หน้า: 1 ... 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 [29] 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902152 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3967


« ตอบ #448 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2013, 08:43:23 AM »

ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ;)เจอแล้ว

[teerapan] - เจออะไรหรอ?


เจอคนเพี้ยนๆมาสุมหัวกัน...ฮ่า เอื๊อก...น้ำลายติดคอ
อยากได้เตาไปย่างชาละวันสักตัว ท่านใดพอจะปั้นให้ข้าพเจ้าสักเตาได้บ่...ล้อเล่น
เราสามารถออกแบบเตาให้ได้ทั้งความร้อนและได้ถ่านหุงต้มได้บ่ครับ...คงจะยาก
แล้วเราสามารถเก็บน้ำส้มควันไม้จากเตาแบบนี้ได้บ่...คงจะยาก
ควันไฟก็มีประโยชน์ที่่นึกได้ก็สามประการ -ต้นไม้นำไปปรุงอาหาร -ช่วยไล่แมลงในสวน -ใช้รมอาหารให้นานขึ้น
ตามบ้านนอกชอบก่อไฟ-เผาป่า ทำให้เกิดมลพิษมหาศาล เพราะควันไฟประกอบไปด้วยก็าซสารพิษต่างๆเยอะแยะไปหมด
เป็นบ่อเกิดโรคร้ายนี่่เอง
  ดังนั้นเรามาหาวิธีเก็บควันไฟมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร...ไม่รู้คิดมั่วเอา

[teerapan] -  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ คุณ deemeechai นี่รู้ดีจริงๆ  ถ้าคิดทำเจ้าเตาที่เผาไม้แล้วได้พลังงานมาหุงต้มด้วย ได้ถ่านด้วย ได้น้ำส้มควันไม้ด้วยเมื่อไหร่ อย่าลืมมาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟังบ้างนะครับ  เตาเผาที่เคยเห็นว่าใกล้เคียงคือ "ไอ้รถถัง 4 in 1" http://www.jokonan.org/upload/book/1000000001.pdf  ที่เอาความร้อนจากเตาเผาถ่านมากลั่นน้ำมันหอมระเหยครับ  ว่างๆ ลองทำตามดูเล่นๆ ได้ครับ

ขอบคุณครับท่านธีรพันธ์ คงได้ย่างชาละวันแน่ๆแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2013, 10:55:54 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #449 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2013, 11:03:52 PM »

วันนี้วันพระ  มีโอกาสได้พาคุณแม่ไปวัด และสวนโมกข์กรุงเทพ  คุณแม่เล่าให้ผมฟังเรื่อง "ยาแก้โรคสูตรของท่านพุทธทาส"  ผมฟังแล้วประทับใจมาก ในโอกาสวันพระใหญ่จึงขออนุญาตมาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟังต่ออีกที


อ้างถึง
ต้น "ไม่รู้-ไม่ชี้" นี่เอาเปลือก
ต้น "ช่างหัวมัน" นั้นเลือก เอาแก่นแข็ง
"อย่างนั้นเอง" เอาแต่ราก ฤทธิ์มันแรง
ต้น "ไม่มีกู-ของกู" นี้แสวง เอาแต่ใบ
ต้น "ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น" เฟ้นเอาดอก
"ตายก่อนตาย" เลือกออก ลูกใหญ่ ๆ
หกอย่างนี้ อย่างละชั่ง ตั้งเกณฑ์ไว้
"ดับไม่เหลือ" สิ่งสุดท้าย ใช้เมล็ดมัน
หนักหกชั่ง เท่ากับ ยาทั้งหลาย
เคล้ากันไป เสกคาถา ที่อาถรรพณ์
"สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" อัน
เป็นธรรมชั้น หฤทัย ในพุทธนาม
จัดลงหม้อ ใส่น้ำ พอท่วมยา
เคี่ยวไฟกล้า เหลือได้ หนึ่งในสาม
หนึ่งช้อนชา สามเวลา พยายาม
กินเพื่อความ หมดสรรพโรค เป็นโลกอุดร

ยานี้ต้องการเครื่องยา ๗ อย่าง คือ เปลือกต้น "ไม่รู้ไม่ชี้" แล้วก็แก่นต้น "ช่างหัวมัน" แล้วก็รากต้น "อย่างนั้นเอง" แล้วก็ใบต้นที่ว่า "ไม่มีตัวกูของกู" แล้วก็ดอกต้น "ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น" แล้วก็ลูกของต้น "ตายเสียก่อนตาย" แล้วก็เมล็ดต้น "ดับไม่เหลือ" ๖ อย่างแรก เอาอย่างละ ๑ ชั่ง อย่างสุดท้าย "ดับไม่เหลือ" นี่สำคัญมาก เอา ๖ ชั่ง เท่ากับสิ่งอื่นรวมกัน เรียกว่าเท่ายาทั้งหลาย รวมกันแล้ว ก็เป็น ๑๒ ชั่ง ก็ใส่หม้อ ใส่น้ำต้มให้เหลือ ๑ ใน ๓ กิน ๓ เวลา ครั้งละหนึ่งข้อนชาเรื่อย ๆ ไป ก็จะหมดโรค หมดสรรพโรค เป็น "โลกอุดร" น่ะ อยู่เหนือโลก เหนือโลกซึ่งเป็นโรค
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 01:25:38 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #450 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2013, 11:14:26 PM »

 อายจัง แลบลิ้น ยิ้มกว้างๆ แยบคายนัก  อายจัง อายจัง อายจัง

[teerapan] - ท่านพี่ซิน  ผู้น้อยหามีปัญญาคิดเรื่องแบบนี้ไม่  เป็นคำสอนของท่านพุทธทาสขอรับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2013, 11:37:45 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #451 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2013, 11:19:18 PM »

เครื่องยานี้จะไปซื้อที่ไหน ไปซื้อที่ร้านไหน ก็ตอบไม่ถูก งงเหมือนกัน เครื่องยาเหล่านี้มันคงไม่มีที่ร้านไหนขายหรอก แล้วที่ในป่าในทุ่งในนานี่มันก็คงจะไม่มี มันก็ต้องหาในตัวคนน่ะ ในตัวคุณเอง ที่กาย วาจา ใจของคุณ ในชีวิตของคุณน่ะ ก็หาเครื่องยานี้ดูสิ

๑. ไม่รู้ไม่ชี้
"ไม่รู้ไม่ชี้ ๆ" ก็อย่าไปจู้จี้อะไรให้มันมากนัก อย่าไปจู้จี้อะไรให้มันเกินไป อย่าจู้จี้พิถีพิถันนี่นั่นมากเกินไป ไม่มีเรื่องก็ทำให้มันมีเรื่อง เรื่องมันน้อยไปก็ทำให้เรื่องมันมาก นั่นน่ะเรียกว่ามันรู้มันชี้มากเกินไป มันวิตกกังวลไม่เข้าเรื่อง อาลัยอาวรณ์ไม่เข้าเรื่อง นี่รู้จักไม่รู้ไม่ชี้เสียบ้าง ที่มันควรจะไม่รู้ไม่ชี้ได้ ก็อย่าไปรู้ไปชี้กะมัน คนแก่ ๆ เขาว่าจู้จี้ พิถีพิถันมากจะเป็นโรค นี่ต้องรู้จักไม่รู้ไม่ชี้กันเสียบ้าง บางอย่างแกล้งทำหูหนวกตาบอดเสียดีกว่า นี่ ไม่รู้ไม่ชี้

๒. ช่างหัวมัน
"ช่างหัวมัน" คือรู้ว่า ทุกอย่างมันต้องเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา กฎอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท มันมีของมันอย่างนั้นน่ะ เราจะไม่ให้มันเป็นอย่างนั้น ให้มันเป็นไปตามความต้องการของเรานี้น่ะ มันก็ไม่ได้ เมื่อมันต้องเป็นไปตามกรรม หรือต้องเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ก็ช่างหัวมัน ก็ได้ในที่ ๆ ควรจะช่างหัวมัน

๓. อย่างนั้นเอง
"อย่างนั้นเอง" ความเจ็บไข้มันก็มีตามธรรมชาติ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันก็มีตามธรรมชาติ ความวิบัติที่เราไม่คิดไม่หวัง มันก็ตามธรรมชาติ เราจงเห็นว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ดีชั่ว บุญบาป บวกลบ นี่ก็เป็นเช่นนั้นเอง บุญมันก็ทำให้เวียนว่าย บาปมันก็ทำให้เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ต้องพ้นบุญพ้นบาป ให้เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่บุญไม่บาปมันก็อย่างนี้ มันจึงจะหยุดเวียนว่าย ให้เห็นเช่นนั้นเอง

๔. ไม่มีตัวกู-ของกู
"ไม่มีตัวกู-ของกู" นี่คือสติปัญญาสูงสุด จะเห็นว่ามันเป็นตามธรรมดา ตามธรรมชาติ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามอิทัปปัจจยตา ตามปฏิจจสมุปบาท ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไปตามกฎของไตรลักษณ์ ไม่มีอะไรที่จะดึงเอามาเป็นตัวกูของกู ที่จะต่อสู้กับกฎของธรรมชาติได้ แต่ว่าตัวกูของกูนี่มันเกิดมาในใจเพราะความไม่รู้ เพราะอวิชชา เพราะสัญชาตญาณตามธรรมดาของสิ่งที่มีชีวิต มันต้องรู้สึกเป็นตัวกูของกู เป็นรากฐานสำหรับจะได้หากิน สำหรับจะได้ต่อสู้ สำหรับจะได้วิ่งหนีอันตราย สำหรับจะได้สืบพันธุ์ไว้อย่าให้สูญพันธุ์

นี่ละ มันเป็นความรู้สึกของสัญชาตญาณในสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ของมนุษย์ก็มี ของสัตว์เดรฉานก็มี ของต้นไม้ต้นไร่ก็มี ความรู้สึกว่าตัวกู แม้แต่ต้นหญ้าไมยราบน่ะ เอามือไปถูกเข้ายังหุบเลย แล้วมันหนีภัย มันรู้จักสงวนตัวกู ความรู้สึกเป็นตัวกูมันมีในสิ่งที่มีชีวิต

แต่แล้วมันทำให้เกิดปัญหา เกิดความเป็นทุกข์ เกิดความหนักอกหนักใจ อย่ามีตัวกูของกูกันให้มันถึงขนาดนั้นเลย ให้มี "ตัวกูซึ่งมิใช่ตัวกู" ฟังเหมือนกับบ้า มีตัวกูซึ่งมิใช่ตัวกูนั่นแหละถูกต้อง มีตัวกูที่มันมิใช่ตัวกู เราเรียกว่าตัวกู เราพูดว่าตัวกู เราเห็นว่าเป็นตัวกู จะรักมันอย่างตัวกู แต่อย่าไปถือว่ามันเป็นตัวกูที่แท้จริง มันเป็นความคิดผิด เข้าใจผิดที่เกิดขึ้นมาเอง นี่ "ตัวกูซึ่งมิใช่ตัวกู" พูดอีกอย่างหนึ่งว่า "ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตน" นั่นแหละ

ตัวตนซึ่งมิใช่ตัวตนนั่นแหละคือความจริง มันไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง แต่จิตโง่มันไปเอามาเป็นตัวตนที่แท้จริงของมัน มันจึงมีตัวตนที่มิใช่ตัวตน ไม่มีตัวกูที่แท้จริง มันมีความโง่ทำให้เกิดเป็นความคิดขึ้นมาว่า "ตัวกู" แล้วก็รักสิ่งที่น่ารักแก่ตัวกูนี่ แล้วก็เกลียดโกรธสิ่งที่น่าเกลียดน่าโกรธแก่ตัวกู ตัวกูมันจึงกระโดดขึ้นกระโดดลง กระโดดขึ้นกระโดดลงตามความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบอยู่อย่างนี้ มันเป็นทุกข์เท่านั้นเอง

ที่มันมาพบกันเข้าอย่างนี้มันก็เหมือนกับว่า บังเอิญมีธาตุ คือธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ลอยมากระทบกันเข้า อาศัยอากาศธาตุ วิญญาณธาตุ เป็นเครื่องผูกพันกันเข้าก็เกิดเป็นสังขารร่างกายนี้ขึ้นมา เป็นร่างกายนี้ขึ้นมา มีชีวิตอยู่ไม่เกิน ๑๐๐ ปี ก็จะลาจากกันไปอีกละ มันเป็นเพียงเท่านี้ ตัวกูซึ่งมิใช่ตัวกู เหมือนกับของบังเอิญมาพบกันเข้า รวมกลุ่มกันอยู่ชั่วคราว แล้วมันไม่เท่าไหร่ก็จะจากกันไป

หรือเหมือนกับของยืม ยืมมาไม่เท่าไหร่ก็ต้องส่งคืนเจ้าของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณนี่ยืมมา ทำเป็นตัวกู สักพักหนึ่งแล้วไม่เท่าไหร่มันก็คืนเจ้าของไป นี้ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู มีความรู้ในข้อนี้ก็จะได้เครื่องยา ๆ ชื่อ "ไม่มีตัวกู-ของกู" มาทำยา เราจะรู้เรื่องตัวกูของกูกันไว้ให้เพียงพอ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้เลย

๕. ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น
"ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" คือ ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น คำว่า "เอา" นี่ เอาด้วยความโง่ ด้วยอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่า กูเอา แล้วกูได้มาเป็นของกู อย่างนี้เรียกว่า เอา ถ้า เอา อย่างนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่น่าเอาหรอก เอาแล้วกัด กัดทั้งนั้นแหละ ไปเอาเข้าแล้วกัดทั้งนั้นแหละ

"เป็น" ก็เหมือนกัน ด้วยความหมายมั่นอุปาทานว่า กูเป็น กูเป็นอย่างนั้น กูเป็นอย่างนี้ ก็เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นพ่อแม่ เป็นลูก เป็นอะไร เป็นด้วยอุปาทาน นี้มันกัดเอาทั้งนั้นแหละ ถ้าเป็นก็ไปตามรู้สึกว่ามันสมมติ มันชั่วคราว มันทำหน้าที่ชั่วคราว อย่าหมายมั่นให้มันมากมายไปกว่านั้น

ถ้าจะมีอะไร จะหาอะไร จะเก็บอะไร จะกินอะไร จะใช้อะไร ในจิตใจอย่าหมายมั่นว่าเป็น "ตัวกู" เพราะมันจะรู้สึกหนักขึ้นมาในจิตใจ แล้วมันจะมีความไม่ได้ตามต้องการแทรกแซงอยู่เสมอ มันจะเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา จึงว่า ถ้าจะอยู่กันในโลกนี้อย่ามีความสุขแล้ว อย่าไปเอาอะไรมายึดถือว่าเป็นของฉัน มันจะสุมเผากบาลท่านทั้งวัน พูดกันลืม พูดให้มันแรง ๆ ให้มันกันลืมว่า ถ้าเอามาเป็นของฉัน ของกูแล้ว มันก็จะสุมกบาลให้ร้อน เหมือนกับเอาหม้อไฟมาทูนไว้บนศีรษะทั้งวันเลย ปล่อยให้มันเป็นของธรรมชาติ ไปตามเหตุตามปัจจัย ตามอิทัปปัจจยตา ตามปฏิจจสมุปบาท

ถ้าเอามาไว้ในอำนาจแห่งตัวกู มันก็ต้องต่อสู้กัน เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจนี่ มันก็ต้องต่อสู้กันเอะอะตึงตัง เหมือนกับบ้านเรือนของคนบ้า มีแต่ความทะลึ่งตึงตัง ทะเลาะวิวาท หรือจะโง่เป็นนกเขา นกเขานี่เป็นนกที่ขันว่า "กูของกู ๆ ๆ" ภาษาบาลีก็เรียกนกเขาว่า กูของกู ๆ เหมือนกัน มัยหกะ ๆ พูดเป็นภาษาบาลีไว้ ในบาลีว่า "มัยหกะ" นกเขามันขันว่า "มัยหกะ" แปลว่า กูของกู ๆ

เพราะฉะนั้น คนที่จะไม่เป็นนกเขา (ร้อง  "กูของกู ๆ ๆ") ก็อย่าไปหมายมั่นอะไรว่า เป็นของกู จะหามาก็หามาอย่างธรรมชาติอย่างนั้น เก็บไว้อย่างธรรมชาติ กินก็กินอย่างธรรมชาติ ถ่ายก็ถ่ายไปอย่างธรรมชาตินั้น อย่าให้มีความหมายในสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ว่าเป็น "ของกู" ขึ้นมาเลย

ทีนี้อีกบทหนึ่งว่า "มีโดยไม่ต้องมีผู้มี" ให้มีการมีตามกฎหมาย เรามีบ้านมีเรือน มีเงินมีทอง ตามกฎหมาย มีได้โดยสมมตินั่นมี แต่ว่าโดยไม่ต้องมีผู้มี คือจิตใจอย่าไปมีเข้า ถ้ามีแล้วมันจะกัดเอา

"มีอย่างว่าง ว่างอย่างมี" คำนี้ลึกมาก ถ้าเข้าใจก็วิเศษ มีอย่างว่างแล้วก็ว่างอย่างมี มีอย่างว่าง ไม่ต้องมีตัวผู้มี ก็มีไปตามสมมติอย่างว่าง แล้วก็ว่างอย่างมี คือว่าง เรียกว่า "ว่าง" แต่มันก็มีการมี มีการมี เราไม่มีอะไร ไม่ถืออะไรเป็นของเรา แต่มันก็มีการมีตามสมมติ มีตามสมมติ กฎหมายช่วยคุ้มครองให้ เงินทองบ้านเรือน ข้าวของ ไร่นา อะไรของเรา เราไม่ได้ยึดถือว่ามี นี่ละ "มีอย่างว่าง ว่างอย่างมี" สองคำนี้จำไว้ให้ดี แล้วมันก็จะไม่มีอะไรกัด
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #452 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2013, 11:22:35 PM »

๖. ตายก่อนตาย
"ตายก่อนตาย" เป็นปริญญาของสวนโมกข์ ใครเรียนจบ ศึกษาจบ ได้ปริญญา "ตายก่อนตาย" คือไม่มีตัวตลอดเวลา ถ้าตายเมื่อตาย มันตายของคนมีตัว มีตัวกู แล้วมันตายก็กลายไปเป็นผี ตายไม่ดีก็ได้ตำแหน่งผีตายโหง ตายก่อนตายไม่ใช่กลายไปเป็นผี ยังอยู่ ไม่รู้จักตายนี่แหละตายเสียก่อนตาย หมดตัวกูเสียก่อนตาย จิตเข้าถึงสิ่งที่ไม่รู้จักตาย เข้าถึงอมตธรรม อสังขตธรรม แล้วมันก็ไม่รู้จักตายอีกต่อไป เป็นความตายที่ไม่ตาย

คนที่ไม่รู้ความหมายฟังไม่ถูก หาว่าเป็นเรื่องเล่นลิ้นตลบตะแลงใช้ไม่ได้ แต่มันกลับเป็นความจริงที่ยิ่ง ว่ามันเป็นสิ่งที่แท้จริงว่า ที่แท้มันไม่ได้มีอะไรเกิด ไม่ได้มีอะไรตาย มันมีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ธาตุทั้งหลายปรุงแต่งกันขึ้น เป็นไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ไม่ต้องมีตัวตน ไม่ต้องมีของตน

นี่เราจะต้องดูให้รู้ความจริงที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไร ดูให้ดี ดูให้ทั่วว่า มันไม่ได้เป็นตัวตน มันเป็นธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ มันทำหน้าที่ของมัน ตามเหตุตามหน้าที่แหละ ตาทำหน้าที่ตา หู ทำหน้าที่หู จมูกทำหน้าที่จมูก ลิ้นทำหน้าที่ลิ้น ผมขนเล็บฟันหนังอะไรก็ทำหน้าที่ไปตามนั้น แล้วมันก็หมดปัจจัย มันก็หยุดทำหน้าที่ นี่เป็นเคล็ดที่ลึก ถ้าเข้าถึงได้มันก็พ้นตาย ถ้าเข้าถึงได้มันก็ไม่ตาย คือไม่มีตัวกูอยู่ตั้งแต่เกิดจนดับน่ะ เกิดดับ ๆ ก็เป็นธรรมชาติ เป็นธาตุตามธรรมชาติ แต่ว่าเป็นทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ที่เกิดดับ ๆ เราเห็นความไม่ตาย เพราะมันไม่มีตัวตนที่จะตาย

มันมีแต่การไหลไป ๆ เป็นกระแสแห่งการปรุงแต่งของธาตุตามธรรมชาติ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา ถ้าเห็นอย่างนี้ เรียกว่า เห็นความตายก่อนตาย ได้ตายเสียแต่ก่อนตาย นี่หกอย่างแล้ว อย่างละชั่ง อย่างละชั่ง

๗. ดับไม่เหลือ
"ดับไม่เหลือ" เราเห็นว่า ต่อสู้ดิ้นรนอยู่นี่เป็นความทรมาณแล้วเป็นทุกข์ คือตัวกู มีตัวกูต่อสู้ มีตัวกูอยู่เท่าไร มันก็มีความทุกข์เท่านั้น ดับตัวกูเสีย มันจะไม่เป็นทุกข์ ดับเหตุดับปัจจัย เข้าถึงความไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ก็ "ดับไม่เหลือ" เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่า ดับอย่างนิพพาน ดับความร้อน ดับกิเลส ดับตัวกู ไม่เกี่ยวกับร่างกายตายหรือไม่ตาย ร่างกายไม่ต้องตายก็ดับได้ ดับไม่เหลือนี่ ร่างกายยังไม่ตาย ยังอยู่นี่ ยังเดินไปเดินมาอยู่นี่ ถ้าดับตัวกูเสียได้ นั่นคือดับไม่เหลือ ไม่มีตัวกูเหลือ

ไม่มีตัวกูเหลือก็ไม่เกิดความเห็นแก่ตัว ก็ไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ไม่เกิดไฟ คือ กิเลส ไม่เกิดไฟ คือความทุกข์ ดับตัวตนเสีย ดับกิเลสเสีย ดับทุกข์เสีย นี่คือดับไม่เหลือ เรายินดีที่จะดับไม่เหลือ พร้อมจะดับไม่เหลือ

 ทีนี้ก็พูดประสมโรงเสียเลยว่า ร่างกายนี้มันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ ถ้ามันดับไม่เหลือ มันถึงคราวที่จะดับไม่เหลือก็ดีแล้ว มันจะจบ จบบทเสียที คือมันไม่ต้องมีเครื่องรองรับอยู่อีก แล้วดับเสียทั้งเครื่องรองรับ กายที่เหมือนกับเปลือก จิตใจเหมือนกับเนื้อใน ถ้าจิตใจมันดับ ร่างกายมันก็หมดความหมายไปเอง แต่ถ้าว่าความตายมันมาตัดบทก็ปล่อย สมัครดับไม่เหลือ ถ้ามันเกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บจะตายขึ้นมา จะตายอยู่แหมบ ๆ นี้แล้ว โรคภัยไข้เจ็บรบกวนนี่ก็สมัคร สมัครดับไม่เหลือ ไม่ต้องต่อสู้ ไม่ต้องดิ้นรนให้มันลำบากยุ่งยาก

เคยยกตัวอย่างว่า แม้เดินไป ควายมาข้างหลังแล้วขวิดปึ๊บให้แล้ว ก็สมัครตายเถอะ ไม่ต้องดิ้นรนให้เป็นทุกข์ ไม่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องอะไร ไม่ต้องเป็นทุกข์ในการตาย ไม่ต้องตายให้เป็นทุกข์ นี่สมัครดับไม่เหลือ หรือว่า เดินอยู่กลางถนนรถยนต์ทับแป๊บเข้าไปแล้วก็พอใจ สมัครดับไม่เหลือ คำเดียวแล้วก็เลิกกัน

นี่เรียกว่าสมัครที่จะกระโจน ตกกระไดพลอยกระโจน ดับไม่เหลือ เลยไม่มีคนทุกข์ ถ้าว่ามันไม่ตาย มีคนเก็บมารักษาให้หาย มันก็ไม่เป็นไร แต่เราก็ไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกัน ยาศักดิ์สิทธิ์นั้นก็คือความสมัครดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือทำให้ไม่เป็นทุกข์

เดี๋ยวนี้ก็เตรียมพร้อม เตรียมพร้อมก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังไม่ตาย ขี้เกียจวุ่นวาย ขี้เกียจเวียนว่าย ขี้เกียจเป็นไปตามกรรม ขี้เกียจที่จะยุ่งยากลำบาก สมัครดับไม่เหลือ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะสมัครดับไม่เหลือ ก็ไม่มีปัญหา ไม่มีความกลัว ไม่มีวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์อะไรที่ไหน สมัครดับไม่เหลือแล้ว มันก็จะไม่มีความกลัวว่าจะต้องตาย เพราะมันสมัครดับไม่เหลืออยู่แล้ว จะไปกลัวอะไรอีกที่จะต้องตายน่ะ เป็นยาแก้กลัว ยาแก้ทุกข์อันสุดท้าย เรียกว่า สมัครดับไม่เหลือ อันนี้สำคัญมาก อย่างที่ ๗ นี่ จึงต้องเอา ๖ เท่า

อ้่างอิงจาก ปาฐกกถาธรรม โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ประจำวันเสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
แสดง ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:19:11 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #453 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2013, 11:27:30 PM »

  โอ...ต้นอะไรต่อต้นอะไรเยอะแยะ ที่ท่านศิษย์พี่ว่ามา..สุไม่มีสักกะต้น..ว่างเปล่าจริงหนอเรา..เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...

  ไป..กินเบียร์อีกป๋องดีกว่า...ฮาฮิ้ว..วู๊... ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

[teerapan] - ผมก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน  ฟังท่านแม่เล่ามาอีกที  ฟังดูน่าสนใจ  เลยตามไปหาอ่านรายละเอียดมาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเล่นๆ ในวันพระใหญ่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 09:38:11 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #454 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 03:13:55 AM »


  โอ...ต้นอะไรต่อต้นอะไรเยอะแยะ ที่ท่านศิษย์พี่ว่ามา..สุไม่มีสักกะต้น..ว่างเปล่าจริงหนอเรา..เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...

  ไป..กินเบียร์อีกป๋องดีกว่า...ฮาฮิ้ว..วู๊... ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

[teerapan] - ผมก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน  ฟังท่านแม่เล่ามาอีกที  ฟังดูน่าสนใจ  เลยตามไปหาอ่านรายละเอียดมาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเล่นๆ ในวันพระใหญ่
กาแฟเมา.....อีกแล้ว  อาสุ  ภูผาน้อยเตือนนะครับ  ระวังพุงออก  เหมือนพ่อภูผาเลย  กินกาแฟเมาเยอะ  พุงยื่นเลยครับ

[teeerapan] - เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี  เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 09:41:26 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #455 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 11:02:09 AM »

 โอ...ต้นอะไรต่อต้นอะไรเยอะแยะ ที่ท่านศิษย์พี่ว่ามา..สุไม่มีสักกะต้น..ว่างเปล่าจริงหนอเรา..เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...

  ไป..กินเบียร์อีกป๋องดีกว่า...ฮาฮิ้ว..วู๊... ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

[teerapan] - ผมก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน  ฟังท่านแม่เล่ามาอีกที  ฟังดูน่าสนใจ  เลยตามไปหาอ่านรายละเอียดมาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านเล่นๆ ในวันพระใหญ่


  ท่านศิษย์พี่..จอมยุทธธี..   ฤ..การว่างเปล่าจริงหนอ...ที่สุว่า มันมิใช่ธรรม ขั้นสูงสุดสู่สามัญหรอกรึ
  แหม..เราก็เข้าใจว่า เราเริ่มเข้าถึง..ความว่างเปล่า เมาเหมือนไม่เมา ไม่เมาเหมือนเมา..สาอีก...ฮ่า..ฮา..ฮา ยิ้มกว้างๆ

[teerapan] - เข้าถึงธรรมหรือไม่  มีเพียงตัวแม่นางที่ตระหนักรู้  บุคคลภายนอกมิอาจกำหนดกะเกณฑ์ว่าแม่นางเข้าถึงธรรมหรือไม่  เข้าถึงแล้วสิ่งต่างๆ ที่ประสพอาจเป็นทุกข์แต่ไม่เป็นปัญหา เป็นแค่รสชาติของไตรลักษณ์ที่ทุกคนในโลกรวมทั้งพระอรหันต์ต้องเสวย

พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เรายอมดู ยอมรับรู้ ให้เราคอยฝึกเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตโดยเฉพาะกับสิ่งที่เราไม่ต้องการหรือไม่ชอบ ผู้ที่ไม่เข้าใจอาจจะกลัวว่าจะทำให้เรากลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า ไม่ใช่...เจตนาของเราคือต้องการมองโลกอย่างรอบคอบ แบบลืมหูลืมตา ดูทุกแง่ดูทุกมุม ไม่ใช่รับรู้เฉพาะแง่มุมที่ถูกใจ หรือที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ต้องกล้า ไม่อย่างนั้นจะเป็นเหยื่อของความคิดผิดและจะเป็นทุกข์ได้ง่าย เช่นในโรงพยาบาลในต่างประเทศหรือแม้ในเมืองไทยบางแห่ง มีการมองความตายว่าเป็นศัตรู เป็นสิ่งทีต้องสู้ต้องชนะ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครชนะได้เลย  ธรรมชาติก็ไม่แตกต่างกับความตายเราไม่จำเป็นต้องมองธรรมชาติเป็นศัตรู


  [teerapan] - เข้าถึงธรรมหรือไม่  มีเพียงตัวแม่นางที่ตระหนักรู้  บุคคลภายนอกมิอาจกำหนดกะเกณฑ์ว่าแม่นางเข้าถึงธรรมหรือไม่  เข้าถึงแล้วสิ่งต่างๆ ที่ประสพอาจเป็นทุกข์แต่ไม่เป็นปัญหา เป็นแค่รสชาติของไตรลักษณ์ที่ทุกคนในโลกรวมทั้งพระอรหันต์ต้องเสวย

สุ:..ชอบข้อความนี้จัง "เป็นแค่รสชาติของไตรลักษณ์ที่ทุกคนในโลกรวมทั้งพระอรหันต์ต้องเสวย"..สุดยอดเลยท่านศิษย์พี่ อายจัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 01:31:08 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3967


« ตอบ #456 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 01:10:16 PM »

ธรรมะ ย่อมชนะ อธรรม ได้แค่นี้ครับท่าน

[teerapan] - ขอบคุณครับท่าน deemechai ที่จุดประเด็น คนเราส่วนใหญ่มองการแพ้-ชนะ ไปที่ว่าสุดท้าย "ใครถูกลงโทษ" "ใครวิบัติ" หรือ "ใครตาย" ซึ่งสื่อในรูปแบบต่างๆที่กล่อมเกลาพวกเรามาตั้งแต่เด็กๆ ละครฮีโร่ก็มักจะลงเอยตอนจบเป็นเช่นนี้  แต่ในโลกของความเป็นจริงชีวิตมิได้เป็นดั่งเช่นละครเสมอไป  พระเอกอาจจะถูกผู้ร้ายฆ่าตาย  คนดีอาจจะตายก่อนคนชั่ว

หากไม่บรรยายให้ละเอียดแล้วเดี๋ยวจะกลายเป็นว่า "ทำดีอาจจะไม่ได้ดี(อย่างที่คนส่วนใหญ่รู้สึก) หรือ ทำดีแล้วอาจจะไม่ชนะคนชั่ว  คนที่ดี หรือว่า ฝ่ายที่ทำดีอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ หรือได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายที่ชั่ว" ....แก่นสารสำคัญคือ เรานิยามคำว่า "ชนะ" คืออะไร? คำว่า "แพ้" คืออะไร?  หรือจะเป็นเพียง"ความคิดที่เราปรุงแต่งขึ้นมา นิยามขึ้นมา ยึดติดและเห็นเอาเองว่า แพ้ หรือ ชนะ"

"ธรรมชาติ" ไม่ได้นิยามการแพ้-ชนะ ไม่ได้นิยามฝ่ายธรรมะ-ฝ่ายอธรรม และแท้จริงแล้วธรรมชาติก็ไม่เคย'นิยาม'อะไรเลย ธรรมชาติยังคงดำรงความเป็นธรรมชาติอยู่อย่างเสมอต้นและเสมอปลาย  แท้จริงแล้วทั้งเราทั้งเขา ทั้งฝ่ายธรรมะ ทั้งฝ่ายอธรรมล้วนได้รับผลของกรรมที่ได้กระทำกันเอาไว้

ดังนั้นในพุทธศาสนาจึงไม่มีคำสอนว่า "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" เหมือนในหนังยอดมนุษย์ทั้งหลาย  มีเพียงคำสอนที่ว่า
“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”  มีพุทธพจน์ว่า "ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ ...บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น" ถ้าปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง ปลูกลำไยย่อมได้ลำไย มีคนถามว่า ทำไมทำบุญเยอะแยะถึงสอบตก? นั่นเป็นเพราะเหตุกับผลมันไม่สัมพันธ์กัน การสอบได้หรือไม่ได้มันไม่เกี่ยวกับการทำบุญในความหมายของการใส่บาตร ถวายสังฆทาน มันขึ้นกับว่าคุณลงแรงด้วยการขยันเรียนหรือเปล่า บางคนบอกว่า ทำไมขันรถไปทำบุญทอดผ้าป่าถึงประสบอุบัติเหตุ ก็ต้องถามว่า ตอนขับรถไปคุณประมาท กินเหล้าหรือเปล่า กฎแห่งกรรมอธิบายแบบนี้ แต่คนมักจะมองแบบไม่สัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล  ดังนั้นคนประพฤติดี เช่น ไม่พูดเท็จ ก็ได้รับความเชื่อถือจากผู้คนรอบข้างจากผลกรรมของเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปลอดภัยไม่ถูกโจรฆ่าตาย  เราต้องระมัดระวังในการหลงกับนิยามของการแพ้-ชนะ

พูดถึงเรื่องกรรมแล้วก็ต้องพูดถึงลัทธิหรือความเชื่อนอกพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสมีอยู่ 3 ประการ  หนึ่ง คือความเชื่อว่าสุขทุกข์ของเราทุกวันนี้ เกิดขึ้นโดยการดลบันดาลของพระเจ้า สอง คือความเชื่อว่าสุขทุกข์ของเราตอนนี้เป็นเพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ นี่ก็ไม่ใช่ความเชื่อหรือคำสอนของพระพุทธเจ้า* สาม คือความเชื่อว่าที่เราเป็นอยู่วันนี้ไม่มีเหตุ ไม่มีผล เป็นความบังเอิญ ก็ไม่ใช่พุทธศาสนาเช่นกัน

คนมันไม่เข้าใจข้อสอง ไปเข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนว่า ที่คุณเป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ พุทธศาสนาไม่ได้สอนเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า กฎแห่งกรรมเป็นแค่หนึ่งกฎเท่านั้นในหลายกฎที่มีผลต่อเรา เช่น พีชนิยามซึ่งว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต อุตุนิยามว่าด้วยภูมิอากาศ ถ้าเราไม่สบาย อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องกรรม แต่เพราะเราไปอยู่ในถิ่นที่มีโรคระบาด นี่คือพีชนิยาม หรือเหงื่อออกก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับกรรม อาจเป็นเพราะอากาศมันร้อน นี่คืออุตุนิยาม ถ้าเหงื่อออกเพราะความกลัว ก็เป็นจิตนิยาม กฎแห่งกรรมเป็นเพียงหนึ่งในคำอธิบายมากมาย ดังนั้นอะไรที่เกิดกับเราก็อย่าไปเหมาว่าเป็นเพราะกรรม แต่เรามักจะมองง่ายๆ หรือเหมาคลุมว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของกรรมหมด แล้วก็ตีความต่อไปว่าเป็นกรรมในชาติที่แล้ว ถ้าเป็นกรรมเมื่อวานหรือเมื่อ 10 ปีก่อนยังพอสาวหาเหตุได้ แต่พอยกให้เป็นเรื่องกรรมในชาติปางก่อน ก็เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว

พระพุทธองค์ไม่เคยพูดเรื่องกฎแห่งกรรมเพื่อให้เราไปสนใจกับเรื่องราวในอดีต ตรงกันข้าม ท่านพูดเพื่อไม่ให้เราเป็นทาสของอดีต ไม่ให้นั่งงอมืองอเท้าเพราะคิดว่าอดีตทำมาอย่างนั้น ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว นั่นไม่ใช่สาระของกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมในพุทธศาสนาเน้นให้เราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยพึ่งความเพียรของตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ ให้เชื่อว่าการกระทำของเราย่อมส่งผล ถ้าคุณคิดว่าการกระทำของคุณไม่ส่งผล คุณก็ไม่เพียรพยายาม

แต่ความเชื่อทั้ง 3 ประการนั้นเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวอินเดียมาตั้งแต่ก่อนมีพระพุทธศาสนา  เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแพร่ไปยังชุมชนต่างๆ หลายๆ ครั้ง ชาวชุมชนนั้นๆ หันมานับถือศาสนาพุทธแต่ก็ยังไม่เลิกเชื่อความเชื่อดั้งเดิม  ซึ่งในบางครั้งก็มีประโยชน์  เป็นกลไกที่ทำให้คนในสังคมเกรงกลัวไม่กล้าทำชั่ว ทำให้สังคมโดยรวมเป็นสุข  แต่บางครั้งอาจเป็นอุปสรรคในเส้นทางแห่งการพ้นจากทุกข์

* อ่านรายละเอียดได้ใน ชาตินี้ ชาติหน้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 09:28:51 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
Thammasorn S.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 378


« ตอบ #457 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2013, 09:12:15 PM »

จากวิชาวิทยาศาสตร์ ไปสู่วิชาธรรมะแล้วค่ะ ขอติดตามด้วยคนนะคะ

[teerapan] - ขอบคุณคุณ Thammasorn ความจริงแล้ววิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาล้วนเป็นเรื่องเดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:07:11 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #458 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 12:36:11 AM »

  เมื่อรู้ว่ามีกิเลสก็จงมี เมื่อโกรธก็จงโกรธ เมื่อรักก็จงรัก แต่จงเฝ้ามองดูมัน เพราะถ้าเธอไปกดมันไว้ ถ้าเธอบอกตัวเองว่า”ฉันจะโกรธไม่ได้ ฉันมีกิเลสไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งผิด”ถ้าเธอคิดดังนั้น จิตใจของเธอจะถูกจำกัดไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งความคิดและความนึกคิดของเธอก็จะตื้นเขิน เธออาจจะฉลาดมาก อาจจะมีความรู้ครอบจักวาล แต่ถ้าเธอไร้ซึ่งพลังแห่งความรู้สึกลึกซึ้งและดื่มด่ำเสียแล้ว ความเข้าใจของเธอก็จะเป็นดอกไม้ที่ไร้กลิ่นหอม

   การเข้าถึงจิตใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก สามารถปรับได้ทุกขณะ แสวงหาและพยายามทำความเข้าใจกับทุกส่วนของชีวิต ชีวิตมีความหมายขึ้นมาได้ก็โดยการปฏิวัติความคิดที่เรามีอยู่โดยสิ้นเชิง

จิททุ กฤษณมูรติ : คิด
พจนา จันทรสันติ : แปล


[teerapan] - ขอบคุณท่านพี่ซิน อาจารย์สอนวิปัสสนาที่สวนโมกข์เคยเปรียบเทียบให้ฟังว่า "สมาธิ" เหมือนดังน้ำหนักของมีด "ปัญญา" เหมือนดังคมมีด  เมื่อประสาทสัมผัสของร่างกายเราได้รับสิ่งเร้าจากภายนอก สัมผัสทำให้เกิด "ผัสสะ" ด้วยเหตุแห่ง "อวิชชา" ทำให้เกิด "เวทนา" "ตัณหา" และอีกหลากหลายขั้นตอนในวงจรแห่งการเกิดทุกข์ "ปฏิจจสมุปบาท" ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ

เราอาจจะใช้ "สมาธิ" อย่างเดียวในการข่มจิตให้สงบแต่มิอาจตัดกิเลสได้ขาด (เปรียบเหมือนมีดหนักที่ไร้ซึ่งความคม)  เราควรจะเฝ้าดูจิตเหมือนที่ท่านกฤษณมูรติกล่าวถึง พิจารณาสภาวะจิตให้เข้าใจจนเกิดปัญญา ความรู้เท่าทันจิตใจของตนเองใรทุกขณะจะช่วยให้เราค่อยๆ พ้นจากวงจรแห่งทุกข์ (โดยอาศัยให้คมมีดจากปัญญา และน้ำหนักมีดจากสมาธิ) ขบวนการพิจารณาสภาวะจิตจนเกิดความรู้แจ้งนี่เองที่เรียกว่า "วิปัสสนา"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:58:34 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3967


« ตอบ #459 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 09:26:29 AM »

ธรรมะย่อมชนะอธรรม ในความหมายคงเป็นแค่คำนิยามอย่างหนึ่่ง ที่เพียงจะบอกให้คนทั้งหลายได้รับรู้ว่า
เมื่่อมีการคิดดี ทำดี แก้ปัญหาดี ก็ย่อมส่งผลให้เราเกิดความสงบ สุข จิตใจผ่องใส

 ดังนั้นถ้ามองคำนี้ต้องมองกว้างๆไม่เพียงแต่คิดว่า ในเมื่่อเราทำแต่สิ่งดีๆแล้วทำไมถึงไม่ชนะคนชั่วได้เลย
หรือเป็นไปได้ยาก เพราะชีวิตจริงๆทุกคนล้วนมีกิเลสอยู่ในตัวของแต่ละคน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า
บุคคลนั้นจะตกเป็นทาสของจิตใจได้เท่าไร

แต่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สอนไว้ว่า ให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
และให้ใช้ชีวิตไปในทางสายกลาง เปรียบได้กับเกษตรพอเพียงของในหลวงได้ว่า
 ให้ใช้ชีวิตโดยพึ่่งพาตนเองเป็นหลัก ให้มีความเหมาะสมกับฐานะของตนเอง ไม่เบียดเบียนแก่ผู้อื่่นและสิ่งต่างๆรอบตัวเรา
โดยได้นำชีวิตจริงของคนไทยมาประยุกต์และแก้ปัญหาต่างๆเพื่่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

[teerapan] - เห็นด้วยกับท่าน deemeechai ความหมายในทางธรรมแล้วคำว่า "อธรรม" ไม่ได้หมายถึงฝ่ายคนไม่ดี ไม่ได้แปลว่า “ความชั่ว” หรือมีความหมายไปในทางที่ไม่ดีแต่ประการใด แต่แปลว่า "อย่าทำตรงกันข้ามกับความดี" เพราะในสมัยโบราณเขานำคำนี้มาใช้เพื่อจะบอกปฏิเสธหรือบอกลักษณะตรงข้ามว่าคุณสมบัติใดบ้างที่ไม่ใช่ “ธรรมะ” เช่น "อย่าทำตรงกันข้ามกับความดี" (อาจหมายถึง "อย่าทำความชั่ว" นั่นเอง  แต่ไม่อยากใช้คำว่า "ชั่ว" เนื่องจากอาจจะตีความผิดไป อยากจะเรียกว่า "อย่าดำเนินชีวิตไปด้วยการหลงในอวิชชา กิเลส ตัณหา และอุปทาน" มากกว่า)

ธรรม-อธรรม จึงหมายถึง จงทำความดีและอย่าทำอะไรที่ตรงข้ามกับความดี

ในบริษทของพุทธศาสนาแบ่งอธรรมออกมาเป็น 4 ประการคือ ได้แก่ อวิชชา, กิเลส, ตัณหา และอุปทาน  ลำดับในการทำลายอธรรมมีดังนี้
๑.    “ตทังคนิพพาน” คือ สภาวะที่กิเลสสิ้นลงชั่วคราว
๒.    “ธรรมเกิดขึ้น” คือ สภาวธรรมปรากฏ
๓.    “ธรรมดับลง” คือ สภาวธรรมดับลง
๔.    “กิเลสนิพพาน” คือ จิตสำรอกอวิชชาจนกิเลสสูญสิ้น
๕.    “ปัญญาสว่างไสว” คือ ความรู้แจ้ง, วิชชาปรากฏ

ดังนั้น "ธรรมะ" จึงเป็นเครื่องมือในการขจัด "อธรรม" (อวิชชา, กิเลส, ตัณหา และอุปทาน) ทำให้จิตพ้นจากห้วงแห่งทุกข์นั่นเอง

ปล. สนใจอ่านเรื่อง อธรรม 4 ได้จาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=144875
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:40:38 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
yudhapol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1925


« ตอบ #460 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:01:20 AM »

ตรูเข้าห้องผิดหรือเปล่า(วะ) มีแต่ท่าน มหาทั้งนั้น โดยเฉพาะท่านมหา "ทีละพัน" สาธุ..เจริญพรโยม.. ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:08:59 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #461 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:06:44 AM »

ตรูเข้าห้องผิดหรือเปล่า(วะ) มีแต่ท่าน มหาทั้งนั้น โดยเฉพาะท่านมหา "ทีละพัน" สาธุ..เจริญพรโยม.. ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

เข้าห้องผิดกับ ตั้งใจที่จะเข้าห้องให้ผิดนี่ มันต้องดูที่"เจตนา"ครับอาจารย์

เอ่อ..ว่าแต่ชอบเข้าห้องแบบไหนล่ะครับ ซอมเบิ่งแล้ว...ท่านมหาที น่าจะจัดให้ได้ทุกแนว ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:09:15 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
pp_79
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2986


« ตอบ #462 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 10:48:49 AM »

สวัสดีครับพี่นึก  ยิ้มเท่ห์

 หมอพีมาเยี่ยมมายามครับ เห็นพัฒนาการของสวนขี้คร้านแล้ว ผู้น้องแอบลอกการบ้านไปบางส่วนแล้วครับ...

แต่..เอ...เห็นคุยเรื่องธรรมมะ...กันอยู่..

  เมื่อรู้ว่ามีกิเลสก็จงมี เมื่อโกรธก็จงโกรธ เมื่อรักก็จงรัก แต่จงเฝ้ามองดูมัน เพราะถ้าเธอไปกดมันไว้ ถ้าเธอบอกตัวเองว่า”ฉันจะโกรธไม่ได้ ฉันมีกิเลสไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งผิด”ถ้าเธอคิดดังนั้น จิตใจของเธอจะถูกจำกัดไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งความคิดและความนึกคิดของเธอก็จะตื้นเขิน เธออาจจะฉลาดมาก อาจจะมีความรู้ครอบจักวาล แต่ถ้าเธอไร้ซึ่งพลังแห่งความรู้สึกลึกซึ้งและดื่มด่ำเสียแล้ว ความเข้าใจของเธอก็จะเป็นดอกไม้ที่ไร้กลิ่นหอม

   การเข้าถึงจิตใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก สามารถปรับได้ทุกขณะ แสวงหาและพยายามทำความเข้าใจกับทุกส่วนของชีวิต ชีวิตมีความหมายขึ้นมาได้ก็โดยการปฏิวัติความคิดที่เรามีอยู่โดยสิ้นเชิง

จิททุ กฤษณมูรติ : คิด
พจนา จันทรสันติ : แปล



 ผู้น้อง...มิค่อยได้ศึกษาสักมากน้อย..ไหนจะวัดเอยมิค่อยได้ย่างกราย...ไปบ่อยเพียงโรงพยาบาลทุก 3 เดือน เพื่อบริจาคโลหิต...เท่านั้น...ไหนเลยจะเข้าใจลึกซึ้งดั่งเช่นท่านพี่ทั้งหลาย

 ผู้น้องรับรู้เพียงว่า...ทุกเยี่ยงอย่างของการกระทำ มีเป้าหมาย หรือผลของการกระทำ ที่ผู้กระทำพึงใจในผลที่คาดว่าจะเกิด...ขอเพียงเลือกหนทางที่ถูกที่ควรเพียงพอ...ผู้น้องมีเพียง " สติ " ครอบงำ ( บ้าง ) จึงมิอาจก้าวข้ามแห่งห้วงกิเลส....

 ขออนุญาตกลับมาที่เกษตรสักเล็กน้อยครับ...เห็นสวนพี่หญ้ารกๆ ผมเคยทดลองที่สวนและคิดว่าได้ผลดี สำหรับพืชคลุมหน้าดิน หรือคลุมวัชพืชอื่นๆครับ ( พืชที่เราไม่ต้องการถือว่าเป็นวัชพืช ๕๕๕๕๕ )



 มันเทศ...ขุดหลุม เพียงหลุมเดียว ปลูกไปสัก 3 - 4 ท่อน เครือมันสามารถเลื้อยคลุมอาณาบริเวณได้หลายเมตร หากต้องการความหนาแน่น จัดการเด็ดยอดที่เลื้อยห่างจากหลุมปลูก สักเล็กน้อยถึงปานกลาง ก็จะแตกกิ่งแขนงอีกมากมาย ( ที่ผู้น้องปลูก ( พันธุ์เปลือกบาง เนื้อส้ม ) ล้วนเก็บม้วน มิให้ระรานชาวบ้านเขาเยี่ยงนั่น )  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม





 ถัดมา...มันแกว ( ที่หัวขาวๆ นะครับ ) ปลูกแบบหยอดเมล็ด ( หรือจะเอาหัวที่เขาขายกันไปปลูกก็ได้ครับ ) เป็นอีกตัวที่เป็นเถาซ์เลื้อยครับ แต่รายนี้ ต้องการปีนป่ายขึ้นที่สูง เหมาะสมอย่างยิ่งครับ และนี่...ผมก็ม้วนเถาว์มิให้ระรานชาวบ้านเช่นกัน...กำลังออกดอกติดฝักครับ

 ทั้งสองชนิด เป็นพืชอาหาร และมันแกวเป็นพืชตระกูลถั่วด้วย ช่วยคลุมหน้าดินได้ดีครับ หากกระหายน้ำ...เดินไปขุดมันแกวสักหัว ก็พอคลายวิกฤติลงได้บ้างครับ เดี๋ยวรอให้ฝักแก่ก่อนนะครับ เมล็ดพันธุ์ติดปีกโบยบินไปครับ

ช่วงต้น...ฝน..เหมาะสมยิ่งนัก  ยิ้มเท่ห์

  ขอบคุณครับ  ยิ้มเท่ห์

[teerapan] - ขอบคุณครับหมอพี ผมก็ปลูกมันเป็นพืชคลุมดิน  มีหลายชนิดคือ มันเลือดนก มันแซง มันมือเสือ และมันต่อเผือก  มันเหล่านี้ช่วยคลุมดินได้ดีแต่ก็แห้งเหี่ยวบ้างในหน้าแล้งแบบนี้ แต่พอหน้าฝนก็จะกลับมางอกใบอีกโดยไม่ต้องปลูกซ้ำ (เนื่องจากผมปลูกมันแต่ไม่คิดจะกินมัน  อาศัยเพียงคุณสมบัติคลุมดินของเขาเท่านั้น และคุณแม่ก็มีเก็บใบมันไปผัดให้ทานเป็นบางครั้ง)

แต่...ปัญหาที่กำลังเผชิญในตอนนี้คือ ตั้งแต่ตั้งใจจะฟื้นฟูธรรมชาติในสวนฯ ประชากรของกระต่ายป่าในสวนฯ ก็เริ่มเยอะขึ้น  ในช่วงหน้าฝนไม่ค่อยเป็นปัญหาเนื่องจากมีพืชคลุมดินท้องถิ่นให้พวกมันกินเยอะพอ  ในช่วงหน้าแล้งแบบนี้กระต่ายป่าเริ่มมาขุดหัวมันกินไปจำนวนมาก  ไม่รู้ว่าจะต้องปลูกเพิ่มในหน้าฝนที่จะถึงหรือไม่ ร่องรอยของมูลกระต่ายป่าที่เดิมเคยเห็นไกลจากบ้านพัก ก็เริ่มมาทิ้งมูลไว้ใกล้บ้านพักเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนตัวเป็นๆ ของกระต่ายนั้นผมเคยเห็นที่สวนฯ เพียงครั้งเดียวตอนที่กระต่ายมันโดนสุนัขของสวนข้างๆ (สุนัขสวนข้างๆ ชอบมาขอข้าวกินที่สวนของผม) วิ่งไล่หนีกลับขึ้นไปทางภูเขา ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับกระต่ายป่าอย่างไร แต่คิดว่าคงต้องปลูกแครอทเลี้ยงมันแทน  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนนกดูเหมือนจะไม่ค่อยมีปัญหากับพืชคลุมดินมากนัก  สัตว์อีกอย่างที่เริ่มกลายเป็นปัญหาในหน้าแล้งคือ ไก่ป่า (แถวนี้เรียกไก่เถื่อน)  ในช่วงที่บนภูเขาแล้งแบบนี้ พวกมันเริ่มอพยพเข้ามาอาศัยประจำอยู่ในสวนฯ ของผม เสียงร้องของไก่ป่าจะแตกต่างจากไก่ป่า เราจะได้ยินเสียงของไก่ป่าร้องอยู่ด้านลึกของสวน  พอเราเดินเช้าไปใกล้เขาก็จะวิ่งหนีอย่างรวดเร็วมาก  ไก่พวกนี้ชอบมาจิกต้นอ่อนของพืชผัก  ผมปลูกฟักทอง หรือ พืชตระกูลแตงเพื่อคลุมดินทีไรเสร็จพวกไก่มันทุกที โกรธ โกรธ

ส่วนที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเพลี้ยกระสอบครับ  ชอบแอบมาตกปลาในสระ แยงไข่มดแดง ขุดมันห้านาที เก็บผลไม้ในสวน และเด็ดใบมะกรูด + ลูกมะกรูด  วันดีคืนดียังมีการทิ้งร่องรอยเป็นถุงปุ๋ยรองพื้น เป็นถุงแป้งมัน และรอยแหวกหญ้าลงไปทอดแหในสระ อยู่ตามจุดต่างๆ ในสวนฯ  บางครั้งพวกเพลี้ยกระสอบก็ทำให้ไม่ค่อยอยากจะปลูกพืชที่คนกินได้เลย

สวนมันแกวยังไม่ได้ลองปลูก  หวังว่ามันคงทนแล้งใกล้เคียงกับหัวมัน  แต่พืชคลุมดินที่ยังอยู่ในช่วงแล้งจัดๆ ได้แก่ ถั่วฮามาต้า (Stylosantheshamata) ถั่วแปบ (Lablab Bean) และถั่วมะแฮะ (Pigeon pea - Cajanus cajan) ส่วนพืชวงศ์ถั่วชนิดอื่นๆ ดูเหมือนว่าติดฝักแล้วก็จะแห้งเหี่ยวไปในหน้าแล้งไม่ว่าจะเป็น ถั่วลาย อัญชัญ ถั่วพร้าแดง ถั่วปี ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วครก ถั่วผี ปอเทือง และรางจืดต้น  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 11:42:32 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

"ล้ม5ครั้ง...ลุก7ครั้ง" เมื่อตั้งใจจริงต้อง "ทำได้"

PP_79  "สวนเกษตรผสมผสาน"
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=18005.0
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #463 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2013, 12:59:41 PM »

จากวิชาวิทยาศาสตร์ ไปสู่วิชาธรรมะแล้วค่ะ ขอติดตามด้วยคนนะคะ

[teerapan] - ขอบคุณคุณ Thammasorn ความจริงแล้ววิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาล้วนเป็นเรื่องเดียว


มายืนยันด้วยคนครับ  ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
วิทยาศาสตร์ทดลองได้  ธรรมมะก็ทดลองได้ 
วิทยาศาสตร์ต้องศึกษาทฤษฏี   ธรรมะก็ต้องศึกษาทฤษฏี เช่นกันที่เรียกว่า ปริยัติ     
วิทยาศาสตร์ จะทดลองต้องเตรียม เครื่องมือและอุปกรณ์  แต่ธรรมะ ต้องเตรียมจิืตใจ 

ทดลองจะสำเร็จหรือไม่  อยู่ที่ความเพียร ทั้งวิทยาศาสตร์ และธรรมะ 
ไม่เชื่อก็ทดลองดูซิครับ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 [29] 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: