ข่าว
หน้า: 1 ... 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 [37]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : มองผ่านป่า_03 สร้างบ้านแบบมรรคง่าย-ก้อนที่ 73  (อ่าน 179351 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
9_shane
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1415



« ตอบ #576 เมื่อ: มีนาคม 11, 2017, 09:32:34 PM »

หากิจกรรมทำได้ทั้งครอบครัวแบบนี้เยี่ยมที่สุดเลยครับเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสังคมยุคนี้ที่หลายๆคนเลี้ยงลูกแบบเท้าไม่เปื้อนดินไม่ค่อยรู้จักความลำบาก ผมจะใช้โอกาสนี้เรียนรู้ไปด้วยเลย อิอิ ขอลายละเอียดด้วยเด้อ😉😊



nomadic_man ขอบคุณที่ยังติดตามนะครับ โดยทั่วไปในยุคสมัยนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องมีภาระงานมากมาย จนเราหลงลืมไปว่า แท้จริงแล้วสิ่งใดกันแน่ที่สำคัญในชีวิตของเราอย่างแท้จริง ข้อด้อยของครอบครัวเราก็ยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ได้นำมาเผยแพร่ haha  ยิงฟันยิ้ม อย่าพึ่งยึดถือกันเป็นแบบอย่างเลยครับ ส่วนไหนที่พอนำไปปรับใช้กับวิถีของแต่ละครอบครัวได้ก็เก็บเกี่ยวเอาไว้ แค่นี้ผู้ก็ยินดีแล้วครับ  ยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2017, 08:51:44 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

🐾🐾🐾🌳🌿🌾ความพยายามอยู่ที่ไหน🌱ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล🐜🐜🐜🌴🌵

nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 728


« ตอบ #577 เมื่อ: มีนาคม 14, 2017, 10:01:19 AM »

สร้างบ้านแบบมรรคง่าย

วันที่ 3 - ก้อนที่ 73 (ดั่งดวงจันทร์กลางตะวันฉาย)

เมื่อเราตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปทำก้อนอิฐดินเพิ่มหลังเลิกงาน เย็นวันนี้จึงเป็นเพียงกิจกรรมอันสุดแสนสามัญธรรมดายิ่ง ขณะเธอกำลังอุ้มสายธารเดินเล่น เม็ดทรายก็สนุกสนานอยู่กับเพื่อนฝูงวัยเดียวกันที่สนานกีฬาบริเวณบ้านพัก แม้เป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวภายในกลุ่ม ทว่าดูเหมือนไม่มีข้อตะขิดตะขวางใจนักกับเพื่อนๆ(รุ่นพี่)ที่เป็นผู้ชาย อาจด้วยความจอมแก่นแสนซนของเด็กหญิงนั่นเอง “น้องเม็ดทรายเล่นระวังหน่อยลูก เจ็บแล้วอย่าหาว่าพ่อไม่บอกไม่กล่าวเด้อ” รู้ทั้งรู้ว่าป่วยการเปล่าแต่ผมก็ร้องเตือนไปอย่างเสียไม่ได้ แล้วค่อยก้มผูกเชือกรองเท้าให้เข้าที่เข้าทาง วอร์มอัพร่างกายสักหน่อยจึงเริ่มออกวิ่งด้วยความเร็วที่ทำให้หัวใจเต้นอยู่ระหว่าง 146 - 159 ครั้ง/นาที ครึ่งชั่วโมงผ่านไปโดยไม่ให้ความสนใจกับ pace(ความเร็วในการวิ่ง เช่น pace 5 หมายถึงวิ่งได้ 5 นาที/กม.) ผมจึงหยุดพักดื่มน้ำคลายเหนื่อยแล้วเดินไปเก็บยอดผักหวานป่าจากต้นที่ปลูกไว้ข้างบ้านเมื่อ 4 ปีก่อนเพื่อนำมาแกงเป็นกับข้าวมื้อค่ำ ระหว่างนั้นปลาตะเพียนแดดเดียวที่ยายกำลังปิ้งบนเตาถ่านเริ่มโชยกลิ่นหอม ช่างยั่วลิ้นให้ลิ้มลองรสชาติเสียเหลือเกิน

ครอบครัวของเราเตรียมความพร้อมเข้านอนตั้งแต่ยังไม่ถึงสองทุ่ม ผมสำรวจความเรียบร้อยบริเวณหน้าบ้านโดยทั่ว ก่อนที่จะปิดประตูผมทอดสายตามองเวิ้งฟ้า จันทร์เสี้ยวเปลี่ยวดายบนนั้นทำให้หวนคิดถึงเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เม็ดทรายยังอายุไล่เลี่ยกับสายธารเวลานี้ บนเส้นทางระหว่าง อ.นครไทยมายังด่านซ้ายในรถยนต์ของ “ป๋า” ที่แต่ละคนต้องตะโกนแทนการพูดคุยเพราะเสียงเพลงดังสนั่น “ป๋า” คือรุ่นพี่ผู้หนึ่งที่ทุกคนในที่ทำงานมักเรียกขานเขาเช่นนั้น ถึงผมกับป๋าจะไม่ได้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน ทว่าด้วยรสนิยมหลายๆอย่างที่คล้ายกันทำให้ผมเข้าร่วมกลุ่มได้อย่างไม่เคอะเขิน หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาวันหนึ่งในช่วงสัปดาห์สุดท้ายแห่งชีวิตของป๋า ระหว่างที่กำลังคุยทับถึงความแข็งแกร่งในเชิงจักรยานเขาก็กล่าวหยอกล้อว่า “ขาจ่อยๆอย่างนี้ทำไมมันแรงคักแท้น้อ” ไม่พูดเปล่าป๋าเอามือบีบที่ต้นขาของผมด้วยแรงที่ทำเอาถึงกับต้องร้องโอดโอยออกมา จากนั้นเขาก็หัวเราะ ฮ่าๆเสียงดังลั่น ผมจึงยิ้มแก้เขินพร้อมรู้สึกชุ่มใจในคำชมที่ได้รับ เพราะป๋าคือผู้ที่เราทุกคนต่างให้นิยามเกี่ยวกับความแข็งแกร่งและเอาจริงทั้งในหน้าที่การงาน เกมส์กีฬาและชั้นเชิงสุราว่าเฉกเช่นคนเหล็กก็มิปาน

“ขาแรง” คือคำเรียกยกย่องที่นักปั่นใช้กัน ยุคสมัยนั้นการปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมที่นิยมมากในที่ทำงานของเรา เกือบทุกวันในตอนเย็นจะมีการรวมกลุ่มและออกรอบ ซึ่งเส้นทางปั่นของชาวด่านซ้ายมีให้เลือกเยอะแยะมากมาย ขึ้นอยู่ว่าจะนิยมชมชอบรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นทางราบ ทางขึ้นเนินขึ้นเขาหรือเข้าป่าเข้าดงก็ตามแต่ ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามักออกปั่นในเส้นทางสายบ้านใต้(หมายถึงทางจากอ.ด่านซ้ายไปบ.ปากหมัน)ทำให้ผมต้องรั้งท้ายทุกคราวไป เนื่องจากเป็นสนามประลองของกลุ่มขาแรงบ้าพลังหาใช่พวกผอมแห้งแรงน้อยเช่นผม หากแต่ถ้าเป็นเส้นทางขึ้นเขาแล้วคนที่น้ำหนักตัวไม่มากดูจะปั่นได้เบาแรงกว่าเพราะไม่ต้องแบกน้ำหนักไว้สู้กับแรงโน้มถ่วงเหมือนคนร่างใหญ่ “ถ้าเป็นทางราบนะป๋าไม่แพ้หรอก จิ๊บๆ แต่ถ้าขึ้นเขาแบบนั้นขอยอมแพ้พวกบักจ่อยมัน ขาน้อยๆทำไมแรงคักแท้วะ” ป๋ากล่าวหลังพวกเรากลับจากการปั่นพิชิตดอยอินทนน์ได้ไม่นาน ซึ่งนั่นเป็นการปั่นจักรยานด้วยกันครั้งสุดท้ายของป๋ากับผม

สำหรับพวกเราแล้วป๋าคือ “คนต้นแบบ” อย่างแท้จริง งานจิตอาสาแทบทุกงานต้องเห็นเขาเป็นหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะเริ่มงานเช้ามืดเพียงใดหรือดึกดื่นสักแค่ไหน ในยามที่ทุกคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ป๋าจะคอยกระตุ้นด้วยการลงมือทำให้เห็นหาใช่แค่ลมปาก เช่นนี้เองในเย็นวันหนึ่งเมื่อช่างซ่อมหนุ่มจากบริษัทมาดำเนินการแก้ไขเครื่องมือให้แล้วเสร็จโดยใช้เวลาถึง 3 วันเต็ม เขาเกรงว่าจะพลาดหรือหลงลืมบางอย่างจึงตัดสินใจอยู่ที่ด่านซ้ายต่ออีก 1 คืนเพื่อตรวจสอบระบบซ้ำในเช้าวันรุ่งขึ้น ป๋าจึงรับเป็นแม่งานเมื่อผมบอกว่าอยากเลี้ยงข้าวช่างสักมื้อ “นับถือมันว่ะบ้านช่องก็ไม่กลับอยู่ทำงานจนเสร็จ เอาอย่างงี้ไหมเย็นนี้เพื่อนป๋าที่เปิดร้านอาหารชวนกินข้าวอยู่พอดี พามันไปที่นั่นก็แล้วกัน เดี๋ยวป๋าจัดให้” เมื่อไม่มีคนคัดค้านพวกเราทั้ง 4 คนจึงขึ้นรถยนต์ที่เครื่องเสียงดังกระหึ่มอยู่ตลอดด้วยบทเพลงหมอลำ โดยหามีใครทราบว่าจุดหมายปลายทางอยู่แห่งหนใดด้วยครื้นเครงอยู่กับการพูดคุย รู้ตัวอีกทีก็เดินทางข้ามเขาเข้าเขต อ.นครไทยเสียแล้ว ผ่านผาหินตรงนี้ทีไรผมมักแหงนมองขึ้นไปบนนั้นทุกคราว ด้วยความยากลำบากที่ต้องปีนป่ายผาหินขึ้นไปข้างบน ข้าวมื้อเที่ยงที่กินยามบ่ายออกรสชาติอย่างยิ่งทั้งที่มีเพียงข้าวเหนียว แจ่วดำและปิ้งเนื้อแห้งเท่านั้น นั่นเป็นหนแรกที่ผมได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับป๋าอย่างจริงจัง ณ ลานหินบนยอดภู

คล้ายผ่านด่านทดสอบและถูกยอมรับ ผมจึงได้ออกทริปเดินป่าเสาะหากล้วยไม้ร่วมกับป๋าอีกนับครั้งไม่ถ้วน ช่วงเวลานั้นกล้วยไม้ในป่าถูกนำออกมาเพาะเลี้ยงที่โรงเรือนของผู้คนด้วยความบ้าคลั่งยิ่งกว่าไฟลามป่าและตัวป๋าคือหนึ่งในต้นเพลิง ดูได้จากกล้วยไม้ป่าหลากหลายสายพันธุ์จำนวนมากที่เบียดเสียดอยู่ในโรงเรือนหน้าบ้านของเขานั่นเอง แม้สิ่งที่นำพาผมให้เดินป่าไม่ใช่เป้าหมายเดียวกับเขา แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขากระทำ แม้เคยถกเถียงให้เกิดความยากลำบากทางแนวคิดต่อกัน แต่ผมก็ยังเป็นหนึ่งในผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเดินป่ากับป๋าอยู่เสมอหากมีเวลาว่าง เรียกได้ว่าเรายังคบหากันแบบต่างฝ่ายต่างถนอมน้ำใจ ทว่าค่ำคืนนั้นป๋าถึงกับปั้นสีหน้าไม่ถูกเมื่อผมทำลายบรรยากาศการสังสรรค์ด้วยถ้อยคำ“ผมเดินกลับก่อนนะครับ” อย่างไม่รอในคำตอบผมก็ออกมาจากร้านอาหารของเพื่อนป๋าทันทีทั้งที่ถึงคิวร้องเพลงของผมแล้ว

“อะไรนะ วันนั้นพากันไปที่นครไทยเหรอ!” เธอเอ่ยอย่างตกใจเมื่อไดยินนักเสี่ยงโชคแห่งดาวโลกพูดขึ้นระหว่างมื้อเที่ยงวันหนึ่ง “อ้าวนี่ยังไม่รู้เรื่องหรอกเหรอ ผมนึกว่าคุณเล่าให้เมียฟังแล้วเสียอีก” เขาทำหน้าตาเหลอหลา “งั้นที่ผมเล่าออกมาทั้งหมดเมียคุณก็ยังไม่รู้เรื่องนะสิ” “ใช่ครับ” ผมตอบสั้นๆอย่างอับจนหนทาง ทั้งที่พยายามกลบเกลื่อนเหตุการณ์ในวันนั้นต่อเธอมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะอยากปิดบังแต่เรื่องบางเรื่องผมมักปล่อยเป็นเพียงแดนสนธยาแห่งถ้อยคำดีกว่าแก้ตัวให้มากความ “ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้าอยากคิดเดินกลับบ้านดีนัก” ดูเหมือนว่าเขารู้สึกดีในความกระจ่างแจ้งของเธอมากกว่าเห็นใจผมสินะ “ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลยว่าพากันไปกินข้าวถึงนครไทยนู่น” เธอจ้องมองและถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเราอยู่เพียงลำพัง “ก็ป๋าพาไปน่ะ อีกอย่างคุยกันแล้วว่าจะกลับมาให้ทันก่อนเที่ยงคืน” ผมตอบโดยไม่สบตา

เมื่อผมกลับวิมานแก้วไม่ทันกำหนด ผลที่ตามมาคือแม้พกพากุญแจแต่ก็ไม่สามารถไขขานให้ประตูเปิดได้ จวนเจียนก่อนหมดความอดทนและผมเริ่มคิดหาหนทางว่าพอจะมีที่ใดบ้างให้ใช้สำหรับซุกหัวนอน กลอนประตูได้ส่งเสียง “กล็อกแกล็ก” แล้วแง้มออกมาอย่างแผ่วเบา ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าเธอจะยอมพูดจากับผม ในเมื่อรับปากเอาไว้ว่าไม่เกินเที่ยงคืนผิดคำต้องยอมรับแต่โดยดี “ตกลงเที่ยงคืนนะ” ผมบอกหลังทราบถึงพิกัดร้านอาหารของเพื่อนป๋าอยู่ที่ อ.นครไทย “ไม่มีปัญหาๆ เดี๋ยวจัดให้” ป๋ารับปากหนักแน่นทำให้ผมเบาใจอย่างไม่คาดคิดว่า เที่ยงคืนของป๋ากับผมจะเป็นคนละความหมายกัน “ ใครจะไปตรัสรู้ว่าต้องถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน ก็นึกว่าเที่ยงคืนค่อยเริ่มล้อหมุน ไอ้น้องเทวดาเอ๊ย” ป๋าโวยวายแข่งเสียงเพลง “ไปเจอมันที่ไหนล่ะ” “นั่งเหงาอยู่ปั๊มน้ำมันโน่น” นักเสียงโชคแห่งดาวโลกทั้งพูดทั้งหัวเราะ “แล้วตกลงเอ็งคิดจะเดินกลับจริงๆรึเปล่าเนี่ยไอ้คุณน้องเทวดา” ผมเหม่อมองเสี้ยวจันทร์ซีดเซียวบนฟากฟ้า “ช่างมันเถอะ งั้นตะโกนบอกไอ้ตัวข้างหลังให้เบาๆเสียงลงหน่อย เดี๋ยวคนขับรถสวนไปสวนมาเขาจะตกใจเอา” ป๋าหมายถึงน้องช่างที่นั่งอยู่กะบะคนเดียว “ช่างเถอะพี่ ถือเสียว่าเป็นวันของมัน” นักเสี่ยงโชคแห่งดาวโลกกล่าวทิ้งท้ายก่อนผล็อยหลับไปในที่สุด

“พ่อจ๋าๆ ดูอะไรอยู่เหรอคะ” เม็ดทรายถามพร้อมวิ่งมาชะเง้อดูข้างนอก “ไม่มีอะไรหรอกลูก ปะขึ้นไปนอนได้แล้ว เร็วเข้าเดี๋ยวสายธารหลับก่อนเราจะไม่ได้หยอกมันนะ” “แซลม่อนนน” เด็กหญิงลากเสียงเรียกชื่อเล่นที่ตั้งให้กับน้องสาวก่อนวิ่งขึ้นบันไดเข้าห้องนอน จากนั้นเสียงหัวเราะหยอกล้อก็ดังขึ้น เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าราตรีนี้อีกยาวไกลถึงจะได้หลับนอนสำหรับครอบครัวของเรา หากวันนี้เราตัดสินใจออกไปทำก้อนอิฐดินเพิ่มคงไม่มีทางที่จะทำอาหารกินเอง แม้เป็นเพียงกับข้าวง่ายๆอย่าง แกงผักหวานป่า(ที่ปลูกเอง) ปิ้งปลาตะเพียน(จับมาจากสวนเมื่อหลายวันก่อน)แดดเดียว ผักกาด(ในแปลงสวนครัวหลังบ้าน)ดองและตำแจ่ว ได้ทันฟ้ามืดเป็นแน่ ไม่ว่างานการอันใดก็ตาม ล้วนต้องมีผู้ที่คอยสนับสนุนหรือเก็บกวาดสิ่งที่เราละทิ้งไว้อย่างเงียบๆนั่นคือ “ราก” หากแลหน้าแต่ไม่เหลียวหลังแล้ว “ฐาน” จะแน่นให้ยืนหยัดได้เยี่ยงไร “จะทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมดูแลคนที่อยู่ข้างหลังด้วย” ป๋าเคยบอกเอาไว้ คนจากไปแต่คำพูดคงอยู่ แม้ดูเลือนรางดั่งดวงจันทร์กลางตะวันฉายก็ตามที



จะทำบ้านสักหลังต้องปรับฐานให้พร้อมเสียก่อน

 



ในส่วนของงานที่เราทำไม่ได้ก็ต้องใช้การว่าจ้างผู้อื่นเข้ามาช่วย แต่ก็เลือกในส่วนนี้ให้น้อยที่สุด ทุกอย่างควรกระทำด้วยตนเองหากอยากเป็นคนมรรคง่าย





3 วันสำหรับการย่ำดินทำอิฐ ได้มาทั้งหมด 73 ก้อนและประสบการณ์อีกมากมายนับไม่ถ้วน





ทุกการงานล้วนต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังคอยปัดกวาดสิ่งเล็กๆทว่าจำเป็นยิ่ง อย่าได้หลงลืมพวกเขากันล่ะ...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 14, 2017, 10:53:01 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 [37]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: