หน้า: 1 ... 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 [15] 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902357 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #224 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 11:25:28 PM »

ขอบคุณจ้า

ขอรบกวนอีกเรื่องนึง ไอ้ permaculture คุณ Teerapan พอมีแหล่งข้อมูลใหมว่าอ่านตรงใหนให้เข้าใจคอนเซปง่าย ๆ หน่อย สนใจมานานแล้ว แต่ผมเคยค้นข้อมูลมันเยอะมากเลยอ่านไม่ใหว
หรือว่าเราต้องอ่านหลีกการแล้วมาประยุกต์เอาเองครับ (ถ้างั้นผมรออ่านที่คุณแปลมาดีกว่ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม)
ไม่มีข้อมูล permaculture ภาษาไทยครับ  และข้อมูลที่ต้องอ่านเยอะมากๆ  ผมก็ยังเพิ่งเริ่มต้น  อ่านไป ทดลองไป คงไม่มีเวลาแปลในช่วงนี้ครับ ขอเป็นว่าเฉพาะแชร์เรื่องที่สนใจในเพอร์มาคัลเจอร์ครับ

แต่ที่ผมเข้าใจมันเป็นปรัชญามากกว่าวิชาการ  เป็นแนวทางในการเลือกเอาเทคโนโลยีมาใช้ในทางสร้างสรรค์เพื่อสร้างสังคมที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน  ในการลงมือทำจึงครอบคลุมศาสตร์หลากหลายกว้างแขวง อย่างเรื่อง passive solar house ก็เป็น 1 ในเรื่องที่เขาสอนวิธีการสร้างบ้านให้เหมาะสมกับแต่ละสภาพภูมิอากาศ  มีเยอะมาก  ผมเอามาพูดเฉพาะที่คิดว่ามันจะเหมาะกับสภาพอากาศของ จ.เพชรบุรีเท่านั้น   มันยังไม่กล้าสรุปว่ามันจะเหมาะกับจังหวัดอื่นอย่าง จ.เลย จ.เชียงราย หรือไม่  สุดท้ายตอนนี้ผมก็ยังเป็นแค่มือสมัครเล่นคนหนึ่งเท่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 06, 2012, 10:18:10 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #225 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2012, 01:24:11 AM »

ได้ตะลุยอ่านแต่หน้าแรกมาแล้ว

ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณ teerapan บอกว่าสายไปแล้วสำหรับเรื่องให้น้ำต้นไม้
อ่านแล้วผมก็ยังชอบ permaculture มากกว่า ของปู่ฟูดูมันล้ำลึกเกินไป ถ่ายทอดกันได้ยาก เหมาะเอาไปทำปรัชญามากกว่า
Permaculture ประยุกต์ได้ดีกว่า

แล้วก็ชอบเรื่องท่อแอร์ใต้ดินมาก ผมทำ Aquaponics คิดจะทำอยู่เหมือนกันแต่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลป่าว พอเห็นแบบนี้อยากเอามาใช้บ้าง
กะจะเจาะท่อลงไปลึก ๆ แล้วเอาน้ำวนมาระบายความร้อนให้แปลงผัก
ส่วนเรื่องเอามาใช้กับบ้านผมว่ายาก ต้องออกแบบบ้านให้มัดูดลมด้วย หรือไม่ก็ต้องใช้แบบ close loop ที่คุณแนะนำ ไปเลย
บันทึกการเข้า
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #226 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2012, 07:40:00 AM »


 
   สวัสดีค่ะพี่ธี..
   ดูข่าวตอนนี้ ที่เกาะสมุยขาดพลังงานไฟฟ้าแบบเฉียบพลันแค่สองวัน โกลาหลยิ่งกว่าคิวบาขาดน้ำมันซ่ะอีก
   
   เสียดายจัง..ไม่ได้ ไปร่วมติดเกาะตอนไม่มีไฟฟ้าเที่ยวนี้  ชีวิตพลาดอะไรไปเยอะเลยเรา.. ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

 
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #227 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2012, 08:34:34 AM »


 
   สวัสดีค่ะพี่ธี..
   ดูข่าวตอนนี้ ที่เกาะสมุยขาดพลังงานไฟฟ้าแบบเฉียบพลันแค่สองวัน โกลาหลยิ่งกว่าคิวบาขาดน้ำมันซ่ะอีก
   
   เสียดายจัง..ไม่ได้ ไปร่วมติดเกาะตอนไม่มีไฟฟ้าเที่ยวนี้  ชีวิตพลาดอะไรไปเยอะเลยเรา.. ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

 

น่านสิ แค่พลังงานไฟฟ้าที่จ่ายลดลงเหลือ 1 ใน 5 ยังวุ่นวายขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่พร้อมเลย เกาะสมุยก็กำลังใช้พลังงานเกินจุด sustainable. ไปแล้ว อีกเมืองไม่ไกลกันก็มีปัญหาคือหัวหิน มีอัตราการใช้น้ำเกินกำลังของธรรมาชาติ ต้องทำโครงการผันน้ำจากแม่น้ำถึง 2 สายมาใช้งาน เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ได้นานสักแค่ไหนเนี่ย?
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
phongamfarm
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 55


« ตอบ #228 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2012, 09:56:17 AM »

ศูนย์รวมความรู้
ต้องเก็บไว้อ่าน
เพื่อทันโลก
บันทึกการเข้า
priraya
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 110


« ตอบ #229 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2012, 10:34:39 AM »

ยิ้มเท่ห์ ตามอ่านยังไม่หมดเลยค่ะ เดี๋ยวต้องค่อยๆอ่านไปเรื่อยเพื่อเปิดโลกทัศน์ของพี่เหมียวค่ะ.... ยิ้มเท่ห์
เห็นรูปพี่เหมียวพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวแล้วเสียดาย ไม่ได้ไปด้วย  ว่างๆ จะขออนุญาตแวะไปชมต้นไม้อีก ของดีพี่เหมียวเยอะจริงๆ  แค่ฟังชื่อก็จำได้ไม่หมดแล้ว

อ้อ...สารภาพบาป..เมล็ดกล้วยนวลเก็บจากหน้าบ้านพี่เหมียวมานับสิบ เพาะขึ้นต้นเดียวเอง   โกรธ โกรธ  เอาไปหากินแบบบุฟเฟ่ต์ตามธรรมชาติที่สวนขี้คร้านเรียบร้อยแล้ว  หวังว่าจะเป็นหนึ่งในต้นไม้เข้มแข็งนะครับ  เพราะเจ้าของสวนขี้คร้านเหลือเกิน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
แต่ของพี่เหมียวรุ่นเดียวกันเพาะขึ้นเยอะเลยค่ะ น้องสมจิตก็เอาไป นี่กำลังมีแก่อีกเครือนึง สนใจทดสอบฝีมือใหม่ก็แจ้งมานะคะ ปล.เสียดายเหมือนกันค่ะที่น้องนึกกับลุงโรสไม่ว่าง เลยเป็นงานของสาวๆๆๆไปเลย... ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #230 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 12:21:12 PM »

ความจริงตอนที่ 6.2 ต้นไม้สายฝน เป็นเรื่องที่ผมประทับใจมากที่สุดตอนผมฟังปู่บิลเล่าให้ฟังครั้งแรกจาก Video แม้นว่าจะฟังออกไม่ทุกคำเพราะมีศัพท์เฉพาะทางมากแต่ก็ทำให้ "อึ้ง" ในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและความสามารถที่ต้นไม้ส่งเสริมการเก็บความชุ่มชื้นไว้ให้แผ่นดิน  ต่อมาผมหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติม จึงเข้าใจว่าเรื่องราวนี้ยังเป็นหัวใจหลักในการทำงานร่วมกับธรรมชาติ  ทำให้ผมรู้ว่าต้นไม้จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการนำระบบสู่จุดสมดุลของธรรมชาติ  ในตอนนี้เราจะลองมาดูเรื่องพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่เป็นจริงโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับต้นไม้ก็ได้ คือ เรื่องการระเหยของน้ำนั่นเอง

6.3 การระเหยของน้ำ

มีคนกระซิบถามผมเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ผมมักพูดถึงเป็นหน่วยมิลลิเมตร  จึงขออธิบายว่าปริมาณน้ำฝน คือ ระดับความลึกของน้ำฝนในภาชนะที่รองรับน้ำฝน ทั้งนี้ภาชนะที่รองรับน้ำฝนจะต้องตั้งอยู่ในแนวระดับ และวัดในช่วงเวลาที่กำหนด หน่วยที่ใช้วัดปริมาณน้ำฝนนิยมใช้ในหน่วยของมิลลิเมตร หรือ นิ้ว  ตัวอย่างอุปกรณ์วัดพื้นฐานจะเป็นกรวยรับน้ำตามรูปด้านล่าง



โดยเมื่อฝนตกน้ำไหลลงมาจากกรวยจะรวมน้ำไปลงกระบอกตวง  ตัวอย่างเครื่องมือนี้จะพื้นที่รับน้ำจะมากกว่าพื้นที่หน้าตัดกระบอกตวง 10 เท่า ดังนั้นถ้าเราถ้าเราอ่านปริมาตรน้ำได้ 10 มิลลิเมตร จะเท่ากับปริมาณฝน 1 มิลลิเมตร  ในประเทศไทยเราจะถือว่าปริมาณฝนต้องมากกว่า 0.1 มิลลิเมตรจึงจะเรียกว่าฝนตก   ข้อมูลบนเวปของกรมอุตุนิยมวิทยาจะมีรายงานปริมาณฝนทั้งแบบสะสมรายวัน และสะสมตั้งแต่ 1 มกราคมของแต่ละปี   โดยปริมาณน้ำฝนสะสมของประเทศไทยเฉลี่ยของแต่ละจังหวัดจะอยู่ในช่วง 973 - 4,709.9 มิลลิเมตรต่อปี ค่าเฉลี่ยของประเทศคือ 1,498 มิลลิเมตรต่อปี  นับเป็นประเทศที่มีฝนตกชุกเป็นอันดับที่ 16 ของโลก (ค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนของโลกคือ 962.7 มิลลิเมตรต่อปี)  ดังนั้นถ้าจะเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลกเราไม่มีสิทธิจะบอกว่าประเทศเราแห้งแล้งเลย

แต่ทำไม..หน้าแล้งสวนของผมแห้งแล้งจัง (ขอบ่น)...แล้วผมขุดสระมันจะช่วยมั๊ย?  ว่าแล้วผมก็เสาะหาข้อมูลต่อ  อัตราการระเหยของน้ำ  เอ..เขาวัดกันอย่างไร?  เขาจะมีถาดขนาดใหญ่แบบนี้



แล้วเขาก็จะวัดความลึกของน้ำที่ระเหยหายไปต่อวันหน่วยเป็นมิลลิเมตร เช่น เดียวกับการวัดปริมาณน้ำฝน  พูดง่ายๆ ถ้าเราทดลองเอาภาชนะทรงกระบอกมารอรับน้ำฝน แล้วปล่อยไว้ให้ระเหยไปเอง  ในกรณีที่ปริมาณฝนมากกว่าอัตราการระเหย เราจะมีน้ำเหลืออยู่ในภาชนะ  ถ้าปริมาณฝนน้อยกว่าอัตราระเหย  ภาชนะนี้ก็จะแห้ง  เราลองมาดูตัวอย่างตัวเลขปริมาณฝน และการระเหยของ 2 จังหวัด



ดูจากตัวเลขจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วอัตราการระเหยของน้ำ จะสูงกว่าปริมาณฝนในจังหวัดเพชรบุรีแทบทุกเดือน  นั่นคือภาชนะของเราจะแห้งอยู่เป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่จังหวัดชุมพรมีโอกาสที่ดีกว่าที่น้ำฝนจะติดค้างในภาชนะบ้าง

ลองจินตนาการว่าถ้าผมเปลี่ยนภาชนะนี้เป็นสระน้ำที่มีการ seal เป็นอย่างดี  น้ำไม่สามารถไหลซึมออกไปได้  ผมก็จะยังคงเจอปัญหานี้  โดยนำจะลดลงจากการระเหยเฉลี่ยประมาณ 110 มิลลิเมตร (11 เซ็นติเมตร) ต่อเดือน และจะรุนแรงมากขึ้นในหน้าร้อน   ผมพยายามบรรเทาปัญหาด้วยการดัก Run off จากพื้นที่อื่นและบังคับให้ทางน้ำไหลมาลงสระ (นั่นคือเราจะมีพื้นที่รับน้ำฝนใหญ่กว่าพื้นที่หน้าตัดของสระ  แต่พื้นที่การระเหยเล็กเท่ากับพื้นที่สระ)  แต่ในความเป็นจริงน้ำในสระก็อาจจะซึมลงด้านล่าง และดินด้านข้างของสระ  การลดลงของระดับน้ำในสระของผมนั้นมากกว่า 11 เซ็นติเมตรต่อเดือน  นั่นหมายความว่าโอกาสที่ผมจะมีน้ำใช้ทั้งปีจากการทำสระเพียงอย่างเดียวอันค่อนข้างน้อย ==> สระน้ำไม่ใช่วิธีการเก็บน้ำที่ดีที่สุดสำหรับสภาพอากาศในจังหวัดเพชรบุรี  เพราะว่าเปิดโล่งให้มีการระเหยเต็มที่ ในขณะที่อัตราการระเหยของน้ำ มากกว่าปริมาณฝนซะอีก  โกรธ โกรธ โกรธ  (สมเป็นจังหวัดที่แห้งแล้งที่สุดในภาคใต้  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม)

ก่อนจะไปถึงว่าเราจะเก็บน้ำไว้ที่ไหน  ลองย้อนกลับมาดูปัจจัยที่มีผลต่อการระเหยได้แก่ :

  • ความชื้นในอากาศที่ผิวพื้น ถ้ามีความชื้นในอากาศมาก น้ำจะระเหยช้า ดังนั้นน้ำที่มีใบไม้ของต้นไม้ปกคลุมอยู่จะมีความชื้นใต้ร่มไม้สูงกว่า และช่วยละอัตราระเหย
  • ความเร็วลมผิวพื้น ปัจจัยนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความชื้นที่ผิวพื้น  ถ้าอากาศไหลผ่านที่ผิวบ่อยๆ ความหนาแน่นของความชื้นที่ผิวพื้นจะน้อย  ทำให้ไปกระตุ้นการระเหยของน้ำ ดังนั้นการมีแนวกันลมรอบสระจะช่วยลดอัตราการระเหย
  • แรงกดอากาศ ถ้าแรงกดอากาศน้อยน้ำจะระเหยได้ดีกว่า แรงกดอากาศที่มาก
  • ปริมาณพื้นที่ผิวพื้น ถ้าน้ำมีพื้นที่ผิวมากกว่าจะระเหยได้มากกว่า  ดังนั้นบ่อน้ำที่มีปริมาตรน้ำเท่ากัน บ่อที่ลึก (พื้นที่ผิวหน้าจะน้อย) จะมีอัตราการระเหยน้อยกว่า
  • อุณหภูมิ อุณหภูมิสูงน้ำจะระเหยได้มากว่า อุณหภูมิต่ำ การมีต้นไม้บังแดดรอบๆ สระจะช่วยลดอัตราระเหย

ดังนั้นถ้ายังอยากจะเก็บน้ำไว้ในสระน้ำ  อาจจะต้องพิจารณาขุดสระให้ลึกมากๆ มีต้นไม้ปลูกรอบสระเป็นทั้งแนวกันลม และร่มไม้ปกคลุมสระ  สระขนาดใหญ่ที่แคบยาวจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่าสระรูปวงกลม หรือสี่เหลี่ยมจตุรัส  แต่ถ้าเลือกได้เราควรพิจารณาเรื่องที่เคยพูดเมื่อตอนที่แล้วคือการ "เก็บน้ำลงในดิน"  เพราะว่าน้ำในดินจะมีปัญหาการระเหยเฉพาะบริเวณที่ใกล้ผิวดินเท่านั้น  แล้วเป็นดินที่ตำแหน่งไหนล่ะ?... ผมคิด  

ยิ่งคิดทบทวนสิ่งที่สังเกตุในสวนก็ยิ่งเห็นภาพว่า..เติมผมเชื่อเพื่อนบ้านยอมจ่ายเงินจ้างคนมาช่วยตัดหญ้าให้สวนโล่งๆ เนื่องจากกลัวงู  ทั้งฝีมือผมเอง และพวกเขาตัดหญ้าเตียนเลย  พอฝนตกลงมาน้ำที่ไหลได้สะดวก  ทางน้ำพัดพาตะกอนสีขุ่นจากที่ดินด้านบน  ผมเดินตามทางน้ำท่ามกลางสายฝนจึงสังเกตุเห็นว่าสายน้ำเล็กๆ ค่อยๆ ไหลมารวมกันสายน้ำที่ใหญ่ขึ้น ไหลกัดเซาะทางจนเป็นร่องเห็นชัด  ผมเคยเจอกระทั้งปัญหาว่าปลูกมะพร้าวไว้แล้วน้ำไหลซัดเอาต้นมะพร้าวจากในหลุมไหลไกลไปประมาณ 20 เมตรไปค้างอยู่ที่หินก่อนไหลลงสระน้ำที่ด้านต่ำสุดของที่ดิน   น้ำ Run off ที่ไหลจากด้านบนสุดท้ายก็จะไปรวมกันที่สระด้านล่างห่างไปประมาณ 300 เมตร และต่ำลงอีกไปประมาณ 10-20 เมตร  ... จากนั้นผมก็พยายามใช้เจ้าปั๊มน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ของรถยนต์สูบน้ำใส่ท่อขนาด 4 นิ้ว (ของเจ้าของสวนเดิมวางระบบไว้ครับ) ส่งน้ำกลับขี้นเนินไปรดน้ำต้นไม้ผ่านสปริงเกอร์เล็กๆ  ที่โดนเครื่องตัดหญ้าตัดเสียหายเป็นประจำ

แทนที่ปั๊มน้ำจะทำหน้าที่พามวลน้ำขึ้นไปบนเนินเพื่อรดน้ำเพียงอย่างเดียว  ผมกลับเอาสปริงเกอร์ไปปืดกั้นทางไหลของน้ำ  สร้างแรงเสียดทานทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านท่อน้อยลง (คล้ายๆ เวลาเรารดน้ำด้วยสายยาง  ถ้าเราเอามืออุดปลายสายยางไว้น้ำก็จะพุ่งไปได้ไกล แต่ปริมาณน้ำที่ไหลก็จะน้อยกว่าเราไม่เอามืออุดสายยางเลย)

การรดน้ำด้วยสปริงเกอร์จะต้องรดแต่ละโซนนานมากพอ เนื่องจากถ้ารดน้อยไปน้ำจะปกคลุมอยู่ที่ตามใบไม้ / วัชพืช ตามหน้าดิน  มีส่วนที่ซึมลงในดินน้อยเกินไป  เมื่อเราหยุดรดน้ำความชื้นในบริเวณหน้าดินก็จะระเหยไปมากถึง 70%  เวลาเรากลับมารดน้ำในวันหลังเราก็จะต้องเริ่มต้นทำให้ด้านบนชุ่มชื้นใหม่ก่อนที่น้ำจะไหลลงไปในดินด้านล่างเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ   การรดน้ำพื้นที่ 18 ไร่ในแต่ละครั้งจึงกินเวลายาวนาน และสิ้นเปลื่องพลังงานพอสมควร  ทำให้ผมเกิดอีกคำถาม..ผมไม่เสียเวลารดน้ำที่ผิวได้มั๊ย?  จะได้ไม่เสียเวลารดใบไม้ และวัชพืชพวกนี้

การรดน้ำด้วยสปริงเกอร์ยังก่อให้เกิดปัญหาใหม่... ตามธรรมชาติของที่สวนวัชพืชเหล่านี้ควรจะต้องแห้งตายในหน้าแล้ง (จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะมี bush fire บ่อยๆ บนภููเขาแถวนี้) ช่วยปกคลุมดินรักษาความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง พุพังกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ  และงอกขึ้นมาใหม่ในหน้าฝน  แต่การตัดหญ้าในหน้าฝนของผมทำให้วัชพืชยาวน้อยกว่าปกติ  ทำให้มีชีวมวลในการปกคลุมดินในหน้าแล้งน้อยลง  ผมแก้ปัญหาแล้งด้วยการรดน้ำด้วยสปริงเกอร์  วัชพืชที่มีรากตื้นเหล่านี้แทนที่จะตายในหน้าแล้งกลับมีชีวิตรอดได้ดี  เมื่อได้ฝนในหน้าฝนจึงงอกงามได้เร็วกว่าปกติที่เราปล่อยตามธรรมชาติเราก็เลยต้องจ้างคนมาตัดหญ้าอีก... โกรธ โกรธ

ผมเชื่อว่าถ้าผมมีวิธีที่จะรักษาน้ำฝนที่ตกหนักมากช่วงเดือนตุลาคม/พฤศจิกายน (ด้วยอิทธิพลของการเคลื่อนของร่องมรสุม ฝนที่เพชรบุรีจะล่ากว่าทางภาคกลางอยู่ประมาณ 1 เดือน) ให้อยู่ในพื้นที่ของมันเอง  ไม่ปล่อยให้มันไหลเป็น Run off ลงมาด้านล่าง ผมก็ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันสูบมันกลับขึ้นไปใหม่  ผมเชื่อว่าถ้าเรามีวิธีเก็บรักษาน้ำให้อยู่ในดินแถบนั้นมากพอที่จะเลี้ยงพืชให้รอดพ้นหน้าแล้ง  แต่ไม่รดน้ำที่ผิวดิน ปล่อยให้วัชพืชแห้งตายตามธรรมชาติ  วัชพืชที่แห้งตายเหล่านี้ก็จะปกคลุมหน้าดินกลายเป็นตัวช่วยรักษาความชุ่มชื้นไม่ให้น้ำในดินระเหยเร็วเกินไปทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะรักษาชีวิตต้นไม้ตลอดหน้าแล้งที่ยาวนานโดยไม่รดน้ำต้นไม้...


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/blog-post_6259.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 03:56:51 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
maya_amazon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 770


« ตอบ #231 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 02:17:29 PM »

อ่านข้อที่ 6.3 การระเหยของน้ำ สรุปได้ใจความว่าเราต้องการที่จะเก็บน้ำไว้ใต้ดินในระดับหนึ่ง ตามธรรมชาติที่สามารถทำได้ในช่วงฝนตก แล้วถ้าหากว่า เราปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ด้านบน (เอาด้านบนก่อนละกันนะคะ พื้นที่ 18 ไร่ปลูกหมดคงไม่ไหว) คิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น แถมลดปัญหาการชะล้างหน้าดินได้อีกด้วย ถ้าปลูกต้นหน้าฝนน่าจะพอไหวนะคะ คุณ teerapan ลองคิดเรื่องนี้บ้างหรือยังคะ ดิฉันว่าน่าสนใจเหมือนกันนะคะ เพราะที่ที่มีอยู่ก็มีความลาดชัน แถมเป็นลูกรัง ตอนนี้ปลูกอ้อย (ให้คุณพ่อปลูกค่ะ) แต่ตัดอ้อยปีนี้แล้วกะว่าจะลงหญ้าแฝกเอาไว้ตอนต้นฝน จะเตรียมเอาไว้ปลูกต้นไม้พวกไม้ผลไว้กินเองค่ะ ขอบอกว่าพื้นที่ท้ายสวนดินดีมากๆ เลยเพราะหน้าดินไหลลงไปกองกันอยู่ตรงนั้น  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

เป็นเพียงข้อคิดเห็นที่อยากร่วมพูดคุยค่ะ ยังไม่กล้าบอกว่าเป็นการแนะนำ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #232 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 02:35:51 PM »

ผมว่ายังไงก็ควรมีสระนะ
ผมอยูชลบุรี แล้งน้อยกว่าเพชรหน่อย
มีข้อเปรียบเทียบระหว่าง มีสระ กับไม่มีสระหลายอย่าง
1 ระดับน้ำใต้ดิน เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ก่อนบ้านผมไม่มีประปาใช้น้ำจากบ่อน้ำซึมใต้ดินแบบวงซึเมนต์ ระดับน้ำในบ่อน้ำซึมเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังมีสระ
2 สระน้ำไม่แห้งตลอดปี ลึก 4-6เมตร
3 มีแหล่งน้ำสำหรับรดน้ำ
4 มีแหล่งปลา และพืชน้ำ

เรื่องรดน้ำ ผมว่าต้นไม้ใหญ่หาน้ำจากใต้ดินลึก ๆ ได้นะ แต่เราอาจต้องฝึกหน่อย (เรือง Vertical mulch)
พอมีไม้ใหญ่แล้วมันก็จะช่วยเรื่องระเหยน้ำไปเอง ทั้งใบที่หล่นปกคลุม ทั้งต้นบังลมบังแดด ฯลฯ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #233 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 05:26:51 PM »

อ่านข้อที่ 6.3 การระเหยของน้ำ สรุปได้ใจความว่าเราต้องการที่จะเก็บน้ำไว้ใต้ดินในระดับหนึ่ง ตามธรรมชาติที่สามารถทำได้ในช่วงฝนตก แล้วถ้าหากว่า เราปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ด้านบน (เอาด้านบนก่อนละกันนะคะ พื้นที่ 18 ไร่ปลูกหมดคงไม่ไหว) คิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น แถมลดปัญหาการชะล้างหน้าดินได้อีกด้วย ถ้าปลูกต้นหน้าฝนน่าจะพอไหวนะคะ คุณ teerapan ลองคิดเรื่องนี้บ้างหรือยังคะ ดิฉันว่าน่าสนใจเหมือนกันนะคะ เพราะที่ที่มีอยู่ก็มีความลาดชัน แถมเป็นลูกรัง ตอนนี้ปลูกอ้อย (ให้คุณพ่อปลูกค่ะ) แต่ตัดอ้อยปีนี้แล้วกะว่าจะลงหญ้าแฝกเอาไว้ตอนต้นฝน จะเตรียมเอาไว้ปลูกต้นไม้พวกไม้ผลไว้กินเองค่ะ ขอบอกว่าพื้นที่ท้ายสวนดินดีมากๆ เลยเพราะหน้าดินไหลลงไปกองกันอยู่ตรงนั้น  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

เป็นเพียงข้อคิดเห็นที่อยากร่วมพูดคุยค่ะ ยังไม่กล้าบอกว่าเป็นการแนะนำ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณครับ เรื่องนี้อยู่ในแผนครับ แต่ตอนนี้มีแฝกไม่พอ ขอปลูกเน้นที่ขอบสระแทนไปก่อนนะครับ (ว่าจะไปปล้นแฝกบ้าน อ.ตั้ม แต่เกรงใจ ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม)
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #234 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 05:50:09 PM »

ผมว่ายังไงก็ควรมีสระนะ
ผมอยูชลบุรี แล้งน้อยกว่าเพชรหน่อย
มีข้อเปรียบเทียบระหว่าง มีสระ กับไม่มีสระหลายอย่าง
1 ระดับน้ำใต้ดิน เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ก่อนบ้านผมไม่มีประปาใช้น้ำจากบ่อน้ำซึมใต้ดินแบบวงซึเมนต์ ระดับน้ำในบ่อน้ำซึมเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังมีสระ
2 สระน้ำไม่แห้งตลอดปี ลึก 4-6เมตร
3 มีแหล่งน้ำสำหรับรดน้ำ
4 มีแหล่งปลา และพืชน้ำ

เรื่องรดน้ำ ผมว่าต้นไม้ใหญ่หาน้ำจากใต้ดินลึก ๆ ได้นะ แต่เราอาจต้องฝึกหน่อย (เรือง Vertical mulch)
พอมีไม้ใหญ่แล้วมันก็จะช่วยเรื่องระเหยน้ำไปเอง ทั้งใบที่หล่นปกคลุม ทั้งต้นบังลมบังแดด ฯลฯ

ผมไม่ได้แย้งเรื่องข้อดีของสระน้ำนะครับ ถ้าแล้งมากๆ เช่น ฝน 600 มม.ต่อปี สระน้ำจะเป็นของฟุ่มเฟือยครับ มีวิธีอื่นมากมายในการเพิ่มระดับน้ำใต้ดิน ส่วนการเลี้ยงปลาแบบประหยัดน้ำมากๆ ก็มีหลายวิธี รวมทั้งการใช้ aquaponic อย่างที่น้องโอ๋ทำอยู่ แต่สำหรับเพชรบุรีที่มีฝนประมาณ 1000 มม. ต่อปี ผมคิดว่ายังมีน้ำเหลือพอให้มีของฟุ่มเฟือยอย่างสระน้ำครับ ใจเย็นๆ นะครับน้องโอ๋ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง สิ่งที่ผมลงมือทำ หรือรูปแบบที่ผมเลือกทำ มันไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะอาจจะเอาไปใช้ที่ที่ดินแปลงอื่นไมได้ สิ่งที่ผมพยายามแชร์คือกระบวนการคิด ฝึกให้คนหัดคิดเป็น แล้วเขาจะไปออกแบบที่ดินของเขาได้เอง ถ้าเขาคิดได้เอง ทำได้เอง สุดท้ายก็ไม่ต้องมีเรา สูงสุดของการถ่ายทอดความรู้คือการที่ผู้เรียนไม่รู้ว่ากำลังเรียน เมื่อนั้นมีเราก็เหมือนไม่มีเรา ไม่มีเราก็เหมือนมีเรา เราอาจจะเป็นเพียง "หัวใจศรัทธาของผองชน" ว่าพวกเขาจะทำได้
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #235 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 05:54:06 PM »

จ้า
ติดตามอยู่ กำลังลุ้นว่าจะออกมารูปแบบใหน

ผมจะสื่อแค่ว่า play safe ไปก่อนแล้วต่อย ๆ เอาแนวคิดเราปรับเข้าไป
ไม่ได้ว่าที่พี่ทำอยู่มันไม่ดีนะ แต่ว่าเรายังขาดประสบการณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2012, 06:05:06 PM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
psit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1052

กินอยู่แค่พอเพียง


« ตอบ #236 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 09:42:33 PM »

ผมไม่ได้แย้งเรื่องข้อดีของสระน้ำนะครับ ถ้าแล้งมากๆ เช่น ฝน 600 มม.ต่อปี สระน้ำจะเป็นของฟุ่มเฟือยครับ มีวิธีอื่นมากมายในการเพิ่มระดับน้ำใต้ดิน ส่วนการเลี้ยงปลาแบบประหยัดน้ำมากๆ ก็มีหลายวิธี รวมทั้งการใช้ aquaponic อย่างที่น้องโอ๋ทำอยู่ แต่สำหรับเพชรบุรีที่มีฝนประมาณ 1000 มม. ต่อปี ผมคิดว่ายังมีน้ำเหลือพอให้มีของฟุ่มเฟือยอย่างสระน้ำครับ ใจเย็นๆ นะครับน้องโอ๋ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง สิ่งที่ผมลงมือทำ หรือรูปแบบที่ผมเลือกทำ มันไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะอาจจะเอาไปใช้ที่ที่ดินแปลงอื่นไมได้ สิ่งที่ผมพยายามแชร์คือกระบวนการคิด ฝึกให้คนหัดคิดเป็น แล้วเขาจะไปออกแบบที่ดินของเขาได้เอง ถ้าเขาคิดได้เอง ทำได้เอง สุดท้ายก็ไม่ต้องมีเรา สูงสุดของการถ่ายทอดความรู้คือการที่ผู้เรียนไม่รู้ว่ากำลังเรียน เมื่อนั้นมีเราก็เหมือนไม่มีเรา ไม่มีเราก็เหมือนมีเรา เราอาจจะเป็นเพียง "หัวใจศรัทธาของผองชน" ว่าพวกเขาจะทำได้
ลึกซึ้งหลาย ๆ ครับ
หัวใจการถ่ายทอดความรู้ หัวใจการเรียนรู้
ต้องให้ได้เยี่ยงนี้แลครับ

ให้ผู้เรียนทำได้คิดได้เองในแบบที่เหมาะกับเขา และสามารถต่อยอดได้ไม่จบสิ้น
แต่ทำยากและทำได้ช้า คนที่เป็นผู้ถ่ายทอดต้องสุดยอดเหมือนกันนะครับ

ผมตามอ่านมาหลายวันแลัว ไม่กล้าแทรกเพราะเกรงจะรกตาท่านอื่น
แต่พอมาเจอตรงนี้อดไม่ได้จริง ๆ ขออนุญาตแทรกนะครับ
เดี๋ยวกลับไปรออ่านต่อครับ
 ยิ้มเท่ห์ อายจัง อายจัง อายจัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2012, 10:18:38 PM โดย psit » บันทึกการเข้า
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #237 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 11:00:51 PM »

อ่านข้อที่ 6.3 การระเหยของน้ำ สรุปได้ใจความว่าเราต้องการที่จะเก็บน้ำไว้ใต้ดินในระดับหนึ่ง ตามธรรมชาติที่สามารถทำได้ในช่วงฝนตก แล้วถ้าหากว่า เราปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ด้านบน (เอาด้านบนก่อนละกันนะคะ พื้นที่ 18 ไร่ปลูกหมดคงไม่ไหว) คิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น แถมลดปัญหาการชะล้างหน้าดินได้อีกด้วย ถ้าปลูกต้นหน้าฝนน่าจะพอไหวนะคะ คุณ teerapan ลองคิดเรื่องนี้บ้างหรือยังคะ ดิฉันว่าน่าสนใจเหมือนกันนะคะ เพราะที่ที่มีอยู่ก็มีความลาดชัน แถมเป็นลูกรัง ตอนนี้ปลูกอ้อย (ให้คุณพ่อปลูกค่ะ) แต่ตัดอ้อยปีนี้แล้วกะว่าจะลงหญ้าแฝกเอาไว้ตอนต้นฝน จะเตรียมเอาไว้ปลูกต้นไม้พวกไม้ผลไว้กินเองค่ะ ขอบอกว่าพื้นที่ท้ายสวนดินดีมากๆ เลยเพราะหน้าดินไหลลงไปกองกันอยู่ตรงนั้น  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

เป็นเพียงข้อคิดเห็นที่อยากร่วมพูดคุยค่ะ ยังไม่กล้าบอกว่าเป็นการแนะนำ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณครับ เรื่องนี้อยู่ในแผนครับ แต่ตอนนี้มีแฝกไม่พอ ขอปลูกเน้นที่ขอบสระแทนไปก่อนนะครับ (ว่าจะไปปล้นแฝกบ้าน อ.ตั้ม แต่เกรงใจ ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม)

ไม่ต้องเกรงใจครับ มาช้าวัวกินหมดนะ ตอนนี้แตกใบใหม่อ่อนๆมาวัวฟาดเรียบ  เสาร์ไหนผ่านมาก็แวะได้เลยครับ อุปกรณ์พร้อม ทั้งเสียมทั้งมีดสับแยกเหง้า นี่ผมก็กำลังจะปลูกเพิ่มอีกสัก50กอครับ ดินที่หนองโพเหนียวมาก จะเอารากแฝกมาพรวนดิน ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
iFreed
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 71


« ตอบ #238 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2012, 11:47:51 AM »

สวัสดีครับพี่ teerapan
ติดตามพี่มาตั้งแต่เว็ปอื่น กระทู้ของพี่คราวนี้ข้อมูลแน่นเอียด
คัมภีร์โสฬสปุรำเนี่ย ผมลองแกะจากต้นฉบับแล้วยังไม่ครบซักที
ขาดไปคำเดียวคือ "ได้พึ่งกัน" จากนี้คัมภีร์โสฬสปุรำเวอร์ชั่นของผมก็สมบูรณ์ซะที
ขอบคุณพี่ teerapan และท่านอื่นๆ ที่แสดงความเห็นในกระทู้นี้
ทำให้ผมได้ออกกำลังสมองบ้าง ไม่งั้นคงเหี่ยวเฉาไปตามอายุขัย
จะทยอยไล่อ่านทีละน้อยจนหมดครับ
นับถือ
นธี
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #239 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2012, 07:52:39 PM »

ไม่ต้องเกรงใจครับ มาช้าวัวกินหมดนะ ตอนนี้แตกใบใหม่อ่อนๆมาวัวฟาดเรียบ  เสาร์ไหนผ่านมาก็แวะได้เลยครับ อุปกรณ์พร้อม ทั้งเสียมทั้งมีดสับแยกเหง้า นี่ผมก็กำลังจะปลูกเพิ่มอีกสัก50กอครับ ดินที่หนองโพเหนียวมาก จะเอารากแฝกมาพรวนดิน ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณจอมยุทธตั้มที่วันนี้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแฝก ทั้งเทคนิคการขุดกอหญ้าแฝก เครื่องมือที่ใช้ การแยกกอ และที่สำคัญช่วยเกลี้ยกล่อมให้คนคุมงบประมาณเข้าใจว่าทำไมต้องซื้อมีด และเครื่องมือเกษตรดีๆ (ราคาก็สูงตามคุณภาพ) ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

นอกจากนั้นจอมยุทธตั้มยังมอบแฝกมา 2 กอ และหญ้าจักรพรรดิ์มาให้ฝึกวิชาขยายพันธุ์หญ้าด้วย  อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 ... 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 [15] 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: