หน้า: 1 ... 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 [25] 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 ... 39   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : ปลายฝันสุดท้าย สุดทางฝัน  (อ่าน 280758 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #384 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2015, 11:04:11 PM »

สิ่งอันใดล้วนสำเร็จได้ด้วยการกระทำ (ภาคต้น)

แผนการมากมายที่ผมคิดอ่านเอาไว้มักสูญสลายไปดุจน้ำค้างต้องแสงตะวัน อันเนื่องมาจากคำว่า “ไม่มีเวลา” ซึ่งก็มีส่วนที่จริงอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากให้หาเหตุผลมาแก้ตัวแล้ว คาดว่าผมเองเป็นอันดับต้นๆของกลุ่ม “นักไม่มีเวลานิยม” ทีเดียวเชียว โดยแท้จริงเราล้วนต่างมีเวลาเท่าเทียมกันในแต่ละวันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้หรือทุ่มเทเวลาให้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ก็น่าแปลกที่วันเวลาแห่งความสุข (เช่นการลาพักผ่อนประจำปี) มักจะดูเหมือนว่าช่างแสนสั้นนักเมื่อเทียบกับห้วงเวลาแห่งความทุกข์ระทม (เมื่อไหร่เงินเดือนจะออกสักทีวะ) เวลายืดหดได้เช่นนั้นหรือ...

ทางเข้าสวนไกล หากพ้นทิวดอกหญ้าฝั่งของผมไปได้จะพบสวนฝั่งตรงข้ามของรุ่นพี่โล่งตาเป็นที่น่าชื่นชม  ยิงฟันยิ้ม


เย็นวันหนึ่งปลายเดือนธันวาคม ยังเป็นอีกวันที่แสงตะวันสาดส่องลงมามิอาจให้พึ่งพาความอบอุ่นได้ ผมต้องกระชับเสื้อกันหนาวตัวที่สวมข้างนอกสุดให้แน่นก่อนก้าวลงจากรถแล้วมองไปโดยรอบของพื้นที่สวนไกล ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อหัวเราะเบาๆเพียงลำพัง “ตอนนี้สวนของเรากำลังเป็นแปลงเพาะพันธุ์หญ้าขจรจบ* ไปแล้วจริงๆเหมือนที่รุ่นพี่กล่าวหยอกล้อหรือนี่” ( *หญ้าขจรจบ ชื่อเรียกติดปากของชาวบ้านแถบนี้คือหญ้าคอมมิวนิสต์ )

สืบเนื่องมาจากหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำหรือไม่อยากทำ(แต่จำเป็นต้องทำ)ก็ตามแต่ ทำให้ขวบปีแรกของสวนไกลตั้งแต่ได้ที่ดินผืนนี้มาครอบครอง ผมแทบนับจำนวนครั้งของการเข้าสวนได้ ที่บอกว่านับได้เพราะทุกวันพระใหญ่ พระเล็ก ผมจะนำเครื่องสักการะมาถวายแด่เจ้าที่สวนไกล นี่เป็นงานหลักของสวนไกลก็ว่าได้และหากวันไหนหาข้ออ้างได้เช่น ฝนตกทางลื่น ติดภาระงานประจำ อื่นๆอีกมากมาย ก็เป็นอันว่าวันพระนั้นงดเข้าสวนไกลโดยปริยาย เช้าวันหนึ่งเมื่อพบเจอรุ่นพี่ที่ซื้อที่ร่วมกันในที่ทำงานแล้วกล่าวทีเล่นทีจริงกับผมว่า “เข้าไปดูสวนมั่งเด้อ จะเพาะพันธุ์หญ้าคอมมิวนิสต์ขายหรือยังไง” เย็นวันนั้นผมจึงเดินทางเข้าสวนไกลหลังจากใช้ข้ออ้าง “ไม่มีเวลา” มาเกือบเดือนแล้ว เพื่อมาพบว่ารุ่นพี่ไม่ได้พูดเกินจริงเลย

แปลงเพาะพันธุ์หญ้าขจรจบ มีเพื่อนสมาชิกท่านใดสนใจอยากได้ไปปลูกคลุมดินบ้างติดต่อ PM ได้ (แต่ผมแนะนำ อย่าเลยดีกว่า  โกรธ )


ต้นไม้ที่ผมปลูกไว้ในปีแรกของสวนไกลคือ กล้วยน้ำว้าและป่าเห็ด และก็มีพื้นที่บางส่วนที่ญาติของเธอมาขอใช้พื้นที่ปลูกขิง ในส่วนของพื้นที่ปลูกขิงนั้นผมยังเสียดายไม่หาย เนื่องจากเมื่อญาติของเธอไม่ได้มาดูแลหลายเดือนพอเข้ามาอีกทีพบว่าหญ้ารกเกินจะกอบกู้แล้วจึงตัดสินใจตัดทิ้งทั้งหมด ก่อนพ่นยาฆ่าหญ้าแล้วลงถั่วดำ สิ่งที่ผมเสียดายคือช่วงเวลาที่พวกเขาไม่ได้เข้ามาดูแลแปลงปลูกขิง ผมกับเธอพยายามบอกหลายต่อหลายครั้งว่าหน่อขิงกำลังงาม ให้มาถางหญ้าออกจากแปลงได้แล้ว เมื่อไม่มีใครเชื่อจึงลงเอยเช่นนี้ พื้นที่สวนไกลบางส่วนต้องโดนยาฆ่าหญ้าอีกรอบเพื่อปลูกถั่วดำ(ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ) ในเมื่อยังต้องพึ่งพากันอีกเยอะผมจำเป็นต้องตัดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้แต่ภาวนาว่าให้ขอเป็นครั้งสุดท้ายเพียงเท่านี้เถอะ

เมื่อยืนมองแล้วพบว่า ต้นไม้ที่ปลูกไว้จมหายไปกับโรงละครของสายลมกับดอกหญ้าที่กำลังเริงระบำกัน ผมได้แต่ทอดถอนลมหายใจออกมา แล้วลมหายใจของผมก็เป็นส่วนหนึ่งของการเริงระบำนั้น ท่วงทำนองที่สายลมขับขานและดอกหญ้าเบิกบาน มันทำให้ผมไม่อาจละสายตาได้ จ้องมองอยู่เนิ่นนานจนผมลืมไปแล้วเสียว่า “อ้าว เวรล่ะ ต้นไม้ที่ปลูกไว้จะเป็นยังไงมั่งวะ”

ในดงหญ้าต้นไม้ที่ปลูกไว้ยังสู้ทนกันต่อไป


อีกเรื่องหนึ่งที่คิดไว้คือเมื่อขุดสระที่สวนไกลแล้วผมอยากปลูกหญ้าแฝกรอบสระในทันที จนแล้วจนรอดก็ยังมิอาจลุล่วง เนื่องด้วยคำว่า “ไม่มีเวลา” อีกเช่นเคย ด้วยบางจังหวะของชีวิตที่ผันแปร ทำให้ครอบครัวของเรามีตัวละครเพิ่มขึ้นอีกคนนั่นก็คือชายเกษียณวัยผู้หนึ่งที่เคยมีอดีตอันรุ่งโรจน์ ก่อนชะตาชีวิตผกผันซึ่งผมไม่ขอกล่าวถึง ณ ที่นี้เนื่องจากจะเป็นการลบหลู่บรรพชนที่ล่วงลับและยังไม่ล่วงลับ เมื่อเขาต้องมาอยู่ร่วมกับครอบครัวใหม่ (ผมหมายถึงครอบครัวที่เกิดขึ้นใหม่ของผม เธอ เด็กหญิง) ทุกความคิด ทุกกระบวนการ ทุกการกระทำ เพื่อเป้าหมายของแผนการที่วางไว้ให้ดำเนินไปตามวิถี ทุกฝ่ายจึงต้องพยายามปรับตัวเข้าหากันอย่างเลี่ยงไม่ได้...
โปรดติดตามตอนต่อไปใน สิ่งอันใดล้วนสำเร็จได้ด้วยการกระทำ (ภาคปลาย) ครับผม  ยิ้ม

หญ้าแฝกรอบสระส่วนหนึ่งที่ถูกปลูกโดยตัวละครลับของผม ปลูกไปบ่นไปละงานนี้  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 25, 2015, 08:48:53 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #385 เมื่อ: มีนาคม 01, 2015, 09:24:20 AM »

สิ่งอันใดล้วนสำเร็จได้ด้วยการกระทำ (ภาคปลาย)

หลายวันต่อมาเรากลับไปที่สวนไกลอีกครั้งเพื่อตรวจเยี่ยมแปลงเพาะพันธุ์หญ้าขจรจบและดูว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกมันทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องคืนความสุขให้แก่ผืนดินเสียที อันที่จริงสำหรับผมนั้นไม่ได้แปลกใจเลยกับสภาพของสวนไกล เนื่องจากเมื่อตัดสินใจซื้อที่แล้วเราได้วางแผนสำหรับพัฒนาสวนไกลตามสภาพความเป็นจริงที่เราดำรงอยู่ซึ่งไม่เอื้อเวลามากนัก ในพื้นที่ 8 ไร่เราแบ่งออกเป็น 3 ส่วนโดยในขวบปีแรกส่วนที่ดำเนินการคือพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าและป่าเห็ด เพราะเท่าที่ศึกษาดูพวกมันไม่ต้องการการดูแลมากนัก พื้นที่ส่วนที่เหลือผมตกลงกับเธอว่าจะปล่อยให้รกร้างไปก่อนเพื่อให้ผืนดินได้พักและฟื้นฟูสภาพ อันเกิดจากการทำไร่และถูกไถพรวนอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่วนหนึ่งจึงถูกญาติของเธอมาขอใช้พื้นที่ปลูกขิง(แล้วปลูกถั่วดำซ้ำเมื่อขิงไม่ได้ผล) แต่ในท้ายที่สุดทุกส่วนกลับกลายเป็นสภาพเดียวกัน(ยกเว้นแปลงที่ปลูกถั่วดำ)นั่นก็คือ แปลงเพาะพันธุ์หญ้าขจรจบนั่นเอง

ใครบางคนเคยกล่าวเอาไว้ "งานหนักไม่เคยทำร้ายใคร" แต่ว่าหากรอบนี้ผมไม่ยอมลุยงาน... อาจเจ็บหนักได้  โกรธ


ในหนแรกที่พูดคุย ผมกับเธอเห็นพ้องต้องกันว่าคงต้องอาศัยญาติของเธอมาช่วยตัดหญ้าที่สวนไกล เพราะเพียงลำพังตัวผมคนเดียว บอกตามตรงว่าผมยอมแพ้ก่อนเข้าสนามรบเสียอีก เมื่อเวลาล่วงเลยญาติของเธอต่างติดภาระงานพืชไร่ของพวกเขาเช่นกัน ทำให้ไม่อาจปลีกตัวมาช่วยเราได้กอปรกับครอบครัวของเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งนั่นคือชายเกษียณวัยคนนั้นนั่นเอง ถึงแม้จะดูแลเด็กหญิงไม่ได้เท่าไหร่นักหรือลุยงานสวนได้ตามแรงกำลังที่เหลือ แต่มีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเพิ่มขึ้นเลยสักนิด แม้จะขัดกันบ้างในหลักการแต่เขายังยอมกระทำบางอย่าง หลายๆอย่างตามที่ผมขอร้องและผมเองก็ยอมปล่อยให้เขากระทำตามความคิดบ้างถึงจะไม่เห็นด้วยนัก เพราะของบางอย่างต้องได้ทดลองด้วยตนเองจึงจะเกิดการเรียนรู้

ในบางวันของเทศกาลเฉลิมฉลองคืนความสุขให้ผืนดินที่เธอและเด็กหญิงไม่ได้ออกมาด้วย ผมจึงมีเวลาแอบอู้งานเดินเล่นเรื่อยเปื่อยและเก็บภาพ  ยิงฟันยิ้ม


โชคดีเป็นของเราที่วันหยุดช่วงเทศกาลปีใหม่หนนี้ผมได้หยุดเต็มจำนวน(แต่ต้องชดเชยกับการทำงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์แทน) หลังจากสอนการใช้เครื่องตัดหญ้าให้กับชายเกษียณวัยพักหนึ่ง (ซึ่งเรายืนมองและแอบหัวเราะเล็กน้อย “ก็เหมือนกับตอนคุณหัดใช้ใหม่ๆนั่นแหละ ท้าทางเก้ๆกังๆอย่างนั้นนะ” เธอบอกกับผม) หลายปีแล้วที่ผมไม่ได้เดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว นี่จึงเป็นแรกที่ผมกับเขาได้ใช้เวลาร่วมกันเพื่อจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ให้แก่สวนไกลด้วยการลุยงานตัดหญ้า 5 วันเต็มๆ งานเลี้ยงหนนี้ใช้เงินจำนวนไม่มากนัก(500 บาทค่าน้ำมัน) แต่ต้องใช้หยาดเหงื่อแรงใจเข้าแลกอย่างมหาศาล เพราะผมเชื่อมั่นว่า “สิ่งอันใดล้วนสำเร็จได้ด้วยการกระทำ”

ต้นไม้ป่าเห็ดที่ปลูกเอาไว้เหลือรอดราว 80 % ของจำนวนที่ปลูก ผมพอใจเป็นอย่างยิ่งหลุมไหนที่ตายค่อยปลูกทนแทนในปีนี้




กองเปลือกถั่วที่ญาติของเธอมาขอใช้พื้นที่และเศษวัชพืชที่ถูกตัดถาง กำลังจะทำหน้าที่ของมันต่อไป






"หากรู้สึกยิ่งใหญ่เกินไปให้แหงนหน้ามองฟ้า คิดต่ำต้อยไร้ค่าให้ก้มหน้ามองผืนดืน"
บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #386 เมื่อ: มีนาคม 12, 2015, 08:45:04 PM »

มีนาคม... ย่างเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว ผมคิดเช่นนั้นเพราะสภาพอากาศแปรเปลี่ยน ท้องฟ้าที่สว่างอย่างรวดเร็วพร้อมกับความมืดยามเย็นย่ำที่แสนจะล่าช้า ทว่าความร้อนที่ค่อยๆทวีขึ้นทำให้ผมไม่รู้สึกอยากจะไปสวนสักเท่าไรนัก เนื่องจากไม่อยากเจอต้นไม้ที่สภาพแห้งเหี่ยวเหลือเกิน การกระทำอันใดก็แล้วแต่ เช่น ขุดดินเตรียมหลุม ขนปุ๋ย รดน้ำต้นไม้ ผมล้วนกระทำได้เพียงนิดเดียวก็คล้ายหมาหอบแดดเสียแล้ว จึงทำได้เพียงวนไปเวียนมาแถวๆสวนน้อยหลังบ้านพัก อีกไม่กี่เดือนก็จะครบรอบ 3 ปีเต็มของการย้ายมาบ้านพักหลังนี้ สวนหลังบ้านที่เคยเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเมื่อต้องมาเผชิญกับความบ้าบิ่นของนักปลูกต้นไม้แห่งดาวโลกเริ่มผลิดอกออกผล... เรามาสำรวจกันดูสิว่ามีอะไรบ้าง



เริ่มต้นด้วยผักหวานป่าแบบหยอดเมล็ดอายุ 1 ปี 10 เดือน จากการเริ่มปลูกแบบไม่มีความรู้เอาเสียเลย ยังดีที่มีหลงเหลือบ้างคาดว่าอีก 2 ปีจะได้เริ่มเก็บยอดมากินให้สมใจอยากเสียที




มะม่วงที่หลงลืมสายพันธุ์ไปสียแล้ว(คาดว่าน่าจะเป็น "เพชรบ้านลาด") ปีที่แล้วติดดอกแต่ไม่ออกผล ปีนี้ดูท่ามาดี เมื่อถึงเวลาเหมาะสมต้นไม้ก็จะให้ผลเอง เมื่อปลูกแล้วเราทำเพียงคอยรอเท่านั้น




มะนาวจากการเพาะเมล็ด สายพันธุ์อะไรก็ช่างเพราะมันได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว เติบโต ผลิดอก เกิดผล




ฝรั่งกิมจู พระเอกของสวนหลังบ้านพักเนื่องจากออกผลให้ได้ชิมก่อนใครเขา เท่านั้นยังไม่พอต้องมาเป็นหนูทดลองสำหรับมือใหม่ด้านการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีตอนกิ่ง




น้อยหน่าหนังสายพันธุ์พื้นบ้านปีก่อนติดลูก 2 ผล ปีนี้จัดเต็มแทงดอกตั้งแต่ต้นฤดูแล้งสงสัยได้กินน้ำปะปาเยอะไปหน่อย คงต้องรอดูต่อไปว่าดอกชุดนี้จะกลายสภาพหรือไม่




อย่างไรก็ตามยังมีพวกหัวรั้นไม่ยอมทำการบ้านจึงไม่มีลูกกันเสียที(ว่าไปนั่น) มะไฟกับมะยมยังไม่มีทีท่าว่าจะติดผล ปล่อยๆเขาไปเหอะ เชอะ...




กล้าไม้สำหรับปลูกป่าไว้หาเห็ดปีนี้พร้อมแล้ว หากต้นฤดูฝนก่อนนำไปปลูกได้เชื้อเห็ดป่ามาเติมอีกสักรอบสองรอบคงจะดีไม่น้อย




หลังจากนั่งคิดนอนคิด เดินยังคิด แอบอู้งานก็คิด คิดแล้วคิดอีกจึงได้ข้อสรุปให้ตนเองว่าจะทดลองปลูก ฝรั่ง 50 ต้น น้อยหน่า 100 ต้น และตะขบ 400 ต้น ที่พื้นที่สวนไกลสำหรับปีนี้ โครงการผ่านการอนุมัติจากเธอเป็นที่เรียบร้อย เตรียมตัวเหนื่อยได้เลยเรา




ทั้งหลายทั้งมวลจุดใหญ่ใจความอยู่ที่เด็กหญิงคนนี้... เพราะเราอยากให้เธอมีพื้นที่หยัดยืนเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนแห่งโลกของอนาคต ครับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2015, 09:00:51 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4128


« ตอบ #387 เมื่อ: มีนาคม 19, 2015, 08:00:13 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ น้อยหน่า ได้น้ำจะแทงยอดใหม่พร้อมดอกครับ รดน้ำใส่ปุ๋ยบำรุงเรื่อยๆจะได้กินลูกเรื่อยๆครับ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ แต่แปลกจริง ไม่เคยเห็นใครทำน้อยหน่านอกฤดูเลย ทั้งที่ทำได้ ยิ้ม ยิ้ม



nomadic_man ผมว่าส่วนหนึ่งคงเพราะต้องใช้น้ำมากพอดูครับหากจะทำผลไม้นอกฤดู แต่ต้นนี้อยู่หลังบ้านพักได้รดน้ำอยู่บ่อยๆ จึงมีดอกมาให้เห็น ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะติดเป็นผลหรือไม่ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2015, 01:03:37 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #388 เมื่อ: มีนาคม 29, 2015, 09:50:17 PM »

ขออนุญาตแชร์แนวทางการทำเห็ดแบบไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) นอกฤดูของอาจารย์ณรงค์ สังขะโห  ท่านประสบความสำเร็จในการได้เห็ดกลุ่มนี้ในฤดูแล้ง  เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง




nomadic_man ขอบคุณพี่ teerapan ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับที่ช่วยแชร์ประสบการณ์ความรู้สำหรับทำเห็ดป่านอกฤดู สวนป่าของผมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นจึงต้องขอเก็บองค์ความรู้ไว้ก่อน ท่านใดมีพื้นที่เหมาะสมทดลองดูตามนี้เลยนะครับ  อายจัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2015, 03:05:25 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #389 เมื่อ: มีนาคม 31, 2015, 12:57:42 PM »

ปลายเดือนมีนาคมที่ฝนหลงฤดูผ่านมาทางนี้ช่วยคลายร้อนและทำให้ต้นไม้พอประทังชีวิตอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าเหล่าวัชพืชต่างๆหาได้อาทรต่อความร้อนแล้งไม่ เมื่อมีความชื้นเพียงเล็กน้อยพวกมันก็ฉวยโอกาสงอกเงยอย่างเงียบๆ เมื่อผมมาดูสวนไกลอีกทีจึงได้พบสภาพคล้ายยังไม่เคยตัดหญ้ามาก่อน โชคดีที่มีตัวละครลับคอยตัดพวกมันในพื้นที่บางส่วนไว้บ้างสวนจึงไม่ได้ดูรกเสียทีเดียว ดูเหมือนว่างานที่ผมไม่มีเวลากระทำเอาเสียเลยกลับได้เขามาช่วยแบ่งเบาไปได้เยอะ ถึงความคิดเห็นหลายต่อหลายอย่างยังไม่ตรงกันนักก็คงต้องค่อยๆปรับกันไปครับผม



หญ้าขจรจบพร้อมแพร่ขยายพันธุ์อย่างเข้มแข็งสมกับชื่อ "ตายหนึ่งเกิดสิบ ตายร้อยเกิดพัน"





พื้นที่ส่วนนี้เขาแวะมาตัดหญ้าไว้บ้างจึงไม่ค่อยรกอย่างที่เห็น ปีนี้คงต้องตัดใจไถพรวนอีกรอบเพื่อเตรียมพื้นที่ยกร่องสำหรับปลูกฝรั่งกับน้อยหน่า หวังเอาไว้ว่าจะเป็นการไถพรวนหน้าดินหนสุดท้ายครับ





กล้วยน้ำว้าที่ปลูกเอาไว้เมื่อปีกลาย มีโตบ้าง แคระแกรนบ้าง ไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้มีแกงหัวปลีกินไม่ขาดครัวครับ





นี่คืองานหนักสุดของปีนี้... เป็นการเตรียมหลุมดินสำหรับปลูกป่าตะขบราวๆ 400 หลุม ก็ว่ากันไป





จากรุ่นสู่รุ่น... "ปู่กับหลาน"  ยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2015, 03:06:06 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #390 เมื่อ: เมษายน 01, 2015, 09:34:38 PM »

ใครบางคนเมื่อเห็นผมเตรียมหลุมดินปลูกต้นตะขบเพื่อเป็นพี่เลี้ยงสำหรับปลูกผักหวานป่าในปีหน้าได้สอบถามด้วยความหวังดีว่า "ปลูกผักหวานป่ามากเกินไปหรือเปล่า มันจะกลายเป็นการปลูกพืชเชิงเดียวเอานะ" หากเป็นหลายปีก่อนหน้านี้ผมคงหัวฟัดหัวเหวี่ยงพอสมควร แต่ ณ ตอนนี้มาคิดๆดูแล้วกลับรู้สึกเฉยๆ(ให้กล่าวตามจริงก็อาจมีเคืองบ้างเล็กน้อย)เพราะคนเราล้วนผ่านประสบการณ์แตกต่างกัน จึงทำให้มองสิ่งที่เห็นในมุมที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผมนึกถึงนิยายเล่มหนึ่งที่ผ่านตานานมากแล้ว นานพอจนจำเนื้อหาไม่ค่อยได้จำได้เพียงประโยคโปรยต้นเรื่องที่กล่าวเอาไว้ว่า "อย่าพึ่งตัดสินใครจนกว่าจะได้สวมใส่รองเท้าคู่เดียวกันกับเขาคนนั้น"

เกือบสิบปีแล้วสำหรับการปลูกต้นไม้ในพื้นที่บ้านสวน ไม่อาจกล่าวได้ว่าเฉียดใกล้กับความสำเร็จเพราะต้นไม้ที่เหลือรอดส่วนใหญ่ไม่ใช่ไม้ผล ผมไม่อาจจดจำจำนวนต้นไม้ที่ปลูกได้แต่ที่แน่ใจก็คือพวกที่รอดมีน้อยกว่าพวกที่ตายดับอย่างแน่นอน อาจเป็นเพราะว่าเราเอาความต้องการของเราเป็นตัวกำหนดจุดมุ่งหมายเกินไป โดยที่ไม่มองถึงสภาพความเป็นจริงของสภาวะที่เป็นอยู่ กว่าจะเริ่มฉุกใจก็สองปีก่อนหน้านี้เมื่อได้สวนล่างมา

พื้นที่สวนล่างผ่านเข้ามาพร้อมกับประสบการณ์การปลูกต้นไม้ที่เยอะขึ้น(เยอะขึ้นไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเดิม) บอกตามตรงว่าตอนที่ผมสั่งซื้อต้นตะขบมาร่วม 100 ต้นสำหรับปลูกสวนล่างผมยังหวาดหวั่นใจอย่างมาก เพราะไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือไม่ เท่านั้นยังไม่พอมีพื้นที่บางส่วนได้ทดลองปลูกต้นไม้ที่คิดว่าอาจทำให้เห็ดป่าขึ้นได้อีกด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่สวนล่าง ณ ตอนนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่มั่นใจ ไม่อาจมีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวได้นอกจากความสงสัยเท่านั้นเอง

เมื่อสวนไกลยังมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับความสงสัย ผมจึงไม่ลังเลในโอกาสที่ผ่านมา เพราะจุดมุ่งหมายของเรามิใช่การหาทรัพย์สินเงินทองให้มากมาย(แต่ก็ยังจำเป็นต้องมี) ภาระงานประจำที่ไม่อาจหลบลี้ได้หากไม่หมดเวรหมดกรรมกันเสียที ผมยังรู้สึกสนุกสนานกับการได้เดินทาง อ่านหนังสือและใช้ชีวิต เราจึงอยากกินทุกอย่างที่เราได้ปลูกขึ้นเอง เราจึงปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน ซึ่งหากมันจะดูมากมายไปหน่อยก็อยู่ในพื้นฐานของการกระทำแต่พอเพียง เหลือเราก็แบ่งปันจากนั้นค่อยคิดถึงการจำหน่าย หากจะบอกว่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวผมคงต้องยอมรับ... "ผมปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่คล้อยตามสภาวะธรรมชาติ ครับผม"



พื้นที่สวนไกลฝั่งนี้เราเตรียมหลุมสำหรับปลูกตะขบเพื่อเป็นพี่เลี้ยงผักหวานป่าในปีหน้า หากการปลูกผักหวานจำนวนราวๆ 1/3 ของพื้นที่ทั้งหมดคือนิยามของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ผมเองไม่มีคำปฏิเสธอันใด ว่างๆผมจะลองเก็บภาพชนิดของต้นไม้ที่อยู่ในพื้นที่ 1/3 ของสวนไกลมาให้ดู ว่าในแปลงพืชเชิงเดี่ยวของผมมีต้นไม้กี่ชนิดที่ถูกปล่อยให้งอกเงยสืบไป





ดงตะขบแห่งสวนล่าง เริ่มมีผู้คนให้ความสนใจแอบเข้ามาชมกันบ้างแล้ว ปากต่อปากเล่าสู่กันฟังว่าสวนผมปลูกต้นตะขบ แต่ข้างใต้ต้นตะขบเป็นต้นอะไร ให้มาชมกันเอง  ยิงฟันยิ้ม





ท่ามกลางความร้อนแล้ง บ้านสวนก็ยังเป็นเช่นเคย... อย่าให้ผมต้องกล่าวเลย ขนาดภาพบรรยากาศยังไม่กล้าเก็บมาให้ชม ถึงกระนั้นก็ตามแต่ยังมีสิ่งละอัน พันละน้อย ที่สวยงามดำรงสอดคล้องตามวิถีธรรมชาติแห่งฤดูร้อน





นานๆไปดูที อีรอกก็แก่เกินแกงเสียแล้ว ไม่เป็นไรอีกสัก 4-5 ปี อีรอกที่ขยายพันธุ์ไว้จากเมล็ดซึ่งเกิดจากสวนเราเองคงจะงอกเงยให้เก็บมาแกงกินได้บ้าง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2015, 09:56:40 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #391 เมื่อ: เมษายน 14, 2015, 12:03:52 AM »



บางทีโอกาสอาจคล้ายกับก้อนเมฆ
ผลุบๆโผล่ๆ ล่องลอย อ้อยอิ่ง
และจากลาไปอย่างง่ายดาย...


ระหว่างนั่งพักคลายเหนื่อยจากการขุดดินเพื่อทำร่องให้น้ำไหลลงสระที่สวนล่าง สายลมเอื่อยๆที่พัดผ่านมาและริ้วเมฆรูปร่างชวนพิศวงบนฟากฟ้า ทำให้ผมหวนระลึกถึงเมื่อคราวที่ตัดสินใจพาเขากับเพื่อนอีกคนหนึ่งดุ่มเดิมไปยังปั๊มน้ำมันเพื่อเฝ้ารอโอกาสว่า จะมีบ้างไหมมีรถบางคันที่ให้พวกเราโบกรถขออาศัยร่วมทางไปด้วย สีหน้าท่าทีของผมในตอนนั้นมั่นใจยิ่งนักร่วมกับคำพูดของผมเกี่ยวกับประสบการณ์การโบกท่องเที่ยวตลอดเกือบ 1 ปีเต็มที่ผ่านมา จึงทำให้พวกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วผมกลับมีความกลัดกลุ้มอยู่ในใจอย่างมากว่าจะประสบผลหรือไม่ แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วสิ่งที่ทำได้คือจำต้องปล่อยเลยตามเลย พวกเรา 3 คนจึงได้มานั่งเฝ้ารอโบกรถ ณ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งของอำเภอเล็กๆอย่างเก้ๆ กังๆ ในเย็นวันนั้น

หลังจากเรียนจบเกือบ 1 ปีผมจึงได้งานทำ เวลาก่อนหน้านั้นผมยังไม่ขอกล่าวถึง ทว่าช่วงนั้นเองที่ทำให้ผมได้รับประสบการณ์การโบกรถเดินทางกับมิตรสหายอีกกลุ่ม อันเป็นที่มาของความมั่นใจว่าจะพาเขากับเพื่อนอีกคนเดินทางกลับขอนแก่นได้อย่างแน่นอนในเย็นวันนั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วพวกเราทำได้แค่เพียงนั่งดื่มด่ำในบรรยากาศให้กับค่ำคืนซึ่งแสงดาวพร่างพราวแถวบ้านพักของเพื่อนสาวคนหนึ่งในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย(ซึ่งไม่รู้ตัวมาก่อนว่าพวกเราจะผ่านทางและแวะเข้าไปหาเพื่อขอพักแรมค้างคืน) ที่อ.สว่างแดนดิน ผมลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเพียงลำพังเมื่อคิดถึงตอนขออาศัยโบกรถได้คันหนึ่งถึงแม้เจ้าของรถคันนั้นจะบอกว่าไม่ได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่เราหวังไว้ก็ตาม โชคดีที่เขานึกขึ้นมาได้ว่าเรายังมีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่นั่น พวกเราจึงเดินทางมาถึง อ.สว่างแดนดินและทำให้เพื่อนสาวงุนงงเป็นอย่างมากก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างชอบใจเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟัง ถึงการเดินทางเพื่อมาง้องอนหญิงสาวของเพื่อนชายอีกคนอันเป็นเหตุให้เราต้องมาพบเจอกันเช่นนี้

เนื่องด้วยสภาพอากาศปีที่แล้วร้อนแล้งเป็นอย่างหนักจึงทำให้น้ำในสระสวนล่างมีอยู่ไม่มากนัก แม้ล่วงมาถึงเดือนมีนาคมยังไม่มีทีท่าว่าจะมีพายุฝนตกในแถบด่านซ้ายเพื่อเพิ่มเติมระดับน้ำให้กับสระของผม(มีฝนตกบ้างพอ “ดินลาย” ตามประสาชาวบ้านเรียก) จึงทำให้ผมเกิดอาการวัวหายล้อมคอกโดยการไปขุดร่องชักน้ำจากร่องน้ำไหลทางธรรมชาติที่ผ่านแนวเขตแดนของสวนล่าง เผื่อจะมีฝนที่ตกลงมาเป็นน้ำเป็นท่าพอทำให้ปริมาณน้ำในสระเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยก็ยังดี นี่เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าสลักสำคัญเป็นอย่างยิ่งเนื่องด้วยเกรงว่าน้ำจะแห้งจนทำให้ต้องช้อนเอาปลาไปปล่อยที่สวนไกล ซึ่งผมกับเธอได้กระทำเช่นนี้แล้วหนหนึ่งโดยช้อนปลาจากสระบ้านสวนมาปล่อยไว้สระสวนล่าง (ตอนนี้สภาพก้นสระน้ำของบ้านสวนแห้งดินแตกระแหงเป็นที่เรียบร้อย)

ภายหลังได้งานทำที่อุดรธานี 1 ปีผมก็กลายมาเป็นคนว่างงานอีกครั้ง ซึ่งระหว่างนั้นเองชีวิตต้องร่อนเร่พเนจรบนเส้นทางการสมัครงาน และหัวใจอันบอบช้ำต้องก้าวเดินต่อไปในความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างที่ได้รับจากรักร้าวกับหญิงสาวที่คบหาด้วยเวลานั้น เมื่อเพื่อนคนหนึ่งพูดให้ฟังเกี่ยวกับความคับข้องที่อยู่ในอกและเอ่ยปากชักชวนผมกับเขาให้เป็นเพื่อนร่วมทาง(ตอนนั้นผมกับเขากำลังเตร็ดเตร่หาสมัครงานอยู่แถวขอนแก่นจึงไปขอพักอาศัยที่บ้านเช่าเพื่อนคนนี้พอดี) เพื่อเดินทางไปง้องอนหญิงสาวที่เพื่อนคนนี้คบหาอยู่ พวกผมยังมีเหตุอันใดให้ปฏิเสธได้อีกหรือ ทั้งที่จริงเขาได้เอ่ยชักชวนเพื่อนฝูงที่พักอยู่ด้วยกันให้เดินทางเป็นเพื่อนมาหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีผู้ใดว่างเว้นจากการงานเสียที นี่จึงเป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นว่า การเป็นคนว่างงานก็มีข้อดีของมันเช่นกัน (“สิ่งที่พวกเรามีมากที่สุดตอนนี้คือเวลาว่าง” เขากล่าวพร้อมตบหลังผมอย่างหนักจนแทบสำลักเบียร์เมื่อเราตอบตกลงว่าจะเดินทางไปกับเพื่อนคนนี้)

เมื่อมวลอากาศเย็นเริ่มคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความมึนเมา พวกเราจึงเข้าพักผ่อนที่บ้านพักของเพื่อนสาวและนอนกันที่ห้องโถงหน้าห้องของเพื่อนสาวนั่นเอง ผมพยายามข่มตาหลับแต่จนแล้วจนรอดยังไม่สำเร็จ ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ต้องใช้เวลามากนักกับเรื่องในวันนี้ เป็นผมเสียอีกที่มีบางอย่างมารบกวนทำให้ต้องรุ่นคิดตลอดเวลา อาจเพราะนิสัยบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กคือผมมักคิดทบทวนอยู่เสมอว่าในแต่ละวันพบเจอเรื่องราวอะไรมาบ้าง ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น หากไม่เป็นอย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างไร ในตอนที่เพื่อนคนนี้พูดคุยกับหญิงสาวอย่างสะเปะสะปะเพียงเพราะต้องการถ่วงเวลาที่มีร่วมกันให้เดินเนิบช้าลง มันทำให้ผมรู้สึกคล้ายกลับไปอยู่เมื่อค่ำคืนที่เธอบอกเลิกราจากกัน หากเถ้าถ่านเป็นเพียงเชื้อที่หมดไฟไม่อาจลุกโชนขึ้นได้อีก ไฉนวารวันที่ผ่านพ้นจึงไม่หมดเชื้อแห่งความคิดถึงคะนึงหาไปเสียที นี่เป็นความความคิดในหัวของผมช่วงเวลานั้นจนรู้ตัวอีกทีก็ตื่นช้าที่สุดในเช้าวันต่อมา

ครั้งล่าสุดที่ผมได้พบเจอกับเขาเป็นช่วงเวลาเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนั้นพวกเราบังเอิญได้เดินทางร่วมกันไปอบรมเชิงวิชาการเกี่ยวกับภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบพอดี สถานที่อบรมคืออุดรธานี เมืองที่ผมกับเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในตอนที่เราต้องเดินทางไปยัง อ.บ้านดุงตามกำหนดการของการอบรมผมได้กล่าวขึ้นมาอย่างลอยๆว่า “คุณจำได้หรือเปล่าว่าเราเคยพาไอ้... มาปฏิบัติภารกิจขอคืนความรัก ผ่านทางสายนี้” เขานึกอยู่นานจนค่อยๆรื้นฟื้นความทรงจำก่อนจะหัวเราะออกมา เราสองคนจึงพูดคุยถึงเหตุการณ์คราวนั้นอยากออกรส ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเส้นทางสายนี้เองผมเคยเดินทางมาเพียงลำพังหนหนึ่ง เมื่อตอนที่ความรู้สึกนึกคิดล่มสลาย โลกพังทลายเพียงเพราะถูกหญิงสาวผู้หนึ่งบอกเลิก วันหยุดวันนั้นผมไม่อาจทานทนอยู่ได้จึงต้องออกเดินทางโดยไม่รู้จุดหมาย เดินดุ่มเพียงลำพังไปยังท่ารถโดยสารประจำทางเพื่อขึ้นรถสักคัน คันไหนก็ได้ที่พาผมเคลื่อนที่ออกไปให้ไกลที่สุด ซึ่งมันก็คือเส้นทางที่ผมกับเขาพาเพื่อนคนหนึ่งออกเดินทางเพื่อให้เข้าใจความหมายของการคิดถึง เส้นทางที่ผมกับเขาเคลื่อนผ่านเพื่อความก้าวหน้าของหน้าที่การงาน และเส้นทางที่มุ่งสู่สุดขอบโลกของใครบางคนซึ่งหัวใจแหลกสลายจากความรัก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 14, 2015, 12:49:25 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #392 เมื่อ: เมษายน 14, 2015, 12:28:46 AM »

หลายวันก่อนผมต้องไปทำการขุดร่องเพื่อรอให้น้ำไหลลงสระสวนล่าง เพราะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นจึงทำให้ผมมองเห็นถึงโอกาสที่เสียไป หากปีที่แล้วผมกระทำเช่นนี้(คือการขุดร่องนำน้ำ) ผมคงไม่ต้องมาทุกข์ใจอยู่อย่างนี้ว่าสระน้ำสวนล่างจะแห้งลงวันไหน





ไหนๆก็ไหนๆแล้วจึงกั้นคันดินกันน้ำส่วนหนึ่งที่ใช้ถนนคอนกรีตหน้าสวนเป็นทางน้ำไหล เพื่อที่จะได้ไหลลงสวนล่างแทนแม้สักนิดก็ยังดีเพราะ "โอกาส มักจะเป็นของผู้ที่รับรู้ได้อย่างทันท่วงที"  ยิงฟันยิ้ม





อีกหนึ่งโอกาสที่เกิดขึ้นก็คือตะกอนดินที่รวมกับเศษวัชพืชที่งอกเงยกลางถนนคอนกรีต ผมจึงตัก ตัก ตัก แล้วก็ตัก เอามา





เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลับพื้นที่บางมุมของสวนล่างซึ่งขุดแล้วเจอแต่ หิน หิน หิน แล้วก็หิน ทำไงได้... ก็อยากปลูกต้นไม้ตรงนี้อ่ะ  ยิงฟันยิ้ม





ระหว่างพักกายคลายเหนื่อยก็หวนคิดถึง "พี่เป็ด" แห่งหนองประจักษ์ขึ้นมาซะงั้น





เรื่องของเรื่องก็คือ ช่วงเวลาที่ต้องถูกต้นสังกัดส่งไปอบรม(บ่มนิสัย) ยามเย็นไม่มีอะไรทำจึงอยากไปออกกำลังเล่นที่หนองประจักษ์ รุ่นพี่บางคนบอกว่ารอบๆหนึ่ง "คงประมาณ 2 กิโลเมตร มั๊ง" เพราะไอ้คำว่ามั๊งนี่เองทำให้ผมหลวมตัววิ่งไปเสีย 2 รอบ มาสังเกตระยะทางอีกที "อ้าว เฮ้ย รอบละ 3 โลนี่หว่า"  โกรธ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 14, 2015, 09:10:41 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #393 เมื่อ: เมษายน 24, 2015, 08:30:18 PM »

สัปดาห์ที่ผ่านมา อ.ด่านซ้ายต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่ร้อนเป็นอย่างมากจนแทบไม่ต้องทำอะไรกันพอดี วันเสาร์นั้นผมจึงกัดฟันนำน้ำไปรดต้นไม้ที่สวนล่าง(คือต้นตะขบที่ปลูกใหม่ร่วม 30 ต้น) เพราะเมื่อดูแล้วคงต้องมีตัวช่วยกันบ้างครับผม





ที่ต้องปลูกต้นตะขบทดแทนคือหลุมที่ปลูกปีที่แล้วแต่ไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ แห้งตายบ้าง ด้วงเจาะตายบ้าง ไรบ้าง





นอกจากต้นตะขบแล้วยังมีต้นแอปเปิ้ลอีกด้วย... ดูเหมือนว่าพวกมันจะทนแล้งพอสมควรและก็เป็นที่หมายปองของหนอนแมลงเช่นกัน โชคดีที่เพาะไว้เยอะจึงนำมาปลูกทดแทนได้เรื่อยๆหากมีต้นไหนตายไป แต่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะปลูกสัก 10 ต้นเป็นพอ เพราะกลัวจะเป็นสายพันธุ์ "ดูใบ" ไปซะงั้น  ยิงฟันยิ้ม





ตะขบที่ว่าแน่ๆยังเหี่ยวเฉาไปเฉยๆ หากไม่มีร่มตะขบแล้วผักหวานป่าแห่งสวนล่างคงไม่มีเหลือรอดเป็นแน่





สระน้ำสวนล่างใกล้จะแห้งเต็มทีแล้ว ฝนเจ้าเอยตกลงมาเถิด... (สงสัยเทวดาคงเห็นใจขณะที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี้ฝนหยุดแล้วหลังตกมาร่วม 2 ชั่วโมง)





วันว่างถัดมาจึงไม่รอช้าพารุ่นน้องอีกคนที่สนใจการเกษตรเช่นกัน(เป็นสมาชิกเวบ กพพ. ด้วย)เดินทางไปเยี่ยมชมวิมานดินในสวนของรุ่นพี่ที่เคารพนั่นเอง





ต้นไม้หลายหลากมีทั้งละมุดอายุนับสิบปี เงาะ ส้มโอกำลังติดผล น้อยหน่าที่ดูแก่และโรยราเต็มที รวมถึงกาแฟแรกรุ่นที่รุ่นพี่แอบเอามาปลูกเล่นๆตั้งแต่ตอนไหนไม่ทราบ ก็ปลูกมันใต้ร่มเงาะบ้าง ส้มโอบ้าง ประมาณนั้น





สวนแห่งนี้มีความหลายหลายทางชีวภาพของต้นไม้อยู่มาก รุ่นเก่าไป รุ่นใหม่มาสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นนั้นแล...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 24, 2015, 08:37:25 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #394 เมื่อ: เมษายน 28, 2015, 01:35:26 PM »

ฝนในเขต อ.ด่านซ้ายช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถือได้ว่าช่วยบรรเทาความร้อนแล้งไปได้เยอะทีเดียว หลายวันก่อนผมเลยถือโอกาสไปเดินเล่นเก็บบรรยากาศแบบชิลๆ  ยิงฟันยิ้ม คันดินกั้นน้ำขนาดเล็กช่วยนำพาสายน้ำเข้าสู่พื้นที่สวนล่างมากพอสมควร ดีกว่าปล่อยให้ไหลไปทางอื่นเปล่าๆ สู้ไหลลงมาเพิ่มความชุ่มชื้นให้สวนตะขบเสียดีกว่า จากการสังเกตพบว่าต้นตะขบบริเวณที่น้ำไหลลงใบเขียวชอุ่มดีครับผม





ส่วนน้ำที่ไหลผ่านไปก็ใช่ว่าจะรอด ท้ายที่สุดต้องมาถูกดักตรงนี้ไปตามร่องน้ำเขตแดนพอดีเพื่อส่งลงยังสระน้ำของสวนล่าง สองปีที่แล้วแค่คิดไม่มีโอกาสได้กระทำการใด ผ่านพ้นมาปีนี้หากไม่กระทำอันใดเกรงว่าสระน้ำของสวนล่างจะแห้งขอดไปเช่นสระที่บ้านสวน ไม่ใช่อะไรหรอกเพราะเธอบ่นว่าจะไม่ช่วยช้อนปลาไปปล่อยอีกแล้วหากน้ำแห้ง ผมเลยต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเสียเลย  ยิงฟันยิ้ม





ผ่านไปเพียง 2 ฝนที่ตกแบบไม่แรงมากนักแต่ปริมาณน้ำกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากมายกว่าเดิมหลายเท่าตัว "รอดแล้วเฟ้ยตรู ไม่ต้องลงตมงมปลาไปปล่อยคนเดียวแล้ว"





ว่างๆก็มาเดินชมผักหวานป่า 1 ปีใต้ดงตะขบแห่งสวนล่างกันบ้าง  ยิ้ม





แต่ก็ใช่ว่าจะเจริญเติบโตดีเท่ากันทุกหลุม แบบนี้ก็มีให้เห็นเยอะเช่นกันทั้งที่ดูแลเหมือนกันหมด  โกรธ  ราวกับว่ายังมีเรื่องให้เรียนรู้อีกเยอะสำหรับการปลูกผักหวานป่าแบบหยอดเมล็ด





ผู้บัญชาการตัวจริงกำลังเดินตรวจสอบความเรียบร้อยของแถวกองทัพผักหวานป่า "เอ้า ฟ้าวๆโตเด้อพวกสู อย่าให้ตรูได้เหนื่อยเพิ่มนะเฟ้ย" ผมแอบคิดในใจ  ยิงฟันยิ้ม





ยังมีเวลาเหลือจึงเดินขึ้นไปบ้านสวนที่อยู่ไม่ห่างกันนักเพื่อไปเยี่ยมชมผักหวานป่า 2 ปี ที่หลงเหลือรอดมาได้ราว 10% ของจำนวนทั้งหมด(ปี 56 ผมหยอดเมล็ดไป 400 เมล็ด)





พวกที่รอดและพอไปวัดไปวาได้ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่อยู่ใต้ต้นตะขบ(ปีนั้นปลูกตะขบ 10 ต้นเหลือรอด 4 ต้น) นั่นเอง





ใน 10% นั้นก็มีกลุ่มที่เป็นอย่างนี้ด้วย ย้ำกันอีกครั้งนะครับนี่คือผักหวานป่า 2 ปี  โกรธ ท้ายที่สุดแล้วจากการทดลองปลูกผักหวานป่ามา 2 ปี เราได้เรียนรู้แนวทางและปรับเปลี่ยนรูปแบบต่างๆตามความเหมาะสมของพื้นที่ ขอขอบคุณเวบ กพพ. และแหล่งข้อมูลการสืบค้นจาก internet(โดยเฉพาะอุฑยานผักหวานป่า) ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับผม  ยิ้มเท่ห์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2015, 01:43:21 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #395 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2015, 11:28:45 PM »

ปลายเดือนเมษายน... ชั่วขณะที่ดอกหางนกยูงกำลังเริ่มแย้มกลีบ ลมฝนที่พัดผ่านมากลับทำให้ดอกตะแบกปลิดปลิวและร่วงหล่นทั้งที่เบ่งบานได้เพียงไม่กี่วัน ทว่าพวกมันหาได้อาทรอันใดไม่ ธรรมชาติก็เป็นเช่นนี้เองหากเราทำใจยอมรับและไม่เลือกทางเดินที่ฝืนมรรคาแห่งฟ้าดินจนเกินไป แม้นเหตุอันใดมากระทบก็คงมิอาจทำให้จิตใจที่ปลอดโปร่งเกิดความมัวหมองลงไปได้ "ช่วงเวลานี้ของปีที่แล้วเราทำอะไรอยู่นะ" นี่เป็นคำถามที่ผมชอบถามตนเองอยู่เสมอเพราะเรามิอาจปฏิเสธได้ว่าอดีตที่ผ่านพ้นจะไม่ส่งผลอันใดต่ออนาคตซึ่งยังไม่มาถึง แต่คงไม่ใช่เรื่องนักหากเราเลือกใช้ช่วงเวลา ณ ปัจจุบันคิดคำนึงถึงเรื่องราวเก่าๆหรือภาพฝันที่หวังมากจนเกินไป

ช่วงเวลานี้ของปีที่แล้วเราพึ่งได้สวนไกลมาไว้ในครอบครองและกำลังดำเนินการปรับปรุงผืนดินตามความฝัน เนื่องด้วยต้องดำเนินการให้สอดคล้องตามวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ เราจึงลงมือปลูกต้นไม้ได้แค่พื้นที่ 1/3 ของทั้งหมด ผ่านพ้นมาขวบปีต้นไม้ที่ปลูกไว้มีรอดบ้าง ตายบ้าง แต่ก็ถือได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรายอมรับได้ อันที่จริงสำหรับปีนี้เราคาดหวังเพียงปลูกต้นไม้ซ่อมแซมในส่วนที่ตายไป และริเริ่มดำเนินการพัฒนาผืนดินอีก 1/3 ส่วนแต่เมื่อได้ตัวละครลับเข้ามาช่วยเราจึงตัดสินใจที่จะหยิบยกพื้นที่อีก 1/3 สุดท้ายมาพูดคุยกัน นั่นจึงเป็นที่มาของการไถพรวนหน้าดินอีกหนของสวนไกล ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย



เมื่อทำการเตรียมหลุมดินสำหรับปลูกต้นตะขบเกือบเรียบร้อย ฟ้าฝนที่ตกลงมา 2-3 วัน ทำให้ผมตัดสินใจว่าจ้างรถไถมาทำการปรับปรุงพื้นที่อีกส่วนเพื่อรองรับสำหรับการปลูกฝรั่งกับน้อยหน่า งานที่คุยกันไว้คือไถพรวนและยกร่อง โชคยังดีที่ได้ผู้รับเหมาเป็นคนรู้จักจึงพูดคุยปรับเปลี่ยนหน้างานได้ตามที่ใจคิด เพราะเท่าที่ผมผ่านตามาตลอดหลายปี ไม่มีพื้นที่ไหนอีกแล้วในแถบนี้ทำการไถยกร่องเช่นที่ผมต้องการ จึงทำให้ขลุกขลักอยู่บ้างในช่วงแรกแต่พอจับทางได้แล้วคนขับรถไถก็ปฏิบัติการอย่างช่ำชอง





ระยะที่ต้องการคือคันดินกว้าง 2 เมตร ร่องกว้าง 1 เมตร แต่พอเอาเข้าจริงไม่สามารถดำเนินการตามนั้นได้เพราะติดขัดเชิงเทคนิคการไถ ยังดีที่มีรถไถคันเล็กอีกคันมาช่วยผมจึงตัดสินใจปรับความกว้างของคันดินเป็น 1.60 เมตร ตามหน้ากว้างของผานดันดินหน้ารถ แต่คันดินหลายช่วงไม่ได้กว้างตามที่ต้องการเพราะผมไม่อาจเดินวัดระยะให้รถไถตลอดได้ จึงได้แต่ปล่อยให้เขาดำเนินการไปเพราะภาพรวมแล้วยังพอยอมรับกันได้ครับ





แรงจูงใจของปฏิบัติการคราวนี้เนื่องมาจากสภาพของพื้นที่ที่ลาดเอียงเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้น้ำฝนที่ตกลงมามักจะไหลผ่านทางไปเฉยๆ บ้านสวนและสวนล่างมีพื้นที่เพียงน้อยนิดและดำเนินการปรับเปลี่ยนสภาพผืนดินก่อนที่จะได้ศึกษากระบวนท่าการกักเก็บน้ำต่างๆจากพี่ teerapan มาถึงสวนไกลเรามีเวลาคิดทบทวนมากขึ้นจึงได้ทดลองปฏิบัติตามแนวทางที่ศึกษามา คงต้องรอดูผลกันต่อไปในระยะยาว ครับผม  ยิงฟันยิ้ม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 03, 2015, 12:40:38 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #396 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2015, 02:50:35 PM »

ขออนุญาตท่าน nomadic_man เพิ่มเติมข้อมูลที่ได้อ่านมาจากท่านผู้รู้นะครับ  หากเราทำเนินดินขวางทางน้ำตรงๆ แบบในรูปด้านซ้ายมือสุด  ท่านว่าหากเป็นที่ลาดชันมากเนินด้านบนสุดจะรับน้ำ run off จากด้านบนแบบเต็มๆ ทำให้เนินบนสุดอาจจะแฉะจนเกินไปในหน้าฝนจนอาจจะทำผักที่ปลูกให้เกิดโรครากเน่าได้  ส่วนเนินด้านล่างๆ ก็จะแห้งจะเกินไปเนืื่องจากจะไม่ได้น้ำ run-off  นอกจากนั้นหากพื้นที่ลาดชันมากก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาโคลนถล่ม หรือดินถล่มเนื่องจากเนินดินด้านบนๆ อุ้มน้ำมากจนเกินไป


เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวกูรูท่านบอกว่าให้ไถเฉียงๆ สักหน่อยน้ำจะได้มีทางไหลไป  ไม่ขังอยู่เฉพาะเนินบนสุดจนเกิดโรครากเน่า และยังทำให้เนินอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่างได้รับน้ำ run-off จากด้านบนบ้าง  การทำแบบนี้อาจจะทำให้มีโอกาสดินถล่มน้อยลง

ส่วนแบบที่ 3 ด้านขวามือสุดจะเป็นแนวคิดของ Diversion Swale คือให้น้ำ run-off ไหลจากไปช้าๆ โดยให้ไหลอ้อมหลายๆ เนินดินก่อนจะไหลออกไปจากที่ดินของเรา  แต่เนินแบบนี้จะใช้รถไถทำยากสักหน่อย  ส่วนมุมลาดนั้นท่านกูรูบอกว่าถ้าทำได้ประมาณ 1 องศา (1:100) จะทำให้ไม่มีการกัดเซาะ  แต่ถ้ามุมน้อยแบบนั้นน้ำก็จะไหลช้ามากๆ ในทางปฏิบัติจึงอาจจะต้องทำมุมประมาณ 1-5 องศาแทน  แต่ไม่ควรจะเกิน 15 องศาเนื่องจากน้ำจะไหลเร็วเกินไป (โดยปกติมุมเอียงของหลังคาในประเทศไทยจะแนะนำว่าจะต้องมากกว่า 15 องศาเพื่อให้น้ำไหลลงจากหลังคาได้ทัน)  แต่ก็ต้องดูปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ด้วย  การดักน้ำในพื้นที่ฝนตกชุกจะทำให้เสี่ยงต่อดินถล่มได้ครับ

การทำแบบที่ 3 นี้ถ้าขุดเป็นคูน้ำอาจารย์ยักษ์เรียกว่าในภาษาไทยว่า "คลองไส้ไก่" ครับ  ส่วนเรามาประยุกต์ใช้เป็นการยกเป็นเนินดินแทนก็อาจจะเรียกว่า "เนินดินไส้ไก่" ได้นะครับ  ตกใจ

ภาพด้านบนนั้นวาดเองอาจจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องของยืมภาพจากกลุ่มเพอร์มาคัลเชอร์มาให้ดูเพิ่มเติมนะครับ


หมายเหตุ ท่านใดยังไม่เคยอ่านเรื่อง Diversion Swale อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/5-1-diversion-swale.html




nomadic_man ขอขอบคุณพี่ teerapan ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับที่ช่วยนำความรู้มาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการดักน้ำ การเรียนรู้นี่ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆครับผม  อายจัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2015, 09:31:55 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
luckkapom
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 511


« ตอบ #397 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2015, 04:27:31 PM »

ขออนุญาตท่าน nomadic_man เพิ่มเติมข้อมูลที่ได้อ่านมาจากท่านผู้รู้นะครับ  หากเราทำเนินดินขวางทางน้ำตรงๆ แบบในรูปด้านซ้ายมือสุด  ท่านว่าหากเป็นที่ลาดชันมากเนินด้านบนสุดจะรับน้ำ run off จากด้านบนแบบเต็มๆ ทำให้เนินบนสุดอาจจะแฉะจนเกินไปในหน้าฝนจนอาจจะทำผักที่ปลูกให้เกิดโรครากเน่าได้  ส่วนเนินด้านล่างๆ ก็จะแห้งจะเกินไปเนืื่องจากจะไม่ได้น้ำ run-off  นอกจากนั้นหากพื้นที่ลาดชันมากก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาโคลนถล่ม หรือดินถล่มเนื่องจากเนินดินด้านบนๆ อุ้มน้ำมากจนเกินไป


เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวกูรูท่านบอกว่าให้ไถเฉียงๆ สักหน่อยน้ำจะได้มีทางไหลไป  ไม่ขังอยู่เฉพาะเนินบนสุดจนเกิดโรครากเน่า และยังทำให้เนินอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่างได้รับน้ำ run-off จากด้านบนบ้าง  การทำแบบนี้อาจจะทำให้มีโอกาสดินถล่มน้อยลง

ส่วนแบบที่ 3 ด้านขวามือสุดจะเป็นแนวคิดของ Diversion Swale คือให้น้ำ run-off ไหลจากไปช้าๆ โดยให้ไหลอ้อมหลายๆ เนินดินก่อนจะไหลออกไปจากที่ดินของเรา  แต่เนินแบบนี้จะใช้รถไถทำยากสักหน่อย  ส่วนมุมลาดนั้นท่านกูรูบอกว่าถ้าทำได้ประมาณ 1 องศา (1:100) จะทำให้ไม่มีการกัดเซาะ  แต่ถ้ามุมน้อยแบบนั้นน้ำก็จะไหลช้ามากๆ ในทางปฏิบัติจึงอาจจะต้องทำมุมประมาณ 1-5 องศาแทน  แต่ไม่ควรจะเกิน 15 องศาเนื่องจากน้ำจะไหลเร็วเกินไป (โดยปกติมุมเอียงของหลังคาในประเทศไทยจะแนะนำว่าจะต้องมากกว่า 15 องศาเพื่อให้น้ำไหลลงจากหลังคาได้ทัน)  แต่ก็ต้องดูปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ด้วย  การดักน้ำในพื้นที่ฝนตกชุกจะทำให้เสี่ยงต่อดินถล่มได้ครับ

การทำแบบที่ 3 นี้ถ้าขุดเป็นคูน้ำอาจารย์ยักษ์เรียกว่าในภาษาไทยว่า "คลองไส้ไก่" ครับ  ส่วนเรามาประยุกต์ใช้เป็นการยกเป็นเนินดินแทนก็อาจจะเรียกว่า "เนินดินไส้ไก่" ได้นะครับ  ตกใจ

ภาพด้านบนนั้นวาดเองอาจจะดูไม่ค่อยรู้เรื่องของยืมภาพจากกลุ่มเพอร์มาคัลเชอร์มาให้ดูเพิ่มเติมนะครับ


หมายเหตุ ท่านใดยังไม่เคยอ่านเรื่อง Diversion Swale อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/5-1-diversion-swale.html




เป็นความรู้ใหม่ของผมเลย ขอบคุณผู้โพส และเจ้าของกระทู้ ด้วยคับ *-* ยิงฟันยิ้ม



nomadic_man ยินดีครับที่เข้ามาร่วมเก็บเกี่ยวความรู้ ส่วนที่ไร้สาระบ้างก็ข้ามๆไปก็ได้นะครับ  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2015, 09:34:03 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

พิรุฬห์วัฒน์ มะโนนันท์
36/5 ม.2 ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 50130
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #398 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2015, 11:13:09 PM »

swale ลักไก่_โอกาสอาจบางทีอยู่ในก้อนเมฆ

ภายหลังจากปรับที่ทำคันดินยกร่องที่สวนไกลได้เพียงวันเดียวฝนก็เทลงมา เย็นวันนั้นผมและเธอจึงเข้าไปดูสภาพพื้นที่ปรับใหม่อย่างรีบเร่ง(จอดรถไว้ปากทางเพราะถนนเข้าสวนเละและลื่น ขนาดเดินยังพลาดท่าเสียหลายครั้ง) ทำให้เห็นอุปสรรคที่เกิดจากการปรับที่คือ น้ำไหลไปรวมกันทางด้านที่ต่ำสุดของแต่ละแปลง(เราให้ผู้รับเหมาปรับที่เป็น 3 แปลงโดยแต่ละแปลงทำคันดินกั้นแนวขวางอีกทีหนึ่ง) โชคยังดีที่ฝนหยุดตกหลังจากนั้นไม่นานทำให้น้ำไม่ล้นคันดินที่กั้นเอาไว้ เป็นอีกครั้งที่เราได้สายน้ำเป็นผู้ชี้นำหนทางให้เห็นถึงโอกาสพัฒนา

เนื่องด้วยลักษณะงานเชิงเทคนิคของรถไถ ถึงจะทำเต็มที่ก็ไม่อาจได้พื้นดินที่ปรับเป็นระนาบเดียวกันอย่าง 100% ยิ่งสภาพหน้างานที่สวนไกลของเราแล้วจึงเป็นไปได้ยากเพราะพื้นที่ลาดเอียง (หากจะทำจริงคงสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก) ผมจึงพูดคุยกับผู้รับเหมาให้ทำเป็นชั้นๆลักษณะคล้ายทำนาขั้นบันได โดยดันดินจากทางสูงมาทางต่ำ ยกร่องมาตามแนวแล้วพอได้ระดับประมาณหนึ่งก็ปั้นคันดินขวางเอาไว้ จากนั้นค่อยทำซ้ำกระบวนการเดิมในพื้นที่ถัดไป จึงได้รูปแบบเสมือนปรับนาใหม่ 3 แปลงและในนาทำเป็นคันดินยกร่อง ถึงกระนั้นก็ตามแต่สภาพความเป็นจริงยังห่างไกลจากที่คิดเอาไว้มากนัก

ตั้งแต่วัยเยาว์ผมทำของเล่นพังเสียหายมานักต่อนักด้วยการรื้อถอนและประกอบใหม่ อาจด้วยความคึกคะนอง ความลำพอง ความซุกซนหรือจะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ได้จากการกระทำนั้นคือ (แต่ไม่เคยสำเร็จคืนรูปแบบเดิมได้สักที) ของเล่นอีกชิ้นที่ถือกำเนิดจากการดัดแปลงนั่นเอง ที่กล่าวอ้างมาทั้งหมดเพียงเพื่อผมจะหาผู้รับผิดชอบสำหรับ swale กึ่งเล่นกึ่งจริงที่เกิดขึ้น ณ สวนไกล "คนอะไรวะ กล่าวโทษตนเองในอดีตได้"  ยิงฟันยิ้ม

อันเนื่องมาจาก กระบวนท่าที่ 4 swale ของพี่ teerapan แห่งสวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม และก็ต่อเนื่องไปกับองค์ความรู้อีกหลายๆอย่างเกี่ยวกับการกักเก็บน้ำฝนให้เกิดประโยชน์ จึงทำให้ผมนำความรู้ที่ได้มาดัดแปลงใช้กับสวนไกล ที่บอกว่าดัดแปลงเพราะในขั้นตอนการทำ swale อย่างจริงจังต้องมีการวัดระดับ ขุดร่องทำคันดินพร้อมคำนวนร่วมกับปริมาณน้ำฝนที่ตกในแถบพื้นที่ของเรา ส่วนที่ผมทำเรียกได้ว่าเป็น swale ลักไก่  โกรธ วาดภาพในหัว พูดคุยรายละเอียดกับผู้รับเหมา ลงมือทำและรอแก้ไขอุปสรรคเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นตามหลังกันอีกที  ยิงฟันยิ้ม

ยอดนักสืบในหนังแนวสืบสวนมักเอ่ยประโยคเด็ด "จะจับผู้ต้องหาต้องทราบแรงจูงใจ เพราะมันคือมูลเหตุแห่งการกระทำนั่นเอง" (ว่าไปนั่น  ยิงฟันยิ้ม ) แรงจูงใจของผมก็คือ ไม่อยากรดน้ำต้นไม้และไม่ทำระบบน้ำจึงต้องหาวิธีดักน้ำฝน จะดักน้ำฝนจึงต้องทำร่องน้ำยกคันดิน เคลื่อนย้ายดินปริมาณมากจึงต้องจ้างรถไถ เมื่องานรถไถยังไม่ตรงตามความคาดหวังจึงต้องลงมือขุด...

ระหว่างมองผู้อื่นขุดดินอยู่หลายวัน(ร่างกายไม่พร้อมแต่ใจสู้จึงทำได้แค่เพียงเดินตรวจงานและเป็นกำลังใจ) วันก่อนผมจึงได้มีโอกาสลงมือขุดดินซ่อมแซมคันดินเองเสียที ชั่วขณะที่นั่งพักเหนื่อยผมลอบถามตนเองในใจว่า "ทำไมตรูต้องมาขุดดินเป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้ด้วยฟะ" ช่วงเวลาที่เมฆเคลื่อนคล้อยลอยผ่าน อาจมีบ้างที่โอกาสอยู่ไม่ไกลเกินไขว่คว้าแต่ก็ไม่ง่ายดายหากอยากได้มา เพราะเป็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความ "ขี้คร้าน" ของผมนั่นเอง



จากภาพแนวเส้นสีฟ้าคือลักษณะการลาดเอียงของพื้นที่บริเวณที่ผมให้รถไถทำคันดินยกร่อง เนื่องด้วยความลาดเอียงที่ไม่อาจปรับให้หน้าดินได้ระนาบเดียวกัน(หากจะทำถือว่าเป็นงานช้างซึ่งเกินกว่าความจำเป็น) ผมจึงให้ผู้รับเหมาทำเสมือนดันนาใหม่ 3 แปลงโดยปั้นคันดินขวางเอาไว้(ลูกศรสีเหลือง) แล้วในแต่ละแปลงค่อยไถยกร่องอีกที





งานเสร็จแล้วออกมาเป็นเช่นที่เห็นในภาพครับผม





วันถัดมาฝนที่ตกได้ชี้นำโอกาสพัฒนาให้เรา(เหนื่อยกันอีกแล้วงานนี้) ไม่ว่าจะกระทำอย่างไรงานรถไถได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว ในแต่ละแปลงถึงความลาดเอียงจะน้อยลงแต่ก็ใช่ว่าไม่มีอยู่ น้ำในร่องจึงไหลไปรวมกันบริเวณที่ต่ำสุดนั่นเอง(ทิศทางไหลของน้ำตามแนวลูกศรสีเหลือง) งานของพวกเราคือต้องขุดคันดินขนาดเล็กในร่องอีกที(แนวเส้นสีน้ำเงิน) เพื่อไม่ให้น้ำในร่องไหลไปรวมกันอยู่ที่เดียวอันเสี่ยงต่อการเกิดคันดินถล่มเป็นอย่างยิ่ง





แต่สิ่งที่ต้องทำก่อนก็คือซ่อมแซมคันดินที่ดูแล้วต่ำเกินไป งานนี้จอบใครจอบมันครับพี่น้อง เอ้า ขุด ขุด ขุด (คนถ่ายภาพอู้สุดแล้วงานนี้) ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 05, 2015, 03:00:29 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #399 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2015, 05:08:31 PM »

วันนี้ผมได้หยุด 1 วันของวันหยุดรอบนี้ จึงขนต้นตะขบไปปลูกที่สวนไกลน่าจะราวๆ 100 ต้น สืบเนื่องมาจากเมื่อวานตอนเย็นไปสวนได้สักพักแล้วฝนโปรยปรายลงมา จึงรีบเดินทางกลับบ้านพักด้วยความยินดีว่าจะนำต้นไม้ไปปลูก ปรากฏว่าพอไปถึงสวนร่องรอยของฝนกลับตกแค่พอหน้าดินลายเฉยๆ จะบ้าตาย  โกรธ มันอะไรกันเนี่ยแล้วเมฆฝนมืดครึ้มพวกนั้นที่ผมเห็นแล้วขับรถหนีกลับออกมาจากสวนไกลแทบไม่ทันมันมลายหายไปทางไหนกันหมด ไหนๆก็ได้ขนต้นไม้มาแล้วจึงทดลองใช้จอบขุดดูบริเวณหลุมดินที่เตรียมไว้ พบว่ายังพอมีความชื้นอยู่บ้างจึงตัดสินใจปลูกต้นตะขบชุดที่ขนไปกันกลางแดดกันเสียเลย



ขนต้นตะขบไปเต็มคันรถอย่างชื่นใจพอถึงสวนแดดร้อนจ้าและสภาพฝนที่ตกเมื่อเย็นวันก่อนพอให้หน้าดินลายซะงั้น  ยิงฟันยิ้ม





ดูครับดู สภาพหน้าดินที่แห้งแล้งซะอย่างงั้นแต่พอขุดดูหลุมที่เตรียมไว้ยังพอมีความชื้นอยู่บ้างจึงตัดสินใจไม่ขนต้นไม้กลับ วัดดวงกันไปเลย





สามแรงแข็งขันพวกเราช่วยกัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครแอบอู้งานที่สุด  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 05, 2015, 05:10:04 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 [25] 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 ... 39   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: