หน้า: 1 ... 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 [31] 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902098 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน่อย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3400

-->กะซางมัน<--


« ตอบ #480 เมื่อ: มีนาคม 02, 2013, 09:35:27 PM »

โอย...ธรรมะเลยเหรอ คุณธีรพันธ์

ไหนๆมาอ่านแล้วก็โพสซะหน่อย

จำมาจากส่วนหนึ่งของบทความ ธรรมบารมีของ หลวงพ่อปัญญานันทะ
ท่านบอกว่า ธรรมะ คือยาแก้ทุกข์

แต่เมื่อเรารับเอายาไปแล้วไปวางไว้เฉยๆเราไม่กินยานั้นตามที่หมอสั่ง ว่ากินเช้า กินกลางวัน กินเย็น กินก่อนนอน กินหลังอาหาร เราไม่ทำตามสั่งของหมอ เราเป็นคนดื้อ โรคมันจะไม่หาย ยานี้จะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อเรากินเข้าไป

ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่บัญญัติไว้จำนวนมากมายนั้นก็เป็นยา ขนานหนึ่ง เป็นยาแก้ทุกข์ของชาวโลกเป็นยาที่พวกเราควรจะเอามารับประทานเอามาปฏิบัติในชีวิตประจำวันถ้าเราได้ปฏิบัติธรรมะคือยานั้นในชีวิตประจำวันเราก็จะหายจากความทุกข์ หายจากความเดือดเนื้อร้อนใจเราก็ไม่ต้องนั่งเศร้าโศกเป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้นต่อไป

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเราเอง ยาก็สำคัญด้วยแต่ว่า การปฏิบัติก็สำคัญ ตัวธรรมะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งมีประโยชน์แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติ ไอ้สิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นมันก็ไม่เกิดประโยชน์แก่เราสมดังความตั้งใจ เพราะฉะนั้นต้องประกอบกันเข้า คือมีความเจ็บ แล้วก็มียา คนเจ็บต้องกินยา เมื่อกินยาโรคก็หาย


ก็ข้างบนเป็นตัวอย่างที่ยกมาค่ะ แต่หน่อยก็ยังทานยาไม่ครบเลยค่ะปฏิับัติไ่ม่ได้ค่ะตอนนี้ก็ยังเป็นทุกข์อยู่
วันก่อนจะเย็บผ้า หาเข็มเย็บผ้าไม่เจอยังเป็นทุกข์เลยค่ะ แต่ถ้าเราปล่อยวาง เดินไปซื้อใหม่ หรือว่าไส่ทั้งๆ ที่ขาดๆก็ไม่เป็นไร คิดว่าลมพัดเย็นสะบายดีก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ค่ะ ถ้ารู้จักปล่อยวาง  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



[teerapan] - ขอบคุณคุณหน่อย สำหรับข้อคิดดีๆ ครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 09:11:33 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

Never Never Never
Give-up!!

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #481 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 05:25:04 PM »

ปีที่แล้วผมทดลองปล่อยสวนฯ ให้กับธรรมชาติ ยกเลิกการให้น้ำทั้งหมด หน้าแล้งปีที่แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้


ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาผมทดลองทำ swale และยกเลิกการกำจัดวัชพืชในบริเวณนี้  ตอนนี้เดือนมีนาคม 2556 ความแล้งบนภูเขาทำให้ต้นไม้บนภูเขากลายเป็นสีน้ำตาลไปหมดทั้งลูกแล้ว  หญ้า/วัชพืชในสวนฯ ก็แห้งตายเหมือนปีที่แล้ว  แต่มีปริมาณหญ้าแห้งเยอะกว่า (เพราะได้น้ำเยอะขึ้นในหน้าฝนจากอิทธิพลของ swale)   ต้นไม้ขนาดใหญ่ในสวนฯ ยังพอมีสีเขียวให้เห็นแตกต่างกับโซนด้านบนเหนือบริเวณที่ทดลองทำ swale


ต้นกล้วยหลายต้นขุดออกไปตอนทำ swale ต้นกล้วยที่ยังเหลืออยู่ไม่ออกอาการแห้งเหี่ยวมากมายเท่ากับหน้าแล้งปีที่แล้ว (รูปเดิมถ่ายตอนมีนาคม 2555 เทียบกับมีนาคมปี 2556 นี้ )


หากมองที่พื้นดินก็ยังแห้งเหมือนปีที่แล้ว  แต่ธรรมชาติยังมีชีวิตอยู่ ภายใต้ซากใบหญ้า ใบไม้แห้งเหล่านี้มีแมลงจำนวนมาก  อย่างในรูปข้างล่างก็คือรูของตัวบึ้งที่คอยหาแมลงกิน  ตั้งแต่ปล่อยสวนตามธรรมชาติแมลงเหล่านี้ก็เริ่มกลับมา ควบคุมประชากรกันเอง


ในร่องของ swale ดินเริ่มแห้งแตกระแหง แต่ก็แปลกใจว่าทำไมผักบุ้งยังไม่ตายซะที  


กลางทุ่งหญ้าที่แห้งเหี่ยวตายเยอะๆ ก็เอาหนังสือผลประกอบการปี 2554 (เดี่๋ยวของปี 2555 ก็จะเริ่มแจกแล้ว) เอาฟาง เอามูลสัตว์ มาทำกองปุ๋ยแบบของ อ. tera (ขอโทษด้วยถ่ายไม่ชัด)


แม้นว่าตอนนี้ยังไม่พ้นหน้าแล้ง แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมดีขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีสปริงเกอร์  เราน่าจะกำลังมาถูกทาง ต้นไม้ขนาดใหญ่เขียวมากขึ้นเทียบกับหน้าแล้งปีที่แล้ว พืชขนาดเล็กรวมถึง หญ้า/วัชพืช ยังคงแห้งตายเหมือนเดิม  ต้นไม้ที่ปลูกใหม่ในช่วงกลาง-ปลายฝน รอดบ้าง ตายบ้าง  ตุ๊ต๊ะไปเองว่าพวกกล้าไม้ที่ปลูกใหม่ซึ่งหยั่งรากยาวถึงระดับน้ำใต้ดินก็คงจะรอดได้บ้างโดยไม่ต้องรดน้ำ  ผู้รู้เล่าให้ฟังว่าถ้าต้นไม้เหล่านี้รอดไปได้ถึงปีที่ 3 พวกมันก็จะสามารถทนแล้งโดยไม่ตายได้เกือบทั้งหมด และก็เริ่มตุ๊ต๊ะไปเองว่าสุดท้ายแล้วในปีหลังๆ ที่มีต้นไม้มากจำนวนขึ้น  เราคงจะสามารถปลูกต้นไม้ที่ต้องการความชื้นมากๆ อย่าง ทุเรียน มังคุด ได้ในที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 05:36:13 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #482 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 05:29:43 PM »

โซนที่อยู่เหนือ swale ขึ้นไปด้านบนต้นไผ่รวกเริ่มแห้งและสลัดใบทิ้ง ส่วนต้นไม้ข้างหลังไม่รู้จัก (เจ้าของเดิมปลูกไว้) ทิ้งใบหมดทั้งต้น เหลือไว้เพียงดอกสีขาวเหลือง  


แต่ในโซนนี้ก็ไม่ได้แห้งไปทั้งหมด  ยังมีไม้พุ่มขนาดเล็กที่ยังมีสีเขียวให้เห็นบ้าง  มีพืชที่ไม่รู้จักมากมาย เช่า ต้นนี้


ต้นนี้ก็ไม่รู้จัก  ประหลาดมากที่มีผลงอกออกมาตรงกลางใบ  


ในโซนแถบบนี้เองเป็นห้องทดลองเรื่อง vertical mulch ด้วยการทดลองปลูกไผ่ของพี่ดาบรินทร์ในเดือนธันวาคม 2555 ที่ผ่านมาโดยแบ่งเป็นต้นที่ใช้ vertical mulch และไม่ใช้  รดน้ำทุกๆ 1-2 สัปดาห์  ผลการทดลองคือต้นที่ใช้ vertical mulch รอดทุกต้น




ส่วนต้นที่ไม่ใช้ vertical mulch ปลูกแบบนี้ไป 5 ต้น ต้นจะไม่งามเท่าต้นที่ใช้ vertical mulch รอดมา 4 ตายไป 1 (ไผ่ด้ามขวาน)




แต่...vertical mulch ที่ใช้กับทุเรียน และมังคุด ไม่รอด..ตายเกลี้ยง  นอกจากนั้นก็มีพี่ตี๋ทดลองใช้ vertical mulch กับ ต้นไม้ป่าก็รอดตายเป็นส่วนใหญ่ (อ่านได้จาก http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=78078.80 )  ดูๆ จากผลทดลองทั้งสองสวนฯ ในพื้นที่แห้งแล้งของเพชรบุรีแล้วพอจะสรุปได้ว่า vertical mulch ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของต้นไม้ปลูกใหม่ในหน้าแล้งจริงๆ แต่จะได้ผลกับต้นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำมาก  ถ้าเป็นต้นไม้ที่ต้องการน้ำมากๆ ก็จะเกินเยียวยาของเทคนิค vertical mulch คงจะต้องมีระบบให้น้ำจริงๆ จังๆ อย่าง เช่น ระบบน้ำหยด เป็นต้น  และ..แอบตุ๊ต๊ะเอาเองอีกแล้วว่า มันน่าจะดูขึ้นถ้ามีต้นไม้มากกว่านี้   คิดว่าจะทดลองกับทุเรียน และมังคุดอีกสัก 3 - 4 รอบ (ปีละรอบ) เพื่อให้แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วมังคุด และทุเรียนจะโตโดยไม่ต้องรดน้ำในพื้นที่แก่งกระจานได้หรือไม่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2013, 10:20:11 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
kwanbanna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753


« ตอบ #483 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 06:14:23 PM »

ก๊อก ๆ ท่านเจ้าของสวนขอรับ
เราเห็นต้นไม้ในสวนของคุณ
ต้นที่ออกลูกกลางใบน่ะ
หากไม่เป็นการรบกวน ก็จะชวนเธอมารักกัน
เอ๊ย  มะช่าย...   ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
เก็บพันธุ์ไว้ให้หน่อย  มันเท่มากกกก

ปล. แหนแดง สะดวกเมื่อใด โปรดแจ้ง


[teerapan] - พี่แขกครับ ลองถามอากู๋ดูแล้วท่าทางลูกสีแดงๆ กลางใบจะเป็น plant gall ซึ่งอาจจะเกิดจากแมลง เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา ทำให้เราไม่พบในทุกใบ และไม่น่าจะมีเมล็ดให้ไปขยายพันธุ์ต่อ ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.mortonarb.org/tree-plant-advice/article/751/plant-galls.html ในเน็ตยังมีคนพบ plant gall อีกหลายแบบ เช่น


เครดิตภาพจาก www.plantanswers.com


เครดิตภาพจาก www.siamensis.org
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2013, 11:01:31 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
kwanbanna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753


« ตอบ #484 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 08:27:18 PM »

ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูลต้นไม้
อืมมมม  มหัศจรรย์ธรรมชาติ
ธรรมชาติลึกลับ   สุดยดค่ะ  
ข้าน้อยช่างด้อยประสบการณ์ ยิ่งนัก


[teerapan] - ผมก็เพิ่งรู้ครับ  เนื่องจากพี่แขกจะขอเมล็ดทำให้มีกำลังใจอยากค้นหาว่ามันคืออะไร  เลยพบว่ามันไม่น่าจะเป็นผลของต้นไม้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2013, 09:56:25 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teebanbor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #485 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 09:55:56 PM »

[teerapan] - แต่...vertical mulch ที่ใช้กับทุเรียน และมังคุด ไม่รอด..ตายเกลี้ยง  นอกจากนั้นก็มีพี่ตี๋ทดลองใช้ vertical mulch กับ ต้นไม้ป่าก็รอดตายเป็นส่วนใหญ่ (อ่านได้จาก http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=78078.80 )  ดูๆ จากผลทดลองทั้งสองสวนฯ ในพื้นที่แห้งแล้งของเพชรบุรีแล้วพอจะสรุปได้ว่า vertical mulch ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของต้นไม้ปลูกใหม่ในหน้าแล้งจริงๆ แต่จะได้ผลกับต้นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำมาก  ถ้าเป็นต้นไม้ที่ต้องการน้ำมากๆ ก็จะเกินเยียวยาของเทคนิค vertical mulch คงจะต้องมีระบบให้น้ำจริงๆ จังๆ อย่าง เช่น ระบบน้ำหยด เป็นต้น  และ..แอบตุ๊ต๊ะเอาเองอีกแล้วว่า มันน่าจะดูขึ้นถ้ามีต้นไม้มากกว่านี้   คิดว่าจะทดลองกับทุเรียน และมังคุดอีกสัก 3 - 4 รอบ (ปีละรอบ) เพื่อให้แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วมังคุด และทุเรียนจะโตโดยไม่ต้องรดน้ำในพื้นที่แก่งกระจานได้หรือไม่

[Teebanbor] - ขอบคุณครับคุณ Teerapan อุตสาห์หยิบยกไร่ผมมาเป็นตัวอย่างการทำ vertical mulch โดยรวมผมเห็นด้วยว่าไม้ทนแล้งเช่น สัก ประดู กระทินเทพา สามารถมาใช้เทคนิคนี้ได้ดี สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำน้อยหรือหายาก รวมถึงสภาพดินแข็งน้ำซึมลงได้ยาก  ส่วนไม้ผลซึ่งต้องการน้ำมาก คงต้องวัดดวงกัน ในไร่ผมลองทำกับต้นมะม่วงไป 2 ต้น ตอนนี้ยังอยู่ดี 2 อาทิตย์หยอดน้ำใส่ขวดครั้ง  ไม้ผลอื่น ๆ รอปีนี้จะทดลองดูเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ปลูกขนุนไป 4 ต้น สี่พันธ์ด้วยกัน ตายเกลี้ยง (ไม่ได้ทำ vertical mulch)  ร้องไห้

[teerapan] - ก่อนอื่นต้องขอบคุณหมอแดงที่แนะนำ link ให้ดินแถบสวนผมเป็นแบบหน่วยที่ 56 ตามเอกสาร http://oss101.ldd.go.th/web_thaisoilmap/central/Phetchaburi/pb_map/pb_man62/7608/760805.pdf  ข้อมูลช่วยยืนยันความคิดเห็นเดิมของผมว่ามีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  ขาดธาตุทุกตัวโดยเฉพาะไนโตรเจน  น่าจะเป็นเหตุให้มีวัชพืชตระกูลถั่วขึ้นเยอะตามธรรมชาติ (เช่น กระถิน หมามุ่ย โสน)   กลยุทธการปลูกพืชตระกูลถั่วหลากหลายชนิดที่กำลังทำตอนนี้น่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้ว

ข้อมูลชุดดินที่ 56 : ชุดดินลาดหญ้า (Ly) ชุดดินภูสะนา (Ps) และชุดดินโพนงาม (Png)   
ลักษณะเด่น : กลุ่มดินลึกปานกลางถึงชั้นหินพื้น เศษหินหรือลูกรัง ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัด การระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
ปัญหา : ดินลึกปานกลางถึงชั้นหินพื้น เศษหิน ก้อนกรวดหรือลูกรัง ขาดแคลนน้ำ และเกิดการชะล้างทลายสูญเสียหน้าดินในพื้นที่ลาดชัน บางพื้นที่เป็นดินกรดจัดมาก


ส่วนไร่ของพี่ตี๋เป็นกลุ่มดินชุดไหนในแผนที่ครับ?   http://oss101.ldd.go.th/web_thaisoilmap/central/Phetchaburi/pb_map/pb_man62/7605/760507.pdf  แต่ท่าทางก็ขาดไนโตรเจนเหมือนกัน  แถมค่า K ต่ำกว่าแถบสวนฯ ผมอีก  ท่าทางของพี่ตี๋จะท่าทายกว่าของผมซะอีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2013, 12:40:04 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ธรรมชาติ...ให้อะไรมากว่าที่เราคิด
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #486 เมื่อ: มีนาคม 05, 2013, 04:09:04 AM »

โซนที่อยู่เหนือ swale ขึ้นไปด้านบนต้นไผ่รวกเริ่มแห้งและสลัดใบทิ้ง ส่วนต้นไม้ข้างหลังไม่รู้จัก (เจ้าของเดิมปลูกไว้) ทิ้งใบหมดทั้งต้น เหลือไว้เพียงดอกสีขาวเหลือง  

ต้นนึ้ทรงพุ่มเหมือนรักใหญ่  ดอกก็สีเดียวกับรักใหญ่  แต่ไม่แน่เพราะเห็นดอกไม่ชัด  ต้องดูกลีบดอกถึงจะมั่นใจ

[teerapan] - ปัญหาคือต้นมันสูงมาก ปีนไม่ไหว เลนส์ซูมกำลังสูงๆ ก็ไม่มีกับเขาด้วยสิ  เอาไว้จะหาถ่ายรูปดอกที่มันร่วงๆ มาให้ดูแล้วกันนะครับ


หาข้อมูลในเน็ตไม่เจอ  แต่ถามชาวบ้านมาแล้วว่าเขาเรียกต้นนี้ว่า "มะค้ำ" ปัจจุบันหาต้นใหญ่ขนาดนี้ได้ยากเนื่องจากชาวบ้านมีความเชื่อว่าไม้มะค้ำจะช่วย ค้ำจุนบ้าน  จึงนิยมตัดไปสร้างบ้านกันเป็นจำนวนมากจนใกล้จะหาไม่เจอแล้ว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2013, 12:45:36 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #487 เมื่อ: มีนาคม 05, 2013, 06:13:23 PM »

ก่อนจะไปต่อในเรื่องกระบวนท่าถัดไปเรามาสรุปกลยุทธ์ในการจัดการน้ำกันซะหน่อย

1. Sunken Basin
เป็นหลุมขนาดตื้นที่ก้นหลุมแบนราบ เพื่อดักน้ำ run off ให้ซึมลงดินในพื้นที่เพาะปลูกที่เราต้องการ  เหมาะสำหรับพื้นที่ราบ หรือลาดชันเพียงเล็กน้อย  ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง (ใกล้กับผิวดิน) เพราะอาจจะทำให้เกิดการท่วมขัง

2. Sub-surface Watering
เป็นการให้น้ำใต้ดินโดยการขุดหลุมฝังท่อ หรือฝังวัสดุพรุนอื่นๆ เพื่อให้น้ำไหลลงไปใต้ดินได้ง่าย  ลดการสูญเสียน้ำจากการระเหย ทำให้รากต้นไม้ได้รับอากาศมากขึ้น รากจะแข็งแรง และแทงรากลงไปได้ลึกกว่าปกติ  เหมาะสมสำหรับการปรับปรุงการให้น้ำเฉพาะต้น  เป็นเทคนิคที่ดีมากสำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ แต่ต้องใช้ต้นทุนในการทำต่อต้นสูง   ภายหลังจากที่ทำเทคนิคนี้แล้วที่ผิวดินอาจจะดูเรียบเหมือนเดิม แต่จะมีช่องไว้สำหรับให้น้ำไหลลงใต้ดิน  แต่เทคนิคนี้ก็สามารถทำร่วมกับเทคนิคอื่นๆ เช่น sunken basin ได้  

3. ห่มดิน (mulching)
เป็นการนำวัสดุพรุนซึ่งอาจจะเป็นวัสดุอินทรีย์ (เช่น ฟาง, ขี้เลื่อย, ใบไม้, wood chip, ปุ๋ยหมัก )  หรือวัสดุอนินทรีย์ (เช่น หินก้อนเล็ก, เม็ดดินเผา) มาห่มดิน เพื่อชะลอน้ำ run off เพิ่มความสามารถในการซึมลงดินของน้ำ  ลดการระเหยของน้ำ และลดปริมาณวัชพืช  เทคนิคนี้ไม่ควรใช้ในทางน้ำไหล ควรจะต้องใช้เทคนิคอื่นๆ ร่วมในการชะลอน้ำที่จะมาสัมผัสกับวัสดุห่มดิน  นอกจากนั้นยังรวมถึง living mulch ซึ่งคือการปลูกพืชคลุมดินนั่นเอง  

พูดถึง livng mulch แล้วก็ขออวดรูปชะพูลที่กลายเป็นพืชคลุมดินที่ไปเจอที่ป่าเขาใหญ่มา  ต้นชะพลูงามทั้งๆ ที่ไม่มีใครรดน้ำเลย  เห็นแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจมากว่าสักวันหนึ่งฉันจะทำให้ได้แบบที่เขาใหญ่


4. swale
เป็นการขุดร่อง และทำเนินดินตามแนวระดับ เพื่อดักน้ำ run off ในพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย จนกระทั่งชันไม่เกิน 18 องศา  น้ำที่ถูกดักเก็บจะค่อยๆ ซึมในร่องของ swale  นับเป็นเทคนิคดักเก็บน้ำที่ดี  สามารถทำในบริเวณกว้างๆ โดยใช้เครื่องจักร เช่น รถไถ หรือ รถตักดิน ได้ไม่ยากนัก  ไม่ต้องเคลื่อนย้ายดินไปไกล  เทคนิคนี้เป็นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มนักเพอร์มาคัลเจอร์ในออสเตรเลีย

5. ร่องเบี่ยงน้ำ (Diversion Swale)
จะคล้ายกับ swale แต่จะทำเอียงออกจากแนวระดับเล็กน้อยเพื่อบังคับให้น้ำไหลไปยังทิศที่เราต้องการ ( เช่น ให้น้ำไหลไปยังโครงสร้างดักน้ำแบบต่างๆ เป็นทางน้ำล้นจากโครงสร้างดักน้ำที่หนึ่งไปยังโครงสร้างดักน้ำถัดไป) ควรจะมีความลาดเอียงในร่องไม่เกิน 1:100 เพื่อไม่ให้เกิดการกัดเซาะ/พัดพาตะกอนในร่องมากจนเกินไป  ในร่องเองก็จะทำหน้าที่บางส่วนคล้ายๆ กับ swale คือยอมให้น้ำซึมลงดินด้วย  แต่จะไม่มากเท่า swale เนื่องจากยังมีน้ำที่ไหลตามร่องไปยังโครงสร้างดักน้ำอื่นๆ

6. French Drain
เป็นร่องดักน้ำที่ใส่หิน หรือวัสดุพรุนอื่นลงไป เพื่อให้น้ำที่ดักไหลลงไปใต้ดินอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พื้นผิวด้านบนยังคงราบเหมือนเดิม  ทำให้สามารถเดินบนร่องได้สะดวกไม่เหมือนกับ Diversion Swale (แต่ก็มีต้นทุนที่สูงกว่ามาก)  เราสามารถใช้เทคนิคนี้ในพื้นที่ราบ หรือลาดเอียงเพียงเล็กน้อยเพื่อเบี่ยงน้ำไปในทิศทางที่เราต้องการ  แต่ถ้าใช้กับพื้นที่มีความลาดชันมากจะเจอปัญหาตะกอนดินที่มีจำนวนมากกว่าจะเข้าไปอุดตันวัสดุพรุนใน French Drain

สังเกตุว่าเทคนิคที่กล่าวถึงมาแล้วข้างต้นจะใช้กับพื้นที่ราบจนถึงลาดชันไม่เกิน 18 องศา ถ้าพื้นที่มีความชันมากขึ้นแต่ไม่ควรเกิน 26 องศาจะต้องใช้เทคนิคการทำขั้นบันได (terrace) ซึ่งจะต้องใช้ต้นทุนในการทำมากกว่า  ผมคิดอยู่นานว่าจะพูดถึงเทคนิคการทำขั้นบันไดดีหรือไม่เพราะเข้าใจผิดว่าพื้นที่ในประเทศไทยที่สามารถออกเอกสารสิทธิได้จะเมีความชันไม่เกิน 15 องศาเท่านั้น  นั้นหมายความว่าพื้นที่เกษตรที่มีเอกสารสิทธิโดยทั่วไปก็จะไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคนี้  เมื่อผมมีโอกาสไปพักที่แถบเขาใหญ่ ก็ตกใจว่าคนไทยสามารถเข้าไปครองพื้นที่ที่เป็นเนินเขาซึ่งความชันมากกว่า 15 องศาแล้วเอามาทำรีสอร์ทได้  ไถป่าเชิงเขามาเพาะปลูกก็ได้  พอกลับไปดูประกาศของคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2535 ปรากฎว่าสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ถึงความชัน 35 องศา ก็เลยเปลี่ยนใจ  แต่ก็ยังแอบไม่พอใจที่นักการเมือง และผู้มีอิทธิพลหลายคนสามารถครอบครองพื้นที่ที่มีความชันมากกว่า 35 องศาได้ ทั้งๆ ที่ผิดกฎหมาย

สรุปว่าพอได้ข้อมูลใหม่เรื่องสามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้ที่ดินที่ลาดชันได้ถึง 35 องศาก็เลยคิดว่าเขียนเรื่อง terrace สักหน่อยแม้นว่าตนเองจะไม่มีที่ดินที่ชันขนาดนั้น  เผื่อว่าจะพอเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่มีที่ดินชันมากจน swale ก็เอาไม่อยู่ (ชันเกิน 18 องศา)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2013, 11:02:47 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #488 เมื่อ: มีนาคม 05, 2013, 11:19:49 PM »

7 ขุดบ่อ สระน้ำ
อันนี้คนไทยคุ้นเคยกันดี อิอิ ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - ใช่แล้วครับเราคุ้นเคยกับวิธีการแบบนี้กันดี ปัญหาคืออัตราการระเหยของน้ำในประเทศไทย มันมากกว่าปริมาตรฝนในพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยนะสิครับ การขุดสระจึงเป็นการบริหารจัดการน้ำที่ค่อยข้างด้อยประสิทธิภาพสำหรับที่ดอน (จึงขอยกไปลำดับหลังๆ) ในปีที่แล้งจัดๆ เราจึงมักจะประสบปัญหาเรื่องน้ำอย่างรุนแรงเนื่องจากน้ำในสระไม่พอ แต่ไม่ค่อยเป็นปัญหาสำหรับที่ลุ่มที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง จึงเป็นเหตุให้การเติบโตของสังคมในอดีตจึงมักจะเกิดขึ้นรอบๆ พื้นที่ลุ่มตามแนวของแม่น้ำ ในปัจจุบันก็มีการขยายออกไปถึงบริเวณเขตชลประทาน แต่...ต้นทุนพลังงานของการบริหารจัดการน้ำผิวดินจะสูงการเนื่องจากเราต้องเคลื่อนย้ายน้ำจากที่จัดเก็บไปยังที่ที่ต้องการใช้ ซึ่งในความเป็นจริงน่าจะอรุรักษ์พลังงานด้วยการเก็บวิธีการแบบนี้ไว้สำหรับพืชที่มีรากตื้นเท่านั้น

นอกจากนั้น คนไทยรุ่นหลังจำนวนหนึ่งมักจะขุดสระในตำแหน่งตามใจฉันนะซิ ไม่ได้คำนึงถึงการรวบรวมน้ำไหลบ่า (run off) ในที่ดินมากนัก เราคงต้องหันกลับมารวบรวมภูมิปัญญา ในการหาตำแหน่งขุดสระที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ปล.สิ่งที่เรามักจะมองไม่เห็นและยังไม่ค่อยได้จัดการคือเรื่องการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2013, 11:03:24 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #489 เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 04:23:16 PM »

ความรู้ระดับนี้  สามารถทำให้อีสานเขียวได้เลยนะนี่  แต่คงทำกันได้ในระดับชาวบ้านเจ้าของที่ดินที่ใจเย็นและสนใจ เท่านั้น  ผู้มีอำนาจ(นักการเมือง) คงไม่สนใจ  เพราะงบประมาณมันน้อย  เงินทอนแทบไม่มี  
 และต้องเป็นโครงการระยะยาว  เพราะต้องอาศัยปัจจัยธรรมชาติ เข้าช่วยหลายปี ติดต่อกัน  ดินและน้ำ จึงจะกลับมาอุดมสมบูรณ์  แบบยั่งยืน

คนในที่ราบลุ่มน้ำหลาก ที่กลัวแต่น้ำจะหลากมามากจนท่วม อย่างผมเอาใจช่วยครับ    อายจัง

[teerapan] - ผมคงไม่หวังถึงเรื่องอีสานเขียว  ขอแค่หาวิธีฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมให้ฟื้นตัวรวดเร็วขึ้นได้ก็ถือว่าบุญโขแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 06, 2013, 11:40:26 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teebanbor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #490 เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 08:21:30 PM »

ว่าง ๆ ต้องให้ท่านธีรพันธ์ มาดูตำแหน่งขุดบ่อในไร่ผมบ้างแล้ว ว่าตรงไหนเหมะหรับเป็นพื้นที่รับน้ำ (ป้องกันการ run off)
ความตั้งใจเดิมอยากจะขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำในหน้าฝน แต่ดูอยู่หลายรอบก็ไม่รู้ว่าจะลงที่ตรงไหนดี ถึงจะเป็นที่ดักน้ำได้อย่าง
เต็มประสิทธิภาพ กล้ัวว่าขุดไปแล้วเสียเงินฟรี เพราะ้ำไม่มีน้ำมาลงบ่อที่ขุด อะ

[teerapan] - ผมไม่ใช่ผู้เชื่ยวชาญหรอกนะครับพี่ตี๋  ถือว่ามาร่วมกันแชร์ความคิดเห็นแล้วกันครับพี่ตี๋  สัปดาห์ไหนว่างก็โทรนัดมาอีกทีนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 06, 2013, 11:37:23 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ธรรมชาติ...ให้อะไรมากว่าที่เราคิด
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #491 เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 11:32:29 PM »

6.10 กระบวนท่าที่ 7 - Terrace (ขั้นบันได)

การทำขั้นบันได (terrace) ทำได้โดยการปรับพื้นที่ลาดชันให้มีลักษณะราบเป็นขั้น เช่นเดียวกับขั้นบันได เพื่อใช้ปลูกพืช เพื่อที่จะลดความลาดชันของพื้นที่ ช่วยลดอัตราการไหลบ่าของน้ำบนผิวดิน ควบคุมการชะล้างพังทลายของดิน  สะดวกในการเพาะปลูก ช่วยให้พืชนำแร่ธาตุที่มีอยู่ในดินไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น  และเป็นการใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า ถึงแม้จะเป็นเชิงเขาก็สามารถปรับพื้นที่ให้มีลักษณะที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้

อย่างไรก็ตามการทำ terrace จะต้องใช้ความระมัดระวังสูงเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูง  หากทำไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดการสไลด์ของดิน  การพังของดินเป็นขั้นๆ แล้วถูกน้ำพัดพาทั้งน้ำและดินลงมาตามทางลาดของเขาจะทำความเสียหายได้มากกว่าการไม่ทำ terrace เลยด้วยซ้ำไป  ดังนั้นก่อนทำ terrace จะต้องสำรวจว่าพื้นที่ของคุณมีหน้าดินที่ลึกพอที่เราจะขุดทำ terrace ได้ และไม่มีองค์ประกอบเป็นดินเหนียวมากจนเกินไป  เนื่องจากดินเหนียวจะทำให้น้ำไหลซึมลงดินได้ยาก  น้ำที่ถูกขังไว้ที่ผิวดินจะเพิ่มแรงกดแรงเฉือนของดินตามขั้นบันได  นอกจากนั้นเมื่อดินเหนียวอุ้มน้ำจะทำหน้าที่เหมือนจารบีตามธรรมชาติ  ทำให้ดินไม่ทนต่อแรงเฉือนสามารถเกิดปัญหาดินสไลด์ได้ง่าย  โดยทั่วไปเทคนิคการทำขั้นบันไดอาจจะแบ่งออกมาได้ 3 แบบย่อยคือ

(1) ขั้นบันไดดินแบบไม่มีกำแพงค้ำยัน

เครดิตภาพจาก thai-farmer.com

(2) ขั้นบันไดแบบมีกำแพงค้ำยันเป็นก้อนหิน

เครดิตภาพจาก permaculturenews.org

(3) ขั้นบันไดแบบกำแพงค้ำยันแบบก่ออิฐ

เครดิตภาพจาก thebrickyard.com

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องทำขั้นบันไดแบบไหน?  คำตอบคือความลาดชัน ความสวยงามที่คุณต้องการ และงบประมาณในกระเป๋าสตางค์ของคุน เป็นตัวบ่งชี้ว่าควรจะทำแบบไหน ในพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อยกว่า 18 องศา เราสามารถทำขั้นบันไดดินแบบไม่มีกำแพงค้ำยันได้  ส่วนขั้นบันไดแบบที่มีกำแพงค้ำยันเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความชันมากกว่า (แต่ก็ไม่ควรเกิน 26 องศา พื้นที่ที่ชันกว่านี้ควรจะใช้วิธีปลูกต้นไม้อย่างหนาแน่นเพื่อชะลอน้ำแทน)  โดย terrace แบบนี้ต้องลงทุนลงแรงมากกว่าตอนก่อสร้างแต่ก็มีค่าบำรุงรักษาในระยะยาวน้อยกว่าเนื่องจากมีการพังทลายน้อยกว่า




อ่านบทความนี้ในรูปแบบ blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/03/7-1-terrace.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 19, 2014, 12:43:46 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 543


« ตอบ #492 เมื่อ: มีนาคม 07, 2013, 10:23:58 AM »

แวะมาเก็บความรู้เพิ่มเติม..ขอบคุณพี่teerapanมากมายครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #493 เมื่อ: มีนาคม 07, 2013, 01:33:45 PM »

เสนอ กำแพงแบบรีไซเคิล แข็งแรง และประหยัด รักษาสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก
 ยิงฟันยิ้ม


[teerapan] - ขอบคุณครับน้องโอ๋  เป็นไอเดียที่ดีมากเลย   คงจะต้องประยุกต์ใช้วัสดุในพื้นที่เอาครับ บางคนก็ใช้ไม้แต่น่าจะผุง่าย กว่ายางรถยนต์ ส่วนหิน หรือ อิฐน่าจะทนทานกว่ายางรถยนต์ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2013, 02:34:50 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #494 เมื่อ: มีนาคม 07, 2013, 03:43:57 PM »

พี่พอมีความรุ้เรื่องบ้านดินมั้ย
ตอนนี้อยากจะปลูกบ้านซักหลัง อยากใช้เทคนิคบ้านดินแบบอัด (Rammed Earth) แบบว่าเอาดินมาใส่แบบแล้วอัด บดกระแทก อะไรก็แล้วแต่ออกมาเป็นผนังบ้าน เทคนิคคล้าย ๆ อิฐประสาน
ผมว่ามันสวยดี เป็นชั้น ๆ เหมือนหินทราย











The Process of Building Rammed Earth Walls. Alternative Construction Methods



[teerapan] - จะบอกว่าภาพบ้านสวยมาก..แต่..ขอโทษด้วยน้องโอ๋  ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้  เคยได้ยินปู่บิลพูดเรื่อง Rammed Earth House เหมือนกันในแง่สร้างได้ง่ายโดยใช้เครื่องจักรในการเคลื่อนย้ายดิน ทำได้รวดเร็วมาก  ประหยัด  แต่ Rammed Earth House ของปู่บิลไม่ทำสวยแบบนี้  สรุปแล้วไม่สามารถให้ความคิดเห็นได้ครับ แต่เจอเอกสารน่าอ่านอันนี้

http://housetour.beechworthmontessori.vic.edu.au/dnload/TOB%20107%20pp53-58.pdf


ไม่เป็นไรพี่ ยังไงก็ขอบคุณ
พอดีผมอยากถาไว้ เผื่อมีคนมีประสบการณ์ทำแบบนี้ในเมืองไทย
ของฝรั่งมีบทความดี ๆ ให้อ่านเยอะเลย แต่ไม่รู้มาใช้ในเมืองไทยจะเป็นไงมั่ง
มีอันนี้ผมอ่านแล้วละเอียดดี http://staff.bath.ac.uk/abspw/rammedearth/review.pdf
อันนี้ก็สรุปไว้ดี http://www.yourhome.gov.au/technical/pubs/fs57.pdf
เดี๋ยวไปนั่งอ่านที่พี่ส่งมาให้ดูก่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2013, 11:51:26 PM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
rattakitm
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 761


« ตอบ #495 เมื่อ: มีนาคม 07, 2013, 04:55:21 PM »

มาช้า  มาขอติดตามด้วยคน  ยังอ่านไม่จบ  แต่รักเหมือนกัน ถ้าพวก บัว 4 เหล่า  สอนได้ทั้งหมดคงจะดี  บ้านเราคงมีความสุขอีกเยอะ  ขอบคุณบทความดีๆ ที่มีให้อ่าน....

[teerapan] - ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ  เรื่องเปลี่ยนแปลงคนอื่นคงจะเป็นเรื่องยาก  ข้อมูลเหล่านี้ก็มีอยู่มานานมากแล้วครับ  ถ้าคนเราเปลี่ยนได้ง่ายๆ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งนานแล้วครับ  ผมขอแค่ให้ตัวเองเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ได้ก็พอแล้วครับ  ในระหว่างการเรียนรู้ก็เอามาเล่าสู่กันฟังครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2013, 06:44:57 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ใจมีสติอยู่กับกาย = ปกติ (ศีล)
        กายเคลื่อนไหวใจรับรู้
                  รู้ซื่อๆ
หน้า: 1 ... 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 [31] 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: