หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 39   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : ปลายฝันสุดท้าย สุดทางฝัน  (อ่าน 319204 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #96 เมื่อ: กันยายน 04, 2013, 11:33:47 AM »

โห สวนนี้มีแต่เห็ดครับ  อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง น่ากินมาก ปักหมุดไว้ก่อนว่างๆ จะขอเข้าชมสวนบ่อยๆนะครับ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์

ขอบคุณครับที่แวะมาบ่อยๆ  ยิ้มเท่ห์

ว่าด้วยเรื่อง "อาหารจากธรรมชาติ" ตอนที่ 1


ภูมิลำเนาเดิมแม่ผมเป็นอำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งกลางทุ่งกุลาร้องไห้ แม่สู้ชีวิตจนได้เข้ามาเป็นลูกจ้างอยู่ในตัวจังหวัดร่วมกับพ่อ ท่านทั้งสองคนบากบั่นจนเก็บเงินสร้างบ้าน ซึ่งที่ดินบ้านเกิดผมมีพื้นที่ไม่ถึง 100 ตรว. ทำให้แม่จะคอยย้ำเสมอให้ผมใส่ใจกับการเรียน เพราะไม่ได้มีกองเงินกองทองหนุนอยู่ แน่นอน ผมในวัยเด็กหาได้ใส่ใจไม่ ผลการเรียนอยู่ในกลุ่มกลางห้องเสมอมา  โกรธ

ในตอนปิดเทอมแต่ละครั้ง แม่จะชอบส่งผมไปอยู่กับยายและบรรดาญาติที่บ้านนอก ทำให้ผมกลายเป็นปลาสองน้ำ เรียนรู้วิถีชีวิตทั้งเด็กในเมือง กับเด็กบ้านนอกควบคู่กันไป ท้องทุ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วต่างจากปัจจุบันอย่างจำภาพไม่ได้ เครื่องจักรแทบไม่มี แรงงานที่สำคัญคือคนกับควาย

อาหารการกินในตอนนั้นยังมีอย่างอุดมสมบูรณ์ หากต้องไปนา ชาวบ้านเพียงนึ่งข้าวเหนียวติดตัวไปกับปลาร้า ที่เหลือไปหาเอาข้างทาง แม้แต่น้ำดื่มยังไปขุดบ่อซึมเอาข้างสระที่ปลายนา ผมในวัยเด็กจึงมักจะได้เปิบพิสดารอยู่เสมอ ตั้งแต่ กิ้งก่า แย้ นก หนู แมลงต่างๆ งู กระทั่งตุ๊กแก  โกรธ  รวมถึงพืชผักป่าต่างๆตามฤดูกาล

มีอยู่หนหนึ่งที่ผมจำติดตามาจนกระทั่งปัจจุบัน ผมกับกลุ่มเพื่อนๆจะวิ่งนำหน้าผู้ใหญ่ตอนขากลับ เมื่อถึงป่าโคกเห็ด พวกเราจะหากันอย่างสนุกสนาน ซึ่งไม่ค่อยได้นัก พอลุงเดินมาถึง แกบอกว่า "มานี่ๆ จะเสกเห็ดมาให้ดู" ไม่พูดเปล่าแล้วแกก็เดินเข้าไปในพุ่มไม้  เข้าพุ่มไหนก็ช่างจะมีเห็ดติดมือออกมาตลอด จนผมเชื่อเป็นจริงจังว่าแกมีมนต์เรียกเห็ด  ยิงฟันยิ้ม

พอพ้น ป.6 ผมก็ไม่ค่อยได้ไปบ้านยายในช่วงปิดเทอมอีก ไม่ได้ไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีกเลย...ผมชื่นชอบอาหารจากธรรมชาติเป็นอย่างมาก รวมกับชอบการเดินป่าเป็นการส่วนตัว จึงเป็นที่มาของการเดินป่าหาเห็ด หาหน่อไม้ กิน ตามประสาคนจน ครับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 25, 2013, 02:06:27 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #97 เมื่อ: กันยายน 04, 2013, 08:45:35 PM »

ว่าด้วยเรื่อง "อาหารจากธรรมชาติ" ตอนที่ 2

ที่บ้านเกิดของผมไม่มีภูเขา ครั้งแรกที่มาสมัครงานที่นี่ทำให้ผมตื่นตะลึง เพราะเป็นเมืองที่มีภูเขาล้อมรอบ อย่างที่เคยบอกไว้ ผมเคยมีความฝันว่าอยากมีบ้านเชิงเขา เมื่อเห็นภูเขาทีไรให้ความรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก เมื่อมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ก็มีความคิดว่าอยากไปให้ถึงยอดเขาทุกลูกในแถบนี้ ช่วงแรกๆก็ติดตามรุ่นพี่ไปล่ากล้วยไม้ป่า ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ได้กล้วยไม้มาไม่มากเพราะไม่ได้สนใจ แค่อยากไปเดินป่าเล่นเฉยๆทำให้สนิทกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาหากินต่างๆให้ผมเอง

หน้าหนาว หาปูหิน งมหอยแก่ง หน้าร้อนล่ากล้วยไม้ หน้าฝน เข้าป่า หาเห็ด หาหน่อไม้ นี่คือตารางกิจกรรมของวัดหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงหลายปีแรก
เมื่อเข้าป่าหาเห็ดปีแรกๆ ผมเดินตามหลังรุ่่นพี่แบบเงาตามตัว เนื่องด้วยกลัวหลง "คืบก็ป่า ศอกก็ป่า" คำนี้หากใครเคยเดินป่าจะเข้าใจ เห็ดที่เก็บได้ปีแรกๆ จะเป็นแบบที่รุ่นพี่บอกให้เก็บ เมื่อเห็นแกเก็บเห็ดได้ราวกับมีมนต์ มันทำให้ผมคิดถึงลุงในตอนนั้น จริงๆแล้วลุงและรุ่นพี่ไม่ได้มีมนต์ แต่พวกเขามีสิ่งที่เหมือนกันคือ ความเข้าใจในธรรมชาติ

"ก็จำเอาสิ" รุ่นพี่บอกผม เมื่อผมถามว่าจะรู้ได้อย่างไรเห็ดไหนกินได้ และเกิดที่ไหน เห็ดโคนจะออกเป็นสาย ให้หาแถวๆกอคายที่มีจอมปลวกอยู่ใกล้ๆ
เห็นไคจะออกที่เดิมๆ เห็ดละโงกก็ออกที่เดิมๆ เห็นผึ้งจะออกกับต้นไม้แบบนี้ จำไว้ เห็ดเครื่องก็ออกกับต้นไม้แบบนั้น เห็ดข่ากินได้ แต่แถวนี้เขาไม่กินกัน

ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเห็ดมาก่อน (ตอนเด็กเมื่อนานมาแล้วรู้จักแต่เห็ดโคน เห็ดละโงกกับเห็ดไค) มาอาศัยเรียนรู้เอาทีละหน่อย ข้อสำคัญคือ "อันไหนไม่เคยกิน อย่าเก็บมา" พี่สอนไว้ โชคดีที่แม่ยายรู้เรื่องนี้พอสมควร หากชนิดไหนไม่แน่ใจผมจะแยกเก็บแล้วเอามาถามแม่ยายที่บ้าน อันไหนกินได้ไม่ได้ก็ต้องจำไว้

หลายปีให้หลังเริ่มฉายเดี่ยวได้ จากเคยหาแบบเป็นเงาตามตัวก็ไปด้วยกันแต่แยกกันหา เช่นเคย รุ่นพี่มักจะได้เยอะกว่าเสมอ ทั้งๆที่เดินใกล้ๆกัน ราวกับว่ามีที่หาของแต่ละคน ป่าที่หากว้างระดับหนึ่ง เป็นป่าอนุรักษ์ของวัดป่า เรื่องสารเคมีที่เป็นพิษจึงแน่ใจได้ระดับหนึ่งว่าไม่มี ก่อนหน้านี้ปีแรกๆ คนหาอยู่ไม่กี่คน ปัจจุบัน 3-4 หมู่บ้านรอบข้าง ต้องมาหากินที่นี่หมดแล้ว การแข่งขันจึงสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

หากทุกคนหาแค่พอกินก็ยังเพียงพอสำหรับทุกคน แต่ตอนนี้มีทั้งคนที่หากินหาขาย มันก็เลยดูเหมือนเห็ดที่ได้แต่ละครั้งน้อยลงเรื่อยๆ (ทั้งที่จริงผมว่าเห็ดออกเยอะขึ้นแต่คนหาเยอะขึ้นด้วย)

หาเห็ดบางทีก็เป็นเรื่องของโชค ของโอกาส ของการกะเวลาที่เหมาะสม ของการอ่านฟ้าอ่านอากาศของแต่ละคน และที่สำคัญ เป็นเรื่องของความมุ่งมั่นและแรงใจ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เราเหน็ดเหนื่อยและท้อถอย เมื่อเห็นเขาหาออกมาก่อนแล้วเต็มถุงเต็มตะกร้า แต่เราก็ต้องลองเสี่ยงหาที่เก่าที่เขาหาไปแล้ว และยอมเดินไกลขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาส อย่างน้อย "สี่ส้าห้าดอกพอได้ให้เด็กหญิงกิน" แค่นี้ก็มีแรงใจที่จะก้าวต่อแล้ว ครับผม  ยิ้มเท่ห์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 28, 2013, 01:20:31 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #98 เมื่อ: กันยายน 05, 2013, 10:42:28 AM »

ว่าด้วยเรื่อง "อาหารจากธรรมชาติ" บทแทรก
ภาพชุดนี้ถ่ายเก็บไว้เมื่อ 3 ปีก่อน เป็นการเดินป่าหาผักหวาน แต่ก็ไม่ได้มากนัก เนื่องจากเจ้าถิ่นเก็บไปหมดแล้วตั้งแต่เช้า จึงเป็นการปีนเขาเล่นเดินชมธรรมชาติมากกว่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



ยอดผาข้างบนคือเป้าหมายของเราในวันนั้น





ไม้ดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมที่พบข้างบน ไม่แน่ใจว่าเป็น "พุดผา" หรือเปล่า





แล้วก็ขึ้นมาถึงจนได้ พักกันหลายยกทีเดียว





ทหารไม่ทราบสังกัดจับนักท่องเที่ยวเป็นตัวประกัน เรียกร้องให้เปิดเสรีการค้าขายผักหวานป่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม





แอ๊คท่ากันแบบจัดเต็มเชียว  ยิงฟันยิ้ม




ทหารป่ากำลังหาอารหารให้นักท่องเที่ยว ปีนต้นผักหวานป่าที่ชาวบ้านแถบนั้นฟันยอดไว้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:08:30 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #99 เมื่อ: กันยายน 05, 2013, 03:11:21 PM »

ว่าด้วยเรื่อง "อาหารจากธรรมชาติ" บทส่งท้าย : การล่มสลายของพื้นที่ลุ่มน้ำ

ก่อนหน้าผมจะมาอยู่ที่นี่ อาหารการกินแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาได้เอง ส่วนใหญ่จะมาจากการซื้อ 8 ปีที่ผ่านมากับความเปลี่ยนแปลงทำให้ผมรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูกกับพื้นที่ป่าที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งไม่อาจกล่าวได้ว่า เป็นความผิดของใคร "ขาดการบริหารจัดการที่ดีและไม่สามารถมองเห็นภาพองค์รวม" ผมให้นิยามคำจำกัดความกับตนเองอย่างนี้

อำเภอเล็กๆแห่งนี้มีพื้นที่ราบเพียงน้อยนิด และที่เหลือยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำหลายสาย กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติ จากกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกรากที่ยากจะต้านทาน ที่เข้ามาพร้อมกับคำว่า "การพัฒนาและความเจริญ" "ปูหิน" และ "หอยแก่ง" เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ ต้องบุกป่าฝ่าดงขึ้นไปทางต้นน้ำเพียงเพื่อที่จะไปพบว่า กำลังกลายเป็นพื้นที่เพาะปลูก "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" พืชเศรษฐกิจที่ส่งเสริมกันนักหนาจากภาครัฐ


ปูหินกับที่อยู่อาศัยตามแก่งหินของลำน้ำ (ภาพประกอบจาก internet) วิธีหาคือใช้ของคาวเช่น โครงไก่ เนื้อ เป็นต้น แล้วสับเหยื่อล่อให้เป็นชิ้นพอประมาณ จากนั้น ใช้ไม้ไผ่ผ่าปลายเล็กน้อยลักษณะเหมือนไม้ปิ้งไก่ แต่ความยาวของไม้ 50 - 100 ซม. โดยประมาณ หนีบไว้บริเวณปลายไม้ แหย่ลงไปบริเวณโขดหินตามแก่ง เมื่อเห็นไม้ขยับคล้ายไปมา แสดงว่าปูหินกำลังมากินเหยื่อ ให้ค่อยๆย่องเข้าไป จากนั้นใช้มือล้วงเข้าไปจับตัวออกมา ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความชำนาญอย่างยิ่ง พรานจริงๆใช้โครงไก่ 2-3 โครง สามารถหาปูหินได้เป็นกระสอบโดยที่ยังนำโครงไก่มาทำกับแกล้มได้อีก อะไรจะเทพปานนั้น  โกรธ






เมื่อหน่วยงานต่างๆของรัฐทำตัวคล้ายเสือกระดาษ พื้นที่ป่าจึงถูกบุกเบิกเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง รวมกับเริ่มมีนายทุนมาจับจองซื้อพื้นที่เพื่อปลูกยางพารา เมื่อชาวบ้านขายไร่ข้าวโพดเก่าให้แล้วไปบุกเบิกใหม่เรื่อยๆ โดยไม่มีใครหรือหน่วยงานใดจะมาติดตามเรื่องนี้ เราจะกล่าวโทษใครได้เล่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อกลิ่นของความเจริญ มันช่างหอมยั่วยวนเสียจริง...

หลายปีมาแล้วผมเคยร่วมโครงการ "นักสืบสายน้ำ" ระดับเยาวชนของชุมชน ผมคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมากที่จะปลูกฝังให้ เยาวชนเรียนรู้และเข้าใจในพื้นที่ลุ่มน้ำ น่าเสียดายที่ไม่มีใครสานต่อ ผมเองเป็นเพียงแขนงย่อยเล็กๆในโครงการเท่านี้น ไม่มี แรงผลักดันที่จะทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่ตอนนั้นคิดไปเองว่า หากโครงการนี้ยังอยู่ถึงเราจะเปลี่ยนกระแสสังคมของคนรุ่นใหญ่ไม่ได้ แต่หากเราเริ่มสร้างจากระดับ เยาวชน อย่างน้อย พอพวกเขาโตขึ้น สิ่งเล็กๆที่พวกเขาได้รับอาจทำให้ช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมคนลุ่มน้ำแห่งนี้ไปในทางที่ดีขึ้นได้

เมื่อพื้นที่ต้นน้ำถูกบุกรุกแผ้วถางมากขึ้น ทำให้ป่าซับน้ำน้อยลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผลที่ตามมาคือ "ความแห้งแล้งและน้ำท่วม" เมื่อน้ำมาเร็วไปเร็ว ปัญหาแห้งแล้งและน้ำท่วมจึงเกิดขึ้นทุกๆปี ทั้งที่จริงผมเลยลองค้นข้อมูลของปริมาณเฉลี่ยของน้ำฝน 10 ปีย้อนหลัง ของแถบนี้พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าปัญหาที่เกิดไม่ได้มาจากปริมาณน้ำฝนแต่มาจากพื้นที่ซับน้ำที่หายไป

กล่าวถึงพื้นที่ปลายน้ำก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน คือน้ำที่มาไวไปไว คาดการณ์ไม่ได้ มักจะหลากท่วมทุ่งนาของชาว "บ้านใต้" อยู่เสมอ ทำให้บางปีแทบจะไม่มีข้าวกิน เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกฝ่ายจึงแก้ปัญหาโดย ตัดทำลายกอไผ่โบราณบริเวณริมตลิ่งเกือบจะตลอดแนวของลำน้ำ ซึ่งผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า "ท่านทั้งหลายเอาอะไรคิดกันเนี่ย"


หอยแก่ง(ภาพประกอบจาก internet) อาศัยบริเวณคล้ายๆกัน แต่หากมีเวิ้งน้ำพื้นเป็นดินทราย จะพบเห็นจำนวนมาก วิธีหาคือ งม มือไปตามพื้นหินพื้นทราย เมื่อเจอตัวก็จับขึ้นมา หากพบบริเวณ "เทอะ" คือพื้นที่ที่เศษใบไม้ทับถม กันอยู่ในลำน้ำ อาจหาได้เป็นจำนวนมากโดยที่ไม่ต้องเคลื่อยย้ายบ่อยๆ พรานจริงๆจะออกล่าตอนกลางคืนแล้วเอาไฟส่องหา เขาบอกว่ากลางคืนมันจะไต่ขึ้นมาตามริมตลิ่งให้จับโดยง่าย เท็จจริงเช่นไรไม่ทราบเพราะผมเคยหาแต่ตอนกลางวัน





กอไผ่ที่ริมน้ำอยู่มาอาจเป็นหลายชั่วอายุคน กลับถูกทำลายลงโดยง่ายด้วยความคิดสั้นๆที่ว่า "จะทำให้น้ำที่ไหลมาไหลจากไปเร็วขึ้น" ของกลุ่มคนหรือหน่วยงาน โดยผมไม่แน่ใจว่าได้ทำประชามติก่อนหรือไม่ หรือเพียงคิดเข้าข้างตนเองพร้อมหากินกับการรับเหมาควบคู่กันไปด้วย "ตลิ่งจะค่อยๆถูกทำลาย พื้นที่โดยรอบจะค่อยๆแห้งแล้งขึ้น กุ้งหอยปูปลาที่เคยหากินก็จะหายากขึ้นเรื่อยๆ" ผมแค่ลองคิดภาพไปเอง ภาวนาไม่อยากให้เกิดขึ้นจริงเลย...
จึงเป็นที่มาของคำนิยามสำหรับตัวเองของผม "ขาดการบริหารจัดการที่ดีและไม่สามารถมองเห็นภาพองค์รวม"

ส่งท้ายสำหรับบทนี้ ผมยังเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า คนเราควรจะพัฒนา แต่ต้องพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ให้สมกับเกิดมาแล้วเรียกตนเองว่า

"คน"

โครงการนักสืบสายน้ำยังเป็นความฝันอันหนึ่งสำหรับผม
หากยังมีโอกาสเบื้ัองหน้าหรือมีพื้นที่ให้ทดลอง
ผมจะคว้าโอกาสนั้น มาให้ได้...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:09:19 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #100 เมื่อ: กันยายน 06, 2013, 10:22:20 AM »

ว่าด้วยเรื่อง "บ้านเหนือบ้านใต้"

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนว่าเราจะไม่สามารถแยกผู้คนออกจากแหล่งน้ำได้ ขนาดว่าคุณ จิต ภูมิศักดิ์ ถึงกับเคยเสนอแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับคำว่า "เซียม" หรือ "สยาม" มาจากคำว่า "ซำ" ซึ่งหมายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่กับซำน้ำ ถูกผิดยังไงไม่ทราบ ขอให้ผู้ใฝ่รู้ค้นคว้ากันต่อไป  ยิงฟันยิ้ม

ชนชาวไทยนับแต่โบราณไม่สามารถแยกตัวออกจากสายน้ำได้ การตั้งชุมชนแต่ละแห่งจะต้องอาศัยแหล่งน้ำเป็นหลัก เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ในแม่น้ำหรือลำน้ำเดียวกัน มักจะมีชุมชนตั้งอยู่ห่างกันไม่มาก บ้านที่อยู่ทางปลายน้ำมักจะเรียกบ้่านที่อยู่ทางต้นน้ำว่า "บ้านเหนือ" เช่นกันกับชุมชนทางต้นน้ำจะเรียกบ้านทางปลายน้ำว่า "บ้านใต้" จึงเป็นที่มาของคำว่า "บ้านเหนือ บ้านใต้" อย่างที่เราจะพบเห็นได้เกือบทั่วไป ครับผม  ยิ้มเท่ห์


ตลอดระยะทาง 30 กิโลเมตรจากตัวอำเภอ หมู่บ้านแถวนี้จะถูกแทนด้วยคำเรียกว่า "บ้านใต้" นี่เป็น "บ้านใต้" บ้านสุดท้ายของลำน้ำ ทั้งที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของอำเภอ เพราะลำน้ำสุดทางที่นี่ เพื่อบรรจบกับแม่น้ำสายหนึ่ง ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตแดนระหว่างประเทศ ทั้งที่ชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำแทบจะเป็นเครือญาติเดียวกัน แนวทิวไผ่สีเขียวขจีอยู่ตลอดลำน้ำกลายเป็นเพียงอดีตไปแล้วเนื่องจากโครงการพัฒนาลำน้ำ  โกรธ โกรธ โกรธ จากงูยักษ์ตัวสีเขียว กลายเป็นงูสีน้ำตาล ซึ่งอนาคตไม่อาจบอกได้ว่าจะเป็นเช่นไรต่อไปกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:09:39 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
jew5003
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 258


« ตอบ #101 เมื่อ: กันยายน 06, 2013, 10:33:50 AM »

กำลังติดตามชมตอนต่อไปครับ
บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #102 เมื่อ: กันยายน 06, 2013, 09:17:48 PM »

สถานการณ์ต้นไม้บ้านสวน ณ ตอนนี้


กล้วยหมู (3 ปี)สี ตัดไปกินเรียบร้อย  ยิ้ม มีแตกขึ้นมาใหม่ 2 ต้น หวังว่าคงไม่ต้องรอถึง 3 ปี เหมือนต้นแม่  โกรธ





มันต่อเผือก ยกร่องไว้ 3 แปลง คิดว่าอีกเดือนสองเดือนคงได้ขุดหัวมันไป "สุกเอาเผากิน"  ยิงฟันยิ้ม





แตงไร่ ปีนี้ไม่อาจเป็นตำนานได้เนื่องจากฝนทิ้งช่วงในต้นฤดู ส่งผลให้เถาไม่สมบูรณ์ จึงติดลูกไม่มาก ยังดีพอได้ทำพันธุ์




มะคาเดเมีย ปลูกไว้ 3 ต้น สองต้นกำลังผลิใบใหม่ อีกต้นมีสภาพที่เห็น(ภาพด้านขวา) ไม่แน่ใจว่าตอนพรวนดินใส่ปุ๋ยขี้ไก่แกลบล่าสุด
ไปกระทบระบบรากหรือเปล่า รอสังเกตอาการอีกสักพัก หากไม่อยากรอดไม่เป็นไร ยังมีต้นไม้รอปลูกอยู่  โกรธ โกรธ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:10:43 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #103 เมื่อ: กันยายน 07, 2013, 11:13:49 AM »

แวะมาจอบเบิ่งไฮ่เิบิ่งสวนเพิ่น. ยิ้มเท่ห์ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4146


« ตอบ #104 เมื่อ: กันยายน 07, 2013, 01:26:14 PM »

แวะมาจอบเบิ่งไฮ่เิบิ่งสวนเพิ่น. ยิ้มเท่ห์ ยิงฟันยิ้ม
อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #105 เมื่อ: กันยายน 07, 2013, 03:09:14 PM »

แวะมาจอบเบิ่งไฮ่เิบิ่งสวนเพิ่น. ยิ้มเท่ห์ ยิงฟันยิ้ม
อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง

จอบเบิ่งซื่อๆได้
แต่อย่าจอบหลอยเด้อ ย่าน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #106 เมื่อ: กันยายน 07, 2013, 04:07:53 PM »

สถานการณ์ต้นผักหวานป่า ณ บ้านสวน ตอนนี้น่าจะงอกประมาณ 100 ต้น ตามพื้นที่ต่างๆเพื่อเป็นการทดลอง สังเกตดูว่าพวกที่อยู่ร่มมากๆ มักไม่ค่อยงอก แต่พองอกมาแล้วต้องมีร่ม ไม่งั้นเหี่ยวเฉา หึหึ ช่างเอาใจยากเสียจริง  รูดซิบปาก


2 ต้นนี้ขุดล้อมมาจากป่า เป็นต้นที่ดูสดชื่นที่สุดจาก 8 ต้นที่เหลืออยู่





คอกผักหวานป่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม กันไก่เขี่ย ชุดนี้ปลูกกับต้นเต็ง - รัง




กลุ่มนี้ปลูกกับต้นสะเดาที่โดนลมพัดจนเอน ต้องมีตัวช่วยอย่างที่เห็น  โกรธ





ปลูกกับต้นตะขบ ขี้เกียจทำร่มให้จึงปล่อยวัชพืชรอบๆต้น หากไม่แหวกออกดูยากจะรู้ว่ามีผักหวานป่าน้อยๆ อาศัยอยู่หลาต้น  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:11:55 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #107 เมื่อ: กันยายน 08, 2013, 02:28:08 PM »

เมื่อวานไปตัดหญ้าบ้านสวนมา หวังว่าจะได้ตัดเป็นครั้งสุดท้ายของปี เหนื่อย  โกรธ โกรธ


นางพญาเสือโคร่งที่โซน 3 ดูเติบโตกว่าพวกที่อยู่ "ทิวฝัน" ทั้งที่ปลูกพร้อมๆกัน





ไอ้ยักษ์ ยังแวะเวียนมาเช่นเคย  ยิงฟันยิ้ม





นักย่อยประจำสวน "ปลวก" ยังทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่งสำหรับเศษกิ่งไม้ เปลือกมะค่า ที่จัดหาไปให้




ภาพนี้เห็นความแตกต่างของหญ้าไหม ข้างล่างเลือกที่จะพ่นยาทำลาย  ช่างไม่คิดเอาเสียเลย
ทั้งๆที่อยู่หน้าบ้านตนเองแท้ๆ และยังมีสระที่ตัวเองใช้น้ำอีก "ขนาดหญ้ายังตาย แล้วคนจะไปเหลืออะไร"  โกรธ โกรธ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:13:04 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #108 เมื่อ: กันยายน 08, 2013, 11:06:10 PM »

ว่าด้วยเรื่อง "ไซด์งานลับ" ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้

เรียกให้ฟังดูโก้ๆซะงั้น จริงๆก็แค่ผืนดินที่ซื้อเพิ่มอีกแปลง เมื่อปลายเดือน พ.ค. นี้(ระยะเวลาไล่เลี่ยกันกับซื้อบ้านสวนเมื่อ6 ปีที่แล้ว) อยู่ห่างจากบ้านสวนประมาณ 200 เมตร ไม่ติดกันแต่สามารถมองเห็นกันได้ จากนี้ไปที่บ้านสวนใช้คำเรียกเป็น "สวนบน" และที่ซื้อใหม่เป็น "สวนล่าง" ตามคำเรียกติดปากของเด็กหญิง  ยิงฟันยิ้ม


โชคดีมีถนนคอนกรีตผ่านแล้ว ส่วนน้ำ-ไฟ รอ ร๊อ รอ เมื่อไหร่หลวงท่านจะขยายเขตซะทีนะ  โกรธ





พื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่กับอีก 2 งาน โดยประมาณ แปลนที่คิดเอาไว้ของสวนล่างคือ
โซน 1 พื้นที่ทดลองปลูกพืชไร่แบบพอกินเล่นๆ  ยิงฟันยิ้ม เช่น ข้าวโพด ถั่ว ข้าวไร่
โซน 2 กะว่าจะทำแปลงไผ่กิมซุง (ณ ปัจจุบันเปลี่ยนแผนแล้ว โดยจะทำเป็นพื้นที่ปลูกตะขบเอ๊ย ผักหวานป่าเพิ่ม)
โซน 3 ผักหวานป่า + ทดลองปลูกไม้ที่เชื้อเห็ดป่าขึ้นได้อีกแล้ว (คือ เต็ง รัง ยางนา พะยอม ตะแบก ยิงฟันยิ้ม)
โซน 4 พื้นที่ลาดเอียง ปลูกพืชเหมือนโซน 3 + ไม้ผลนิดหน่อย
โซน 5 คันสระ ปลูกไม้ผล + กล้วย
สี่เหลี่ยมสีฟ้า สระน้ำ
แนวเส้นสีแดง หน้าผา อีกเช่นเคย  โกรธ โกรธ โกรธ






ภาพจากเพื่อนร่วมงานที่ไปเป็นกำลังใจให้ตอนปรับที่ใหม่ๆ ถ่ายจากขอบ โซน1 ชน โซน3 ด้านหน้าติดถนนคอนกรีต  รูดซิบปาก




โปรดติดตามตอนต่อไป...  ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:14:21 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #109 เมื่อ: กันยายน 10, 2013, 03:53:18 PM »

สัปดาห์นี้ลาพักร้อน แต่ยังมีธุระให้เดินทางแบบวันเว้นวัน เฮ้อ แถมปลายสัปดาห์ยังต้องไปอบรมอีก 3 วันซะงั้น  โกรธ กินข้าวเที่ยงเสร็จเลยไปหากับข้าวแลง น่าเสียดายเจอแต่รอยเซียนหาเห็ดไว้แล้วตั้งแต่เช้า ไม่งั้นคงได้มากกว่านี้ เอาน่า ได้น้อยยังดีกว่าไม่ได้เลย อิอิ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


ดังกิ้น โดนัทสาขาไหนเนี่ย มีขายแบบเนี้ย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:14:54 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #110 เมื่อ: กันยายน 11, 2013, 01:41:56 PM »

ปลายฝันที่ 5 สวนล่าง (บทต้น)


"แค่คำว่าขอโทษ มันพูดยากจังเหรอ" เธอเคยกล่าวกับผม หลายต่อหลายครั้งในการตัดสินใจที่ผิดพลาดกับการใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งๆที่รู้ดีว่าตัวเองพลาดพลั้ง แต่ผมกลับไม่ค่อยเอ่ยคำว่า "ขอโทษ" กับเธอ ทั้งที่เราเลือกเป็น "คู่ชีวิต" ของกันและกัน ระหว่างยืนรอคนขับรถแบคโฮกลับมาแก้งาน ผมคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่ความไม่เข้าใจกันจะขยายออกไปมากกว่านี้ จนกลายเป็นรอยร้าวที่ยากประสาน

หลายเดือนก่อนเราคุยกันว่าอยากได้ที่เพิ่มอีกสักแปลง ตามงบประมาณเงินเก็บที่มีอยู่และไม่ห่างไกลจากบ้านสวนมากนักจากนั้นก็ทำการสอบถามคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง เพื่อแสดงความประสงค์ มีคนหลายคนเสนอที่หลายแปลงเข้ามาให้เลือก บ้างก็ไกลไป บ้างก็น้อยไป บ้างก็มากไป และส่วนใหญ่ก็ราคาสูงเกินกว่าจะซื้อไหว

เย็นวันหนึ่งขณะผมปลูกต้นไม้ มีผู้ชายซึ่งผมไม่คุ้นหน้าขับมอเตอร์ไซด์ขึ้นมาที่บ้านสวน แนะนำตัวว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่น คุยไปคุยมาก็บอกผมว่าเขามีที่อยู่ข้างล่าง พร้อมชี้มือไปทางที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งสามารถมองเห็นได้จากบ้านสวน  ขนาด 1 ไร่ 2 งาน กับราคาที่เสนอมา ฟังคราวแรกผมคิดว่าแพงทีเดียว หากเทียบกับราคาซื้อที่บ้านสวนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เทียบกันไร่ต่อไร่เป็นราคา 2 เท่าโดยประมาณ หมายความว่าผ่านมา 6 ปี ราคาที่ดินแถบนี้สูงขึ้นเป็น 100 เปอร์เซ็นต์เชียว

หลายวันหลังจากนั้นเราค่อยพากันไปสำรวจดูที่ดินแปลงนั้น มันรกมากจนยากจะมองภาพออก และที่สำคัญ แนวเขตแดนทางด้านหนึ่งเป็นหน้าผาอีกแล้ว เนื่องจากที่ติดกันขุดดินขาย “สงสัยชาติที่แล้วทำกรรมกับเขาไว้เยอะ ชาตินี้หาซื้อที่ทีไรมีแต่ติดหน้าผาแบบนี้” ผมกล่าวกับเธอแบบติดตลก แต่หน้าตาจริงจัง พื้นที่นอกจากจะรกแล้วยังมีส่วนหนึ่งที่เจ้าของขุดดินขายอีกด้วย เราตัดสินใจโดยเห็นตรงกันว่า “ไม่เอา” ถึงจะใกล้บ้านสวนซึ่งง่ายต่อการดูแล แต่เนื่องจากราคาและความไม่ชอบใจในรายละเอียดที่พบ จึงไม่ได้ติดต่อเจ้าของที่กลับไป และยังเดินหน้าหาที่แปลงใหม่ต่อไปเรื่อยๆ

ผ่านมาอีก 2 เดือน ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ที่ดินเพิ่มสักแปลงตามที่หวัง ที่ติดกันอยากได้เขาก็ไม่ขาย ที่มาเสนอขายก็ไกลเกิน(ยึดศูนย์กลางจากบ้านสวน)กลัวดูแลไม่ไหว จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเห็นป้ายติดประกาศขายที่ดินที่หน้าปากซอยเข้าบ้านสวน จึงลองตามเข้าไปปรากฏว่าเป็นที่ดินแปลงที่มีคนเสนอขายให้กับผมคราวนั้นเอง

ไปดูคราวนี้ความรกลดลงมาก สงสัยเจ้าของที่ไปแผ้วถางออก ทำให้พอจะมองภาพได้ชัดขึ้น หลุมที่เกิดจากการขุดดินขายดูใหญ่กว่าที่เห็นครั้งแรกมาก แถวขอบยังขุดแทบตรงดิ่งอีกด้วย หน้าผาก็ห่างจากเขตแดนไม่ถึง 1 เมตรด้วยซ้ำ “เอายังไงดีว่ะ” ผมคิดในใจพร้อมหลับตาลง “ลองคิดดูสิ หากได้เป็นเจ้าของจะปรับปรุงอย่างไร”

เมื่อลืมตาขึ้นภาพที่ฝันไว้พลันปรากฏแก่สายตา ทั้งๆที่ผืนดินแปลงนั้นยังเป็นเช่นเดิม แต่ความคิดของผมกลับเปลี่ยนไปแล้ว จากนั้นผมก็โทรศัพท์หาเธอ คุยอ้างต่างๆนาๆ พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงผืนดินให้เธอฟัง “อย่างน้อยก็ดูแลง่ายเพราะไม่ไกลจากบ้านสวนมาก” ผมกล่าวทิ้งท้าย ไม่ทราบด้วยเหตุใดทำให้เธอตอบตกลงในตอนนั้น

ไวเท่าความคิดหลังวางสายจากเธอ ผมโทรศัพท์หาเจ้าของที่ด้วยเบอร์ติดต่อจากป้ายประกาศ โทรหลายทีกว่าจะติดจนมีคนรับสาย ผมจึงสอบถามราคา ทีแรกเขาบอกราคาสูงกว่าที่บอกไว้กับผมเมื่อ 2 เดือนก่อน ผมจึงอ้างถึงราคาที่เขาแจ้งไว้คราวนั้น “น้องจะซื้อไว้เองใช่ไหม ไม่เอาไปขายต่อนะ” เขาสอบถามผมคล้ายกลัวซื้อไปเก็งกำไร

วันรุ่งขึ้นเรานัดดูที่กันตอนเย็น ซึ่งเย็นนั้นมีคนมาดูที่พร้อมกับผม และมีกำลังซื้อที่มากกว่าด้วย หลังจากคนนั้นกลับไปแล้ว เจ้าของที่ยังบอกกับผมว่ามีอีกหลายคนที่โทรศัพท์สอบถามเข้ามา ตอนแรกผมคิดว่าเขาคงอยากได้ราคาเพิ่มขึ้น “หากไม่ใช่รับปากกับน้องพี่คงขายให้คนอื่นแล้ว แปลกจริง ก่อนหน้านี้ตั้งหลายเดือนไม่มีคนโทรมาสักคน แต่พอน้องโทรมาเท่านั้นแหละ มีโทรมาถามอีกหลายสายเลย ซื้อเอาไว้เองใช่ไหม อย่าขายต่อนะ อย่าบอกเขาด้วยว่าพี่ขายให้เท่านี้ สงสัยมันจะเป็นของน้องว่ะ” เจ้าของที่กล่าวทิ้งท้ายพร้อมถอนหายใจเสียดายเงินที่ควรจะได้รับมากกว่านี้เพราะยึดในคำพูด “อย่างน้อยก็นับเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง” ผมคิด ...

โปรดติดตามตอนต่อไป



มองเห็นหลังคาบ้านสวนอยู่ไม่ไกล





บรรยากาศพื้นที่วางแผนปลูกไผ่กิมซุงและพืชไร่





พื้นที่ปลูกผักหวานป่าในอนาคต





พื้นที่ลาดเอียงที่ปรับแล้วกับสระน้ำ





คันสระด้านข้างและด้านหลัง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:16:23 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3998


« ตอบ #111 เมื่อ: กันยายน 11, 2013, 04:05:02 PM »

แวะมาเยี่ยมและให้กำลังใจครับ
พื้นที่งาม...ดินก็งามดี...ทิวทัศน์ก็น่ามองครับ... ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 39   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: