หน้า: 1 ... 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 [30] 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902358 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
pooyailee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 641


« ตอบ #464 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 03:29:56 PM »

จากวิชาวิทยาศาสตร์ ไปสู่วิชาธรรมะแล้วค่ะ ขอติดตามด้วยคนนะคะ

[teerapan] - ขอบคุณคุณ Thammasorn ความจริงแล้ววิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาล้วนเป็นเรื่องเดียว


มายืนยันด้วยคนครับ  ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
วิทยาศาสตร์ทดลองได้  ธรรมมะก็ทดลองได้ 
วิทยาศาสตร์ต้องศึกษาทฤษฏี   ธรรมะก็ต้องศึกษาทฤษฏี เช่นกันที่เรียกว่า ปริยัติ     
วิทยาศาสตร์ จะทดลองต้องเตรียม เครื่องมือและอุปกรณ์  แต่ธรรมะ ต้องเตรียมจิืตใจ 

ทดลองจะสำเร็จหรือไม่  อยู่ที่ความเพียร ทั้งวิทยาศาสตร์ และธรรมะ 
ไม่เชื่อก็ทดลองดูซิครับ  ยิงฟันยิ้ม
อนุโมทนาบุญด้วย เอาบุญมาฝากมหาเปรียญทุกๆองค์ครับ ตั้งแต่ปีใหม่มามีพระมาพักปฏิบัติธรรมที่ศูนย์อบรมเยาวชนใกล้บ้าน๖รูป บริเวณศูนย์มีพระ๒วัดบิณฑบาตอยู่ พระมาอยู่ใหม่บิณฯได้อาหารไม่พอฉันฯ ผมเลยอาสาขับรถรับพระ๒องค์ไปบิณฯในตลาดแสนตุ้งทุกวัน ไกลไปประมาณ๑0กม.ได้โมทนาบุญทุกคนที่ใส่บาต เวลานี้จำเป็นต้องดูแลสุขภาพตนเองห้ามป่วยไข้ ไม่กล้าขี่ม้าเล่น   เดี๋ยวบาดเจ็บมาพระจะอดอาหาร เอาบุญมาฝากทุกๆฅนครับ
บันทึกการเข้า

หนูพิม
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12072


นกที่ออกหากินแต่เช้าจะได้หนอนตัวใหญ่&ไม่ต้องบินไกล


« ตอบ #465 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 07:21:05 PM »


ซ้า)))...ธุ)))...นานๆได้โพสที...รู้สึกร้อนๆวูบวาบๆ แฮะ...หลวงตาทั้งหลายเทศน์กันใหญ่...ไปก่อนดีกว่า... ยิงฟันยิ้ม
กลัวโดนข้าวสารเสก.... ยิ้มกว้างๆ อิอิ
บันทึกการเข้า

"If you try to do it's difficult to do.But if you want to do it's easy to do"
              บ้านสวนทวีกานต์..วิมานดินของหนูพิมเริ่มต้นขึ้นแล้ว...23454
Thammasorn S.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 378


« ตอบ #466 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 09:47:34 PM »

จากวิชาวิทยาศาสตร์ ไปสู่วิชาธรรมะแล้วค่ะ ขอติดตามด้วยคนนะคะ

[teerapan] - ขอบคุณคุณ Thammasorn ความจริงแล้ววิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาล้วนเป็นเรื่องเดียว


มายืนยันด้วยคนครับ  ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
วิทยาศาสตร์ทดลองได้  ธรรมมะก็ทดลองได้ 
วิทยาศาสตร์ต้องศึกษาทฤษฏี   ธรรมะก็ต้องศึกษาทฤษฏี เช่นกันที่เรียกว่า ปริยัติ     
วิทยาศาสตร์ จะทดลองต้องเตรียม เครื่องมือและอุปกรณ์  แต่ธรรมะ ต้องเตรียมจิืตใจ 

ทดลองจะสำเร็จหรือไม่  อยู่ที่ความเพียร ทั้งวิทยาศาสตร์ และธรรมะ 
ไม่เชื่อก็ทดลองดูซิครับ  ยิงฟันยิ้ม
กำลังพยายามอยู่ค่ะ แค่นั่งสมาธิยังไม่สำเร็จเลยค่ะ จิตใจฟุ้งซ่านไปทั่วเลยค่ะ ตอนนี้ขอศึกษาทฤษฏีจากท่านพี่ในนี้ก่อนนะคะ ได้ความรู้มากมายเลยค่ะ เปรียบเสมือนตัวเองเป็นกบในกะลาเลยค่ะ ห่างกันราวฟ้ากะดินเลยค่ะ เวลาทุกข์จะได้ขออนุญาติใช้ยาสูตรท่านพุทธทาสค่ะ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็พยายามคิดถึงคนอื่นให้เยอะ เพื่อขัดเกลาจิตใจให้พ้นจากความเห็นแก่ตัวที่จะพยายามเข้าเกาะกุมจิตใจเราค่ะ
บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #467 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2013, 04:15:57 AM »

วิทยาศาสตร์มุ่งหาคำตอบให้สรรพสิ่ง  ศาสนามุ่งให้หลุดพ้นจากสรรพสิ่ง  แม้วิธีคิดจะเหมือน  แต่จุดมุ่งหมายล้วนแตกต่าง
บันทึกการเข้า
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3967


« ตอบ #468 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2013, 08:38:29 AM »


ซ้า)))...ธุ)))...นานๆได้โพสที...รู้สึกร้อนๆวูบวาบๆ แฮะ...หลวงตาทั้งหลายเทศน์กันใหญ่...ไปก่อนดีกว่า... ยิงฟันยิ้ม
กลัวโดนข้าวสารเสก.... ยิ้มกว้างๆ อิอิ


คุณครูพิมคร้าบ...ที่่นี่่จัดเสวนา ธรรมะ ครับ ไม่ได้ทำพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้าย...ไม่ต้องกังวลเรื่่องข้าวสารเสกหรอกครับ
ข้าวสารราคาแพง...ไม่กล้าเอามาปาเล่น...แฮ่
บทท่องที่่ใช้อยู่ก็คือ อาปานาเฮ่ อาเปนาฮา นาเฮ นาเฮ้นาเฮ้...นาเฮ้...ไล่อธรรม
รวมก๊วนคนเพี้ยนๆ...ไปแล้ว

บันทึกการเข้า
pong2510
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 436


โลกสีเขียวยังมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะ


« ตอบ #469 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2013, 09:45:08 AM »

                                   เพราะอะไร ธรรมชาติคือธรรมะ

  ธรรมชาติไม่รับรู้หรอกว่าอะไรดีหรือไม่ดีแต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ร่วมกันขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้
ธรรมชาติรู้ว่าหน้าที่เขาต้องทำอะไรไม่ว่าดีหรือเลว ไม่เคยทำนอกเหนือหน้าที่ นอกจากพวกมนุษย์ผู้วิเศษทั้งหลาย
เที่ยวไล่เปลี่ยนแปลงกฎธรรมชาติ
                       
                      
                                         จุมพิต รูดซิบปาก โกรธ ร้องไห้

[teerapan] - สวัสดีครับพี่กันตพัฒน์  ในบรบทของพระพุทธศาสนา ธรรมะ หรือ พระธรรม มีความหมายว่า คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันล้วนแล้วเป็นเรื่องของสภาวธรรมชาติที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของความทุกข์ และธรรมชาติในการดับไปแห่งกองทุกข์  ก็เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดับไปของทุกข์  สิ่งเหล่านี้ปรากฎในคำสอน เช่น กฎไตรลักษณ์ซึ่งครอบคลุมไปถึงสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต สิ่งที่มีตัวตน และไม่มีตัวตน (เช่น สภาวะจิต) เป็นต้น  ดังพระพุทธพจน์ตอนนหนึ่งที่ตรัสไว้ว่า                        

"เราเป็นผู้ที่เปิดของที่ควํ่าอยู่ (อันคือสภาวธรรมหรือธรรมชาติของความทุกข์และการดับทุกข์) หงายขึ้นเปิดเผยแสดงแก่โลก"

ดังนั้นธรรมะ คือ แนวปฏิบัติสำหรับมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ตลอดช่วงอายุ อย่างมีสิทธิและเสรีภาพ ไปโดยตลอด ในการเรียนรู้ และแก้ไขการกระทำของตนเอง โดยสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติอย่างปกติ เรียบง่ายตามธรรมชาติ (ซึ่งไม่ได้แยกแยะดีชั่ว ถูกผิด ของกูไม่ใช่ของกู ฯลฯ ตามที่พี่กันตพัฒน์กล่าวถึง)

แต่ในทางปฏิบัติ กลับไม่เป็นเช่นนั้น มนุษย์ได้สร้างเงื่อนไข หรือสิ่งสมมติมากมายในการใช้ชีวิต หรือสร้างสิ่งล่อตา ล่อใจมากมายโดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าจำเป็นทางธรรมชาติหรือไม่ หรือเป็นเพียงความจำเป็นที่สมมติขึ้นมาเพียงชั่วครั้งหรือชั่วคราว แล้วนำจิตใจไปยึดถือ ครอบครอบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ฝืนกับวัตถุประสงค์ของธรรมชาติจึงทำให้เกิดความทุกข์ในระดับต่างๆ มากมาย ครั้นพอจะปฏิบัติก็ยากเสียเหลือเกินแก้แล้ว หลงไปต่างๆ นานา จึงทำให้จิตใจของมนุษย์สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ หรือมีเหตุการณ์ในจิตใจให้ตื่นเต้นไปตลอดเวลา ทั้งที่โดยธรรมชาติพื้นฐานไม่ควรเป็นเช่นนั้น

เราเริ่มแยกแยะ มองธรรมชาติอย่างแยกส่วน (พืชชนิดนี้กินได้ กูชอบ กูเก็บไว้ กูจะปลูกเยอะๆ พืชชนิดนี้กูไม่ชอบกิน กำจัดมันให้สิ้นซาก แมลงชนิดนี้ชอบมาแย่งของที่กูชอบ กูจะฆ่าพวกแมลงให้หมดทุกชนิดเลย) ด้วยความโลภ เราเริ่มพยายามที่จะควบคุมธรรมชาติเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด  โดยไม่สนใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกันว่าจะได้รับผลกระทบเช่นไร

ด้วยเหตุนี้การเข้าใจถึงสภาวะธรรมชาติอย่างแท้จริง ก็จะเข้าใจธรรมะ  คำถามคือในช่วงชีวิตที่เหลือเราจะสามารถนำจิตใจเข้าถึงธรรมชาติดั้งเดิมที่แท้จริง ได้หรือไม่ ?  เอ...วัง

  
                     ยังเหลืออีกสี่รูปที่ยังไม่ได้อธิบายมันเป็นสัจจะธรรมที่เราหนีไม่พ้นกันทุกคน

[teerapan] - สาธุ สาธุ สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 09:12:01 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

มีเกิดก็ต้องมีดับ
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #470 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2013, 06:58:38 PM »

ไหนๆก็นอกเรื่องมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว ขอคำชี้แนะจากยอดคนในสถานที่นี้
"พระธาตุ" กระดูกของพระสายวิปัสนา ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ว่ากันว่า เปลี่ยนสี ขนาดและเพิ่มจำนวนได้เองด้วย

[teerapan] - เรื่องนี้เป็นอจินไตย รู้ไปก็ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ จะเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมกันเปล่าๆ เช่นเดียวกับความเชื่ออื่นๆ เช่น นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่จริงหรือไม่ โลกเราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร การรู้คำตอบเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าท่านทรงสอนเฉพาะเรื่องของใบไม้ในกำมือ เราไม่จำเป็นต้องรู้จักใบไม้ทั้งป่าเพื่อดับทุกข์

ปล. ลองหาอ่านเรื่องราวของธรรมะที่พระองค์สอนเท่าใบไม้ 1 หยิบมือใน "สีสปาสูตร"

"...สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก  ก็เพราะเหตุไร เราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์   มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น   ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน   เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่บอก..."


zin : เราเคยมีฤทธิ์คะนองสงสัยต่อปาฏิหาริย์ในพุทธประวัติ อาจหาญตั้งคำถามต่อความมีอยู่จริงของพุทธองค์ เช่น.....
       "วันวิสาขบูชา"เป็นไปได้ล่ะหรือ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ตรงกับวันเดียวกัน
       แต่พอผันผ่านเนิ่นนานวันความคิดตกตระกอนนอนก้นกับพบว่า ขณะแห่งการตรัสรู้นั่นเอง ความเป็นพุทธะเกิดขึ้นแล้ว
       และการเกิดก็คือประสูติ ผลของการตรัสรู้ก็คือนิพพาน ดังนั้นประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คือภาวะเดียวกัน
       เมื่อสันดาปนามธรรมเช่นนี้แล้ว ความเป็นรูปธรรมของพุทธองค์หาได้เป็นปัญหาไม่
       ล่วงก้าวเข้าไปอีกขั้นหนึ่งของพุทธวัจนะล้ำลึกที่ว่า
       "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรม แม้เกาะจีวรเราอยู่หาเห็นเราไม่"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2013, 12:44:07 AM โดย zin » บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #471 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2013, 09:11:41 PM »

ไหนๆก็นอกเรื่องมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว ขอคำชี้แนะจากยอดคนในสถานที่นี้
"พระธาตุ" กระดูกของพระสายวิปัสนา ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ว่ากันว่า เปลี่ยนสี ขนาดและเพิ่มจำนวนได้เองด้วย

[teerapan] - เรื่องนี้เป็นอจินไตย รู้ไปก็ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ จะเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมกันเปล่าๆ เช่นเดียวกับความเชื่ออื่นๆ เช่น นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่จริงหรือไม่ โลกเราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร การรู้คำตอบเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าท่านทรงสอนเฉพาะเรื่องของใบไม้ในกำมือ เราไม่จำเป็นต้องรู้จักใบไม้ทั้งป่าเพื่อดับทุกข์


ธรรมชาติของคนย่อม  มีความอยากรู้ อยากเห็น เป็นธรรมดาครับ  ผมก็อยากรู้เหมือนกัน  แต่ก็ยังไม่รู้ด้วยตนเองซักที เพราะความเพียรยังน้อยไป   แม้จะไม่ใช่หนทางดับทุกข์ที่แท้จริง  

ตามที่รับทราบจากการอ่านการรับฟังจากคำสั่งสอน   ความรู้นี้เขาเรียกว่า " วิชชา "  มันเป็นความรู้ระหว่างทางสู่จุดสุดท้าย  จะรู้ได้ด้วยตนเอง และเป็นเรื่องอจินไตย  

ท่านว่าเพียงนั่งนิ่งๆ  กำหนดจิตให้อยู่กับ "ปัจจุบัน"  คำว่า "ปัจจุบัน"  ผมก็เพิ่งทราบเมื่อไม่กี่วันมานี้เองว่า  มันไม่ใช่ ปีนี้  เดือนนี้  หรือวันนี้  แต่มันเป็นขณะที่กำลังหายใจ  เข้าหายใจออก นี่เอง  ล่วงไปเพียงนาที 2 นาที มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว
  ถ้าทำได้ ท่านว่า จะเกิด" ฌาน "  เมื่อถึง " ฌาน 4 " ซึ่งเรียกว่า โลกียฌาน ก็จะเกิด ความรู้ทำนองนี้  

  ;Dเมื่อไร จะเกิดความรู้เองซักทีไม่รู้  จะได้อธิบายคล่องๆ หน่อย  จำเขามาก็ยังงี้แหละ  กระท่อนกระแท่นเน๊าะ  ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2013, 09:20:49 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3967


« ตอบ #472 เมื่อ: มีนาคม 01, 2013, 08:45:58 AM »

ได้โปรดตั้งสติก่อนครับ
เรื่่องของความคิดบางทีอาจจะไปไกลเกินกว่าการกระทำครับ สิ่งต่างๆที่่ทุกท่านได้นำมากล่าว
ล้วนมีความเป็นมาทั้งสิ้น แต่อาจจะปรุงแต่งให้ได้อรรถรส พุทธประวัติมีมาก่อนตั้งไม่รู้กี่่พันปี
เรื่่องของธรรมชาติ สิ่งลี้ลับต่างๆก็มีเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เรื่่องความเชื่่อต่างๆมนุษย์แต่ละเชื้อชาติ
ก็ยังมองเห็นต่างกัน แม้แต่ชนชาติเดียวกันก็มีความเชื่่อที่แตกต่างกัน

  ดังนั้นเรื่่องของความคิดเห็นของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกันเป็นเรื่่องธรรมดา (ธรรมชาติ)
อาจจะไม่มีคำพูดใดที่่ถูกใจเราได้หมด เพียงแต่เราตั้งสติมีความเชื่่อมีข้อมูลของเรามาหักล้างความ
สงสัยได้อย่างไร หรือได้โดยการมาร่วมวงกันสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลต่อกัน ผมเชื่่อว่าแต่ละท่าน
ย่อมมีข้อมูลเป็นของตนเองที่ไม่เหมือนกับท่านอื่นๆ ร่วมก๊วนกันเพื่่อเป็นประโยชน์ต่อไป

  สมัยก่อนตอนเด็กผมก็ยังเคยสงสัยอยู่ว่า รถมันวิ่งได้อย่างไร แต่พอมาเรียนแล้วก็รู้ว่า มันมีส่วนประกอบ
ต่างๆหลายอย่างที่่ทำให้รถมันวิ่งได้ และตอนนี้ก็เลยหายสงสัยและใช้มันเป็นพาหนะไปทุกหนทุกแห่ง

[teerapan] - ขอบคุณครับคุณ deemeechai  ผมคิดว่าเราอย่าไปแตะเรื่องความเชื่อความศรัทธาของแต่ละท่านจะดีกว่านะครับ  โดยเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ เนื่องจากอาจจะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งกันเปล่าๆ

หลายๆ ความเชื่อจะจริงหรือไม่จริง ความเชื่อเหล่านั้นก็หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมของสังคมเรา หลายความเชื่อก็เป็นศูนย์กลางทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้  หากขาดซึ่งความเชื่อเหล่านี้หลายๆ ท่านคงจะเป็นทุกข์กับการแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หากขาดซึ่งความเชือเหล่านี้แล้วเราอาจจะปกครองคนให้อยู่ในกรอบระเบียบได้ยาก  ก่อนจะไปไกลกว่านี้ คงต้องขออนุญาตกลับมาเรื่องเกษตรของเรากันต่อดีกว่านะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2013, 01:50:16 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #473 เมื่อ: มีนาคม 01, 2013, 08:47:41 AM »

ไหนๆก็นอกเรื่องมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว ขอคำชี้แนะจากยอดคนในสถานที่นี้
"พระธาตุ" กระดูกของพระสายวิปัสนา ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ว่ากันว่า เปลี่ยนสี ขนาดและเพิ่มจำนวนได้เองด้วย

[teerapan] - เรื่องนี้เป็นอจินไตย รู้ไปก็ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ จะเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมกันเปล่าๆ เช่นเดียวกับความเชื่ออื่นๆ เช่น นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่จริงหรือไม่ โลกเราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร การรู้คำตอบเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เราพ้นทุกข์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าท่านทรงสอนเฉพาะเรื่องของใบไม้ในกำมือ เราไม่จำเป็นต้องรู้จักใบไม้ทั้งป่าเพื่อดับทุกข์

ปล. ลองหาอ่านเรื่องราวของธรรมะที่พระองค์สอนเท่าใบไม้ 1 หยิบมือใน "สีสปาสูตร"

"...สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก  ก็เพราะเหตุไร เราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์   มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น   ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน   เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่บอก..."


zin : เราเคยมีฤทธิ์คะนองสงสัยต่อปาฏิหาริย์ในพุทธประวัติ อาจหาญตั้งคำถามต่อความมีอยู่จริงของพุทธองค์ เช่น.....
       "วันวิสาขบูชา"เป็นไปได้ล่ะหรือ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ตรงกับวันเดียวกัน
       แต่พอผันผ่านเนิ่นนานวันความคิดตกตระกอนนอนก้นกับพบว่า ขณะแห่งการตรัสรู้นั่นเอง ความเป็นพุทธะเกิดขึ้นแล้ว
       และการเกิดก็คือประสูติ ผลของการตรัสรู้ก็คือนิพพาน ดังนั้นประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คือภาวะเดียวกัน
       เมื่อสันดาปนามธรรมเช่นนี้แล้ว ความเป็นรูปธรรมของพุทธองค์หาได้เป็นปัญหาไม่
       ล่วงก้าวเข้าไปอีกขั้นหนึ่งของพุทธวัจนะล้ำลึกที่ว่า
       "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรม แม้เกาะจีวรเราอยู่หาเห็นเราไม่"

เคยนึกเอาเองว่าเมื่อเห็นคำว่า"อจินไตย"พร้อมความหมายอธิบายเมื่อไรแล้ว  นี่เป็นคำตอบที่แยบคายดีแท้..
แต่..หนึ่งทุกข์ที่เป็นอยู่(ไม่รู้เป็นไง) คืออยากรู้ในสิ่งเหล่านั้น ที่คล้ายๆอธิบายไว้ด้านบน
แล้วยังอยากที่จะเลือกที่จะรู้คำตอบ แบบ มี หรือไม่มี เสียมากกว่าที่จะไม่อยากรู้ อยากหยุด ตามประสาคนที่ยังมีกิเลส...
แม้ไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก แต่อย่างน้อยก็ยังช่วยบรรเทาทุกข์ที่เกิดเพราะอยากรู้ได้บ้างล่ะครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
teebanbor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #474 เมื่อ: มีนาคม 01, 2013, 09:32:36 PM »

คำพระท่านว่า " โลก ไม่ได้ วุ่นวาย ใจเรา ต่างหาก ที่ วุ่นวาย " ไปแล้วโยม  ยิ้ม

เรามันยังไม่หมดซึ่งกิเลส ธรรมะอันลึกซึ้งยากแท้หยั่งถึง ขอไปปลูกต้นไม้ต่อดีกว่า.. ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - ผมรู้เรื่องธรรมะโดยทฤษฎี  ตอนที่เริ่มปลูกต้นไม้ใหม่ๆ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา  เราตั้งความหวังไว้สูงว่าเราเสียแรงปลูกแล้วต้องรอด  ทำงานแล้วต้องประสบความสำเร็จดั่งใจหวัง พอต้นไม้เริ่มตายบ้างก็ยิ่งดิ้นรนต่อสู้ไม่ให้มันตาย ยิ่งเหนื่อย  แต่เมื่อมาทำงานกับธรรมชาติแล้วเริ่มเกิดปัญญาเข้าถึงความจริงของความไม่เที่ยง  เริ่มยอมรับในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่เราควบคุมไม่ได้  และธรรมชาติก็มีเรื่องมาทำให้เราประหลาดใจทั้งในเรื่องความแข็งแกร่งของต้นไม้ที่เราคิดว่าอ่อนแออยู่เสมอ  รวมทั้งงานที่เราลงมือทั้งๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องลงมือทำ  ธรรมชาติทำหน้าที่นั้นให้กับเราอยู่แล้ว  การปลูกต้นไม้จึงเป็นวิถีของการเรียนรู้ธรรมะ ทำให้เราเกิดปัญญาในสภาวะธรรมมากขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 11:05:07 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ธรรมชาติ...ให้อะไรมากว่าที่เราคิด
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #475 เมื่อ: มีนาคม 02, 2013, 08:17:01 AM »

ไปบวชกันเหอะพวกเรา ปล่อยอย่างอื่นให้เป็นไปตามธรรมชาติ เหอ หเอ เหอ.....
อย่า ทุกท่าน จงอย่าตกในความสงสัย ไม่ต้องไปสงสัย พระภิษุดื่มน้ำชาสงสัยว่า
เป็นสุรา ภิกษุนั้นอาบัติอะไร อาบัติปาจิตตีเพราะสงสัย ผมเองก็แค่ปลายของหางอึ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 02, 2013, 08:32:33 AM โดย James » บันทึกการเข้า
yudhapol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1925


« ตอบ #476 เมื่อ: มีนาคม 02, 2013, 08:31:34 AM »

ออกจากป่าต้นโพธิ์ ไปปีนสวนต้นงิ้วกันบ้างเถอะท่านมหาทั้งหลาย... โกรธ โกรธ

[teerapan] - ได้ข่าวว่าอาจารย์ปลูกงิ้วที่สวนเยอะจนเป็นป่าเลย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 11:07:39 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #477 เมื่อ: มีนาคม 02, 2013, 08:56:16 AM »

ออกจากป่าต้นโพธิ์ ไปปีนสวนต้นงิ้วกันบ้างเถอะท่านมหาทั้งหลาย... โกรธ โกรธ
จาผิดจาถูกก็ยังเป็นครู 555

[teerapan] - ผมคิดว่าไม่ได้เป็นครูอย่างเดียว แต่เป็นดาราเกาหลีด้วยซะอีก ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 11:09:16 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #478 เมื่อ: มีนาคม 02, 2013, 02:45:07 PM »

ไปบวชกันเหอะพวกเรา ปล่อยอย่างอื่นให้เป็นไปตามธรรมชาติ เหอ หเอ เหอ.....
อย่า ทุกท่าน จงอย่าตกในความสงสัย ไม่ต้องไปสงสัย พระภิษุดื่มน้ำชาสงสัยว่า
เป็นสุรา ภิกษุนั้นอาบัติอะไร อาบัติปาจิตตีเพราะสงสัย ผมเองก็แค่ปลายของหางอึ่ง

หากเราถือครองเพศบรรพชิต ป่านนี้ต้องอาบัติปาราชิกไปรอบแล้วรอบเหล้า......เอื๊อกกกก  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ

[teerapan] - ดูจากหนังกำลังภายในแล้วเห็นว่าพระสงฆ์ปลูกข้าว ปลูกผัก ไม่อาบัติ  ตำข้าวก็ไม่อาบัติ แต่ตำจอกนี่สิไม่แน่  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 11:11:09 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #479 เมื่อ: มีนาคม 02, 2013, 03:02:51 PM »

ไปบวชกันเหอะพวกเรา ปล่อยอย่างอื่นให้เป็นไปตามธรรมชาติ เหอ หเอ เหอ.....
อย่า ทุกท่าน จงอย่าตกในความสงสัย ไม่ต้องไปสงสัย พระภิษุดื่มน้ำชาสงสัยว่า
เป็นสุรา ภิกษุนั้นอาบัติอะไร อาบัติปาจิตตีเพราะสงสัย ผมเองก็แค่ปลายของหางอึ่ง

หากเราถือครองเพศบรรพชิต ป่านนี้ต้องอาบัติปาราชิกไปรอบแล้วรอบเหล้า......เอื๊อกกกก  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ
เราอนุญาตสุราหนึ่งองคุลี(ฝาโอ่ง)

[teerapan] - พี่เจมส์ครับ หน่วยนับ 1 องคุลีคือ 1 ข้อนิ้ว (โป้ง) แต่เขาไม่ได้กำหนดพื้นที่หน้าตัด  ถ้าเป็นสระน้ำขนาดพื้นที่ 15 ไร่ เอาปั๊ม (ขนาด 300 ลิตรต่อนาที) สูบทั้งวันน้ำก็ลดไปไม่ถึง 1 องคุลี  แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นน้ำสุราเป็นพี่ซินอาจจะสามารถสูบได้ภายใน 1 นาที...แล้วก็สลบไปเลย ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2013, 11:26:23 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 [30] 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: