หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 [11] 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 ... 39   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกป่าไว้หาเห็ด เก็บผักหวาน : ปลายฝันสุดท้าย สุดทางฝัน  (อ่าน 321398 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #160 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2013, 07:10:58 AM »

ว่าด้วยเรื่อง "กล้วยไม้บ้านสวน"

"จะเก็บมันขึ้นทำไม เก็บยังไงก็ไม่หมดป่าหรอก มันเยอะ เป็นธรรมดาของมันแหละ มีเกิดบ้างตายบ้าง" ผมยังจำได้ดีถึงประโยคที่รุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้วได้กล่าวไว้เมื่อตอนที่ผมเดินป่าหากล้วยไม้ด้วยกัน อย่างที่เคยบอกวัตถุประสงค์หลักของผมเพียงแค่อยากไปเดินป่าเล่นเฉยๆ กล้วยไม้เป็นเพียงเรื่องรองลงมา

ถึงกระนั้นก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างหลายกระแสเกี่ยวกับการเดินป่าเก็บกล้วยไม้ของคนกลุ่มหนึ่ง ผมจึงอยากไปเห็นกับตาว่ามันเป็นอย่างไร... ในขณะที่เดินป่าอยู่ผมเห็นกล้วยไม้มากมายที่เกาะกิ่งไม้ผุพังจึงตกหล่นมาอยู่ที่พื้นดิน มันเป็นพันธุ์ที่พบเห็นได้บ่อยๆ รุ่นพี่นักล่ากล้วยไม้จึงไม่สนใจนัก "หากมีไฟป่าแล้วพวกมันจะเป็นอย่างไร" ผมคิดเช่นนั้นจึงพยายามเก็บพวกมันไว้ขึ้นไว้ตามต้นไม้ ทำให้ล่าช้าในการเดิน พอรุ่นพี่เซียนกล้วยไม้เหลียวมามอง เขาจึงกล่าวประโยคข้างต้นขึ้นกับผม

พอเห็นกล้วยไม้ที่บ้านสวนที่ไรผมก็อดคิดถึงแกไม่ได้...  ร้องไห้



สายเมี่ยง เอื้องผึ้งน้อย มาลัยแดง หากเรียกชื่อผิดไปต้องขออภัยด้วย รุ่นพี่เขาพาเรียกอย่างนี้




ตีนตุ๊กแกกับเอื้องผึ้งใหญ่




กุหลาบแดง(แอบมีมาลัยแดงด้วย สังเกตเห็นไหม)กับช้างน้าว




เอื้องผึ้งใหญ่กับกุหลาบ(ตัวนี้ธรรมดามากๆ)




สุดท้ายกลุ่มที่ทนแล้งทนการดูแลแบบ "ไม่กระทำ" ที่บ้านสวนไม่ไหว เลยต้องนำมาเลี้ยงที่หลังบ้านพักแทน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 03:11:35 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

bundidta
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 993


« ตอบ #161 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2013, 11:10:35 AM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์  เข้ามาเยี่ยมชมสวน ครับ  ที่งาม  น้ำดี  สุดยอดเลย  อายจัง อายจัง อายจัง



nomadic_man ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมชม วิวสวยพอดูได้  ยิงฟันยิ้ม แต่น้ำนี่ยังไม่ค่อยดีนัก  โกรธ
ปีหน้าอาจจะลองเสี่ยงเจาะบาดาล ครับผม  ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2015, 11:44:25 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #162 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2013, 10:16:46 PM »

ปลายฝันที่ 6 เสมือนผืนแผ่นดินแห่งรากแก้วทางจิตวิญญาณที่ได้หยั่งลึกลงไป


ผมเองก็เหมือนกับผู้คนทั่วไป เมื่อมีที่มีทางก็อยากปลูกต้นไม้ที่ออกดอกออกผลแล้วกินได้... เงาะ ลำไย ทุเรียน มะไฟ ส้มโอ มะพร้าว มะเฟือง ฝรั่ง กล้วย ละมุด ทับทิม มะขาม มะแซว มะม่วง  ลิ้นจี่ มะเม่า ผักติ้ว ผักเม็ก ตะขบ ต้นส้มโมง ไผ่ เชอรี่ เผือก มัน ข่า ตะไคร้ ผักส้มกุ้ง ผักหนาม อีรอก กระเจียว มะกรูด มะนาว มะคาเดเมีย มะขามป้อม สมอ ชะอม สะเดา น้อยหน่า มะยม กระถิน ข้าวโพด แตงไร่ บวบ แตงไทย ฟักทอง ถั่ว สับปะรด และผักหวานป่า

ใช่ว่าทุกชนิดจะมีชีวิตรอดจนถึงปัจจุบัน ใช่ว่าพวกที่รอดจะเติบใหญ่ดังที่หวัง 3 ปีแรกต้นไม้ที่กินได้แทบจะไม่เหลือในบ้านสวน ทำให้ต้องเบนเข็มไปทางพวกไม้ทนแล้งที่กินไม่ได้แทน น่าแปลกที่พวกนี้เอาชีวิตรอดได้อย่างดีกับสภาวะกึ่ง "ไม่กระทำ" ที่ผมคิดและปฏิบัติ น่าแปลกยิ่งกว่าที่พวกไม้พื้นถิ่นที่เราฟัน ถอนทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกมันกลับเป็นกลุ่มใหญ่ที่หยั่งรากและเติบโตอย่างนอบน้อม เพราะไม่เคยร้องขอสิ่งใด

จากต้นไม้พื้นถิ่นกลุ่มนี้เองที่ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองเสียใหม่ว่า... ผมก็ไม่ต่างอะไรกับเมล็ดพันธุ์ชนิดหนึ่งที่บังเอิญ "ปลิว" มาหล่นแถวนี้ เท่านั้น 3 ปีหลังทำให้ผมเจี๋ยมเจี้ยมมากขึ้นกับไม้พื้นถิ่น อย่างน้อยพวกมันก็ได้ให้บทเรียนอย่างหนึ่งกับผม ทำให้ผมเข้าใจ "ปู่ฟู" ได้เพิ่มขึ้นอีกกระผีกริ้นถึงการไม่กระทำก็เหมือนกระทำ กระทำเหมือนไม่กระทำ (สงสัยอ่านนิยายโกวเล้งมากไป ติดสำนวนมา  โกรธ โกรธ )

สภาพหน้าดินบ้านสวนเริ่มดีขึ้นหลังจากปีที่ผมตัดสินใจไม่ทำอะไรเลย(ซึ่งก็เป็นการกระทำที่ผมเลือก) หญ้ารกสูงท่วมหัว เถาวัลย์รัดรึงต้นไม้จนกิ่ว หนามขึ้นเป็นดงยากต่อการเข้าถึงพื้นที่ ต้นไม้ที่คิดว่าตายแน่กลับรอดอยู่ภายใต้ดงวัชพืช หลังจากตัดหญ้าครั้งใหญ่ในปีนั้น นั่นเป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมเริ่มศรัทธาในแนวคิดของ "ปู่ฟู"

จากนั่นมา "สิ่งไหนบ้างที่ไม่จำเป็นต้องทำ" จึงเป็นแนวคิดหลักของผมในการพัฒนาบ้านสวน โชคดีที่ยังมีงานประจำ(โซ่แห่งพันธนาการ)บ้านสวนเลยเป็นพื้นที่ทดลองให้กับความคิดต่างๆมากมายหลายกระแสของผม หากนับในแง่เศรษฐกิจถือว่าผม "ล้มละลายอย่างสิ้นเชิง" เพราะ 6 ปีที่ผ่านมาไม่มีสิ่งไหนเลยที่จะออกมาเป็นรูปธรรม แต่หากคิดในแง่ของการงอกเงยทางประสบการณ์แล้ว ถือว่าผมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในเส้นทางของความล้มเหลว

ความล้มเหลวมีข้อดีของมันคือ "ทำให้เราค้นพบวิถีแห่งตน" ช่วงปีแรกๆผมพยายามที่จะควบคุมและจัดการทุกอย่าง นี่คือวิถีของช่วงนั้น เมื่อฟักตัวใหม่ในรังดักแด้ที่สานทอจากประสบการณ์อันขมขื่น ทำให้ผมเลือกเดินในวิถีใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่ล้มเหลวอีก "เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หาใช่ผู้ควบคุมไม่" นี่คือวิถีทางของผมจวบจนบัดนี้ เมื่อมีวิถีเราก็จะเริ่มมีจุดยืน การมีจุดยืนหมายความว่าต้องมีพื้นที่รองรับให้เราได้ยืนหยัดอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหวตามกระแสแนวคิดมากมายที่ผ่านพบ

หากผืนแผ่นดินเปรียบเสมือนพื้นที่รองรับสำหรับเมล็ดพันธุ์ต่างๆที่ต้องการหยั่งรากลงเพื่องอกเงยและงดงาม ผมเองก็ต้องการผืนแผ่นดินแห่งรากแก้วทางจิตวิญญาณซึ่งหยั่งลึกลงไปเช่นกัน... "ผักหวานป่า" คือผืนแผ่นดินแห่งนั้น ซึ่งได้เลือกเมล็ดพันธุ์ที่ปลิวมากับสายลมแห่งโชคชะตาเช่นผม ให้เรียนรู้และงอกเงยตามวิถีแห่งเส้นทางที่เลือกเดิน...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 25, 2013, 02:24:39 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #163 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2013, 06:38:08 AM »

ช่วงเดือน ก.พ. ได้ไปล้อมผักหวานป่ามาจากป่า ทดลองปลูกแบบกระจายๆ ได้ไอเดียการบังแสงจาก บ้านไร่เพชรนาคำ  ของ หมอชัย คนเก่ง  อายจัง http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=36963.0





ผักหวานป่าแบบขุดล้อมเพื่อการทดลอง ยังทรงตัวอยู่ ผ่านปีที่ 2 น่าจะรู้ผล





อีก 2 ต้นที่ขุดล้อม สภาพไม่ค่อยดีนัก





2 ต้นนี้ได้มาแค่เหง้ากับราก ยังแตกยอด แต่ต้องสังเกตการณ์กันต่อไป





2 ต้นนี้ต้นที่ขุดล้อมมาแห้งตาย คิดว่าไม่น่ารอดกลับมียอดแทงออกมาใหม่





ปีนี้ปลูกแบบหยอดเมล็ดประมาณ 300 เมล็ด อัตรางอก 1 ใน 3 พืชพี่เลี้ยงหลักคือต้นตะขบ ไหนๆก็ปลูกปีแรกเลยทดลองหยอดเมล็ดกับพืชหลายชนิด





กับต้นมะรุมและตะแบก





กับต้นยอป่า




กับต้นหางนกยูงฝรั่ง กลุ่มหนึ่งปลูกใกล้โคนต้น อีกกลุ่มปลูกบริเวณปลายกิ่ง





กับต้นผักติ้ว





กับต้นดอกฝ้ายและแคฝรั่ง





กับต้นเต็ง-รัง



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2015, 01:45:24 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #164 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2013, 07:10:55 AM »

สองสามวันที่ผ่านมาได้ปลายฝนจากพายุนารี ไผ่รวกหวานเลยออกหน่อเพิ่มซะงั้น ยิงฟันยิ้ม




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 03:16:17 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
Thesun215
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4146


« ตอบ #165 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2013, 07:51:06 AM »

สวัสดีครับ   ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ไผ่รวกหวานจริงมั้ยครับ แถวบ้านผมขมยังกะสะเดาครับ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์



nomadic_man ไผ่รวกหวาน แหล่งที่มาได้มาจากปราชญ์เร้นกายเมื่อหลายปีก่อน แกหวงมาก โชคดีรุ่นพี่ที่สนิทกันรู้จัก เลยได้มาแบ่งกัน(แกยกให้ 1 กอใหญ่ แต่ไปใช้แรงขุดกันเอง) ผมได้มา 5 หน่อ ตายไป 2 เหลือ 3 กะว่าปีหน้าจะเริ่มขยายพันธุ์เพิ่มครับ ปีนี้เพิ่งลองเอามาชิม 2 หน่อ ทำกินด้วยการต้มใช้เวลาต้มไม่นาน รสชาติคล้ายไผ่บงหวานครับ แต่กลิ่นหอมกว่า(หรือว่าคิดไปเองก็ไม่รู้) ตอนไปขุดแยกได้ลองชิมหน่อดิบดูก็ไม่ขมนะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2015, 11:44:59 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
chunkung
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2110


« ตอบ #166 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2013, 09:43:06 PM »

มายามครับ อ่านบ่ทันจบ ค้นข้างคือตาเขียวบุนิ โกรธ โกรธ โกรธ



nomadic_man ขอบคุณหลายๆเด้อที่แวะมายาม  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2015, 11:45:15 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

สวนไผ่เลี้ยงเพาะเมล็ด
น้องรุ่ง
teebanbor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #167 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2013, 10:25:18 PM »

แวะมาลงสมุดเยี่ยมไว้ก่อนครับ พื้นที่ บรรยากาศ น่าแค้มป์ปิง ดีจังครับ  ยิงฟันยิ้ม



nomadic_man ผ่านมาทางนี้อยากได้บรรยากาศรอบกองไฟ เชิญได้ครับผม  ยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2015, 11:45:34 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

ธรรมชาติ...ให้อะไรมากว่าที่เราคิด
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #168 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2013, 11:31:13 AM »


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ปล.อาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางการเกษตรแต่อย่างใด จะเลยผ่านบทความในส่วนของ "ขอบฟ้า" ไปก็ได้ ครับผม   ยิ้มเท่ห์

The Alchemist : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน

หลายปีก่อนหน้านี้ หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบลง “เพ้อเจ้อว่ะ” นั่นคือความรู้สึกของผมในตอนนั้น มันช่างเป็นเรื่องราวชวนฝันเสียจริง หากแต่ที่แปลกใจก็คือ เขายังยืนยันกับผมว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่ต้องอ่าน แปลกใจว่าทำไมเขาถึงใช้คำว่า “ต้องอ่าน” รอยยิ้มเจ้าเลห์ของเขาตอนที่บอกผมว่า "คุณเก็บเล่มนี้เอาไว้เหอะอย่าคืนกูเลย" ช่างน่าจะคล้ายคลึงกับรอยยิ้มของนักแปรธาตุแห่งทะเลทรายขณะที่หยิบยื่นทองคำส่วนหนึ่งให้กับนักบวช เพื่อที่จะได้เก็บไว้สำหรับเด็กหนุ่มผู้ตามหาชะตากรรมแห่งตนหากเขาต้องการมัน

“แต่ฉันกำลังจะไปหาขุมทรัพย์ของฉัน และฉันก็อยู่ใกล้ขุมทรัพย์มากแล้วด้วย” เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นคล้ายกับมั่นใจว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทองคำส่วนที่นักแปรธาตุเหลือไว้ให้ “ข้าก็มั่นใจว่าเจ้าจะต้องพบขุมทรัพย์ของเจ้า” นักแปรธาตุตอบ “ถ้าอย่างนั้นท่านให้ทองคำฉันอีกทำไม”นั่นสิ ถ้าอย่างนั้น"คุณให้กูเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้ทำไม" ผมย้อนถามเขา หาได้มีคำตอบจากเขาไม่ จะมีก็แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นเท่านั้น

หลังจากนั้นอีกหลายปี บ่ายวันหนึ่งบนถนนสายแปลกถิ่น ผมทราบได้ทันทีว่าความรู้สึกของเด็กหนุ่มซานติเอโกในขณะที่ตะโกนก้องฟ้าถึงนักแปรธาตุก่อนที่จะลงมือขุดขุมทรัพย์นั้น รู้สึกอย่างไร ตอนนั้นผมแหงนหน้ามองฟ้าแล้วรู้สึกว่าริ้วเมฆบนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของเขาที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่
แม่ง…ไอ้… เอ้ย ผมได้แต่แดกดันมันอยู่ในใจ

“The Alchemist หรือ ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน” ผู้แต่งคือ เปาโล โคเอโย ข้อความที่ผมนำมาอ้างอิงนั้นมาจากฉบับที่แปลโดย คุณ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งเป็นการพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 4 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการไขว่คว้าค้นหาขุมทรัพย์แห่งความฝันของเด็กหนุ่มเลี้ยงแกะนามซานติเอโก ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจทราบได้ว่า มันมีจริงอยู่หรือไม่… เรื่องราวถูกผลักดันให้ไหลเคลื่อนไปด้วยพลังแห่งโชคชะตาเสียส่วนมาก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวชวนฝันอันไร้สาระสำหรับนักอ่านทั่วๆไป หากแต่สำหรับนักแสวงหาอีกกลุ่มแล้ว หนังสือเล่มนี้แทบจะเป็นคัมภีร์ประจำวิญญาณเลยก็ว่าได้

โดยทั่วไปแล้ว สำหรับผมนั้นแทบจะทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว เพื่อกลับบ้าน เพื่อธุระ หรืออื่นๆก็ตาม สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ขาดไม่ได้คือ การมีหนังสือซักเล่มถูกบรรจุอยู่ภายในเป้หลัง ในระหว่างทางหากไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจพอ อย่างน้อยหนังสือเล่มที่นำไปด้วย ก็พอจะคลายความเบื่อหน่ายลงได้บ้าง หลายต่อหลายครั้งเนื่องด้วยเพื่อนร่วมทางที่รู้ใจ ทิวทัศน์อันแปลกตา เรื่องที่ยังขบคิดไม่ตก หรือแม้กระทั่งการแออัดยัดเยียดบนรถประจำทางแห่งชาติที่ยิ่งกว่าปลากระป๋อง ได้ทำให้หนังสือเล่มที่นำไปด้วยเป็นเพียงสิ่งที่เพิ่มน้ำหนักให้กับสัมภาระเท่านั้นเอง

ในการเดินทางนั้น บางครั้งเราก็จำต้องยอมสละสัมภาระบางส่วนทิ้งเสียบ้างเพียงเพื่อที่จะทำให้เดินทางได้คล่องตัวขึ้น หากแต่ใครเล่าจะอาจหาญพอที่จะละทิ้งง่ายๆ “ข้าต้องขอแกะของเจ้าหกตัว เพื่อช่วยให้เจ้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” ราชาชราแห่งซาเล็มกล่าวกับเด็กหนุ่มที่ยังลังเลต่อการตัดสินใจ

ว่าไปแล้ว หลายคนมักจะพกเครื่องรางติดตัวในการเดินทางด้วย เจ้าเครื่องรางของผมคงจะเป็นหนังสือนี่แหละ เครื่องรางในความหมายของผมหาใช่สิ่งที่ปกป้องคุ้มครองเราให้ปลอดภัย หากแต่เป็นเครื่องรางที่คอยชี้ลางแห่งการก้าวเดินต่อไปบนถนนสายชะตากรรมต่างหาก ดุจดังหินผลึก “อูริมและธุมมิน” ที่ราชามอบไว้ให้แก่เด็กหนุ่มซานติเอโกนั่นเอง

การเดินทางครั้งนั้นผมไม่อาจทราบได้ว่าทำไมจึงเลือกที่จะนำ The Alchemist ไปด้วย หลังจากที่ปล่อยมันอยู่ในกองหนังสือโดยที่ไม่ได้เหลียวแลอีกเลยตั้งแต่เขาให้ผมเอาไว้ หากแต่พออ่านมันอีกรอบจบในระหว่างทาง ลางต่างๆก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ผ่านมาหาได้ไร้ความหมายไม่…

เนินเขาและท้องทุ่งของอันดาลูเซียอยู่ห่างจากที่นี่เพียงสองชั่วโมง แต่ระหว่างเขากับปิรามิดมีทะเลทรายไพศาลขวางกั้นอยู่ เด็กหนุ่มคิดว่าเขาอาจมองสถานการณ์ของตัวเขาได้อีกจากมุมมองหนึ่ง นั่นคือบัดนี้เขาใกล้ขุมทรัพย์เข้ามาอีกสองชั่วโมงแล้ว… แม้สองชั่วโมงที่ว่าจะทำให้เขาต้องเสียเวลาไปเป็นปีก็ตาม

หากแต่ชีวิตจริงก็คือ จะมีซักกี่คนกันเล่าที่จะสามารถละทิ้งสิ่งที่มีอยู่ เพียงเพื่อออกไขว่คว้าไล่ล่าความฝันอันเลือนรางแห่งตน อาจเนื่องด้วยทรัพย์สินอันมีอยู่ ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยสายสัมพันธ์แห่งครอบครัว ที่ผูกพันเราไว้อย่างนั้นหรือ…?

มีบ้างไหม พ่อแม่ที่สามารถปลดปล่อยลูกหลานของตนเองให้ออกไปตามฝันของเขาๆเหล่านั้น หาใช่เลี้ยงดูบุตรของตนว่า เธอต้องร่ำเรียน ต้องทำงาน สะสมทรัพย์สินเงินทอง แต่งงาน มีบุตร เพียงเพื่อที่จะเลี้ยงดูบุตรให้เติบโต แล้วต้องร่ำเรียน แล้ว… … …
ไม่รู้จักจบสิ้น… เรื่องอย่างนี้ไม่สามารถกล่าวโทษใครได้

ไม่ได้หมายความว่าข้อความข้างบนจะถูกต้องเสมอไป ไม่ได้หมายความว่าจะให้ใครทุกคนต้องก้าวเดินออกไขว่คว้าความฝันกันเสียหมด หากแต่เราล้วนต่างเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่งของโลกใบนี้ แน่นอนว่าเราถือกำเนิดมาแล้วต้องตายดับกันทุกผู้ทุกคน หากแต่ในระหว่างนั้น ความหมายทั้งของชีวิตเรามีเพียงเพื่อที่จะหมุนวนอยู่แค่วงโคจรอย่างนี้เองหรือ…

เช่นกัน มีบ้างไหมคู่รักซักคน ที่ทำตัวดั่ง ฟาตีมา หญิงแห่งทะเลทรายผู้อันเป็นที่รักแห่งซานติเอโก ในยามที่เขาจะจากลาเพื่อไขว่คว้าความฝัน “ก่อนหน้านี้ฉันเคยมองทะเลทราย รอคอยว่าจะได้พบใครสักคน แต่จากนี้ไป ฉันจะมองทะเลทรายด้วยความหวัง พ่อของฉันก็เคยออกเดินทางไป แล้ววันหนึ่งพ่อก็กลับมาหาแม่ หลังจากนั้น ทุกครั้งที่พ่อจากไป เขาก็กลับมาทุกครั้ง” “ฉันจะกลับมา เหมือนที่พ่อกลับมาหาแม่ของเธอ” เด็กหนุ่มบอกแก่หญิงสาวแห่งทะเลทราย

จนถึงตอนนี้ หนังสือเล่มแรกที่ผมจะแนะนำให้แก่ผู้ที่เข้ามาถามผมว่า มีหนังสืออะไรน่าอ่านพอจะแนะนำให้บ้าง ยังคงจะเป็นหนังสือเรื่องนี้อย่างแน่นอน และหากเขากลับมาหาผมอีกแล้วกล่าวว่า ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย เขาก็จะได้พบเพียงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าของผม จนกว่าเขาจะเข้าใจในลางแห่งชะตากรรมของเขาเอง ความหมายแห่งรอยยิ้มก็จะเปิดเผยแก่เขาในที่สุด

“ยังมีนักแปรธาตุอีกพวกหนึ่งซึ่งสนใจแต่ทองคำ พวกนี้ไม่เคยค้นพบความลับใดๆ พวกเขาลืมไปว่าตะกั่ว ทองแดง หรือเหล็ก ต่างก็มีชะตากรรมที่ต้องบรรลุถึงทั้งสิ้น และใครก็ตามที่แทรกแซงชะตากรรมของสิ่งอื่น จะไม่มีวันค้นพบชะตากรรมของตนเอง”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 03:16:39 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #169 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2013, 10:55:37 PM »

เล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในสิบเล่มโปรดของผมเลยครับ เล่มบางๆอ่านได้หลายรอบ ในเรื่องมีพูดถึงต้นอินทผาลัมเสียด้วย หนึ่งในต้นไม้ยอดนิยมของเว็บเกษตรพอเพียงเรา ว่าแล้วเดี๋ยวไปค้นมาอ่านใหม่อีกรอบ

ด้วยสภาพพื้นที่ตามท้องเรื่องมีส่วนทำให้ผมเห็นความสำคัญของต้นไม้ขึ้นมาจับใจ วิถีคนทะเลทรายเขาก็หาความสุขตามอัตภาพได้เสียดายที่คนไทยซึ่งเคยอยู่กลมกลืนกับต้นไม้ ในอนาคตอาจได้อยู่ในทะเลทรายแบบนั้นบ้างหากเราเอาแต่ตามล่าขุมทองสุดขอบฟ้า ในขณะที่นักแปรธาตุอาจเอาตะกั่วมาเสกเป็นทองเพื่อหลอกเราอีกที



nomadic_man ขอบคุณครับพี่ที่ร่วมแชร์ประสบการณ์ ดีจังในเวบ กพพ. มีคนเคยผ่านตาหนังสือเล่มนี้ด้วย จริงแล้วคนไทยเราอาจไม่ต่างอะไรกับชายหนุ่มซานติเอโก ในแง่ของ "ขุมทรัพย์ที่ปลายเท้า"  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม เพียงแต่ว่าเราไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ยิ่งกว่านั้นเหล่านักแปรธาตุจอมปลอมทั้งหลาย กลับเข้ามาหาเราในแง่ของความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่างๆนาๆ โดยที่แฝงความกระหายอยากทรัพยากรของเราในรูปของสัญญาบังคับแบบบรรษัทข้ามชาติ ให้เงินยืมลงทุนแต่ต้องจ้างบริษัทฉัน สัมปทานต่างๆก็ต้องเป็นของฉัน ผลประโยชน์ก็ต้องแบ่งให้ฉัน แต่คุณรับกากเดนสิ่งตกค้างต่างๆจากการแปรธาตุไปก็แล้วกัน  โกรธ โกรธ

พูดถึงนักเล่นแร่แปรธาตุแล้วมีการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจทีเดียว "Full mental alchemist หรือ แขนกลคนแปรธาตุ" มี่ทั้งแบบคอมมิคและอนิเมชั่น นอกเรื่องไปมาก  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ใครสนใจก็ลองค้นหาติดตามต่อนะครับ เป็นการ์ตูนที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี(ได้แง่คิด) ครับผม


"จริงหรือ การที่เราจะได้อะไรมา เราจะต้องสูญเสียบางอย่างที่เท่าเทียมกันเป็นการแลกเปลี่ยน"
(กฏแห่งการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมใน Full mental alchemist)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2015, 11:45:52 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #170 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 04:24:06 PM »

เอ้า..วันนี้เปิดติวน้อง nomadic_man เรื่องวิธีทำสารบัญ และลิงค์  ต้องทำในรูปแบบนี้

โค๊ด:
[url=http://somesite/]คำอธิบายลิงค์/ชื่อลิงค์ [/url]

ลองกดปุ่มแก้ไขดูเพื่อแอบดู code ที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วกันนะครับ ตัวอย่างครับ

ปฐมบท แดนดินถิ่นใดในโลกหล้า

ปลายฝันที่ 1 landscape ที่คาดหวัง

ปลายฝันที่ 2 ตามหาหน้าดินที่สูญหาย

หลังจากดูตัวอย่างแล้ว ลองเพิ่มเติมส่วนที่เหลือดูนะครับ  หวังว่าคงจะพอได้แนวคิดว่าต้องทำอย่างไร



nomadic_man ขอบคุณมากๆครับผม  ยิ้ม
ทดสอบ (ทำได้แล้ว เย้ๆ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม )


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2015, 11:46:33 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #171 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 04:38:10 PM »

  ก่อนทำสารบัญช่วยไปดูเห็ดให้สวนริมห้วยด้วยค่ะ ว่าใช่เห็ดโคนอ่ะป่ะขึ้นกระจายเลยเริ่มจะโรยแร่ะ จะเข้าไปเก็บมาไว้ก่อน ยังไม่กิน..

  รอคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญค่ะ .... ยิ้มเท่ห์

                     ขอบคุณค่ะ...


  พี่ๆทู้ข้างบนเดี๋ยวค่อยมาคุยเน้อ...
   ขอลัดคิวถามหน่อยค่ะ..
   ใช่เห็ดโคนมั้ยค่ะ... เจอตะกี้นี้เริ่มโรยๆไปเยอะแล้วค่ะ.. ท่านใดทราบช่วยให้ความกระจ่างหน่อยจ้า..
  
     มีแมลงกิน..คนน่าจะกินได้อ่ะ..

   (ขออภัยภาพหาย ขาดการติดต่อจากแหล่งที่มา)

    เทียบกะนากาหน้าปัท30มิล.เจอบริเวณเดียวกับที่เจอเห็ดโคน"ข้าวตอก"ปีที่แล้ว แต่คราวนี้ดอกใหญ่กว่าปีก่อนเยอะเลยลังเลไม่กล้ากิน..
    ท่านใดพอทราบช่วยแจ้งด้วยจ้าาาา จะได้รีบเข้าไปเก็บมาต้มยำแกล้มกาแฟจ้าาา... จุมพิต

nomadic_man ขออนุญาตอ้างภาพประกอบนะครับ คุณ S.chada โชคดีมากๆเลยครับที่มีเห็ดโคนหลากหลายชนิดขึ้นที่สวน เห็ดโคนในภาพแถวนี้เรียกเห็ดโคนฟาน(ขอแก้ไขจากเห็ดโคนฝน) เพราะมักออกช่วงที่ฝนตกเยอะๆ นำมาทำอาหารกินได้ครับ รักษาสภาพสวนดีๆนะครับ ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูสมดุลของเขา อีกไม่กี่ปีคงมีเห็ดโคนออกแบบเยอะๆแน่ครับ ที่บ้านสวนก็มีอภิมหาโปรเจ็ค "การปลูกป่าได้เห็ด" ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังครับผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2015, 11:47:03 AM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #172 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2013, 11:59:30 AM »

ปล.อาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางการเกษตรแต่อย่างใด จะเลยผ่านบทความในส่วนของ "ขอบฟ้า" ไปก็ได้ ครับผม   ยิ้มเท่ห์

ไร้ราก

บ่ายวันฟ้าหม่นเมฆ ผมและแม่เดินทางกลับมาเยี่ยมญาติๆที่ภูมิลำเนาเดิมของแม่ เมื่อถึงตรงทางแยกเข้าหมู่บ้าน ผมก็เห็นคนงานกลุ่มหนึ่งกำลังรื้อถอนศาลาริมทางหลังเดิมออก เพื่อที่จะสร้างหลังใหม่ทดแทน ดูจากสภาพกองซากเก่าโทรมแล้ว มันอาจจะพอใจอยู่ลึกๆกับการถูกปลดระวาง ผมคิดเช่นนั้น ถนนเข้าหมู่บ้านตัดผ่านท้องทุ่งแห่งฤดูฝน ซึ่งหากมาช่วงฤดูกาลอื่นภาพที่เห็นย่อมต่างออกไป ผมมองเห็นสะพานอยู่ข้างหน้าอีกไม่ไกลนักซึ่งเคยมากระโดดน้ำเล่นในวัยเด็ก สะพานนั่นบ่งบอกว่า อีกไม่นานก็ถึงหมู่บ้าน อีกไม่นานก็จะผ่านบริเวณที่เรือนไม้หลังใหญ่ของยายเคยตั้งอยู่ อีกไม่นานก็คงถึงบ้านของน้าผม ซึ่งตอนนี้ยายอาศัยอยู่ที่นั่น ให้รู้สึกบางอย่างเมื่อผ่านตรงนั้น ตรงที่เคยมีเรือนไม้ของยายตั้งอยู่
 
ครั้งยังเด็ก, ในระหว่างปิดภาคเรียน ผมมักจะถูกส่งตัวมาอาศัยอยู่กับยายที่เรือนหลังนั้นเสมอ โดยแม่ให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ลูกหลงลืมพื้นเพเดิมว่ามาจากชนบท ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ ผมหาได้ทุกข์ร้อนอะไรนัก ในวัยเด็กขอให้มีเพื่อนเล่นไปวันๆจะอยู่ที่ไหนก็ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว พอเติบใหญ่ขึ้น ผมได้มาน้อยครั้งลง อาจเพราะอะไรหลายๆอย่างตามวันเวลาล่วงเลย

ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย ผมทราบจากแม่ว่า เรือนหลังนั้นถูกรื้อถอนด้วยมติจากลูกๆของยาย(แต่แม่บอกว่าแม่ไม่มีส่วนข้องเกี่ยวในเรื่องนี้) แล้วยายล่ะ ผมถาม ยายย้ายไปอยู่กับน้าน่ะ แม่บอก แม่เป็นลูกคนรองสุดท้อง นั่นทำให้ผมมีน้าเพียงคนเดียว เมื่อมาถึงบ้านน้า ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้เจอยายอีกครั้ง หลังไม่ได้พบกันนาน ยายคงเช่นกัน

ญาติพี่น้องที่พบกันต่างมีสีหน้าแย้มยิ้ม อันบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ในห้วงอารมณ์ใด ยายดูตัวเล็กกว่าเดิม ผู้ที่เคยถือไม้เรียวไล่กวดพวกหลานๆวัยซน ผู้ที่คอยขับกล่อมหลานๆยามหลับ ผู้ที่โอบกอดหลานๆอย่างเอ็นดู ผู้ที่มือหยาบกร้านด้วยผ่านงานการอันหน่วงหนัก ผู้ซึ่งไม่ยอมพ่ายให้กับอุปสรรคใดๆ เพราะยายคือเสาหลักของครอบครัวนับตั้งแต่ตาเสียไป นั่นทำให้ยายต้องเลี้ยงลูกๆตามลำพัง ตาเสียตั้งแต่ผมยังไม่ถือกำเนิด นั่นทำให้ผมรู้จักตาเพียงแค่เรื่องเล่า ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก ยายเคยเล่าให้ผมฟังว่า นี่เป็นเรือนหลังใหญ่ที่สุดในแถบนี้(ยายเล่าให้ฟังขณะอยู่บนเรือน) เพราะตาเป็นคนกว้างขวาง เป็นเรือนหลังงามที่สุด เพราะตาเป็นช่างไม้ที่รู้จักกันทั่ว แววตาของยายเป็นประกายขณะเล่าเรื่อง แต่แล้วก็มัวหม่นลงทันใด ดูเหมือนยายจะหวนคิดถึงอะไรบางอย่าง

เรือนถูกใช้เลี้ยงดูลูกๆ และยังถูกใช้เลี้ยงดูหลานๆอีกด้วย แต่อยู่ไม่ถึงรับใช้เลี้ยงดูรุ่นเหลนของยาย ผมไม่อาจรู้ได้ว่ายายรู้สึกเช่นไร เมื่อเรือนที่เคยพักพิงอาศัยต้องถูกรื้อถอน อย่างน้อยยายคงไม่ยอมง่ายๆ หากมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจด้วยรู้สึกว่าตนเป็นคนนอกสำหรับเรื่องนี้ผมขับรถออกมาจากบ้านน้าเพียงลำพัง โดยบอกว่าอยากขับรถเล่น นั่นเป็นแค่ข้ออ้าง ผมจอดรถหน้าทางเข้าซึ่งตอนนี้รกรุงรัง ซากรั้วที่เหลืออยู่เป็นแหล่งอาศัยของเถาวัชพืช บริเวณที่เรือนไม้หลังใหญ่เคยตั้งอยู่บัดนี้มีเพียงความรกร้างว่างเปล่า
รกร้างและว่างเปล่า...
“…”
“…”

เมื่อเห็นสภาพความเป็นจริง ทำให้ผมรู้สึกราวกับถูกตัดขาดจากรากแก้วทางจิตวิญญาณที่ค้ำจุนเราเอาไว้ ไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้อีก, ผมจึงจากมา ผมคิดในระหว่างทางว่า  สมควรหรือไม่ที่จะถามยายเกี่ยวกับเรื่องนี้... บางที... อาจมีเหตุผลดีพออยู่แล้ว

เช้าวันฝนพรำ เราจากมาอย่างอ้อยอิ่ง บรรยากาศเช่นนี้ช่างไม่เหมาะกับการลาจากเอาเสียเลย ให้รู้สึกโหยหาอาลัยในบางอย่างที่ไม่รู้แน่ชัด จริงๆแล้วสิ่งไหนแน่ที่ผมรู้สึกผูกพันมากกว่ากัน? ระหว่างเรือนหลังนั้น,ความทรงจำจากอดีตหรือสายสัมพันธ์เครือญาติ  เมื่อถึงตรงทางแยก แยกระหว่างผู้เข้ามากับผู้จากไป ขึ้นอยู่แค่จะมุ่งสู่ทิศไหน  ซากศาลาริมทางหลังเก่าถูกขนย้ายไปไหนก็ไม่รู้ อาจถูกขนไปทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง รอคอยการถูกทับถมจากซากอื่นๆ เหมือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายอันซ้อนทับกันอยู่ รอคอยการพลัดหล่นและถูกหลงลืม จากชนรุ่นหลังซึ่งไร้ราก...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 31, 2013, 12:01:17 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #173 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2013, 03:35:56 PM »

ปลายฝันที่ 6 เสมือนผืนแผ่นดินแห่งรากแก้วทางจิตวิญญาณที่ได้หยั่งลึกลงไป (บทปลาย)

ผมรู้จักผักหวานป่าครั้งแรกตอนมาอยู่ที่ อ.ด่านซ้าย หากหาซื้อผักหวานป่าได้แบบสดใหม่มา จะทำอาหารกินแบบไหนก็อร่อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการแกง หลังจากซื้อที่บ้านสวนได้ไม่นาน รุ่นพี่เซียนเห็ดได้พาไปขุดล้อมต้นผักหวานป่ามาปลูก ด้วยความอ่อนด้อยและไม่รู้อะไรเลยในตอนนั้น ผมขุดล้อมมาได้ 2 ต้นแบบไม่มีดินติดรากมาเลย  โกรธ แถมยังเลือกปลูกในพื้นที่ที่แห้งแล้งสุดๆในตอนนั้น พร้อมกับขาดการดูแล(เนื่องด้วยคิดว่ามันคงเป็นต้นไม้พันธุ์อึด) ผลที่ได้คงไม่ต้องเล่าให้ฟังว่าผักหวานป่า 2 ต้นนั้นยังมีชีวิตรอดอยู่ไหม...

หลังจากนั้นผมยังไม่หมดความพยายาม ได้หาซื้อกล้าผักหวานป่าแบบที่เขาชำถุงดำขายมาจำนวนหนึ่ง ด้วยคิดว่ามันก็คงเหมือนกับพืชทั่วๆไป จึงไม่ได้ปลูกแบบแตกต่างจากต้นไม้อื่น โดยไม่ได้สนใจระบบรากของมันเลย ผลที่ตามมาคือต้นกล้าผักหวานป่าจำนวนนั้นค่อยๆทยอยตายลงอย่างช้าๆ ทีละต้น ๆ จนถึงต้นสุดท้าย ที่ไม่ยอมตายแต่ก็ไม่ยอมโต ผมจึงถอนมันออกแล้วปลูกต้นไม้อื่นแทน

จากเหตุการณ์ในคราวนั้นผมคิดว่าผักหวานป่าไม่เหมาะกับบ้านสวน จึงไม่ได้ตามรุ่นพี่เข้าป่าไปขุดล้อมมันมาอีก และยังไม่ได้ศึกษาหาความรู้ต่อด้วย จนกระทั่งอีกหลายปีต่อมา รุ่นพี่ที่ไปขุดล้อมผักหวานป่าเริ่มเก็บผักหวานป่ากินได้ที่หน้าบ้านของตัวเอง ทำให้ผมเริ่มทบทวนกับผักหวานป่าเสียใหม่ และเริ่มหาความรู้เพิ่มเติมจากทางอินเตอร์เน็ต

โชคยังดีที่ปีนี้ได้เมล็ดผักหวานป่ามาปลูก เพราะผมไม่รู้เลยว่าฤดูปลูกผักหวานป่าจะมีเพียง 1 ครั้งต่อปีเท่านั้น และยังเป็นปีที่ผมตัดสินใจเข้าป่าไปล้อมต้นผักหวานป่ามาอีกราวๆ 10 ต้นเพื่อการทดลองความรู้ที่ค้นคว้า ปีนี้เป็นปีที่ผักหวานป่าที่ไปล้อมมาของรุ่นพี่ติดเยอะมากเทียบกับหลายๆปีที่ผ่านมา เพราะเราใช้สูตร "ตามราก" หมายถึงล้อมตุ้มดินใกล้โคนต้น เมื่อเซาะเจอแนวรากหลักก็ขุดตามเอารากมาให้ได้เยอะที่สุด

เมื่อได้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มขึ้น ผมจึงตัดสินใจที่จะปลูกผักหวานป่าต่อไปเรื่อยๆด้วยเมล็ดเป็นทางเลือกหลัก คงจะไม่ไปล้อมจากป่าอีก ถึงแม้มันจะทำได้อย่างไม่ลำบากนัก เพราะผมศรัทธาและเชื่อมั่นกับต้นไม้ที่หยั่งรากแก้วลงดินเสียแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับเรา หากขาดรากแก้วทางจิตวิญญาณคอยค้ำจุน ชีวิตเราจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้อย่างไร

เมื่อผมเฝ้ามองเมล็ดผักหวานป่าค่อยๆหยั่งรากลงดิน จิตวิญญาณของผมก็ค่อยๆเชื่อมโยงกับผืนแผ่นดินโดยผ่านทางต้นผักหวานป่าอย่างแยกไม่ออก นั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่า ไม่ใช่เจ้าของผืนดินผืนไหนอีกต่อไป เป็นเหมือนแค่เมล็ดพันธุ์ที่ได้หยั่งรากลงผืนแผ่นดินเพื่องอกเงยเติบใหญ่ เฝ้ารอคอยอะไรบางอย่าง อะไรสักอย่าง เพียงแค่นั้น...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 02, 2013, 04:18:24 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #174 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2013, 10:43:22 PM »

ฤดูหนาวสำหรับเกษตรภาคค่ำเช่นผมแล้วมีข้อด้อยคือ "ค่ำมืดเร็วมาก" เลิกงานบ่าย 4 โมง กว่าจะเตรียมตัวออกไปบ้านสวนได้ก็เสียเวลาไปอีกราวๆครึ่งชั่วโมง บางวันยังต้องไปตลาดเพื่อหาซื้อกับข้าวด้วย พอ 6 โมงเย็นฟ้าก็มืดจนมองอะไรไม่เห็นแล้ว วันๆหนึ่ง(ที่ว่างเว้นจากธุระอื่นๆ)จึงมีเวลาแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมง กับการปฏิบัติในสิ่งที่คิดไว้

สัปดาห์ก่อนทั้งสัปดาห์ไปตัดหญ้าที่สวนล่างมา เนื่องด้วยข้อด้อยของฤดูหนาวที่กล่าวข้างต้นจึงได้งานไม่มากนัก เมื่อวานหยุดพร้อมกันกับเธอ จึงชวนเธอขึ้นไปหาหน่อไม้บนป่า แต่พอถามเด็กหญิงกลับไม่ยอมให้ไป เลยต้องเปลี่ยนแผนไปบ้านสวนแทน นี่เป็นอีกครั้งที่เราตัดสินใจถามความเห็นของเด็กหญิง(ให้เลือกระหว่างพ่อแม่ไปป่ากับพากันไปบ้านสวนทั้งหมด)

ถึงจะไม่ได้งานมากตามที่ต้องการ(เนื่องด้วยต้องคอยดูแลความปลอดภัยของเด็กหญิงเป็นระยะ ทั้งๆที่จริงก็ปล่อยเดินเล่นตามประสา) แต่ผมก็ถือว่าเป็นเวลาของครอบครัววันหนึ่ง(หากผมและเธอขึ้นป่าคงลงมาเกือบเที่ยง เช้านั้นทั้งเช้าคงต้องปล่อยให้เด็กหญิงอยู่กับยาย) ตอนเช้าจึงไปลุยงานสวนล่างได้เพิ่มอีกหน่อย พอแดดร้อนก็หลบมาพักกันที่บ้านสวน ปิ้งไก่ ปิ้งฟักทอง กินเป็นอาหารเที่ยง "พาลูกแม้วมากินข้าวป่า" เธอบอกว่าอย่างนั้นสำหรับกิจกรรมครอบครัวของเมื่อวาน


หากชวนกันขึ้นป่าคงไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้สำหรับเช้านั้น เป็นไงล่ะ เทรนนี้กำลังมาแรง  โกรธ




แนวด้านข้างที่ยังไม่ได้ทำอะไรกับแนวกล้วยคันสระด้านหลัง กอกล้วยเก่าติดที่มา 1 กอ ออกเครือที่ 3 ของปีแล้ว




กองดินที่สั่งเพิ่มมาแล้ว รวมเป็น 30 คันรถ 6 ล้อ กะปรับทีเดียวปีหน้า พอดีเก็บเมล็ดข้าวโพดเก่าไปหยอดเล่น หากไม่มีฝนคงเหี่ยวหมด  ร้องไห้




หญ้ามาเลเซียกับกระดุมทองทำหน้าที่ได้ดีทีเดียวสำหรับปีนี้ ดีจนต้องมาตัดหญ้า  โกรธ




ส่วนที่ตัดก็แต่งกิ่งพี่เลี้ยง "ถั่วพร้า" ออกด้วย เพื่อเปิดแสงให้กับไม้หลัก ตอนตัดหญ้าโดนฝักถั่วพร้ามากพอดู แต่ไม่เป็นไร มีเยอะ  ยิงฟันยิ้ม ส่วนที่รกๆนั่นเป็นดงถั่วดำ แดง เขียว เหลือง เพราะตอนปลูกผสมกันไปหมด ในดงถั่วนั้นมี "ป่าเห็ดในอนาคต" ซ่อนอยู่ ถ้าได้ผลนะ โกรธ




พื้นที่เตรียมไว้สำหรับปลูกผักหวานป่าแบบหยอดเมล็ดปีหน้า ผลพลอยได้คือ ถั่วพร้าไว้ทำพันธุ์ต่อไป  ยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 03:18:52 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
nomadic_man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 756


« ตอบ #175 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2013, 10:45:41 PM »

เราล้วนถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยบางสิ่ง

จุดมุ่งหมายการดำรงอยู่ของมนุษย์อาจยังไม่แน่ชัด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ "เราต้องกิน" ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เราก็ต้องกินอาหารผ่านทางสายรกของมารดา เกิดออกมาก็ยังต้องกินอาหารต่างๆมากมาย เราควรสรุปหรือเปล่าว่า "มนุษย์เกิดมาเพื่อกิน" ...

นับตั้งแต่สมัยโบราณแล้วที่มนุษย์เรารู้จักนำเห็ดมากิน เรารู้ได้อย่างไรว่าเห็ดชนิดไหนกินได้ นั่นนะสิ กว่าเราจะมีความรู้มากมายเกี่ยวกับการกินเห็ด ชีวิตมนุษย์ต้องสังเวยไปแล้วมากเพียงไรกับคำว่า "ความอยาก"

ทำไมเราต้องรู้สึก "อยากกิน" ขนาดนั้น ความอยากมันมีแรงผลักดันมากมายมหาศาลขนาดทำให้เราตัดสินใจใช้ชีวิตของตนเองไปกับการทดลองกินสิ่งที่ไม่อาจทราบได้ว่ากินแล้วจะตายหรือไม่ ความอยากกินมันมีแรงดึงดูดมากกว่าความกลัวตายเชียวหรือ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตแสดงถึงการเข้าป่าหาเห็ดของผู้คนที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ


ปัจจุบันความรู้ต่างๆมากมายเกี่ยวกับเห็ดมีให้ค้นคว้าได้ทั่วไปเพียงแค่เราสนใจ ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่ภูมิความรู้จะอยู่กับใครบางคน หากเกิดการแลกเปลี่ยนภูมิความรู้จากสังคมหนึ่งสู่อีกสังคม ความรู้นั้นก็จะขยายใหญ่ขึ้น เห็ดที่เคยรู้ว่ากินไม่ได้อาจกินได้ก็ได้

เวลาเก็บเห็ดธรรมชาติ คนที่มีความรู้ความเข้าใจมักจะรู้ว่า เห็ดที่กินได้มันจะออกตรงไหน ช่วงเวลาใด สภาพอากาศแบบไหน แต่น้อยคนนักที่จะตั้งข้อสงสัยว่า "เห็ดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร"

หากเรามัวแต่สงสัยอะไรมากไป บางทีมันก็ไม่สนองตอบความต้องการ ความอยาก ได้ทันท่วงที ความรู้ที่ควรถูกต่อยอด ถูกถ่ายทอด มันจึงเป็นเพียงแค่ความจำ จำรูปร่าง จำกลิ่น จำสถานที่ จำช่วงเวลา จำสภาพอากาศ หากสมมุติว่าความรู้เป็นคนๆหนึ่ง ความจำก็ไม่ต่างอะไรกับเทวดาหรือปีศาจที่คอยชักจูงอยู่บนบ่าของความรู้ ขึ้นอยู่แค่ว่าความรู้จะเลือกใช้ความจำด้านไหน...
ความจำสามารถส่งเสริมในขณะเดียวกันก็สามารถเหนี่ยวรั้งความรู้ได้เช่นกัน



เวลาผมไปเก็บเห็ด ผมแทบไม่เคยใส่ใจว่าทำไมมันถึงเกิดเห็ดได้ แค่เห็นเห็ดที่กินได้ขึ้นแต่ละดอกเวลาเราหาเจอก็ดีใจจนแทบจะลืมทุกอย่างแล้ว หลายปีที่ผ่านมาผมแค่อาศัยความจำ จำเห็ดที่เซียนบอก จำเส้นทาง จำสถานที่ เพียงเท่านั้น ก็สามารถหาเห็ดกินเองได้แล้วในแต่ละปี

อาจเพราะความอยากกินที่เป็นสัญชาตญาณติดตัวของมนุษย์ อาจเพราะความไม่อยากเสียเงินซื้อ อาจเพราะความรู้สึกภูมิใจที่ได้แบ่งปัน อาจเพราะความรู้สึกพอใจในชัยชนะเล็กๆที่คิดไปเอง หรืออาจเพราะบางสิ่งบางอย่างก็ตามแต่ แน่ใจได้อย่างไร ว่าเราไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกันไว้ด้วยบางสิ่ง



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


โปรดติดตามตอนต่อไป ปลายฝันที่ 7 "เห็ด" สิี่งที่เห็นเป็นเพียงบางส่วนของบางสิ่งที่เชื่อมโยง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2015, 03:19:47 PM โดย nomadic_man » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 [11] 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 ... 39   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: