หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 ... 39   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : ปลายฝันสุดท้าย สุดทางฝัน  (อ่าน 280766 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
thassanaiii008
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #288 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2014, 11:05:44 PM »

ขอโทษน่ะครับ อยู่ด่านซ้ายเหมือนกันเลย สวนอยู่แถวไหนครับผมก็อยากไปทำแบบนี้แต่ตอนนี้กำลังจะเริ่มทำครับ



nomadic_man ยินดีที่สนใจครับผม จริงๆแล้วสวนของผมยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนักเพราะยังไม่มีผลผลิตใดๆออกมาชดเชยค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปได้เลย  ยิงฟันยิ้ม เป็นเพียงแค่แนวคิดของการริเริ่ม "ปลูกในสิ่งที่อยากกิน" เสียส่วนใหญ่ ว่าแต่ว่าหากสนใจแวะมาเยี่ยมชมจริงๆ ติดต่อนัดแนะหลังไมค์ได้ เพราะอยู่ห่างจากตัวอำเภอไม่เกิน 5 กม. ครับผม

.......ครับผม บ้านผมห่างจากตัวด่านซ้าย 9 กม.ครับ ไปทางถนนด่านซ้าย-นาข่าครับ........บ้านนาฮี อ่ะครับ ยิ้ม
บันทึกการเข้า

nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #289 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2014, 10:28:31 PM »

บางสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่าความสำเร็จ

มันเป็นบ่ายวันที่แดดแรงกล้าได้สาดส่องลงมาอย่างทั่วถึง ขณะพักเหนื่อยใต้ร่มเงาของกอไผ่และเหลียวมองไปยังหน่อกล้วยที่ถูกปลูกโดยคุณเพียงลำพัง ก่อนยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าแล้วตักน้ำจากกระติกดื่มแก้กระหาย “ผมกำลังทำอะไรอยู่นะ” การจะปลูกหน่อกล้วยที่สั่งมา 200 หน่อภายในหนึ่งวันเป็นเรื่องยากเมื่อต้องปลูกคนเดียว ถึงอย่างนั้นก็ตามคุณรู้สึกภาคภูมิใจเล็กๆที่ปลูกได้เกือบครึ่งในวันนั้น แล้วค่อยๆทยอยปลูกจนแล้วเสร็จอีกสองสามวันถัดมา โดยชุดสุดท้ายคุณได้ไหว้วานเพื่อนร่วมงานมาช่วย ถึงกับโล่งใจอย่างยิ่งเมื่อภารกิจหลักของงานปลูกต้นไม้ในปีนี้จบไปอีกงาน

หลังจากนั้นไม่นานฝนได้ตกลงมา เมื่อคุณไปดูพวกมันอีกคราวพบว่าส่วนใหญ่เริ่มแทงยอดใหม่ คุณแย้มยิ้มพร้อมหัวเราะเบาๆก่อนจะกล่าวกับตนเองในใจว่า “ใครปลูกกล้วยน้ำว้าตายก็ไม่ต้องไปทำอะไรกินแล้ว” เมื่อเป็นที่แน่ใจว่าพวกมันส่วนใหญ่คงเจริญเติบโตตามที่ควรเป็นทำให้คุณไม่ได้สนใจที่จะไปแลดูกล้วยปลูกใหม่เกือบสัปดาห์

ท้องฟ้าโปร่งปล่อยแดดร้อนแล้งได้ฉันใด ย่อมแปรเปลี่ยนเป็นครึ้มเมฆฝนฉันนั้น
แน่ใจอย่างไรว่าสิ่งที่เห็นจะเป็นอย่างที่คาดคิด…

คุณถึงกับทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่ในเย็นวันหนึ่งเมื่อพบว่าหน่อกล้วยที่ปลูกเอาไว้เกือบทุกหน่อได้เหี่ยวแห้งลงไป คุณลองแกะหน่อกล้วยจำนวนหนึ่งดูแล้วพบว่ามีหนอนตัวเล็กๆกับปลวกจำนวนหนึ่งกำลังแทะกินหน่อกล้วยอย่างเมามัน “ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ” คุณพูดกับเธอ เมื่อกลับมาถึงบ้านคุณลองค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับกล้วยน้ำว้าซึ่งศัตรูที่สำคัญมีสองอย่างคือ หนอนเจาะกอกับโรคตายพราย

คุณยังเข้าข้างตัวเองว่ามันอาจเป็นเพราะสภาพอากาศที่ร้อนแล้งเกินจะทานทนในสัปดาห์นั้น พวกมันจึงเหี่ยวยุบทำให้ปลวกและหนอนตัวเล็กๆมากัดกิน จนเมื่อใช้มีดฟันหน่อกล้วยดูแล้วพบด้วงขนาดเขื่องเหมือนกับภาพทางอินเตอร์เน็ต ใจแทบสลายเมื่อสิ่งที่เห็นได้ยืนยันแล้วว่า ภาพที่ฝันเอาไว้อีกหนึ่งปีข้างหน้าบริเวณนี้จะร่มรื่นไปด้วยกล้วยน้ำว้า 200 กอ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง...

...
...
...


“สิ่งอันใดแม้นตั้งใจกระทำให้ลุล่วงหากไม่สำเร็จย่อมเกิดจากโชคชะตา” เขาพูดขึ้นมาลอยๆเมื่อเห็นผมเงียบไปนาน “อย่างนี้ก็แสดงว่าให้เรายอมจำนนต่อโชคชะตาอะไรก็ไม่รู้อย่างนั้นสิ งั้นก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดีชีวิตนี้” ผมเถียงขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “แล้วบ่ายวันนั้นคุณรู้สึกอย่างไรบ้างกับสิ่งที่ได้ทำ” เขาคงหมายถึงวันที่ผมไปปลูกกล้วยเพียงลำพังเพราะหาใครไปช่วยไม่ได้สักคน นั่นสินะ ตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่ ผมรู้สึกเช่นไร... “ช่วงเวลาที่คุณกำลังเหวี่ยงจอบ เสียงจอบกระทบดิน โกยดินกลบโคนหน่อกล้วย นั่งคลายเหนื่อยใต้ร่มไม้และเหลียวมองก้อนเมฆบนท้องฟ้า คุณรู้สึกอย่างไรกันแน่” จากนั้นเขาพูดอะไรอีกผมก็ไม่แน่ใจนักเพราะเมื่อได้ยินวลีข้างต้นใจผมก็หวนคิดถึงช่วงเวลาแรกๆที่ลงมือปลูกต้นไม้ ตอนนั้นความคาดหวังช่างน้อยนิดผิดกับตอนนี้อย่างเทียบไม่ติด

มันอาจเริ่มจากการซื้อที่ดินผืนใหม่แล้วคิดว่าตนเองมีประสบการณ์มากพอ ทั้งๆในปีแรกคิดเอาไว้ว่าจะไม่ปลูกต้นไม้มากนักด้วยแรงงานเพียงน้อยนิดและเวลาที่น้อยลง จึงเลือกปลูกเพียงส่วนที่ดูแลน้อยๆได้คือต้นไม้ป่ากับกล้วยน้ำว้า เมื่อสั่งกล้วยแบบเพาะเนื้อเยื่อไม่ได้จึงต้องหาหน่อแถวๆนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้อยู่ดี เมื่อมีคนเสนอหน่อกล้วยจากทางไกลด้วยราคาไม่แพงนักจึงตอบรับอย่างยินดี “อย่างน้อยมีคนเคยปลูกมาหลายปีแล้วก็ไม่เป็นโรค อีกอย่างเขาเป็นพ่อค้ารับซื้อกล้วยคงไม่เอาหน่อจากสวนที่ไม่ไว้ใจมาขายให้เราหรอกมัง” ผมมองโลกในแง่สวย จนทำให้ท้ายที่สุดถูกรางวัลใหญ่หน่อกล้วยเกือบทั้งหมดมีของแถมที่ไม่ต้องการมาด้วยคือโรคหนอนเจาะกอนั่นเอง...

“บ่ายวันนั้นผมรู้สึกอย่างไรนะ” ในหัวยังมีเพียงประโยคนี้วนเวียนไปมาทั้งๆที่เขาเดินโซเซกลับบ้านไปแล้วอย่างเมามาย นั่นนะสิตอนนั้นผมรู้สึกอย่างไรกันแน่ คุณครุ่นคิดอยู่นานแล้วหลับตาลง หวนคิดถึงบ่ายวันนั้นเมื่อคุณเหวี่ยงจอบขุดดิน โกยดินใส่หลุมกลบโคนหน่อกล้วย พักเหนื่อยดื่มน้ำเย็นๆในกระติกอย่างกระหายและเหลียวมองฟากฟ้า นั่งพักอยู่นานเพื่อมองภาพฝันที่หวังเอาไว้ก่อนสลัดมันออกจากหัว ลุกขึ้นมุ่งหน้าสู่กลางแดดเพื่อเหวี่ยงจอบครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างสาแก่ใจ



หลังจากเห็นภาพนี้เริ่มไว้วางใจเพราะหน่อกล้วยส่วนใหญ่ได้แทงยอดใหม่ขึ้นมาซึ่งแท้ที่จริงแล้ว "สิ่งที่เห็นหาได้เป็นอย่างที่คิด"




หน่อกล้วยเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพเดียวกันคือเหี่ยวเฉา




เมื่อแกะดูพบร่องรอยพร้อมตัวด้วงเช่นข้อมูลที่ค้นคว้าคือ "โรคหนอนเจาะกอ" ทำให้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมปลูกกล้วยน้ำว้าแล้วตายเพราะใจร้อน ขาดประสบการณ์และมองโลกในแง่ดีเกินไป




มีเพียงไม่ถึง 10 ต้นที่เริ่มแตกยอดใหม่เมื่อสังเกตดูพบว่าไม่มีร่องรอยของหนอนเจาะกอ หน่อกล้วยจึงเริ่มเติบโตตามที่ควรเป็นซึ่งไม่รู้ว่าพวกมันที่เหลือจะรอดพ้นจากโรคนี้ไปได้ไหม ภาพฝันสวนกล้วยน้ำว้าจึงต้องพังทลายเพราะไม่หาญกล้านำมาปลูกอีก(เขาบอกว่าหากมันระบาดพื้นที่ไหนควรเลี่ยงการปลูกกล้วยน้ำว้าบริเวณนั้น)




เมื่อทำใจยอมรับจึงพบ "บางทีความล้มเหลวอาจล้ำค่ายิ่งกว่าความสำเร็จ เพราะมันทำให้เราได้สำรวจถึงความต้องการภายในอย่างแท้จริงอีกครั้งว่า เราต้องการสิ่งใดกันแน่..."
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 06:09:33 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4128


« ตอบ #290 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2014, 06:47:45 AM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ปีที่แล้วผมปลูกกล้วยเมื่อออกพรรษาครับ และก็สภาพคือมองไม่เห็นต้นกล้วยเลยครับ แต่ผมรดน้ำเรื่อยๆ (รดผักหวาน) ตลอด 3 เดือน และกล้วยที่คิดว่าตายกลับแทงหนอขึ้นมาให้เห็นครับ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ผมคิดว่ากล้วยน้ำว้าที่ปลูกอาจมีบางส่วนงอกขึ้นมาใหม่เช่นกันครับ แต่ที่กลัวคือโรคหนอนเจาะกอที่ติดมาด้วยเกรงว่ามันจะระบาดแพร่เชื้ออยู่จนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้  ร้องไห้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 24, 2014, 01:04:27 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #291 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2014, 08:27:38 AM »

ผมถูกสอนแนวคิดเรื่องความแตกต่างของประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness)  และเรื่อง Production vs. Production Capability ทำให้ค่อนข้างเชื่อว่าการวัดประสิทธิผล (Effectiveness) ต้องดูกันในระยะยาวๆ  และหลายสิ่งหลายอย่างเราเร่งไม่ได้  เราต้องรอเวลาและจังหวะที่เหมาะสม

เมือมาประยุกต์ใช้กับการปลูกต้นไม้แบบมั่วๆ ในปีแรกผมพบว่าการเร่งปลูกต้นไม้จำนวนมากๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งวัดโดยจำนวนต้นที่ปลูกต่อช่วงเวลานั้นกลับกลายเป็นว่ามีอัตราการรอดที่ค่อนข้างน้อย  เนื่องจากเราไม่ได้พิถีพิถันในการปลูกมากนักเนื่องจากต้นรีบปลูกโดยเฉพาะในหน้าฝน  นอกจากนั้นเราก็ไม่มีเวลา และกำลังกายมากพอที่จะดูแลเรื่องความชื้น ความร้อน และวัชพืชที่มาคุกคาม  สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปก็เหลือรอดเพียงหยิบมือ  ทำให้ได้ประสิทธิผลน้อย   ซึ่งอาจจะมีข้อยกเว้นบ้างกับพืชบางชนิด เช่น ขี้เหล็ก ซึ่งผมลงทุนเพียงเก็บเมล็ดมาขลิบขอบ (เพื่อเพิ่มอัตราการงอกให้ได้อย่างน้อย 80-90% ซึ่งมากกว่าอัตรางอกตามธรรมชาติมาก) แช่น้ำ 1 คืนก่อนวันปลูก  และใช้วิธีเจาะช่องเล็กๆ ในดินแล้วหยอดเมล็ดตรง  ลงทุนน้อย  ไม่ได้ดูแลเลย แต่ได้ผลตอบแทนมากพอสมควร  การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยๆ ทำให้ขี้เหล็กพอจะสู้กับวัชพืชชนิดอื่นได้ แต่พืชลักษณะแบบนี้มีน้อยมาก (อีกตัวอย่างคือถั่วมะแฮะ)

ในปี 2,3 ผมเริ่มลงทุนใน Production Capability คือโครงสร้างพื้นฐานของสวน เช่น ไฟฟ้า ที่เก็บน้ำ swale ระบบปั๊มน้ำ ฯลฯ ทำให้สะดวกมากขึ้นที่จะดูแลต้นไม้  แต่ผมเองก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยมามุ่งเน้นที่ประสิทธิผล (Effectiveness) ซึ่งคืออัตรารอดของพืชที่ปลูกในระยะยาว (อย่างน้อย 3-5 ปี)   โดยไม่สนใจประสิทธิภาพ (Efficiency) ว่าจะปลูกได้มากสักกี่ต้นต่อช่วงเวลาหนึ่งๆ  ผมลดปริมาณการปลูกที่เคยปลูกร้อยกว่าต้นในช่วงเวลาเสาร์อาทิตย์  มาเป็น 20 - 60 ต้นในช่วงเวลาเท่ากัน  แต่มาลงทุนกับการเตรียมพื้นที่ปลูก  การคลุมดิน  การรดน้ำในวันแรกที่ปลูก (ถ้าฝนไม่ตก) และจัดการกับวัชพืชโดยรอบบริเวณที่ปลูก   นอกจากนั้นก็จะมีการติดตามต้นที่ปลูกใหม่ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกว่าต้องการน้ำเพิ่มเติมหรือไม่   ผมพบว่ากลยุทธ์แบบนี้กลับให้จำนวนพืชที่รอดมากขึ้น   นอกจากนั้นพืชที่เราปลูกจำนวนน้อยๆ ในช่วงฤดูแล้งแลัวเราดูแลจนรอดมาได้กลับงอกงาม และตั้งตัวได้ดีกว่าพืชที่เรามาเริ่มปลูกในฤดูฝน  ส่วนเทคนิคเสริมที่ผมเรียนรู้จากความผิดพลาดในกลยุทธ์แบบที่ 1 คือการเลือกเอาพืชกลุ่มพิเศษมาเป็นไม้เบิกนำ  และเราต้องรอเวลาให้ไม้เบิกนำทำหน้าที่ของเขาก่อน  หากเราเร่งรีบมากไป เราก็จะเหนื่อยมาก  คำถามคือเรารอได้มั๊ย?  เราต้องการอะไรจากการเร่งรีบ?  แล้วสุดท้ายเรารีบแล้วได้ประสิทธิผลจริงอย่างที่เราต้องการหรือไม่?

ผมไม่รู้ว่าถ้าดูกันในช่วงเวลา 3-5 ปี 2 วิธีนี้จะให้ประสิทธิผลแตกต่างกันแค่ไหนสำหรับเกษตรกรวันหยุดที่ต้องลงมือทำทุกอย่างเองอย่างผม  แต่ก็ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ที่ได้ทำผิดพลาดมาให้ฟังครับ  ยิ้มเท่ห์

ปล. ส่วนตัวผมคิดว่าหากผมทำเกษตรเต็มเวลา หรือมีแรงงานจำนวนมากที่ค่าแรงไม่สูงเกินไป ผลลัพธ์ของกลยุทธ์อาจจะแตกต่างกันออกไป  แต่คำถามสำคัญคือ "ผมต้องการอะไรกันแน่?" เนื่องจากการวัดประสิทธิผลที่แท้จริงคือการวัดผลสำเร็จเทียบกับเป้าประสงค์  เป้าประสงค์ของผมอาจจะไม่ใช่เพียงแค่จำนวนพืชที่ปลูกรอดตายได้จำนวนมากๆ แล้วความหลากหลายล่ะ? ระบบนิเวศน์ล่ะ? สัตว์ที่มาอยู่อาศัยล่ะ?  ฤ คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญ  เรากำลังเป็นจิตกรที่กำลังวาดภาพ หรือเราเป็นเพียงผู้ชมที่กำลังดูธรรมชาติรังสรรค์ความงามลงในผืนผ้าใบแห่งนี้  ยิ้มเท่ห์



อ้างถึง
"ผมต้องการอะไรกันแน่?" ฤ คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญ  เรากำลังเป็นจิตกรที่กำลังวาดภาพ หรือเราเป็นเพียงผู้ชมที่กำลังดูธรรมชาติรังสรรค์ความงามลงในผืนผ้าใบแห่งนี้"
nomadic_man ขอบคุณที่ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ครับ เลือกไม่ถูกเลยว่าอยากเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานหรือเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 24, 2014, 01:15:53 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
NOKV1
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #292 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2014, 02:21:09 PM »

ผมก็เพิ่งผ่านประสบการณ์การปลูกต้นไม้ที่เอาจำนวนการปลูกเป็นตัวตั้ง โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพ
ต้นกล้าไม้กว่า 500 ต้นหลากหลายชนิด ลงปลูกเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม โดยไม่ได้รับการเหลียวแลเลยหลังจากนั้น ผ่านมาหนึ่งเดือนเหมือนกับเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น ผมมองไม่เห็นต้นไม้ที่ปลูกเลยนอกจากกล้วย 2 ต้น ที่อยู่ด้านหน้าสุดติดทางเข้า หลังจากสำรวจพื้นที่ปลูกอย่างละเอียด น่าจะมีรอดไม่ถึง 10% และไม่แน่ว่าจะลดลงไปอีกหรือไม่ การไปปลูกต้นไม้เพิ่มอีกร้อยกว่าต้นในวันนั้นช่างหดหู่และหมดหวัง แต่ก็พยายามทำจนเสร็จตามที่ตั้งใจไว้

บนความผิดหวังยังมีสิ่งหนึ่งให้ชื่นใจ  ถั่วมะแฮะที่ไปโรยไว้ ผ่านมา 2 เดือนเริ่มเห็นต้นขึ้นกระจายทั่วทั้งสวน น่าจะหลายร้อยต้น  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



nomadic_man งานปลูกต้นไม้ยังมีอะไรใหม่ให้เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมเสมอครับ ไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัวอีกด้วย แต่แน่ๆที่สวนคุณ NOKV1 ปีหน้ามีไม้พี่เลี้ยงรอสำหรับปลูกต้นไม้มากมายเลย นั่นคือถั่วมะแฮะที่ขึ้นปีนี้ไงครับผม  ยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 25, 2014, 08:48:53 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #293 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2014, 07:30:03 PM »

ผมเคยมีความสุขกับจำนวนที่ได้ปลูกลงไปโดยไม่สนใจจำนวนที่รอด อาจเพราะในช่วงเวลานั้นผมใช้การอยู่กับต้นไม้ เป็นการฝึกตนเองเพื่อล้างพิษจากกิจกรรมอื่นๆมากมายที่เราเคยใช้เวลา(บ้างเสียเวลา)ไปกับมัน  ในวันนี้แทบจะไม่ได้ติดตามผล บ้างก็ลืมเลือนไปแล้ว จะได้หวนคิดถึงต้นไม้นั้นๆอีกครั้งก็ตอนที่เราไปปลูกทับซากหลุมเดิมที่มีร่องรอยของถุงดำถูกดินกลบที้งไว้เป็นหมุดหมายว่าที่ตรงนี้เคยมีต้นไม้ถูกปลูกอยู่  บางแห่งพบซากถุงดำซ้อนกันสองใบแสดงว่าผ่านการแก้มือมาแล้ว  

ข้อดีของการปลูกเยอะคือมันทำให้รู้ถึงความแกร่งของต้นไม้ชนิดต่างๆและใช้เป็นแนวทางในการวางแผนปลูกใหห้เหมาะกับพื้นที่เราได้ เป็นความรู้มือหนึ่งล้วนๆนะครับ  ตอนนี้ผ่านมาห้าปีผมพื้นที่ปลูกต้นไม้ลดลงคงเหลืองานปลูกครั้งละไม่กี่สิบต้น ปลูกได้ปราณีตขึ้นและก็รอดมากขึ้น เมือสภาพผืนดินเปลี่ยนไปไม้บางต้นที่ไม่เคยโตได้ในพื้นที่บางแห่งก็กลับโตขึ้นได้เอง  ยังคงมีเรื่องให้เรียนรู้ระหว่างทางอีกเยอะครับชั่วชีวิตนี้คงเรียนวิชาป่าได้ไม่หมดทีเดียว




nomadic_man เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งการปลูกต้นไม้ยังมีอะไรสดใหม่ให้เรียนรู้เสมอ ยิ่งถ้าเป็นต้นไม้ที่เพาะเองกับมือ พอเห็นมันสูงท่วมหัวแล้วบรรยายความรู้สึกไม่ถูกเลยครับผม  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 26, 2014, 09:20:56 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #294 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2014, 07:33:10 PM »

ปลายฝันที่ 10 “ขุดสระ” เป็นคำตอบสุดท้าย(หรือไม่)

บทความต่อไปนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคล สามารถสนับสนุนหรือเห็นต่างทางความคิดได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

 
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าน้ำคือปัจจัยหลักสำหรับสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ พื้นที่บนโลกประกอบไปด้วยผิวน้ำถึงร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือร้อยละ 30 เป็นผิวดิน ดูเหมือนจะมีปริมาณน้ำอยู่มากมายทว่าส่วนใหญ่เป็นน้ำเค็มในทะเลและมหาสมุทร มีน้ำจืดเพียงไม่มากนักที่ผู้คน สัตว์หรือต้นไม้เข้าถึง ไม่ว่าเราจะมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรมากน้อยสักเท่าใดหากไม่มีแหล่งน้ำสนับสนุนก็หมดความหมาย



แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เราสามารถเข้าถึงได้แก่ ปริมาณน้ำฝนตามฤดูกาล แม่น้ำลำธาร หนองหรือบึง ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการจึงต้องมีการดัดแปลงธรรมชาติให้สนองตอบความอยากอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ มีการทำฝนเทียม สร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ กั้นฝายกั้นห้วยและขุดสระ เพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบครองน้ำสำหรับใช้งาน



ดูเหมือนว่าน้ำฝนตามฤดูกาลจะเป็นแหล่งน้ำที่ต้นทุนน้อยที่สุด แต่หากฝากความหวังไว้กับมันเพียงอย่างเดียวก็เป็นความเสี่ยงมิใช่น้อย ยิ่งยุคสมัยปัจจุบันที่สภาพอากาศแปรปรวนไม่สามารถคาดการณ์ได้ เราจึงพบเห็นการบริหารจัดการน้ำชนิดหนึ่งได้ทั่วไปๆแทบจะทุกพื้นที่นั่นก็คือการขุดสระ เพราะมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนยุ่งยากเพียงแค่ขุดดินบริเวณที่ต้องการ จะใหญ่จะเล็กก็แล้วแต่ความพึงพอใจ กอปรกับการพัฒนาเครื่องจักรเปลี่ยนแปลงโลกขึ้นมาซึ่งคือรถแบคโฮ การขุดสระกักเก็บน้ำจึงเป็นเรื่องง่ายๆให้เงินหลุดลอยออกจากกระเป๋าของเรา



เมื่อมีสระกักเก็บน้ำในพื้นที่จึงทำให้เราวางแผนการเพาะปลูกได้โดยง่าย และหากมีการเจาะบาดาลอีกยิ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการบริหารจัดการน้ำไว้ใช้งาน สระที่ขุดหากมีปริมาณน้ำเพียงพอยังทำให้เราเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อบริโภคหรือการค้าเป็นหนทางเพิ่มรายได้อีกด้วย แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่เราได้รับจากการขุดสระ(ไม่รวมการขายดินที่ขุดจากสระ ได้ทั้งสระได้ทั้งเงินจากการขายดิน) แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่าการขุดสระนั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับการบริหารจัดการน้ำ

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


บางพื้นที่โชคดีขุดสระแล้วพบตาน้ำทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงสระอยู่ไม่ขาดแต่บางพื้นที่ขุดไม่เจอตาน้ำเลย เมื่อฝนทำหน้าที่เติมเต็มน้ำในสระเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะเหือดแห้งไปหมด ถึงจะมีการช่วยปรังปรุงให้ก้นสระกักเก็บน้ำได้ก็ถือเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเท่านั้น เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ คำตอบก็คือระดับน้ำใต้ดินที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่นั่นเอง





ภาพตัวอย่างแสดงถึงพื้นที่แห่งหนึ่งมีความต้องการขยายแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้น พร้อมปรับปรุงพื้นที่โดยแผ้วถางต้นไม้ดั้งเดิมออกเพื่อปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว แถบสีเทาแสดงให้เห็นถึงระดับน้ำใต้ดินเดิมที่เคยเป็น



ภาพตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ภายหลังจากขุดสระและปรับแต่งให้โล่งเตียนเตรียมพร้อมสำหรับเพาะปลูก ในช่วงปีแรกๆปริมาณน้ำในสระอาจเพียงพอสำหรับใช้สอย ส่วนพืชที่ปลูกยังได้อาศัยทั้งน้ำฝนและน้ำใต้ดิน แต่เมื่อผ่านไปอีกหลายปีปริมาณน้ำผิวดินที่เคยซึมลงข้างล่างกลับลดน้อยลงเนื่องจากเกิดการ run off มากขึ้น(คุณภาพของหน้าดินที่ย่ำแย่จากการเพาะปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว) ทำให้สระน้ำเริ่มแห้งเหือดและดำรงอยู่อย่างผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์เดิม (ลูกศรสีฟ้าแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำใต้ดินได้ระเหยออกสู่ภายนอกทางผนังสระ)



ภาพตัวอย่างแสดงถึงสระที่กลายสภาพเป็นช่องระบายของระดับน้ำใต้ดินแทนการกักเก็บน้ำดังนั้นจึงทำให้ระดับน้ำใต้ดินค่อยๆลดลง ลดลง จนในที่สุดก็ไปอยู่ระดับเดียวกับก้นสระ ถึงน้ำฝนจะเติมเต็มให้สระมากเพียงใดก็ไม่เพียงพอเสียแล้ว เช่นกันกับพืชที่ปลูกคงต้องอาศัยความชุ่มชื้นจากปริมาณน้ำฝนเพียงเท่านั้น หรืออาจนำน้ำจากสระขึ้นมาใช้งานหากมันยังพอทำได้นะ นั่นหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เราสูญเสียไปอย่างเลี่ยงไม่ได้...



ใช่ว่าจะไร้หนทางแก้ไขสำหรับเรื่องราวข้างต้น วิธีการง่ายๆก็คือทำให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่จำเป็นต้องถมสระที่ขุดเพียงแค่เริ่มจากการทำให้สระกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเสียก่อน คือปลูกพืชตระกูลกกหรือหญ้าแฝกบริเวณขอบสระ จากนั้นค่อยขยายการปลูกออกจากขอบสระไปเรื่อยๆ โดยเน้นเป็นไม้ยืนต้นเพื่อสร้างร่มเงาลดอัตราการระเหยของน้ำพร้อมกับผลพลอยได้จากระบบรากคือช่วยลดการ run off ของน้ำผิวดินลงและทำให้น้ำเริ่มซึมลงพื้นมากขึ้นทีละน้อย เมื่อปิดช่องทางระบายของระดับน้ำใต้ดิน เพิ่มเติมน้ำลงเรื่อยๆ ธรรมชาติก็จะฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์เอง



ท้ายที่สุดแล้วหากมนุษย์ลดความอหังการ์ลง ยอมรับและเข้าใจว่าเราเองก็เป็นเพียงองค์ประกอบบางส่วนของธรรมชาติหาใช่จุดหมุนแห่งจักรวาลไม่ อนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไรผมคงตอบไม่ได้ อย่างน้อยโลกใบนี้ยังเพียงพอที่จะรองรับสรรพชีวิตให้ดำเนินไปได้อย่างปรกติสุข ผมเชื่อเช่นนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 06:13:04 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #295 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2014, 12:48:29 PM »

ช่วงนี้ยุ่งๆวุ่นๆอยู่กับการดูแลเด็กหญิงเม็ดทราย จึงไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมใดนัก สวน 3 สวน ตอนนี้หญ้าแทบจะท่วมหัวแล้ว  ยิงฟันยิ้ม ช่างมันก่อน คงมีสักวันที่เป็นของเรา(ว่าไปนั่น) เมื่อวานตอนเย็นเกลี้ยกล่อมน้องเม็ดทรายให้ไปขึ้นเวรกับเธอได้สำเร็จ มีช่วงเวลาสั้นๆจึงต้องไปจอบไปยามป่าเห็ดเสียหน่อย ยังไม่ใช่ป่าเห็ดหลักเป็นเพียงป่าโคกเล็กๆใกล้ที่ทำงานซึ่งปีก่อนผมเคยไปล้อมขุดต้นผักหวานป่ามา เมื่อสังเกตจากสภาพป่าจึงคิดว่าเห็ดน่าจะออกเพราะมีต้นเต็ง-รัง เยอะพอสมควร





ไม่ผิดหวังเพราะปีก่อนได้เห็ดละโงกกิน 2 รอบกับป่าเห็ดแห่งนี้ ปีนี้ฝนแล้งแถมไฟยังเข้าป่า ไปสำรวจรอบแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วปรากกฎว่าคว้าน้ำเหลวได้เห็ดมาเพียงไม่กี่ดอก เมื่อวานไปอีกรอบกะว่าจะแกงเห็ดละโงกกินเสียหน่อยแต่ก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง โชคยังดีที่เดินไปเดินมาเจอเห็ดหน้าแดงกลุ่มหนึ่ง ได้กลับมาพอแกง 1 ถ้วยครับผม  ยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 06:13:40 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #296 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2014, 08:07:05 PM »

วันนี้มีเวลาแอบไปดูความรกที่บ้านสวนกับสวนไกล  โกรธ ต้นกล้วยที่ปลูกไว้ 200 ต้นงอกขึ้นมาพอให้ใจชื้นเกือบ 50 ต้น แต่ก็ยังไม่ทราบว่าโรคหนอนเจาะกอที่ติดมาด้วยจะยังระบาดอยู่ไหม คงต้องรอดูกันต่อไป เฮ้อ...




ยังมีความหวังเสมอแม้ไม้อาจทราบได้ว่าปลายทางจะเป็นเช่นไร...




ความรกของป่าเห็ดที่ปลูกไว้เมื่อไม่ได้ไปเหลียวแลเริ่มทำให้ต้นไม้ถูกกลืนอยู่ในดงวัชพืช




ความอันตรายที่แฝงอยู่ในดงวัชพืชคือพวกตระกูลเถาที่เลื้อยรัดไปเรื่อย...



ไม่รู้จะพอมีเวลาไปกู้วิกฤตวันไหนเนี่ย  ยิงฟันยิ้ม



สิ่งที่น่าใจชื้นที่สุดของสวนไกลคือปริมาณน้ำที่เกินคาด... จบการรายงานสภาพความรกของสวน ครับผม  ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 06:14:58 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
chunkung
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2070


« ตอบ #297 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2014, 10:21:43 AM »

ดูจากที่ทำงานบ่เห็นภาพ  ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
เก็บไว้อ่านที่บ้านดีกว่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ปีหน้าพาไปเก็บเห็ดหน่อยเด้อ พี่ท่าน  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์




nomadic_man ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียน ปีหน้ายังไม่อาจทราบได้ว่าป่าเห็ดที่ปลูกจะมีเห็ดออกหรือไม่ แต่สำหรับป่าธรรมชาติ ไม่ว่าจะแล้งแค่ไหนหรือไฟป่าเข้าเพียงใด ก็ยังพอมีเห็ดให้หาเก็บกินได้บ้าง สิ่งเดียวที่เข้าป่าแล้วเห็ดจะหายไปคือ "ความโลภ" ครับผม  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2014, 12:30:27 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

สวนไผ่เลี้ยงเพาะเมล็ด
น้องรุ่ง
ultranoi
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 609


« ตอบ #298 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2014, 01:19:08 AM »

ความโลภอยู่ที่ไหน แม้มหาสมุทรก้อหมดความเค็มได้



nomadic_man 2 ต่อ 0 เสียง มติเป็นเอกฉันท์ครับผม  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2014, 11:28:18 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

สวนน้ำหนาว ของคนรักแม่ กลัวเมีย เทิดทูนในหลวง ขอใช้ชีวิตที่เหลือแทนคุณแผ่นดิน
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4128


« ตอบ #299 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2014, 07:58:19 AM »

ดูจากที่ทำงานบ่เห็นภาพ  ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
เก็บไว้อ่านที่บ้านดีกว่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ปีหน้าพาไปเก็บเห็ดหน่อยเด้อ พี่ท่าน  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์




nomadic_man ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียน ปีหน้ายังไม่อาจทราบได้ว่าป่าเห็ดที่ปลูกจะมีเห็ดออกหรือไม่ แต่สำหรับป่าธรรมชาติ ไม่ว่าจะแล้งแค่ไหนหรือไฟป่าเข้าเพียงใด ก็ยังพอมีเห็ดให้หาเก็บกินได้บ้าง สิ่งเดียวที่เข้าป่าแล้วเห็ดจะหายไปคือ "ความโลภ" ครับผม  ยิงฟันยิ้ม

ขอให้ได้ป่าเห็ดนะครับ ผมจะได้ขอคำชี้แนะด้วย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



nomadic_man แหะๆ ผมก็หวังเช่นนั้นครับ จากที่ทดลองดูวิธีที่ง่ายที่สุดที่ทุกท่านสามารถทำได้คือเตรียมต้นกล้าไม้ที่สามารถอยู่ร่วมกับเชื้อ mycorrhiza ได้ เช่นยางนา ตะเคียน จากนั้นเมื่อถึงฤดูเห็ดออก นำดอกเห็ดแก่ๆ เช่นเห็ดละโงก เห็ดผึ้ง เห็ดเผาะมาปั่นแล้วก็เทรดลงในถุงชำ ทำไปเรื่อยๆตามแต่จะหาเห็ดมาได้ ซึ่งต้นกล้าพวกนี้ต้องปลูกปีถัดไป(ต้นกล้าอ่อนพอประมาณจะเหมาะสม) อีกไม่เกิน 5 ปีหากเชื้อเห็ดติดที่รากไม้แล้วคงสนุกได้เก็บเห็ดกันแน่ครับ  ยิงฟันยิ้ม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2014, 11:35:13 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
anue0159
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


« ตอบ #300 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2014, 09:19:12 PM »

ได้ความรู้ดีครับ



nomadic_man ขอบคุณครับ ส่วนที่ไม่ค่อยมีสาระ(ส่วนใหญ่)ก็ผ่านๆไปก็ได้  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2014, 10:52:24 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #301 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 03:53:44 PM »

ช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันในงานสวนเนื่องจากไม่มีเวลา หลายวันก่อนเมื่อยามเย็นเกลี้ยกล่อมให้น้องเม็ดทรายไปสวนล่างเป็นเพื่อนได้สำเร็จเพื่อที่จะไปดูความรกของสวน  โกรธ สภาพสวนบนกับสวนไกลก็ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก ถือเสียว่า "หญ้างามเพราะดินดี"  ยิงฟันยิ้ม


ขนต้นไม้ป่าเห็ดไปปลูกเพิ่มอีกหน่อยที่สวนล่าง




สวนรก สวนรก และสวนรก  ยิงฟันยิ้ม





พ่อจ๋าๆ น้องขอถ่ายรูปหน่อย ก่อนกลับเลยจัดให้ น้องเม็ดทรายเก็บภาพเองครับ  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 06:15:44 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
ป้อม หนองซอน
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« ตอบ #302 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 04:37:54 PM »

เริ่มเข้ามาเป็นสมาชิกครั้งแรกก็ได้ความรู้มากมาย ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ขอบคุณครับที่แวะเข้ามาเยี่ยมชม อันไหนมีสาระก็เก็บไว้อันไหนไม่มีก็ทำเป็นมองไม่เห็นแล้วกันนะครับ  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 23, 2014, 10:04:20 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 754


« ตอบ #303 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 10:58:23 PM »

มิตรภาพและการแสวงหา_00(ตะกอนแห่งความทรงจำ)

หลายต่อหลายครั้งที่เราหวนคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ
บ่อยครั้งที่หัวเราะ อมยิ้ม และแอบน้ำตาคลอ
กับตะกอนแห่งความทรงจำเหล่านั้น
บางสิ่งบางอย่างได้แปรเปลี่ยนไปตามวันเวลา
ดุจริ้วทรายใต้ลำธารที่ไม่อาจคงสภาพเดิมเอาไว้ได้
แล้วจะแน่ใจได้อย่างไร...
ว่าเราวันนี้ ยังเป็นเรา




ภาพถ่ายสองชุดนี้(ซ้าย-ขวา)ผมเก็บภาพไว้ด้วยระยะเวลาที่ห่างกันถึง 7 ปี แต่เป็นช่วงเดียวกันคือเดือนกรกฎาคม ระยะเวลาที่ยาวนานกับความคิดอ่านที่เปลี่ยนแปลงนับครั้งไม่ถ้วน ไม่อาจทำลายอะไรก็แล้วแต่ซึ่งทำให้ผมบังเอิญเก็บภาพมุมเดิมเอาไว้




"ในความเปลี่ยนแปลงยังมีความไม่เปลี่ยนแปลง"




"ในความไม่เปลี่ยนแปลงยังมีความเปลี่ยนแปลง"




โปรดติดตาม มิตรภาพและการแสวงหา_01(จุดกำเนิดเริ่มจากดิน) ได้ในตอนต่อไป...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2015, 11:52:49 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 ... 39   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: