หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 898014 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #80 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2012, 09:26:34 PM »

การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)

ภายหลังจากได้พ่นน้ำหมักชีวภาพให้ทั่วสวน ด้วยความหวังที่ว่าจุลินทรีย์จะช่วยให้ธรรมชาติจะกลับเข้าสู่สมดุล  ย่อยสลายสารอินทรีย์  รักษาความชื้น  และดูแลสวนได้เองโดยที่มนุษย์ไม่ต้องแทรกแซงมากนัก ผมจึงทำการทดลองหักดิบครั้งใหญ่ในสวนที่เคยได้รับการดูแลจากเจ้าของสวนเดิมด้วยการ...ไม่รดน้ำต้นไม้เลย  ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อหน้าแล้งจริงๆ มาเยือนคือ


กล้วยที่ถือว่าเป็นไม้พี่เลี้ยงก็ดูเหมือนจะเอาตัวเองไม่รอด ท่าทางไม้พี่เลี้ยงอย่างกล้วยจะเสียชื่อก็คราวนี้ เหล่าวัชพืชก็แห้งตายไม่เป็นท่า


ต้นกล้วยหลายๆ ต้นคอหักไม่เป็นท่า


กล้วยหวีเล็ก และสุกทั้งๆ ที่ยังไม่โตพอ


แนวไม้ที่เคยรกชัฏเดินลุยเข้าไปแทบไม่ได้กลับโปร่ง โล่ง และเต็มไปด้วยใบไม้แห้ง


ต้นมะพร้าวใบแห้งและค่อยๆ ร่วง ทิวเขาที่เคยเป็นสีเขียวขจีในหน้าฝนกลับเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเกือบทั้งลูก  ต้นมะนาวแป้นในสวนที่เจ้าของเดิมปลูกไว้เกือบ 200 ต้นค่อยๆ แห้ง และยืนต้นตายทีละต้น


ต้นไม้ใหญ่อีกหลายๆ ต้นสลัดใบทิ้งหมด  โดยมิรู้เลยว่าจะกลับมาฟื้นคืนชีพในหน้าฝนได้หรือไม่  ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนวังเวงมาก

ยามค่ำคืนเห็นแนวไฟป่า (bush fire) ค่อยๆ ลามไปทั้งภูเขา  เหมือนมีคนขึ้นไปติดหลอดไฟสีเหลืองเป็นแนวยาวไปทั้งภูเขา (ดูคล้ายไฟประดับภูเขาทอง วัดสระเกศในกรุงเทพฯ )  ชั่งเป็นภาพที่ทั้งดูงดงาม และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน (ถ่ายรูปมาแต่ดูไม่ค่อยเห็นเพราะว่ามืดมาก)  ทั้งๆ ที่มีการใช้งบประมาณของกรมป่าไม้ว่าจ้างชาวบ้านขึ้นไปช่วยดับไฟบนภูเขา  แต่เหตุการณ์ไฟป่าขยายวงออกไปกว้างกว่ากำลังของมนุษย์จะควบคุมมันอยู่  ไฟป่าจึงเผาไหม้ต่อเนื่องอยู่หลายสัปดาห์ (เพิ่งมารู้จากชาวบ้านว่าไฟก็ไหม้แบบนี้เกือบทุกปี)

ไฟป่าที่เจอค่อนข้างจะแตกต่างจาก  ไฟป่าที่เคยเจอ  เนื่องจากเป็น bush fire จะเป็นลักษณะไหม้หญ้า/วัชพืชที่เหี่ยวแห้งตามพื้น และค่อยๆ ลามเป็นวงแหวนแห่งไฟไปทั้งภูเขา  ปรากฎให้เห็นเด่นชัดในยามค่ำคืน  แม้นจะทำให้เกิดควันพอสมควร แต่เปลวเพลิงก็ไม่ได้รุนแรงจนทำให้ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตายไปซะทีเดียว  เมื่อได้รับน้ำฝนในอีกหลายเดือนถัดมาป่าบนภูเขาก็กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง

ผลของการทำแบบไม่ทำได้เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ว่าเป็นเคยเป็นป่าดิบแล้ง ของดินแดนที่เรียกว่าแก่งกระจาน (คุณ Magnum (rew) ได้ชี้แจงในกระทู้น้องตั้มแล้วว่าป่า 59% ของแก่งกระจานเป็นป่าดิบแล้ง) การเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แห้งแล้ง และรายล้อมด้วยภัยจากไฟป่าของผืนดินแห่งนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของสวนขี้คร้านมิน้อย  มันจะเป็นไปได้หรือการทำสวนแบบไม่ต้องรดน้ำ 

ฤ เราคงต้องใช้พลังงานมหาศาลในการต่อสู้กับธรรมชาติท่ามกลางป่าดิบแล้งแห่งนี้ เหมือนเจ้าของสวนข้างๆ ที่ต้องขึ้นมาสูบน้ำจากแหล่งน้ำไกลออกไปร่วม 100 เมตรทุกๆ 2 วันเพื่อเลี้ยงชีวิตต้นชมพู่ในสวนของเขา  และต้องใช้แรงสูบมหาศาลโดยเครื่องยนต์เบนซินขนาดใหญ่ของรถยนต์มาปั่นสูบ (ต้องใช้แรงสูบเยอะ  เขาบอกว่าปั๊มไฟฟ้าเอาไม่อยู่) ต้องเสียค่าน้ำมันเดือนละเกือบหมื่นบาท

ฤ เราจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการรดน้ำต้นไม้ในสวนแห่งนี้เพียงเพื่อจะหล่อเลี้ยงชีวิตของไม้ผลเหล่านี้  ดูท่าความหวังในการทำการเกษตรแบบที่ใช้พลังงานน้อย หรือการทำสวนแบบสบายๆ สไตล์ขี้คร้านคงเป็นไปได้ยาก  ผมเริ่มสงสัยว่าผมทำอะไรผิดพลาดไปหรือ? 


ปล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าด่วนตัดสินใจซื้อที่ดินเพราะเห็นความชุ่มชื้นในหน้าฝน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 05, 2012, 09:34:46 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #81 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2012, 09:28:35 PM »

เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

บอกได้คำเดียวว่าสมราคาคุยครับพี่น้อย  เฮ้อ......น่าจะบอกกันเร็วๆหน่อย ผมปล่อยอะไรรั่วๆไปหลายกระบุงครับ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

พี่teerapan ครับ  ขอต้อนรับสู่เมืองป่าดิบแล้ง  ที่แห้งได้ใจเป็นเขาหัวโล้นครับ  ขนาดที่สวนผมเองปีที่แล้วยังโดนไฟลามเขาสวนเลยครับ พอหน้าฝนนี่ก็รกจนดูคล้ายป่าดงดิบ "อย่าซื้อที่สวนเมืองเพชรหน้าฝน" คำนี้ผมต้องมานั่งขำกลิ้งกับเพื่อนที่ไปซื้อที่ด้วยกัน  สภาพป่าดิบแล้ง ถ้าจำไม่ผิดจะเรียกตามลักษณะพันธุ์ไม้ที่ขึ้นว่าป่าเต็งรัง  ซึ่งไฟป่านี่เองที่เป็นตัวคุมชนิดพันธุ์พืชที่จะเติบโตและงอกงามได้ในผืนดินปนหินแบบนี้ครับ  การจัดการพื้นที่ให้อยู่หมัด ผมเองก็เริ่มต้นแบบมวยวัดตรงเป็น"คนช่างขุด" คือขุดบ่อน้ำมันให้กระจายไปทั่วสวนนี่แหละครับ  แม้ว่าพอหน้าแล้งจะแห้งขอดไปหลายส่วน  แต่อย่างน้อยก็พอจะพยุงไม้ปลูกใหม่ไปได้หลายชีวิตครับ

ปล.กระถินเทพาที่ว่าแน่ๆ ยังยกทีมกันตายหมู่มารอบนึงแล้ว  แล้งนี้มาดูมะฮอกกานีรุ่นสองกันครับ(รุ่นแรกรอดเพราะปลูกริมร่องน้ำครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 05, 2012, 09:49:46 PM โดย tumtump » บันทึกการเข้า
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #82 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2012, 11:28:47 PM »

เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

บอกได้คำเดียวว่าสมราคาคุยครับพี่น้อย  เฮ้อ......น่าจะบอกกันเร็วๆหน่อย ผมปล่อยอะไรรั่วๆไปหลายกระบุงครับ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

พี่teerapan ครับ  ขอต้อนรับสู่เมืองป่าดิบแล้ง  ที่แห้งได้ใจเป็นเขาหัวโล้นครับ  ขนาดที่สวนผมเองปีที่แล้วยังโดนไฟลามเขาสวนเลยครับ พอหน้าฝนนี่ก็รกจนดูคล้ายป่าดงดิบ "อย่าซื้อที่สวนเมืองเพชรหน้าฝน" คำนี้ผมต้องมานั่งขำกลิ้งกับเพื่อนที่ไปซื้อที่ด้วยกัน  สภาพป่าดิบแล้ง ถ้าจำไม่ผิดจะเรียกตามลักษณะพันธุ์ไม้ที่ขึ้นว่าป่าเต็งรัง  ซึ่งไฟป่านี่เองที่เป็นตัวคุมชนิดพันธุ์พืชที่จะเติบโตและงอกงามได้ในผืนดินปนหินแบบนี้ครับ  การจัดการพื้นที่ให้อยู่หมัด ผมเองก็เริ่มต้นแบบมวยวัดตรงเป็น"คนช่างขุด" คือขุดบ่อน้ำมันให้กระจายไปทั่วสวนนี่แหละครับ  แม้ว่าพอหน้าแล้งจะแห้งขอดไปหลายส่วน  แต่อย่างน้อยก็พอจะพยุงไม้ปลูกใหม่ไปได้หลายชีวิตครับ

ปล.กระถินเทพาที่ว่าแน่ๆ ยังยกทีมกันตายหมู่มารอบนึงแล้ว  แล้งนี้มาดูมะฮอกกานีรุ่นสองกันครับ(รุ่นแรกรอดเพราะปลูกริมร่องน้ำครับ)

  แอบฟังจอมยุทธเขาคุยกัน สุน้อยผู้ไร้วรยุทธก็เบาใจ ฤ สูงสุดสู่สามัญ ผูกเปลน้อยนอนชมริมห้วยสบายจายยยยย...
  ทำเล..ทำเล..ทำเล..สุดยอดกลยุทธทางการค้าของเจ้าสัว.ซีพี ทำบางสิ่ง ละเว้นบางสิ่ง ย่อมเป็นกลยุทธปลูกป่าของสุน้อย..คริ

                                                                                                                                 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #83 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2012, 11:56:17 PM »

  แอบฟังจอมยุทธเขาคุยกัน สุน้อยผู้ไร้วรยุทธก็เบาใจ ฤ สูงสุดสู่สามัญ ผูกเปลน้อยนอนชมริมห้วยสบายจายยยยย...
  ทำเล..ทำเล..ทำเล..สุดยอดกลยุทธทางการค้าของเจ้าสัว.ซีพี ทำบางสิ่ง ละเว้นบางสิ่ง ย่อมเป็นกลยุทธปลูกป่าของสุน้อย..คริ
                                                                                                                                 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

แม่นางสุ ผู้สำเร็จวิชาเก้าอิมจินเก็งของสำนักสุสานโบราณ ย่อมไม่ธรรมดา ทั้งลีลาการเลือกทำเล และชนิดของต้นไม้ไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งเคล็ดวิชาเรียงหินสวยงามยังมีชื่อเลื่ิองลือไปทั้งยุทธภพ วันนี้ข้าน้อยขอน้อมรับเคล็ดวิชา "สูงสุดคืนสู่สามัญ" ไปศึกษาในภาคค่ำต่อไป

จอมขี้คร้าน
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #84 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2012, 07:53:59 AM »

  แอบฟังจอมยุทธเขาคุยกัน สุน้อยผู้ไร้วรยุทธก็เบาใจ ฤ สูงสุดสู่สามัญ ผูกเปลน้อยนอนชมริมห้วยสบายจายยยยย...
  ทำเล..ทำเล..ทำเล..สุดยอดกลยุทธทางการค้าของเจ้าสัว.ซีพี ทำบางสิ่ง ละเว้นบางสิ่ง ย่อมเป็นกลยุทธปลูกป่าของสุน้อย..คริ
                                                                                                                                 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

แม่นางสุ ผู้สำเร็จวิชาเก้าอิมจินเก็งของสำนักสุสานโบราณ ย่อมไม่ธรรมดา ทั้งลีลาการเลือกทำเล และชนิดของต้นไม้ไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งเคล็ดวิชาเรียงหินสวยงามยังมีชื่อเลื่ิองลือไปทั้งยุทธภพ วันนี้ข้าน้อยขอน้อมรับเคล็ดวิชา "สูงสุดคืนสู่สามัญ" ไปศึกษาในภาคค่ำต่อไป

จอมขี้คร้าน

นึกถึง แม่นางเซียวเหล่งนึ่ง  ท่านอา ของเอี้ยก้วยเลย  เธอสวย สง่างาม สงบนิ่ง  เยือกเย็น  อย่างยิ่ง
บันทึกการเข้า
Bankao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1003


« ตอบ #85 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2012, 11:53:46 AM »

เข้ามาแอบอ่านด้วยคนครับ มีคำกล่าวที่ว่าไว้ว่า "ถ้าจะขายที่สวนให้ขายหน้าฝนหรือปลายฝน แต่ถ้าจะซื้อที่ให้ไปซื้อหน้าแล้ง" แต่ก็ไม่เคยทำได้สักกะที เห็นเขียว ๆ ดินดำ ๆ หน่อย กระโดดเข้าใส่ทันทีเลย

ผมก็ทำสวนอยู่กาญจน์ แถว ๆบ้านเก่า บางคนว่าเป็นเขตเงาฝน ปีนึง ๆ เจอแล้งไปนานถึง 6 เดือน (ครึ่งปีเลยนะนั่นน่ะ) เพราะเริ่มแล้งตั้งแต่เดือน พย เป็นต้นไป บางปีฝนแรกกว่าจะมาก็เดือนมิย (เมื่อสองปีก่อน) ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความแล้งและความโหดร้ายของเปลวแดด จนบางครั้งเวลาไปสวน (ไปเฉพาะเสาร์อาทิตย์) ยังคิดอยู่บ่อย ๆ ว่าเรามาทำอะไรอยู่เนี่ยกับพื้นที่อย่างนี้ นั่งอยู่นิ่ง ๆ แต่เหงื่อหยดลงมาติ๋ง ๆ ตลอด จากบทสรุปที่ผ่านมา 4-5 ปีนี้ สรุปได้ว่า น้ำอย่างเดียวเลยครับที่ทำให้อยู่รอดได้ ไม่งั้นตายเกลี้ยงแน่ ๆ โดยเฉพาะที่ปลูกสองปีแรก ทั้งยาง มะพร้าว ไผ่ กระถินเทพา

ส่วนบริเวณข้าง ๆ บ้าน ผมก็ปลูกต้นไม้ไว้แน่นไปหมดเลย เอาเยอะไว้ก่อน เพื่อจะได้ร่มเงาบังแดดได้ น่าดีใจที่ปีนี้ ได้เงามากพอที่จะผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ได้แล้ว คงไม่ต้องอุดอู้ทนร้อนอยู่แต่ในบ้านชั้นเดียวที่ไม่มีฝ้าต่างหาก

ยังไงก็ยังขอติดตามและเก็บความรู้จากสวนขี้คร้านมาใช้บ้างนะ เพราะหลัง ๆ เริ่มจะขี้คร้านขึ้นมาบ้างเหมือนกัน อยากทำอะไร โดยไม่ต้องทำบ้าง
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #86 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2012, 07:29:23 PM »

เข้ามาแอบอ่านด้วยคนครับ มีคำกล่าวที่ว่าไว้ว่า "ถ้าจะขายที่สวนให้ขายหน้าฝนหรือปลายฝน แต่ถ้าจะซื้อที่ให้ไปซื้อหน้าแล้ง" แต่ก็ไม่เคยทำได้สักกะที เห็นเขียว ๆ ดินดำ ๆ หน่อย กระโดดเข้าใส่ทันทีเลย

ผมก็ทำสวนอยู่กาญจน์ แถว ๆบ้านเก่า บางคนว่าเป็นเขตเงาฝน ปีนึง ๆ เจอแล้งไปนานถึง 6 เดือน (ครึ่งปีเลยนะนั่นน่ะ) เพราะเริ่มแล้งตั้งแต่เดือน พย เป็นต้นไป บางปีฝนแรกกว่าจะมาก็เดือนมิย (เมื่อสองปีก่อน) ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความแล้งและความโหดร้ายของเปลวแดด จนบางครั้งเวลาไปสวน (ไปเฉพาะเสาร์อาทิตย์) ยังคิดอยู่บ่อย ๆ ว่าเรามาทำอะไรอยู่เนี่ยกับพื้นที่อย่างนี้ นั่งอยู่นิ่ง ๆ แต่เหงื่อหยดลงมาติ๋ง ๆ ตลอด จากบทสรุปที่ผ่านมา 4-5 ปีนี้ สรุปได้ว่า น้ำอย่างเดียวเลยครับที่ทำให้อยู่รอดได้ ไม่งั้นตายเกลี้ยงแน่ ๆ โดยเฉพาะที่ปลูกสองปีแรก ทั้งยาง มะพร้าว ไผ่ กระถินเทพา

ส่วนบริเวณข้าง ๆ บ้าน ผมก็ปลูกต้นไม้ไว้แน่นไปหมดเลย เอาเยอะไว้ก่อน เพื่อจะได้ร่มเงาบังแดดได้ น่าดีใจที่ปีนี้ ได้เงามากพอที่จะผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ได้แล้ว คงไม่ต้องอุดอู้ทนร้อนอยู่แต่ในบ้านชั้นเดียวที่ไม่มีฝ้าต่างหาก

ยังไงก็ยังขอติดตามและเก็บความรู้จากสวนขี้คร้านมาใช้บ้างนะ เพราะหลัง ๆ เริ่มจะขี้คร้านขึ้นมาบ้างเหมือนกัน อยากทำอะไร โดยไม่ต้องทำบ้าง

ขอบคุณคุณ Bankao ที่แวะมาเยี่ยนเยือน ตอนนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ "น้ำคือชีวิต" ว่าแต่...จะเอาน้ำมาจากไหน...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 06, 2012, 07:31:26 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #87 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2012, 09:43:32 PM »

การทำแบบไม่กระทำ(ต่อ)

เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง  พอเจอปัญหาที่สวนก็เลยกลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องปริมาณน้ำฝนต่อปี จำนวนวันที่ฝนตกต่อปี และจำนวนเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 20 มิลลิเมตร โดยข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ยจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
  • จ.เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนต่อปีน้อยที่สุด จำนวนวันที่ฝนตกน้อยที่สุด และจำนวนเดือนที่ฝนตกน้อยกว่า 20 มม. มากที่สุดในภาคใต้  สรุปกันง่ายๆ แห้งแล้งที่สุดในภาคใต้ โกรธ โกรธ โกรธ
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งมากที่สุดในบรรดาจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งกว่า จ.ราชบุรี และ จ.กาญจนบุรีที่อยู่ในแนวภูเขาฝั่งตะวันตกของประเทศเหมือนกัน
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งกว่า กรุงเทพฯ  แถมกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่ฝนตกมากที่สุดในภาคกลาง !!!






โอ...พระเจ้า  ผมเลือกซื้อที่ดินได้ถูกจังหวัดจริงๆ  อย่างนี้สิจะเป็นจังหวัดที่เราจะอาบแดดได้อย่างสบายๆ ถึง 261 วันต่อปีโดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องฝนตก ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  เสียดายแค่...ไม่ได้ครองแชมป์จังหวัดที่แล้งที่สุดในประเทศไทย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม (มีคนแนะนำให้ปลูกยางพาราเหมือนเจ้าของที่ดินแถวๆ นี้กำลังนิยม  ด้วยเหตุที่มีวันที่ฝนไม่ตกเยอะ และเป็นที่ดอน น่าจะเหมาะสมกับธุรกิจการกรีดยาง  แต่ผมยังไม่อยากทำสวนยาง ร้องไห้ ร้องไห้ )

เมื่อศึกษารายละเอียดพบว่าน้ำฝนมีการกระจายตัวตกระหว่างปีดังนี้


ความจริงในช่วงเดือนตุลาคมก็มีฝนตกมิใช่น้อย  ด้วยเหตุอันใดจึงได้แห้งแล้งเช่นนี้หนอ...ผมเริ่มสงสัยว่าเราจะเอาน้ำในช่วงเดือนกันยายน และตุลาคม มาใช้ในช่วงเดือนธันวาคม - เดือนเมษายนให้เพียงพอได้อย่างไร?

ปู่ฟูกูโอกะสอนให้เฝ้าสังเกตุธรรมชาติ และปรับตัวให้เข้ากับวิถีของธรรมชาติ  ในแนวคิดของปู่ฟูเริ่มจากการคิดว่าเราจะไม่ทำขั้นตอนนี้ได้มั๊ย  จะไม่ทำขั้นตอนนั้นได้มั๊ย  และค่อยๆ ลดทอนการแทรกแซงธรรมชาติ  ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามาจัดการเอง  แม้นว่าจะเห็นด้วยและเคารพปู่ฟูแต่ดูเหมือนว่าข้างในจิตใจของผมยังคงละวางไม่ได้  เพราะถ้าปล่อยไปสภาพในสวนคงไม่ต่างกับสภาพแห้งแล้งบนภูเขาธรรมชาติที่รายรอบ นี่หาใช่สิ่งที่ผมปารถนาเลย  ท่าทางมนุษย์เราได้เข้าไปรุกรานธรรมชาติแถบนี้เกินกว่าจะเยียวยาได้ในเร็ววัน

ถ้าผมเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งภูเขาให้เป็นสีเขียวทั้งปีไม่ได้ในวันนี้  มีอะไรที่ผมจะทดลองทำเพื่อนำพาความชุ่มชื้นกลับสู่ผืนดินแห่งนี้ได้บ้าง  นี่อาจจะหมายถึงเวลาในการออกเดินทางหาศาสตร์แขนงใหม่เพิ่มเติม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2014, 05:01:35 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #88 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 12:01:14 AM »

การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)

ท่ามกลางข่าวร้ายยังมีข่าวดีอยู่บ้าง


มะม่วงที่ไม่เคยรดน้ำ  ยังออกผลให้ได้กินหลายต้น  แม้นผลจะไม่โต  แต่ผลสุกหวานมากๆ  ส่วนมะม่วงฟ้าลั่นตกพื้นกลับไม่แตกเหมือนต้นที่ได้รับน้ำเต็มที่  เป็นครั้งแรกที่ได้กินมะม่วงฟ้าลั่นสุกรสชาติดีมากแบบที่ไม่มีขายที่ตลาด


กล้วยในบางโซนของสวนก็ยังเติบโตได้ดีท่ามกลางความแห้งแล้ง  แต่ทุกสัปดาห์ก็จะมีของติดท้ายรถกลับไปทานที่บ้านเสมอ มากบ้างน้อยบ้างตามความกรุณาของธรรมชาติ (ไม่รดน้ำ ไม่พรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้าเฉพาะเวลาเดินเข้าไปเก็บเกี่ยว จะเรื่องมากไปทำไม)

ถ้าจะสรุปผลการทดลองจะมีดังนี้
- วัชพืชที่อยู่กลางแจ้ง แห้งตายเป็นส่วนใหญ่
- ต้นมะนาวแป้นตายเป็นส่วนใหญ่ หมดไปประมาณ 100 กว่าต้น  ต้นที่ยังรอดอยู่ต้องคอยดูต่อไป
- ต้นมะกรูดดูโทรมไปบ้างแต่ไม่ตาย ให้ผลผลิตบ้าง แต่ไม่เยอะ
- ต้นมะพร้าวส่วนใหญ่รอด ยืนต้นตาย 1 ต้น  คิดว่าเป็นเพราะด้วงมะพร้าวมากกว่าความแห้งแล้ง
- ต้นมะไฟ ต้นมะปราง และต้นฝรั่งยืนต้นตาย
- ต้นมะตูมให้ผลผลิต และทิ้งใบหมดเกลี้ยง  แต่ก็กลับมาผลิใบในหน้าฝน
- ต้นกล้วยแห้งคอหักไปบ้าง ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ แต่ไม่มีกอไหนตาย
- ต้นมะม่วงให้ผลเป็นบางต้น  แต่ยังเขียวขจีอยู่ดีทุกต้น
- ต้นสะเดา ไผ่ และต้นขี้เหล็กไม่สะทกสะท้านกับความแล้ง
- ต้นชมพู่อยู่รอดได้ แต่ให้ผลเล็กมาก และร่วงเยอะ  ไม่ได้กิน
- ต้นมะละกอให้ผลบ้าง บางต้นแห้งตายบ้าง
- พืชหัว เช่น มันเลือดนก มันมือเสือ และบุก ใบจะค่อยๆ เหี่ยวไป  และผลิใบออกมาใหม่เมื่อถึงฤดูฝน
- ขิง ข่า กระชาย กระทือ ขมิ้น ใบจะค่อยๆ เหี่ยวไป  และงอกใหม่เมื่อถึงฤดูฝน
- ต้นพริกและผักสวนครัวหลายชนิดตายหมด และไม่ฟื้นกลับมา
- ต้นไม้ที่ทดลองปลูกใหม่ เช่น ทุเรียน มะกอกฝรั่ง กาแฟ โกโก้ ฟักข้าว ผักเหรียง และผักกูด ตายทั้ง 100%

โดยรวมๆ แล้วยังมีพืชที่รอดจากหน้าแล้งได้  บางชนิดรอดเฉพาะในบางพื้นที่ในสวน  ดูเหมือนว่าทั้งชนิดของพรรณไม้ ทำเลที่ปลูก และวิธีการปลูกจะมีผลต่อความอยู่รอดของต้นไม้  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?  เราจะต้องออกแบบพรรณไม้และสถานที่ปลูกอย่างไร?  เราจะปรับพื้นที่ที่ไม่ค่อยเหมาะสมกับพืชมาเป็นทำเลที่เหมาะได้อย่างไร?  ดูเหมือนคำถามจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยยังไม่มีความตอบ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2012, 12:45:11 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #89 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 06:05:32 AM »

เมื่อวิกฤติน้ำมันมาถึง  ผมตายแน่ๆ  คงถึงเวลาเลิกคิด หยุดฝัน แล้วลงมือทำ เสียที
บันทึกการเข้า
DUMP
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 142


« ตอบ #90 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 02:01:20 PM »

อ่านแล้วเพลินได้ความรู้เยอะ เสียดายอย่างเดียวตอนซื้อที่ไม่ได้รอบคอบอะไร เรื่องฝนฟ้า
ก็ไม่ได้นึกได้ถามเพราะเจอที่ตอนหน้าฝน แถมไฟท์บังคับด้วย   อายุคนทำก็ ( เหลือ ) น้อยยังไงก็ต้องดิ้นรนกันหลายๆยก ทั้งวิชาเทพ วิชามาร  อย่างน้อยความรู้จากท่านๆทั้งหลาย
ต้องขอขอบคุณมา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ
บันทึกการเข้า
Bankao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1003


« ตอบ #91 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 02:12:38 PM »

อีกวิธีในการเก็บกักน้ำเพื่อให้มีความชื้นในที่ดินเราตลอดหน้าแล้ง คือขุดบ่อหรือสระเล็ก ๆ แต่ลึกหน่อย ทั่วบริเวณในที่ดิน เป็นหย่อม ๆ ไป น่าจะช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดินและความชุมชื้นในดินได้บ้าง หรือทำฝายเก็บกักน้ำเป็นจุด ๆ เพื่อให้น้ำที่กักไว้ซึมลงไปในที่ดินของเราได้มากที่สุด
ดังนั้นผมจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมทฤษฎีของในหลวงจึงกำหนดให้พื้นที่ที่เป็นน้ำมากถึง 30%
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2012, 02:25:46 PM โดย Bankao » บันทึกการเข้า
yangna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1179


« ตอบ #92 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 02:33:55 PM »

แล้วสวนอยู่จังหวัดอะไร ตอบรึยังค่ะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Magnum (rew)
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4894



« ตอบ #93 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 03:10:25 PM »

คุณยางนาก็...

อิ อิ ขอช่วยสังเกตุธรรมชาติอีกสักนิดได้ไหมครับคุณteerapan

ต้นไม้ที่ยังเหลืออยู่
ต้นไหนที่มาจากการปลูกด้วยเมล็ด มีรากแก้ว
ต้นไหนมาจากการปลูกด้วยกิ่งตอน ไม่มีรากแก้ว


คิดว่าถึงเป็นต้นไม้ติดสวนมา พอรื้อค้นหาคำตอบได้

ผมเองอยากร่วมค้นหาปริศนาแห่งธรรมชาตินี้เหมือนกันครับ
บันทึกการเข้า


สิ่งที่น่าสังเวชของมนุษย์
หาใช่ความเสื่อมถอยของสังขารไม่
แต่คือความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ
yangna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1179


« ตอบ #94 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 03:33:33 PM »

น้อง rew

จะมาบอกว่าพี่ทำอะไร ผิดพลาดไปอีกรึเปล่าเนี้ย หรือว่าปล่อยไก่อีกแล้ว ลังเล ลังเล ลังเล

ชอบทำให้พี่ขาดความมั่นใจอยู่เรื่อย ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

รู้แล้ว ๆ   เพชรบุรี  กลับไปตั้งใจอ่านอีกทีพึ่งเห็น โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2012, 03:39:34 PM โดย yangna » บันทึกการเข้า
Magnum (rew)
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4894



« ตอบ #95 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 04:14:18 PM »

ขำพี่ยางนาอ่ะ  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

การทำแบบไม่กระทำ (ต่อ)


ผลของการทำแบบไม่ทำได้เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ว่าเป็นเคยเป็นป่าดิบแล้ง ของดินแดนที่เรียกว่าแก่งกระจาน (คุณ Magnum (rew) ได้ชี้แจงในกระทู้น้องตั้มแล้วว่าป่า 59% ของแก่งกระจานเป็นป่าดิบแล้ง) การเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แห้งแล้ง และรายล้อมด้วยภัยจากไฟป่าของผืนดินแห่งนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของสวนขี้คร้านมิน้อย  มันจะเป็นไปได้หรือการทำสวนแบบไม่ต้องรดน้ำ  


ปล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าด่วนตัดสินใจซื้อที่ดินเพราะเห็นความชุ่มชื้นในหน้าฝน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



ขอบคุณครับ ที่สนใจบทความของผม เล่นเอาต้องไปหาข้อมูลอ้างอิงที่มาเลย

Clickที่นี่

ลองเข้าไปดูครับ เผื่้อจะเป็นไอเดียในการจัดการพื้นที่ได้
จริงๆในลิ้งค์ดังกล่าวบอกด้วยว่าแก่งกระจานเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญ ได้แก่  แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำภาชี แม่น้ำปราณบุรี
และแม่น้ำกุยบุรี

แล้งอย่างไร ก็เป็นแหล่งต้นน้ำ ป่าอย่างไรก็เป็นป่า ลองดูข้อมูลครับ ขบปริศนาแห่งธรรมชาติกันต่อไป  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2012, 04:16:12 PM โดย Magnum (rew) » บันทึกการเข้า


สิ่งที่น่าสังเวชของมนุษย์
หาใช่ความเสื่อมถอยของสังขารไม่
แต่คือความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: