หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 911381 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tri
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1072


« ตอบ #64 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 04:27:01 PM »

ขอตามด้วยคนครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #65 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 05:37:30 PM »

ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ
บันทึกการเข้า
psit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1052

กินอยู่แค่พอเพียง


« ตอบ #66 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 06:47:51 PM »

ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ
เป็นคำถามที่ดีมากครับ
ก่อนที่คุณทีละพัน(ขออนุญาตแกล้งชื่อ) จะตอบ ผมอยากลองเดาสักหน่อย
หากเหตุการณืแบบนี้เกิดที่ประเทศไทย ผมว่าผลลัพธ์สุดท้ายน่าจะไม่ต่างกัน แต่ระหว่างทาง และระยะเวลาเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน
เพราะคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักปรับตัวได้ดี คนจึงครองโลกนี้อยู่อย่างที่เห็น คนไทย หรือ คนคิวบา ต่างก็มีสัญชาตญาณนี้อยู่เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ที่คนไทยส่วนใหญ่ ถูกประคบประหงมมาด้วยลัทธิประชานิยมสุดโต่งมานาน อาจต้องใช้เวลานานกว่า และบางทีอาจมีการใช้ยาแรงๆ เช่น อาจเกิดการจราจล การประท้วง การก่การร้ายต่าง ๆ และตามมาด้วยการปราบปราม ..... อย่างที่ผ่าน ๆ มา จนในที่สุด ต่างฝ่ายต่างเบื่อ เซ็ง..กันไป แล้วหันกลับไปแก้ไขที่ตัวเอง ไม่รอให้คนอื่นมาแก้ปัญหาของตัวเองให้.... แล้วก็พบเส้นทาง ทางออกแบบคิวบา... อันนี้แค่ลองเดานะครับ อาจไม่เป็นจริงก็ได้ครับ
บันทึกการเข้า
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #67 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 07:17:49 PM »

ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ
เป็นคำถามที่ดีมากครับ
ก่อนที่คุณทีละพัน(ขออนุญาตแกล้งชื่อ) จะตอบ ผมอยากลองเดาสักหน่อย
หากเหตุการณืแบบนี้เกิดที่ประเทศไทย ผมว่าผลลัพธ์สุดท้ายน่าจะไม่ต่างกัน แต่ระหว่างทาง และระยะเวลาเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน
เพราะคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักปรับตัวได้ดี คนจึงครองโลกนี้อยู่อย่างที่เห็น คนไทย หรือ คนคิวบา ต่างก็มีสัญชาตญาณนี้อยู่เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ที่คนไทยส่วนใหญ่ ถูกประคบประหงมมาด้วยลัทธิประชานิยมสุดโต่งมานาน อาจต้องใช้เวลานานกว่า และบางทีอาจมีการใช้ยาแรงๆ เช่น อาจเกิดการจราจล การประท้วง การก่การร้ายต่าง ๆ และตามมาด้วยการปราบปราม ..... อย่างที่ผ่าน ๆ มา จนในที่สุด ต่างฝ่ายต่างเบื่อ เซ็ง..กันไป แล้วหันกลับไปแก้ไขที่ตัวเอง ไม่รอให้คนอื่นมาแก้ปัญหาของตัวเองให้.... แล้วก็พบเส้นทาง ทางออกแบบคิวบา... อันนี้แค่ลองเดานะครับ อาจไม่เป็นจริงก็ได้ครับ



ขอเดาด้วยคนครับ....ผมมองทางออกไว้แบบนี้ครับ คือยุคนี้การสื่อสารเร็วมาก และสังคมเราเป็นประชาธิปไตย การควบรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของรัฐทำได้ไม่โจ่งแจ้ง นั่นหมายถึงประชาชนมีสิทธิ์ในการจัดการตัวเองสูงมาก ถึงสูงที่สุดเช่นรวมกลุ่ม รวมพลังกันขับเคลื่อนอะไรที่รัฐเข้ามาแทรกแซงไม่ได้หลายอย่าง(หากไม่นับอิทธิพลเถื่อนเช่นเปิดตลาดนัดแล้วโดนมาเฟียเก็บค่าต๋ง)  กรณี"ชุมชนวังตะกอ" ที่กำนันคนนึงลุกขึ้นทำตนเป็นตัวอย่าง และปลุกลูกบ้านให้ตื่นขึ้นสู้กับความจริง จัดการตัวเอง จัดการชุมชนและสภาพแวดล้อมตัวเอง สร้างภูมิคุ้มกันจากภัยแห่งทุนนิยมได้ตั้งแต่ยังไม่เกิดพีคออยล์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เราสู้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง(ไม่ต้องรอการหยิบยื่นความช่วยเหลือ)

หากภาคเกษตรไทยเป็นเหมือนผู้ป่วยที่หมอ(รัฐ)ให้ยาแรงระงับปวดอย่างมอร์ฟีน ถ้ารับยานานเกินไปจนเสพติด(ขอเปรียบเทียบกัยโครงการประชานิยมแล้วกัน) แล้ววันนึงถึงพีคออยล์ ไม่มียาระงับปวดแบบเฉียบพลันอย่างที่เคยเป็นมา ถ้ายังไม่เสียที่ทางไป ก็คงพอจะหักดิบกลับมาเริ่มต้นในวิถี(เก่าๆ)แบบใหม่ๆได้ (เพราะเราปรับตัวได้เร็ว) แต่ถ้านี่คือประเทศประชาธิปไตย ที่รัฐยึดที่คืนที่ดินจากนายทุนมาแจกจ่ายกลับให้ประชานไม่ได้(หรือได้แต่ไม่ทำ)  คนเหล่านี้จะไปก่อจลาจลกับใคร หนึ่งรัฐ(มีกองกำลัง) สองนายทุน(มีตังจ้างกองกำลัง)สามประชาชนคนสุจริตที่รอดภัยนี้ไปได้(อันนี้ล่ะมีมือเปล่าๆเลย)

รอความเห็นเจ้าของเรื่องดีกว่า ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #68 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 08:48:38 PM »

ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ

น้องตั้มถามผม  ถ้าผมตอบโดนกระทบใครจนกระทั่งเข้าคุก  น้องตั้มช่วยไปประกันตัวด้วยนะครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

สำหรับคำถามแรกเรื่องรัฐหรือประชาชนทำให้รอด  เรื่องจริงๆ ไม่มีใครรู้เพราะมีนักข่าวชาวตะวันตกมาติดตามเรื่องราวของประเทศคิวบา ก็มักจะทำสารคดีออกมาในเชิงตำหนิรัฐบาลคิวบา และสัมภาษณ์เฉพาะเรื่องที่ประชาชนบ่นกันเรื่องปากท้องเพราะว่าพวกเขาไม่ชอบระบอบการปกครองของคิวบา  ซึ่งปัจจุบันนี้ประชาชนไม่อดตายสักคน แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศคิวบาก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม นักข่าวมักจะสร้างมุมมองว่าแบบนี้ผิด  ควรจะปล่อยให้เป็นระบบทุนนิยม   แต่ก็มีประชาชนคิวบาอีกจำนวนมากไปโทษว่าที่พวกเขายากจนแบบนี้เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐอเมริกา  ตอนรัฐบาลโอบามา 1 หาเสียงพวกเขาก็คิดว่าความสัมพันธ์จะดีขึ้น  พวกเขาจะได้รับการผ่อนปรนเรื่องการกีดกันทางการค้า แต่สุดท้ายโอบามาก็ทำให้พวกชาวคิวบาผิดหวังเพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่  พวกเขายังใช้ชีวิตลำบากเหมือนเดิม

ถ้าจะตอบจากความคิดเห็นส่วนตัว จากข้อมูลหลายๆ แหล่งทำให้เข้าใจว่าพวกเขาเอาตัวรอดได้เพราะ

1. พวกเขามีสัดส่วนของประชากรที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ และบุคคลากรทางการแพทย์สูงที่สุดในละตินอเมริกา  มีนักคิดที่ฉลาดๆ จำนวนมากทำให้พวกเขาปรับตัวได้เร็ว  ส่วนเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่พวกเขาทำงานวิจัยมาเป็นเวลานานก่อนเกิด special period (พวกเขาต่อสู้กับสหรัฐมานานก่อน special period โดยอาศัยความช่วยเหลือจากโซเวียต)   เพียงแต่ก่อนเกิด special period มูลค่าทางเศรษฐกิจมันไม่คุ้มที่จะทำ  แต่เมื่อเกิด special period แล้วพวกเขาทำเพราะไม่มีทางเลือก  ไม่งั้นอดตาย

ถ้าเราศึกษาเรื่องขั้นตอนการวัดค่า GDP อย่างละเอียดแล้วเราจะเข้าใจว่า  ถ้าคนหันไปปลูกพืชเพื่อบริโภคเอง ส่วนเกินเน้นที่การต่างให้ตอบแทนโดยไม่ได้ซื้อขาย (Barter System) จะทำให้การวัดค่า GDP ลดลง  เพราะจะขาดซึ่ง Capital Flow ในระบบทุนนิยมจะไม่ชอบโมเดลแบบนี้  เพราะตัวพลักดันเศรษฐกิจคือการบริโภค  เมื่อคนหันไปหาวิธีการที่ลดการบริโภค/เผาพลาญทรัพยากรลง การหมุนเวียนของเงินทุนก็จะลดลง (ไม่ได้หมายความว่าคนจะอดอยาก) ซึ่งจะทำให้ค่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) จะลดลง รวมถึงค่า GDP per capita ก็จะลดลง  ทำให้ดูเหมือนคนยากจนขึ้น  (คนที่ปลูกพืชกินเอง ไม่อดอยาก มีอาหารเกินพอแล้วแจกจ่ายให้คนอื่นกินฟรี ไม่ได้ขาย จึงไม่มีรายได้ จะถูกถือว่าเป็นคนยากจน และสามารถเรียกร้องรับเงินสวัสดิการจากรัฐได้  โดยคนที่ยังต้องซื้อของมากินจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และคนที่ทำงานในระบบเงินเดือนจะเป็นคนจ่ายภาษีเงินได้เป็นทุนในระบบสวัสดิการของรัฐ) ถ้าสนใจลองหาหนังสือเก่าๆ อย่างเช่น Small is beautiful (เล็กนั้นงาม) ของ E. F. Schumacher  พิมพ์ครั้งแรกปี  1989 (พ.ศ.2532) หรือ Village Swaraj (คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน) ของมหาตมะ คานธี พิมพ์ครั้งแรกปี 1962 (พ.ศ.2505) สะท้อนแนวคิด และแนวทางที่ประชาชนที่ยากจนของอินเดียจะสามารถพึ่งพาตนเอง และต่อกรกับมหาอำนาจอย่างอังกฤษ  รู้สีกว่าทั้ง 2 เล่มจะถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้ว  แต่ไม่ได้รับความนิยมในการอ่าน  น่าจะหาซื้อยากพอสมควร   ถ้าอ่านแล้วจะพบว่าแนวคิดคล้ายๆ กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในหลวงทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยครั้งแรกปี พ.ศ. 2517 และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540)  เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่าปราชญ์หลายท่านในโลกต่างได้ข้อสรุปเรื่องเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่คล้ายคลึงกันแม้นว่าจะนำเสนอในช่วงเวลาต่างกัน  แต่แนวคิดเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน  รัฐบาลต่างพยายามใช้ระบบที่ทำให้ประชาชนต้องพิ่งพิงรัฐ และรัฐต้องพิ่งพิงมหาอำนาจต่างประเทศ

ส่วนการทำเกษตรอินทรีย์ยิ่งจะลดการทำให้ GDP ยิ่งตกต่ำเข้าไปใหญ่  เพราะจะทำให้ขาดการซื้อขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเคมี และเมล็ดพันธุ์พืช  หากทำในวงกว้างจะทำธุรกิจอีกหลายอย่างขาดกำไร จึงเป็นเหตุให้ในสภาวะปกติรัฐบาลไม่นิยมส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เพราะประชาชนจะพึ่งพาตนเองได้มากไป  ธุรกิจที่หากินกับเกษตรกรซึ่งจ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองอยู่จะไม่พอใจ ส่งผลให้ทำให้รัฐไม่มีอำนาจ (เพราะประชาชนต้องพึ่งรัฐน้อยลง) ทำให้เงินในระบบทุนนิยมไม่เดินสะพัด  จะไม่ค่อยมีคนสนใจมาลงทุนในประเทศเพราะไม่ค่อยคุ้มเนื่องจากคนส่วนใหญ่จะจ่ายเงินค่าบริโภคให้กับธุรกิจน้อยลง 

ส่วนในสภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในสภาวะที่รัฐบาลบอกว่า "เอาอยู่" แต่เอาไม่อยู่ ระบบการพึ่งพาตนเองจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหา แต่จะทำให้อำนาจหลุดไปจากควบคุมจากส่วนกลาง  ชาวบ้านจะบริหารจัดการกันเองภายในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเอาตัวรอด

2. ประเทศคิวบาพัฒนาความสามารถคนของประเทศได้ในช่วงต้นก่อน special period เพราะอาศัยความช่วยเหลืออย่างมากจากสหภาพโซเวียต เนื่องจากเป็นประเทศเดียวที่อยู่ใกล้จมูกของสหรัฐอเมริกาที่ยังเป็นระบบคอมมิวนิตส์

3. มี NGO เข้ามาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี  ทำให้ยกระดับของทักษะในพึ่งพาตนเองของประชาชน

4. ในสภาวะวิกฤตประชาชนกลับมาช่วยเหลือกันเองอย่างมาก มากกว่าในสภาวะปกติ (น่าจะคล้ายๆ กับตอนเราเจอน้ำท่วมปีที่แล้ว)

5. รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจ (ไม่เหมือนระบอบประชาธิปไตย) และรัฐบาลกล้ายอมรับความผิดพลาดของตนเอง และทำการกระจายอำนาจให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว  รวมทั้งใช้อำนาจในการบังคับให้ทำเกษตรอินทรีย์ในวงกว้าง

โดยสรุปแล้วงานแก้ไขวิกฤตส่วนใหญ่ทำโดยภาคประชาชน รัฐบาลไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้เร็วเท่าที่ประชาชนดำเนินการเอง แต่ภาคประชาชนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างรวดเร็ว  ทำให้สามารถทำซ้ำแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มเล็กๆ ออกไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว  (ถ้าเป็นประเทศเราอาจจะต้องพึ่งกลไกของ NGO แทน  แต่อาจจะขาดความเป็นเอกภาพ)

ส่วนคำถามที่ 2 ผมว่าตอบยากทั้งเรื่องเวลา และราคาน้ำมัน  ผมคิดว่าถ้าไม่มีเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้พลังงานต่ำออกมา  เราน่าจะเริ่มเผชิญจุดเริ่มต้นของปัญหาในระหว่างปี ค.ศ. 2020 - 2030  แต่อย่างที่เคยให้ความคิดเห็น  มนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวสูง  เราคงจะผ่านวิกฤตไปได้  โดยคนในประเทศกำลังพัฒนาจะปรับตัวง่ายกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว  และคนในต่างจังหวัดจะปรับตัวได้ง่ายกว่าคนในชุมชนเมือง  อาจจะไม่ได้ตอบคำถามน้องตั้ม  แต่ยืนยันว่าจักรยานนั้นซื้อไว้เถอะ  โดยเฉพาะจักรยานแบบมีเกียร์ เพราะในเวลาวิกฤตคงหาซื้อได้แต่จักรยานธรรมดา  ซึ่งใช้ปั่นไกลๆ ไม่ไหว

ปล1. ถ้าสนใจเรื่องชุมชนพึ่งพาตนเองในทางปฏิบัติในเมืองไทย ลองศีกษาเรื่องราวของชาวตําบลไม้เรียง อําเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยการนำของคุณประยงค์ รณรงค์ จนได้รับรางวัลแม็กไซไซ  คุณประยงค์นำชาวบ้านสำรวจการบริโภคของครัวเรือนต่างๆ และการผลิตอาหาร/สินค้า ในตำบลทำให้เข้าใจว่าพวกเขาบริโภคอะไร และใครผลิตอะไร จากนั้นพวกเขาก็พยายามผลิตสิ่งที่คนในตำบลบริโภค ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนจากการผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภคทำให้ไม่ต้องออกไปหาตลาดไกล และลดการพิ่งพิงพลังงานที่ต้องขนสินค้าจากต่างตำบลเข้ามาขาย  มีการควบคุมปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณการบริโภคในชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำจากสินค้าล้นตลาด  มีขอความร่วมมือให้แม่ค้าเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในตำบลก่อนแม้นว่าตลาดภายนอกชุมชนจะทำการ Dump ราคาเมื่อเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด  คนในชุมชนเข้าใจดีว่าถ้าทำแบบนั้น  คนที่ผลิตก็จะขาดทุน  คนที่ขาดทุนก็จะไม่มีเงินมาซื้อสินค้าอื่นที่แม่ค้าเอามาขาย  ขาดทุนบ่อยๆ ก็จะยากจน ความยากจนก็ส่งผลกระทบกับปัญหาอื่น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด  ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ประชาชนผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภค และคนในชุมชนก็เลือกซื้อสินค้าที่คนในชุมชมผลิตก่อนเป็นอันดับแรกจะแก้ไขปัญหาได้มากมายขนาดนั้น  สมแล้วที่คุณประยงค์ได้รับรางวัลแมกไซไซ

ปล. 2 พระราชดำรัส ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2540 ตอนหนึ่งความว่า
"...อย่างข้าวที่ปลูก เคยสนับสนุนให้ปลูกข้าวให้พอเพียงกับตัวเอง แต่ละครอบครัวเก็บเอาไว้ในยุ้งเล็กๆ แล้วถ้ามีพอก็ขาย.  แต่คนอื่นกลับบอกว่าไม่สมควร.  โดยเฉพาะในทางภาคอีสาน เขาบอกว่าต้องปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อจะขาย.  อันนี้ถูกต้อง ข้าวหอมมะลิขายได้ดี แต่เมื่อขายแล้ว จะบริโภคเองต้องซื้อ ต้องซื้อจากใคร.  ทุกคนก็ปลูกข้าวหอมมะลิ.  ในภาคอีสานส่วนมากเขาชอบบริโภคข้าวเหนียว ซึ่งใครจะเป็นคนปลูกข้าวเหนียว เพราะประกาศโฆษณาว่า คนที่ปลูกข้าวเหนียวเป็นคนโง่.  อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ.  เลยได้สนับสนุนบอกว่าให้เขาปลูกข้าวบริโภค เขาจะชอบข้าวเหนียวก็ปลูกข้าวเหนียว.  เขาจะชอบปลูกข้าวอะไรก็ตาม ให้เขาปลูกข้าวอย่างนั้น และเก็บไว้เพื่อที่จะบริโภคตลอดปี ถ้ามีที่ที่จะทำนาปรัง หรือมีที่มากพอสำหรับปลูกข้าว ก็ปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อที่จะขาย

ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่า ข้าวที่ปลูกสำหรับบริโภค ไม่ต้องเที่ยวรอบโลก.  ถ้าข้าวที่ซื้อมา ต้องเที่ยว อาจจะไม่ถึงรอบโลก แต่ก็ต้องข้ามจังหวัด หรืออาจจะข้ามประเทศ ค่าขนส่งนั้นก็บวกเข้าไป ในราคาข้าว ตกลงเขาจะต้องขายข้าวในราคาถูก เพราะว่าข้าวนั้นต้องขนส่งไปสู่ต่างประเทศ ที่จะขายได้กำไร ก็ต้องบวกค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็บวกเข้ามาในราคาข้าว.  หมายความว่าราคาข้าวของเกษตรกรจะถูกตัด.  เขาบอกว่าขายข้าวหอมมะลิได้ราคาแพง จริง ตอนขายถึงผู้บริโภคในต่างประเทศ แต่ต้นทางก็ไม่ได้ค่าตอบแทนมากนัก และยังต้องไปซื้อข้าวบริโภค ซึ่งจะแพงกว่า เพราะว่าจะต้องขนส่งมา...."
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2013, 12:06:55 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #69 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 09:17:59 PM »

ขออนุญาตพักประเด็นเรื่อง peak oil และประเทศคิวบากลับมาที่เรื่องราวของสวนขี้คร้านต่อ

บทที่ 3 การทำแบบไม่กระทำ

ฟังเพลง ลุงฟาง จาก คาราบาว
คาราบาว - ลุงฟาง


"เป็นกระท่อมฟางไม่ร้างไม่ไร้ผู้คน
ห่างไกลชุมชน สับสนแย่งชิง
หลังคาหญ้าแฝกแตกฝอย หิ่งห้อยอ้อยอิ่ง
ใบไม้ไหวติง คนนั่งผิงไฟ

ที่แนวไพรช่างเงียบสงบ
ฤดูกาลผ่านมารับใช้
หน้าฝนขุดหาหน่อไม้
หน้าหนาวติดเตาคั่วชา

เสียงไก่ป่าขัน ตะวันโผล่พ้นภูผา
แหวกกอข้าวกล้า ถั่วงางอกแซม
ไม่ไถไม่พรวน ไม่วางยาฆ่าแมลง
คน,พืช,มดแมลง ร่วมมือทำนา

รอฝนโปรย ฟ้าโรยร่วมแรง
ผลผลิตงดงามก็ตามมา
ทำนาโดยไม่ต้องทำนา
เก็บเวลาไว้คุยกับตะวัน

หลายปีผ่านหัวใจหลงผิด
ชีวิตพอเพียงกับสิ่งเหล่านั้น
บ้านฟางหลังน้อยนี่คือรางวัล
หนังสือกองนั้นเพิ่มภูมิปัญญา

"ลุงฟาง" สร้างโลกนี้ด้วยฟางข้าว
สายตาทอดยาวด้วยความเมตตา
ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมะ
ค้นหาตัวตนบนความสันโดษ"

ยิ่งได้ยินบทเพลง "ลุงฟาง" ของคาราบาว ในชุด 15 ปี หากหัวใจยังรักควาย ที่ผู้แต่งเพลงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของปู่ฟู ยิ่งทำให้ผมหวนคิดถึงการทำเกษตรแบบไม่กระทำ เราจะได้ทำการเกษตรแบบใช้พลังงานฟอสซิลน้อยไปด้วย

ความจริงก็อยากทำเกษตรกรรมแบบไม่กระทำ 100% แม้นว่าจะแหกกฎของปู่ฟูไปบ้างเรื่องการแทรกแซงธรรมชาติด้วยการกำจัดปลวก   แต่พอเอาเข้าจริง...ใจก็ยังอยากควบคุมธรรมชาติบ้างอยู่ดี  ยังไม่ค่อยวางใจว่าเราจะปล่อยมันเป็นไปตามธรรมชาติเฉยๆ เลยหรอ

ไปอ่านเจอเรื่องการทำปุ๋ยหมักน้ำ  ยิ่งอ่านยิ่งทำให้หลงคิดไปว่าจุลินทรีย์นี่ล่ะจะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้  มันจะช่วยเร่งการกลับเข้าสู่สมดุลของธรรมชาติโดยจะช่วยเรื่องการควบคุมโรค และแมลง ช่วยการเร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ย และช่วยทำให้การรักษาความชื้นในธรรมชาติ  โอ...แม่เจ้า...จุลินทรีย์ดูชั่งเป็นยารักษาสารพัดโรคเชียว  ไม่ลงมือทำไม่ได้แล้ว

ว่าแล้วเราก็ต้องรีบลงมือทำเลยลองทำแบบขั้นอนุบาลก่อนด้วยการใช้เชื้อ พด. เป็นตัวเร่ง  ไปขอ พด. สูตรต่างๆ จากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดมาทดลอง 2 ส่วน ส่วนแรกขยายจำนวนหัวเชื้อเพื่อที่จะได้ไม่ต้องลางานไปขอหัวเชื้อบ่อยๆ  โดยใช้สูตรของกรมพัฒนาที่ดิน
"นำสารเร่งจุลินทรีย์ 1 ซอง ละลายในน้ำ 5 ลิตร ผสมกากน้ำตาล 2 ลิตร ในถังพลาสติก ผสมให้เข้ากันแล้วปิดฝา หมักทิ้งไว้ 7 วัน เชื้อจะเจริญเติบโตเต็มที่ จากนั้นนำเชื้อที่ผสมได้ผสมกับรำหยาบ 5 กิโลกรัม รำละเอียด 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้ชุ่มสม่ำเสมอ จากนั้นนำไปผึ่งในที่ร่ม ให้แห้ง จะได้เชื้อจุลินทรีย์ เพิ่มขึ้นเป็น 5-6 กิโลกรัม แล้วเก็บไว้ในถุงพลาสติกสำหรับเป็นหัวเชื้อในการผลิตสารชีวภาพต่อไป" ที่เห็นในกะละมังคือผลของการผสมกับรำหยาบ 5 กิโล  ผึ่งมาแล้ว 1 สัปดาห์  วันนี้มาตักใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ใช้  ส่วนขวดน้ำอัดลมเอามาเป็นที่ตวง  เวลาตักจะได้กะให้ปริมาณแต่ละถุงใกล้เคียงกัน


ส่วนที่สองก็เอามาทำน้ำหมักโดยทดลองทำ 3 สูตร พด.2 ใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.6 ใช้ทำน้ำหมักสำหรับบำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่น และพด.7 ใช้ทำน้ำหมักสมุนไพรกำจัดแมลง  วัตถุดิบก็หาเอาในสวนไม่ว่าจะเป็นหยวกกล้วย ต้นสาบเสือ ใบสะเดา ต้นบอระเพ็ด มะละกอ ชมพู่ มะกรูด มะนาว ฯลฯ  แบ่งใช้วัตถุดิบไปตามสูตรของแต่ละ พด. (เพื่อนๆ คงหาอ่านตามอินเทอร์เน็ตได้)  แต่เนื่องจากยังไม่มีที่พักในสวนก็เลยฝากถังหมักไว้ใต้ต้นมะม่วงไปก่อน  ไม่อยากให้โดนแดดตรงๆ



หมักเสร็จก็รอ...กลับมากวนถังหมักใต้ต้นมะม่วงสัปดาห์ละครั้ง ไม่กี่สัปดาห์ก็ใช้ได้  พอได้ที่ก็เอามารดตามต้นไม้ในสวนให้ทั่ว  แล้วก็รอ.. รอ..รอ..ไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ใดๆ ทั้งสิ้น  เราจะมารอดูธรรมชาติทำงานตามสไตล์สวนขี้คร้าน....และประหยัดพลังงานด้วยเพราะไม่ต้องสูบน้ำมารดต้นไม้


อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_2.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 01:01:38 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #70 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 10:22:25 PM »

ถ้าพูดถึง คิวบา  ผมนึกถึงแต่ทีมนักมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิค  ถ้านักมวยคิวบาขึ้นชก ต้องดู มันเร้าใจ  เป็นสุดยอดทีมมวยสากลสมัครเล่นเลย  นักมวยสากลสมัครเล่นของไทย ยังได้รับอานิสงค์  จากโค้ชมวยสากลสมัครเล่นของคิวบา  ที่ชื่อ ฟอนตาเนี่ยล  ที่มาช่วยเป็นโค้ชให้ไทย  จนได้เหรียญทองโอลิมปิคมาแล้ว  นับเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของทีมมวยสากลสมัครเล่นของไทยเลยก็ว่าได้  แต่สงสัยอยู่ว่า ทำไมมวยคิวบาไม่ยอมชกอาชีพ  ซึ่งทำเงินมากมาย 

ถ้าพูดถึงชาวนาไทย  ถ้าจะต้องเจอกับสภาพน้ำมันหมดจากโลก  ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ  ราวๆ 2510   ผมก็เห็นพ่อแม่ รวมทั้งชาวนาคนอื่นๆ สามารถทำมาหากินได้อย่างมีความสุข  โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน  ถึงตอนนี้ 2555  มันผ่านมานานมากแล้ว  ชาวนาไม่ใช้ควายใถนาแล้ว  เครื่องยนต์เข้ามามีบบาทมากมายในการทำนา  แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ  ผมคิดว่าชาวนาปรับตัวได้ไม่ยาก

และถ้าพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง  ผมว่าชาวนาทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่แบบนั้นอยู่แล้ว  และที่ถูกดูแคลนว่ายากจน  มันก็แค่เอามาตรฐานของคนเมืองเข้ามาวัดและไม่รู้จัก เศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่แท้จริง   แต่ที่เขาอยู่กันกินกัน  ไม่ได้อดอยากอะไร ไม่มีใครอดตาย นี่พูดถึงชาวนาอาชีพ  และเป็นชาวนาส่วนใหญ่เท่าที่ผมมองเห็น  คนที่ยากจนในชนบทจริงๆ  คือคนที่ไม่ได้ทำนา  ส่วนใหญ่รับจ้างเล็กๆน้อยๆ และร่างกายไม่แข็งแรงเสียส่วนใหญ่  แต่ก็ไม่อดตาย อาจจะมีเงินน้อย  ชาวนาสมัยนี้แม้ไม่มีที่นา  ก็เพียงขอให้ได้เช่านาทำ  ก็มีอยู่มีกินและอาจรวยได้

ผมว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ  คนที่เครียดและจะต้องปรับตัวขนานใหญ่  ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  ก็เราๆท่านๆ  และคนเมือง มนุษย์เงินเดือนนี่แหละ  เตรียมตัวเตรียมใจ ไว้บ้างก็ดีครับ 
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #71 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 11:45:27 PM »

ถ้าพูดถึง คิวบา  ผมนึกถึงแต่ทีมนักมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิค  ถ้านักมวยคิวบาขึ้นชก ต้องดู มันเร้าใจ  เป็นสุดยอดทีมมวยสากลสมัครเล่นเลย  นักมวยสากลสมัครเล่นของไทย ยังได้รับอานิสงค์  จากโค้ชมวยสากลสมัครเล่นของคิวบา  ที่ชื่อ ฟอนตาเนี่ยล  ที่มาช่วยเป็นโค้ชให้ไทย  จนได้เหรียญทองโอลิมปิคมาแล้ว  นับเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของทีมมวยสากลสมัครเล่นของไทยเลยก็ว่าได้  แต่สงสัยอยู่ว่า ทำไมมวยคิวบาไม่ยอมชกอาชีพ  ซึ่งทำเงินมากมาย 

ถ้าพูดถึงชาวนาไทย  ถ้าจะต้องเจอกับสภาพน้ำมันหมดจากโลก  ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ  ราวๆ 2510   ผมก็เห็นพ่อแม่ รวมทั้งชาวนาคนอื่นๆ สามารถทำมาหากินได้อย่างมีความสุข  โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน  ถึงตอนนี้ 2555  มันผ่านมานานมากแล้ว  ชาวนาไม่ใช้ควายใถนาแล้ว  เครื่องยนต์เข้ามามีบบาทมากมายในการทำนา  แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ  ผมคิดว่าชาวนาปรับตัวได้ไม่ยาก

และถ้าพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง  ผมว่าชาวนาทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่แบบนั้นอยู่แล้ว  และที่ถูกดูแคลนว่ายากจน  มันก็แค่เอามาตรฐานของคนเมืองเข้ามาวัดและไม่รู้จัก เศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่แท้จริง   แต่ที่เขาอยู่กันกินกัน  ไม่ได้อดอยากอะไร ไม่มีใครอดตาย นี่พูดถึงชาวนาอาชีพ  และเป็นชาวนาส่วนใหญ่เท่าที่ผมมองเห็น  คนที่ยากจนในชนบทจริงๆ  คือคนที่ไม่ได้ทำนา  ส่วนใหญ่รับจ้างเล็กๆน้อยๆ และร่างกายไม่แข็งแรงเสียส่วนใหญ่  แต่ก็ไม่อดตาย อาจจะมีเงินน้อย  ชาวนาสมัยนี้แม้ไม่มีที่นา  ก็เพียงขอให้ได้เช่านาทำ  ก็มีอยู่มีกินและอาจรวยได้

ผมว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ  คนที่เครียดและจะต้องปรับตัวขนานใหญ่  ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  ก็เราๆท่านๆ  และคนเมือง มนุษย์เงินเดือนนี่แหละ  เตรียมตัวเตรียมใจ ไว้บ้างก็ดีครับ 

ด้วยระบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ "คนรวย 6.5 ล้านคนเป็นเจ้าของที่ดิน 117 ล้านไร่ ขณะที่คนจน 50 ล้านคน มีที่ดินรวมกันแค่ 13 ล้านไร่ พูดให้ชัดก็คือ คนรวยร้อยละ 10 ครอบครองที่ดินถึงร้อยละ 90 แต่คนจนร้อยละ 90 มีที่ดินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น" ในโมเดลของระบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ เชื่อว่าเมื่อเกิดวิกฤตคนรวยที่ถือครองที่ดินอยู่อาจจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด และให้คนจนที่ไม่มีที่ดินเข้ามาทำการเกษตรในที่ดินของตน โดยส่งส่วยเป็นอาหาร พวกเขาก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และไม่อดตายทั้งๆ ที่ไม่ได้ลงมือทำการเกษตรเอง คนจนที่ทำงานเกษตรเป็นก็จะไม่เดือดร้อนมากเพราะมีทักษะที่เป็นที่ต้องการจึงไม่อดตาย ส่วนคนชั้นกลาง หรือคนจนที่ไม่มีที่ดิน และก็ไม่มีทักษะเหล่านี้ล่ะ?  จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวพวกเขา?  ส่วนหนึ่งคงผันชีวิตมารับจ้างทำการเกษตรมากขึ้น แล้วคนที่ปรับตัวไม่ได้ก็ลำบากหน่อย แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตรได้ ปริมาณที่ดินในประเทศไทยมีมากพอจะสร้างอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศครับ bill mollison เคยทำนายไว้ว่าถ้าคนทำเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆเพียง 10%-20% ก็เพียงพอทีจะเลี้ยงคนอีก 80%-90% ที่เหลือ

ปล.ฟังวิธีการคิดแล้วทุกท่านคงไม่ประหลาดใจว่าหลังน้ำท่วมที่ผ่านมามีคนชั้นกลางในเมืองออกมาหาซื้อที่ดินต่างจังหวัดจำนวนมากจนทำให้ราคาพุ่งกระโดด
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #72 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2012, 08:26:16 AM »

ฮ่า! ฮ่า พี่หล้วง อย่างน้อยผมก็มี1ไร่1งาน คงไม่ไปทำเกษตรในที่ดินคนรวยเพื่อส่งส่วยแล้วนะครับ
บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #73 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2012, 09:15:46 AM »

คุณTeerapanครับ ต่อๆไป หากพอมีเวลา
รบกวนความรู้เรื่องแนวโน้มในเรื่องน้ำๆในอนาคตด้วยครับ ยิ้มเท่ห์

บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
jaewnoi
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 833


« ตอบ #74 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 12:22:07 AM »

เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

==> ความอดทนนั้นเป็นเลิศ ไม่ว่าทำอะไรถ้าเราอดทนก็ย่อมสำเร็จได้ทุกเรื่อง <==
jeenapat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1066

สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม


« ตอบ #75 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 12:45:48 AM »

แฮ่...ตกข่าว มัวแต่เล็งติดตามอ่านในมุมสมาชิก คุณธี โพสที่ไหนต้องอ่านทุกตัวอักษร
ระหว่างรอระบบทำงาน มีเสียงเรียกอย่างตื่นเต้น ... จี จี เห็นหรือยัง คุณธี เปิดกระทู้แล้ว ตกใจ
ยินดีเป็นที่สุดรอชมสวนขี้คร้านอยู่นะคะ...โลกมันกลมเหวี่ยงให้ได้มาเจอมาสัมผัสฝีไม้ลายมือ
อีกรูปแบบหนึ่ง ที่เกินคาดเกินคำบรรยาย ขอเป็นลูกศิษย์รอบสองคร้าาาาาา ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2012, 01:29:55 AM โดย รุจี » บันทึกการเข้า
Sa-to (สา-โท)
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1079


« ตอบ #76 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 07:00:11 AM »

ปักหมุด เป็นสมาชิก ขี้คร้านด้วยคน
บันทึกการเข้า

ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ

สงบ เยือกเย็น
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #77 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 05:52:51 PM »

เพิ่งจะเห็นครับ!!!!! ราวกับแสงแดดสาดจ้าเข้าดวงตามืดบอด
"teerapan"นามนี้ราวฟ้าร้องก้องหู ข้าน้อยทำสวนสันหลังยาวววว แต่ทว่าหาได้มีความลุ่มลึกในหลักปรัชญาอันใดไม่
เป็นเพียงหาเหตุผลสูงส่ง เพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับความขี้คร้านของตนเองเท่านั้น
ขอไล่กวดตามวิถีสวนขี้คร้านไปห่างๆ เพื่อที่ว่าภูมิปัญญาจะได้ซึมเข้าแก่นในอันทื่อด้านของข้าน้อยบ้าง

                                                             ขอกราบคารวะฝากเนื้อฝากตัว

                                                               จอมดาบสันหลังยาวววว
ปล."สายลมลอย"นามนี้เคยได้ยินมาหรือไม่ครับ
บันทึกการเข้า
jeenapat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1066

สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม


« ตอบ #78 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2012, 11:17:25 AM »

ปล. ถ้าสนใจเรื่องชุมชนพึ่งพาตนเองในทางปฏิบัติในเมือง ลองศีกษาเรื่องราวของชาวตําบลไม้เรียง อําเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยการนำของคุณประยงค์ รณรงค์ จนได้รับรางวัลแม็กไซไซ  คุณประยงค์นำชาวบ้านสำรวจการบริโภคของครัวเรือนต่างๆ และการผลิตอาหาร/สินค้า ในตำบลทำให้เข้าใจว่าพวกเขาบริโภคอะไร และใครผลิตอะไร จากนั้นพวกเขาก็พยายามผลิตสิ่งที่คนในตำบลบริโภค ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนจากการผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภคทำให้ไม่ต้องออกไปหาตลาดไกล และลดการพิ่งพิงพลังงานที่ต้องขนสินค้าจากต่างตำบลเข้ามาขาย  มีการควบคุมปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณการบริโภคในชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำจากสินค้าล้นตลาด  มีขอความร่วมมือให้แม่ค้าเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในตำบลก่อนแม้นว่าตลาดภายนอกชุมชนจะทำการ Dump ราคาเมื่อเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด  คนในชุมชนเข้าใจดีว่าถ้าทำแบบนั้น  คนที่ผลิตก็จะขาดทุน  คนที่ขาดทุนก็จะไม่มีเงินมาซื้อสินค้าอื่นที่แม่ค้าเอามาขาย  ความยากจนก็ส่งผลกระทบกับปัญหาอื่น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด  ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ประชาชนผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภค และคนในชุมชนก็เลือกซื้อสินค้าที่คนในชุมชมผลิตก่อนเป็นอันดับแรกจะแก้ไขปัญหาได้มากมายขนาดนั้น  สมแล้วที่ครูประยงค์ได้รับรางวัลแมกไซไซ
อยากอยู่ชุมชนพึ่งพาตนเองแบบชาวตำบลไม้เรียง มานานแล้ว ถ้าจะไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในชุมชนตัวเองค่อนข้างยากมาก ๆ
หากเป็นไปได้ ชาว กพพ.ที่ชอบแนวเดียวกันมาอยู่รวมกัน  น่าจะง่ายกว่ามั้งคะ  เอาสัก 10 ครอบครัวเป็นครอบครัวตัวอย่างคงจะดีมิน้อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 04, 2012, 11:30:00 AM โดย รุจี » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #79 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2012, 05:11:56 PM »

ฮ่า! ฮ่า พี่หล้วง อย่างน้อยผมก็มี1ไร่1งาน คงไม่ไปทำเกษตรในที่ดินคนรวยเพื่อส่งส่วยแล้วนะครับ
ใช่ครับที่ดิน 1 ไร่ บริหารจัดการดีๆ เลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ

คุณTeerapanครับ ต่อๆไป หากพอมีเวลา
รบกวนความรู้เรื่องแนวโน้มในเรื่องน้ำๆในอนาคตด้วยครับ ยิ้มเท่ห์
เรื่องน้ำนี่ผมเจอแต่ปัญหาเรื่องแล้ง  ส่วนเรื่องน้ำท่วมไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่  เพราะจริงๆ แลัวการจัดการปัญหาน้ำท่วมต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ  ไม่ใช่ไปพยายามแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง  การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากคนจำนวนมาก  ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ครับ

เย้.....ดีใจจัง สวนขี้คร้านมาแล้ว

คุณตั้มคร๊าบ...คงจำได้นะเคยโม้ความสามารถของใครบางคนให้ฟัง สุดยอดใช่ไหมคร๊าบบบบ  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

คุณธี...แอบขโมยเวลางานมาโพสต์  คงไม่ว่ากันนะคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ยินดีครับ  ผมไม่ได้มีความสามารถอะไรหรอก สิ่งที่ทำไม่ใช่อะไรใหม่ เป็นการเรียนรู้ และเดินตามคนที่เดินมาก่อนหน้าเท่านั้นเอง

ปักหมุด เป็นสมาชิก ขี้คร้านด้วยคน
คุณน้อย ด้วยความยินดีครับ

เพิ่งจะเห็นครับ!!!!! ราวกับแสงแดดสาดจ้าเข้าดวงตามืดบอด
"teerapan"นามนี้ราวฟ้าร้องก้องหู ข้าน้อยทำสวนสันหลังยาวววว แต่ทว่าหาได้มีความลุ่มลึกในหลักปรัชญาอันใดไม่
เป็นเพียงหาเหตุผลสูงส่ง เพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับความขี้คร้านของตนเองเท่านั้น
ขอไล่กวดตามวิถีสวนขี้คร้านไปห่างๆ เพื่อที่ว่าภูมิปัญญาจะได้ซึมเข้าแก่นในอันทื่อด้านของข้าน้อยบ้าง

                                                             ขอกราบคารวะฝากเนื้อฝากตัว

                                                               จอมดาบสันหลังยาวววว
ปล."สายลมลอย"นามนี้เคยได้ยินมาหรือไม่ครับ

ท่านจอมดาบสันหลังยาวววว กล่าวเกินไป ข้าน้อยด้วยวรยุทธเพิ่งเริ่มฝึกวิชาได้เพียงขวบปี ยังคงเป็นท่า”หม่าปู้” หรือ ”นั่งม้า” อยู่เลย   บรรดาท่านอาจารย์ปู่ทั่งหลายบอกว่าให้ทำจิตให้นิ่ง หัดสังเกตุให้มาก คิดให้มาก ใช้เวลาเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด  ด้วยความด้อยยุทธเวลาเมื่อยๆ กับจากการ "นั่งม้า" ข้าน้อยก็มักจะขยับแข้งขยับขาอย่างไร้กระบวนท่า  หาได้เป็นท่ามวยกับเขาไม่  คงอีกนานกว่าจะมีเคล็ดวิชามาแลกเปลี่ยนกับท่านจอมดาบฯ  ข้าน้อยสิต้องขอคาราวะท่านจอมยุทธ zin 1 จอก  ในภายภาคหน้าจะเข้าไปเยี่ยมคาราวะด้วยตนเอง

ปล. 1 "สายลมลอย" เป็นสำนักมีดที่ข้าน้อยเพิ่งได้รับอาวุธชิ้นแรกมา เป็นมีดแคมป์แบบสมดุลตรงคอมีดสำหรับคนแรงน้อยอย่างข้าน้อย  ทำให้กวัดแกว่งใบมีดหนาได้อย่างสบายมือ ไม่รู้สึกว่ามีดมีแรงเหวี่ยงจนควบคุมไม่ได้

ปล. 2 เมื่อว่านี้ได้มีโอกาสยลโฉมองุ่นทะเลของท่าน zin  ที่สำนักดาบรินทร์  ทรงใบของต้นชั่งงดงามยิ่งนัก


อยากอยู่ชุมชนพึ่งพาตนเองแบบชาวตำบลไม้เรียง มานานแล้ว ถ้าจะไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในชุมชนตัวเองค่อนข้างยากมาก ๆ
หากเป็นไปได้ ชาว กพพ.ที่ชอบแนวเดียวกันมาอยู่รวมกัน  น่าจะง่ายกว่ามั้งคะ  เอาสัก 10 ครอบครัวเป็นครอบครัวตัวอย่างคงจะดีมิน้อย

คุณรุจี  เรื่องนี้หาใช่เรื่องใหม่เลย หากเราสังเกตุให้ดี  สิ่งเหล่านี้ได้ปรากฎในขั้นที่ 2-3  ของแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงของในหลวงอยู่แล้ว โดยแนวคิดดังกล่าวมี 3 ขั้นดังนี้

ขั้นที่ 1 เป็นระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือหลักการที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” โดยมุ่งเน้นการผลิตพืชผลให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรกเมื่อเหลือพอจากการบริโภคแล้ว จึงคำนึงถึงการผลิตเพื่อการค้าเป็นอันดับรองลงมา ผลผลิตส่วนเกินที่ออกสู่ตลาดก็จะเป็นกำไรของเกษตรกร ในสภาพการณ์เช่นนี้เกษตรกรจะกลายสถานะเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้กระทำต่อตลาด แทนที่ว่าตลาดจะเป็นตัวกระทำหรือเป็นตัวกำหนด เกษตรกรดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และหลักใหญ่สำคัญยิ่ง คือ การลดค่าใช้จ่าย โดยการสร้างสิ่งอุปโภคบริโภคในที่ดินของตนเอง เช่น ข้าว น้ำ ปลา ไก่ ไม้ผล พืชผัก ฯลฯ

ขั้นที่ 2 เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ความสำคัญกับการ "พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน" หรือการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ทั้งนี้กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรชาวบ้านจะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้หลากหลาย ครอบคลุมทั้งการเกษตรแบบผสมผสาน หัตถกรรมการแปรรูปอาหาร การทำธุรกิจค้าขาย และการท่องเที่ยวระดับชุมชน ฯลฯ เมื่อองค์กรชาวบ้านเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง และมีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้นแล้วเกษตรกรทั้งหมดในชุมชนก็จะได้รับการดูแลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะสามารถเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจสามารถขยายตัวไปพร้อม ๆ กับสภาวการณ์ด้านการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น

ขั้นที่ 3 สร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคราชการ ในด้านเงินทุน การตลาด การผลิต การจัดการ และข่าวสารข้อมูล

ความร่วมมือร่วมใจของชุมชนไม้เรียงเป็นเพียงการตอกย้ำให้มั่นใจว่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปใช้งานได้เป็นอย่างดี  และเราไม่ต้องไปหาที่ไหน  ชุมชนดังกล่าวเริ่มต้นที่บ้านของเราเอง และค่อยๆ ขยายจาก 1 บ้านเป็น 2 บ้าน ขยายเป็นหมู่บ้าน ขยายเป็นตำบล เป็นจังหวัด และเป็นระดับประเทศในขั้นที่ 3  และยังศักยภาพในการขยายไปยังระดับภูมิภาคในอนาคต  แต่โปรดสังเกตุว่า แนวทางแก้ไขเริ่มจากตัวเรา..ไม่ใช่รอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  การประสานกับภาครัฐจะอยู่ในขั้นที่ 3  พวกเรากำลังเดินมาในแนวทางที่ถูกต้องแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 05, 2012, 09:48:05 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: