หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 [11] 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 899651 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #160 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 08:31:33 AM »

เพิ่มเติมนิดนึงเรื่องการออกแบบ อย่าไปดูที่ผลลัพธ์เพราะจะต้องดูประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับกิจกรรมของเจ้าของ ดังนั้นแต่ละสวนก็จะได้แบบที่ออกมาแล้วไม่เหมือนกัน  ในตัวอย่างของสวนขี้คร้าน ผมคิดจะสร้างขนำสำหรับใช้ในการทำงานสวน  ไม่ได้เน้นเรื่องการพักผ่อนเป็นรีสอร์ท  เนื่องจากมีเวลาเฉพาะวันหยุด ผมใช้เวลามากไปกับการเดินสำรวจให้ทั่วทั้งพื้นที่ถ้าเป็นไปได้  และมุ่งเน้นเฉพาะบางโซนที่ต้องการการใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น บริเวณที่ปลูกผัก หรือต้นไม้พุ่มขนาดเล็ก ขนำจึงเป็นศูนย์กลางในเก็บเครื่องมือ เมื่อเราสำรวจเจองานที่ต้องกระทำก็จะสามารถเดินทางกลับมาขนำเพื่อเอาเครื่องมือได้ง่าย  เป็นที่พักเวลาเหนื่อย  ผมจึงเอาไม้ผลที่กินทั้งปี หรือต้องดูแลมากหน่อยมาปลูกใกล้บ้าน เอาไม้ผลที่ออกผลปีละครั้งปลูกไกลถัดไป ส่วนไม้ป่าที่ไม่ต้องดูแลมาก ถ้าจะใช้งานได้ก็อีก 10-15 ปีถัดไปก็เอาไปปลูกริมรั้วด้านไกลที่สุด

แนวคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเมืองไทย  ในสมัยเดิมที่ไม่มีระบบชลประทาน  ทำนาปีละครั้ง ชาวนาหลายคนก็มักเอาที่นาไว้ไกลบ้านเพราะไม่ต้องไปทำบ่อยๆ  ที่ใกล้บ้านก็จะปลูกพืชสวนครัว ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์  ในเพอร์มาคัลเชอร์เพียงแต่เอาองค์ความรู้เหล่านี้มาจัดระเบียบ และสอนเป็นหลักสูตรให้กับคนที่ต้องออกแบบระบบ ออกแบบการใช้งานที่ดิน  เพื่อจะได้มีหลักในการออกแบบ  และเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลัง มากกว่าที่จะทำตามๆ คนอื่นโดยไม่เข้าใจว่าทำไม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:19:56 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

pong2510
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 436


โลกสีเขียวยังมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะ


« ตอบ #161 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 06:55:17 PM »


สวัสดีครับพี่กันตพัฒน์  "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ" ฟังดูดีจังจะจำไว้ใช้  ผมไปสวน 1-2 สัปดาห์ครั้ง  คงต้องพึ่งธรรมชาติในการทำงานมากหน่อย  เลยไม่กล้าลงระบบที่ทำงานเร็ว  เพราะถ้ามีอะไรผิดปกติกว่าจะมีโอกาสแก้ไขก็คงสายเสียแล้ว  ถ้าเข้าที่เข้าทางคงจะทดลองระบบ Aquaponics แบบพี่กันตพัฒน์บ้าง (อยากจะทดลองมาก)

ส่วนเรื่อง BioActn ผมมีโอกาสได้ซื้อแล้วนะครับ  ผมกำลังทดลองเรื่อง Vertical Mulch ด้วยการใช้เทคนิคนี้ช่วยในการปลูกต้นไม้ในหน้าแล้งครับ  ได้ผลอย่างไรคงจะค่อยๆ เอามาลงกระทู้ครับ

     ขอให้สำเร็จนะครับ ส่วนเรื่องอะควาทำไปพร้อมกับระบบของเราได้เลยอย่าพึงงง เพราะมันเป็นวิถีทางของปู่ฟูอยู่แล้ว เพียงแต่รูปแบบใครจะนำมาทำเป็นแบบไหนก็ได้ แต่หัวใจของระบบเหมือนกัน เริ่มเลยการเคลื่อนโดยไม่มีวันหยุดนิ่ง ในระบบอะควาคือน้ำ น้ำจะเป็นตัวนำพาสิ่งต่างๆให้เคลื่อนไปอาจจะเป็นโยชน์หรือโทษก็ได้ ไม่มีใครตอบได้หมด ระบบอะควาต้องรวมทุกสิ่งมันถึงจะเดินระบบได้ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดระบบก็ล่มมันเป็นทั้งระบบห่วงโซ่อาหารและไม่ใช่ ไม่มีจุดกำเนิดและไม่มีจุดที่สิ้นสุดเมื่อเดินระบบได้แล้ว เพียงแต่คอยเฝ้าดูว่าอย่าให้ระบบติดขัดตรงไหนแล้วแก้ไข แล้วก็นอนรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เหมือนที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง เปรียบได้กับระบบอื่นการเคลื่อนของน้ำมีหลายรูปแบบ ทั้งน้ำฝน แม่น้ำลำคลอง น้ำค้าง น้ำใต้ดิน แต่ไม่ใช่น้ำหยุดนิ่ง เมื่อเกิดการเคลื่อนย่อมทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่งทั้งที่มีชิวิตหรือไม่มีชีวิต แล้วถ้าการเกิดเคลื่อนนำพาแต่สิ่งทางด้านบวกมากกว่าด้านลบต้นไม้คงเจริญงอกงามน่าดู ถ้าตีโจทย์แตกกระบี่อยู่ที่ใจ เขียนไปเขียนมางงเอง ตกใจ ตกใจ ตกใจ 
บันทึกการเข้า

มีเกิดก็ต้องมีดับ
namneung
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1507


« ตอบ #162 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 09:27:59 PM »

แวะมาแอบสูบเอาความรู้เข้าสมองจร้าพี่นึก 
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #163 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 10:50:05 PM »

5.2 ทิศทางของขนำ(บ้าน)

ก่อนจะเข้าใจทิศทางของบ้านเราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของเราก่อน  ในแถบอากาศหนาวเขาอาจจะต้องการความอบอุ่น  ส่วนตัวผมนั้นขี้ร้อน และมีความขี้คร้านจะไปเรียกช่างมาติดแอร์ที่สวนจึง มีต้องออกแบบบ้านให้มีความเย็น  และจะเน้นเรื่องการออกแบบให้เย็นในฤดูร้อนเป็นหลักใหญ่

ในการดูเรื่องความเย็นนั้นเราจะต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ก่อน ประเด็นแรกคือเรื่องมุมของแสงอาทิตย์  เนื่องจากแกนของโลกเอียงเทียบกับแนวทางการหมุนรอบดวงอาทิตย์  ในแต่ละช่วงเวลาของปีพระอาทิตย์จึงไม่ได้ขึ้นตรงทิศตะวันออก และตกในทิศตะวันตกเป๊ะ  แนวทางการเคลื่อนที่ของตัวอาทิตย์จะเอียงนิดๆ  โดยจะเอียงจากแนวดิ่งมากในพื้นที่ที่อยู่ไกลจุดศูนย์สูตรออกไป และจะเอียงน้อยสำหรับพื้นที่ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์สูตร



ส่วนการเอียงจะขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ทางตอนเหนือ หรือใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถ้าเราอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร  แนวทางเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์จะเอียงไปทางใต้  แต่ทางตอนล่างของเส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศออสเตรเลียจะกลับกันคือเอียงไปทางทิศเหนือ  สำหรับประเทศไทย เราอยู่ทางเหนือของเส้นศูนย์สูตรแนวทางการเคลื่อนของดวงอาทิตย์จึงจะเอียงไปทางใต้  หมายความว่าในตอนเที่ยงวันเงาของแสงแดดจะไม่ได้อยู่ตรงกลางเป๊ะ  แต่เงาจะเอียงไปทางเหนือนิดๆ (เพราะแสงเอียงมาจากทางทิศใต้)  ถ้าเราสร้างบ้านผนังบ้านทางด้านใต้ก็จะโดนแดดมากกว่าทางด้านเหนือ  ถ้าเรากลัวร้อน  เราก็อาจจะต้องพิจารณาให้ชายคาของหลังคาโดยเฉพาะด้านใต้ออกมาไกลเพื่อลดปริมาณแสงแดดที่จะตกกระทบกับผนังทางด้านใต้


ประเด็นที่ 2 เราจะต้องเข้าใจทิศทางของลมในพื้นที่ของตนเอง  จากข้อมูลลมในจังหวัดเพชรบุรีจะพบว่าลมจะพัดจากทิศใต้ไปทิศเหนือประมาณ 8 เดือนใน 1 ปี  ส่วนอีก 4 เดือนในฤดูหนาวจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้


ประเด็นที่ 3 ที่เราต้องเข้าใจเรื่องความชื้นในอากาศ กับความรู้สึกร้อน/หนาวของมนุษย์  สำหรับมนุษย์แล้ว  ถ้าอากาศมีความชื้นมากเวลาอุณหภูมิสูงจะรู้สึกว่าร้อนกว่าปกติ  ส่วนในฤดูหนาวถ้าอากาศยิ่งแห้ง (ชื้นมากจะรู้สึกว่าหนาวกว่าปกติ) แต่ถ้าอากาศชื้นก็จะรู้สึกว่าเย็นกว่าปกติ


หลักการทางวิทยาศาสตร์อธิบายเหตุผลว่าในการลดความร้อนในร่างกายนั้น ร่างกายมนุษย์จะขับเหงื่อออกทางผิวหนัง  เมื่อเหงื่อระเหยก็จะดูดความร้อนแฝงทำให้ร่างกายมนุษย์เย็นลง  แต่ถ้ามีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เหงื่อก็จะระเหยไม่ค่อยได้  ทำให้กลไกในการลดความร้อนของร่างกายแย่ลง  มนุษย์จึงรู้สึกว่าร้อนมากกว่าถ้าระดับความชื้นสัมพัทธ์สูง

ในฤดูหนาวกลไกจะแตกต่างเนื่องจากร่างกายของมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องเหงื่อออกเพือลดความร้อนในร่างกาย  โดยปกติอากาศร้อนสามารถเก็บไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น ดังนั้นหากอุณหภูมิของอากาศลดลงจนถึงจุดๆ หนึ่ง จะเกิด “อากาศอิ่มตัว” (Saturated air) อากาศไม่สามารถเก็บกักไอน้ำไว้ได้มากกว่านี้ หรือกล่าวได้ว่า อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ 100% ดังนั้นหากอุณหภูมิยังคงลดต่ำลงอีก ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว อุณหภูมิที่ทำให้เกิดการควบแน่นนี้เรียกว่า “จุดน้ำค้าง” (Dew point)  ในหน้าหนาวที่ชื้นเราจึงมักจะเห็นปรากฎการณ์ "หมอก" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความชื่้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง  โดยที่มนุษย์เราจะรู้ด้วยหรือไม่ก็ตาม  ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงในอากาศส่วนหนึ่งจะกลั่นตัวเป็นชั้นน้ำบางๆ ที่ผิวหนัง หรือเสื้อผ้าที่เราสวมใส่  ทำให้เกิดกลไกคล้ายๆ กับเหงื่อคือจะดูดความร้อนแฝงจากร่างกายของมนุษย์ไปทำให้น้ำที่ผิวหรือเสื้อผ้าระเหยกลายเป็นไอ  ดังนั้นเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงมากในฤดูหนาวมนุษย์จะรู้สึกเย็นมากกว่า กรณีที่อุณหภูมิต่ำและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำด้วย

หากเราเอาเรื่องความชื้นในฤดูร้อนมาเล่นเราจะสังเกตุว่าการที่เรามีบ้านติดริมน้ำมากๆ โดยเฉพาะริมน้ำที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ปกคลุมน้ำ จะทำให้มีไอน้ำระเหยขึ้นมาเหนือผิวน้ำมีความชื้นสูง  เมื่อความชื้นเหล่านั้นเข้ามาในบ้านก็จะทำให้เรารู้สึกร้อนมากกว่าบ้านที่ไม่ได้อยู่ติดน้ำ  แต่ในสภาพปกติที่เราไม่ได้สร้างบ้านติดแหล่งน้ำโดยตรงลมจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเร่งการระเหยของน้ำ และพัดพาเอาความชื้นออกไป  ในระหว่างที่น้ำระเหยจากอิทธิพลของลมก็จะมีการดึงเอาความร้อนแฝงในอากาศไปใช้ในการระเหยทำให้อุณหภูมิในอากาศบริเวณนั้นเย็นลง

ดังนั้นถ้าเราต้องการให้บ้านเย็นเราควรจะออกแบบให้บ้านยอมให้ลมไหลได้สะดวกในฤดูร้อน  ส่วนในฤดูหนาว ถ้าเรากังวัลเรื่องความหนาวเย็นมากก็ความจะต้องมีแนวกันลม (จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือสำหรับสวนขี้คร้านในจังหวัดเพชรบุรี)  ถ้าเราชอบอากาศเย็นก็ไม่ต้องไปทำอะไรมากปล่อยมันตามธรรมชาติ  เมื่อรวมกับข้อมูลทิศทางลมในฤดูร้อนที่เพชรบุรีเราควรจะเลือกทิศของบ้านที่ยอมให้อากาศไหลจากทิศใต้ผ่านเข้าตัวบ้าน และไหลออกไปทางทิศเหนือได้ดี  เพื่อให้มีพื้นที่รับลมเยอะๆ ผมจึงเลือกแบบบ้านที่มีด้านที่ยาวกว่าอยู่ในแนวตะวันออก - ตะวันตก  ทำให้ด้านยาวขวางทางลมที่ไหลมาจากทางใต้เป็นส่วนใหญ่ (8 เดือน)

เรื่องถัดมาที่เราต้องเข้าในคือธรรมชาติของต้นไม้ที่เราปลูก  ถ้าเราเลือกปลูกต้นไม่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งช่องลมของบ้าน  ต้นไม้จะไปบังลม  ทำให้ลมไหลไม่สะดวก  แทนที่จะเย็นกลับจะร้อน  ถ้าต้นไม้มีพุ่มสูงกว่าทางเข้าของลมทางด้านใต้ก็จะทำให้เป็นการพัดเอาอากาศเย็นใต้พุ่มไม้เข้าบ้านทำให้เย็นกว่าปกติ


ดังนั้นในการออกแบบจึงควรปลูกต้นไม้ที่มีทรงสูง และต้นล่างโปร่งอยู่ทางด้านทิศใต้  เพื่อทำให้บ้านเย็นขึ้น

ส่วนในด้านทิศตะวันตก และทิศตะวันออกจะร้อนอยู่ประมาณครึ่งวัน และไม่ได้เป็นทิศทางของลม  เราอาจจะเลี่ยงการรับความร้อนจากทั้งสอง 2 ทิศด้วยการเลี่ยงการสร้างหน้าต่าง หรือประตูที่จะให้แสงอาทิตย์ส่องแสงเข้ามาทำให้ภายในตัวบ้านร้อน หรือเลือกห้องที่เราจะไม่ได้ทำกิจกรรมนานๆ อยู่ทางผนังของทั้ง 2 ทิศ  ซึ่งโดยปกติอากาศในบ้านเราจะมีแสงร้อนกว่าในช่วงบ่ายทำให้ผนังทิศตะวันตกจะร้อนมากกว่าทิศตะวันออก  ถ้าเลือกได้เราควรออกแบบให้ห้องน้ำซึ่งเราต้องการให้อากาศร้อนมาทำให้ห้องน้ำแห้ง ลดการเกิดเชื้อรา อยู่ทางด้านทิศตะวันตก

นอกจากนั้นในทิศตะวันตก / ตะวันออกเรายังสามารถเลือกปลูกต้นไม้ที่ไม่ต้องการแสงจัด (เพราะเงาของตัวบ้านจะบังแสง ทำให้ต้นไม้ได้รับแสงประมาณครึ่งวัน) ต้นไม้ก็จะช่วยลดปริมาณแสงที่จะตกกระทบผนังทั้งสองด้านช่วยลดความร้อนภายในบ้าน  และอีกทางเลือกหนึ่งแทนการปลูกต้นไม้คือทำระแนงไม้เลื้อย

 
แนวคิดเรื่องระแนงไม้หากทำขนาดใหญ่จะเรียกว่า shade house  ซึ่งถ้าเราทำอยู่ทางด้านทิศใต้ก็จะมีผลคล้ายๆ กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ทางด้านทิศใต้  ทำให้อากาศที่ไหลเข้าบ้านจากทางทิศใต้เย็นมากขึ้น


เมื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ประกอบกับความขี้คร้านในการติดแอร์ ผมจึงเลือกแบบบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ มีประตูหน้าต่างมากในทิศเหนือใต้  ด้านหลังของบ้านทางด้านใต้ที่เปิดประตูรับลมก็จะมีการต่อชายคายออกไปอีกเพื่อให้บริเวณประตูหลังไม่โดนแดดจากทางด้านทิศใต้ในระยะสั้น  ระหว่างนั้นก็หาต้นไม้ใหญ่มาปลูกในทางด้านทิศใต้เพื่อให้ร่มเงาในระยะยาวต่อไป  ด้านทิศตะวันตกจะเป็นตำแหน่งห้องน้ำ และครัวอยู่ทางด้านทิศตะวันออก  ส่วนผนังทั้งด้านทิศตะวันตก และตะวันออกจะลอดการโดนแสงแดดโดยจะไม่มีประตู  และเลือกใช้หน้าต่างแบบทีบแสง

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 22, 2014, 04:54:55 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #164 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 11:16:51 PM »

องค์ความรู้ในเรื่องเดียวกันสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำอาคารอื่นๆ เช่น เล้าสัตว์  ตัวอย่างเช่นในแถบอากาศหนาว เช่น ประเทศเกาหลี การสร้างเล้าสัตว์เขาจะทำในแนวเหนือ-ใต้ (ดูรูป)  เพราะว่าเขามีปัญหาเรื่องต้นทุนในการทำให้สัตว์อุ่นในฤดูหนาว



การออกแบบในลักษณะนี้จะทำให้ทั้งทุกคอกได้รับแสงเหมือนๆ กัน  ไม่มีคอกใดคอกหนึ่งหนาวจนเกินไป  ลมหนาวซึ่งพัดในแนวเหนือใต้ก็จะพัดได้ไม่สะดวก  แต่...หากเราเอามาใช้ในประเทศไทยซึ่งอากาศร้อน  เราจะคิดต่างทันที  เราจะทำคอกในแนวตะวันออก - ตะวันตก  เพื่อให้ลมจากทางทิศใต้ไหลเข้าทุกคอก อากาศถ่ายเทได้ดีทุกคอก ช่วยคลายร้อนกับสัตว์ในคอก  ส่วนปัญหาที่มีบางคอก (ทางด้านตะวันออก) ร้อนในช่วงเช้า  บางคอก (ทางด้านตะวันตก) ร้อนในช่วงบ่าย  เราอาจจะบรรเทาได้ด้วยการทำม่านบังแดดเพิ่มเติมในด้านข้างของอาคาร หรือปลูกต้นไม้ช่วยบังแดด  (ถ้าเป็นแบบเกาหลี  ที่บังแดดจะอยู่ด้านหน้า/ด้านหลังคอก)

ดังนั้นการออกแบบเราต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ด้วย จะ copy แบบเขามาอย่างเดียวไม่ได้  ต้องคอยเตือนตัวเองว่า "ถ้ารักษ์จะขี้คร้านต้องหมั่นสังเกตุ"


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2014, 11:26:06 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
Magnum (rew)
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4894



« ตอบ #165 เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2012, 03:27:12 PM »

บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน




สงสัยเรื่้องของขอบๆทั้งสี่ด้านที่แบ่งเป็น8ช่องครับ มันคืออะไรเอ่ย
หรือช่องประตูรั้วครับ



ดังนั้นการออกแบบเราต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ด้วย จะ copy แบบเขามาอย่างเดียวไม่ได้  ต้องคอยเตือนตัวเองว่า "ถ้ารักษ์จะขี้คร้านต้องหมั่นสังเกตุ"


อิ อิ แบบนี้บ้านผมเรียกว่าวางแผนครับ หากเสียเวลาวางแผนเยอะ ทุ่มสมองไปมาก
เวลาลงมืิอทำจะสบายครับ ไม่วางแผนนี่ แก้ปัญหากันไปเรื่อย
บันทึกการเข้า


สิ่งที่น่าสังเวชของมนุษย์
หาใช่ความเสื่อมถอยของสังขารไม่
แต่คือความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #166 เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2012, 03:54:16 PM »

บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน




สงสัยเรื่้องของขอบๆทั้งสี่ด้านที่แบ่งเป็น8ช่องครับ มันคืออะไรเอ่ย
หรือช่องประตูรั้วครับ
ถูกต้องแล้วครับน้องเอ็ม ด้านนอกจะเป็นช่องที่เราจะเจาะเป็นประตูรั้ว  โดยจะคล้ายกันคือให้แบ่งความยาวของแนวรั้วแต่ละทิศออกเป็น 8 ส่วน แต่ละส่วนจะมีคำทำนายในคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว  อ่านๆ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเข้าใจแนวคิดเบื้องหลัง  ฟังดูเป็นไสยศาสตร์ล้วนๆ  ต่างกับฮวงจุ้ยที่ดูเหมือนจะสามารถอธิบายด้วยหลักการในธรรมชาติได้บ้าง  แต่..ไม่เชื่ออย่าลบหลู่... ผมเองกลับไปดูตำแหน่งบ้าน/รั้วของเจ้าของสวนเดิม ปรากฎว่าเขาสร้างกระท่อมอยู่ตำแหน่งริมของโกสัมภี (อยู่เร่งไข้)  แม้นว่าจะเกือบเป็นตำแหน่งราชเสมา  แต่ก็ยังอยู่ในตำแหน่งโกสัมภี (อยู่เร่งไข้)   ส่วนรั้วของเขาอยู่ตำแหน่ง "เสียของ" แบบเต็มๆ  ปรากฎว่าเจ้าของเก่าขายสวนให้เพราะคุณลุงเขาไม่สบาย ควบคุมกล้ามเนื่อไม่ค่อยได้ทำให้พักอยู่ที่สวนได้ไม่สะดวก เริ่มไม่ปลอดภัยในการขับรถเดินทางเข้าออกสวน และคุณป้าก็ขับรถไม่เป็น  คุณป้าภรรยาของคุณลุงเลยขายที่ดินย้ายลงไปอยู่ที่ดินอีกแปลงในเมือง   พอผมอ่านเจอแบบนี้ก็เลยย้ายตำแหน่งทั้งรั้ว และตำแหน่งสร้างขนำจากตำแหน่งเดิมโดยทันที อาจจะฟังดูไม่มีเหตุผล  แต่ดันไปได้ยินเรื่องตำรานี้มาจากที่อาจารย์เดชาสอนคุณอุ้ม ก็เลยเลือกหลบตำแหน่งที่อัปมงคลเพื่อความสบายใจ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 04, 2012, 09:23:46 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #167 เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2012, 06:03:02 PM »

5.3 สไตล์ของหลังคาขนำ(บ้าน)

เนื่องจากตามธรรมชาติของอากาศร้อนจะลอยจากที่ต่ำสู่ที่สูง  การเลือกชนิดของหลังคาก็จะมีผลต่อการระบายความร้อนของบ้าน  และอาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศร้อนภายในบ้าน  เรามาลองพิจารณาหลังคาสไตล์ต่างๆ และข้อดีข้อเสียดังนี้

1. หลังคาแบน (Slab หรือ Flat roof)


หลังคาแบบนี้มักจะทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นหลังคาที่แพร่เข้ามาในยุคของ Modern โดยสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยบนหลังคา เช่น นั่งเล่นพักผ่อน ตากเสื้อผ้า ปลูกต้นไม้ และทำให้บ้านของเราดูทันสมัย เพราะการออกบ้านสมัยใหม่ทั่วไปในปัจจุบันไม่ต้องการให้มองเห็นตัวหลังคาของบ้าน ซึ่งทำให้การออกแบบหลังคาและตัวบ้าน สามารถทำได้หลากหลายมากขึ้น

ข้อด้อยของหลังคาแบน คือ เวลาอากาศร้อนลอยขึ้นไปจะไม่มีทางออก  จะต้องคอยให้มีลมพัดผ่านเพื่อนำพาอากาศร้อนออกไป  นอก
จากนั้นหลังคาแบนส่วนมากจะทำด้วยคอนกรีตซึ่งจะทำให้สะสม ความร้อนในเวลากลางวันแล้ว พอตกกลางคืนอากาศเริ่มเย็นลง จะทำให้เกิดการคายความร้อนของคอนกรีตออกมา ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกร้อนอบอ้าว และการที่หลังคาแบนมีความลาดเอียงน้อย น้ำฝนจึงมักขังอยู่บนหลังคาได้ง่าย จึงควรมีระบบการระบายน้ำที่ดีด้วย เพราะถ้าน้ำขังเป็นเวลานานๆ จะทำให้โครงสร้างเริ่มผุกร่อนและรั่วซึม ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ควรที่จะปูฉนวนกันร้อนและติดแผ่นกันชื้นด้วย  แต่ถ้าเป็นไปได้ก็จะไม่แนะนำหลังคาแบบนี้เพราะที่บ้านของคุณแม่ก็มีส่วนต่อเดิมที่ทำแบบนี้ซึ่งต้องซ่อมแซมกันหลายรอบ  และเวลาฝนตกหนักๆ ก็ยังมีปัญหาน้ำไหลย้อนกลับเข้ามาใต้ฝ้าได้ง่าย

2. หลังคาเพิงแหงน (Lean To) หรือที่เรามักเรียกว่า หลังคา เพิงหมาแหงน


เป็นหลังคาที่มีองศาลาดเอียงไปด้านเดียว เหมาะสมสำหรับบ้านขนาดเล็ก เนื่องจากก่อสร้างง่าย รวดเร็ว ราคาประหยัด การรั่วซึมน้อยกว่าแบบอื่นๆ หลังคาเพิงแหงน มักใช้ในงานก่อสร้างชั่วคราว หรืองานต่อเติมอาคารง่ายๆ แต่สมัยนี้ บ้านเดี่ยวสไตร์โมเดิร์น ก็นิยมทำเหมือนกัน  ข้อดีของหลังคาชนิดนี้คืออากาศร้อนใต้หลังคาจะลอยออกไปได้สะดวกทำให้อากาศที่เย็นกว่าไหลเข้ามาแทนที่โดยไม่ต้องรอการไหลของลม  ทำให้หลังคาเย็นกว่าหลังคาแบบแบน

ข้อควรระวังคือหลังคาต้องมีองศาความลาดเอียงมากพอ ที่จะระบายน้ำฝนออกได้ทันไม่ไหลย้อนซึมกลับเข้ามาได้โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชันจากขนาดของหลังคา วัสดุมุงหลังคา และระยะซ้อนของหลังคา เป็นต้น  นอกจากนั้นหลังคาแบบเพิงหมาแหงนธรรมดาจพบังแดดและฝนได้ทิศทางเดียว  การดัดแปลงให้มีหลังคาอีกด้านก็จะช่วยลดปัญหาฝนสาดจากด้านหน้า (ดูรูป)

3. หลังคาจั่ว หรือ หลังคามนิลา (Gable Roof)


หลังคาจะมีความลาดเอียงอยู่ 2 ด้านชนกัน โดยให้สันสูงอยู่กลาง เป็นรูปทรงที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เนื่องจากหลังคาจั่วมีรูปทรงที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศเขตศูนย์สูตรอย่างบ้านเรา  สามารถป้องกันฝนได้ 2 ด้าน เนื่องจากมีฝนตกชุกหลังคาจั่วสามารถระบายน้ำฝนออกไปได้เร็ว และป้องกันแดดได้ดี เนื่องจากชายคายื่นยาวทั้งสองด้าน  อากาศร้อนใต้หลังคาจะไหลออกทางด้านหน้า และหลังของหน้าจั่วได้  แต่ถ้าหลังคายาวมากก็จะระบายความร้อนได้น้อยกว่าแบบเพิงหมาแหงน

เพื่อแก้ปัญหาการระบายของอากาศร้อนใต้หลังคา จึงมีการพัฒนาเป็นหลังคา 2 ชั้น  เพื่อให้มีทางไหลออกของอากาศร้อนตลอดแนวยาวของด้านบนหลังคา  แต่หลังคา 2 ชั้นก็จะมีต้นทุนการทำหลังคาสูงขึ้น และอาจมีปัญหาฝนสาดถ้าส่วนซ้อนทับกันไม่มากพอ


4. หลังคาปั้นหยา (Hip Roof)


ปัจจุบันจะนิยมทำหลังคาทรงปั้นหยากันมาก เพราะ ลักษณะของหลังคาปั้นหยานั้น จะมีด้านลาดเอียงของหลังคา 4 ด้าน ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ป้องกันแดดและฝนได้ทุกด้านของบ้านอีกด้วย ทำให้ตัวบ้านไม่ปะทะกับลมฝนและแสงแดดที่มากเกินไป อีกทั้งยังเป็นหลังคาที่มีรูปทรงภูมิฐานมั่นคงสง่างาม

ข้อด้อยคือราคาแพง เนื่องจากมีรายละเอียดเยอะกว่าหลังคาชนิดอื่นๆ จุดเชื่อมต่อมากมายบนหลังคา อาจทำให้เกิดปัญหาการรั่วซึมได้ง่าย จึงจำเป็นต้องใช้ช่างที่มีฝีมือพอสมควรในการก่อสร้าง  และมีปัญหาในเรื่องการระบายอากาศร้อนใต้หลังคา  แต่ก็มีการพัฒนาแบบประยุกต์ให้หน้าจั่ว ทำให้สามารถติดตั้งช่องระบายอากาศได้ แต่แบบที่ซับซ้อนขึ้นก็จะยิ่งมีราคาแพงมากขึ้น  และมีโอกาสฝนสาดเข้าทางหน้าจั่วได้มากกว่า


5. หลังคาทรงอิสระ (Free Form Roof) เป็นหลังคาที่อาจไม่จัดอยู่ในรูปทรงเรขาคณิตก็ว่าได้ สามารถออกแบบ ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับการออกแบบของสถาปนิกแต่ละท่านว่า ต้องการก่อให้เกิดรูปทรงแปลกตามากเพียงใด แสดงถึงรสนิยมของเจ้าของบ้านอย่างแท้จริง  แต่มีข้อด้อยที่ว่าวัสดุมุงหลังคานั้นหายาก ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า เนื่องจากบ้านเรายังไม่สามารถผลิตเองได้ ทำให้วัสดุมีราคาสูง ด้วยรูปทรงหลังคาที่แปลกตา หากช่างไม่มีความชำนาญพอ จะทำความเสียหายแก่หลังคาได้ และอาจก่อให้เกิดการรั่วซึมได้ง่าย

นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาเรื่องอากาศร้อนใต้หลังคา อาจจะแก้ไขได้ด้วยการติดตั้งลูกหมุนระบายอากาศ เป็นระยะๆ ตามขนาดของหลังคา  แต่ลูกหมุนดังกล่าวราคาอย่างน้อย 2 พันกว่าบาท (ขึ้นอยู่กับขนาด) ทำให้ต้นทุนของหลังคาสูงขึ้น  และต้องการการดูแลรักษาซ่อมบำรุงมากกว่าโครงสร้างหลังคาปกติ (เนื่องจากมีส่วนที่เคลื่อนไหวได้)  ปกติจึงนิยมติดตั้งเพื่อแก้ไขปัญหาในภายหลังมากกว่าที่จะออกแบบติดตั้งลูกหมุนตั้งแต่การก่อสร้างครั้งแรก


เมื่อเข้าใจธรรมชาติของหลังคาแล้วความจริงก็อยากได้หลังคาสไตล์ปั้นหยา  แต่ติดที่มีงบสร้างขนำประมาณ 2 แสนบาท ถ้าไปหมดงบกับหลังคามากก็จะเหลืองบทำอย่างอื่่นน้อย (เฉพาะวัสดุของหลังคาก็หมื่นแล้วครับ)  จึงขอลดทอนมาเป็นหลังเพิงหมาแหงนแบบมีหลังคาสั้นๆ เป็นกันสาดด้านหน้า  เพราะว่าใช้เหล็กโครงสร้างหลังคาน้อย  ผมลดโครงสร้างด้วยการสั่งเสาตรงกลางสูงกว่าเสาตรงปลายหลังคา ทำให้ประหยัดโครงสร้างเหล็กไป  ส่วนชนิดกระเบื้องก็เอาแบบลอนคู่ ไม่กล้าเอาซีแพคเพราะว่าใช้งบเยอะทั้งโครงสร้างหลังคาที่ต้องใหญ่ขึ้น และกระเบื้องที่แพงกว่าโดยไม่มีผลในเรื่องความร้อนเย็นในบ้านมากนัก



เมื่อทำโครงหลังคาเสร็จก็ยังมีการเสริมด้วย แผ่นฟอลย์ (ราคาไม่แพงมาก แต่จำราคาไม่ได้แล้ว) ก่อนการปูกระเบื้อง  เพื่อให้อากาศร้อนอยู่ระหว่างกระเบื้อง และฟอยล์มากกว่าจะกระจายลงมาด้านล่าง  ส่วนใต้หลังคาก็ยังมีการทำฝ้าเพดานอีกชั้นแต่ไม่ได้รองด้วยฉนวนกันความร้อนใต้ฝ้าอีกชั้นเพราะว่ามีราคาค่อนข้างสูง  แต่เห็นจากกระทู้คุณเอ๊ะแล้ว  ยังเสียดายว่าน่าจะลองพิจารณาใช้โฟมที่มีราคาถูกมาปูเหนือฝ้าอีกที  แต่แค่นี้บ้านก็ค่อนข้างเย็นในหน้าร้อนแล้ว  จึงยังไม่ได้เดือนร้อนติดตั้งโฟมเหนือฝ้าอีกชั้นนึง



อีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีผลต่อความเย็นบ้านคือความสูงของเพดาน  ในกรณีที่เราจะติดแอร์ เราจะไม่อยากมีเพดานสูงเพราะว่าจะต้องใช้แอร์ที่มี BTU เยอะๆ แต่ในกรณีขี้คร้าน ไม่ติดจะแอร์แบบผมก็ควรจะเลือกให้บ้านทรงสูงขึ้นอีกสักนิด  ถ้าโชคดีเจอช่างที่รับเหมาตามพื้นที่ที่ดินเป็นตารางเมตรเหมือนผม  แต่เขาไม่ได้สนใจว่าจะต้องก่อผนังสูงแค่ไหน  ก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม ส่วนค่าวัสดุเพิ่มขึ้นก็อีกไม่มากนัก แต่ค่อนข้างคุ้มเพราะจะทำให้เย็นกว่าบ้านเพดานเตี้ยเนื่องจากมีพื้นที่ให้อากาศที่ร้อนกว่าลอยสูงขึ้น และระดับที่เราอยู่อาศัยก็จะอยู่ไกลจากหลังคามากขึ้น

ปล.ตอนที่สร้างขนำยังไม่เข้าหน้าแล้ง  เพื่อนๆ คงเข้าใจได้ว่าต้นไม้เขียวแบบนี้ล่ะผมเลยตัดสินใจซื้อที่ดินเร็วไปหน่อย  โกรธ โกรธ โกรธ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 22, 2014, 04:55:35 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #168 เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2012, 06:45:13 PM »

เห็นด้วยกับอาคารที่มีหลังคาสูงแหลม  เพราะอากาศถ่ายเทดี ความร้อนระบายดี  ไม่ร้อน  เหมือนทรงหลังคาโบสถ์   ผมสังเกตุว่าเวลาเข้าไปในโบสถ์ มันช่างเย็นดี ทั้งที่ไม่ติดแอร์  และยังป้องกันลมพัดหลังคาพังได้ดีด้วย   ผมสร้างไว้หลังนึง  กลางทุ่ง 
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #169 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2012, 11:52:37 PM »

5.4 พื้นบ้านสำคัญไฉน

ก่อนจะไปถึงเรื่องพื้นบ้าน  ขออธิบายคำศัพท์ "ความจุความร้อน" ก่อน  คำว่าความจุความร้อนไม่เหมือนกับคำว่า "ฉนวนความร้อน" แต่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเหมือนกัน

ค่า "ความจุความร้อนจำเพาะ" หมายถึงพลังความร้อนต่อน้ำหนักของวัสดุที่ต้องใช้ในการทำให้วัสดุแต่ละชนิดมีอุณหภูมิสูงขึ้น อาจมีหน่วยเป็นแคลอรีต่อกรัมต่อองศาเซลเซียส หรือจูลส์ต่อกรับต่อองศาเคลวิล  ส่วน"ความจุความร้อน" จะต้องคูณด้วยขนาดของน้ำหนักของวัสดุนั้นๆ  ถ้าวัสดุค่าความจุความร้อนจำเพาะสูงหมายความว่าต้องใช้พลังงานมากในการทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนไป (ไม่ว่าเพิ่มขึ้น หรือลดลง)

ส่วนคำว่า "ค่าฉนวนความร้อน" หรือ "ค่าการนำความร้อน" หมายถึงความสามารถของวัสดุในการให้พลังงานความร้อนไหลผ่านตัวมันเอง  หมายความว่าค่าการนำความร้อนยิ่งน้อยยิ่งมีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนความร้อนที่ดี ถ้าลองมาพิจารณาวัสดุต่างๆ จะมีค่าดังนี้  


วัสดุความจุความร้อนจำเพาะ (J/g.K)การนำความร้อน (W/mK)
เหล็ก0.45052
ดิน0.8000.3-0.9
ทราย0.8352.0
อิฐมอญ0.8400.6-0.7
กระจก0.8400.8
คอนกรีต0.8802.0
หิน0.9200.04
ยางมะตอย0.9200.7
ยิมซั่ม1.0900.23-0.45
อากาศ1.0120.023
ไม้1.2 - 2.30.14-0.17
น้ำ4.18130.58

เมื่อพิจารณาค่าของวัสดุต่างๆ มีข้อสังเกตุหลายเรื่อง เช่น
- อากาศมีค่าความจุความร้อนสูงกว่าวัสดุก่อสร้างทั่วไปเล็กน้อย  แต่มีค่าการนำความร้อนต่ำมาก หมายความว่าอากาศเป็นฉนวนความร้อนที่ดีมาก  จึงมีการใช้เทคนิคการทำผนัง 2 ชั้นโดยมีอากาศอยู่ตรงกลางเพื่อให้ผนังมีความเป็นฉนวนความร้อนมาก  แต่ก็จะเพิ่มต้นทุนค่าก่อสร้างให้มากไปด้วย

- น้ำมีค่าความจุความร้อนที่สูงมากกว่าวัสดุอื่นมาก

- เหล็กมีค่าความจุความร้อนที่น้อย แต่มีค่าการนำความร้อนที่สูง หมายความว่าเมื่ออุณหภูมิด้านนอกสูง เหล็กจะส่งผ่านความร้อนเข้ามาด้านในบ้านได้ดี  แต่ถ้าอุณหภูมิข้างนอกเปลี่ยนแปลง (เช่น อากาศเย๊นลงหลังพระอาทิตย์ตก) เหล็กก็จะปรับอุณหภูมิตามได้อย่างรวดเร็ว  พูดง่ายๆ ถ้าสร้างบ้านด้วยเหล็ก  อุณหภูมิภายในจะพอๆ กับภายนอก  จึงไม่น่าแปลกในที่หลังคาสังกะสี หรือ หลังคาเมทัลชีทจะทำให้อุณหภูมิใต้หลังคา ร้อนมากกว่าหลังคากระเบื้อง

- คอนกรีต และอิฐ มีค่าความจุความร้อนพอๆ กัน แต่คอนกรีตมีค่าการนำความร้อนมากกว่าอิฐ น่าจะเป็นเพราะในเนื้อของอิฐจะมีอากาศเป็นองค์ประกอบอยู่  โพรงอากาศในก้อนอิฐโดยทั่วไปจะเกิดจากการที่วัสดุที่ผสมในดินตอนปั้นอิฐ เช่น แกลบ เมื่อถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูงจะสลายตัวทำให้เกิดโพรงอากาศ  ผนังบ้านที่ทำจากอิฐจึงมีความเป็นฉนวนมากกว่าผนังที่หล่อจากคอนกรีต  ในปัจจุบันยังได้มีการใช้เทคนิคในการผลิตอิฐที่มีโพรงอากาศมากกว่าปกติเรียกว่า อิฐมวลเบา  ซึ่งจะมีคุณสมบัติความเป็นฉนวนความร้อนมากกว่าอิฐมอญแต่มีราคาสูงกว่า  มีการนำเอาอิฐมวลเบามาใช้ในบ้านประหยัดพลังงานงาน แต่ถ้าต้องการลดต้นทุนการก่อสร้างก็อาจจะเลือกใช้อิฐมวลเบาเป็นบางผนัง เช่น ใช้เฉพาะห้องที่จะติดแอร์ ใช้เฉพาะผนังด้านตะวันตกหรือใต้ (ตามเหตุผลในหัวข้อ 5.2 ในประเทศไทย ผนังด้านใต้จะร้อนกว่าด้านเหนือ และผนังด้านตะวันตกจะร้อนกว่าตะวันออก)

- ยิบซั่มมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำ จึงนิยมมาใช้ทำฝ้าเพดานเพื่อป้องกันความร้อนจากหลังคา  หรือใช้เป็นผนังมวลเบาเพื่อกั้นห้อง  แต่ไม่นิยมใช้กับผนังภายนอกเพราะไม่ทนการเปียกน้ำ

- ดินมีค่าการนำความร้อนต่ำกว่าคอนกรีต จึงไม่น่าแปลกในที่บ้านดินจะเย็นกว่า เพราะคุณสมบัติความเป็นฉนวนของดินจะช่วยชะลอไม่ให้อุณหภูมิภายในสูงเท่ากับภายนอกเร็วจนเกินไป

- หินมีค่าความจุความร้อนที่สูงกว่าวัสดุก่อสร้างทั่วไป แต่กลับมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำ  บ้านที่ทำจากหินจึงจะร้อนช้ากว่าบ้านที่ทำจากคอนกรีต  ด้วยเหตุผลเดียวกันอากาศภายในถ้ำหินถึงเย็นกว่าภายนอก

ถ้าจะถามว่าแล้วเราต้องการบ้านที่มีวัสดุแบบไหน  คำตอบคงจะขึ้นกับสภาพอากาศที่เราอยู่  โดยทั่วๆ ไป เราต้องการให้บ้านมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำ (เป็นฉนวนความร้อน) ในทุกๆ สภาพอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในบ้านไม่ให้เปลี่ยนแปลงมาก  ส่วนที่จะต่างกันคงจะเป็นเรื่องค่าความจุความร้อนของบ้าน  ในภูมิอากาศหนาวอย่างในยุโรบ พวกเขาต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำให้อากาศภายในบ้านอบอุ่นในฤดูหนาว พวกเขาจึงอยากได้บ้านที่ช่วยลดการใช้พลังงานดังกล่าว  จึงต้องการบ้านที่มีความจุความร้อนสูง  ทั้งนี้เนื่องจากบ้านที่มีความจุความร้อนสูงตัวบ้านจะค่อยๆ ร้อนอย่างช้าๆ ในตอนกลางวัน (เพราะต้องใช้พลังงานมากในการทำให้วัสดุร้อนขึ้น) ทำให้อากาศตอนช่วงเช้าภายในบ้านจะเย็น  แต่คนจะออกไปรับแดดข้างนอกบ้านจึงไม่ค่อยเดือดร้อนมากนัก  และเมื่ออากาศเย็นตัวลงหลังพระอาทิตย์ตกดิน  ก็อุณหภูมิในวัสดุก็จะไม่เย็นตามอากาศภายนอกทันที  แต่จะค่อยๆ ลดอุณหภูมิลง ทำให้ภายในบ้านอบอุ่นเมื่อเทียบกับอุณหภูมิภายนอก  ทำให้ไม่ต้องรีบเปิดเครื่องทำความร้อนในหน้าหนาว  ชาวตะวันตกจึงเลือกใช้วัสดุที่มีค่าความจุความร้อนสูงอย่างคอนกรีตมาเป็นวัสดุในการสร้างบ้าน  ข้อสังเกตถัดมาคือน้ำมีค่าความจุความร้อนสูงมากเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ และน้ำก็มีอยู่ในพื้นดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งชั้นดินที่ลึกลงไป  ในการเทปูนพื้นบ้านชาวตะวันตกจึงนิยมให้พื้นปูนสัมผัสดินที่มีความชื้นเพื่อให้ได้ค่าความจุความร้อนสูงขึ้น  รวมทั้งความชื้นในดินจะซึมเข้ามาในเนื้อของวัสดุก็จะทำให้ความจุความร้อนสูงขึ้น  ในบางครั้งหากต้องการสัมผัสดินที่ชื้นเข้าไปอีกก็จะทำห้องใต้ดินที่ยิ่งมีความจุความร้อนดีขึ้นไปอีก  ห้องใต้ดินจึงมีความอบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นในฤดูร้อน แต่มีความชื้นและมีเชื้อราได้ง่ายจึงไม่นิยมใช้เป็นห้องนอน  แต่จะใช้เป็นห้องเก็บของ และช่วยเพิ่มความจุความร้อนรวมให้กับบ้าน

ส่วนในเมืองเขตร้อน เราจะต้องการสิ่งตรงกันข้าม เราต้องการให้บ้านเย็นเร็วๆ หลังพระอาทิตย์ตกเพื่อจะได้มีอุณหภูมิภายในบ้านเย็นสบายเหมาะกับการนอนในเวลาค่ำคืน รูปแบบบ้านเดิมๆ ในเขตร้อนจึงมักจะเป็นบ้านยกพื้นสูงเพื่อไม่ให้สัมผัสดิน จะได้ลดค่าความจุความร้อน และเลือกใช้วัสดุที่เป็นฉนวนความร้อน เช่น ไม้  จะสังเกตว่าความจริงแล้วค่าความจุความร้อนของไม้จะสูงกว่าปูนคอนกรีต แต่ในการก่อสร้างด้วยไม้จะมีรูโปร่งตามรอยต่อทำให้ไม่ทึบเหมือนบ้านปูน จึงสามารถระบายความชื้นได้ดีกว่า  กอปรกับการยกพื้นสูงมีส่วนช่วยในการลดความจุความร้อนอย่างมาก

ในปัจจุบันคนในภูมิภาคเขตร้อนต่างได้รับอิทธิพลการสร้างบ้านตามแบบอย่างชาวตะวันตก  บ้านปูนซึ่งแข็งแรงกว่าบ้านไม้จึงได้รับความนิยมมากขึ้น  แต่ด้วยความที่ไม่เหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อน  ทำให้เราอยู่อาศัยแล้วร้อนจนต้องติดแอร์ และสร้างพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นด้วยการใช้พลังงานขับออกมาในอากาศภายนอกอาคาร ทำให้อากาศในเมืองที่มีประชากรหนาแน่น (อย่าง กทม.) จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติเนื่องจากแทบทุกบ้านร่วมใจกันเปิดแอร์  ลักษณะบ้านที่เราสร้างตามแบบชาวตะวันตกซึ่งค่าความจุความร้อนสูงยิ่งทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพราะต้องใช้เวลานานกว่าห้องจะเย็น  จึงยิ่งเร่งปัญหาภายนอกอุณหภูมิสูงให้รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตามการกลับไปสร้างบ้านไม้สูงโปร่งแบบในอดีต อาจจะไม่เหมาะสมกับในสภาวะปัจจุบันเนื่องจากไม้มีราคาสูง ทำให้ค่าก่อสร้างสูงมากกว่าบ้านปูน  และยังมีค่าบำรุงรักษาสูงกว่าด้วย  ดังนั้นถ้าเราเลี่ยงสร้างบ้านปูนไม่ได้ หรือชอบแบบบ้านปูนมากกว่าก็ยังพอมีเทคนิคในการลดค่าความจุความร้อนของบ้านได้ดังนี้
- ยกพื้นบ้านสูง และโปร่ง  การทำแบบนี้อาจจะมีปัญหาเรื่องแมลงใต้บ้าน และอาจเป็นที่หลบของสัตว์บางชนิด ถ้าเป็นบ้านในชนบทอาจจะเลี่ยงปัญหาได้ด้วยการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ และปล่อยให้เข้าไปกินแมลงตามใต้ถุนบ้าน หรือ สุนัขเพื่อให้ไล่สัตว์ที่มาอาศัยอยู่ใต้ถุนบ้าน  อีกหนึ่งทางเลือกคือยกสูงจนคนเดินเข้าไปได้สะดวกเพื่อเอาพื้นที่ชั้นล่างมาใช้งาน โดยยังคงให้เป็นพื้นที่โปร่งเพื่อให้อากาศไหลเวียนได้สะดวก
- ยกพื้นบ้านสูง และทึบ  จะมีค่าความจุความร้อนสูงกว่าแบบแรกนิดหน่อย แต่เป็นที่นิยมของบ้านในเมือง  เพราะปิดมิดชิด  ทำให้สบายใจว่าไม่ต้องคอยดูแลใต้ถุนบ้าน







อย่างไรก็ตามการยกพื้นบ้านให้สูงคานจะต้องใหญ่ขึ้น เพราะว่าไม่มีพื้นดินช่วยรับน้ำหนัก และการทำแบบหล่อพื้น หรือใช้พื้นสำหรับรูปต่างก็เพิ่มต้นทุนค่าก่อสร้าง เมื่อพิจารณาต้นทุนการก่อสร้างแล้วอาจจะทำให้เกินงบประมาณ 2 แสนบาทที่ได้รับการอนุมัติมา  จึงต้องพิจารณาหาทางเลือกใหม่  ทางเลือกที่ผมเลือกใช้คือการปูพลาสติกก่อนการเทพื้นปูน  พลาสติกจะช่วยเป็นฉนวนความร้อนได้เล็กน้อย แต่ข้อสำคัญคือจะช่วยลดความชื้นในดินไม่ให้ซึมกลับเข้ามาในพื้นปูนได้โดยง่าน  ทางเลือกนี้อาจจะไม่ดีเท่ากับการยกพื้นสูงแต่ไม่ค่อยเพิ่มต้นทุนในการก่อสร้างขนำของผมมากนัก

ถ้ามีโอกาสในการเลือกแบบบ้านเองเพื่อนๆ ลองพิจารณาประเด็นเรื่องพื้นบ้านเมื่อเทียบกับต้นทุนค่าก่อสร้างด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดจะติดแอร์ เพราะว่าการสร้างบ้านที่มีค่าความจุความร้อนต่ำจะช่วยเรื่องค่าไฟฟ้าในการเปิดแอร์ไปได้มาก (ถ้าติดแอร์เฉพาะชั้น 2 ขึ้นไปก็อาจจะไม่ได้มีผลมาก) และในตอนถัดไปเราจะติดตามระบบแอร์ธรรมชาติสำหรับบ้านเขตร้อนกัน

ปล1. เรื่องความจุความร้อนของบ้านนั้น ผมออกแบบตามอุณหภูมิใน จ.เพชรบุรี ซึ่งจะมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 20 องศาในราวเดือนธันวาคม ซึ่งยังเป็นอากาศที่ไม่หนาวจนเกินไปสำหรับมนุษย์ แต่บางพื้นที่ในประเทศไทยที่อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 15 องศาในตอนกลางคืนของหน้าหนาวก็น่าจะพิจารณาสร้างบ้านที่มีความจุความร้อนสูงตามอย่างชาวตะวันตกนะครับ

ปล2. ขอเพิ่มเติมเรื่องค่าความจุความร้อนกับบ้านสไตล์หลังคาแบน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตึกแถว  ซึ่งจะมีดาดฟ้าเป็นพื้นปูน ซึ่งมีมวลมากกว่ากระเบื้องมาก  ทำให้มีค่าความจุความร้อนสูงกว่าหลังคากระเบื้องมาก  เมื่อเราปล่อยให้หลังคาพื้นปูนโดนแดดตรงๆ จึงจะเป็นที่สะสมความร้อนในตอนกลางวัน และจะปล่อยกลับออกมาในตอนหัวค่ำ ทำให้ห้องที่อยู่ใต้หลังคาปูนจะร้อนเป็นพิเศษ  การต่อเติมหลังคา (หรือกันสาด) บนดาดฟ้าจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้บ้าง  ในตึกแถวสมัยใหม่มีการปรับเปลี่ยนเป็นหลังคากระเบื้องเหมือนกับบ้านทั่วไป และลดขนาดพื้นที่ใช้สอยลงมาเป็นระเบียง  ส่วนการสร้างกันสาดครอบระเบียงจะปล่อยให้เข้าของบ้านเลือกว่าจะดำเนินการหรือไม่ (ถ้าไม่มีหลังคาห้องที่อยู่ใต้ระเบียงก็จะร้อน)



ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_8.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 22, 2014, 04:56:38 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #170 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2012, 09:25:33 PM »

5.5 ระบบแอร์ธรรมชาติ

ตามที่ได้นำเสนอเรื่องอุโมงค์เย็นเป็นระบบแอร์ธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้พลังงานในกระทู้ของ อ.ตั้ม แล้ว  ในตอนนี้จึงขอรวบรวมไว้ในกระทู้นี้อีกครั้ง



หลักการทำงานของอุโมงค์เย็นเกิดจากหลักการทำงานตามธรรมชาติที่อากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นด้านบน  ปกติอากาศเย็นจะไม่ลอยขึ้นมา  แต่การสร้างเป็นอุโมงค์ปิดเมื่อมีอากาศร้อนไหลออกจากบ้านไปด้านบน (ทำงานได้เพราะอากาศร้อนใต้หลังคามีทางไหลออก) อากาศที่เย็นกว่าในอุโมงค์ก็จะถูกดึงให้ขึ้นมาแทนที่อากาศที่ไหลออกไป  หลังคาร้อนจึงทำหน้าที่เหมือนปั๊มอากาศธรรมชาติในการดึงอากาศเย็นขึ้นมาจากอุโมงค์

เมื่ออากาศเย็นขึ้นมาจากปากอุโมงค์ด้านในบ้านก็จะไปดึงอากาศอุณหภูมิปกติที่ปลายอุโมงค์อีกด้านให้ไหลลงมาแทนที่  ในขณะที่อากาศอุณหภูมิปกติถูกดึงให้ไหลผ่านอุโมงค์ที่ฝังไว้ใต้ดิน  ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนทำให้อากาศค่อยๆ เย็นลง  และจะมีความชื่้นในอากาศที่ไหลผ่านอุโมงค์บางส่วนถูกความเย็นในดินจนกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ไหลกลับไปทางปากอุโมงค์ด้านที่อากาศไหลเข้ามาทำให้ความชื้นในอากาศที่ไหลเข้าไปในห้องมีความชื้นน้อยลง ถ้าเรายังจำได้ความชื้นที่น้อยลงก็จะช่วยลดความรู้สึกว่าร้อนของมนุษย์เราเมื่อเทียบกับอากาศที่ชื้น  ส่วนอากาศที่ไหลผ่านอุโมงค์และเย็นลงนั้นสุดท้ายก็จะถูกถึงให้ไหลขึ้นไปทดแทนอากาศร้อนที่ไหลออกไปทางหลังคาเป็นวัฎจักรหมุนเวียนไปแบบนี้เรื่อยๆ ตลอดเวลาที่ยังมีอากาศร้อนบนหลังคา (เฉพาะช่วงกลางวันนั่นเอง) โดยไม่ต้องใช้พลังงานอื่นมาช่วย

เพื่อให้อุโมงค์เย็นนี้ทำงานตามหลักการนี้ได้จะต้องทำดังนี้
- ฝังท่อให้ลึกพอ เช่น ลึกอย่างน้อย 60 เซนติเมตร - 1.5 เมตร (ความลึกแนะนำคือ 1 เมตร) ไม่งั้นจะมีอุณหภูมิภายในอุโมงค์จะใกล้เคียงกับอุณหภูมิผิวดินไม่ช่วยเรื่องทำให้บ้านเย็น
-  ท่อต้องยาวพอเพื่อให้อากาศมีเวลาในการแลกเปลี่ยนความร้อน ควรจะยาวอย่างน้อย 10 เมตร (ระยะแนะนำคือ 15-20 เมตร) แต่ถ้ายาวเกิน 30 เมตรจะไม่ช่วยให้เย็นมากขึ้น  และท่อควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-12 นิ้ว
-  ท่อควรจะเอียงลงไปทางด้านที่ไกลจากบ้าน  เพื่อให้ไอน้ำที่กลั่นตัวไหลไปด้านที่ไกลจากบ้าน  ทำให้อากาศที่ไหลเข้าบ้านไม่ชื้น  ความเอียงควรดิ่งจะอย่างน้อย 1-2 เซนติเมตรต่อทุกๆ ความยาวท่อ 1 เมตร
-  ริมด้านอากาศเข้าควรจะมีหลุมใส่หินไว้ด้านล่างเพื่อให้น้ำที่กลั่นตัวไหลไปรวม และซึมกลับเข้าไปในดินได้
-  ปลายท่อเหนือดินด้านอากาศไหลเข้าอาจจะทำเป็นรูปตัวที เพื่อไม่ให้น้ำฝนตกเข้ามาในท่ออากาศได้ (คล้ายๆ ท่อระบายอากาศของส้วมซึม)
-  ปลายท่อทั้งสองด้าน (ทั้งนอกบ้าน และในบ้าน) ควรจะหุ้มปลายด้วยตะแกรงลวดเพื่อป้องกันหนู หรืองูเข้าไปอยู่อาศัย

ระบบอุโมงค์เย็นแบบนี้ค่อนข้างดี  เหมาะสำหรับบ้านสร้างใหม่มากกว่าจะเป็นการปรับปรุงบ้านเดิม  แต่ก็เพิ่มค่าก่อสร้างอีกพอสมควร  ในช่วงตอนต้นที่ขุดหลุมจะฝังเสาเข็มของขนำ  ผมสังเกตุว่าหน้าดินค่อนข้างจะตื้น  เมื่อขุดลงไปไม่ลึกจะเจอชั้นหิน  ทำให้งานขุดดินทำได้ช้ามาก  จึงตัดสินใจยกเว้นการทำอุโมงค์เย็นไปก่อน (ยังเสียดายอยู่เลย  โกรธ โกรธ โกรธ)

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 22, 2014, 04:57:20 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
nextstep
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #171 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2012, 10:02:35 PM »

5.5 ระบบแอร์ธรรมชาติ





ปัญหาเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน น้ำท่วม น้ำขัง รังแมลง กักเก็บความชื้น รวมทั้งเชื้อโรคที่จะเกิดภายในอุโมงลมใต้ดิน จะป้องกันอย่างไรครับ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #172 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2012, 10:31:44 PM »

ปัญหาเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน น้ำท่วม น้ำขัง รังแมลง กักเก็บความชื้น รวมทั้งเชื้อโรคที่จะเกิดภายในอุโมงลมใต้ดิน จะป้องกันอย่างไรครับ


ระบบแบบนี้ถูกใช้งานในต่างประเทศตั้งแต่ปี 1960's และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 1990s โดยจะใช้ทั้งในการทำความเย็น และความร้อนให้กับอาคาร  โดยหลักๆ จะแบ่งย่อยออกมาได้เป็นอีก 3 แบบคือ Open system, Closed loop system และ Combination System 



ในระบบ Open System จะเป็นแบบที่แสดงในภาพเป็นแบบง่ายสุด ความจริงระบบแบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยโรมันเมื่อประมาณ 1,300 ปีที่แล้ว โดยอาศัยการลดความชื้นด้วยการทำท่อเอียงลงไปด้านไกลเพื่อให้น้ำที่ควบแน่นในอุโมงค์ไหลไปไกลจากตัวบ้านเท่ากับความยาวของอุโมงค์ มีการทำที่หลุมซึม/ดูดความชื้นตรงปลายเพื่อให้น้ำซึมลงใต้ดินเร็วที่สุด จึงลดปัญหาเรื่องเชื้อราทางด้านปากท่อที่จะเข้าบ้าน  ปัญหาเรื่องสัตว์เลื้อยคลานจะต้อง seal อุโมงค์ให้ดีด้วยตะแกรงทุกๆ ด้าน ทั้งด้านทางอากาศไหลเข้า และด้านในบ้าน   รวมทั้งควรจะติดตั้ง air filter ด้านในบ้านก่อนจะปล่อยอากาศเข้ามา  รวมทั้งควรจะมีระบบวาวล์เปิดปิดเพื่อควบการทำงานเมื่อต้องการ  ด้วยระบบ passive แบบนี้จะมีปริมาณอากาศไหลช้ามากทำให้ปัญหาการนำภายเชื้อโรคด้วยลมจึงค่อนข้างน้อย แต่ถ้าเราใจร้อนติดพัดลมเร่งการไหลของอากาศก็อาจต้องหามาตรการควบคุมให้มากขึ้น

หาอ่านเทคนิคอื่นๆ (เช่น การทำความสะอาดอุโมงค์ลม) เพิ่มเติมได้ที่ http://www.ehow.com/how_7892203_use-underground-air-condition-home.html

ส่วนในระบบ Closed loop system จะมีต้นทุนสูงกว่าด้วยการใช้อากาศภายในอาคารไหลเวียนลงไปใต้ดินเพื่อลดอุณหภูมิก่อนจะไหลกลับเข้ามาในอาคาร  ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก

http://phelpsheatingandair.com/geothermal_how.php
http://en.wikipedia.org/wiki/Ground-coupled_heat_exchanger

ส่วนระบบ combination จะมีตัวสลับให้ใช้งานได้ทั้ง 2 แบบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2012, 11:10:15 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #173 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2012, 09:40:01 PM »

5.6 สรุปบทเรียนเรื่องบ้าน

สำหรับการสร้างบ้านใน จ.เพชรบุรี ควรจะมีช่องเปิดให้อากาศถ่ายเทได้ดีในแนวทิศเหนือใต้  ควรจะมีชายคาที่ยื่นออกมาปกคลุมแดดให้ได้มากที่สุด  ผนังทางทิศตะวันตก และทิศตะวันออกควรจะลดให้มีช่องเปิดให้แสงเข้าให้น้อย  ถ้าเป็นไปได้ควรจะลดโอกาสที่ผนังทุกๆ ถ้าจะโดนแดด  โดยอาจจะใช้การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา การทำค้างไม้เลื้อย หรือการทำระแนงกันแดดก็ได้   ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำให้บริเวณที่ลมเข้าบ้านทางด้านทิศใต้ร่มเย็นเป็นพิเศษ  (ในกรณีของขนำผมใช้วิธีการทำหลังคายื่นออกไปอีกประมาณ 3 เมตรระหว่างที่รอต้นไม้โต)  หลังคาควรจะมีช่องระบายลมร้อนเพื่อทำให้เกิดแรงยกให้อากาศเย็นลอยขึ้นไปได้ และควรจะต้องทำบ้านให้มีมวลน้อย เพื่อที่จะมีความจุความร้อนน้อย  ส่วนอุโมงค์แอร์ธรรมชาติคงจะเป็น option มากกว่า

สำหรับบ้านในจังหวัดอื่นๆ คงจะต้องพิจารณาข้อมูลในพื้นที่ และออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติในเขตนั้นๆ โดยอาศัยหลักการทำงานของธรรมชาติตามที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังข้างต้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2012, 10:11:28 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #174 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2012, 12:47:39 AM »

ว่าด้วยเรื่องคำศัพท์

วันนี้ขอแทรกเรื่องนอกบทนิดนึง  เพราะเพิ่งรู้ว่ามีคนเข้าใจคำศัพท์ไม่ตรงกันพอสมควร เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันในการอ่านเนื้อหาส่วนทีเหลือของเรื่องราวในสวนขี้คร้าน จึงขออธิบายนิยามของศัพท์ของรูปแบบในการทำการเกษตรต่อไปนี้ตามความเข้าใจส่วนตัวของผม

1. การเกษตรแบบผสมผสาน (Integrated Farming) คือ “การทำ การเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ ชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละอย่างต้องเกื้อกูล ประโยชน์ต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการคือ 1) ต้องมีกิจกรรมการผลิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป 2) กิจกรรมการผลิตหนึ่งต้องเกื้อกูลต่ออีกกิจกรรมการผลิตหนึ่งอย่างเป็นวงจร ซึ่งการเกื้อกูลดังกล่าวอาจเกี่ยว ข้องกับอาหาร แร่ธาตุ อากาศ และพลังงาน 3) ก่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบฟาร์ม  ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงสัตว์ปีก หรือหมูเหนือสระเลี้ยงปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าว เป็นต้น

เกษตรผสมผสานไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรธรรมชาติเสมอไป การปลูกพืชก็ยังอาจเป็นเชิงเดี่ยว ใช้สารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง แต่การเกษตรแบบนี้จะมุ่งเน้นที่กิจกรรมเกื้อกูลกัน  และถือว่าลดความเสี่ยงจากการที่ทำการผลิตมากกว่า 1 ชนิดแล้ว

2.การเกษตรธรรมชาติ (Natural Farming)  มีผู้ใช้ชื่อเกษตรกรรมธรรมชาติในหลายความหมาย แต่ในประเทศไทยคำเรียกเกษตรกรรมธรรมชาติมักเป็นคำเรียกที่ใช้แทนระบบการเกษตรกรรมตามแนวของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เท่านั้น โดยเขาได้วางรากฐานของการเกษตรกรรมธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ
  • ไม่มีการไถพรวนดิน เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ด้วยการชอนไชของรากพืช และโดยสัตว์แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อยู่ในดิน
  • งดเว้นการใส่ปุ๋ย เนื่องจากการใส่ปุ๋ยเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวใน ขอบเขตแคบๆเท่านั้นธาตุอาหารที่พืชได้รับก็ไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยจึงมักอ่อนแอ ส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่ายขึ้น ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย
  • ไม่กำจัดวัชพืช เนื่องจากการกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักและไม่สามารถทำให้วัชพืชหมด
    สิ้นไปได้ ดังนั้นเกษตรกรรมธรรมชาติจึงต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางประเภทให้คลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยแก่พืชปลูกด้วย
  • ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรรมธรรมชาติของฟูกูโอกะในทางปฏิบัติทำโดยการโปรยฟางคลุมพื้นที่นา หว่านข้าวชนิดต่างๆที่เหมาะสมกับฤดูกาลลงไปพร้อมกับเมล็ดพืชตระกูลถั่ว และเทคนิคอีกอย่างก็คือการทำกระสุนดินเหนียวหุ้มเมล็ดข้าวเอาไว้เพื่อป้องกันนก หนู และศัตรูอื่นๆก่อนที่ข้าวจะงอก มีการใช้เทคนิคการไขน้ำเข้าในที่นาในโอกาสที่เหมาะสมเพื่อเปิดโอกาสให้ข้าวเติบโตสู้กับพืชคลุมด้วย

ปัจจุบันแนวความคิดของฟูกูโอกะได้รับการแพร่ขยายไปหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเขตเอเชีย ทั้งนี้เพราะปรัชญาการทำการเกษตรของฟูกูโอกะสอดคล้องกับพื้นฐานทางความเชื่อทางศาสนาของสังคมเกษตรกรรมในภูมิภาคนี้  โดยส่วนใหญ่เทคนิคของเกษตรกรรมธรรมชาติจึงต้องอาศัยการเกื้อกูลของพืชหลายชนิด  จึงจะไม่เป็นเกษตรเชิงเดี่ยว  เป็นเกษตรผสมผสานไปโดยธรรมชาติ (แม้นว่าเราอาจจะไม่ตั้งใจ)   เนื่องจากในธรรมชาติจะมีแมลง/สัตว์เข้ามาร่วมทำงานในระบบนิเวศน์อยู่แล้ว  แต่ถ้ามนุษย์จะเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการปลูกพืชด้วยก็ยังสามารถทำได้

3. การเกษตรกรรมอินทรีย์ (Organic Farming) คือ “ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่ง แวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นที่หลักการปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และ นิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์จึงลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืช และสัตว์เลี้ยง หลักการเกษตรอินทรีย์นี้เป็นหลักการสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม ภูมิอากาศ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย"

เกษตรกรรมอินทรีย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรผสมผสาน และอาจจะเป็นเชิงเดี่ยวก็ได้ เช่น การปลูกข้าวอินทรีย์อย่างเดียวเป็นร้อยๆ ไร่  ในขณะเดียวกันก็อาจจะไม่ใช่เกษตรธรรมชาติเพราะยังมีการกำจัดแมลงโดยใช้สารสกัดจากพืช หรือสัตว์ ยังมีการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์

หมายเหตุ อาจจะด้วยความเข้าใจในศัพท์ที่ผิด "การเกษตรธรรมชาติคิวเซ" น่าจะถือว่าเป็น "การเกษตรกรรมอินทรีย์" รูปแบบหนึ่งมากกว่า"เกษตรกรรมดธรรมชาติ"  เพราะยังมีการทำปุ๋ยหมัก ยังมีเทคนิคการฆ่าแมลงด้วยสมุนไพร

4. การเกษตรชีวพลวัตร (Biodynamic Agriculture) หัวใจสำคัญของเกษตรชีวพลวัตรก็คือ การมองโลกและสรรพสิ่งแตกต่างไปจากแง่มุมของวัตถุนิยม กล่าวคือสรรพ ชีวิตไม่ได้ประกอบด้วยอะตอมทางเคมีเท่านั้น แต่มี “พลังชีวิต” และความเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจักรวาล หลักการสำคัญของแนวทางเกษตรชีวพลวัตรนั้น ประการแรก เราต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างกว่าแค่ในเรื่องของนิเวศ การเกษตรของฟาร์ม โดยต้องมองถึงระดับจักรวาลด้วย เพราะการเจริญเติบโตของพืชนั้นได้รับอิทธิพลจากปัจจัยในระดับ โลกและจักรวาลพร้อมกัน และทำความเข้าใจในเรื่อง จังหวะของดวงดาวต่างๆ ซึ่งจะสามารถกำหนดการเพาะปลูกพืช และการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากจังหวะของดวงดาว ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 2-3 วันก่อนหน้าพระจันทร์เต็มดวง จะเป็นช่วงเวลาที่เมล็ดพันธุ์ได้รับการกระตุ้นให้มีการงอก ได้ดีที่สุด ได้มีการจัดทำปฏิทินการเพาะปลูกโดยอาศัยจังหวะของดวงดาวตามแนวทางเกษตรชีวพลวัตรมากว่า 40 ปี และ การฟื้นชีวิตให้กับดินจะช่วยส่งเสริมชีวิตของต้นไม้ ดังนั้น เกษตรชีวพลวัตรจึงสนับสนุนการทำปุ๋ยหมัก การปลูกพืชหมุน เวียน และการทำปุ๋ยพืชสด ในขณะที่ปุ๋ยเคมีจะฆ่าสิ่งมีชีวิตในดิน ทำให้ดินตาย พืชที่ปลูกในดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีเปรียบเสมือน เป็นพืชที่ถูกบังคับให้เจริญเติบโต เช่นเดียวกันกับเด็กที่ไร้มารดาคอยดูแล ดังนั้น พืชจึงมีความอ่อนแอต่อโรคและแมลง  เกษตรชีวพลวัตรยังให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองของฟาร์มด้วยการทำเกษตรผสมผสาน กล่าวคือ ฟาร์มควรมี สัตว์เลี้ยงในจำนวนที่พอเหมาะ เพื่อสัตว์จะได้ผลิตปุ๋ยคอกสำหรับใช้ในการปลูกพืช และเศษซากพืชที่เหลือก็นำมาใช้เป็น อาหารสัตว์ได้อย่างครบวงจร

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการเกษตรชีวพลวัตรเป็นรูปแบบหนึ่งของเกษตรผสมผสาน  แต่มีการสอดแทรกความเชื่อเรื่อง "พลังชีวิต" เข้ามาด้วย บางครั้งมีการวิพากวิจารณ์ว่าศาสตร์นี้เป็นเหมือนความเชื่อในสิ่งลี้ลับ เพราะหลายๆ อย่างที่สอนให้ทำไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้

5. วนเกษตร (Agroforestry) ระบบเกษตรที่ทำในพื้นที่ป่า เช่น ปลูกพืชแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ นำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า เก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมทั้ง การสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ คือมีไม้ยืนต้นหนาแน่น มีร่มไม้ปกคลุม และมีความชุ่มชื้นสูง

วนเกษตรอาจจะถือเป็นรูปแบบหนึ่งของเกษตรกรรมธรรมชาติที่มุ่งเน้นการทำการเพาะปลูกควบคู่ไปกับป่า  แต่เราสามารถทำเกษตรกรรมธรรมชาติโดยไม่มีป่าก็ได้

ถ้าสรุปง่ายๆ วนเกษตรเป็นการปลูกพืชที่มนุษย์บริโภค หรือใช้เป็นยาได้ในป่า คือทำป่าให้เป็นสวน  มีคนเสนอแนวคิดในทางกลับกันคือทำสวนให้เป็นป่า (edible forest) คือใชเทคนิคของการเติบโตของต้นไม้ในป่ามาเป็นหลักในการปลูกพืชที่มนุษย์บริโภคเลียนแบบป่า (โดยไม่จำเป็นต้องปลูกไม้ป่า)  เทคนิคเหล่านี้ได้แก่ การปลูกพืชที่หลากหลาย (biodiversity) การปลูกพืชรวมๆ กันหลายๆ ชั้นเหมือนลักษณะการเติบโตของต้นไม้ในป่า  ในเมืองไทยก็มีลักษณะคล้ายๆ แบบนี่เรียกว่า สวนสมรม  บางครั้งแนวคิดแบบนี้ก็ถูกเรียกว่า "เกษตรกรรมนิเวศวิทยา (Ecological Agriculture)"

6. เพอร์มาคัลเชอร์ (Permaculture) มีคนสับสนว่าเพอร์มาคัลเชอร์เป็นเกษตรรูปแบบหนึ่ง  แค่ความจริงน่าจะพูดในทางกลับกันว่าเกษตรกรรมเป็นเรื่องหนึ่งของเพอร์มาคัลเชอร์ เนื่องจากเพอร์มาคัลเชอร์ครอบคลุมศาสตร์อีกหลายๆ แขนงไม่ว่าจะเป็นสถาปัตกรรม การจัดโครงสร้างองค์กร  เพอร์มาคัลเชอร์จะเน้นที่การออกแบบระบบที่ทำงานได้ดีในระยะยาว  โดยรูปแบบการเกษตรในเพอร์มาคัลเชอร์เน้นความยั่งยืนในระยะยาว จึงจะคล้ายๆ กับแนวของเกษตรธรรมชาติ วนเกษตร หรือ เกษตรกรรมนิเวศวิทยา  รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการเกษตร  จึงทำให้คล้ายเกษตรกรรมผสมผสาน

ทั้งนี้เนื่องจากผู้คิดเรื่องเพอร์มาคัลเชอร์เคยทำงานในด้านการฟื้นฟูป่าไม้เสื่อมโทรม  ในช่วงแรกจึงไม่เห็นด้วยกับการปลูกพืชล้มลุกทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว / ข้าวโพด โดยในเพอร์มาคัลเชอร์จะเน้นการปลูกพืชที่มีอายุหลายปีเท่านั้น  ต่อมาได้เข้าใจเทคนิคการปลูกพืชล้มลุกจากการนำเสนอของปู่ฟู  จึงได้รวมเรื่องการปลูกพืชล้มลุกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเพอร์มาคัลเชอร์

ทุกเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นการมุ่งเน้นการลดการใช้ทรัพยากร และทำงานร่วมกับธรรมชาติให้มากขึ้น  ทำให้เรามีคำศัพท์รวมๆ เรียกทุกๆ อย่างว่า การเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable Agriculture)

ส่วนคำว่า เกษตรพอเพียง นั้นผมเข้าใจว่าเป็นชื่อเวปไซด์  ถ้าเป็นแนวคิดน่าจะเป็นเรื่องของการประยุกต์แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนที่ทำการเกษตร ซึ่งไม่ได้ระบุว่าจะเป็นการทำการเกษตรอินทรีย์ อาจจะเป็นการทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีก็ได้ ขอให้เข้ากับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็พอ  แต่ค่อนข้างจะออกไปทางแนวเกษตรผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยง และเน้นการลดรายจ่าย  สร้างความมั่นคงพื้นฐานของครอบครัวก่อนเป็นลำดับแรก

หรือไม่ก็อาจจะเป็นการย่อมาจากคำว่า เกษตรกรรมพอเพียงตามทฤษฎีใหม่  หรือย่อๆ ว่า เกษตรกรรมทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture)  ซึ่งก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะต้องเป็นเกษตรกรรมอินทรีย์  แต่จะเน้นไปในเรื่องการใช้พื้นที่   โดยเน้นถึงการผลิตที่พึ่งพาตนเอง สร้างความเข็มแข็งของตนเอง ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในพื้นที่ของตนเอง กล่าวคือ "พออยู่พอกิน" ไม่อดอยาก ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นเรื่องของการจัดการพื้นที่การเกษตรออกเป็น 4 ส่วน สัดส่วนการใช้พื้นที่ทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยประมาณดังนี้ 30:30:30:10 (พื้นที่ทำนา สระน้ำ พื้นที่ปลูกพืชแบบผสมผสาน และที่อยู่อาศัย)  อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝนและสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุกกว่าภาคอื่น หรือหากพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำมาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาดของบ่อหรือสระน้ำให้เล็กลง เพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได้

อาจกล่าวได้ว่า "เกษตรกรรมทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางในการประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับพื้นที่ราบที่เป็นรูปธรรม  หรือเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐพอเพียง สำหรับลักษณะพื้นที่ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศกำลังทำอยู่นั่นเอง  แต่ "เกษตรกรรมทฤษฎีใหม่" อาจจะไม่เหมาะสมกับทุกพื้นที่  ดั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ ณ ศาลาดุสิดาลัย มีความตอนหนึ่ง ดังนี้

"...การทำทฤษฎีใหม่นี้มิใช่ของง่ายๆ แล้วแต่ที่ แล้วแต่โอกาสและแล้วแต่งบประมาณ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทราบถึงทฤษฎีใหม่นี้กว้างขวางและแต่ละคนก็อยากได้ ให้ทางราชการขุดสระแล้วช่วย แต่มันไม่ใช่สิ่งง่ายนัก บางแห่งขุดแล้วไม่มีน้ำ แม้จะมีฝนน้ำก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันรั่ว หรือบางทีก็เป็นที่ที่รับน้ำไม่ได้ ทฤษฎีใหม่นี้จึงต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมด้วย...ฉะนั้น การที่ปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่หรืออีกนัยหนึ่งปฏิบัติเพื่อหาน้ำให้แก่ราษฎร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่าย ต้องช่วยกันทำ..."

ดังนั้นในการประยุกต์แนวทางการทำการเกษตรในรูปแบบต่างๆ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของพื้นที่ และทรัพยากร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:18:53 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 596



« ตอบ #175 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2012, 10:46:25 AM »

สวัสดีครับ

กระทู้นี้อัดแน่นไปด้วยสาระดี ๆ ขอบคุณที่กรุณาสละเวลาค้นคว้าและนำมาลงให้ติดตามอ่าน  เป็นอีกกระทู้หนึ่งที่คนอย่างผมต้องอ่านหลายรอบเพราะเนื้อหาหลายอย่างต้องใช้สมาธิมากขึ้นในการทำความเข้่าใจ และสามารถจะเอาไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับอ้างอิงได้ครับ

เพียร  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 [11] 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: