หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ... 39   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : ปลายฝันสุดท้าย สุดทางฝัน  (อ่าน 319530 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #64 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2013, 09:36:36 PM »

วันก่อนไปซื้อต้นไม้มาเตรียมปลูกสุดสัปดาห์นี้ ได้แก่ ไผ่กิมซุง 4 ต้น ไผ่เลี้ยง 8 ต้น ลำไย 2 ต้น ขนุน 1 ต้น น้อยหน่า 5 ต้น หมดเงินไป 700 กว่าๆ ตัวปลิวเลย 555  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งคือ เต็ง รัง ยางนา ที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้ ได้เวลาลงดินเสียที  ยิ้ม





ก่อนหน้าที่จะได้ย้ายมาอยู่บ้านพักหลังนี้ ไม่ค่อยมีพื้นที่มากนัก โชคดีที่ได้บ้านพักหลังใหม่ เนื่องจากรุ่นพี่เจ้าของคนเก่าได้ย้ายไปอยู่หลังที่ซ่อมใหม่ แกบอกว่าพื้นที่หลังบ้านแกเคยปลูกต้นไม้แล้วมันไม่โต บ้างก็ตาย แกจึงไม่ปลูกอะไรอีกโดยบอกว่า ดินมันไม่ดี  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ไอ้เรามันชอบลองวิชา วันที่ย้ายมาใหม่ๆ ขุดหลุมปลูกต้นไม้ซะ ผลที่ได้คือ น้ำปะปาท่อหลักแตก กลายเป็นน้ำพุท่วมหลังคาบ้าน  โกรธ โกรธ ได้พี่เจ้าของบ้านเก่านั่นเองมาช่วยซ่อม "อย่างน้อยก็ทำให้ผมจำแนวท่อน้ำได้" ดูซิแกมองโลกในแง่ดีขนาดไหน  อายจัง อายจัง สุดท้ายผ่านมา 1 ปี พืชผลที่ปลูกไว้เริ่มงอกเงย ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด พริก มะเขือเครือ มะละกอ ไม่ได้ซื้อเขากินมานานแล้ว  ยิงฟันยิ้ม กลายเป็นสวนครัวย่อมๆของชุมชนบ้านพัก  อายจัง เราไม่หวง ใครจะกินก็กิน เพราะเราคือ... "นักปลูกต้นไม้แห่งดาวโลก"  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์





มะละกอต้นนี้มีเรื่องเล่า ปลูกทีแรกงามเอาๆ ไม่ติดลูกเสียที จนแม่ยายจะตัดทิ้งอยู่แล้ว พอดีผมนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นต้นลิ้นจี่ของพี่ที่ทำงานไม่เป็นลูก พอเมาๆ แกเอาพร้ากรีดลำต้นงามๆ หลายแผล สงสัยมันกลัวตาย ผลที่ได้ ปีต่อมาเริ่มมีลูกแฮะ ผมเลยเอามาทดลองใช้กับต้นมะละกอบ้าง ผลที่ได้คือ

มะละกอสายพันธุ์ใหม่ รอส่งเข้าประกวด ณ สวนป่าขนุน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:55:06 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #65 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2013, 08:35:15 PM »

วันนี้ไป chop 'n drop ที่บ้านสวนมา (เรียกตามคุณ teerapan แห่งสวนขี้คร้าน) จริงๆแล้วก็คือการตัดหญ้านั่นเอง ก่อนหน้านี้ผมจะตัดแบบสั้นๆ แต่พอได้ศึกษาจากสวนขี้คร้าน เลยปรับเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย โดยไม่ตัดสั้นมาก เมื่อตัดนำแล้วก็ใช้พร้าถางตามเก็บตามสับอีกทีนึง ทำให้เหนื่อยขึ้นอีกโข  ยิงฟันยิ้ม พื้นที่ทดลองได้แก่บริเวณรอบหลุมเลี้ยงปลาราคาแพง (โซน 7) กับหน้าผา (โซน 6) หญ้าแฝกแหว่งไปหลายจุดเนื่องจากตัดคราวก่อนไม่ได้นำใบแฝกที่ตัดแล้วออกจากกอ  โกรธ ผลคือปลวกกินตายไปหลายกอ คราวนี้เลยนำใบแฝกออกไปคลุมพื้นดินบริเวณรอบๆ  ยิ้มเท่ห์


หญ้าแฝกรอบๆหลุมเลี้ยงปลา




หญ้าแฝกริมหน้าผา



มีผู้คุมไปด้วย เลยได้(ทำ)งานเยอะ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:56:09 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #66 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2013, 09:20:20 PM »

วันอาทิตย์ วันครอบครัว พาเด็กหญิงไปเที่ยวแถวๆนี้ ตอนบ่ายกะว่าจะพัก แต่เธอชวนขึ้นป่า ผลที่ได้คือ... กับข้าวแลง แกงเห็ด แจ่วเห็ดไค ต้มหน่อไม้คาย  ยิ้ม ยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:56:46 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #67 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2013, 10:04:40 PM »

วันนี้มานั่งดูรูปเก่าๆที่เก็บไว้เทียบกับปัจจุบัน  ยิ้ม จริงๆแล้วเก็บภาพบ้านสวนไว้เป็นระยะๆ แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์พัง... จึงเหลือเพียงภาพเล็กน้อยที่ได้คัดลอกไว้ในแผ่นดิส  ร้องไห้ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยชื่นชอบการถ่ายภาพ การเขียนบันทึก เดินทางหนใดคิดแต่อยากไปสัมผัสที่แห่งนั้นอย่างแท้จริง ไม่ต้องพะวงกับความคิดอื่นใด... เมื่อเวลาเปลี่ยน ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ทำ แต่ก็ไม่รู้สึกเสียใจ เพราะอย่างน้อย ก็เป็นตัวเราเอง ณ ช่วงเวลานั้น ที่เป็นคนตัดสินใจ นี่เป็นบทความสั้นๆที่ผมเขียนไว้หลังจากนั้น

หลายวันแล้วที่ Hard disk หมดอายุ...
ทุกสิ่งที่เก็บสะสมไว้... ทั้งงานเขียนและภาพถ่าย หายวับไปราวกับฟองสบู่แตก
มันเริ่มขึ้นจากการสึกหรอเพียงเล็กน้อยของอุปกรณ์ ซึ่งเราไม่ใส่ใจ หรือตั้งใจจะมองข้าม
จะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่สะสมนานนับหลายปีได้จากไปอย่างไม่อาจย้อนคืน...
น่าแปลก สิ่งที่เสียดายที่สุดกลับเป็นภาพถ่ายของเด็กหญิง ที่ไม่เคยแม้กระทั่งจะอัดเก็บไว้เป็นอัลบั้ม
เราควรจะเป็นทุกข์กับสิ่งที่เกิดหรือเปล่า...?
ถ้าเป็นควรจะทุกข์แค่ไหน...
ใครจะบอกได้...
เชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงเคยสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญไป
ไม่อาจทำใจได้โดยง่าย
แต่... ท้ายที่สุดแล้ว
สิ่งที่สำคัญจริงๆ
คือสิ่งที่สูญหาย สิ่งที่สูญเสีย
...
...
...
หรือสิ่งที่เหลืออยู่กันแน่...



6 ปีผ่านไป ไวเหมือนกันเนอะ







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:57:39 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
surachai1952
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 315



« ตอบ #68 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2013, 10:38:56 AM »

วันนี้มานั่งดูรูปเก่าๆที่เก็บไว้เทียบกับปัจจุบัน  ยิ้ม

หลายวันแล้วที่ Hard disk หมดอายุ...
ทุกสิ่งที่เก็บสะสมไว้... ทั้งงานเขียนและภาพถ่าย หายวับไปราวกับฟองสบู่แตก
มันเริ่มขึ้นจากการสึกหรอเพียงเล็กน้อยของอุปกรณ์ ซึ่งเราไม่ใส่ใจ หรือตั้งใจจะมองข้าม
จะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่สะสมนานนับหลายปีได้จากไปอย่างไม่อาจย้อนคืน...
น่าแปลก สิ่งที่เสียดายที่สุดกลับเป็นภาพถ่ายของเด็กหญิง ที่ไม่เคยแม้กระทั่งจะอัดเก็บไว้เป็นอัลบั้ม
เราควรจะเป็นทุกข์กับสิ่งที่เกิดหรือเปล่า...?
ถ้าเป็นควรจะทุกข์แค่ไหน...
ใครจะบอกได้...
เชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงเคยสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญไป
ไม่อาจทำใจได้โดยง่าย
แต่... ท้ายที่สุดแล้ว
สิ่งที่สำคัญจริงๆ
คือสิ่งที่สูญหาย สิ่งที่สูญเสีย
...
...
...
หรือสิ่งที่เหลืออยู่กันแน่...



ปลายปี 54 ตอนน้ำเริ่มท่วมดอนเมือง
กลับจากเขาหินซ้อนไปดอนเมืองดูบ้านที่น้ำเริ่มท่วม
อิฐที่ก่อกันประตูไว้ ท่อระบายน้ำทีอุดไว้ ช่วยอะไรไม่ได้
มันไม่เข้าตามตรอกออกตามประตู
มันซึมเข้าตามรอยเชื่อมระหว่างพื้นกับผนังที่อยู่รอบบ้าน
ตัวคนเดียวทั้งลากทั้งยกเท่าที่ทำได้ ที่เหลือทิ้ง
มีสิ่งหนึ่งที่จมน้ำไปแล้วเป็นกล่องอัลบั้มภาพลูก ๆ ตอนเป็นเด็ก
เอามาถอดออกจากอัลบั้ม เอาทิชชูซับน้ำแล้วตั้งพิงกันไว้ให้แห้ง
ทำได้ไม่กี่อัลบั้ม แฟนโทรมาให้รีบออกจากดอนเมือง
กลัวน้ำขึ้นจะออกไม่ได้
เหลือเป็นสิบ ๆ อัลบั้ม เอาใส่ถุง แล้วใส่กระเป๋าแบกเอามาด้วย
ขึ้นรถโบกที่ชาวบ้านที่มีน้ำใจ เอามาบริการ
ต่อรถตู้อีก 2 ต่อ (รถส่วนตัวจอดไว้เขาหินซ้อน)
เอามาถอดออกจากอัลบั้ม ซับน้ำ ผึ่งให้แห้ง .......
ร่องรอยของอดีตที่ควรจดจำ ที่เกือบจะสูญหาย
กู้ไว้ได้
เป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของคนที่นับวันจะย้อนกลับมองอดีต มากกว่ามองอนาคต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2013, 10:46:41 AM โดย surachai1952 » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #69 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2013, 12:00:38 AM »

ว่าด้วยเรื่อง "ศาลเจ้าที่" บ้านสวน เป็นความเชื่อส่วนบุคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน



จะด้วยอะไรก็ตามแต่ ผมไม่ถือว่าเป็นเรื่องของโชค ที่ได้ที่บ้านสวนมา...
หลังจากที่เราตัดสินใจอยากซื้อที่สักผืนมากกว่าที่จะเลือกรถยนต์สักคัน ในแต่ละวันหลังเลิกงานผมก็จะตระเวนไปรอบๆที่ทำงาน
โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะซื้อที่รัศมีไม่เกิน 5 กม. จากที่ทำงาน ตระเวนดูไปเรื่อยอยู่หลายเดือนก็ยังไม่พบที่ถูกใจ มีอยู่ที่นึงที่คิดว่าอยากได้
และเขาก็ประกาศขาย พอโทรสอบถามปรากฏว่าไม่แบ่งขาย ขายเป็นแปลงใหญ่ 30 กว่าไร่ ใครจะมีปัญญาซื้อละครับพี่น้อง  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ผ่านมาหลายเดือน บังเอิญช่วงพักเที่ยงวันหนึ่งเธอได้ไปนั่งกินข้าวกับรุ่นพี่ที่ทำงาน พอเธอเล่าให้ฟังว่าอยากได้ที่
"ลองไปดูสิ แถวๆบ้านพี่มีอยู่แปลงหนึ่งที่เจ้าของเขากำลังประกาศขาย"
บ้านรุ่นพี่คนนี้อยู่หมู่บ้านหนึ่งที่ห่างที่ทำงานราว 5 กม. พอดี ลงตัวอะไรอย่างนี้
ไม่รอช้า สองสามวันหลังจากนั้นผมชวนเธอไปดูที่ โดยแฟนของรุ่นพี่คนนั้นอาสาพาชม
แกพาบุกป่าฝ่าดงหนามไปจนสุดภู(กะลามะพร้าวผ่าครึ่ง) "ไหนล่ะที่" ผมถามไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าได้เข้ามาอยู่ในที่บ้านสวนแล้ว  ยิงฟันยิ้ม

หลังจากนั้นอีกหลายวันผมได้มายืน ณ จุดนั้นเพียงลำพัง ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เรื่องที่พี่รูมเมทพูดกับผมเมื่อตอนเช้า...
"น้องจะซื้อที่ไหม ถ้าไม่เอาพี่ว่าจะเอานะ พี่ไปดูแล้ว แต่ถือว่าน้องไปดูก่อนพี่เลยถาม กลัวเสียน้ำใจกัน"

การซื้อที่บ้านสวนผ่านไปได้ด้วยดี ติดอยู่แค่ว่าต้องทำเป็นสัญญาและพินัยกรรม เนื่องจากอีก 3 ปีถึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้
เย็นวันที่ซื้อขายที่ เราไปกินข้าวเย็นที่บ้านรุ่นพี่คนที่แนะนำ
"ไม่ใช่เราหรอกเป็นคนเลือกที่ แต่เจ้าของเขาต่างหากที่เป็นคนเลือกเรา" พี่กล่าวกับเรา
แกบอกว่าจริงๆแล้วเจ้าที่แถวนั้นแรงทีเดียว อ้าวแล้วทำไมพึ่งมาบอกกันตอนนี้เนี่ย  โกรธ โกรธ

สาเหตุที่ตัดสินใจซื้อเป็นเรื่องของ "ความรู้สึกล้วนๆ"
เธอฝันว่าได้เป็นเจ้าของที่ผืนนั้น หลังจากไปดูมาได้หลายวัน
ผมไม่ฝันอะไรทั้งสิ้น (ไม่มี sense เรื่องนี้) ผมแค่ไม่รู้สึกอึดอัดอะไรเวลาอยู่ที่ตรงนั้น(ตอนไปดูวันแรกกับตอนไปคนเดียว อยู่จนมืดค่ำ)
การเดินทางไปทั่วทิศหลายปีที่ผ่านมา ทั้งไปเป็นหมู่คณะ สองสามคน หรือเพียงลำพัง
อย่างน้อยก็สอนให้ผมรู้ว่า ที่ไหนควรอยู่นาน ที่ไหนไม่ควรอยู่นาน หรือแม้แต่ที่ไหนควรเฉดหัวตนเองออกมาให้เร็วที่สุด
แต่ก็เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น

ที่บ้านสวนในหนแรกไม่ได้ให้ความรู้สึกสบายปลอดโปร่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัด...
เมื่อไม่มีอะไรขัดข้องกัน เราจึงตัดสินใจซื้อที่ด้วยความฝันและความรู้สึก  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

"เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี ข้าฯเป็นเพียงผู้ผ่านมา และได้ครอบครองผืนดินชั่วคราวในภพนี้ ข้าฯตั้งใจไว้ว่าจะพัฒนาที่ผืนนี้ไปในทางที่ดี
หากรบกวนหรือไม่ถูกกาละเทศะเรื่องใดขอให้อภัยด้วย" ผมอธิษฐานแล้วค่อยๆปล่อยดินในกำมือให้ร่วงหล่นลงที่เดิม
ไม่มีใครสอนหรือบอกกล่าวว่าต้องทำอย่างนี้ ไม่รู้ด้วยว่าถูกหรือไม่ ผมแค่คิดว่าอยากทำอย่างนี้เฉยๆ

เรื่องประหลาดที่ 1 แบคโฮ พัง2 ครั้ง

ครั้งแรกตอนปรับที่รถมาเสียที่หน้าสวนพอดี จอดซ่อมอยู่นานไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ ผมไม่รู้จะทำอย่างไร
ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หากคิดว่าเราเป็นเด็กและผู้อยู่ที่นี่ภพอื่นเสมือนผู้หลักผู้ใหญ่ จะทำอะไรควรบอกกล่าวท่านไม่ใช่ให้ท่านนึกรู้เอาเอง
ไวเท่าความคิด ใช้วิธีเดิมจากตอนได้ที่วันแรก กำดินอธิษฐาน หลังจากนั้นไม่นาน แบคโฮซ่อมเสร็จ วันนั้นทั้งวันทำงานลุล่วงโดยดี
ครั้งที่ 2 ตอนขุดสระ ไม่จำเช่นเดิมปล่อยให้ท่านนึกรู้เอาเอง ผลที่ได้ขุดสระเสร็จครึ่งหนึ่ง จู่ๆ ตีนตะขาบด้านหนึ่งก็หลุดออกเฉยๆ โชคดี
ที่ผมวิ่งไปบอกคนขับเลยหยุดรถได้ทันท่วงที งานเข้าต้องตามคนมาซ่อมหลายคน แล้วผมก็นึกขึ้นได้ ตรูยังไม่ได้บอกเจ้าที่นี่หว่า
สูตรเดิมครับพี่น้อง กำดินอธิษฐาน จากนั้นไม่นานก็ซ่อมเสร็จและทำงานอย่างลุล่วง
มีแถมอีกคือขัดพื้นไม้บ้านสวนเพื่อจะลงสี ตอนนั้นมีศาลแล้วผมแค่ยกมือไหว้กลายๆแล้วกล่าวบอกในใจแบบรวกๆ ผลคือสายขัดขาดไปสองรอบ
ลงไปซื้อรอบที่สาม ผมเลยจุดธูปอธิษฐานบอกที่ศาล(หลังจากตั้งศาลผมจึงเลิกใช้วิธีกำดินอธิษฐาน) ผลคือทำงานจนลุล่วงอีกหน
ผมจึงได้ข้อสรุปสำหรับ 3 เหตุการณ์นี้คือ "เจ้าที่ไม่ชอบเสียงดัง" ครับผม  ยิ้มเท่ห์

เรื่องประหลาดที่ 2 ความฝันของเธอ
คืนหนึ่งเรามานอนกางเต๊นท์รับลมหนาวกับสองต่อสอง  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม คืนนั้นผมนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน(อย่าคิดลึกนะ  โกรธ โกรธ ) นอนยังไงก็ไม่หลับ
ไปหลับเอาตอนเกือบเช้า ตื่นมาเธอเล่าให้ฟัง ฝันว่ามีคนมาบอกหากมานอนที่นี่ให้หันหัวไปทางนี้ แล้วก็ชี้ให้ดู (ทางทิศเหนือ) ผมเลยเหมารวมว่าสามารถนอนหันหัวได้สองทางสำหรับบ้านสวนคือ ทิศเหนือและตะวันออก จากนั้นหากใครต่อใครมานอนค้างที่บ้านสวนผมจะกำชับไว้เสมอ

เรื่องประหลาดที่ 3 ความฝันของผู้มานอนค้างที่บ้านสวน
ปีนั้นมีฝนดาวตก มีสมาชิกนับสิบคนมานอนค้างดูฝนดาวตกที่บ้านสวน ไม่มีเหตุการณ์ผิดปรกติใดๆ(หากมีผู้อื่นมานอนค้างที่บ้านสวน ผมต้องมาจุดธูปบอกกล่าวทุกครั้ง) มีรุ่นพี่คนนึงฝันว่าเหมือนมีคนมากมายมาชุมนุมกันบนที่บ้านสวน เด็กๆวิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน(ในฝัน)
ในฝันรุ่นพี่บอกว่าบรรยากาศไม่ได้เป็นไปในทางอึดอัด...

เรื่องประหลาดที่ 4 เหตุให้ตั้งศาลเจ้าที่บ้านสวน
เธอป่วย ถึงขนาดต้องนอน รพ.เป็นสัปดาห์ จู่ๆก็เป็นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ปวดตามเนื้อตามตัวทั้งร่างกาย...
หมอบอกว่าอาจเป็นอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจชนิดหนึ่ง
แม่ของเธอจึงให้คนทรงแถวบ้าน(บ้านเิกิดของเธอ) เข้าทรงดู
คนทรงบอกว่า... เจ้าที่อยากได้ศาล
ซื้อที่ได้หลายปีแล้ว จนกระทั่งทำบ้านสวน ผมยังไม่เคยมีความคิดว่าจะตั้งศาล
คนทรงบอกว่า เจ้าที่ระบุชัดเจนว่าอยากอยู่ตรงไหน
คนทรงไม่เคยมาที่บ้านสวน
แต่บอกพิกัดได้อย่างชัดเจนราวกับเคยมาเห็นกับตา
ผมไม่อยากจะคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของเธอ แต่เพื่อความสบายใจของหลายฝ่าย
ผมเองจึงไม่ขัดข้องอันใด
จึงเป็นที่มาของ "ศาลเจ้าที่บ้านสวน"

ปล.1 เมื่อหมอวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องเร็ว ทำให้การรักษาไปถูกทาง อาการของเธอจึงค่อยๆดีขึ้น
ปล.2 แม่ของเธอไปหาคนทรงหลายที่ น่าแปลกที่ได้ข้อสรุปคล้ายๆกัน

เรื่องประหลาดที่ 5 งานเลี้ยงวันออกพรรษา
หลายปีมาแล้วที่ผมงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตอนเข้าพรรษา
ไม่ได้อยากทำตามกระแสอะไร แค่อยากรู้ว่า เราจะควบคุมจิตใจเราได้หรือเปล่า แค่นั้น
ออกพรรษาเมื่อปีก่อน จริงๆแล้วชวนเพื่อนร่วมงานที่สนิท 2-3 คน ขึ้นไปซัดเบียร์กันสักลังบนบ้านสวน
หลังจากคืนนั้น ผมมานับคนที่ขึ้นไปอยู่ที่ราวๆ 40 คนได้  โกรธ โกรธ โกรธ
กลายเป็นงานเลี้ยงขนาดย่อมอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งคืนมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น 3 ครั้ง กับคนๆเดียว ซึ่งผมกับเขารู้กันแค่ 2 คน (ณ ตอนนั้น) เนื่องจากไม่อยากให้ใครแตกตื่นมากนัก
1. เขาเห็นเงาสะท้อนของผู้หญิงจากกระจกรถยนต์ ทีแรกเขาคิดว่าเป็นใครบางคนที่ไปร่วมงาน
แต่เงาสะท้อนที่เขาเห็นกลับค่อยๆ สูงขึ้น สูงขึ้น... เมื่อเขามองไปยังที่เกิดเหตุก็ไม่เจอใคร มีเพียงต้นกล้วยตานีที่สั่นไหวตามแรงลม
"อย่าพึ่งพูดให้ใครฟัง" ผมบอกเขา
2.ตุ๊กแกหล่นใส่หัวรุ่นพี่คนหนึ่งที่นั่งล้อมวงบนชานบ้านสวน หลังจากนั้นมันก็วิ่งเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าทำไมเขาวิ่งตามไป แล้วจับมันออกมาได้
"ผมไม่ได้จับ จริงๆแล้วมันกระโดดลงมาจากเสาให้ผมจับต่างหาก" เขาบอกผม
"อย่าพึ่งพูดให้ใครฟัง" ผมบอกเขาอีกคำรบ
3.ประตูบ้านสวนปิดเอง เป็นเวลาเก็บข้าวของเลิกงาน เหลือคนอยู่ไม่กี่คน เขาเข้าไปปิดหน้าต่างแล้วประตูบ้านสวนก็งับปิดเสียงดัง
ทั้งๆที่ไม่มีลมเวลานั้น
ทุกคนต่างเข้าใจว่าเขาเป็นคนปิดประตู...
"ผมกำลังจะเดินออกไปแล้วประตูก็งับเองว่ะ" เขาบอกกับผม

ปล. หวยใต้ดินงวดนั้นมีคนถูกหลายคน เนื่องจากตีเลขตุ๊กแกรวมกับอายุคนที่ตุ๊กแกหล่นใส่หัว งวดต่อมาเลขท้ายสองตัวคือเลขทะเบียนบ้าน
กินแห้วเช่นเคยกับเรื่องนี้ เพราะผมไม่ค่อยมีดวงนัก  โกรธ โกรธ โกรธ


รื่องประหลาดที่ 6 ... กำลังรออยู่ว่าใครจะอาสาเป็นคนต้นเรื่อง  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:58:01 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #70 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2013, 10:23:01 PM »

ปลายฝันที่ 4 ฝืนธรรมชาติ

ปลายฤดูฝนปีก่อน ผมเริ่มทำการบุกเบิกปลูกต้นไม้ริมหน้าผา (โซน 6) หากไม่นับแนวหญ้าแฝกที่ปลูกไว้ปีแรก กับไผ่อีก 3 กอ (ไผ่เหลือง ไผ่สร้างไพร ไผ่บงหวาน) ต้นไม้เดนตายที่ถูกเลือกมาลงพื้นที่ตามคำสั่งของเธอคือ นางพญาเสือโคร่ง เมเปิ้ล สนสามใบ ด้วยความใฝ่ฝันของเธอที่ว่า อยากเปิดหน้าต่างห้องนอนออกมารับตะวันยามเช้า ทอแสงผ่านทิวไม้ข้างต้น ที่ต้องบอกว่าต้นไม้เดนตายเพราะพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่กันดารสุดแล้วในบ้านสวน...
(ส่วนใหญ่เป็นชั้นหินสีแดงที่แบคโฮขุดไม่เข้า)  โกรธ   โกรธ   โกรธ จึงต้องเริ่มดำเนินการด้วยสิ่งที่ถนัดที่สุด "วาดภาพฝัน"

เรื่องสร้างภาพในจินตนาการนั้น เป็นสิ่งที่ผมถนัดสุดในสามโลก  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม




6 ปีผ่านมากับการปล่อยพื้นที่ไว้เฉยๆสลับกับโปรยขี้วัวแห้งที่ไม่ผ่านการหมักทำลายเมล็ดวัชพืช ผลที่ได้คือ มีทรัพยากรงอกเงยขึ้นให้จัดการ chop 'n drop  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:58:41 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #71 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2013, 10:37:32 PM »

แนวต้นไม้(เดนตาย)นี้ ผมขอเรียกว่า "ทิวฝัน" ยังต้องเฝ้าดูแลกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสุดยอดภารกิจ  รูดซิบปาก



"ขุดหลุมปลูกอย่างนี้เดี๋ยวต้นไม้ก็รากเน่าตายหรอก ทำไมไม่พูนดินขึ้นล่ะ" ผมไม่ได้กล่าวอะไรโต้ตอบรุ่นพี่ที่ผมวานให้เอาดินดำมาส่งเพื่อผสมปลูกต้นไม้บริเวณริมหน้าผา คิดเพียงแต่ว่า "รอดูไปเหอะ" ...

หลังจากเริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องการปลูกต้นไม้อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง กอปรกับต้นไม้ที่ปลูกเริ่มงอกงามบ้าง บวกกับเสียงชื่นชมในรสชาติและผลผลิตของแตงไร่ในตำนาน ทำให้ผมคิดเอาเองว่า ตนมีความรู้ปรุโปร่งแล้วในเรื่องธรรมชาติของต้นไม้ พอจะนึกภาพออกไหม ช่างไม่ต่างอะไรกับอึ่งอ่างพองตัวไปสู้กับแม่วัว

ช่วงเวลานั้นผมทำการเตรียมหลุมปลูกต้นไม้โดยขุดหลุมเป็นรูป 4 เหลี่ยม (ขนาดราว 50*50*50 ซม.) จากนั้นก็ผสมขี้วัว ขี้ไก่แกลบ คลุกเคล้ากับดินที่ขุดขึ้นมาให้เข้ากัน แล้วเขี่ยลงหลุมตามเดิม โดยให้มีระดับต่ำกว่าหน้าดินปรกติ ผมทำอย่างนี้หลุมแล้วหลุมเล่า ปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างพอจะให้ขุดหลุมปลูกอีกต่อไป... จึงต้องมองไปยังพื้นที่สุดท้าย... ริมหน้าผา คิดว่าตัวเองเจ๋งพอที่จะต่อสู้กับบททดสอบที่หิน(หินจริงๆ)ที่สุดของพื้นที่บ้านสวนแล้ว เมื่อได้รับคำสั่งจากเธอจึงไม่รอช้าที่จะดำเนินการตามความคิดเพื่อสานต่อภาพฝันให้เป็นจริง

คนปลูกต้นไม้ส่วนใหญ่อยากให้ต้นไม้โตเร็วๆ ออกดอก ให้ผลทันใจ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น กิ่งตอน เสียบยอด ทาบกิ่ง ดูเหมือนจะสนองตอบความต้องการนี้ได้... ต้นไม้ในช่วงแรกๆ เป็นกลุ่มนี้เสียส่วนใหญ่ ผมเป็นคนเลือก แต่ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้รอด ผืนดินบ้านสวนต่างหาก เป็นผู้มอบโอกาสให้ต้นไม้ที่เหมาะสมได้รอดเติบใหญ่

หลุมแล้วหลุมเล่าที่ต้นไม้ตายลง จนทำให้ผมเริ่มท้อแท้ หมดกำลังใจ แต่ก็น่าแปลกที่ไม้พื้นถิ่นที่เราพยายามจะทำลายให้สิ้นซาก กลับค่อยๆงอกเงยขึ้นอย่างเงียบๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่เคยร้องขอน้ำ ขอปุ๋ย ขอผู้ช่วยปราบแมลงศัตรู ไม่เคยแม้กระทั่งจะหมดความพยายามที่จะงอกเงยขนาดเราทำลายแบบขุดรากถอนโคน เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มีรากแก้วคอยค้ำจุนนั่นเอง...

ผมจึงตัดสินใจที่จะปล่อยให้พวกเขาได้เติบโตส่วนหนึ่ง แทนที่จะทำลายให้หมดตามความตั้งใจแรก และลองพยายามหาต้นไม้ที่มีรากแก้วมาปลูกแทน
ข้อดีของไม้เพาะเมล็ดคือมีรากแก้ว ส่วนข้อเสียคือ ขนาดมันช่างไม่น่ายวนใจให้ปลูกเอาเสียเลย

หากนับจำนวนกันจริงๆแล้ว อัตราส่วนระหว่างหลุมที่ขุดกับต้นไม้ที่ปลูกแตกต่างกันมาก อย่างน้อยการที่หลุมว่างเปล่า ย่อมหมายความว่าเราจะได้ปลูกต้นไม้เพิ่ม หลุมแต่ละหลุมเลือกต้นไม้ที่จะเติบใหญ่แตกต่างกัน ผมจะไม่ปลูกไม้ชนิดเดิมในหลุมเดิม แม้ต้นไม้จะยังตายอยู่เรื่อยๆ แต่ผมกลับเริ่มรู้สึกสนุกกับการรอคอย ว่าหลุมที่ว่างเปล่าลงจะเปิดโอกาสให้แก่ไม้ชนิดไหนกันนะ...


"ขุดหลุมปลูกอย่างนี้เดี๋ยวต้นไม้ก็รากเน่าตายหรอก ทำไมไม่พูนดินขึ้นล่ะ" เสียงรุ่นพี่กล่าวเตือน "รอดูไปเหอะ" ผมคิด ด้วยคิดว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาเพียงพอแล้วสำหรับบททดสอบมหาหิน... หารู้ไม่ว่า...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:59:09 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #72 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2013, 11:23:35 PM »

หากดินระบายน้ำได้ดีมาก (เช่น ดินทราย) และมีระดับน้ำใต้ดินต่ำทั้งปี  ไม่ต้องกลัวเรื่องรากเน่าหรอก  ห่วงแต่จะแล้งตายดีกว่า
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #73 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2013, 02:36:26 PM »

"มันเป็นเหมือนพี่พูดจริงๆด้วย" ผมกล่าวเสียงอ่อยกับรุ่นพี่ แกเพียงส่ายหัวไปมาและยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้ส่อแววเหยียดหยามแม้แต่นิด หากเทียบกันด้านประสบการณ์เกี่ยวกับต้นไม้แล้วแกเหนือกว่าผมเยอะ เพราะหน่วยงานที่แกอยู่คือ "คนสวน" หากมีเวลาผมจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับชีวิตของรุ่นพี่คนนี้ บ้านสวนติดหนี้บุญคุณแกหลายเรื่องทีเดียว

ต้นไม้ริมหน้าผาชุดแรก 7 ต้น แบ่งเป็น เมเปิ้ล 2 ต้นกับนางพญาเสือโคร่ง 5 ต้น เหลือรอดเพียงต้นเมเปิ้ล 2 ต้นเท่านั้น เมื่อผ่านไปไม่ถึงเดือน ช่วงที่ปลูกเป็นปลายฝน แต่ยังมีฝนมากพอที่จะทำให้ต้นไม้บนพื้นที่แห้งแล้งรากเน่าได้ อย่างที่บอกตอนแรก บริเวณหน้าผาเป็นชั้นหินสีแดงเกือบทั้งหมด ตอนขุดหลุมปลูกต้นไม้ 7 หลุม ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เพื่อที่จะขุดเอาหินขึ้นมา ความคิดของผมคือนำเอาดินดำลงไปแทนแล้วปลูกต้นไม้

วันที่รุ่นพี่เอาดินดำมาส่ง แกจึงร้องทักผมว่า ระวังต้นไม้รากเน่าตายนะ มันจะเน่าได้อย่างไร แห้งแล้งออกจะปานนี้ ผมคิด พร้อมกับปลูกต้นไม้ตามความคิดเดิม แล้วก็เป็นเหมือนแกว่า นางพญาเสือโคร่งค่อยๆเหี่ยวเฉาลงที่ละต้นๆ ทั้งๆที่ผืนดินชุ่มฉ่ำ

ผมจึงได้ประสบการณ์ว่า หากต้นไม้ขาดน้ำ มันจะค่อยๆทิ้งใบจากโคนไปหายอด แต่ถ้าเกิดปัญหาจากราก ยอดต้นไม้จะเหี่ยวเฉาก่อนเพื่อน... รู้เมื่อสายเกินเยียวยา สาเหตุที่ต้นเมเปิ้ลไม่ตายอาจเนื่องจากระบบรากของมันสามารถทนได้(สังเกตจากป่าธรรมชาติที่ต้นเมเปิ้ลเจริญเติบโตแถวน้ำตกได้)

เดนตายชุดที่สองประกอบด้วยนางพญาเสือโคร่งเช่นเดิม 5 ต้น กับสนสามใบอีกต้น ผมปลูกที่หลุมเดิมเพียงแต่ว่านำดินไปผสมเพิ่ม เปลี่ยนลักษณะหลุมจากแอ่งให้เป็นโคน ตอนนี้แนว "ทิวฝัน" จึงประกอบไปด้วยต้นไม้ 8 ต้น รอพิสูจน์กันต่อไปว่าเมื่อปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกแล้วได้ผลหรือไม่

ทุกวันนี้นานๆครั้งถึงจะมีหลุมว่างลง หลุมที่ว่างหมายถึงโอกาสของต้นไม้ต้นใหม่เสมอ ผมยังขุดหลุมเหมือนเดิม เพียงแต่... เริ่มเรียนรู้ที่จะไม่ฝืนธรรมชาติที่ไหนควรเป็นแอ่งก็ปล่อยให้เป็น ที่ไหนควรเป็นโคนก็นำดินไปเสริม มาเถอะ...
มาขุดหลุมปลูกต้นไม้กัน  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 09:12:27 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #74 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2013, 02:44:33 PM »

หากดินระบายน้ำได้ดีมาก (เช่น ดินทราย) และมีระดับน้ำใต้ดินต่ำทั้งปี  ไม่ต้องกลัวเรื่องรากเน่าหรอก  ห่วงแต่จะแล้งตายดีกว่า

ใช่ครับพี่ teerapan  ยิ้ม  แต่เผอิญที่บ้านสวนเป็นดินเหนียว  โกรธ
ข้อดีของดินเหนียวคืออุ้มน้ำได้ดี ส่วนข้อเสียคือไม่ค่อยจะยอมให้น้ำซึมผ่านลงไปเบื้องล่าง
ปีแรกๆของบ้านสวน ไม่ว่าจะฝนตกแรงขนาดไหน แต่เมื่อขุดดินลงไปไม่ถึงฟุตกลับพบผืนดินที่แห้งผาก
แตกต่างกับผิวดินที่เฉอะแชะอย่างไม่น่าเชื่อ  ร้องไห้
เลยคิดว่าหากเราปลูกต้นไม้ให้มากๆ โอกาสที่น้ำจะซึมลงดินไปตามรากไม้คงมากขึ้น
จึงเป็นที่มาของการปลูกต้นไม้อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ปลูกทุกฤดูกาล ทั้งๆที่ต้องหิ้วน้ำรดอย่างเหน็ดเหนื่อย
ทุ่มเททรัพย์สินก็ไม่น้อย(ค่าต้นไม้) แต่กลับยังยิ้มได้เมื่อต้นไม้ที่ปลูกตายลง
บ้าไหมครับผม พี่น้อง  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 22, 2013, 02:46:41 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #75 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2013, 03:21:32 PM »

เรื่องดินโคนต้นจะทำให้เป็นแอ่ง หรือพูนให้สูงนั้นเป็นเรื่องที่สอนกันมานานแล้วว่าจะขึ้นกับสภาพอากาศ และสภาพดิน   แนวคิดเดียวกันนำไปใช้ในการทำแปลงปลูกผัก 2 ลักษณะคือ Sunken Bed Garden และ Raised Bed Garden  โดยเหตุผลเบื้องหลังทั้ง 2 วิธีเหมือนกันคือ ต้องการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของการปลูก  แต่เทคนิค Raised Bed จะใช้ในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก พื้นที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง หรือดินมีคุณสมบัติการระบายน้ำไม่ดี (มีส่วนผสมของดินเหนียวมาก)   ส่วนเทคนิค Sunken Bed จะใช้ในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดี  ปัญหาเรื่องการระบายน้ำจึงน้อยกว่าปัญหาเรื่องการดักน้ำลงในดิน  

เทคนิค Raised-bed จึงมีประโยชน์ถ้าดินมีส่วนผสมของดินเหนียวมาก และระบายน้ำไม่ดีเนื่องจากช่วยลดปัญหารากเน่า และโรคที่เกิดจากเชื้อราอีกหลายชนิด  ในทางยุโบที่มีหิมะตกการปลูกแบบพูนดินแบบนี้ยังช่วยให้หิมะที่ปกคลุมละลายได้เร็วในฤดูใบไม้ผลิ  ทำให้เกษตรกรที่ปลูกแบบนี้จะสามารถเริ่มเพาะปลูกได้เร็วกว่าการไม่พูนดินขึ้นมา  เรารับความรู้ทางการเกษตรมาจากชาวตะวันตกที่อยู่ในเขตหนาวจึงมันจะถูกสอนให้ทำแบบนี้เป็นหลัก

ส่วนเทคนิค Sunken-bed ช่วยปรับปรุงสภาพดินทรายที่มีการระบายน้ำดีเกินไปโดยการดักอินทรีย์วัตถุ (เช่น เศษใบไม้) และน้ำ run off ทำให้ดินมีความชื้นมากขึ้น

การใช้เทคนิค Raised-bed ในสภาพภูมิประเทศที่ร้อน และอากาศแห้ง จะสร้างความเสียหายได้มากกว่าการไม่พูนดินเนื่องจากจะทำให้ดินร้อนมากขึ้น และแห้งมากขึ้นจนเป็นอันตรายกับรากต้นไม้  โดยเฉพาะในภูมิประเทศที่ร้อนจัดอย่างเช่นทะเลทราย  ส่วนการใช้เทคนิค Sunken Bed ในสภาพภูมิอากาศที่เย็นจะทำให้ดินอุ่นขึ้นช้าในฤดูใบไม้ผลิ  ทำให้เริ่มการเพาะปลูกได้ช้า  แถมความชื้นที่มากจนเกินไปยังจะทำรากขาดอากาศจนเน่าตายได้

โดยสรุป..เราต้องดูสภาพดินของเราก่อนว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเลือกเทคนิคการปลูกว่าจะพูนดินที่โคนต้น หรือจะปลูกต้นไม้ในร่องต่ำกว่าระดับดินเติม

ส่วนดินที่เขาใส่ถุงขายจะมีทั้งชนิดที่เป็นดินล้วน (จะมีราคาแพงหน่อย) และดินที่ผสมอินทรีย์วัตถุ (เช่น ขุยมะพร้าว ใบไม้) ที่ยังย่อยสลายไม่หมดซึ่งจะมีราคาถูกกว่า  ดินพวกนี้เหมาะสำหรับการปลูกไม้ประดับในกระถางที่ไม่มีปัญหาการระบายน้ำ และอากาศ  แต่เมื่อเรานำเอาดินที่มีส่วนผสมของอินทรีย์วัตถุที่ยังย่อยสลายไม่หมดไปใส่ในดินชั้นล่างก้นหลุมรวมกับความชื้น  จะทำให้เกิดปัญหาการขาดไนโตรเจนเนื่องจากในขบวนการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุนั้นจุลินทรีย์จะต้องใช้น้ำ และไนโตรเจน  จึงเกิดอาการแย่งไนโตรเจนจากในดินจนเหลือไม่เพียงพอสำหรับพืช  และยังทำให้เกิดอุณหภูมิที่สูงในดินอีก  อาการของการขาดธาตุไนโตรเจนใบต้นไม้จะเหลือง (อาจดูเหมือนขาดน้ำ ทั้งๆ ที่มีความชื้นในดินเพียงพอ) และอาจจะเหี่ยวจนร่วงไปในที่สุด   ดังนั้นปัญหาที่คุณ nomadic_man เจออาจจะมีปัจจัยมาจากการใช้ดินผสมอินทรีย์วัตถุที่ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์  มากกว่าปัจจัยจากการไม่พูนดินที่โคนต้น   ในประเด็นนี้อาจจะต้องทดลองติดตามผลของต้นที่ปลูกโดยใช้ดินเดิม   และหากต้องการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้ใส่ที่บริเวณผิวดินเท่านั้น (ทำเป็นวัสดุคลุมดิน)  อย่าพยายามคลุกกับดินที่ใช้ปลูกต้นไม้

ส่วนการแก้ไขปัญหาดินเหนียวในระยะยาวนั้น สุดท้ายก็ต้องเพิ่มอินทรีย์วัตถุลงในดิน  มีปราชญ์หลายท่านสอนว่าให้เราขุดหลุมแล้วเอาอินทรีย์วัถตุไปผสมกับดินให้ทั่ว  รดน้ำ แล้วหมักทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์ก่อนที่จะนำต้นไม้ไปลงปลูก  วิธีนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการแย่งไนโตรเจนจากขบวนการหมัก  เนื่องจากเราทิ้งระยะเวลาให้ขบวนการหมักได้ทำงานไปสักพัก  ก่อนที่จะนำพืชมาปลูก   ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะสั้นก็ลองใช้วิธี vertical mulch ดูก็ได้นะครับ  แต่เหนื่อยหน่อย และไม่เหมาะกับการปลูกจำนวนมากๆ  สนใจลองกลับไปอ่านดูที่ (น่าจะผ่านตามาแล้ว) http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.256

สุดท้ายแล้วขอเสริมเรื่องความเชื่อที่ว่าถ้าดินเป็นดินเหนียวแล้วผสมทรายเข้าไปจะทำให้ดินระบายน้ำดีขึ้น  ในความเป็นจริงอาจจะ work และอาจจะทำให้เลวร้ายลงก็ได้  ในกรณีที่ทำแล้ว work มักจะเป็นการผสม 3 อย่างคือดินเหนียว ทราย และปุ๋ยหมัก  ซึ่งจะทำงานได้ดีตราบใดที่ยังมีอินทรีย์วัตถุเพียงพอ  เราจะต้องช่วยด้วยการปลูกพืชคลุมดินอย่างต่อเนื่อง  แต่ถ้าอินทรีย์วัตถุสลายหมดไป(โดยไม่มีการเติมเต็ม)จนเหลือแต่ทราย + ดินเหนียว  จะได้ผลคล้ายๆ การผสมทรายกับดินเหนียวตรงๆ  เราจะได้วัสดุที่เป็นคล้ายอิฐ หรือซิเมนต์ซึ่งใช้ในการก่อสร้างได้  ยิ่งได้รับแรงกดอันจากน้ำหนักของคน หรือเครื่องจักรแล้วจะแข็งแรงมาก  แต่ส่วนผสมแบบนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการระบายน้ำ  แต่จะยิ่งแย่มากขึ้นคือจะเกิดเป็นชั้นแข็งคล้ายๆ ชั้นซิเมนต์ที่ยากต่อการชอนไชของรากพืช  กลายเป็นว่านอกจากจะระบายน้ำแย่ในฤดูฝนแล้ว  ยังแข็งจนรากพืชไม่สามารถเติบโตได้  ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดยังคงเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุลงในดิน  วิธีการง่ายๆ คือการปลูกพืชที่มีรากลึก เช่น หญ้าแฝก ถั่วมะแฮะ เป็นต้น  เมื่อพืชตายลงรากที่อยู่ในดินจะกลายเป็นอินทรีย์วัตถุในดินเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 22, 2013, 05:08:49 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #76 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2013, 08:11:51 PM »

อ้างถึง
ดังนั้นปัญหาที่คุณ nomadic_man เจออาจจะมีปัจจัยมาจากการใช้ดินผสมอินทรีย์วัตถุที่ยังย่อยสลายไม่สมบูรณ์  มากกว่าปัจจัยจากการไม่พูนดินที่โคนต้น   ในประเด็นนี้อาจจะต้องทดลองติดตามผลของต้นที่ปลูกโดยใช้ดินเดิม   และหากต้องการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้ใส่ที่บริเวณผิวดินเท่านั้น (ทำเป็นวัสดุคลุมดิน)  อย่าพยายามคลุกกับดินที่ใช้ปลูกต้นไม้

ใช่เลยครับพี่ เนื่องจากตอนนั้นใจร้อนรีบปลูกต้นไม้และอยากลองวิชา
ดินดำที่ผมกล่าวถึงจริงๆแล้วคือกองปุ๋ยหมักพืชสด+ขี้วัว ที่พี่คนสวนได้ทำไว้และผมของแบ่งมา
แล้วก็หลุมที่ขุดบริเวณหน้าผานั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นกระถางต้นไม้ที่ไม่เจาะรู เพราะมีหลุมนึงที่ขุดเพิ่ม
แล้วลองเทน้ำลงไปเต็มหลุม ปรากฏว่าหลายวันทีเดียวครับกว่าน้ำจะหายไป
สรุปก็คือ ต้นไม้ริมหน้าผาที่ตายลงน่าจะเกิดจาก
การขาดธาตุไนโตรเจนอย่างเฉียบพลัน + น้ำขังในหลุมปลูก ครับผม  ยิ้ม

ปล.ขอบคุณมากครับที่แวะเข้ามาถ่ายทอดวิชา...  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #77 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2013, 11:26:20 AM »

เมื่อวานตอนบ่ายไปหากับข้าวมา ตามประสาคนจน ไม่มีเงินซื้อกับข้าวกิน อิอิ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 09:59:49 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #78 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2013, 12:00:21 PM »

ว่าด้วยเรื่องเห็ดบ้านสวน

ชาวบ้านแถวนั้นเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ที่บ้านสวนเป็นโคกเห็ด หลังจากโดนเจ้าของเดิมปรับที่และแผ้วถางปลูกสัก ต้นไม้เต็งรังจึงถูกทำลาย เมื่อตอนซื้อที่ใหม่ๆ บังเอิญเหลือเต็งรังโตขึ้นมาใหม่เล็กน้อย และฝนนั้นผมเห็นเห็ดขึ้นหลายดอก สอบถามเธอบอกว่า เป็นเห็ดหน้ามุ่ย(หน้าดอกสีม่วงๆ) กินได้ ทีแรกคิดแค่ว่าจะปล่อยให้ต้นไม้เชื้อเห็ดเติบโต จะได้มีเห็ดกิน ปีนี้คิดขึ้นได้เราควรหาไม้เชื้อเห็ด มาปลูกเพิ่ม เพื่อที่เห็ดจะได้มีที่อยู่อาศัยมากขึ้น และออกมากขึ้น จึงเป็นที่มาของพื้นที่ทดลอง โซน 4 (ป่าเห็ดทดลอง) ครับผม  ยิ้มเท่ห์


ต้นไม้เชื้อเห็ดโตขึ้นทีเดียว กับ 6 ปีที่ผ่านมา





เมื่อวานไปปลูกแฝกรอบหลุมเลี้ยงปลาเสริมกอที่ตาย เดินเล่นหาเห็ด เจอเกือบ 10 ดอก  ยิ้ม ไม่เก็บมากิน ปล่อยไว้ก่อน(เลยไปหากินที่ป่าแทน  ยิงฟันยิ้ม )





สองดอก แถวนี้เรียกว่า "เห็ดแป้ง" ดอกสีขาว กินได้เช่นกัน  ยิ้ม



เมื่อต้นฤดูฝนปีนี้ ที่บ้านสวนมีเห็ดโคนออกเกือบ 20 ดอก ตื่นเต้นใหญ่เลย ในภาพคือที่เห็ดออก เห็นสายราขึ้นมา หากใช่สายราของเห็ดโคนจริง เฮใหญ่เลยเรา (จากการค้นคว้าที่ผ่านมาพบว่าไม่ใช่สายราของเห็ดโคนครับ)  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:01:50 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #79 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2013, 06:36:44 AM »

นี่เป็นต้นไม้ที่เริ่มปลูกด้วยวิธี "ไม่ฝืนธรรมชาติ" หนแรกทีเดียวขุดหลุมขนาดเท่าเดิมเพื่อพรวนดิน หลังจากนั้นก็นำหน้าดิน(จากพื้นที่ในสวนที่ดินเริ่มดีขึ้นหน่อย)มาผสม ทำเป็นโคนขนาดย่อม วันก่อนไปจัดการขุดเป็นร่องรอบๆโคนเพื่อให้เป็นพื้นที่เก็บน้ำ นำขี้ไก่ผสมแกลบคลุกลงไป แล้วนำเศษใบไม้ใบหญ้าจากการ  chop 'n drop คลุม จากนั้นก็นำกิ่งไม้ทับอีกที(กันไก่เพื่อนบ้านมาเขี่ย) จึงได้ออกมาเป็นรูปแบบนี้ ครับผม  ยิ้มเท่ห์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2018, 10:02:12 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ... 39   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: