา 3 – 6 ปี ก็จะได้ดอก และสามารถเพราะจากเมล็ดได้

สกุล Corypantha

แคคตัสในสกุลนี้ประกอบด้วย40ชนิดและหลายสายพันธุ์ชื่อCorypantha มาจากภาษากรีก หมายถึง ยอด และ ดอก รวมแล้วหมายถึง ตำแหน่งการออกดอกบนต้น ทรงต้นมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งที่เป็นทรงกลมขนาดใหญ่ และเล็ก ทรงกระบอก ทรงแท่งเล็ก ความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร อาจพบขึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นต้นเดี่ยวกลุ่มที่มีอายุหลายปีอาจมีอยู่รวมกันถึง 50 หัวหรือมากกว่านั้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอาจยาวถึง 65 เซนติเมตร เช่น Corypantha recurvata ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแอริโซนา พบว่ามีถึง 200 หัว ตุ่มหนามมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ ประกอบด้วยหนาม 30 อัน ในลักษณะกระจาย หนามยาว 2.5 เซนติเมตร มีสีสันมากมายหลากหลายตั้งแต่สีเหลือง สีชมพู สีส้ม จนถึงสีม่วงแดง บางชนิดกลีบดอกจะมีลักษณะเป็นรอยหยักเล็กๆ ที่ปลายกลีบ ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ขนาดเล็ก ยาวถึง 5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะเป็นสีเขียวจนถึงโทนสีแดง แคคตัสสกุล Corypantha มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหลายแห่ง ทั้งทางเหนือสุดของรัฐอัลเบอร์ตาในประเทศแคนาดา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา และในประเทศเม็กซิโก พบได้ที่ระดับความสูง 2000 เมตร บางชนิดเช่น Corypantha vivipara นั้น พบได้ในหลายสภาพพื้นที่ เช่น ทางตอนเหนือที่อากาศหนาวเย็นของรัซอัลเบอร์ตาในเขตทุ่งหญ้า และบริเวณป่า แคคตัสในสกุลนี้ปลูกเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้ทั้งเพราะเมล็ดและตัดแยก บางครั้งพบว่าหัวที่งอกใหม่นั้นมักมีรากงอกติดอยู่ด้วยในฤดูร้อนและฤดูฝนจะชอบน้ำมาก แต่ถ้างดให้น้ำในฤดูหนาวจะช่วยให้ทนต่อ อุณหภูมิต่ำได้ดี



สกุล Discocactus

แคคตัสสกุลนี้มีอยู่ไม่เกิน 20 ชนิด เจริญเติบโตได้ช้า มักขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ ทรงกลมแป้น เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นอาจจะแตกหน่อหรือกิ่งก้านได้ ต้นมีหลายสี ตั้งแต่สีเขียวอ่อน สีเขียวอมน้ำตาล และสีม่วงเข้ม ต้นเป็นสัน 10 -25 สัน และมีตุ่มหนามเป็นปุยนุ่ม ประกอบด้วยหนามข้าง 5 – 20 อัน แต่ละอันยาวประมาณ 3 เซนติเมตร หนามทั้ง 2 ชนิด สามารถจำแนกออกจากกันได้อย่างชัดเจน หนามมีหลายสี ตั้งแต่สีขาว สีเหลือง สีน้ำตาล จนถึงสีดำ แคคตัสสกุล Discocactus มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศบราซิล โบลิเวีย และปารากวัย การนำต้นไปเพาะเลี้ยงที่อื่นนอกถิ่นกำเนิดนั้นมักจะนิยมเพาะต้นจากเมล็ดมากกว่าการนำต้นที่โตแล้วไปเลี้ยงเพราะต้นจะตายได้ง่าย แคคตัสสกุลนี้เจริญเติบโตได้ดีในดินทรายที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ บางครั้งอาจจะใช้ดินผสมก็ได้ แต่ต้องมีการระลายน้ำที่ดี ต้นไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสได้


สกุล Echinocactus

แคคตัสสกุลนี้มีอยู่มากกว่า 10 ชนิด ต้นมีทรงกลมถึงทรงกระบอก อาจขึ้นเป็นต้นเดี่ยวหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม บางชนิดมีขนาดใหญ่มาก อาจมีความสูงถึง 1.8 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1 เมตร ผิวต้นมีสีเขียวอมห้า เนื้อเยื่อชั้น epidermis ( เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์ชั้นอื่นๆ ) แข็งแรงมาก ช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ร้อนแรงได้ดี ตอนกลางด้านบนของต้นจะมีปุยสีขาวถึงสีเหลื่องปกคลุมลำต้นเป็นสัน 8 – 50 สัน มีตุ่มหนามอยู่ห่างกันเห็นได้ชัดเจน ประกอบด้วยหนามช้างที่ตรงหรือโค้ง แผ่กระจายออกมาจากตุ่มหนาม แต่บางชนิดอาจแนบชิดไปกับผิวต้น มีความแข็งแรงมาก ประมาณ 5 – 12 อัน ยาวมากกว่า 5 เซนติเมตรและมีหนามกลางที่แข็งกว่ายื่นตรงออกมาจากต้น 1 – 4 อัน ยาวประมาณอันละ 5 – 10 เซนติเมตร สีหนามมีตั้งแต่สีขาว สีชมพู สีเหลืองทองจนถึงสีดำ ดอกออกเป็นวงรอบยอดของต้นซึ่งมีปุยนุ่ม ส่วนชนิดที่ต้นมีขนาดใหญ่จะออกดอกเป็นวงรอบส่วนบนของต้น ดอกมีหลายสี แต่ส่วนมากอยู่ในโทนสีเหลือง ยกเว้น Echinocactus horizonthalonius ซึ่งมีดอกสีชมพูจนถึงสีม่วง ดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.25 เซนติเมตรหลอดดอกมีลักษณะเป็นปุยนุ่ม เมื่อบานจะแผ่กว้างออก ผลมีสีเหมือนกับส่วนปุยนุ่มบนต้น ผิวภายนอกมีลักษณะเป็นขนหรือปุยนุ่มปกคลุมเมื่อแก่เต็มที่จะแห้ง แคคตัสสกุล Echinocactus มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนกลางและทางเหนือของประเทศเม็กซิโก และทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา มักพบอยู่ตามบริเวณที่เป็นหินหรือพุ่มไม้ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดได้ดี เจริญเติบโตเร็ว โดยเฉพาะ Echinocactus grusonii แต่มีบางชนิด เช่น Echinocactus horizonthalonius และ Echinocactus polycephalus นั้น จะเจริญเติบโตช้า หากเกิดจากการเพาะเมล็ดเมื่อต้นยังเล็ก ควรระวังอันจรายจากอุณหภูมิต่ำและควรงดให้น้ำเมื่อถึงฤดูหนาว

สกุล Gymnocalycium

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากว่า 120 ชนิดและอีกหลายสายพันธุ์ชื่อสกุล Gymnocalycium มาจากภาษากรีก หมายถึง ตาเปลือย ( naked bud ) แคคตัสในสกุลนี้เป็นสกุลที่น่าสนใจ เพราะมีลักษณะรูปทรงแตกต่างกันออกไปและมีดอกที่มีสีสันสวยงาม ลางชนิดอาจมีขนาดเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 7.5 เซนติเมตร เช่น Gymnocalycium baldianum แต่บางชนิดก็อาจจะมีขนาดใหญ่ มีขานดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 20เซนติเมตร เช่น Gymnocalycium spegazzinii
ชนิดที่มีต้นขนาดเล็กมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ส่วนชนิดที่มีขนาดใหญ่มักจะพบขึ้นอยู่เป็นต้นเดี่ยวๆ สีของต้นมีตั้งแต่สีเขียวถึงสีน้ำตาลแดงหรือเป็นสีเทาคล้ายหินชนวน ลำต้นเป็นสันประมาณ 6 – 20 สัน มีลักษณะยื่นออกมาคล้ายคาง ตุ่มหนามมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ ปกคลุมด้วยปุยสีขาวหรือสีเหลือง ในต้นที่มีขนาดเล็กตุ่มหนามจะอยู่ชิดติดกัน ส่วนในต้นที่มีขนาดใหญ่นั้นตุ่มหนามจะอยู่ห่างกัน ตุ่มหนามประกอบไปด้วยหนามข้างที่ละเอียดกระจายแยกออกจากกันแนบกับลำต้น มีอยู่ประมาณ 2 – 12 อันและยาวประมาณ 1 – 6 เซนติเมตร
ส่วนหนามกลางจะยาวกว่าหนามข้างเล็กน้อย มีลักษณะแข็ง โผล่ตั้งออกมาจากลำต้น และมีหลายสี ดอกมีกลายลักษณะ มีทั้งที่เป็นทรงกรวยและทรงระฆัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 – 7.5 เซนติเมตร มีหลายสี เช่น สีขาว สีเขียว สีชมพู และสีแดง ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ เมื่อแก่จะเป็นสีเขียวปนน้ำตาล สีแดง หรือ สีเทาคล้ายหินชนวน ผิวของผลมีลักษณะเป็นเกล็ดซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายกับผิวนอกของหลอดดอก มีขนาดยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร แคคตัสในสกุล Gymnocalycium มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหลายๆพื้นที่ของประเทศอาร์เจนตินา โบลิเวีย ปารากวัย และอุรุกวัย พบได้ในหลายพื้นที่ ทั้งในที่ที่มีระดับความสูง 3500 เมตร ในทุ่งหญ้า หิน ดิน ทราย ลางชนิดที่มีรูปร่างอ้วน กลม นั้น เคยพบว่าถูกฝังอยู่ในทรายตลอดฤดูร้อน แคคตัสในสกุลนี้ลูกเลี้ยงง่าย สามารถออกดอกได้ภายในเวลา 2 – 3 ปี ในช่วงฤดูร้อนควรให้น้ำมาก แต่ควรงดให้น้ำในช่วงฤดูหนาวเพื่อให้สามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำได้


สกุล Lophophora

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่เพียง2ชนิดแต่มีหลากหลายสายพันธุ์ชื่อสกุล L0phophora มาจากภาษากรีก หมายถึง การผลิตดอกออกผลที่ส่วนยอด ( crest – bearing ) ลักษณะลำต้นเป็นทรงกลม อ่อนนุ่ม สีเหลืองซีดจนถึงสีเขียวอมฟ้า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 – 13 เซนติเมตร มีทั้งที่ขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ และเป็นกลุ่ม
เป็นระบบรากสมบูรณ์ลำต้นเป็นสัน 5 – 13 สัน ตุ่มหนามเป็นปุย สีขาว อยู่ห่างกันเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ไม่มีหนาม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลืองครีม และสีชมพู จะมีเส้นสีเข้มตรงกลางตามความยาวของกลีบดอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.25 – 2.5 เซนติเมตร จะเกิดดอกบริเวณยอดที่มีสีขาวปกคลุมผลมีลักษณะยาว รี ค่อนข้างเล็ก เมื่อแก่จะเป็นสีขาว สีชมพู หรือสีแดงภายในจะมีเมล็ดอยู่ 2 – 3 เมล็ด แคคตัสในกลุ่ม Lophophora มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนกลางของประเทศเม็กซิโกและทางตะวันออกเฉียงหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาเช่น ในรัฐเท็กซัส สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวหรือดินทรายโตช้า แต่ให้ผลได้ง่าย สามารถออกดอกภายในเวลา 5 – 6 ปี


สกุล Mammillaria

แคคตัสในสกุลนี้มีมากมายกว่า 400 ชนิดและอีกหลากหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Mammillaria มาจากภาษาละตินว่า Mammilla ( nipple ) หมายถึง โครงสร้างที่เป็นเนินหนามขนาดเล็กของพืช ชื่อสกุลนี้ตั้งโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ E.H. Haworth แคคตัสในสกุลนี้มีรูปทรงแตกต่างกันออกไปมากมาย
มีทั้งที่เป็นทรงกลมแป้นและทรงกระบอก อาจจะขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม
ในแต่ละกลุ่มก็จะประกอบด้วยหัวที่มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันออกไป ใน 1 หัวจะประกอบไปด้วยเนินหนาม ซึ่งระหว่างรอยต่อของเนินหนามมักจะมีขนปกคลุมอยู่ หนามก็มีหลายสี หลายขนาด ลักษณะเป็นขนแข็งหรือตะขอ ดอกมีลักษณะเป็นทรงระฆังหรือทรงกรวย มีขนาดเล็ก ผลิตเป็นวงตรงยอดต้น และมักจะมีท่อดอกสั้น ยกเว้นเพียงไม่กี่ชนิดที่จะมีท่อดอกขนาดยาว เช่น Mammillaria saboae fa. Haudenan ส่วนผลมีขนาดค่อนข้างเล็กเป็นรูปไข่ยื่นยาวและเรียวเล็กผิวเกลี้ยงเรียบ มีหลายสี เช่น สีเขียว สีชมพู หรือสีแดงเมื่อแก่เต็มที่แล้ว
แคคตัสสกุล Mammillaria มีถิ่นกำเนิดอยุ่ในประเทศเม็กซิโกแต่บางชนิดก็อาจจะพบได้ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา แถบตะวันตกของหมู่เกราะเวสต์อินดีส และแถบอเมริกาใต้ แคคตัสในสกุลนี้สามารถปลูกเลี้ยงและออกดอกได้ง่ายในดินที่มีการะบายน้ำดี ส่วนชนิดที่มีหนามมาหนาแน่นมากจะต้องการร่มเงาบ้างเล็กน้อย


สกุล Melocactus

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากมายกว่า 60 ชนิด ชื่อสกุล Melecactus มาจากภาษากรีกว่า Melos ( Melon ) หมายถึง รูปทรงของต้นที่เป็นทรงกลมแป้นหรือทรงการะบอก มีทั้งที่ขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือชึ้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่จนถึงระยะผลิตดอกออกผลจะเกิดปุยนุ่มที่เรียกว่า cephalium ที่บริเวณยอดของต้น ซึ่งดอกและผลก็จะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ด้วย แคคตัสในสกุลนี้มีลำต้นสูงประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง เป็นสันประมาณ 9 – 20 สัน มีตุ่มหนามรูปไข่ขนาด 2.5 เซนติเมตร ประกอบไปด้วยหนามข้างที่มีลักษณะโค้งงอ แนบขนานไปกับนำต้น ประมาณ 8 – 15 อัน แต่ละอันยาวประมาณ 1.25 7.5 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางยื่นตรงออกมาจากลำต้น มีอยู่ประมาณ 1 – 5 อัน และยาว 2 – 9 เซนติเมตร
ทั้งหนามกลางและหนามข้างแข็งแรงมาก ยกเว้นชนิดที่มีหนามสั้นซึ่งหนามมักอ่อนและละเอียด สีหนามมีหลายสี เช่น สีขาว น้ำตาลออกแดงเข้ม และดำ บริเวณ cephalium ประกอบด้วยขนสีขาวหรือสีอื่นๆ และอาจมีหนามแข็งสีต่างๆ ได้ด้วยดอกมีสีออกโทนม่วงแดง มักออกเป็นวงและฝั่งจมอยู่ใน cephalium มีขนาดยาวประมาณ 1.25 – 3.75 เซนติเมตร โดยความยาวของดอกซ่อนอยู่ใน cephalium ผลมีลักษณะยาวเป็นทรงไม่พลอง ยาวมากกว่า 2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะมีสีชมพูถึงสีแดงแจ่มจ้า บางครั้งผลก็จะจมอยู่ใน cephalium ไม่ปรากฏออกมาให้เห็น แคคตัสสกุล Melocactus พบมากที่สุดในบริเวณตอนใต้ของหมุ่เกาะเวสต์อินดีส ทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก สหรัฐอเมริกาและบราซิล ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในหลายๆ พื้นที่และหลายๆ สภาพแวดล้อม จะใช้เวลาประมาณ 5 – 10 ต้นจึงจะสร้าง cephalium แต่ถ้าเป็นชนิดที่ต้นมีขนาดเล็กอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ในช่วงฤดูร้อนมีความต้องการน้ำมาก แต่ควรงดให้น้ำในช่วงฤดูหนาว

สกุล Obregonia

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ Obregonia denegrii ซึ่งได้รับการค้นพบในปี พ.ศ. 2468 ชื่อสกุล Obregonia ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีของประเทศเม็กซิโก คือ Alvaro Obregon ลักษณะลำต้นเป็นทรงกลม มีจุดเด่นคือ เป็นกลีบหนา สีเขียว ปลายงอนแหลม เรียงหงายซ้อนกันเป็นชั้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร และมีขนาดฐานกว้างถึง 2.5 เซนติเมตร ตุ่มหนามอยู่บริเวณปลายกลีบ มีปุยนุ่มสีขาว ประกอบไปด้วยหนาม 4 อัน แต่ละอันยาวมากกว่า 1.5 เซนติเมตร ดอกจะเกิดบริเวณปุยนุ่มตรงกลางยอดของต้น มีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ส่วนผลมีสีขาวหรือสีชมพูซีด ขนาดเล็ก เมื่อแห้งจะแตกออก
แคคตัสกลุล Obregonia มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเม็กซิโก ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ด ชอบขึ้นใต้ร่มเงาของต้นไม่จำพวก xerophyte เจริญเติบโตค่อนข้างช้า ของดินที่มีการะบายน้ำดี ชอบร่มเงา ถ้าต้นได้รับแสงมากเกินไปจะแดงและชะงักการเจริญเติบโต

สกุล Opuntia

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่มากมายกว่า 400 ชนิดและอีกหลากหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Opuntia มาจากชื่อเมือง Opuntia ในประเทศกรีซ แคคตัสในสกุลนี้มีหลากหลายลักษณะ มีทั้งต้นเล็ก เป็นทรางกลมต่อๆ กันจนถึงชนิดที่มีขนาดใหญ่ เป็นทรงการะบอกต่อกัน และสูงกว่า 2 เมตร และบางครั้งก็พบว่ามีลักษณะสูงใหญ่เหมือนไม้ยืนต้นส่วนหนามก็มีทั้งแบบแข็ง ยาว และ เป็นอันตราย เช่น O[untia bigelovii หรือเป็นแบบอ่อนคล้ายการะดาษ เช่น Opuntia platyacantha ดอกของแคคตัสใสสกุลนี้ไม่มีท่อดอก แต่ส่วนรังไข่มีขนาดใหญ่ปกคลุมด้วยหนาม ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีเหลือง สีน้ม สีแดง และ สีม่วงแดง มักจะออกดอกดกและสวยงามมาก ส่วนผลมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะมีสีเหลืองถึงสีแดง ขนาดเส็นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 - 7.5 เซนติเมตร แคคตัสในสกุลนี้หลายชนิดสามารถผสมตัวเองจนเกิดผลและร่วงหล่นจนงอกเป็นต้นใหม่เองได้เช่น Opuntia fulgida แคครัสสกุลนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศแคนาดา ตอนใต้ของสหรัฐเอมริกา แม็กซิโก เอมริกากลาง ตะวันตกของหมู่เกาะเวสต์อินดีส เกาะกาลาปาโกส และใต้สุดของเทียราเดลฟิวโกในพาทาโกเนีย พบได้มากในที่ที่มีระดับความสูง 3700 เมตร จากระดับน้ำทะเลส่วนใหญ่ชอบน้ำและทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ถึง -18 องศาเซลซียส แต่มีบางชนิดที่มาจากทางตะวันตกของหมู่เกาะเวสต์อินดีสไม่สามารถทนอากาศหนาวเย็นได้

สกุล Sulcorebutia

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่ประมาณ 40 ชนิด และอีกหลายสายพันธุ์ ชื่อสกุล Sulcorebutia มาจากภาษาละตินว่า sulcus ซึ่งหมายถึง ร่องหรือรอย แคคตัสในสกุลนี้มีลักษณะคล้ายกับสกุล Rebutia ต่างกันตรงที่รุ่มหนามจะแคบและยาวกว่า มักจะขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือยู่ราวกันเป็นกลุ่ม ลำต้นมีลักษณะทรงกลม เป็นสันชัดเจน มีหลายสี เช่น สีเขียว สีออกแดง หรือสีเทาอมดำ หนามมีลักษณะเป็นรูปหวี ไม่มีหนามากลาง ดอกมีลัษณะคล้ายกับสกุล Rebutia เกิดที่บริเวณโคนต้น กลีบดอกมีผิวมันคล้ายเคลือบด้วยขค้ผึ้ง ในบางชนิดกลีบดอกอาจะมี 2 สีปนกัน ผลมีลักษณะทรงกลมหรือเป็นรูปขอบขนาน ผิวเรียบเรือมีเกล็ดปกคลุมเล็กน้อย แคคตัสในสกุล Sulcorebutia มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศโบลิเวียพบมากตามภูเขาสูง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มี่แร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี

สกุล Thelocactus

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่ประมาณ 25 ชนิด และอีกหลากหลายสายพันธุ์ Thelocactus มาจากภาษากรีก หมายถึง แคคตัสหัวนม ( nipple cactus ) มีลักษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก สีเขียวถึงสีเทาอาจจะขั้นอยู่เป็นกลุ่มหรือเป็นต้นเดี่ยวๆ ก็ได้ โครงสร้างของพูกลีบมีลักษณะเป็นหัวย่อยๆ มากมาย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร และสูงประมาณ 25 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสัน 20 สัน ตุ่มหนามมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ มักมีปุยสีขาวหรือสีครีมปนอยู่ด้วยประกอบไปด้วยหนามข้างค่อนเล็กและแข็งแรงปานกลาง มักขึ้นแผ่กระจายแนบขนานไปกับลำต้น ประมาณ 25 อัน แต่ละอันยาวมากกว่า 3 เซนติเมตร ส่วนหนามกลางเข็งแรงกว่าหนามข้าง มีหลาลักษณะ เช่น ตรง โค้งงอ หรืออ้วน และมีหลายสี เช่นสีขาว สีเหลือง สีแดงและสีดำ มีอยู่ประมาณ 1 – 4 อัน ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีแดง สีม่วงแดง มี ลักษณะบานแผ่ออกกว้าง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 – 7 เซนติเมตร ส่วนผลมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะแห้งและแตกออก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร แคคตัสสกุล Thelocactus มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเม็กซิโกทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตช้า แต่ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินที่มีการระบายน้ำดีปานกลาง ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนจะชอบน้ำมาก แต่ควรงดให้น้ำในช่วงฤดูหนาวเพื่อให้สามาตรทนต่ออุณหภูมิต่ำได้

สกุล Uebelmannia

แคคตัสในสกุลนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด ลำต้นมีลักษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก ขนาดเล็ก ลำต้นเป็นสันสีน้ำตาลลอมแดง ผิวต้นเป็นมันคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง สันต้นประกอบไปด้วยตุ่มหนามที่มีปุยสีขาวปกคลุม และมีหนามแข็ง สั้นๆ ตั้งตรงสีขาวอยู่ 2 – 3 อัน ดอกมีสีเหลืองลักษณะทรงกรวย ขนาดเล็ก จะผลิดอกบริเวณปลายยอดของต้น ผลมีลักษณะทรงกลมถึงทรงกระบอก สีเหลืองอมเขียวหรือสีแดง เกิดบริเวณลายยอดของต้น เมล็ดมีลักษณะทรงกลมหรือรูปไข่ สีดำหรือสีน้ำตาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กาลางประมาณ 2.3 มิลลิเมตร แคคตัสสกุล Uebelmannia มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศบราซิลชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ร่มเงา ความชื้นในอากาศต่ำ และอากาศอบอุ่น และที่สำคัญก็คือไม่ควรให้น้ำโดยการรดลงดินโดยตรงแต่ควรให้โดยการฉีดพ่นเป็นฝอยจะดีกว่า


ข้อมูลทั้งหมด ผม COPY มาจาก  http://cactusbymoo.blogspot.com/2008/02/blog-post_15.html นะครับ

ขอบคุณเจ้าของบทความที่เผยแพร่ข้อมูลดีๆครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 05, 2015, 12:02:28 PM โดย สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์ » บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #539 เมื่อ: กันยายน 07, 2015, 01:04:41 AM »



พ่อถามเล่นๆว่า ขายได้กี่บาทเนี่ย??

5,000 พ่อ  .... ผมตอบ

พูดเป็นเล่น  พ่อเย้า

พูดเป็นเล่นสิพ่อ ถ้าแยกขายได้เกือบ 15,000

งั้นทำไปเถอะ ........ พ่อหัวเราะแล้วเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2015, 01:06:15 AM โดย สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์ » บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #540 เมื่อ: กันยายน 07, 2015, 10:02:07 AM »

หลายคนเดินเข้ามาถามว่า
การทำเกษตรแบบไร่น้ำทิพย์ ยุคเรามีเป้าหมายอย่างไร วัตถุประสงค์อย่างไร

ตอบง่ายๆครับ ใช้พื้นที่น้อยที่สุด ให้ได้รายได้มากที่สุด

เพราะผมเกิดมาก็เห็นพ่อแม่ไปทำผักในพื้นที่เป็นสี่สิบห้าสิบไร่ คนงานเป็นร้อยคน  จนตอนนี้ก็ทำสวนฝรั่งพื้นที่ 20 ไร่ วันนี้ก็ยังคงเป็นหนี้อยู่ อายุปูนนี้ยังใช้หนี้กันไม่หมดเลยครับ

ผมว่ามันเหนื่อย และเสี่ยง รายได้ไม่แน่นอนด้วยเพราะปัจจัยต่างๆมันคุมยากมากเลยนะครับ

ผมจึงคิดอย่างเดียวครับ ทำอย่างไรให้ใช้พื้นที่น้อย แต่รายได้มาก และไม่เหนื่อย ไม่เดือดร้อน
เป้าหมายง่ายๆ คือ เพิ่มผลผลิตให้ได้ปีละ 1 อย่าง

ปีแรก : เริ่มแรก บีบพื้นที่ทำไร่แก่นตะวัน พื้นที่ 3 ไร่ ทำครั้งละ ครึ่งงาน - 1 งาน  รายได้สูงสุดที่เคยได้ 200,000 ต่อเดือน 
จนวันนี้กระแสแก่นตะวันซาลงเยอะ  ก็ยังสามารถขายได้เรื่อยๆ
จับตลาดคนรักสุขภาพ ทานต่อเนื่อง

ปีที่ 2 : ธุรกิจที่ 2 ที่ทำ พันธุ์ไม้ต่อยอดจากปีแรก รายได้ก็ไปเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง ทำไปบ่นไป สนุกสนานไม่เครียด ขายไม่ออกก็ปลูกไว้เอง ออกงานแค่ปีละ 1-2 งานก็ OK ผลผลิต มะนาว มะเดื่อ หม่อน ก็ OK ระดับนึง

ปีที่ 3 : BunnyCactus แบ่งพื้นที่ 3 ไร่ ออกมา 2 งาน ทำสวนกระบองเพชร เป้าหมายรายได้เดือนละ 50,000 คงเป็นไปได้ไม่ยาก เพราะตลาดค่อนข้างกว้างและไกล ถ้าหาข้อมูลกันจริงๆ กระบองเพชรเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมติด 1 ใน 5 ของโลกเลยนะ
ใช้น้ำน้อย เดือนละไม่เกิน 1000 ลิตร
รดน้ำอาทิตย์ละครั้ง ไม่รบกวนพ่อแม่ เพราะสามารถมารดได้เอง
ใช้คนงานน้อยมาก เรากับแฟน สองคนก็พอ
ตลาดน่าจะยั่งยืนพอสมควร
ตั้งราคาขายได้เอง ตามความต้องการของลาด
ขายต่างประเทศได้

ผ่านไปแล้ว เกือบ 3 ปี ไร่น้ำทิพย์ มาได้พอสมควรแล้ว  ไฮไลท์สำคัญของปีที่ 4 นี่ล่ะ ว่าจะทำอะไร???

คง CONCEPT เดิม ใช้พื้นที่น้อย รายได้เหมาะสม และพอเพียง ไม่เดือดร้อน และยังยืน ..

สู้ๆ ไร่น้ำทิพย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2015, 08:28:02 PM โดย สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์ » บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #541 เมื่อ: กันยายน 08, 2015, 11:19:46 PM »

 


วันนี้เอาดอกกระบองเพชรมาให้ชมครับ
บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #542 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2015, 09:33:50 AM »

เรามา UPDATE ความคืบหน้าของ ไร่น้ำทิพย์ ปีที่ 3 กันดีกว่า

- แก่นตะวัน -
เข้าสู่ปีนี้ กระแสเรื่องแก่นตะวันดรอปลงอย่างน่าใจหาย ด้วยการมาของ หมามุ่ยอินเดีย แต่ก็เป็นไปตามสภาวะตลาดการจับจ่ายใช้สอยของคนน้อยลง และกระแสการกินอาหาร คลีน ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้แก่นตะวันเป็นเพียงส่วนเสริมในเมนูอาหารเล็กน้อยเท่านั้น
ไร่น้ำทิพย์ ยังทำแก่นตะวันอยู่ เพียงแต่ เน้นไปที่สายพันธุ์เบอร์ 2 ที่พัฒนาขึ้นมาเอง กับ สายพันธุ์ ที่นำเข้ามาจากเยอรมัน สองสายพันธุ์นี้เท่านั้น  เพราะสามารถตอบโจทย์หลายๆอย่างของไร่ได้ดีกว่า

แก่นตะวันปีนี้เราเน้นเรื่องการแปรรูปขึ้นมาอีก เรานำแก่นตะวันมาลองทำข้าวเกรียบ นำมาทำอาหาร ทำขนมที่ไม่หวาน ผลตอบรับ โอเคเลยทีเดียว

- พันธุ์ไม้ไร่น้ำทิพย์ -
เรื่อยๆมาเรียงๆ เนื่องด้วยความแล้งอย่างมากของปีนี้ ทำให้เราไม่สามารถผลิตต้นไม้ได้เท่าที่ควร จึงเน้นหนักไปที่ขายเอง ซะมากกว่าไปส่งเค้า
ปลายปีนี้ก็ออกงานเกษตรแฟร์ปากช่องที่เดียวพอครับ

ปล.กิ่งพันธุ์ฝรั่ง เย็นสอง เริ่มจำหน่ายได้เดือนหน้าครับ

- BunnyCactus -
เรื่มเป็นรูปเป็นร่าง
มีต้นไม้ใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คิด
เริ่มมีขายได้แล้ว ลูกค้าไว้ใจเเละเชื่อถือเรามากขึ้นจากการสร้าง Profile ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

ได้ทดลองตลาดส่งออกบ้างเเล้ว 3 shipment
ถ้าทุกอย่าง OK อนาคตสดใสแน่นอน เพราะคนทั่วโลกสนใจกระบองเพชรเมืองไทยมากนะ ไม่รู้ทำไม

ไม่ค่อยได้เข้ามาห้องนี้เท่าไหร่ แต่ย้ำเลยครับว่า เรายังทำเกษตรอย่างมีความสุขอยู่ครับ
บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1404


-ขออภัยหากช่วงนี้ตอบช้าหรือติดต่อยาก งานประจำยุ่งมากครับ-


« ตอบ #543 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2015, 08:12:13 AM »

เมื่อวาน (16/10/2015) เป็นอีกวันหนึ่งที่ไร่น้ำทิพย์รู้สึกดีใจมากที่ สถานีโทรทัศน์แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ( RSU WISDOM TV) ให้ความสนใจเข้ามาถ่ายทำเรื่องราวของการทำเกษตรสมัยใหม่ของไร่น้ำทิพย์

ในรายการจะกล่าวถึง ที่มาของไร่ ทำไมมนุษย์เงินเดือนที่ดูสบายอยู่แล้ว ทั้งแฟนผมที่เป็นสาวออฟฟิตแสนสวย ผมก็ทำงานเงินเดือนสูง ทำไมหันกลับมาทำอาชีพเกษตรกร // แนวคิดเรื่องการทำไร่ การวางแผนการตลาด //และความสุขที่ได้จากการทำเกษตร

ต้องขอขอบคุณน้องๆทีมงาน และน้องๆพิธีกรด้วยครับ..









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 17, 2015, 08:21:59 AM โดย สิทธิเดช - ไร่น้ำทิพย์ » บันทึกการเข้า

ไร่น้ำทิพย์แก่นตะวันออร์แกนิคปากช่อง : ทำมาหากินบนแผ่นดินพ่อ อย่างพอเพียง
หน้า: 1 ... 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 [34] 35 36   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: