หน้า: 1 ... 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 [37] 38   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : ปลายฝันสุดท้าย สุดทางฝัน  (อ่าน 232395 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
9_shane
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1454



« ตอบ #576 เมื่อ: มีนาคม 11, 2017, 09:32:34 PM »

หากิจกรรมทำได้ทั้งครอบครัวแบบนี้เยี่ยมที่สุดเลยครับเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสังคมยุคนี้ที่หลายๆคนเลี้ยงลูกแบบเท้าไม่เปื้อนดินไม่ค่อยรู้จักความลำบาก ผมจะใช้โอกาสนี้เรียนรู้บ้านดินไปด้วยเลย อิอิ ขอลายละเอียดด้วยเด้อ😉😊



nomadic_man ขอบคุณที่ยังติดตามนะครับ โดยทั่วไปในยุคสมัยนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องมีภาระงานมากมาย จนเราหลงลืมไปว่า แท้จริงแล้วสิ่งใดกันแน่ที่สำคัญในชีวิตของเราอย่างแท้จริง ข้อด้อยของครอบครัวเราก็ยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ได้นำมาเผยแพร่ haha  ยิงฟันยิ้ม อย่าพึ่งยึดถือกันเป็นแบบอย่างเลยครับ ส่วนไหนที่พอนำไปปรับใช้กับวิถีของแต่ละครอบครัวได้ก็เก็บเกี่ยวเอาไว้ แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วครับ  ยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2017, 12:36:33 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

🐾🐾🐾🌳🌿🌾ความพยายามอยู่ที่ไหน🌱ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล🐜🐜🐜🌴🌵

nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #577 เมื่อ: มีนาคม 14, 2017, 10:01:19 AM »

สร้างบ้านแบบมรรคง่าย

วันที่ 3 - ก้อนที่ 73 (ดั่งดวงจันทร์กลางตะวันฉาย)

เมื่อเราตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปทำก้อนอิฐดินเพิ่มหลังเลิกงาน เย็นวันนี้จึงเป็นเพียงกิจกรรมอันสุดแสนสามัญธรรมดายิ่ง ขณะเธอกำลังอุ้มสายธารเดินเล่น เม็ดทรายก็สนุกสนานอยู่กับเพื่อนฝูงวัยเดียวกันที่สนานกีฬาบริเวณบ้านพัก แม้เป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวภายในกลุ่ม ทว่าดูเหมือนไม่มีข้อตะขิดตะขวางใจนักกับเพื่อนๆ(รุ่นพี่)ที่เป็นผู้ชาย อาจด้วยความจอมแก่นแสนซนของเด็กหญิงนั่นเอง “น้องเม็ดทรายเล่นระวังหน่อยลูก เจ็บแล้วอย่าหาว่าพ่อไม่บอกไม่กล่าวเด้อ” รู้ทั้งรู้ว่าป่วยการเปล่าแต่ผมก็ร้องเตือนไปอย่างเสียไม่ได้ แล้วค่อยก้มผูกเชือกรองเท้าให้เข้าที่เข้าทาง วอร์มอัพร่างกายสักหน่อยจึงเริ่มออกวิ่งด้วยความเร็วที่ทำให้หัวใจเต้นอยู่ระหว่าง 146 - 159 ครั้ง/นาที ครึ่งชั่วโมงผ่านไปโดยไม่ให้ความสนใจกับ pace(ความเร็วในการวิ่ง เช่น pace 5 หมายถึงวิ่งได้ 5 นาที/กม.) ผมจึงหยุดพักดื่มน้ำคลายเหนื่อยแล้วเดินไปเก็บยอดผักหวานป่าจากต้นที่ปลูกไว้ข้างบ้านเมื่อ 4 ปีก่อนเพื่อนำมาแกงเป็นกับข้าวมื้อค่ำ ระหว่างนั้นปลาตะเพียนแดดเดียวที่ยายกำลังปิ้งบนเตาถ่านเริ่มโชยกลิ่นหอม ช่างยั่วลิ้นให้ลิ้มลองรสชาติเสียเหลือเกิน

ครอบครัวของเราเตรียมความพร้อมเข้านอนตั้งแต่ยังไม่ถึงสองทุ่ม ผมสำรวจความเรียบร้อยบริเวณหน้าบ้านโดยทั่ว ก่อนที่จะปิดประตูผมทอดสายตามองเวิ้งฟ้า จันทร์เสี้ยวเปลี่ยวดายบนนั้นทำให้หวนคิดถึงเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เม็ดทรายยังอายุไล่เลี่ยกับสายธารเวลานี้ บนเส้นทางระหว่าง อ.นครไทยมายังด่านซ้ายในรถยนต์ของ “ป๋า” ที่แต่ละคนต้องตะโกนแทนการพูดคุยเพราะเสียงเพลงดังสนั่น “ป๋า” คือรุ่นพี่ผู้หนึ่งที่ทุกคนในที่ทำงานมักเรียกขานเขาเช่นนั้น ถึงผมกับป๋าจะไม่ได้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน ทว่าด้วยรสนิยมหลายๆอย่างที่คล้ายกันทำให้ผมเข้าร่วมกลุ่มได้อย่างไม่เคอะเขิน หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาวันหนึ่งในช่วงสัปดาห์สุดท้ายแห่งชีวิตของป๋า ระหว่างที่กำลังคุยทับถึงความแข็งแกร่งในเชิงจักรยานเขาก็กล่าวหยอกล้อว่า “ขาจ่อยๆอย่างนี้ทำไมมันแรงคักแท้น้อ” ไม่พูดเปล่าป๋าเอามือบีบที่ต้นขาของผมด้วยแรงที่ทำเอาถึงกับต้องร้องโอดโอยออกมา จากนั้นเขาก็หัวเราะ ฮ่าๆเสียงดังลั่น ผมจึงยิ้มแก้เขินพร้อมรู้สึกชุ่มใจในคำชมที่ได้รับ เพราะป๋าคือผู้ที่เราทุกคนต่างให้นิยามเกี่ยวกับความแข็งแกร่งและเอาจริงทั้งในหน้าที่การงาน เกมส์กีฬาและชั้นเชิงสุราว่าเฉกเช่นคนเหล็กก็มิปาน

“ขาแรง” คือคำเรียกยกย่องที่นักปั่นใช้กัน ยุคสมัยนั้นการปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมที่นิยมมากในที่ทำงานของเรา เกือบทุกวันในตอนเย็นจะมีการรวมกลุ่มและออกรอบ ซึ่งเส้นทางปั่นของชาวด่านซ้ายมีให้เลือกเยอะแยะมากมาย ขึ้นอยู่ว่าจะนิยมชมชอบรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นทางราบ ทางขึ้นเนินขึ้นเขาหรือเข้าป่าเข้าดงก็ตามแต่ ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามักออกปั่นในเส้นทางสายบ้านใต้(หมายถึงทางจากอ.ด่านซ้ายไปบ.ปากหมัน)ทำให้ผมต้องรั้งท้ายทุกคราวไป เนื่องจากเป็นสนามประลองของกลุ่มขาแรงบ้าพลังหาใช่พวกผอมแห้งแรงน้อยเช่นผม หากแต่ถ้าเป็นเส้นทางขึ้นเขาแล้วคนที่น้ำหนักตัวไม่มากดูจะปั่นได้เบาแรงกว่าเพราะไม่ต้องแบกน้ำหนักไว้สู้กับแรงโน้มถ่วงเหมือนคนร่างใหญ่ “ถ้าเป็นทางราบนะป๋าไม่แพ้หรอก จิ๊บๆ แต่ถ้าขึ้นเขาแบบนั้นขอยอมแพ้พวกบักจ่อยมัน ขาน้อยๆทำไมแรงคักแท้วะ” ป๋ากล่าวหลังพวกเรากลับจากการปั่นพิชิตดอยอินทนน์ได้ไม่นาน ซึ่งนั่นเป็นการปั่นจักรยานด้วยกันครั้งสุดท้ายของป๋ากับผม

สำหรับพวกเราแล้วป๋าคือ “คนต้นแบบ” อย่างแท้จริง งานจิตอาสาแทบทุกงานต้องเห็นเขาเป็นหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะเริ่มงานเช้ามืดเพียงใดหรือดึกดื่นสักแค่ไหน ในยามที่ทุกคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ป๋าจะคอยกระตุ้นด้วยการลงมือทำให้เห็นหาใช่แค่ลมปาก เช่นนี้เองในเย็นวันหนึ่งเมื่อช่างซ่อมหนุ่มจากบริษัทมาดำเนินการแก้ไขเครื่องมือให้แล้วเสร็จโดยใช้เวลาถึง 3 วันเต็ม เขาเกรงว่าจะพลาดหรือหลงลืมบางอย่างจึงตัดสินใจอยู่ที่ด่านซ้ายต่ออีก 1 คืนเพื่อตรวจสอบระบบซ้ำในเช้าวันรุ่งขึ้น ป๋าจึงรับเป็นแม่งานเมื่อผมบอกว่าอยากเลี้ยงข้าวช่างสักมื้อ “นับถือมันว่ะบ้านช่องก็ไม่กลับอยู่ทำงานจนเสร็จ เอาอย่างงี้ไหมเย็นนี้เพื่อนป๋าที่เปิดร้านอาหารชวนกินข้าวอยู่พอดี พามันไปที่นั่นก็แล้วกัน เดี๋ยวป๋าจัดให้” เมื่อไม่มีคนคัดค้านพวกเราทั้ง 4 คนจึงขึ้นรถยนต์ที่เครื่องเสียงดังกระหึ่มอยู่ตลอดด้วยบทเพลงหมอลำ โดยหามีใครทราบว่าจุดหมายปลายทางอยู่แห่งหนใดด้วยครื้นเครงอยู่กับการพูดคุย รู้ตัวอีกทีก็เดินทางข้ามเขาเข้าเขต อ.นครไทยเสียแล้ว ผ่านผาหินตรงนี้ทีไรผมมักแหงนมองขึ้นไปบนนั้นทุกคราว ด้วยความยากลำบากที่ต้องปีนป่ายผาหินขึ้นไปข้างบน ข้าวมื้อเที่ยงที่กินยามบ่ายออกรสชาติอย่างยิ่งทั้งที่มีเพียงข้าวเหนียว แจ่วดำและปิ้งเนื้อแห้งเท่านั้น นั่นเป็นหนแรกที่ผมได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับป๋าอย่างจริงจัง ณ ลานหินบนยอดภู

คล้ายผ่านด่านทดสอบและถูกยอมรับ ผมจึงได้ออกทริปเดินป่าเสาะหากล้วยไม้ร่วมกับป๋าอีกนับครั้งไม่ถ้วน ช่วงเวลานั้นกล้วยไม้ในป่าถูกนำออกมาเพาะเลี้ยงที่โรงเรือนของผู้คนด้วยความบ้าคลั่งยิ่งกว่าไฟลามป่าและตัวป๋าคือหนึ่งในต้นเพลิง ดูได้จากกล้วยไม้ป่าหลากหลายสายพันธุ์จำนวนมากที่เบียดเสียดอยู่ในโรงเรือนหน้าบ้านของเขานั่นเอง แม้สิ่งที่นำพาผมให้เดินป่าไม่ใช่เป้าหมายเดียวกับเขา แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขากระทำ แม้เคยถกเถียงให้เกิดความยากลำบากทางแนวคิดต่อกัน แต่ผมก็ยังเป็นหนึ่งในผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเดินป่ากับป๋าอยู่เสมอหากมีเวลาว่าง เรียกได้ว่าเรายังคบหากันแบบต่างฝ่ายต่างถนอมน้ำใจ ทว่าค่ำคืนนั้นป๋าถึงกับปั้นสีหน้าไม่ถูกเมื่อผมทำลายบรรยากาศการสังสรรค์ด้วยถ้อยคำ“ผมเดินกลับก่อนนะครับ” อย่างไม่รอในคำตอบผมก็ออกมาจากร้านอาหารของเพื่อนป๋าทันทีทั้งที่ถึงคิวร้องเพลงของผมแล้ว

“อะไรนะ วันนั้นพากันไปที่นครไทยเหรอ!” เธอเอ่ยอย่างตกใจเมื่อไดยินนักเสี่ยงโชคแห่งดาวโลกพูดขึ้นระหว่างมื้อเที่ยงวันหนึ่ง “อ้าวนี่ยังไม่รู้เรื่องหรอกเหรอ ผมนึกว่าคุณเล่าให้เมียฟังแล้วเสียอีก” เขาทำหน้าตาเหลอหลา “งั้นที่ผมเล่าออกมาทั้งหมดเมียคุณก็ยังไม่รู้เรื่องนะสิ” “ใช่ครับ” ผมตอบสั้นๆอย่างอับจนหนทาง ทั้งที่พยายามกลบเกลื่อนเหตุการณ์ในวันนั้นต่อเธอมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะอยากปิดบังแต่เรื่องบางเรื่องผมมักปล่อยเป็นเพียงแดนสนธยาแห่งถ้อยคำดีกว่าแก้ตัวให้มากความ “ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้าอยากคิดเดินกลับบ้านดีนัก” ดูเหมือนว่าเขารู้สึกดีในความกระจ่างแจ้งของเธอมากกว่าเห็นใจผมสินะ “ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลยว่าพากันไปกินข้าวถึงนครไทยนู่น” เธอจ้องมองและถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเราอยู่เพียงลำพัง “ก็ป๋าพาไปน่ะ อีกอย่างคุยกันแล้วว่าจะกลับมาให้ทันก่อนเที่ยงคืน” ผมตอบโดยไม่สบตา

เมื่อผมกลับวิมานแก้วไม่ทันกำหนด ผลที่ตามมาคือแม้พกพากุญแจแต่ก็ไม่สามารถไขขานให้ประตูเปิดได้ จวนเจียนก่อนหมดความอดทนและผมเริ่มคิดหาหนทางว่าพอจะมีที่ใดบ้างให้ใช้สำหรับซุกหัวนอน กลอนประตูได้ส่งเสียง “กล็อกแกล็ก” แล้วแง้มออกมาอย่างแผ่วเบา ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าเธอจะยอมพูดจากับผม ในเมื่อรับปากเอาไว้ว่าไม่เกินเที่ยงคืนผิดคำต้องยอมรับแต่โดยดี “ตกลงเที่ยงคืนนะ” ผมบอกหลังทราบถึงพิกัดร้านอาหารของเพื่อนป๋าอยู่ที่ อ.นครไทย “ไม่มีปัญหาๆ เดี๋ยวจัดให้” ป๋ารับปากหนักแน่นทำให้ผมเบาใจอย่างไม่คาดคิดว่า เที่ยงคืนของป๋ากับผมจะเป็นคนละความหมายกัน “ ใครจะไปตรัสรู้ว่าต้องถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน ก็นึกว่าเที่ยงคืนค่อยเริ่มล้อหมุน ไอ้น้องเทวดาเอ๊ย” ป๋าโวยวายแข่งเสียงเพลง “ไปเจอมันที่ไหนล่ะ” “นั่งเหงาอยู่ปั๊มน้ำมันโน่น” นักเสียงโชคแห่งดาวโลกทั้งพูดทั้งหัวเราะ “แล้วตกลงเอ็งคิดจะเดินกลับจริงๆรึเปล่าเนี่ยไอ้คุณน้องเทวดา” ผมเหม่อมองเสี้ยวจันทร์ซีดเซียวบนฟากฟ้า “ช่างมันเถอะ งั้นตะโกนบอกไอ้ตัวข้างหลังให้เบาๆเสียงลงหน่อย เดี๋ยวคนขับรถสวนไปสวนมาเขาจะตกใจเอา” ป๋าหมายถึงน้องช่างที่นั่งอยู่กะบะคนเดียว “ช่างเถอะพี่ ถือเสียว่าเป็นวันของมัน” นักเสี่ยงโชคแห่งดาวโลกกล่าวทิ้งท้ายก่อนผล็อยหลับไปในที่สุด

“พ่อจ๋าๆ ดูอะไรอยู่เหรอคะ” เม็ดทรายถามพร้อมวิ่งมาชะเง้อดูข้างนอก “ไม่มีอะไรหรอกลูก ปะขึ้นไปนอนได้แล้ว เร็วเข้าเดี๋ยวสายธารหลับก่อนเราจะไม่ได้หยอกมันนะ” “แซลม่อนนน” เด็กหญิงลากเสียงเรียกชื่อเล่นที่ตั้งให้กับน้องสาวก่อนวิ่งขึ้นบันไดเข้าห้องนอน จากนั้นเสียงหัวเราะหยอกล้อก็ดังขึ้น เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าราตรีนี้อีกยาวไกลถึงจะได้หลับนอนสำหรับครอบครัวของเรา หากวันนี้เราตัดสินใจออกไปทำก้อนอิฐดินเพิ่มคงไม่มีทางที่จะทำอาหารกินเอง แม้เป็นเพียงกับข้าวง่ายๆอย่าง แกงผักหวานป่า(ที่ปลูกเอง) ปิ้งปลาตะเพียน(จับมาจากสวนเมื่อหลายวันก่อน)แดดเดียว ผักกาด(ในแปลงสวนครัวหลังบ้าน)ดองและตำแจ่ว ได้ทันฟ้ามืดเป็นแน่ ไม่ว่างานการอันใดก็ตาม ล้วนต้องมีผู้ที่คอยสนับสนุนหรือเก็บกวาดสิ่งที่เราละทิ้งไว้อย่างเงียบๆนั่นคือ “ราก” หากแลหน้าแต่ไม่เหลียวหลังแล้ว “ฐาน” จะแน่นให้ยืนหยัดได้เยี่ยงไร “จะทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมดูแลคนที่อยู่ข้างหลังด้วย” ป๋าเคยบอกเอาไว้ คนจากไปแต่คำพูดคงอยู่ แม้ดูเลือนรางดั่งดวงจันทร์กลางตะวันฉายก็ตามที



จะทำบ้านสักหลังต้องปรับฐานให้พร้อมเสียก่อน

 



ในส่วนของงานที่เราทำไม่ได้ก็ต้องใช้การว่าจ้างผู้อื่นเข้ามาช่วย แต่ก็เลือกในส่วนนี้ให้น้อยที่สุด ทุกอย่างควรกระทำด้วยตนเองหากอยากเป็นคนมรรคง่าย





3 วันสำหรับการย่ำดินทำอิฐ ได้มาทั้งหมด 73 ก้อนและประสบการณ์อีกมากมายนับไม่ถ้วน





ทุกการงานล้วนต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังคอยปัดกวาดสิ่งเล็กๆทว่าจำเป็นยิ่ง อย่าได้หลงลืมพวกเขากันล่ะ...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2017, 03:43:09 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #578 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2017, 09:42:10 PM »

เมืองสองแควมักจะรบกวนจิตใจของผมให้ว้าวุ่นอยู่เสมอเมื่อฤดูร้อนตั้งต้น... เพียงเพราะพืชพันธุ์ต่างๆมากมายที่ถูกเพาะกล้าลงในถุงส่งเสียงเพรียกหานำพานักปลูกต้นไม้ทุกผู้ทุกคน ทั้งๆที่พื้นที่ปลูกป่าเริ่มแออัดยัดเยียดแล้วแต่ผมก็ยังหาข้ออ้างได้เสมอในการชักชวนเธอให้ออกเดินทางตามเสียงร่ำร้องจากภายใน "ไปเอาต้นพะยอมมาปลูกซ่อมนะแม่แล้วก็ไปหามะม่วงมาลองปลูกดู คราวก่อนเห็นหลายร้านอยู่น่าจะถูกกว่าแถวนี้นะ" ผมรบเร้าเธอ จึงเป็นที่มาของการเดินทางสู่ บ.กกไม้แดง อ.วังทองอีกคราว ทว่าหนนี้เราเลือกที่จะแวะร้านขายกระถางข้างทางเสียก่อน





"ก่อนหน้านี้ขายดีมาก จนส่งลูกเรียนปริญญาจนจบได้ถึง 2 คน ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีแรงงานก็หายาก ไหนจะค่าแรง ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายจิปาถะอีก อันนี้ก็แฟนพี่ขึ้นรูปไว้เอง เพราะใครๆก็อยากหยุดช่วงสงกรานต์ แต่ทำไงได้รับออเดอร์ลูกค้ามาแล้วต้องเร่งทำให้ทัน" แม่ค้าขายกระถางรำพึงรำพันเสียยืดยาวก่อนทอดถอนลมหายใจออกมา ทำเอาผมได้แต่ครุ่นคิดภายในใจ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีโอกาสพบพานความเสี่ยงได้เสมอ





"ยังไงถ้าเอาไปแล้วใช้ได้ผมจะกลับมาซื้ออีกนะครับ" "จ้า ขอบคุณค่า" แม่ค้าร้องตอบด้วยน้ำเสียงมีความหวัง ถึงผมจะซื้อกระถางไปใช้ไม่ตามวัตถุประสงค์นักแต่ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับแม่ค้าเลย กลับเป็นผมเองมากกว่าที่กังวลว่าแม่ค้าจะคิดยังไงพอผมเล่าให้ฟังว่าจะเอากระถางไปทำอะไร "ชาวสวนแถวอุตรดิตถ์ก็เคยแวะมาถามหาเหมือนกัน แต่เขาชอบโอ่งดินใบใหญ่ๆมากกว่า ง่ายดี แบบน้องจะเอาไปทดลองทำดูก่อนก็ได้ น่าจะพอได้อยู่นะ" แม่ค้าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเมื่อทราบจุดประสงค์ของผม





"อืม... ดูหน้าตาคุ้นๆอยู่นะเนี่ย" ลุงเชิดพูดพลางซ่อมโครงไม้มุงสแลนกันแดดระหว่างที่ผมเลือกดูกล้าไม้ "ผมมาเมื่อ 2 ปีก่อน ปีที่แล้วก็มาซื้อต้นไม้นะแต่ไม่ได้แวะร้านลุง" "ก็ว่าแล้ว มันคุ้นๆจริงๆ มีไม่ค่อยเยอะหรอกที่แวะมาซื้อไม้ป่าอย่างนี้หากไม่ใช่หน่วยงานหรือโครงการหลวง" ว่าแล้วก็คิดถึง อ.ตั้ม คนหลงป่าแห่งดินแดนมหัศจรรย์เสียจริงที่ชักจูงนำพาให้ผมได้มารู้จักร้านลุงเชิด บ.กกไม้แดงแห่งนี้





ยามสายวันรุ่งขึ้นคือช่วงเวลาของการเปลี่ยนถุงต้นไม้ที่ไปซื้อมาวันก่อน จวบจนย่ำค่ำจึงแล้วเสร็จ





จากประสบการณ์ได้ค้นพบว่า(อันที่จริงหากกล่าวให้ถูกต้องคือแอบครูพักลักจำมาจากดินแดนมหัศจรรย์ของ อ.ตั้มต่างหาก) ต้นไม้ที่ไปรับมาจากแหล่งเพาะกล้าไม้ขายควรทำการพักฟื้นให้ต้นไม้ออกยาเสียก่อน หมายถึงให้ปุ๋ยหรือสารเร่งต่างๆที่ตกค้างออกฤทธิ์จนหมดจากนั้นค่อยนำไปปลูก อัตรารอดของต้นไม้ถึงจะมากขึ้น ซึ่งหากเปลี่ยนถุงให้ใหญ่ขึ้นได้ก็จะดีแต่ถ้าไม่มีเวลาก็พักไว้เฉยๆ รดน้ำตามปรกติไว้สัก 1-2 เดือน พอฝนมาก็นำไปปลูกได้ จึงเป็นที่มาของการตระเวนซื้อต้นไม้ในช่วงฤดูร้อนแล้งของผมให้แม่ค้าพ่อค้าถามเล่นๆว่า "น้องๆ ถ้าปลูกตอนนี้ต้องดูแลให้ดีนะน้ำอย่าได้ขาดเป็นอันขาด" "รับทราบครับผม"  ยิงฟันยิ้ม





นอกจากต้นไม้ที่ซื้อมาแล้วยังมีบางส่วนที่ผมเลือกเพาะเมล็ดไว้เอง ปีที่แล้วฝึกวิชาการตอนกิ่งฝรั่งจากต้นหลังบ้านเป็นที่น่าพอใจแล้ว ปีนี้คงได้ทดลองเคล็ดวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น เอ๊ย การเสียบยอดต้นไม้บ้าง อิอิ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 08:33:51 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #579 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2017, 12:28:36 PM »

เมื่อวันเวลาก้าวย่างเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งไม่เหมาะกับการทำบ้านดิน เราจึงต้องพักการทำก้อนอิฐดินดิบเอาไว้ก่อน ลมหนาวหวนคืนมาเมื่อไหร่โน่นแหละถึงจะเริ่มโครงการอีกที โชคดีที่หาช่างก่อสร้างสำหรับงานยกมุงโครงหลังคาได้ทันท่วงที อิฐดินที่ทำไว้ราวๆ 400 ก้อนจึงมีที่ซุกหัวหลบลมฝน





ครั้งมีเวลาจึงต้องฉวยโอกาสทิ้งเด็กหญิงสายธารไว้ที่บ้านกับยาย




จะเป็นชาวสวนทั้งทีชีวิตต้องมีค่า ว่าแล้วก็พาเด็กหญิงเม็ดทรายมาปลูกข่าเสียหน่อย





เมื่อวางโครงสร้างพื้นฐานได้เหมาะสมจึงทำให้เราคล้ายกับมีพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ในร่องสวนของแปลงฝรั่ง-น้อยหน่า จึงเริ่มทยอยนำข่ามาปลูกแซมไว้





เมื่อเราเริ่มจากปลูกทุกอย่างที่อยากกิน ถึงราคาพืชผลจะตกต่ำหาได้ทำให้เราสะเทือนไม่ สับปะรด กก.ละ 5 บาท ไม่มีทางได้กินเราหรอก(เพราะขนาดตกเกรด  โกรธ ) ส่วนกล้วยราคาหน้าสวนหวีละ 6 บาทก็อย่าหวังเช่นกัน ขูดรีดกันเยี่ยงนี้ปล่อยให้นกหนูปูปลากินเสียดีกว่า  ยิงฟันยิ้ม





ต้นน้อยหน่าท่ามกลางดงหญ้าแฝกเริ่มผลิยอดและแทงดอก เตรียมพร้อมเป็นผลให้เราได้เก็บเกี่ยวกันอีกหน





ในส่วนของป่าเห็ดแห่งสวนไกล 3 ปีผันผ่านเริ่มเผยโฉมออกมาให้เห็นกันบ้างแล้วหลังจากก่อนหน้านี้ต้องจมอยู่ภายใต้ทุ่งหญ้าขจรจบอย่างโงหัวไม่ขึ้น





เมื่อแล้วเสร็จจากงานปลูกข่าจึงใช้เวลาหย่อนใจสักเล็กน้อยสำหรับหาอยู่หากิน... ขอให้สนุกกับการปลูกต้นไม้กันนะครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 08:38:19 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
SUKRITTA
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 41


« ตอบ #580 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2017, 12:48:16 PM »

มาเป็นกำลังใจค่ะ ให้ความฝันเป็นจริงนะค่ะ



nomadic_man ขอบคุณครับ "เชื่อในสิ่งที่ทำ กินในสิ่งที่เชื่อ" อ้าว... ซะงั้น  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2017, 12:56:41 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
kru mos
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 716


« ตอบ #581 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2017, 03:30:52 PM »

เข้ามาชมสวนนี้มีแต่ของกิน  ออนซอนค่ะ   ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ก็ต้องค่อยๆสร้างค่อยๆปลูกกันไปล่ะครับ อยากกินอะไรก็ปลูกพืชชนิดนั้นก่อน สวนป่าของเราจึงไม่ค่อยรีบร้อนนักในแต่ละปีคิดไว้เพียงว่าจะต้องสรรหาพรรณไม้ที่พอจะปลูกในพื้นที่ได้มาปลูกอนุรักษ์ไว้เรื่อยๆครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2017, 09:45:38 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #582 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2017, 10:05:33 AM »

เมื่อเด็กหญิงเม็ดทรายขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เราจึงเริ่มฝึกฝนวินัยเพิ่มเติม โดยข้อกำหนดคือในช่วงวันหยุดเด็กจะต้องช่วยงานพ่อแม่ด้วยเพื่อที่จะได้รับเงินค่าขนมไปโรงเรียน อย่างน้อยก็ค่อยๆปลูกฝังเอาไว้ว่าไม่มีอะไรจะได้มาเปล่าๆ วันเสาร์หนึ่งต้นเดือนพฤษภาคมจึงมีผู้ช่วยตัวน้อยติดตามผมมาปลูกหญ้าแฝกด้วย ว่ากันตามจริงผมลงมือทำคนเดียวจะแล้วเสร็จเร็วกว่ามีลูกมือเสียอีก  ยิงฟันยิ้ม





ปีนี้ที่สวนของเราสั่งเมล็ดผักหวานป่าไม่มากนัก จึงทำให้งานเขี่ยดิน วางเมล็ดแล้วเสร็จภายในครึ่งค่อนวันทันเวลาก่อนที่ฝนจะตกลงมาแล้วเอารถยนต์ออกจากสวนไม่ได้





พี่เลี้ยงก็ยังเป็นต้นตะขบเช่นเดิมครับผม





วันต่อมาด้วยฝนที่ตกก่อนหน้านี้ ทางเข้าสวนจึงไม่สามารถนำรถยนต์เข้ามาได้ ผมจึงต้องมาสวนเพียงลำพังปล่อยเด็กหญิงให้มีเวลาเล่นกับเพื่อนๆบ้าง ก็ยังเป็นการขยายพันธุ์ข่าอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายปีนี้ขอ 80 หลุมก็พอครับ




ให้ทายกันเล่นๆว่าในภาพมีต้นไม้กี่ชนิด  ยิงฟันยิ้ม หลังจากปลูกไม้ป่ามาหลายปี ตอนนี้สภาพสวนเริ่มเหมาะสมสำหรับไม้กินได้ พืชสมุนไพร หลายๆชนิดแล้ว




ปีนี้อีรอกที่บ้านสวนเป็นหน่อดอกจำนวนหนึ่ง แต่เราไม่ได้เอามากินเพราะยังมีไว้สำหรับขยายพันธุ์เสียก่อน รอคอยด้วยความอดทนว่าหลายปีต่อมาคง "ไม่อดไม่อยาก"  ยิงฟันยิ้ม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 08:42:34 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #583 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2017, 01:17:02 PM »

กลางเดือนเมษายนท่ามกลางระงมเสียงจั๊กจั่นจากแนวไพรซึ่งยากที่จะพบพานตัวตน เห็นเพียงคราบที่ลอกทิ้งไว้ตามโคนไม้และบรรเลงทำนองเพลงรักไปกับฤดูร้อนสุดท้ายของชีวิต ว่ากันว่าพวกมันต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ผืนดินมากมายหลายปีแล้วค่อยคืบคลานขึ้นมา ใช้เวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไปกับการเพรียกหาคู่ครองก่อนจะกลับคืนผืนดินอีกคราวเพื่อทิ้งร่างให้ย่อยสลายไปตามกาล... ป่าเห็ดที่ปลูกไว้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 เริ่มเติบโตพอจะเป็นเวทีสุดท้ายในชีวิตให้กับบรรดาจั๊กจั่นบ้างแล้ว





ต้นรังทยอยผลิยอดใหม่เมื่อฝนหลงฤดูผ่านมา ทั้งที่จริงบริเวณนี้ผมคิดว่าพวกมันตายดับไปเกือบหมดแล้วจึงเตรียมไม้พะยอมมาปลูกแทน ขึ้นชื่อว่าไม้ป่า ความอึดทนถึกย่อมแฝงอยู่ในสายพันธุ์อย่างเข้มข้น





ป่าตะขบกับผักหวานดูมีอนาคตเช่นกัน การดูแลมีเพียงหาปุ๋ยคอกมาใส่ปีละหนและตัดหญ้าให้บ้างก็เพียงพอแล้วสำหรับอนาคตข้างหน้าที่คอยรออยู่อย่างยั่งยืน




ย่างเข้าสู่พฤษภาคม เมื่อปริมาณฝนมากกว่าปีที่แล้วจึงทำให้เห็ดป่าในบริเวณแถบนี้ผุดขึ้นมาจากผืนดินอย่างเงียบงัน โครงการเพาะเลี้ยงปลวกเพื่อเก็บเห็ดโคนยังไม่ไปถึงไหน ทว่าที่บ้านสวนของเราเมื่อหน้าดินไม่ประสากับรอยไถพรวนและการแผดเผาจากเปลวไฟมาหลายปี จู่ๆสิ่งที่ไม่คาดได้บังเกิดพอปลวกที่อาศัยอยู่ไม่ถูกรบกวนจึงปล่อยให้เห็ดโคนเกิดขึ้นที่นี่มาถึง 3 ปีติดแล้วครับ





ไม่รอช้าในวันรุ่งขึ้นจึงเร่งรีบเข้าป่าเพื่อสืบเสาะว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถึงจะไม่ตามคาดแต่ก็ไม่ผิดหวังนักกับหยาดเหงื่อในรอยย่างก้าว ใช้เวลาชั่วโมงกว่าเพราะต้องกลับมาทำงานประจำให้ทันเวลา





ไม่ใช่ว่าทุกครั้งจะได้เห็ดออกจากป่า แต่ผมก็ยังดั้งด้นเข้ามาทุกๆครั้งที่โอกาสเอื้ออำนวยเพื่อค้นพบว่า สิ่งที่ตามหาบางทีอาจอยู่ในที่ที่เรากำลังหยัดยืนอยู่... ก็เป็นได้





เรี่ยวแรงเริ่มลดน้อยถอยลงเพราะถุงหิ้วในมือยังเบาหวิว เมื่อเห็ดป่ายังไม่ออกตามภาพฝัน(ว่าเห็ดจะเบ่งบานเต็มป่า) สิ่งที่พอทำได้คือปลดปล่อยสัญชาตญาณนำพาสองเท้าแทนความคิด บางทีชีวิตคนเราก็คิดมากไป คิดหน้าคิดหลังจนลืมนึกถึงปัจจุบันที่เป็นอยู่
 




ท้ายที่สุด สิ่งที่ได้กลับไม่ใช่สิ่งที่หา ทำไมผมถึงชื่นชอบเดินป่าหาเห็ดนัก ทำไมหรือ คำตอบอาจไม่ใช่เห็ดที่หาได้ อาจไม่ใช่ความอยากกิน ไม่ใช่เพราะเงิน(เพราะไม่เคยหาเห็ดจากป่ามาขาย) แล้วเพราะอะไรกันล่ะ... อยากรู้ ก็ลองเข้าป่าแล้วหาเห็ดดูสิ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 08:48:56 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
tomnoynew
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 539


« ตอบ #584 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2017, 03:23:27 PM »

 ;)ขออนุญาตเข้ามาอ่านกินเห็ดแนเด้อจ้า ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



nomadic_man ยินดีครับท่าน  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 28, 2017, 11:45:23 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #585 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2017, 11:59:16 AM »

ยังเป็นป่าผืนเดิมที่มอบสิ่งล้ำค่าให้แก่เรา ถึงแม้ต้องใช้ความสามารถเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยในการเขี่ยคุ้ยหาดอกเห็ดใต้ผืนพรมใบไม้ที่ร่วงหล่น แต่สิ่งสำคัญคือ โชคแห่งอาหาร ต่างหากว่าจะอยู่เคียงข้างเราเพียงใดในการเดินป่าหาเห็ด





เมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ายังมีผู้คนอีกมากมายในป่าแห่งนี้ที่ล่วงหน้าเข้ามาก่อน จึงไม่ต้องรีบร้อนอันใดอีกแล้วในก้าวย่าง ทำแค่เพียงดุ่มเดินส่องหาตามร่องรอยที่ผู้มาถึงก่อนทิ้งเอาไว้ หากโชคดีก็จะได้เห็ดบ้างดอกสองดอกก็ยังดี





คู่หูแห่งพงไพร "เห็ดป่าและอีรอก" บ่งบอกว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันได้เป็นอย่างดี





ในรอบเช้าได้มาเพียงเท่านี้ก็ดีใจแล้ว... สายๆกินข้าวเสร็จจึงนำเม็ดอีรอกไปขยายพันธุ์ไว้ที่สวน รอคอยเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างใจเย็น





เมื่อสภาพอากาศเหมาะสม บรรดาเห็ดป่าจึงค่อยๆทยอยผุดขึ้นมาจากผืนดิน ทำให้เกิดสภาวะ "ป่าแตก" ไปทั่วไม่ว่าโคกน้อยโคกใหญ่ ขอให้โชคแห่งอาหารสถิตแด่ทุกท่าน ครับผม  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 08:51:18 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4108


« ตอบ #586 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2017, 09:51:38 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ สวัสดีครับ มาร่วมยินดีครับ ทั้งเห็ดทั้งผักหวานเลย พอดีเห็นสวนผักหวาน ก็งงๆอยู่ว่าไม่มีระบบน้ำเลย สอบถามว่า ถ้าผมจะปลูกผักหวานแบบไม่มีระบบน้ำ มีทางสำเร็จมั้ย หรือต้องทำอย่างไรถึงจะสำเร็จครับ  อายจัง อายจัง อายจัง



nomadic_man จู่ๆ เซียนผักหวาน 20 ปีเอ่ยถามมาเช่นนี้เล่นเอาผมทำตัวไม่ถูกเลย งั้นขอตอบว่าปลูกผักหวานป่าแบบไม่มีระบบน้ำมีทางสำเร็จไหม คำตอบคือ
มีทาง แล้วต้องทำอย่างไร คำตอบคือ แล้วแต่บริบท เอวัง...

ล้อเล่นนะครับ  ยิงฟันยิ้ม เอาเป็นว่าจะขอแชร์ประสบการณ์การปลูกผักหวานป่ามาตลอด 4 ปี แบบไม่มีระบบน้ำให้เพื่อนๆสมาชิกรับชมและรับฟังผ่านตัวอักษรและภาพประกอบการบรรยายนะครับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2017, 10:22:43 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #587 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2017, 10:21:53 PM »

ขอเริ่มจากผักหวานป่าที่ผมไปทดลองขุดล้อมมาปลูกมาเมื่อ 4 ปีก่อนราวๆ 20 ต้น หลงเหลือเพียง 4 ต้นซึ่งสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็ถือว่าตั้งต้นได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บอกไว้ก่อนเลยนะครับว่าไม่แนะนำวิธีนี้เพราะมันเหนื่อยมาก ผลลัพธ์ที่ได้ไม่คุ้มค่ากับแรงงานและเวลาที่ทุ่มเทลงไป ที่สำคัญจะทำให้ผักหวานป่าในธรรมชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด อ้อเกือบลืมบอกไปปลูกแบบไม่มีระบบน้ำเช่นกันครับ





คราวนี้มาดูผักหวานป่าปลูกแบบหยอดเมล็ดกันบ้าง 4 ปีผ่านไปไม่ใช่ว่าทุกต้นจะได้ไปต่อนะครับ จากภาพด้านซ้ายต้นผักหวานป่าที่ได้สูงยังไม่ถึงเข่าเลยหากเทียบกับต้นทางขวาที่สูงเกือบ 2 เมตรแล้ว พอจะเดากันได้ไหมครับว่าเกิดจากเหตุปัจจัยอันใด คำใบ้ก็คือต้นทางซ้ายเตรียมหลุมปลูกอย่างดีส่วนต้นทางขาวทำเพียงแค่เขี่ยๆดินแล้ววางเมล็ดไว้เฉยๆใต้โคนต้นไม้ป่าชนิดหนึ่ง จากนั้นก็ดูแลคล้ายๆกันโดยการใส่ปุ๋ยคอกและรดน้ำบ้างในช่วง 1-2 ปีแรก





ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่บ้านสวนคือ เป็นป่าเสื่อมโทรมและผืนดินเหนียวปนลูกรังที่ไม่กักเก็บน้ำและปราศจากหน้าดิน จึงทำให้ตะขบที่ปลูกเป็นไม้พี่เลี้ยงให้กับผักหวานป่ารุ่นแรก(4 ปีก่อน)ได้ทยอยลาจากโลกนี้ไปเรื่อยๆจนหมดทุกต้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือทำให้ต้นผักหวานป่าที่งามที่สุดตายไปก่อนเพื่อนแทบจะทันทีที่พี่เลี้ยงยืนต้นตาย ส่วนที่เหลือก็ลูกผีลูกคน เมื่อปีที่แล้วผมตัดสินใจ "โสถิ่ม" ตัดหางปล่อยวัดบรรดาผักหวานป่าที่บ้านสวน ผ่านมาถึงตอนนี้ยังมีผู้รอดตายบ้าง





คราวนี้แวะลงมากันที่สวนล่างบ้าง... หมื่นจอกมิวางวายเคยถามผมในค่ำคืนหนึ่งว่า "ทำไมที่สวนพี่ปลูกตะขบไว้แบบเจ้า เตรียมดินแบบที่เจ้าบอกแถมยังมีระบบน้ำอีกต่างหาก แล้วทำไมผักหวานอ้ายบ่งามคือสวนเจ้าว่ะ ปีแรกก็สูสีอยู่พอปีที่สองเท่านั้นแหละแวะมาดูทางนี้อีกที เผลอหน่อยเดียวแซงกันไปไม่เห็นฝุ่นแล้ว" อยากรู้ไหมครับว่าสวนของหมื่นจอกมิวางวายต่างจากสวนล่างของผมตรงไหน





"ก็ดินของพี่มันเป็นดินทรายส่วนทางนี้เป็นดินเหนียว แค่นี้ปัจจัยพื้นฐานก็ต่างกันแล้ว เช่นนั้นแล้วจะใช้แนวทางเดียวกันไม่ได้หรอก พี่ต้องเอาประสบการณ์จากที่อื่นมาปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองอีกทีหนึ่งครับ" "ก็ว่าอยู่" หมื่นจอกมิวางวายจิบเบียร์แล้วจึงพูดต่อ "ตอนนี้ข้อยกำลังทดลองเอาแบบที่เขาเพาะใส่ถุงไว้ก่อนมาปลูก ถุงละ 4 บาทเทียบกับเม็ดละบาทที่สั่งซื้อมาแต่พอปลูกแล้วอัตรารอดมันมากกว่าก็น่าจะคุ้มค่าอยู่นะ"





ให้ทายเล่นๆว่าผักหวานป่าในภาพอายุกี่ปี... คิดกันเอาไว้ก่อนนะครับแล้วดูคำตอบได้ที่ภาพด้านล่าง





นี่คือภาพของผักหวานป่าปลูกแบบหยอดเมล็ดอายุ 2 ปี เทียบกับภาพด้านบนแล้วดูแตกต่างกันไหมครับ ทั้งที่ปลูกห่างกันในระยะ 2*2 เมตรใต้โคนต้นตะขบเช่นกัน เตรียมดิน หยอดเมล็ด ดูแลเหมือนกันหมด ไม่อยากจะบอกเลยว่าเป็นผักหวานป่าอายุที่เท่ากัน ปัจจัยที่ทำให้แตกต่างคือ "สายพันธุ์" ครับผม ภาพด้านบนคือเมล็ดที่สั่งซื้อจาก อ.gotoloei ขอยอมรับว่ากรรมพันธุ์ดีมากๆ(ไม่ได้ค่าโฆษณาอันใดนะครับ) เพราะปลูกแค่ 2 ปีแต่ ณ ปัจจุบันนี้สามารถเทียบรุ่นกับพวก 3-4 ปีได้อย่างสบายๆ ของเขาดีจริงๆ





ผักหวานป่าแห่งสวนล่างย่างเข้าสู่ปีที่ 3 บทสรุปเรื่องการเติบโตที่ผมได้รับคือพออายุเกิน 4 ปีผักหวานป่าแบบขุดล้อม กิ่งตอน หยอดเมล็ด(ต่างสายพันธุ์)และแบบในถุงจะได้ขนาดไล่เลี่ยกันหมด ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกันนะครับ(ชุดดิน การเตรียมดิน การดูแล) ที่สำคัญคือพี่เลี้ยงต้องยังไม่ตายไปเสียก่อน





เชื่อได้ว่าทุกผู้ทุกคนที่ลงมือผลูกผักหวานป่าคงทราบกันมาแล้วว่าในระยะแรกของผักหวานป่าจะทำการหากินแบบรากปรสิต กล่าวให้ชัดๆก็คือเจาะรากเข้าไปในต้นไม้ที่พวกมันเสาะหาจนพบแล้วก็ทำการจอบหลอยอาหารจากต้นไม้พวกนั้นอย่างเมามัน จึงเป็นคำตอบว่าพี่เลี้ยงของผักหวานป่า(น่าจะเรียกว่าเหยื่อมากกว่า)มีได้หลากหลายแล้วแต่สำนักที่ศึกษา ส่วนผมแล้วออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเป็นศิษย์แบบครูพักลักจำจากสำนัก "อุทยานผักหวานป่าแห่ง อ.น้ำพอง" ครับผม เมื่อศึกษาแล้วต้องลงมือ เมื่อลงมือแล้วถึงพบอุปสรรค แก้ไขอุปสรรคได้มรรคจึงบังเกิด ในการปลูกผักหวานป่าของผมใช้ต้นตะขบเป็นพี่เลี้ยงในระยะ 2*2 เมตรแล้วทำการหยอดเมล็ดรอบๆโคนต้นตะขบเลย จากนั้นจึงค่อยๆปรับเปลี่ยนสูตรเล็กน้อยคือในระยะ 4*4 เมตร ได้ทำการแทรกไม้ป่าและต้นมะขามเทศลงไปด้วย ในภาพเกิดจากการอยากลองวิชาเมื่อปีที่แล้วคิดว่าต้นตะขบถี่เกินไปจึงจะทำการตัดสาง โชคดีที่ลงมือไปก่อนเพียงแค่ต้นหนึ่ง ผ่านไปหลายวันกลับมาดูอีกทีผักหวานป่าที่กำลังงามออกอาการเข้าขั้นวิกฤตเลยทีเดียว ต้องเอาน้ำมารดประทังไว้ถึงรอดมาได้ บ่งบอกว่ารากของต้นผักหวานป่าที่ปลูกแบบชิดโคนหากินแบบมักง่ายจริงๆ พอจะได้แนวทางแล้วใช่ไหมครับว่าปลูกชิดโคนต้นหรือห่างต้นไม้พี่เลี้ยงมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร(ในภาพหลังผักหวานป่าเริ่มพื้นตัวผมจึงเอาต้นมะขามเทศมาปลูกให้เป็นไม้พี่เลี้ยงแทน)





ออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเพียงประสบการณ์อันน้อยนิดตลอดระยะเวลา 4 ปีของการปลูกผักหวานป่าแบบไม่มีระบบน้ำ(ไม่ได้หมายความว่าไม่รดน้ำนะ) ไม่สามารถยึดถือเป็นแนวทางอันใดได้ ขอให้เพื่อนๆสมาชิกหรือผู้ที่ผ่านมาพบเห็นครุ่นคิดให้จงหนัก ศึกษาข้อมูลให้แน่ชัดและลงมือกระทำด้วยตนเอง ในพื้นที่ตัวเอง เพื่อพบเจอวิถีแห่งตนได้ในที่สุด ขอให้สนุกกับการปลูกต้นไม้กันนะครับ  ยิ้ม





ปล. สภาพป่าเห็ดที่ปลูกไว้ 4 ปี ยังไม่มีเห็ดออกนะครับ... ทว่าแค่เห็นต้นไม้ท่วมหัวก็ชื่นใจแล้ว  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 08:57:30 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4108


« ตอบ #588 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2017, 10:45:29 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ขอบคุณครับที่แบ่งปันความรู้ครับ พอดีพื้นที่หัวไร่ สวนผมเป็นที่เนิน ก้อนหินเยอะมาก ครั้นจะทำแปลงหญ้าก็ลงทุนสูงครับ เลยมีความคิดว่า อยากจะทำสวนผักหวานป่าซะเลย เพราะตอนนี้ก็ปล่อยๆไป มีแต่ต้นไม้ที่ใช้ได้แค่ฟืนเท่านั้นครับ แต่ปัยหาคือ ผมจะวางระบบน้ำยังไง เพาะมันไกลแหล่งน้ำ มันเป็นโคก อืม มาวันนี้ได้แนวทางแล้วครับ ขอบคุณมากๆครับ





พื้นที่ก็เป็นเช่นนี้ครับ ที่ไม่ราบเรียบ แถมหินเยอะครับ





วันนี้เลยลองเอาตะขบที่หยอดเมล็ดผักหวานคู่กันไปลองปลูกครับ และมะขามเทศที่หยอดเมล็ดผักหวานคู่กันไปลองปลูกครับ ถ้ามะขามเทศหรือตะขบรอดปีหน้าผมจัดเต็มแน่ๆครับ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ยินดีที่ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่เพื่อนสมาชิกครับ พื้นที่ที่มีหินก็มีข้อดีของมันอยู่นะครับเราสามารถนำหินมาใช้ประโยชน์ในการกักเก็บความชื้นได้หลายวิธีเลย อ.teerapan แห่งสวนขี้คร้านได้แปะความรู้ไว้มากมายลองเข้าไปศึกษาดูนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 12, 2017, 02:14:55 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #589 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2017, 02:27:46 PM »

เมื่อมีเวลาว่างก็ต้องพาครอบครัวไปพักผ่อนหย่อนใจบ้าง ก็ไม่ได้ไปไหนไกลมากมายหรอกครับ ทำบุญถวายสังฆทานที่วัดป่า บ.ศาลาน้อยนั่นเอง





ป่าในหลายๆพื้นที่มักเกิดควบคู่กับวัด ในเขต อ.ด่านซ้ายก็มีตัวอย่างให้เห็นเช่น วัดป่าเนรมิตวิปัสสนา วัดป่าเย็นศิระ บ.หมากแข้ง หรือวัดป่า บ.ศาลาน้อย เป็นต้น บางส่วนทางวัดก็ปล่อยให้ชาวบ้านได้เข้ามาเก็บหาของป่าเช่นเห็ดหรือหน่อไม้ได้บ้าง คงจะดีไม่น้อยหากจะมีวัดป่าดีๆร่วมกับป่าชุมชนอยู่ในทุกหมู่บ้านใช่ไหมครับ





ซื้อเห็ดป่าและหน่อไม้จากตลาดเพิงขายของป่า บ.ศาลาน้อยกลับมาทำกับข้าวกินตอนเที่ยง อากาศดีๆเช่นนี้เมื่อกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาย่อยอาหารกันหน่อย ไปสวนดีไหม ไป ไม่ไป ไป ไม่ไป.... ตกลงว่าผมไปทางไหนคงทราบกันดีแล้ว อิอิ





เดินป่าเล่นๆแต่หาเห็ดจริงๆนะ...  ยิงฟันยิ้ม





ท้ายที่สุด ก็ได้กับข้าวแลงเป็นแกงเห็ด แจ่วเห็ด นึ่งเห็ด อิ่มอร่อยไปอีกหนึ่งมื้อโดยที่ไม่ต้องเสียงเงิน แต่ต้องลงแรงสักเล็กน้อยเท่านั้นครับ ขอบคุณที่ยังมีป่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 09:01:26 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
kasedt50
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 467


« ตอบ #590 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2017, 02:37:38 PM »

ถ้าทำตามในคลิป จะได้เห็ดไหมครับ


https://www.youtube.com/watch?v=op2XeMTSmC0

วิธีทำน้ำหมักจาวปลวกเพื่อเพาะเห็ดปลวก เห็ดโคน ไว้กินเอง สูตร ลุงหนวด | เกษตรกรชาวบ้าน



nomadic_man สวัสดีครับขออภัยที่เข้ามาตอบช้าไปหน่อย ตามคำถามเลยนะครับ "มีโอกาสครับ" แต่เอาล่ะตอบแล้วต้องขยายความกันหน่อย หากได้ลองศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเห็ดโคนหรือเห็ดปลวกมาแล้วส่วนหนึ่ง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือในพื้นที่จะต้องมีปลวกอาศัยอยู่ครับ อีกปัจจัยหนึ่งก็คือเชื้อเห็ดและขาดไม่ได้คือสภาพแวดล้อมรวมถึงสภาวะอากาศที่เหมาะสมจึงจะทำให้เห็ดโคนงอกขึ้นมาจากรังปลวกได้ มีตัวอย่างมาเล่าให้ฟังครับที่บ้านสวนของผมก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่เสื่อมโทรมเพราะสภาพลาดชันและดินลูกรัง ภายหลังจากปรับที่เมื่อซื้อที่ครั้งแรกผมก็ไม่ได้ทำการพลิกหน้าดินอีกเลย มีเพียงการขุดหลุมปลูกต้นไม้บ้าง ตัดหญ้าและงดเว้นการเผาทำลายรวมถึงการใช้สารเคมีทุกชนิด(อาจมีปุ๋ยเคมีบ้างในช่วงแรกๆแต่ก็ไม่มากนัก) จนถึงปัจจุบันนี้ก็ร่วมเกือบสิบปีแล้ว 3 ปีให้หลังมีเห็ดโคนเกิดขึ้นมาทุกปีครับ มากบ้างน้อยบ้างเก็บทันบ้างไม่ทันบ้าง... พอจะเห็นอะไรจากตัวอย่างนี้ไหมครับ  ยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 09:26:09 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 742


« ตอบ #591 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 09:28:02 PM »

ปีนี้ถึงจะเข้าป่าหาเห็ดหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ร่วมทางกับเซียนเห็ดรุ่นพี่เสียที เนื่องด้วยว่างเว้นไม่ค่อยจะตรงกัน เมื่อมีโอกาสผมจึงไม่รอช้าด้วยการชักชวนเซียนเข้าป่ารื้อฟื้นบรรยากาศเก่าๆครับ





ในช่วง 2-3 ปีแรกผมแทบจะเดินเป็นเงาตามตัวเซียนรุ่นพี่เลยด้วยเกรงว่าจะหลงป่า  ยิงฟันยิ้ม หลายปีต่อมาเริ่มจดจำพื้นที่ได้บ้างจึงค่อยๆกล้าที่จะออกนอกลู่นอกทาง จนถึงทุกวันนี้แม้จะเข้าป่าด้วยกันทว่าหาได้เดินร่วมเส้นทางไม่ เพื่อที่จะเสาะแสวงหารอยทางแห่งตนนั่นเอง





พอถึงจุดรวมพลก็ได้เวลาพักกินน้ำคลายเหนื่อย เซียนก็ยังเป็นเซียนอยู่วันยังค่ำ ให้เดินเร็วแทบตายก็ยังไม่ทันอยู่ดี โผล่ไปโผล่มาแทบทุกที่ที่เราไป(ส่วนใหญ่ก็ที่ที่เคยพาผมไปเจอเห็ดนั่นแหละ)  ยิงฟันยิ้ม





ก็พอได้กับข้าวแลงตามประสา สามัญชนคนเก็บเห็ด ครับผม  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 16, 2017, 09:03:28 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 [37] 38   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: