ข่าว
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 28   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมพลคนรักสตรอเบอร์รี่  (อ่าน 89143 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2013, 11:26:18 PM »

ผมสนใจและเริ่มปลูกสตรอเบอร์รี่ประดับและพันธุ์พระราชทาน80มาได้ประมาณ1ปีครับอยากเชิญชวนใครที่สนใจหรือกำลังปลูกเลี้ยงอยู่มาแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2013, 08:33:19 PM โดย mod144 » บันทึกการเข้า

mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 07:46:22 PM »

เดิมซื้อมาอย่างละสองต้นครับจากเชียงใหม่ สองเดือนแรกงันเลี้ยงไม่ค่อยโตครับผมเลยจับออกแดดผ่านไปเดือนนึงเริ่มแตกยอดแตกกอพอกอเริ่มใหญ่ก็เลยจับแยกกอปัจจุบันแยกได้อย่างละสิบกว่าต้นแล้วครับหน้าหนาวนี้ได้ทานสะใจแน่ๆ
ผมเคยเห็นจตุจักก็มีขายนะครับพันธุ์พระราชทาน80เขาขายต้นละ150บาทคนขายบอกเลี้ยงอยู่ที่สุพรรณแต่ช่วงนี้ไม่แน่ใจว่ายังมีขายอยู่หรือป่าวถ้าใครสนใจลองแวะไปดูนะครับ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2013, 08:33:41 PM โดย mod144 » บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 08:51:09 PM »

สตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน๘๐ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา เป็นสายพันธุ์ที่นำเมล็ดพันธุ์เมื่อสุกมีกลิ่นหอม และมีรสชาติหวานกว่า ผลมีลักษณะทรงกรวยถึงกลมปลายแหลม น้ำหนักต่อผล ๑๒- ๑๕ กรัม เนื้อผลแน่นสีแดงสด ลักษณะของใบจะเป็นรูปกลม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่่อย สีเขียวปานกลาง ทรงพุ่มตั้งตรง ต้านทานต่อโรคแอนแทคโนสและราแป้งได้ดี
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์ของสตรอเบอรี่ทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และลักษณะประจำพันธุ์
๑.การใช้ต้นไหล ส่วนใหญ่การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่จะใช้วิธีนี้ซึ่งปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิม โดยการขยายต้นไหลที่สามารถให้ไหลได้ดี ต้นแม่๑ต้น สามรถผลิตไหลได้ถึง๑,๐๐๐ ต้น แต่โดยทั่วไปจะมี ๒๕ – ๕๐ ต้น ต้นไหลจะออกมากที่สุดหลังฤดูเก็บเกี่ยวคือช่วงฤดูฝน
๒.การแยกต้น การแบ่งส่วนของลำต้นที่มีราก มีประโยชน์สำหรับพันธุ์ที่ไม่ออกไหล หรือพันธุ์ที่ออกไหลไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ป่า
๓. การใช้เมล็ด เมล็ดของสตรอเบอรี่โดยทั่วไปมีความงอกพอใช้ได้ แต่สายพันธุ์สตรอเบอรี่ไม่สามรถผสมพันธุ์ให้เหมือนพันธุ์เดิมของมัน วิธีนี้จึงมักใช้ในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ นอกจากนั้นยังใช้ในกรณีที่ไม่มีการผลิตไหล
๔. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากปัญหาไวรัสเข้าทำลายพืชและสามารถแพร่ระบาดทางไหล ทำให้การเจริญเติบโตช้า จึงได้มีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้สามารถผลิตต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว
การให้ปุ๋ย หลังจากย้ายปลูก ๗ วันให้ปุ๋ยสูตร ๔๖ – ๐ – ๐ โดยนำปุ๋ยละลายในน้ำในอัตราปุ๋ย ๕๐ ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หลังย้ายปลูก ๑๕ วัน ให้ปุ๋ยสูตรเดิมในอัตรเดิมอีกหนึ่งครั้ง หลังจากย้ายปลูก ๒๑ วันให้ปุ๋ยสูตร ๑๕ – ๑๕ – ๑๕ ในอัตรา ๕-๑๐ กรัมต่อต้น เมื่อย้ายปลูกครบ๓๐วัน ให้ปุ๋ย สูตร ๑๒-๒๔-๑๒ อัตรา๑๐-๑๒ กรัมต่อต้น และช่วงติดผลคือประมาณ๔๕ วันให้ปุ๋ย ๑๓ – ๑๓ – ๒๑ ในอัตรา ๑๐ ต่อต้น ฉีดปุ๋ยเกล็ดสูตร ๑๐-๒๐-๓๐ เสริม หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดแรก ฉีดปุ๋ยเกล็ดสูตร ๑๑-๔๕-๑๑ เมื่อกระตุ้นดอกชุดที่สอง และควรฉีดพ่นธาตุอาหารเสริม ได้แก่แคลเซียม แมกนีเซียม และโบรอนเป็นต้น ในอัตราที่ฉลากกำหนดอย่างน้อยเดือนละครั้งตลอดช่วงการปลูก
บันทึกการเข้า
Donut@Animal.Tree
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1838


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 08:55:48 PM »

ชมรมน้องสตอเบอรี่มาแล้ว

ชอบปลูกเหมือนกันค่ะ แต่เด็กๆ คงไม่ชอบบรรยายกาศและการเลี้ยงดู

ตายไปหลายต้นจนเลิกเลี้ยง เลยหันมากินแทนดีกว่าค่ะ อิอิ  จุมพิต
บันทึกการเข้า

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่สิ่งของที่ได้รับ แต่เป็นมิตรภาพที่จะอยู่กับเราตลอดกาล
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 09:15:27 PM »

ชมรมน้องสตอเบอรี่มาแล้ว

ชอบปลูกเหมือนกันค่ะ แต่เด็กๆ คงไม่ชอบบรรยายกาศและการเลี้ยงดู

ตายไปหลายต้นจนเลิกเลี้ยง เลยหันมากินแทนดีกว่าค่ะ อิอิ  จุมพิต
ผมก็ชอบทานครับรสชาติบาดใจสีสรรค์ก็บาดตาเห็นทีไรต้องซื้อมาทานทุกที
มีอยู่วันหนึ่งไปเจอต้นเข้าเลยไม่ยั้งใจหิ้วกลับบ้านเลยครับ ประคับประครองอยู่นานกว่าจะรู้ใจกันจนออกลูกออกหลานให้ชื่นชมอีกหลายต้น ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2013, 09:00:49 PM »

ลักษณะทั่วไปของสตรอเบอรี่
Strawberry: Fragaria ananassa เกิดจากการผสมข้ามระหว่าง F.chiloensis และ F.virginiana อยู่ในวงศ์ Rosaeae มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ เป็นพืชเขตหนาว อายุ3ปี ประกอบด้วย
ลำต้น แตกกอเป็นพุ่มเตี๊ย ๖-๘ นิ้ว ทรงพุ่มกว้าง๘-๑๒ นิ้ว สูง ๖-๘ นิ้วขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และฤดูปลูก ส่วนยอดส่วนที่ติดอยู่ระหว่างรากกับใบเรียกว่าเหง้า (crown)ซึ่งเป็นลำต้นสั้น ส่วนบนของลำต้นประกอบด้วยหูใบ (Leaf axil) ส่วนโคนของหูใบจะมีไหล (runner)เจริญออกมา สามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อน(daughter plant)
ใบ เป็นแบบกลุ่มประกอบด้วย ใบย่อย๓ใบ ขอบใบ มีก้านใบยาว แต่ละต้นจะมีใบมากกกว่า ๑๐ เจริญสลับกันแต่ละใบจะมีชีวิตอยู่นาน ๑-๓ เดือน ปกติจะมีใบใหม่ทดแทนอยู่ตลอดฤดูกาลผลิต
ระบบราก เป็นพืชที่มีระบบรากตื้น เมื่อย้ายปลูกพืชจะสร้างรากที่แข็งแรง(peg root) ซึ่งจะมีอายุประมาณ ๓-๔ อาทิตย์ หลังจากนั้นรากที่เจริญขึ้นมาใหม่อาจเป็นแบบกึ่งถาวร มีอายุนานกว่าหนึ่งฤดูปลูก หรืออาจเป็นรากชั่วคราว (อายุ๑- ๗ วัน) ซึ่งจะเจริญในระดับความลึก ๓-๖ นิ้ว หรืออาจเจริญลึก ๑๒ ในดินที่ร่วนซุย เนื่องจากเหง้าจะเจริญสูงขึ้น ดังนั้นรากจะเจริญสูงขึ้นเหนือระดับดินตามอายุพืช
ตาดอก เจริญจากตายอด ซึ่งเกิดจากเหง้าที่เจริญขึ้นมาใหม่ เมื่อได้อุณหภูมิต่ากว่า๑๕ 0c ช่วงแสงสั้น (ต่ากว่า ๑๐ชั่วโมง/วัน) ชักนำให้เกิดการเจริญของดอก แต่ละต้นมีช่อดอก ๔-๗ ช่อและแต่ละช่อจะมีดอก ๕-๑๐ ดอก ดอกจะมีกลีบเลี้ยง ๕ กลีบ และกลีบดอก ๕ กลีบ แต่ในดอกขนาดใหญ่อาจจะมีมากกว่านี้ ในอุณหภูมิกลางวัน / กลางคืน สูงกว่า ๒๒.๒0c / ๒๑.๑0c ช่อดอกจะชะงักการเจริญ
ผล เป็นแบบผลกลุ่ม (aggregate fruit) มีเมล็ดอยู่ด้านนอกหรือเปลือกของผล ขนาดของผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ การดูแลรักษา การให้น้ำ เนื่องจากน้ำช่วยในการขยายตัวของเซลล์ การผสมเกสร ขนาดของผลขึ้นอยู่กับจานวนเมล็ดในผล
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 06:59:28 PM »

เทคนิคการย้ายปลูกสตรอเบอร์รี่
การปลูกถมดินให้เท่าระดับ ดินเดิมที่ติดมาเท่านั้น ห้ามตื้นหรือถมลึกกว่าระดับดินที่ติดมาเพราะจะเจริญเติบโตไม่ค่อยดี
การปลูกให้ตัดเอาถุงออกระวังไม่ให้ดินเก่าแตกออกมากเกินไป แล้วเอาใส่กระถางใหม่หรือหลุมดินที่ขุดไว้ ไม่ต้องตัดใบ หรือราก ให้ตัดได้เฉพาะใบที่เสียหายมากจริงๆเท่านั้น รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้าและบ่ายอย่าพึ่งให้โดนแสงแดดสัก3-4วันพอตั้งตัวได้สังเกตุว่าช่วงบ่ายๆไม่มีการเหี่ยว ให้ลดการรดน้ำลงเหลือแค่วันละ1ครั้งช่วงเช้า ห้ามรดน้ำตอนเย็นเพราะจะทำให้ต้นเ่น่า ระยะปลูกใหม่ๆ ที่ใบใหม่ยังไม่ออก ห้ามทำให้กระเทือนโดยเด็ดขาด
ประมาณ 30 วัน ถ้าแตกยอดอ่อนออกมาแล้วค่อยใช้กรรไกรตัดใบเก่าๆที่แห้งเสียหายออกบ้างโดยทะยอยตัดใบที่เสียหายออกให้หมด ให้เหลือใบที่สมบูรณ์ ประมาณ 4-5 ใบจะทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น
ค่อยๆทะยอยให้โดนแดดที่ละน้อย จนคุ้นเคย และให้รับเต็มที่ได้
การใช้แสงแดดเต็มที่จะไม่ทำอันตรายต่อต้นสตรอเบอรี่แต่จะทำให้การเจริญเติบโตรวดเร็วและแข็งแรง
ให้ระวังเรื่องน้ำฝนที่จะทำให้ความชื้นมากเกินไปและจะทำให้ต้นเน่าได้
ข้อสำคัญต้องผสมวัสดุปลูกไม่ให้อุ้มน้ำมากเกินและโปร่งอากาศถ่ายเทได้ดีจะช่วยป้องกันเรื่องโคนเน่าได้ดี(ชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ)ถ้าฝนตกมากให้ย้ายไปไว้ที่ระบียงที่มีแสงสว่างมากๆ และไม่โดนฝนน่าจะดีที่สุด
แต่ถ้าปลูกมากก็เอาพลาสติก ที่กันรังสี ยูวี มุงเป็นหลังคา ก็จะดีทีเดียวครับ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
kimi
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 609


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 07:38:15 PM »

ชอบเหมือนกันค่ะ...น้องสตรอเบอรี่   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ลองปลูกมาหลายครั้ง....แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่..
ก็ไม่ยอมแพ้อ่ะค่ะ..หุๆๆ....นี่ก็เหลืออยู่ 2 ต้นค่ะ  พันธุ์พระราชทาน 80
ไว้จะเอารูปมาอวดนะคะ.. ยิ้ม ยิ้ม


Liked By: minja, fang2548, miky, Huy54, 8888, phen
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 08:36:07 PM »

ชอบเหมือนกันค่ะ...น้องสตรอเบอรี่   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ลองปลูกมาหลายครั้ง....แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่..
ก็ไม่ยอมแพ้อ่ะค่ะ..หุๆๆ....นี่ก็เหลืออยู่ 2 ต้นค่ะ  พันธุ์พระราชทาน 80
ไว้จะเอารูปมาอวดนะคะ.. ยิ้ม ยิ้ม

สู้ๆนะครับความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่ไหนนั่นแหละครับอิอิ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: kimi, fang2548, miky, Huy54, 8888, phen
บันทึกการเข้า
Oh_Cheers
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 290


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 09:34:57 PM »

ชอบเหมือนกันค่ะ...น้องสตรอเบอรี่   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ลองปลูกมาหลายครั้ง....แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่..
ก็ไม่ยอมแพ้อ่ะค่ะ..หุๆๆ....นี่ก็เหลืออยู่ 2 ต้นค่ะ  พันธุ์พระราชทาน 80
ไว้จะเอารูปมาอวดนะคะ.. ยิ้ม ยิ้ม


เคยปลุก80เหมือนกันแต่ไม่ไหว ภาคกลางอากาศร้อนมันสุกเร็วลูกไม่ทันโต หันมาปลูกสตอเบอร์รี่ป่าดีกว่า อึด ทน ถึก ได้กินลูกแน่นอนติดลูกง่ายยิ่งฝนตกๆออกลูกให้เต็มไปหมด เสียอย่างลูกเดียวเล็กเกิ้น เห็นเล็กๆแต่รสชาดกินขาด 555 ยิ้ม
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2013, 08:53:17 PM »

พันธุ์ของสตรอเบอรี่ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ
๑. Junebearing cultiver เป็นประเภทที่ต้องการอุณหภูมิต่ำ ช่วงแสงสั้นกว่า ๑๐ ชั่วโมงต่อวัน เช่นพันธุ์พระราชทานเบอร์๗๐ เบอร์๗๒ และ Nyoho เป็นต้น
๒. Everbearing cultiver เป็นประเภทที่ต้องการช่วงแสงยาวกว่า ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้ในปลูกนอกฤดู เช่นพันธุ์Ozark beauty , Quinault เป็นต้น
๓. Dayneutral cultiver เป็นประเภทที่ออกดอกได้ทั้งสภาพวันสั้นและวันยาว แต่จะมีปัญหาผลิตไหลได้น้อย เช่นพันธุ์Selva, Trista เป็นต้น
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2013, 08:42:39 PM »

การติดดอกออกผล
ต้นสตรอเบอรี่จะเริ่มแทงช่อดอกเมื่ออุณหภูมิเริ่มต่ำลงและช่วงแสงสั้น คือประมาณหนึ่งเดือนหลังปลูก
จะเริ่มแทงช่อดอกชุดแรก ดอกชุดแรกควรเด็ดทิ้งเพื่่อให้ธาตุอาหารไปเลี้ยงลำต้นลำต้นสมบูรณ์เสียก่อน โดยลำต้นที่สมบูรณ์จะให้ดอกที่สมบูรณ์และต่อเนื่อง โดยลำต้นที่สมบูรณ์จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ เซนติเมตร เมื่อดอกบานจะมีการผสมเกสร ประมาณหนึ่งเดือนหลังเกสรที่เกสรได้รับผสมผลจะเริ่มทยอยแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่่ยวได้
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2013, 08:17:46 PM »

การดูแลรักษาสตรอเบอรี่
หมั่นสำรวจแปลงโดยสำรวจชนิดและปริมาณศัตรูเข้าทำลายสตรอเบอรี่ทุก ๗-๑๐ วัน ตั้งแต่หลังปลูกจนสิ้นสุดฤดูการปลูก นอกจากนี้ยังต้องหมั่นกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอเนื่่องจากเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลงที่ทำความเสียหายแก่สตรอเบอรี่ พร้อมทั้งต้องหมั่นตัดแต่งใบและลำต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก ซึ่งแต่ละกอควรมีจำนวน ๓-๕ ต้น ในช่วงออกดอกควรเด็ดดอกที่ไม่สมบูรณ์ออกเพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูง อย่าทิ้งเศษพืชไว้ในแปลงปลูกเพราะเป็นแหล่งสะสมโรค ควรเก็บเศษพืชไปเผาทำลายหรือฝังดิน
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2013, 07:16:10 PM »

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่ใช้ปลูกสตรอเบอรี่
อุณหภูมิ อุณหภูมิเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสตรอเบอรี่คืออุณหภูมิกลางวัน ๒๔0c กลางคืน ๑๘0c หรืออุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๗ 0c – ๒๐ 0c
แสง ความเข้มแสงที่่เหมาะสมคือมากกว่า ๔,๐๐๐ แรงเทียน ในด้านช่วงแสงที่เหมาะสมคือ ๘ ชั่วโมงต่อวัน
ดิน ดินที่ใช้ปลูกสตรอเบอรี่ควรเป็นดินร่วนปนทรายมีการระบายน้ำดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย pH ประมาณ ๕.๕ – ๖.๕


Liked By: fang2548, miky, Huy54, chainut, phen
บันทึกการเข้า
mod144
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 223


« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 09:38:18 PM »

สายพันธุ์สตรอเบอรี่ในประเทศไทย
ในปัจจุบันในประเทศไทยมีการปลูกสตรอเบอรี่เพื่อการค้าหลายพันธุ์
ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวงเน้นส่งเสริมการปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์ที่มีคุณภาพในการรับประทานสด อันได้แก่
๑. พันธุ์พระราชทาน๕๐ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นปีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำเข้ามาผสมตัวเองตั้งแต่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สามารถเจริญเติบโต และให้ผผลิตดีในสภาพอากาศเย็นปานกลาง ทรงพุ่มปานกลางค่อนข้างแน่น ไม่ต้านทานต่อไรแต่ต้านทานราแป้งได้ดี ผลิตมีคุณภาพดีโดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ น้ำหนักต่อผล ๑๒-๑๘ กรัม รูปร่างเป็นลิ่มสีแดงถึงแดงเข้ม เนื้อและผลค่อนข้างแข็ง
๒. พันธุ์พระราชทาน๗๐ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๗๐ พรรษา เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ใบมีลักษณะกลมใหญ่ และสีเขียวเข้ม ไม่ทนต่อ ราแป้งแต่ต้านทานโรคเหี่ยว ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง น้ำหนักต่อผล ๑๑.๕- ๑๓ กรัม ผลมีลักษณะทรงกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดใสแต่ไม่สม่ำเสมอ เนื้อและผลค่อนข้างแข็ง มีความฉ่ำ มีกลิ่นหอมและรสชาติ
๓. พันธุ์พระราชทาน๗๒ (เป็นสายพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก) พระราชทานเมื่่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นชื่อพันธุ์ TOCHOTOME ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่คือ น้าหนักต่อผล ๑๔ กรัม เนื้อผลแข็งกว่าพันธุ์พระราชทาน๗๐ แต่มีความหวานน้อยกว่าคือ ๙.๓0 Brix มีความสมดุลพอดีระหว่างความเปรี้ยวหวาน มีกลิ่นหอมเมื่่อสุกเนื้อภายในผลมีสีขาว ผิวผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงถึงแดงจัด เงาเป็นมันที่ผิวผล ทนต่อการขนส่งมากกว่าสายพันธุ์อื่น
๔. พันธุ์พระราชทาน๘๐ พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา เป็นสายพันธุ์ที่นำเมล็ดพันุ์ลูกผสมจากประเทศญี่ปุ่นมาปลูก(เป็นสายพันธุ์ที่นามาทดลองปลูกที่สถานนีวิจัยเกษตรหลวงอ่างขาง) ต้องการความสูงตั้งแต่ ๘๐๐ เหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป อุณหภูมิเฉลี่ย ๑๖ 0c – ๒๐ 0c ไม่น้อยกว่า๓๐วัน มีลักษณะเด่นกว่าพันธุ์อื่นๆคือ เมื่อสุกมีกลิ่นหอม และมีรสชาติหวานกว่า ผลมีลักษณะทรงกรวยถึงกลมปลายแหลม น้าหนักต่อผล ๑๒- ๑๕ กรัม เนื้อผลแน่นสีแดงสด ลักษณะของใบของใบจะเป็นรูปกลม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย สีเขียวปานกลาง ทรงพุ่มตั้งตรง ต้านทานต่อโรคแอนแทคโนสและราแป้งได้ดี
๕. พันธุ์๓๒๙ เป็นสายพันุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรใช้ในการส่งเสริมเกษตรกร มีลักษณะผลใหญ่ รสชาติหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม เนื้อแข็งสะดวกต่อการขนส่ง ลักษณะใบกลมและหนา
บันทึกการเข้า
nin_cri
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 149


« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 07:50:18 AM »

เมื่อต้นปีมีโอกาสได้ไปเชียงใหม่ เลยสอยมา 2 ต้น ถึงปัจจุบันยังคงมีลูกให้ทานเรื่อยๆ ตอนนี้กะว่าจะจับแยกกอไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า เอารูปตอนที่ออกผลครั้งแรกมาให้ชมค่ะ อ่อปลูกอยู่ที่เชียงรายค่ะ  ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 28   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: