หน้า: 1 ... 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 [34] 35 36 37 38 39   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : ปลายฝันสุดท้าย สุดทางฝัน  (อ่าน 320573 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #528 เมื่อ: มีนาคม 28, 2016, 09:33:41 PM »

ดูเหมือนว่าผลกระทบจากภัยแล้งเริ่มปรากฏให้เห็น ลำน้ำหมันที่เป็นดั่งสายโลหิตหล่อเลี้ยงผู้คนในเขต อ.ด่านซ้ายแห้งขอดอย่างน่าใจหาย ผู้คนเริ่มถกเถียงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น บ้างก็ว่าเกิดจากการขุดลอกลำน้ำของทางหน่วยงานราชการ บ้างก็โทษชุมชนต้นน้ำว่ารุกล้ำทำลายป่า แต่ใครกันเล่าจะโทษตนเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น อีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ...

ยังดีที่ผู้คนบางกลุ่มเริ่มให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ร้อนลมแล้งคราวนี้ ไม่ว่าจะเป็นป่าชุมชนบ้านบุ่งกุ่ม(ภูเตาโปง) โครงการวิจัยลำน้ำหมัน เป็นต้น นี่ไม่ใช่หนแรกและย่อมไม่ใช่หนสุดท้ายที่มันจะเกิดขึ้น ถึงเวลาที่เราควรเริ่มทำอะไรสักอย่างบ้างก็ยังดี อย่างน้อยผมก็ไม่อยากโดนลูกหลานก่นด่ากล่าวว่าในภายหลัง มาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและปลูกต้นไม้กันเถอะครับ



พื้นที่ปลูกผักหวานป่าปี 58 ของสวนล่างได้รับผลกระทบไปเต็มๆจึงมีสภาพอย่างที่เห็น ถึงกระนั้นต้นผักหวานที่เหลือรอดยังดำรงชีวิตอย่างตามมีตามเกิดเมื่อไร้ระบบน้ำ และเจ้าของขี้คร้านเกินกว่าจะเดินรดน้ำไหว





ในส่วนของผักหวานป่าปี 57 นั้น เริ่มสำแดงธาตุทรหดออกมาให้สมกับคำว่า "ผักหวานป่า" จริงๆ





ผักหวานป่าปี 57 แห่งสวนล่าง ถ่ายภาพไว้เมื่อ 1 เดือนก่อน...





พื้นที่ปลูก ฝรั่ง-น้อยหน่าแห่งสวนไกล ทำท่าว่าจะไปไม่รอดเช่นกัน  ร้องไห้ น้อยหน่ายังพอทนแต่ฝรั่งนั้นเล่า กำลังแห้งเหี่ยวตายไปทีละต้นๆ นั่งคิดนอนคิดอยู่พอสมควรจึงได้ข้อสรุปว่า ฝรั่งจำนวน 50 ต้นยังคงจำนวนเดิมไว้โดยต้นไหนที่ตายก็จะใช้กิ่งตอนจากต้นหลังบ้านพักมาปลูกทดแทน แต่คงต้องทำระบบน้ำช่วยบ้างในส่วนนี้ ระบบน้ำแบบไหนเหรอคงไม่ทิ้งหนทางแนวขี้คร้านแน่นอน  ยิงฟันยิ้ม ขออุบเอาไว้ก่อนครับผม





ปลูกป่าไว้หาเห็ด... ยังคงพริ้วไหวไปด้วยทิวดอกหญ้าขจรจบ





แต่พอเดินสำรวจเข้าไปใกล้ก็พบว่ากลุ่มแรกที่ปลูกกำลังจะสูงท่วมหัวนักปลูกต้นไม้แห่งดาวโลกเสียแล้ว น่าชื่นใจจริงๆครับ  ยิ้ม





วันว่างๆก็เที่ยวบ้าง ไรบ้าง... ปุ๋ยขี้ไก่แกลบที่สั่งมาก็ไม่ไปใส่ หญ้าก็ไม่ไปตัด เพราะเอาเด็กหญิงมาอ้างนั่นเอง ha ha

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 01:43:33 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #529 เมื่อ: เมษายน 05, 2016, 03:06:38 PM »

สวนเราจะจัดปุ๋ยคอกไว้สำหรับใส่ต้นไม้ปีละครั้ง โดยหลักๆจะเป็นปุ๋ยขี้ไก่แกลบและมีขี้หมูด้วยเล็กน้อยเท่าที่พอจะหาได้





เมื่อปุ๋ยมาถึงแล้วจึงได้เวลาขอความช่วยเหลือจากตัวละครลับ ช่วยกระจายถุงปุ๋ยกับตัดหญ้าได้อีกสักหน่อยจึงส่งตัวกลับ  ยิงฟันยิ้ม





เนื่องจากยังต้องดูแลหลานน้อยตัวละครลับของผมจึงมีเวลาอยู่ช่วยไม่มากนัก ถึงกระนั้นก็ยังกระจายถุงปุ๋ย/ใส่ด้วยจนเกือบหมดกอง(สั่งมา 600 ถุง) แถมตัดหญ้าไว้ให้ด้วย ต้องขอบคุณจริงๆครับผม  อายจัง




ในส่วนนี้คงต้องเป็นผมแล้วล่ะครับ สงกรานต์นี้เจอกันแน่ดงหญ้าเอ๋ย...





พื้นที่ปลูกฝรั่ง-น้อยหน่า พืชพี่เลี้ยง(แต่ปลูกทีหลัง)คือกล้วยน้ำว้าปลูกปีที่แล้วกำลังต่อสู้กับความแห้งแล้งของฤดูกาลอย่างทรหด





ถึงอย่างนั้นก็ตามแต่ยังมีบางส่วนเริ่มแทงปลีของมาด้วยครับท่าน  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 01:45:00 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
watanyou
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 99


« ตอบ #530 เมื่อ: เมษายน 05, 2016, 03:29:38 PM »

เยี่ยมครับ เหมือนคลุมฟางเต็มพื้นที่เลยครับ



nomadic_man จริงๆแล้วการทำสวนแบบนี้ผมชอบมากเลยที่จะมีหญ้าขจรจบขึ้นเยอะๆ เพราะพอตัดหญ้าแล้วมันเหมือนกับได้คลุมฟางทั่วพื้นที่ เพียงแต่ว่าต้องพยายามที่จะตัดให้ได้อย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง ซึ่งมักจะทำไม่ค่อยได้ตามเป้าสักเท่าไหร่  ยิงฟันยิ้ม และอีกอย่างหากพื้นที่มีความเสี่ยงกับไฟป่า(ที่ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ  โกรธ ) อาจจะต้องทำแนวกันไฟให้ดีๆหน่อยครับ มันเป็นเชื้อไฟอย่างดีเลยทีเดียว เหอๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 06, 2016, 03:57:15 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #531 เมื่อ: เมษายน 10, 2016, 12:38:17 AM »

บ่ายวันที่อบอ้าวและน่าเบื่อหน่ายกับความร้อนรุ่มทั้งจากสภาพอากาศและจิตใจผู้คน เมื่อปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้านพักหลังเลิกงาน ร้อนลมแล้งหอบหนึ่งซึ่งพัดพากลีบดอกตะแบกร่วงหล่นทำให้ผมนึกถึงบางวลีจาก Kiss & Goodbye ของ Jimmy Liao ผู้ซึ่งนำพาให้ผู้คนเพ้อฝันและพลัดหลง ในห้วงแห่งจินตนาการด้วยภาพวาดกับถ้อยคำเพียงน้อยนิดจากหนังสือแต่ละเล่มของเขา "ไม่มีวิธีการอื่นอันใดที่สามารถทำให้ใบไม้ที่ร่วงหล่นหวนคืนได้... ยกเว้นฤดูใบไม้ผลิ" นั่นสิ อาจเป็นเช่นนั้นหรือไม่ใช่ก็ได้ แล้วผมปลูกต้นไม้เพื่ออะไรกันนะ...

ด้วยภาพสดใสและถ้อยคำเรียงร้อยอย่างเรียบง่ายจึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของเด็กหญิงยิ่ง ถึงอย่างนั้นก็ตามแต่ผมไม่อาจเล่าเนื้อเรื่องให้ตรงตามต้นฉบับทั้งหมดเมื่อเด็กหญิงหยิบมาเป็นนิทานก่อนนอน เพราะเรื่องราวซับซ้อนเกินกว่าเธอจะเข้าใจได้ ไม่เหมือนกับการลงมือปลูกต้นไม้ที่ตรงไปตรงมา ขุดดิน นำลงหลุม กลบดิน ทว่าบางวิถีคล้ายชิดใกล้ บางอย่างที่จำเป็นอาจยังไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา

เย็นวันนั้นระหว่างเหวี่ยงเครื่องตัดหญ้าให้เก็บเกี่ยวทรัพยากรที่ยังไม่ถูกใช้หวนคืนสู่ผืนดิน รอคอยเวลาและถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์โดยต้นไม้บางต้น ลมร้อนพัดแผ่วเจือด้วยหอมไอดินจากที่ไหนสักแห่ง บ่งบอกว่าฟ้าดินเห็นใจส่งฝนลงมาช่วยคลายความร้อนผู้คนแถบนั้น ทำให้ผมไม่อาจละสายตาจากโบกสะบัดทิวแฝกต้องแดดอาทิตย์อัสดง จ้องมองนิ่งงันเสมือนไร้กาลเวลา... "ใจเย็นเพื่อน ยังไม่ถึงเวลาของคุณครับ" ผมยิ้มแล้วจึงเหวี่ยงเครื่องตัดหญ้าต่อ

ต้นไม้ที่ผมปลูกมากมายได้ย่อยสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติก่อนเวลาอันควร หากเทียบกันแล้วมีเพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครตอบได้ "แล้วทำไมเรายังปลูกต้นไม้อยู่อีกล่ะ" ผมมักจะถามตนเองเสมอๆ บางต้นถูกปลูกด้วยความกลัว กลัวอนาคตอันเลวร้ายซึ่งเกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน บางต้นปลูกด้วยความกังวล กังวลว่าลูกหลานจะเป็นอยู่เช่นไรในภายภาคหน้า อาจมีสักต้นที่ปลูกด้วยความดีใจเพราะมีคนเห็นคุณค่า ยังมีบางต้นที่ต้องปลูกด้วยความหดหู่เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และมีบางต้นที่โชคร้ายปลูกแล้วโดนกำหนดให้มิอาจมีชีวียืนยาว แต่ไม่เคยมีต้นไหนสักต้น... ที่ไม่ถูกสองมือนำพาลงสู่ผืนดินด้วยความสุขใจของผู้ปลูกเลย



กล้าไม้ผลหลายชนิดเตรียมตัวพร้อมแล้วสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกปีนี้ ไม่ว่าจะร้อนแล้งแค่ไหนเราก็จะปลูกคุณต่อไป ปีแล้วปีเล่า...




นอกจากไม้ผลแล้วยังมีไม้ยืนต้นอีกมากมายที่รอคอยอย่างใจจดจ่อเช่นกัน สำหรับปลูกทดแทนกลุ่มที่ไม่ได้ไปต่อจากปีที่แล้ว





สังคมต้องการความหลากหลายเพราะมันนำพาให้เกิดการเคลื่อนคล้อยแปรเปลี่ยน ประโยชน์หรือโทษ ดีหรือไม่ใครเล่าตัดสินได้ คิดเห็นเช่นนี้ต้นไม้ในพื้นที่ที่เรารับผิดชอบฐานะ นักปลูกต้นไม้แห่งดาวโลก จึงสมควรหลายหลากด้วยเช่นกัน





แม้ต้นไม้บางอย่างถูกปลูกเพื่อรอคอยอนาคตที่อาจไม่ยืนยาว แต่เรายังใส่ใจในทุกรายละเอียดเปลี่ยนถุงเตรียมดินทุกต้นๆอย่างเท่าเทียม





เบ่งบานอย่างเบิกบานแล้วนอบน้อมโรยรา... เพื่อถือกำเนิดผล เมล็ด สืบพันธุ์ ดำรงอยู่ เจิดจ้า จากลา เช่นนี้เองวิถีแห่งธรรมชาติ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 01:46:39 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
9_shane
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1464



« ตอบ #532 เมื่อ: เมษายน 10, 2016, 01:04:32 PM »

ได้ยินชื่อตัวละครลับมานานลับสุดยอดจริงๆ ยิงฟันยิ้ม และเห็นผลงานของตัวละครลับแล้วอยากมีบ้างจังที่สวนมีแต่คนช่วยลับๆ (ช่วยเก็บ) จับได้จะเอามาปลูกต้นไม้ให้เข็ด5555 เห็นท่านเตรียมการปีนี้แล้วต้นไม้เยอะมากกก ปลูกหมดหรือครับ นับถือความมุ่งมั่นตั้งใจจริงๆครับ ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ถ้าเรื่องคนลับๆแล้วล่ะก็ที่สวนผมก็ไม่แพ้กัน ปลาสวนล่างหายไปหมดแล้ว ส่วนร่องรอยที่สระสวนไกลบ่งบอกว่ามีคนลับมาช่วยนำปลาไปดูแลต่อเหมือนกัน(เจอทั้งรอยเท้าและคันเบ็ด)  ยิงฟันยิ้ม ถือเสียว่าทำบุญร่วมกันก็แล้วกันครับแต่อย่าให้เห็นคาตานะ  โกรธ เรื่องของต้นไม้ที่เตรียมปลูกปีนี้ต้องยอมรับว่าเยอะจริงๆครับท่าน น่าจะหลายร้อยต้นอยู่ทีเดียว แต่ในจำนวนนี้มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องปลูกแบบประณีตโดยมีการเตรียมหลุมปลูกก่อน ก็คือกลุ่มไม้ผลบางอย่างที่ซื้อมาแพงหน่อยนั่นเอง ที่เหลือส่วนใหญ่ก็ปลูกแบบตามมีตามเกิดครับ อยากปลูกตรงไหนขุดหลุมตรงนั้น แกะถุงดำออกแล้วก็วางกล้าไม้กลบดิน เป็นอันเสร็จพิธี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 11, 2016, 09:39:29 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

🐾🐾🐾🌳🌿🌾ความพยายามอยู่ที่ไหน🌱ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล🐜🐜🐜🌴🌵
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #533 เมื่อ: เมษายน 11, 2016, 10:33:08 PM »

ปลิวหายภายใต้สายลม

ริ้วเมฆแถบหนึ่งพาดผ่านฟากฟ้าทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองมันอยู่บ่อยๆในเย็นวันนี้ ทั้งๆที่สองแขนยังเหวี่ยงเครื่องตัดหญ้า แต่สายตากลับเหม่อมองไปอีกทาง สุดท้ายได้เรื่องต้องมีผู้สังเวยชีพไปพร้อมๆมวลหมู่วัชพืชนั่นก็คือต้นน้อยหน่าแรกรุ่นนั่นเอง มาคิดดูอีกทีสงสัยเจ้าที่ ณ บริเวณนั้นแรงไปหน่อยเพราะเป็นน้อยหน่าต้นที่สองแล้วสำหรับตรงนั้น ต้นแรกเหี่ยวแห้งตายดับไปเฉยๆส่วนอีกต้นดวงสะบั้นในวันนี้อันเนื่องมาจากริ้วเมฆแท้ๆเลย เฮ้อ...

เมื่อเด็กหญิงปิดเทอมจึงถูกเราส่งไปเรียนภาษาเพิ่มเติมที่บ้านเกิดของเธอในหุบเขาต้นน้ำหมันสาขาหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีปีไหนเหมือนปีนี้เพราะน้ำปะปาหมู่บ้านไหลบ้างไม่ไหลบ้าง เมื่อเราไปเยี่ยมสัปดาห์ละหนยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กหญิงไม่เอ่ยถ้อยคำ "พ่อจ๋าๆ น้องอยากกลับบ้านด่านซ้ายแล้ว" "น้องกลับมาแล้วจะอยู่กับใครน้อ พ่อกับแม่ต้องทำงาน เด็กคนอื่นๆเขาก็ไปอยู่บ้านย่า บ้านยายกันหมดแล้ว" "แต่น้องอยากกลับแล้วอ่ะ" "เอาล่ะ" ผมถอนหายใจก่อนพูดต่อ "เดี๋ยวสงกรานต์พ่อกับแม่จะมานอนกับน้องแล้วหลังสงกรานต์สัก 4-5 วัน พ่อจะมารับแล้วกัน" "น้องอยากกลับวันนี้นะพ่อ" อย่างไม่ยอมลดราวาศอก ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียจริงเด็กจะอายุครบ 6 ขวบเอ๋ย

เมื่อให้คำมั่นแล้วต้องทำให้ได้ไม่ว่าจะลำบากสักเพียงไหน จึงเป็นที่มาของการเร่งงานตัดหญ้า ณ สวนไกลให้แล้วเสร็จก่อนปลายเดือนเพราะต้องไปรับเด็กหญิงกลับมาเสียทีตามสัญญาที่ให้กันไว้วันก่อน ร้อนแดดแล้งกลางเมษายนจึงไม่อาจฉุดรั้งผมเอาไว้ได้ เลิกงานเสร็จเข้าสวนทันทีกลับออกมาก็ค่ำเสียแล้ว ถึงกระนั้นก็ตามแต่เมฆริ้วนั้นยังคงอ้อยอิ่งคลอเคลียจันทร์เสี้ยวอยู่เช่นเดิม บางที ฤดูร้อนเช่นนี้กลับทำให้แมกไม้ผลิใบ จึงเป็นที่มาของความเรียงชิ้นหนึ่งเมื่อเนิ่นนาน สิบปีต่อมา ริ้วเมฆในวันนั้นทำให้เขาหวนคิดถึงชายหนุ่มผู้ดุ่มเดินมาสมัครงานและได้งานทำไกลลิบจากบ้านเกิด ก้าวย่างลงจากรถโดยสารประจำทางพร้อมกับเป้ใบหนึ่ง ถุงนอนอีกอันและสิ่งที่ปลิวหายภายใต้สายลมแห่งฤดูรักร่วง




แล้วงานตัดหญ้าในส่วนของแปลงปลูกฝรั่ง-น้อยหน่าก็แล้วเสร็จภายในเย็นวันนี้





ปีที่แล้วยังไม่สามารถปลูกหญ้าแฝกได้เต็มแนวคันดิน ปีนี้นอกจากงานปลูกต้นไม้แล้วยังมีงานปลูกแฝกอีก เมื่อแยกกอไม่ทันก็ไปขอเอากับภาครัฐแล้วกัน ha ha





ฝรั่ง 50 ต้นเกือบทั้งหมดมีสภาพเช่นนี้บางส่วนไม่ต้องถามถึง ใจเสาะยอมพลีกายคืนสู่ผืนดินซะแล้วครับพี่น้อง  โกรธ





ทว่าหญ้าแฝกกลับยังเขียวขจีท้าทายร้อนลมแล้งอย่างทรนง บ่งบอกว่าภายใต้ผืนดินลึกลงไปยังพอมีความชื้นหลงเหลืออยู่บ้าง





น้อยหน่าส่วนใหญ่ยังดูมีอนาคต(มั๊ง) สู้กันต่อไปต้นไม้ในสวนเราปีแรกเน้นความอดทน ทนได้ทน ทนไม่ได้ตายไปมีต้นใหม่มาปลูกแทน





เป็นเพราะเมฆริ้วนี้โดยแท้ที่ทำให้น้อยหน่าสภาพงามต้นหนึ่งเหลือเพียงตอเท่านั้น เมฆนะเมฆเจ้าเอ๋ย...





สิ่งที่ปลิวหายภายใต้สายลมแห่งฤดูรักร่วง

ปลายฤดูหนาว เขาชอบเรียกว่าฤดูใบไม้ผลิมากกว่า มันเป็นบ่ายวันที่ลมหนาวยังอ้อยอิ่งอยู่กับใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นเกลื่อนผืนดิน เป็นช่วงที่ความหนาวเย็นถูกกักขังไว้ภายใต้ม่านรัตติกาล โดยมีแสงแดดเป็นผู้คุม แล้วหมู่เมฆแห่งฤดูร้อนก็หวนกลับมาภายในบ่ายวันนั้น.....

หมู่เมฆคิวมูลัสก้อนใหญ่รูปร่างแปลกตาเข้าครอบครองน่านฟ้า มากมายราวกับฝูงบิน C-47 แห่งกองกำลังสัมพันธมิตรที่ปล่อยพลร่มลงแผ่นดินฝรั่งเศสในวันยุทธการ ดี-เดย์ แว่วทำนองเพลง " ฤดูร้อน " ของ Paradox มากับสายลม อาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาแต่งเพลงนี้ขึ้นในฤดูร้อนก็เป็นได้

ต้นไม้เริ่มผลิใบ จากที่เหลือเพียงกิ่งก้านผ่านลมหนาวราวกับโครงกระดูกร้างไร้วิญญาณ กลับเริ่มมียอดอ่อนแตกหน่อออกมาอย่างไร้ซุ่มเสียง...ว่ากันว่า ต้นไม้ปกป้องเหล่ายอดอ่อนจากแสงแดดโดยใช้รงควัตถุสีแดงชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้สังเคราะห์แสงเฉกเช่นคลอโรฟิลล์ขาประจำได้ ก่อนที่จะเปลี่ยนกลับมาใช้บริการจากคลอโรฟิลล์ขาประจำ เมื่อเซลล์ของยอดและใบอ่อนเริ่มใบกล้ากิ่งแข็งพอที่จะต่อกรกับแสงแดดได้ตามลำพัง...

ความรักที่กำลังงอกเงยเล่า...? ใช้สิ่งใดกันในการปกป้องแสงแห่งความรักที่เรียกกันว่า " ความผูกพัน "
แน่นอนว่าต้นไม้ย่อมขาดแสงไม่ได้เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง ความรักย่อมไม่เป็นเช่นนั้นรึ...?
ความผูกพันก็ย่อมเป็นสิ่งสำคัญในการงอกเงยของความรัก...
เพียงแต่ว่า...
ต้นไม้ที่รับแสงมากไป ย่อมเหี่ยวเฉา...
ความผูกพันที่มากไปย่อมรึงรัดให้ความรักงอกเงยลำบาก เพียงเพราะว่าไม่เหลือที่ว่างให้สิ่งที่เรียกว่า
" ความคิดถึง "...
ต้นไม้ที่รับแสงน้อยไปย่อมเติบโตไม่สมบูรณ์...
ความผูกพันที่น้อยไป...อืม ผูกพันน้อยไป...เป็นอันจบกัน

แต่ก็อีกนั่นแหละ บนโลกใบนี้มีต้นไม้กี่ชนิดกันเล่า...?
ป่าเบิร์ชไม่สามารถทนทานกับแสงแดดแห่งทะเลทรายได้...
กาสะลองก็ไม่อาจเติบใหญ่ได้กับแสงแดดอันน้อยนิดแห่งเขตทรุนดา...

ความรักย่อมมีหลายหลากเช่นกัน.....
" คงต้องหาความเหมาะสมกันเองเสียแล้วหล่ะ "

เขาไม่รู้หรอกว่ารงควัตถุสีแดงที่พืชใช้ปกป้องเหล่าใบอ่อนนั้น มีชื่อเรียกว่าอะไร และคงไม่มีความจำเป็นต้องรู้ด้วย แต่เขาคิดว่า สิ่งที่ความรักใช้รับมือกับความผูกพันนั้น หากจะพอมีก็คงเรียกว่า"ความเข้าใจและการยอมรับ"
.....
.....
.....

ฤดูกาลหมุนเวียน ต้นไม้ย่อมผลัดใบ
ความรักหาเป็นเช่นนั้นไม่...

ความรักที่ปลิดปลิวจากไปพร้อมกับสายลมแห่งฤดูรักร่วง เขาได้แต่หวังว่า มันคงจะคล้ายกับใบไม้ที่ร่วงหล่น เพียงเพื่อให้ยอดใหม่ได้เติบใหญ่...

อืม...
ได้แต่หวัง...
ได้แต่รอคอย...ฤดูรักผลิ ที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...จะมาถึง...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 01:48:27 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #534 เมื่อ: เมษายน 20, 2016, 03:55:44 PM »

เป็นพุธที่ยังให้รู้สึกร้อนเหมือนวันอื่นๆที่ผ่านพ้น เมื่อมีเหตุต้องลากิจเนื่องจากได้รับจดหมายแจ้งจากที่ดินว่าพื้นที่ข้างเคียงของสวนล่างจะทำการสอบเขตรางวัดที่ดิน ผมเดินทางเข้าสวนล่างตอนสายๆ ไปก่อนกำหนดการนัดเสียหน่อยเพื่อถางวัชพืชตามแนวหลักปันเขตแดนเก่า นั่งพักเหนื่อยและเดินเล่นไปมาอยู่หลายยกกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง โชคดีที่นายช่างให้ทีมงานเริ่มจากฝั่งแนวที่ติดกับสวนล่างเสียก่อน

ถึงกระนั้นก็ยังเกือบบ่ายโมงผมจึงได้กินข้าวเที่ยง ระหว่างนั่งกินข้าวอย่างเหม่อลอยถึงแนวเขตที่ปรับใหม่เล็กน้อยตามหลักหมุดซึ่งสืบค้นเจอ พยับแดดจากทางลาดยางให้หวนคิดถึงเหล่าเจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นทั้งคนงานและนายช่างที่ยังต้องปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง สู้กันต่อไปครับท่านหวังว่าน้ำดื่มน้ำหวานเย็นๆที่ผมจัดไว้ให้คงช่วยคลายร้อนได้บ้าง



4 ใน 5 หลักหมุดของสวนล่างติดกับที่ดินแปลงที่ขอสอบเขต โชคดีที่หาเจอครบแม้บางหลักเกือบสูญหายอันเกิดจากพื้นที่ข้างเคียงทำการปรับขอบสระตักดินขายแบบเอาซะชิดแนวเขตแดนกันเสียเลย ก็ว่ากันไปครับผม และหลังจากนี้เราคงต้องเร่งดำเนินการล้อมรั้วอย่างเร็วไวเพราะขยะและไก่บุกสวน  โกรธ ไม่อยากให้กระทบกระทั่งเนื่องจากยกผืนดินหนีกันไม่ได้ จึงแจ้งพื้นที่ติดกัน(เสี่ยลานมัน)ไปว่า "เดี๋ยวผักหวานกำลังจะโตเลยต้องล้อมรั้วครับ"





"แนวทิวฝัน 2" ดอกจาน... ทั้งที่หลายต้นกำลังผลิใบต้อนรับลมแล้งแต่ยังมีบางต้นถูกทำลายโดยศัตรูทางธรรมชาติ ว่าอย่างนี้ใช่ถูกใช่ควรเพราะพวกหนอนก็ต้องกินต้องใช้ ต้องทำงานส่งลูกเรียนสูงๆเพื่อที่จะได้จบออกมาแล้ว... เอ๊ย ม่ายช่ายแล้ว  โกรธ





เมื่อฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมา ต้นไม้หลายต้นเริ่มออกอาการซวนเซให้เห็น เมื่อพี่เลี้ยงไม่ยอมให้น้ำระหว่างพักยกจึงเริ่มพากันน้อยใจยืนต้นตายไปเสียอย่างนั้น





พี่เลี้ยงเลยบอกว่า "นั่นไงน้ำอยู่แค่นั้นเอง ลงไปหากินเองสิ" ก็ช่างกล้าเนอะ  โกรธ





ใบไม้ร่วงหล่นเป็นเชื้ออย่างดีสำหรับไฟ ขอเพียงแค่มีเปลวเพลิงสักเพียงเล็กน้อยแค่นั้น ก็ได้แต่หวังว่าจะรอดพ้นจากภัยพิบัตินี้ได้





ถึงกระนั้นก็ตามยังมีต้นไม้อีกหลายชนิดที่ยังยืนหยัดสู้ภัยแล้งได้อยา่งทรหด





ป่าเห็ดรุ่นทดลองย่างเข้าปีที่ 3 ต้นที่พอจะมีแววได้แก่ ยางนา ตะเคียน พะยอม กระบาก





ส่วนต้นเต็ง(ไม้จิก) ดูเหมือนว่าจะเติบโตได้ช้าเป็นอย่างมาก เพื่อนเขาท่วมหัวแล้วแต่ตนเองยังสูงเพียงแค่เอวเท่านั้น หากใครอยากปลูกไว้ประดับสวนผมแนะนำว่าให้ปลูกแซมๆไปกับไม้ป่าชนิดอื่นไม่สมควรจะปลูกเป็นไม้เบิกนำครับเพราะเจริญเติบโตช้ามากถึงแม้จะอึดทนถึกก็ตาม





มาดูสวนตะขบ เอ๊ย ผักหวานป่ากันบ้าง เข้าสู่ปีที่ 2 แบบไม่มีระบบน้ำก็ยังเอาชีวิตรอดกันได้ครับ





ในส่วนที่ปลูกปีที่แล้วแทบไม่อยากย่างกรายเข้าไปมอง เพราะดูทีไรแล้วปวดใจ  โกรธ คาดว่าอัตรารอดชีวิตคงน้อยมาก คงต้องอาศัยการหยอดเมล็ดซ่อมเอาแล้วครับ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 01:53:38 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #535 เมื่อ: เมษายน 22, 2016, 09:54:18 PM »

ซึ่งตกตะกอนลงสู่เบื้องล่าง

น้ำจากถังหิ้วหายลับตาในทันทีที่กระทบผืนดิน บ่งบอกว่าห่างหายความชื้นนานแสนนาน เมื่อฝนหลงฤดูหลงลืมดินแดนแถวนี้จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้กับอาการขาดน้ำของสรรพชีวิต เรียกได้ว่าผู้คนหาเรื่องคุยทับถมเป็นวรรคเป็นเวรถึงการยืนต้นตายของต้นไม้กันเลยทีเดียว มีบางพื้นที่ถูกเจ้าของละเลยเพราะคิดเอาเองว่าไร้ซึ่งเหตุผลที่ต้องมาเยือน มีบ้างเพียงการนำดอกไม้ขนมหวานถวายเจ้าที่ในวันพระ แค่นั้น... รู้ตัวอีกที ผักหวานป่ากับพี่เลี้ยงตะขบกำลังยืนต้นตายเสียแล้ว

แม้ทราบแน่ชัดว่าโอกาสน้อยแต่ยังไม่อาจตัดใจได้ จึงต้องลงแรงขนถ่ายน้ำจากบ้านพักไปยื้อชีวิตบรรดาผักหวานป่า 3 ปีที่ยังหลงเหลือมาได้ รวมถึงต้นตะขบ 4 ต้นซึ่งทำหน้าที่อย่างดีตลอดผ่านมาสำหรับการเป็นพืชพี่เลี้ยง ผืนดินแดงตัดกับหล่นร่วงสีน้ำตาลใบไม้แห้งส่งเสียง "กอบแกบ กอบแกบ" ยามที่เดินหิ้วถังน้ำไปเทใส่โคนต้นตะขบ เคยได้ยินแค่เพียง "ล้อมเวยช่วยจ้าว" อันเลื่องลือของซุนปิน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ใช้กลยุทธ์ "รดน้ำตะขบช่วยผักหวาน" เฉกเช่นกัน

ยืนมองตะวันจนลับตาอยู่เนิ่นนานก่อนครุ่นคิดถึงวันเวลาที่ล่วงเลย "พื้นที่ 2 ไร่ควรงอกเงยมากกว่านี้ไหมกับตลอดหลายปีผ่านพ้น" รู้สึกท้อแท้ในความคิด ทว่าเพียงสายลมพัดผ่านพ้นก็จางบาง จึงหลับตาให้ความทรงจำที่ตกตะกอนอยู่เบื้องล่างฟุ้งกระจายอีกครา... ฝ่าฟันดงไม้ร่วมกันกับเธอ ห้องทดลองทางแนวคิดสำหรับปลูกต้นไม้ ที่สังสรรค์กับเพื่อนฝูงยามว่าง ตื่นตาตื่นใจกับเห็ดป่าดอกแรกที่พบเห็น อวลกลิ่นหอมดอกมันปลาพลัดถิ่นและซึ่งความรู้สึกหนแรกในการครอบครองผืนดิน




เมื่อสภาพอากาศที่ร้อนแล้งเกินกว่าจะทานทน จึงขนน้ำมารดต้นไม้เป็นหนแรกของฤดูกาล





สืบเนื่องมาจากผักหวานป่า 3 ปี กำลังจะยืนต้นตายแล้ว ต้องมีการยื้อยุดฉุดรั้งกลับมาจากหลุมบ้างตามความดื้อรั้นของเจ้าของ ถือว่าได้กระทำแล้วผลจะออกมาเช่นไรอีกไม่กี่วันคงทราบ





แล้วความทรงจำก็รอคอยวันที่จะตกตะกอนลงสู่เบื้องล่าง

ในเมื่อเขายังนิ่งเงียบ ไร้ความเห็น ราวกับปิดประตูเมืองไม่รับรู้สิ่งใดๆ ดำดิ่งลงสู่บ่อลึกภายในใจแห่งตน แน่ล่ะมันคงต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าหินก้อนที่โยนลงไปจะตกถึงก้นบ่อ แต่จะไม่นานกว่าเล่ากับการเก็บกู้ก้อนหินกลับขึ้นมา “ข้าเรียกมันว่า กระบวนการเรียงตัวใหม่ของความคิด” เขาเคยบอก…
มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ซะทีเดียวสำหรับผม แต่นานแล้วที่ผมไม่เห็นเขาเป็นอย่างนี้ ผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่ามันเป็นอย่างไร เพราะเขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ

นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ผมต้องเล่าเรื่องราวต่อไปนี้…
รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ซิ ในเมื่อที่ผ่านมาผมจะเป็นฝ่ายรับฟังเสียส่วนใหญ่ ข้อดีคือ มันทำให้ผมเป็นเลิศในด้านการรับฟังผู้อื่น ส่วนข้อเสียคือ มันทำให้ผมเสียความสามารถให้การบอกเล่าเรื่องราวแก่ผู้อื่นไปหมดสิ้น
“คุณไม่สามารถพูดออกมาได้หรือคุณไม่ต้องการพูดออกมากันแน่” คนรักเก่าผมกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะจากไปเมื่อนานมาแล้ว…

มันเป็นบ่ายวันเสาร์ที่เหล่าใบไม้แห้งยังเริงระบำกับสายลมร้อนที่พัดผ่านมา ในขณะที่ใบไม้ผลิใหม่ได้เพียงแอบอิจฉาจนตัวสั่นระริกๆบนต้นไม้ ผีเสื้อฝูงใหญ่โบยบินเลือกคู่อย่างร่าเริง พวกมันถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยแก๊งนกเอี้ยงบนสายไฟ อาจเป็นได้ว่านกเอี้ยงกำลังวางแผนการใหญ่อะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ ดอกอินทนิลสีม่วงครามเบ่งบานประดับต้น สวยงามพอจะช่วยบรรเทาให้ผู้ที่เหลียวมองคลายร้อนไปได้บ้าง
พรรณนาเกินความจำเป็นแล้ว…
อืม…เริ่มมีพรายฟองอากาศผุดขึ้นมาจากก้นบ่อ แสดงว่าหินถามทางของผมพาไปถูกทางแล้ว

มันเป็นบ่ายวันเสาร์ที่ชั้นหนังสืออันหนึ่งซึ่งตัดสินใจแล้วว่าจะปักหลักอยู่กับเหล่าประชาหนังสือชนของผม หลังจากที่ดูใจกันมาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ แรกเริ่มเดิมที หนังสือที่มีอยู่มีเพียงน้อยนิด ผมจึงไม่มีปัญหาอะไรในการปกครอง จะกองไว้ตรงนั้นกองไว้ตรงนี้หรือกองไว้ตรงไหน พวกมันก็ก้มหน้าเงียบไร้ข้อเรียกร้องใดๆ ผมเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันอยู่กับผมแล้วมีความสุขตรงไหน แต่พวกมันกลับเริ่มชักชวนกันมาอาศัยกองในห้องของผมมากขึ้น โดยแอบขโมยเงินที่ผมเผลอวางไว้ในห้องไปจ่ายเป็นค่าเดินทางให้กับผู้มาใหม่ อาจเป็นได้ว่าเพราะอยู่กับผมแล้วพวกมันไม่ถูกไม่แบ่งชั้นวรรณะหรือเหยียดสีผิว จะมีก็เพียงแต่แบ่งแยกกองหนังสือชราภาพกับหนังสือรุ่นๆเท่านั้นเพียงเพื่อไม่ให้เหล่าหนังสือรุ่นๆต้องแก่เร็วจนเกินไป พอเหล่าประชาหนังสือชนมีมากขึ้น พวกมันเริ่มรวมกลุ่มกัน แล้วแต่งตั้งแกนนำ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เจ้าแกนนำนั่น สงสัยได้รับการถ่ายทอดเชื้อปฏิวัติอย่างแรงมาจากแถบลาตินอเมริกา “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เหล่ามวลประชาหนังสือชนเรียกมันอย่างนั้น

แล้วฟองอากาศกลุ่มใหญ่ก็ผุดขึ้นมาอีก ราวกับพรายฟองเบียร์จากก้นขวดที่โผล่ขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์เบื้องบน อืม…ผมว่าปล่อยเขาไว้อย่างนั้นก่อนเถอะ แล้วมาฟังเรื่องเล่าของผมกันต่อดีกว่า…

มันเริ่มมีเค้าตั้งแต่ฤดูฝน หลังจากพวกมันมีแกนนำและก็มีจำนวนมากพอ แรกๆก็ประท้วงกันอย่างสันติวิธี โดยให้พวกที่อยู่ด้านล่างของกองหนังสือพองตัวแต่พองามด้วยความชื้นก่อน ด้วยสำนึกในหน้าที่แห่งผู้ปกครอง ผมจึงรีบหาวิธีแก้ด้วยการหากระดาษมารองพื้นให้พวกมัน หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งถูกเรียกมาให้รับภารกิจนี้โดยเฉพาะ พวกมันยังไม่ละความพยายยามในการเรียกร้องขอที่อยู่อันพึงจะมีตามสิทธิ์ของประชาหนังสือชน ต่อมาก็เริ่มจะรุนแรงขึ้น โดยให้พวกชนรุ่นชราภาพชักชวนเหล่าเชื้อราเร่ร่อนให้มาอยู่ด้วย ได้ผล…เหล่าคุณทวดบางท่านต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างถาวร ด้วยสำนึกแห่งผู้ปกครอง(แต่ชักจะมีน้ำโหแล้ว) ผมจึงต้องทำความสะอาดห้องเสียยกใหญ่พร้อมกับปิดหน้าต่างอย่างมิดชิดเพื่อมิให้พวกมันกับเหล่าเชื้อราเร่ร่อนได้พบปะกันอีก อืม…คราวนี้พวกมันสงบกันพักใหญ่ แต่อย่างว่าล่ะ หลังความเงียบสงบมักจะมีพายุใหญ่ตามมาเสมอ ย่างเข้าสู่ปลายฤดูหนาว หลังจากที่ผมละเลยปล่อยพวกมันไว้ตามลำพังด้วยความตายใจที่มุมห้องมุมหนึ่ง รู้ตัวอีกที พวกมันก็มีพันธมิตรใหม่กันเสียแล้ว… ฝุ่นกับแมงมุม(ที่ผมปล่อยไว้ให้กำจัดแมลงที่พลัดหลงเข้ามา) คือพันธมิตรใหม่ของพวกมัน…

ผมต้องทำความสะอาดห้องยกใหญ่(อีกครั้ง) พร้อมกับคุมกำเนิดประชากรของแมงมุมในห้องด้วย แมงมุมนี่ไม่เท่าไหร่ หลังจากถูกเรียกมาตักเตือนด้วยการสางลงมาทั้งตัวทั้งใย แต่ผมก็ยังเหลือเยื่อใยที่แปรสภาพเป็นหยากไย่ไว้ให้กับบางตัว พวกแมงมุมที่เหลือจึงสำนึกในบุญคุณไม่มายุ่มย่ามในเขตหวงห้ามที่ผมติดป้ายประกาศไว้ว่า “เขตห้ามชักใย” หรือพวกมันอาจยังหวาดกลัวในฤทธิ์ของอาวุธอันทรงประสิทธิภาพ(ไม้กวาด)ที่ผมมีครอบครองอยู่ก็เป็นได้ แต่เจ้าบรรดาฝุ่นน้อยๆนี่สิ ช่างดื้อด้านนัก ขับไล่ไปยังไงก็ยังหน้าด้านกลับมาอีก แถมยังชักชวนฝุ่นจากข้างนอกที่มีอยู่มหาศาลเข้ามาอีก… อืม…ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ผมต้องขอเจรจาสงบศึกกับเหล่าประชาหนังสือชนของผม(เพราะเริ่มจะขี้เกียจ) พร้อมทำตามข้อเรียกร้องที่พวกมันต้องการ

นั่นเป็นวิธีที่ชั้นหนังสืออันหนึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ภายในห้องของผม…
ว่ากันว่า ฝุ่นที่วนเวียนอยู่รอบตัวเรามีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอนไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน(เราสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ขนาด 50 ไมครอนขึ้นไป) โดยวิธีกำเนิดของฝุ่นนั้นก็มีหลายวิธีตั้งแต่ชิ้นส่วนที่หมดอายุของผิวหนังเราไปจนถึงจากการทำปฏิกริยาทางฟิสิกส์หรือเคมีเลยทีเดียว ทำปฏิกริยาทางฟิสิกส์หรือเคมี ฟังดูยิ่งใหญ่จริงๆ
“แล้วความทรงจำของเราล่ะ เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน…”
ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่อาจแขวนลอยอยู่ในอากาศได้เพียง 2 – 3 นาที แต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นสามารถอยู่ได้นานเป็นปีโดยไม่ตกลงมาสู่พื้น เรียกได้ว่าตัวน้อยนิดแต่ความสามารถเป็นเลิศ
“เรื่องราวต่างๆของเราล่ะ จะมีเวลาแขวนลอยอยู่ในความจำของเราได้นานเท่าไหร่กัน…”

ถึงตอนนี้ชั้นหนังสืออันเป็นที่พักอาศัยของประชาหนังสือชนของผมก็เริ่มคุ้นเคยพอที่จะคบหากับแมงมุมและบรรดาฝุ่นละอองจอมดื้อด้านแห่งห้องของผมเสียแล้ว การที่เราพบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ แรกๆเราก็ยังเคอะเขินต่อเรื่องราวเหล่านั้น แต่หากให้เวลาซักหน่อย ฝุ่นแห่งความทรงจำของเราก็จะทำความคุ้นเคยกับเรื่องราวใหม่ๆเอง
นั่นอาจเป็นวิธีที่เรารับเอาเรื่องราวต่างๆเข้ามาเป็นความทรงจำ…
ห้องของผมอาจกว้างใหญ่หากเทียบกับขนาดของฝุ่นละออง แต่หากพวกมันมีจำนวนมากมหึมา พวกมันก็จะรวมตัวกันแล้วตกตะกอนลงมาสู่เบื้องล่างในที่สุด
ประสบการณ์ที่มากมายก็ย่อมมีโอกาสรวมตัวกันแล้วตกเป็นตะกอนความทรงจำลงสู่ก้นบึ้งของห้องแห่งความจำในที่สุด
ฝุ่นใหม่ๆที่ผ่านเข้ามาในห้องหากอยู่นานพอก็สามารถเปลี่ยนตัวเองจากขาจรมาเป็นขาใหญ่ประจำห้องได้
ประสบการณ์ใหม่ๆหากให้เวลานานพอก็คงจะสามมารถกลายมาเป็นฝุ่นความทรงจำได้เช่นกัน

“แล้วตะกอนความทรงจำที่ตกลงไปแล้วหากวันดีคืนดีมีสิ่งไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาให้ฟุ้งกระจายอีกล่ะ นานเพียงใดมันจึงจะยอมทิ้งตัวกลับคืนสู้เบื้องล่างอีกครั้ง…”

แล้วเขาก็โผล่ขึ้นมาจากก้นบ่อพร้อมกระดกเบียร์ที่เหลือจนหมด...
ถึงตอนนี้ผมจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 02:28:32 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4146


« ตอบ #536 เมื่อ: เมษายน 22, 2016, 10:03:39 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ฝนยังไม่มาหรอครับ ทางหนองบัวแดงมาบ้างแล้วนะ บางพื้นที่ได้จับกบจับอึ่งกันแล้ว ส่วนสวนผม แค่ชุ่มแค่คืบก็เพียงพอแล้ว  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



nomadic_man เกือบ 3 เดือนเต็มแล้วครับคุณอาทิตย์ ที่ฟ้าฝนบ่เป็นใจ  โกรธ ที อ.ภูเรือนั่นตกได้ตกดี แค่มีป่าเยอะกว่าทางนี้เท่านั้นเอง เฮอะ จึงเป็นที่มาของการนำน้ำไปบรรเทาทุกข์ต้นตะขบแห่งบ้านสวนครับท่าน  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2016, 10:22:34 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #537 เมื่อ: เมษายน 26, 2016, 09:55:01 PM »

เมื่อเวลาว่างที่มีเพราะเป็นช่วงเด็กหญิงอาศัยอยู่บ้านเกิดของเธอไม่อาจกระทำงานสวนได้ตามหวัง เพราะอากาศร้อนบ้าง ธุระอย่างอื่นบ้าง งานประจำบ้าง จึงทำให้งานตัดหญ้าพื้นที่ปลูกป่าเห็ดของสวนไกลยังไม่ไปไหนมาไหนเสียที ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นล่ะครับ พี่น้อง  ยิงฟันยิ้ม





ต้นยางนากับตะเคียนซึ่งเป็นไม้ส่วนใหญ่ของบริเวณนี้พอสางหญ้าออกแล้วค่อยเผยโฉมออกมา หวังว่าจะรอดแล้งนี้ไปได้นะ สู้กันต่อไป...





ในส่วนของต้นก่อดูเหมือนว่าอาการร่อแร่เป็นอย่างยิ่ง หลายต้นต้องยืนต้นตายไปเฉยๆเพราะขาดน้ำ ทั้งๆที่สูงท่วมเข่าแล้ว บ่งบอกว่าหากใครต้องการปลูกต้นก่อควรจะดูแลอย่าให้ขาดน้ำในช่วง 2-3 ปีแรกครับ





อย่างน้อยก็พอเบาใจได้ในส่วนของดงตะขบเพราะตัดหญ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากเมล็ดผักหวานป่าที่สั่งไว้มาถึงกอปรกับสภาพอากาศเป็นใจ คนมาช่วยหยอดเมล็ดจะได้ปฏิบัติภารกิจง่ายๆหน่อย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 02:26:16 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #538 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2016, 11:04:41 PM »

ปลายเดือนเมษายนที่ลมแล้งยังทวีความรุนแรงและไอแดดแผดเผาทุกสรรพสิ่งวันแล้ววันเล่า ในที่สุดหลังจากรอคอยมานานแสนนาน ฝนแรกในพื้นที่ อ.ด่านซ้ายก็ได้ผ่านมาเสียที ถึงแม้จะไม่นานนักแต่ก็ทำให้อากาศที่ร้อนอบอ้าวได้คลายลงบ้าง ว่าแล้วนักปลูกต้นไม้แห่งดาวโลกก็ต้องไปชมสวนเสียหน่อย ฝนจะตกถึงทางโน้นบ้างไหมน้อ





พอได้ความชุ่มชื้นพลัดหลงมาทางนี้บ้าง ใกล้จะถึงฤดูกาลปลูกผักหวานป่าแล้ว คาดหวังเอาไว้ว่าหากในสัปดาห์ที่เมล็ดผักหวานป่าสั่งเอาไว้มาแล้วยังไม่มีฝนตกคงต้องเก็บเมล็ดไว้ด้วยวิธีของคุณอาทิตย์สวนผักหวานป่า 20 ปีเสียก่อน นั่นก็คือใส่ถุงแช่ช่องผักนั่นเอง





ฝนไม่ได้มาเพียงลำพังเพราะสายลมหอบหนึ่งคลอเคลียมาด้วยกัน บางต้นไม้จึงมีสภาพอย่างที่เห็น





หลังจากฝนห่านั้น เขต อ.ด่านซ้ายหาได้มีฝนตกลงมาอีกจนกระทั่งค่ำคืนหนึ่งต้นเดือนพฤษภาคม เด็กหญิงผู้มาพร้อมกับสายฝนโปรยได้ถือกำเนิดขึ้นสมกับชื่อ "สายธาร"





นั่นเองจึงเป็นเหตุให้ว่างเว้นจากการ update ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่แห่งนี้ แต่ยังติดตามพื้นที่ของเพื่อนๆสมาชิกแทบทุกวันในช่วงอู้งานนั่นเอง  ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2018, 02:27:36 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
simon3
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #539 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2016, 12:41:22 AM »

ยินดีต้อนรับเด็กหญิงสายธารสู่ดาวโลก และแสดงความยินดีต่อคุณพ่อเด็กหญิงด้วยครับ



nomadic_man ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2016, 04:06:21 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11308


« ตอบ #540 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2016, 11:00:54 AM »

ยินดีด้วยครับ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2016, 04:06:58 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
yupinyamee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


« ตอบ #541 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2016, 12:34:23 PM »

ยินดีด้วยนะคะ น้องน่ารักจังค่ะ



nomadic_man ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2016, 04:07:12 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
watwa.rram
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 82


« ตอบ #542 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2016, 02:07:15 PM »

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีที่ได้ลูกสาวที่มากับสายฝนและน่ารักมาก (ทั้งสองคน) ก่อนหน้านี้ผมเองก็เพิ่งได้ลูกชายเช่นกัน ผมดูตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าปัจจุบันบอกได้คำเดียวว่าสุดยอดมากๆ ครับผม  ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ขอบคุณครับที่ติดตาม และร่วมยินดีกับสมาชิกใหม่ของครอบครัวเช่นกันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2016, 04:08:42 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Steve_Jeab
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 194


« ตอบ #543 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2016, 07:57:32 PM »

__ ยินดีด้วยครับกับนักปลูกแห่งดาวโลกและยังได้สมาชิกใหม่เพิ่มด้วย  ยิ้ม
__ ต้นไม้ที่ปลูกมาทั้งหมดนี้ถ้าสามารถเจริญเติบโตฝ่าภัยแล้งแล้วอยู่รอดด้วยตัวมันเองแล้วขอบอกอึดทนถึกแน่นอน  ยิ้ม
__ ขอให้สำเร็จกับการปลูกป่าเพื่อความยั่งยืนในอนาคต  ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ขอบคุณครับ ในส่วนของต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็มีทั้งรอดและตายปนๆกันไปครับ โชคดีที่เราได้แหล่งพันธุ์ไม้ที่ไม่แพงมานัก(ในส่วนของไม่ป่า) โดยผมซื้อมาเปลี่ยนถุงเตรียมความพร้อมไว้ก่อน ต้นที่ตายไปจึงไม่เสียดายมากนักเพราะยังมีอีกมากมายที่รอปลูกทดแทนครับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2016, 04:10:27 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาแต่ ... ประเทศไทยพัฒนาได้แค่นี้ ...
หน้า: 1 ... 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 [34] 35 36 37 38 39   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: