หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 911382 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
yangna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1179


« ตอบ #96 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 04:55:05 PM »


เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง


ไม่ใช่อันนี้หรอ

อายนะเนี้ย ลังเล ลังเล ลังเล

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2012, 04:57:02 PM โดย yangna » บันทึกการเข้า

konthain(นพ)
Administrators
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #97 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 05:02:18 PM »


เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง


ไม่ใช่อันนี้หรอ

อายนะเนี้ย ลังเล ลังเล ลังเล

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้



ไม่ต้องอายครับ คนเยอะแยะ ว่าแต่จะให้ไปลบ comment นั้นจริงๆเหรอครับ ถ้าลบอันนั้น
ก็ต้องไล่ตามลบอีก 2-3 comment ปล่อยไว้ยังงั้นเถอะครับ เป็นสีสรร  ยิงฟันยิ้ม

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
yangna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1179


« ตอบ #98 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 05:11:13 PM »

โถ่... ให้คนอื่นเป็นสีสรรได้มั้ย  แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น

ไม่น่าเลยเรา  ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

ไปดีกว่า  ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ 
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #99 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 05:25:09 PM »

เมื่อวิกฤติน้ำมันมาถึง  ผมตายแน่ๆ  คงถึงเวลาเลิกคิด หยุดฝัน แล้วลงมือทำ เสียที

ปูเสื่่อรอชมสวนน้อง siripan1112 อยู่ครับ

อ่านแล้วเพลินได้ความรู้เยอะ เสียดายอย่างเดียวตอนซื้อที่ไม่ได้รอบคอบอะไร เรื่องฝนฟ้า
ก็ไม่ได้นึกได้ถามเพราะเจอที่ตอนหน้าฝน แถมไฟท์บังคับด้วย   อายุคนทำก็ ( เหลือ ) น้อยยังไงก็ต้องดิ้นรนกันหลายๆยก ทั้งวิชาเทพ วิชามาร  อย่างน้อยความรู้จากท่านๆทั้งหลาย
ต้องขอขอบคุณมา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ

ขอบคุณที่พี่ดำที่แวะเข้ามาชมครับ  ตอนซื้อตัดสินใจเร็วมาก วันที่ไปดูที่ดินมีพระอาทิตย์ทรงกลด  ภรรยายังบอกว่าท่าทางฤกษ์งามยามดี  สงสัยต้องได้ซื้อที่ดินแน่ๆ  พอไปถึงที่ดินดูวันนั้นตัดสินใจวันนั้นเลยครับ เพิ่งมารู้ว่าพระอาทิตย์ทรงกลดเตือนว่า "มันแล้งมาก" ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนอายุคนทำเหลือน้อยจริงๆ เรี่ยวแรงกำลังก็เหลือน้อย เลยต้องหัดทำแบบขี้คร้าน  เพราะว่าถ้าต้องทำแบบใช้แรงกำลังเยอะๆ เดี๋ยวก็จะทำไม่ไหวแล้ว

อีกวิธีในการเก็บกักน้ำเพื่อให้มีความชื้นในที่ดินเราตลอดหน้าแล้ง คือขุดบ่อหรือสระเล็ก ๆ แต่ลึกหน่อย ทั่วบริเวณในที่ดิน เป็นหย่อม ๆ ไป น่าจะช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดินและความชุมชื้นในดินได้บ้าง หรือทำฝายเก็บกักน้ำเป็นจุด ๆ เพื่อให้น้ำที่กักไว้ซึมลงไปในที่ดินของเราได้มากที่สุด
ดังนั้นผมจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมทฤษฎีของในหลวงจึงกำหนดให้พื้นที่ที่เป็นน้ำมากถึง 30%

ขอบคุณครับคุณ Bankao มีคำแนะนำดีๆ มาให้กันอยู่เสมอ

แล้วสวนอยู่จังหวัดอะไร ตอบรึยังค่ะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรีครับน้องปู

อิ อิ ขอช่วยสังเกตุธรรมชาติอีกสักนิดได้ไหมครับคุณteerapan

ต้นไม้ที่ยังเหลืออยู่
ต้นไหนที่มาจากการปลูกด้วยเมล็ด มีรากแก้ว
ต้นไหนมาจากการปลูกด้วยกิ่งตอน ไม่มีรากแก้ว

คิดว่าถึงเป็นต้นไม้ติดสวนมา พอรื้อค้นหาคำตอบได้
ผมเองอยากร่วมค้นหาปริศนาแห่งธรรมชาตินี้เหมือนกันครับ

ฮ่าๆๆ  น้องเอ็ม อยากจะบอกว่าไม่ทราบเหมือนกันครับว่าต้นไหนเมีรากแก้วหรือไม่มีรากแก้ว  กลายเป็นว่าต้นไหนตายก็ตายไป  เราก็มุ่งปลูกเฉพาะต้นที่มีรากแก้วแทนแล้วกันครับ

การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)


ผลของการทำแบบไม่ทำได้เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ว่าเป็นเคยเป็นป่าดิบแล้ง ของดินแดนที่เรียกว่าแก่งกระจาน (คุณ Magnum (rew) ได้ชี้แจงในกระทู้น้องตั้มแล้วว่าป่า 59% ของแก่งกระจานเป็นป่าดิบแล้ง) การเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แห้งแล้ง และรายล้อมด้วยภัยจากไฟป่าของผืนดินแห่งนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของสวนขี้คร้านมิน้อย  มันจะเป็นไปได้หรือการทำสวนแบบไม่ต้องรดน้ำ 



ขอบคุณครับ ที่สนใจบทความของผม เล่นเอาต้องไปหาข้อมูลอ้างอิงที่มาเลย

Clickที่นี่
ลองเข้าไปดูครับ เผื่้อจะเป็นไอเดียในการจัดการพื้นที่ได้
จริงๆในลิ้งค์ดังกล่าวบอกด้วยว่าแก่งกระจานเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญ ได้แก่  แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำภาชี แม่น้ำปราณบุรี
และแม่น้ำกุยบุรี

แล้งอย่างไร ก็เป็นแหล่งต้นน้ำ ป่าอย่างไรก็เป็นป่า ลองดูข้อมูลครับ ขบปริศนาแห่งธรรมชาติกันต่อไป  ยิงฟันยิ้ม


ขอบคุณอีกครั้งครับน้องเอ็ม  ความจริงเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับเพราะว่าแถบสวนผมก็เป็นต้นน้ำของลำห้วยที่ส่งไปเลี้ยงหมู่บ้านด้านล่าง  แต่เวลาแล้งข้างบนจะแล้งก่อนเพราะอยู่เหนืออ่างเก็บน้ำ  ส่วนน้ำในอ่างเก็บน้ำจะค่อยๆ ปล่อยไปตามลำห้วย  ทำให้คนในที่ราบสามารถทำการเกษตรได้เรื่อยๆ ส่วนบนที่ดอนเหนืออ่างเก็บน้ำ เพาะปลูกได้เฉพาะตอนที่ด้านบนยังมีน้ำสูงพอที่จะสูบมาใช้


เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง

ไม่ใช่อันนี้หรอ
อายนะเนี้ย ลังเล ลังเล ลังเล

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

เอ่อ...เราลืมๆ กระทู้ด้านบนดีกว่านะน้องปู
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #100 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 05:32:23 PM »


เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง

ไม่ใช่อันนี้หรอ

อายนะเนี้ย ลังเล ลังเล ลังเล

ใครก็ได้ลบกระทู้ที่ถามหน่อย ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

ไม่ต้องอายครับ คนเยอะแยะ ว่าแต่จะให้ไปลบ comment นั้นจริงๆเหรอครับ ถ้าลบอันนั้น
ก็ต้องไล่ตามลบอีก 2-3 comment ปล่อยไว้ยังงั้นเถอะครับ เป็นสีสรร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

น้องปูครับ  จะลบต้อง admin อย่างคุณ konthain(นพ) เลยครับ เพราะว่าใน board นี้เจ้าของกระทู้ไม่มีสิทธิ moderate คอมเม้นท์ของคนอื่น  แต่ว่าเอาไว้เป็นสีสันก็ดีครับ  วันนี้เลยมีเม้นท์เยอะเลย ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
konthain(นพ)
Administrators
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #101 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 06:22:50 PM »

กินอยู่คือ มีกินอยู่ อย่างเข้าใจ 18Sep12


เอา Video เรื่องการทำเกษตรแนวแบบสวนขี้คร้าน ของปราช์ญชาวบ้าน คุณนฤทธิ์ คำธิศรี ไอเดียแบบเดียวกันเลยมาฝากครับเผื่อเป็นไอเดียเพิ่มเติม  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
maya_amazon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 770


« ตอบ #102 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 10:10:14 PM »

ู^
^
^
น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ การสร้างป่าด้วยการเลียนแบบวิถีธรรมชาติิของต้นไม้ ไว้จะลองทำบ้างดีกว่าเนอะ เก็บผลไม้มากินแค่ 75% ที่เหลือปล่อยไว้ให้เป็นปุ๋ย เก่งจริงๆ คิดได้ไง อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #103 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 10:43:35 PM »

เอา Video เรื่องการทำเกษตรแนวแบบสวนขี้คร้าน ของปราช์ญชาวบ้าน คุณนฤทธิ์ คำธิศรี ไอเดียแบบเดียวกันเลยมาฝากครับเผื่อเป็นไอเดียเพิ่มเติม  ยิงฟันยิ้ม
 ยิ้มเท่ห์

ขอบคุณมากครับ  เคยได้เรื่องราวของคุณนฤทธิ์มาหลายครั้ง  แต่รอบนี้ VDO ยาวดีครับ  ได้มุมมองเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #104 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 12:15:12 AM »

บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน

เท้าความถึงบทที่แล้ว หลังจากตกกะใจกับผลการทดลองที่ทำเอาต้นมะนาวตายไปเกือบทั้งสวน หญ้าก็ปล่อยรกเต็มสวน  เรื่องราวของชายเพี้ยนก็กระฉ่อนไปทั้งหมู่บ้าน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  ส่วนชายเพี้ยนยังคงหมกหมุ่นในการแสวงหาศาสตร์ใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ด้วยความปารถนาจะทำสวนแบบคนขี้คร้าน  ในระหว่างที่ออกท่องยุทธภพแบบ Virtual กับอากู๋ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  เริ่มจากหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ  พอหาอ่านภาษาไทยไม่ค่อยจะเจอ ก็ขยับเป็นภาษาปะกิต  ด้วยความรู้แบบ snake ๆ fish ๆ  ก็ไปเจอคำศัพท์ไม่รู้จักเรียกว่า Permaculture (เพอร์มาคัลเชอร์) ซึ่งดูแล้วน่าสนใจมาก และอาจจะมาตอบคำถามหลายๆ อย่างที่กำลังค้นหาอยู่  ค้นหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จากเรื่องนึงไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง  สุดท้ายก็เริ่มเข้าใจว่าเพอร์มาคัลเชอร์เป็นเรื่องราวเดียวกันกับเกษตรกรรมธรรมชาติของปู่ฟูกูโอกะ  เป็นการเดินทางขึ้นภูเขาลูกเดียวกันด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน

ก่อนที่เราจะเข้าไปในเรื่องเพอร์มาคัลเชอร์  เรามาทำความรู้จักกับปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในด้านนี้ก่อน  ท่านแรกที่ท่านรู้จักกันแล้ว คือ Masanobu Fukuoka (ปู่ฟู) ส่วนท่านที่สองคือคนที่บัญญัติศัพท์คำว่าเพอร์มาคัลเชอร์ชื่อว่า Bruce Charles 'Bill' Mollison (ปู่บิล)


มันชั่งเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ Bruce Charles 'Bill' Mollison (ปู่บิล) และ Masanobu Fukuoka (ปู่ฟู) ซึ่งต่างคนต่างคิดและลงมือทำในช่วงเวลาเดียวกัน ในที่ดินของตนเองในคนละทวีป คนละสภาพแวดล้อม คนละสภาพอากาศกลับได้คำตอบที่คล้ายกันมากของคำถามที่ว่า "มนุษย์จะอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?"  ปู่บิล และปู่ฟูเลือกเส้นทางที่แตกต่างในการไปถึงจุดหมายเดียวกัน และแนวคิดของทั้งคู่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับพื้นที่ในทุกสภาพอากาศ


ปู่ฟูเริ่มเกิดในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ในหมู่บ้านเล็กๆ บนเกาะชิโกกุทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เขาจบการศึกษาทางจุลชีววิทยา สาขาพยาธิวิทยาของพืช และทำงานเป็นนักวิจัยทางเกษตรของกรมศุลกากรในเมืองโยโกฮาม่า ในแผนกตรวจสอบพันธุ์พืชที่จะนำเข้าและส่งออก  เมื่อเขาอายุได้ 25 ปี ฟูกูโอกะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมสมัยใหม่ เขาตัดสินใจลาออกจากงานและกลับ ไปทำเกษตรกรรมที่บ้านในชนบท เขาอุทิศเวลากว่า 50 ปีให้กับการพัฒนาวิธีการทำเกษตรกรรมธรรมชาติ (รายละเอียดสามารถหา อ่านได้จากหนังสือของปู่ฟู  จึงขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดมากนัก)


ส่วนปู่บิลเกิดในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ในทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย  เขาลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อออกมาช่วยครอบครัวทำงานร้านขนมปัง  ต่อมาเขาทำงานเป็นชาวประมงบนเรือล่าปลาฉลาม การทำงานบนเรือทำให้เขามีโอกาสในการเดินทาง และหันไปทำงานอีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นคนงานเหมือง คนขับรถไถ คนดักจับสัตว์ เจ้าหน้าที่ดูแลป่าไม้ และนักธรรมชาติวิทยา  

เมื่อปู่บิลมีอายุ 26 ปีเขาร่วมงานกับหน่วยงานสำรวจสัตว์ป่าของ The Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation (CSIRO) และทำงานที่นั่นเป็นเวลา 9 ปี  ตามสถานที่ห่างไกลผู้คนในฐานะนักชีววิทยาทำงานวิจัยเกี่ยวกับ กระต่าย ตั๊กแตน นกมัตตัน (muttonbirds) สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องเลี้ยงสำหรับเลี้ยงลูก (เช่น จิงโจ้) และปัญหาการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม  ในช่วงปี ค.ศ. 1959 ระหว่างที่ทดลองปลูกป่าด้วยพรรณไม้ 26 ชนิด ควบคู่ไปกับเลี้ยงสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้องสำหรับเลี้ยงลูก 5 สายพันธุ์  เขาค้นพบว่าจะมีพรรณไม้เพียง 4 ชนิด และจิงโจ้ 2 สายพันธุ์เท่านั้นก็เพียงพอจะเติบโตได้ดีร่วมกัน  เขาเริ่มมองเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติจากระบบง่ายๆ ที่ใช้ในการทดลองยังได้ผลดี  เขามีความเชื่อว่ามนุษย์สามารถออกแบบระบบที่ซับซ้อนกว่านี้ได้ และได้ผลดีกว่านั้นแน่นอน  เขาอยากจะเล่าเรื่องการค้นพบครั้งนี้ให้ผู้คนฟังแต่ยังไม่มีโอกาส

ปี ค.ศ. 1963 เขากลับมาทำงานเอกสารที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองทัสมาเนียได้เพียง 1 ปี  แต่เขายังคงติดใจความมหัศจรรย์ของการทำงานร่วมกันขององค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติ  ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกลับไปทำงานลงพื้นที่อีกเป็นนักสำรวจระบบนิเวศน์ของสัตว์น้ำจืด  ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาศัย ห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำ และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของลำห้วย แม่น้ำ และทะเลสาบต่างๆ ในเมืองทัสมาเนีย

ด้วยจิตวิญญาณของการเป็นครู  ปู่บิลต้องการถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติที่เขาค้นพบจากการทำงานในฟิลดิ์  ในปี ค.ศ. 1966 เขากลับมาเรียนหนังสืออีกครั้งตอนอายุ 38 ปี (หลังจากลาออกไปทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี) ในขณะที่เรียนเขาก็ทำงานเลี้ยงวัว, ทำประมงจับปลาฉลาม และเป็นอาจาย์ part time ที่โรงเรียน  ภายหลังจากที่ได้รับปริญญาทางด้านชีวภูมิศาสตร์ (bio-geography) เขาก็ได้รับบรรจุเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  เขาได้พัฒนาหลักสูตรจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม เขายังเขียนบทความและทำงานวิจัยเกี่ยวกับชาวอะบอริจิน (ชนพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย)  

ในระหว่างนั้นเขาค้นพบเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจหลายอย่าง เช่น นักนิเวศวิทยาไม่เคยประยุกต์ใช้ความรู้ให้สวนในบ้านของตนมีระบบนิเวศน์ที่ดี  นักฟิสิกส์กลับอยู่ในบ้านที่ใช้พลังงานจำนวนมาก สถาปนิกออกแบบสร้างบ้านไม่เคยเข้าใจการกระจายของความร้อน ที่สำคัญมนุษย์รู้วิธีทำการเกษตรมากว่า 7,000 ปี  แต่เรากลับปล่อยให้ป่าไม้แห้งแล้งมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นทะเลทราย ปู่บิลแปลกใจมากที่ยังไม่มีคนคิดนำความรู้ทางการเกษตรที่มี มาใช้ในการออกแบบระบบที่มีความสมดุลย์ทางนิเวศน์  แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นแรงจูงใจในการนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "เพอร์มาคัลเชอร์"

ต่อมาในปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517) เขาได้ร่วมกับ David Holmgren พัฒนาแนวคิด และบัญญัติศัพท์คำว่า Permaculture (เพอร์มาคัลเชอร์) ขึ้นมา  โดยมาจากการสนธิของคำว่า Permanent + Culture  ต่อมาจึงได้ตีพิมพ์หนังสือ 2 เล่มคือ Permaculture One : A Perennial Agriculture for Human Settlements (เล่มนี้เขียนร่วมกับ David Holmgren พิมพ์์ปี ค.ศ. 1978) และ Permaculture Two : Practical Design for Town and Country in Permanent Agriculture (เล่มนี้เขียนคนเดียว พิมพ์ปี ค.ศ. 1979)

ปี ค.ศ. 1979 ภายหลังจากที่เขาลาออกจากการทำงานที่มหาวิทยาลัย เขาได้จัดตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อว่า Permaculture Institute (สถาบันเพอร์มาคัลเชอร์) และได้อุทิศตนในการพัฒนาหลักสูตรในการเผยแพร่แนวคิดของเพอร์มาคัลเชอร์ และเข้าไปช่วยงานในโครงการนำเอาแนวคิดของเพอร์มาคัลเชอร์ไปประยุกต์ใช้ทั่วโลก  

ปี ค.ศ. 1997 ในวัย 69 ปีปู่บิลเกษียณอายุจากการเป็นผู้อำนวยการของสถาบันเพอร์มาคัลเชอร์  โดยให้ Geoff Lawton เข้ามาดำเนินการต่อ  แต่เขาก็ยังเป็นวิทยากรในการสอนหลักสูตรต่างๆ ตามโอกาสจะอำนวย


การพบปะของปู่ฟู และปู่บิล

เนื่องจากปู่ฟูทำงานเหมือนคนบ้าอยู่คนเดียวอยู่ในสวนของเขาเป็นหลายปีโดยที่ทั่วโลกไม่มีใครรู้จักเขา  แนวคิดของปู่ฟูจึงเป็นเพียงเรื่องลึกลับของชายเพี้ยนคนหนึ่งที่ร่ำลือกันบ้างในหมู่คนกลุ่มเล็กๆ ในโลก (น่าจะเป็นเพราะอุปสรรคทางภาษา)  จนกระทั่ง Larry Korn ซึ่งเรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นได้ยินเรื่องราวนี้ เขาสนใจเป็นอย่างมากจึงได้เดินทางไปทำงานในไร่ของปู่ฟูในปี ค.ศ. 1973  (ในขณะนั้นโลกก็ยังไม่รู้จักคำว่าเพอร์มาคัลเชอร์ เพราะหนังสือของปู่บิลยังไม่ได้ถูกตีพิมพ์  มีเพียงการพูดคุยกันในรายการวิทยุที่กระจายเสียงเฉพาะในประเทศออสเตรเลีย)  ต่อมาในปี ค.ศ. 1975 ปู่ฟูเขียนหนังสือเล่มแรก "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางข้าวเส้นเดียว" ลูกศิษย์อย่าง Larry Korn จึงได้ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษและตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1978 (ปีเดียวกับที่ Bill Mollison ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก ชื่อ Permaculture One)

ในปี ค.ศ. 1978 พวกเขาทั้งสองคนจึงได้เรียนรู้ว่ามีคนในอีกซีกหนึ่งของโลกกำลังพยายามหาคำตอบเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติเช่นกัน  ทั้งสองต่างได้นำแนวคิดของแต่ละฝ่ายมาใช้งานตั้งแต่ยังไม่ได้พบกัน  โดยแนวคิดเพอร์มาคัลเชอร์ของปู่บิลที่ออกมาในช่วงต้นๆ เน้นเรื่องเทคนิคและวิทยาศาสตร์มากเกินไป(ปู่บิลเน้นที่การลงมือปฏิบัติโดยไม่ต้องมีแรงจูงใจว่าทำไมต้องทำ)  ปู่บิลได้ส่วนที่เป็นปรัชญาของปู่ฟูมาช่วยเสริมแนวคิดด้านเพอร์มาคัลเชอร์  ทำให้มีเหตุผลทางจิตวิญญาณว่าทำไมจะต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติ  นอกจากนี้ปู่บิลยังได้นำเทคนิคหลายอย่างที่ปู่ฟูพัฒนาขึ้นมาไปประยุกต์ใช้งาน เช่น การทำแปลงผักแบบไม่ต้องพรวนดิน  หรือ กระสุนดิน

ส่วนปู่ฟูได้แนวคิดวิธีการทำงานที่ขับเคลื่อน และการกระจายองค์ความรู้ในรูปแบบเป็นองค์กร  มีความครบถ้วนทั้งเรื่องการเกษตร การตลาด และการบริหารจัดการทางการเงิน มีทำงานร่วมกับคนในท้องถิ่นเพื่อให้โครงการมีคนทำงานต่อเนื่อง  ทำให้การเผยแพร่องค์ความรู้ และการถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ออกไปได้อย่างรวดเร็ว  ปู่ฟูจึงเริ่มทำกิจกรรมการฝึกอบรม การเขียนหนังสือ และการเดินทางไปช่วยเหลืองานขับเคลื่อนการนำเกษตรกรรมธรรมชาติไปใช้งานในประเทศต่างๆ

เขาทั้งสองคนมีโอกาสได้พบกันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) ในประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งต่อมาได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดกันอีกหลายครั้ง

ปัจจุบันปู่ฟูได้จากโลกใบนี้ไปแล้วในวันที่ 16 สิงหาคม 2008 (พ.ศ.2551) ในวัย 95 ปี  ส่วนปู่บิลเกษียณเพื่อกลับไปอยู่ที่สวนของเขาด้วยวัย 84 ปี (นับถึงปี พ.ศ. 2555) และยังคงมีส่วนร่วมในการเผยแพร่การประยุกต์ใช้เพอร์มาคัลเชอร์เป็นครั้งคราว

ในตอนต่อไปเรามาติดตามดูว่าปู่บิลมีแนวคิดที่แตกต่างจากปู่ฟูมากน้อยเพียงใด  และแนวคิดของปู่บิลจะเอามาประยุกต์ใช้ที่สวนขี้คร้านได้หรือไม่


อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/blog-post_5.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 01:03:07 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
nipun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 133


« ตอบ #105 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 10:05:44 AM »

ขอเป็นลูกหาบ ร่วมเดินทางกับ สวนขี้คร้านด้วยครับ ยิ้ม))
บันทึกการเข้า
namneung
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1507


« ตอบ #106 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 10:06:39 AM »

โอ้  พี่นึกเปิดสวนแล้ว  แวะมาให้กำลังใจค่ะ  ถึงจะช้าหน่อย  ก็ตั้งใจมาจร้า
บันทึกการเข้า
maya_amazon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 770


« ตอบ #107 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 10:09:00 AM »

สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ ถ้า รบ. ไทยรู้จักที่จะนำแนวทางเกษตรพอเพียงมาพัฒนาประเทศก็คงดีเนอะ จะได้สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นครัวของโลกหน่อย
บันทึกการเข้า
jaewnoi
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 833


« ตอบ #108 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 11:40:27 AM »

อ่านแล้วเพลินได้ความรู้เยอะ เสียดายอย่างเดียวตอนซื้อที่ไม่ได้รอบคอบอะไร เรื่องฝนฟ้า
ก็ไม่ได้นึกได้ถามเพราะเจอที่ตอนหน้าฝน แถมไฟท์บังคับด้วย   อายุคนทำก็ ( เหลือ ) น้อยยังไงก็ต้องดิ้นรนกันหลายๆยก ทั้งวิชาเทพ วิชามาร  อย่างน้อยความรู้จากท่านๆทั้งหลาย
ต้องขอขอบคุณมา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ
ขอบคุณที่พี่ดำที่แวะเข้ามาชมครับ  ตอนซื้อตัดสินใจเร็วมาก วันที่ไปดูที่ดินมีพระอาทิตย์ทรงกลด  ภรรยายังบอกว่าท่าทางฤกษ์งามยามดี  สงสัยต้องได้ซื้อที่ดินแน่ๆ  พอไปถึงที่ดินดูวันนั้นตัดสินใจวันนั้นเลยครับ เพิ่งมารู้ว่าพระอาทิตย์ทรงกลดเตือนว่า "มันแล้งมาก" ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนอายุคนทำเหลือน้อยจริงๆ เรี่ยวแรงกำลังก็เหลือน้อย เลยต้องหัดทำแบบขี้คร้าน  เพราะว่าถ้าต้องทำแบบใช้แรงกำลังเยอะๆ เดี๋ยวก็จะทำไม่ไหวแล้ว

ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ดีใจจังสวนเดิมบางมีคู่หูแล้ว เหมือนคู่แฝดเลยค่ะ  ...แต่สวนขี้คร้านได้เปรียบนิดนึงตรงอายุเจ้าของสวน
เป็นกำลังใจ...งานท้าทายความสามารถ ผ่านได้อยู่แล้ว ยิ้มกว้างๆ

บันทึกการเข้า

==> ความอดทนนั้นเป็นเลิศ ไม่ว่าทำอะไรถ้าเราอดทนก็ย่อมสำเร็จได้ทุกเรื่อง <==
sompol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3085



« ตอบ #109 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 11:59:22 AM »

...น่าติดตามชมเป็นอย่างมาก เรื่องราวของคิวบา ก็คงเหมือนสมัยปู่ย่าตายายของเรา ที่ท่านทำมาหากินและอยู่รอดกับธรรมชาติได้อย่างดี และยังสมารถส่งลูกหลานให้ได้เรียนหนังสือมีการศึกษา และมีความรู้สูงๆ อย่างพวกเราในเว็บนี้

...ห้องทดลองแห่งนี้จะเป็นแบบอย่างในการสู้กับความแห้งแล้งโดยอาศัยการอิงธรรมชาิติ เคารพธรรมชาติ และเติบโตไปกับธรรมชาติ อีกแห่งหนึ่งแน่นอนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2012, 12:02:42 PM โดย sompol » บันทึกการเข้า
Bankao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1003


« ตอบ #110 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 01:42:53 PM »

เข้ามาอ่านทุกวัน เป็นหนึ่งในกระทู้ที่จะต้องขาดไม่ได้ไปแล้ว

อยากถามว่า หนังสือของปู่บิล มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วหรือยังครับ เพราะเคยเห็นมีแต่ของปู่ฟูเท่านั้น
บันทึกการเข้า
Magnum (rew)
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4894



« ตอบ #111 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 02:48:06 PM »

โถ่... ให้คนอื่นเป็นสีสรรได้มั้ย  แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น

ไม่น่าเลยเรา  ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

ไปดีกว่า  ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ 

เดี๋ยวว่างๆ จะรื้อหาRep. เด็ดๆของพี่ปูมารวมเล่มดีกว่า.....  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า


สิ่งที่น่าสังเวชของมนุษย์
หาใช่ความเสื่อมถอยของสังขารไม่
แต่คือความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ
หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: