หน้า: 1 ... 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 [28] 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 901809 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
aukadach
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 116


« ตอบ #432 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2013, 02:27:11 PM »

เรามาดูกันว่าท่ามกลางความแห้งแล้งขนาดหญ้าแห้งตาย  ในสัปดาห์นี้มีต้นอะไรที่สวนขี้คร้านรอดตายโดยไม่รดน้ำบ้าง (เพิ่มเติมจากที่ส่งการบ้านอาจารย์ตั้ม)


ต้นทองกราวทนแล้งมากเหมือนกัน  อยู่รอดแทบทุกต้น  ส่วนฉากหลังไม่ต้องพูดถึง มันคือฝักของหมามุ่ยที่พบได้ทั่วไปในสวนแห่งนี้
อยากได้เมล็ดหมามุ่ยมาปลูก ไม่ทราบพอจะแบ่งปันได้มั๊ย

[teerapan] - อยากได้ไวอาก้าเมืองไทย  ส่งที่อยู่มาทางข้อความส่วนตัวเลยครับ  ถ้าจะเอาไปปลูกก็ระวังหน่อยเพราะว่าถ้ามันระบาดแล้ว การควบคุมจะค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตได้เร็ว  ทนแล้งในระดับหนึ่ง และขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนได้เก่งมาก   ถ้าจะเอาไปรับประทานก็จัดการดีๆ หน่อยเพราะเมล็ดมีพิษเหมือนกัน   ส่วนถ้าจะเอาไปคลุมดิน  ผมว่ามีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจอีกหลายตัวเมื่อเทียบกับหมามุ่ยนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2013, 04:33:07 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #433 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2013, 02:47:00 PM »

วันนี้ได้ยินข่าวว่าไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานเม.ย.นี้  เนื่องจากจะต้องปิดซ่อมแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในพม่า ทำให้จ่ายแก๊สลดลงแค่ 1 ใน 4 ของปริมาณแก๊สที่ส่งปกติ จะทำให้ไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยเหลือเพียง 2% หากมีคนใช้ไฟฟ้ามากไปนิดนึงจะเกิดปัญหาไฟดับทั้งประเทศ   อ่านแล้วรู้สึกเลยว่าเราอ่อนไหวเรื่องพลังงานมาก  นี่ถ้าพม่าสั่งปิดแท่นขุดเจาะเราก็จะมีปัญหาไฟฟ้าดับทั้งประเทศทันที  ในฐานะที่ไทยเป็นคนนำเข้าพลังงานจำนวนมหาศาล ประเทศไทยเราตกเป็นเมืองขึ้นผู้ส่งออกพลังงานได้ง่ายๆ เลยนะครับ  โกรธ โกรธ โกรธ

http://news.thaipbs.or.th/content/รมวพลังงาน-เตือนปชชประหยัดไฟช่วงเมย-รับมือวิกฤตพลังงานไฟฟ้า

ปล. จากข้อมูลของ Nation Master ประเทศไทยนำเข้าพลังงานสุทธิมากถึง 48.39% ของพลังงานที่เราใช้ในประเทศ (คือเราใช้มากกว่าที่สามารถผลิตได้ในประเทศ)  ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราจะการส่งออกพลังงานมากกว่านำเข้าทำให้ค่าสุทธิเป็นการส่งออกพลังงานคิดเป็นเปอร์เซ๊นต์ของพลังงานที่ใช้ในประเทศเป็นดังนี้  มาเลเซีย 56.02% อินโดนีเซีย 48.25% เวียดนาม 29.98%  พม่า 34.23% ส่วนกัมพูชา และลาวไม่มีข้อมูล   แต่ก็ค่อยข้างบ่งชี้ว่าเราเป็นทาสทางพลังงานเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากแทบทุกคนโดยสุทธิแล้วส่งออกพลังงาน  มีแต่ไทยที่โดยสุทธิแล้วเป็นคนนำเข้าพลังงาน  จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะตั้งค่าพลังงานเชื้อเพลิงให้เราจ่ายแพงเพื่อกระตุ้นให้ชาวไทยใช้พลังงานลดลง  แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล  พวกเราก็ยังใช้พลังงานมากเหมือนเดิม  แถมซื้อรถยนต์ส่วนตัวกันเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก  เอ..วัง



ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงเกือบร้อยละ ๗๐ ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดแบ่งเป็นแหล่งก๊าซจากอ่าวไทยร้อยละ ๖๐ และแหล่งก๊าซจากพม่าร้อยละ ๔๐ โดยรับก๊าซจากพม่าคิดเป็นปริมาณวันละ ๑,๐๓๐ ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตไฟฟ้าประมาณ ๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ หรือร้อยละ ๒๕ ของกำลังผลิตในแต่ละวัน เมื่อบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งว่าจะมีการหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ระหว่างวันที่ ๔ – ๑๒ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเนื่องจากเป็นหน้าร้อน  โดยคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะมีประมาณ ๒๖,๕๐๐ เมกะวัตต์ ส่งผลให้กำลังผลิตสำรองของโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องในระบบลดต่ำลงเหลือประมาณ ๖๐๐ เมกะวัตต์ ต่ำกว่ามาตรฐานปกติที่มีประมาณ ๗๐๐ -๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งหากมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เกิดขัดข้องในช่วงเวลาดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับได้
กรณีก๊าซแหล่งยาดานาหยุดผลิต ต่อเนื่อง ๙ วัน ต้องเดินเครื่องน้ำมันเตาทดแทน ๑๓๐ ล้านลิตร น้ำมันดีเซล ๗๕ ล้านลิตร !!!!!

                                                                             ข้อมูลจาก....แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า กฟผ.



“รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเดินต่อไปได้”
ฟังแล้วชอบกลยังไงไม่รู้ เหมือนมีอะไรมาสะดุดไม่ไร้รอยต่อ อนิจจา......

บันทึกการเข้า
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #434 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2013, 03:15:04 PM »

วันนี้ได้ยินข่าวว่าไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานเม.ย.นี้  เนื่องจากจะต้องปิดซ่อมแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในพม่า ทำให้จ่ายแก๊สลดลงแค่ 1 ใน 4 ของปริมาณแก๊สที่ส่งปกติ จะทำให้ไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยเหลือเพียง 2% หากมีคนใช้ไฟฟ้ามากไปนิดนึงจะเกิดปัญหาไฟดับทั้งประเทศ   อ่านแล้วรู้สึกเลยว่าเราอ่อนไหวเรื่องพลังงานมาก  นี่ถ้าพม่าสั่งปิดแท่นขุดเจาะเราก็จะมีปัญหาไฟฟ้าดับทั้งประเทศทันที  ในฐานะที่ไทยเป็นคนนำเข้าพลังงานจำนวนมหาศาล ประเทศไทยเราตกเป็นเมืองขึ้นผู้ส่งออกพลังงานได้ง่ายๆ เลยนะครับ  โกรธ โกรธ โกรธ

http://news.thaipbs.or.th/content/รมวพลังงาน-เตือนปชชประหยัดไฟช่วงเมย-รับมือวิกฤตพลังงานไฟฟ้า

ปล. จากข้อมูลของ Nation Master ประเทศไทยนำเข้าพลังงานสุทธิมากถึง 48.39% ของพลังงานที่เราใช้ในประเทศ (คือเราใช้มากกว่าที่สามารถผลิตได้ในประเทศ)  ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราจะการส่งออกพลังงานมากกว่านำเข้าทำให้ค่าสุทธิเป็นการส่งออกพลังงานคิดเป็นเปอร์เซ๊นต์ของพลังงานที่ใช้ในประเทศเป็นดังนี้  มาเลเซีย 56.02% อินโดนีเซีย 48.25% เวียดนาม 29.98%  พม่า 34.23% ส่วนกัมพูชา และลาวไม่มีข้อมูล   แต่ก็ค่อยข้างบ่งชี้ว่าเราเป็นทาสทางพลังงานเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากแทบทุกคนโดยสุทธิแล้วส่งออกพลังงาน  มีแต่ไทยที่โดยสุทธิแล้วเป็นคนนำเข้าพลังงาน  จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะตั้งค่าพลังงานเชื้อเพลิงให้เราจ่ายแพงเพื่อกระตุ้นให้ชาวไทยใช้พลังงานลดลง  แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล  พวกเราก็ยังใช้พลังงานมากเหมือนเดิม  แถมซื้อรถยนต์ส่วนตัวกันเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก  เอ..วัง



ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงเกือบร้อยละ ๗๐ ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดแบ่งเป็นแหล่งก๊าซจากอ่าวไทยร้อยละ ๖๐ และแหล่งก๊าซจากพม่าร้อยละ ๔๐ โดยรับก๊าซจากพม่าคิดเป็นปริมาณวันละ ๑,๐๓๐ ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตไฟฟ้าประมาณ ๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ หรือร้อยละ ๒๕ ของกำลังผลิตในแต่ละวัน เมื่อบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งว่าจะมีการหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ระหว่างวันที่ ๔ – ๑๒ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเนื่องจากเป็นหน้าร้อน  โดยคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะมีประมาณ ๒๖,๕๐๐ เมกะวัตต์ ส่งผลให้กำลังผลิตสำรองของโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องในระบบลดต่ำลงเหลือประมาณ ๖๐๐ เมกะวัตต์ ต่ำกว่ามาตรฐานปกติที่มีประมาณ ๗๐๐ -๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งหากมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เกิดขัดข้องในช่วงเวลาดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับได้
กรณีก๊าซแหล่งยาดานาหยุดผลิต ต่อเนื่อง ๙ วัน ต้องเดินเครื่องน้ำมันเตาทดแทน ๑๓๐ ล้านลิตร น้ำมันดีเซล ๗๕ ล้านลิตร !!!!!

                                                                             ข้อมูลจาก....แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า กฟผ.



“รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเดินต่อไปได้”
ฟังแล้วชอบกลยังไงไม่รู้ เหมือนมีอะไรมาสะดุดไม่ไร้รอยต่อ อนิจจา......

ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดการใช้ไฟ เพื่อให้ภาคอุตฯผลิตเครื่องปรับอากาศมาขายให้ประชาชนประหยัด
ไฟฟ้า มันไม่มีมาตราการที่รองรับดีกว่านี้แล้วไงท่านนอกจากประหยัดการใช้ ภาคครัวเรือนน่ะ ถ้าประหยัดได้
ทำกันอยู่แล้ว

[teerapan] - รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา  ถ้าเป็นผมจะถอนงบเดินไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ห่างไกล  เนื่องจากการเดินสายแบบนั้นจะเพิ่มการสูญเสียในสายส่ง (transmission loss) ให้กับระบบใหญ่ทุกๆ วันมากเกินไป  แล้วเอาเงินที่จะต้องจ่ายลงทุนเดินสายแบบไม่คุ้ม + เงินค่าพลังงานสูญเสียในสายส่งในอนาคต เอามาสนับสนุนให้ภาคประชาชนลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานทางเลือกสำหรับบ้านแต่ละคนแทนจะดีกว่า

แทนที่จะลงทุนในโรงงานไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล  ให้ลงทุนโรงฟฟ้าระดับชุมชนที่ใช้พลังงานทางเลือก (เช่น ชีวมวล แสงอาทิตย์ และลม) อย่างจริงจังกว่านี้  ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแบบคราวนี้แล้วมาบ่นว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงเนื่องจากต้องใช้น้ำมันมาผลิต แล้วก็พลักภาระการจ่ายค่า FT มาที่ประชาชนอีก (ประเทศไทยใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากถึง 91.3% ขณะที่เวียดนามใช้เพียง 43.7% พม่าใช้เพียง 44.4%)

แทนที่จะบอกให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า  น่าจะมีงบส่งเสริมการออกแบบบ้าน หรือสนับสนุนการปรับปรุงบ้านเพื่อให้ใช้พลังงานน้อยลง  ไม่ค่อนร้อนจะดีกว่านะครับ

แทนที่จะกังวัลเรื่องเงินสนับสนุนค่าแก๊สหุงต้มภาคประชาชน น่าจะส่งเสริมการสร้างและใช้เตาชีวมวล หรือพวก rocket stove  ที่สามารถใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงได้เลยแต่ไร้ควันอย่างจริงจัง  เนื่องจากโดยรวมจะได้พลังงานความร้อนจากไม้มากกว่าการไปแปลงเป็นถ่าน และเอาถ่านมาเป็นเชื้อเพลิงอีกที  ทำให้สามารถใช้ไม้โตเร็วทั้งหลาย มาเป็นเชื้อเพลิงได้ง่าย

น่าเสียดายที่วันนี้เรามีเทคโนโลยีแบบนี้อยู่ในมือ แต่ผู้นำที่มีอำนาจกลับไม่ได้พลักดันให้ประเทศไทยใช้พลังงานน้อยลง เป็นขี้ข้าต่างชาติที่ขายพลังงานให้กับเราน้อยลง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 19, 2013, 05:18:31 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #435 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 02:27:05 AM »




พักร้อนปีนี้  ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่สกลนคร  ที่นาไม่มีไฟฟ้าใช้  ไม่มีเตาแก๊ส  ก้เลยลงมือทำเตาประหยัดพลังงานดู  ผสมดิน ปั้นเอง 2  ชั่งโมง  ใช้กับฟืนก็ได้ ถ่านก็ได้  น้ำเดือดเร็วมาก  ควันน้อย  ไม้ยูคาลิปตัสดิบๆตัดใหม่ๆก็เป็นฟืนได้
คราวหน้าจะหาแบบเตาที่สมบูรณ์กว่านี้ไปทำ  ช่วยชาติประหยัดพลังงานได้หน่อยนึงก็ยังดี  แฮ่ๆๆ
บันทึกการเข้า
dade
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #436 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 04:03:39 AM »




พักร้อนปีนี้  ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่สกลนคร  ที่นาไม่มีไฟฟ้าใช้  ไม่มีเตาแก๊ส  ก้เลยลงมือทำเตาประหยัดพลังงานดู  ผสมดิน ปั้นเอง 2  ชั่งโมง  ใช้กับฟืนก็ได้ ถ่านก็ได้  น้ำเดือดเร็วมาก  ควันน้อย  ไม้ยูคาลิปตัสดิบๆตัดใหม่ๆก็เป็นฟืนได้
คราวหน้าจะหาแบบเตาที่สมบูรณ์กว่านี้ไปทำ  ช่วยชาติประหยัดพลังงานได้หน่อยนึงก็ยังดี  แฮ่ๆๆ
เตาท่านน่าสนใจมาก เอาฟืนใส่ตรงไหนนี่ ทางลมเข้าทางไหนครับท่าน ดูไม่ออกจริง ๆ
บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #437 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 05:28:36 AM »

ช่องลมอยู่ทางด้านล่าง  ผมทำให้ใหญ่ๆ  เพื่อการเผาใหม้ที่ดี  ช่องใส่ฟืนในรูปผมยังไม่ได้เจาะครับ  ทำรอยปรุใว้  เพราะเตาพึ่งปั้นเสร็จ  ผมเผาจนแห้งก่อน  แล้วเจาะช่องใส่ฟืนด้านหน้า  ตามรอยที่ทำใว้  ให้ดินแข็งตัวก่อนแล้วค่อยเจาะครับ  ดินยังอ่อนเจาะแล้วจะทำให้เตาแตกครับ

ตามรูปนะครับ  ด้านหน้าผมทำรอยปรุใว้เป็นช่องใส่ฟืน  หลังจากเตาแห้งดีผมจะเจาะตามรอยที่ทำใว้ครับ
สังเกตุดูนะครับ  ไฟแรงมาก ก่อนเจาะช่องฟืน  หลังเจาะช่องใส่ฟืน  ไฟก็ลดความแรงลงมาหน่อย  หากไม่เจาะช่องฟืน  ก็ใส่ฟืนด้านบนได้  ช่องสำหรับใส่หม้อน่ะครับ  เมื่อฟืนหมดก็ยกหม้อแล้วเติมฟืนได้ เช่นกันครับ  ไฟแรงดีกว่าเจาะช่องฟืน  แต่เสียเวลาตอนเติมฟืนนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 05:33:59 AM โดย siripan1112 » บันทึกการเข้า
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 596



« ตอบ #438 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 06:43:40 PM »

ช่องลมอยู่ทางด้านล่าง  ผมทำให้ใหญ่ๆ  เพื่อการเผาใหม้ที่ดี  ช่องใส่ฟืนในรูปผมยังไม่ได้เจาะครับ  ทำรอยปรุใว้  เพราะเตาพึ่งปั้นเสร็จ  ผมเผาจนแห้งก่อน  แล้วเจาะช่องใส่ฟืนด้านหน้า  ตามรอยที่ทำใว้  ให้ดินแข็งตัวก่อนแล้วค่อยเจาะครับ  ดินยังอ่อนเจาะแล้วจะทำให้เตาแตกครับ

ตามรูปนะครับ  ด้านหน้าผมทำรอยปรุใว้เป็นช่องใส่ฟืน  หลังจากเตาแห้งดีผมจะเจาะตามรอยที่ทำใว้ครับ
สังเกตุดูนะครับ  ไฟแรงมาก ก่อนเจาะช่องฟืน  หลังเจาะช่องใส่ฟืน  ไฟก็ลดความแรงลงมาหน่อย  หากไม่เจาะช่องฟืน  ก็ใส่ฟืนด้านบนได้  ช่องสำหรับใส่หม้อน่ะครับ  เมื่อฟืนหมดก็ยกหม้อแล้วเติมฟืนได้ เช่นกันครับ  ไฟแรงดีกว่าเจาะช่องฟืน  แต่เสียเวลาตอนเติมฟืนนะครับ


อยากจะให้นำเสนอเตานี้กับ อบต เพื่อส่งเสริมให้ใช้กันทั่วประเทศเผื่อจะเป็นอีกทางหนึ่งในการลดการใช้ก๊าซธรรมชาตินะครับ
บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #439 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 10:13:23 PM »

ตอนพิเศษ - เตาชีวมวล

ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องน้ำต่อ  แต่เห็นเตาของน้อง siripan และข้อเสนอของพี่เพียรแล้ว อดไม่ได้ที่จะพูดถึงเตาชีวมวลประหยัดพลังงาน  เหตุผลที่ผมเน้นเรื่องเตาฟืนเนื่องจาก 1. แก๊สหุงต้มที่เราใช้เป็นพลังงานฟอสซิลที่เดี๋ยวก็จะขาดแคลน 2.ในขบวนการจัดจำหน่ายของแก๊สหุงต้มมีการใช้น้ำมันในการขนส่งซึ่งมีราคาแพงขึ้นทุกวัน  3.ชาวบ้านสามารถใช้ชีวมวลได้หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นฟืนเสมอไป อาจจะเป็น เศษกิ่งไม้ ซังข้าวโพด แกลบ ขี้เลื่อย ฯลฯ ซึ่งเป็นเศษวัสดุทางการเกษตร มาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ง่าย ราคาถูก  4.ในขบวนการเผาถ่านจะเกิดความร้อนขึ้นจำนวนมากแต่ก็ถูกทิ้งไปเฉยๆ ไม่ได้นำมาใช้ในการหุงต้ม  ถ้าเราคิดถึงพลังงานความร้อนที่เราได้จากการเผาไม้ทั้งขบวนการ  การเผาไม้เป็นถ่าน แล้วค่อยมาเผาถ่านให้ความร้อนจะให้ความร้อนน้อยกว่าการเผาไม้โดยตรง  นอกจากนั้นเศษวัสดุทางการเกษตรหลายๆ ตัวไม่เหมาะที่จะมาเผาเป็นถ่าน  เนื่องจากจะกลายเป็นขี่้เถ้าเยอะ และให้ถ่านที่เป็นผง  ทำให้ต้องมาใช้กาวปั้นให้เป็นแท่งถ่านอีกครั้ง  นับเป็นการสูญเสียในขบวนการ  5.การจุดไฟไม้ติดง่ายกว่าการจุดไฟถ่าน  ทำให้ไม่ต้องมาสูญเสียพลังงานในการมาทำให้ถ่านติดไฟ

เพื่อนๆ อาจจะถามว่า ถ้าเตาชีวมวลดีแล้วทำไมในอดีตถึงไม่นิยมใช้ไม้หุงต้มล่ะ?  เหตุผลก็คือในอดีตเรามีเทคโนโลยีเรื่องเตาฟืน (ไม่ใช่เตาถ่าน) ที่ไม่ดีพอ  การเผาไม้ฟืนในอดีตจะมีควันค่อนข้างเยอะ และมีขี้เขม่าไปติดภาชนะหุงต้มค่อนข้างมากทำให้เป็นภาระในการทำความสะอาดภาชนะ  และต้องใช้ฟืนจำนวนมากต้องเติมฟืนบ่อยๆ ทำให้เตาฟืนไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเรื่องเตาฟืนมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นจากผลงานวิจัยในช่วยทศวรรษ 1980 (ประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว) มนุษย์เริ่มมีความเข้าใจขบวนการในการเผาไม้ของชีวมวลต่างๆ (เช่น ไม้ฟืน กิ่งไม้ แกลบ ซังข้าวโพด ขี้เลื่อย)  ในการเผาชีวมวลจะเกิดขบวนการต่างๆ 4 ขั้นตอนดังนี้


ขั้นตอนที่ 1 : การทำให้แห้ง (Drying)
ในขั้นตอนนี้น้ำที่ปนอยู่ในชีวมวล (biomass) จะถูกทำให้กลายเป็นไอน้ำ  ยิ่งมีความชื้นในชีวมวลมากก็จะยิ่งต้องใช้พลังงานความร้อนในการทำให้แห้งมาก  และชีวมวลก็จะสูญเสียน้ำหนัก / ปริมาตรไปมาก

ขั้นตอนที่ 2 : การทำให้เป็นถ่าน (Pyrolysis หรือ Carbonization)
อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้ชีวมวลเกิดการแตกสลายกลายเป็นไอส่วนหนึ่งเรียกว่า wood gas  ส่วนที่เหลืออยู่จะเป็นถ่าน (biochar)  ใน wood gas จะเป็นไอของสารที่มีองค์ประกอบของธาตุคาร์บอน และไฮโดรเจนซึ่งสามารถใช้ในการเผาไหม้ได้อีก  ในขั้นตอนการทำให้เป็นถ่านนี้มีความจำเป็นที่ต้องมีอุณหภูมิสูงพอ (อย่างน้อย 700-900 องศา) แต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ก๊าซออกซิเจนในการทำให้ชีวมวลกลายเป็นถ่าน

หมายเหตุ 1 ท่านที่ศึกษาการเผาถ่านมาก่อนจะทราบว่าเมื่ออุณหภูมิภายในเตาเผาถ่านสูงมากพอ เราจะต้องปิดให้อากาศเข้าไปน้อยลงเพื่อให้เป็นถ่าน  เนื่องจากถ้าอากาศเข้ามากไปจะเกิดการเผาต่อเนื่องในขั้นต่อไปจนกลายเป็นขี้เถ้า  จะทำให้ได้ถ่านน้อยลง

หมายเหตุ 2 องค์ประกอบไฮโรคาร์บอนที่กลายเป็นไอในขั้นตอนนี้เป็นก๊าซพิษถ้าไม่ถูกสันดาปหมด (ในขั้นตอนที่ 4) ในร้านหมูกระทะทั้งหลายซึ่งใช้เตาแบบธรรมดาจึงต้องใช้ถ่าน (ซึ่งจะผ่านขั้นตอน carbonization ไปแล้ว) แทนที่จะใช้ฟืน เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องสูดดมก๊าซพิษ และควันเข้าไปตอนรับประทานอาหาร พวกท่านจะได้กลับมาทานกันบ่อยๆ 555

ขั้นตอนที่ 3 : การทำให้ถ่านเป็นแก๊ส (Char-gasification)
ในขั้นตอนนี้จะต้องการอ๊อกซิเจน และอุณหภูมิที่สูงพอ (ตอบคำถามว่าทำไมถ่านติดไฟยากกว่าฟืน)  โดยธาตุคาร์บอนในถ่านจะกลายเป็นไอของคาร์บอน  ซึงต่อมาจะสันดาปกับอ๊อกซิเจน กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) หรือ ก๊าซคาร์บอนมอน๊อกไซด์ (CO)  ในขั้นตอนที่ถ่านกลายเป็นก๊าซนี้จะเกิดการคลายพลังงานความร้อนออกมา  ส่วนที่ไม่ใช่ธาตุคาร์บอนในถ่านก็จะกลายเป็นขี้เถ้าไป

ขั้นตอนที่ 4 : การสันดาปของก๊าซ (Gas-Combustion)
เมื่อ wood gas จากขั้นตอนที่ 2 และ char gas จากขั้นตอนที่ 3 ได้รับก๊าซอ๊อกซิเจนเพียงพอจะเกิดการสันดาปและปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมา  เปลวไฟที่เกิดจากการเผาแบบนี้จะไม่สี

หาก char gas  เกิดการสันดาปสมบูรณ์ธาตุคาร์บอนจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2)  และถ้าอ๊อกซิเจนไม่พอก็จะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอน๊อกไซด์ (CO)

ส่วน wood gas เกิดการสันดาปสมบูรณ์ธาตุคาร์บอนจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) ส่วนธาตุไฮโดรเจนจะกลายเป็นไอน้ำ  ถ้าอุณหภูมิเกิดไม่สูงพอที่จะทำให้เกิดการสันดาป wood gas จะกลายเป็นไอสีขาวๆ และอาจจะมีกลิ่นเหม็นที่เราเรียกกันว่า "ควันไฟ" นั่นเอง  ในควันไฟก็จะมีไอของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นพิษ (เช่น น้ำมันดิน) และถ้าอ๊อกซิเจนไม่พอก็จะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอน๊อกไซด์ (CO)


ในการเผาชีวมวลแบบที่ไม่มีการควบคุม  จะมีบางส่วนกลายเป็นถ่าน แต่ไม่ถูกเผากลายเป็นไอ  และมีควันไฟ/เขม่าเกิดขึ้น

แนวคิดของเตาชีวมวลสมัยใหม่คือ เตาควรจะให้เกิดการเผาแบบที่ควบคุมให้มีการเผาชีวมวลจนกลายเป็นแก๊ส และพยายามให้อากาศที่เพียงพอเข้าไปเพื่อทำให้เกิดการสันดาปของ wood gas และ char gas ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนมากขึ้น และทำให้ไม่มีควัน รวมทั้งไม่มีก๊าซคาร์บอนมอน๊อกไซด์ (CO) ที่เป็นพิษกับมนุษย์


ท่านสามารถติดตามอ่านบทความนี้ในรูปแบบ Blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/1.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2014, 11:41:44 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #440 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 10:17:59 PM »

เตาชีวมวลมีหลายแบบ  ผมขอเสนอแนวคิดแบบแรกคือระบบ Gasifier Stove ซึ่งถูกออกแบบครั้งแรกโดย ดร. Thomas B. Reed จากประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1985 (พ.ศ. 2528)   ลักษณะหลักจะเป็นเหมือนรูปด้านล่าง คือมีช่องเตา 2 ชั้น  ให้เผาไหม้ชีวมวลตรงกลางที่เป็นปล่อง  แต่ก็จะให้อากาศไหลขี้นมาทางด้านข้างได้ และมีการเจาะรูที่ด้านบนของปล่องตรงกลางเพื่อให้อากาศเข้ามาได้


โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีการเผาจากด้านบนลงด้านล่าง  ชีวมวลด้านบนๆ จะเกิดการเผาไหม้จนกลายเป็นก๊าซ  และจะมีอากาศนำพาเอาก๊าซอ๊อกซิเจนมาทางด้านข้างของปล่อง  เพื่อให้มีอ๊อกซิเจนที่เพียงพอสำหรับขบวนสันดาปของ wood gas และ char gas

วิธีการทำเตาแบบนี้ขนาดทดลองดูได้จาก VDO
Prototype Woodgas Gasification Camp Stove


ถ้าทำขนาดใหญ่หน่อย  ทำตามที่น้องๆ นักศึกษาทำได้เลย
เตาแก๊สชีวมวล (Wood Gasifier Stove)


เตาชีวมวล


ข้อดีของเตาแบบนี้คือเกิดการเผาไหม้ก๊าซที่ค่อนข้างสมบูรณ์  แต่ข้อจำกัดคือการใส่เชื้อเพลิงด้านบน  เมื่อต้องหุงต้มเป็นเวลานานและต้องการจะเติมชีวมวลก็จะต้องยกหม้อออกก่อนเพื่อจะเติมเชื้อเพลิง  และถ้าไฟแรงมากเกินไปก็ควบคุมยากหน่อย

ยังมีการออกแบบเตาในลักษณะนี้อีกหลายแบบ  ลองไปอ่านดูในเอกสาร http://www.surdi.su.ac.th/paper_public/Biomass-new.pdf


ท่านสามารถติดตามอ่านบทความนี้ในรูปแบบ Blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/2.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2014, 11:42:19 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #441 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 10:18:45 PM »

เตาแบบที่ 2 ที่อยากแนะนำคือ Rocket stove ถูกออกแบบครั้งแรกโดย ดร. Larry Winiarski จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525)  หลักการทำงานคล้ายๆ กับ Gasifier Stove ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้  ลักษณะสำคัญของเตาแบบนี้คือ จะมีช่องใส่ฟืนอยู่ด้านล่าง  โดยจะต้องมีการกั้นช่องใส่ฟืนด้านหน้าเป็น 2 ชั้น  ฟืนจะใส่ทางด้านบนเท่านั้น  และปล่องเผาไหม้จะมีลักษณะเป็นปล่องในแนวดิ่งตามรูปด้านล่าง



หลักการทำงานคือ บริเวณที่ไฟเผากิ่งไม้ที่ด้านในปล่องจะเกิดขั้นตอนเผาไหม้ 1-3 ทำให้เกิด wood gas และ char gas  การออกบแบบลักษณะของเตาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดแรงดูดอากาศที่เย็นกว่าที่ด้านล่างของเตาเข้าไปแทนที่อากาศร้อนด้านในปล่องที่ลอยสูงขึ้น  อากาศที่ไหลมาจากด้านล่างนี้จะไปผสมกับ wood gas และ char gas ทำให้เกิดการสันดาปของแก๊สจนเกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์

การทำเตาในลักษณะนี้ซับซ้อนน้อยกว่าการทำ gasifier stove ลองดูจาก VDO เช่น การทำโดยใช้อิฐ

Build a rocket stove


หรือใช้กระป๋อง
how to make a rocket stove :: full video ::


หากจะถามว่าเตาชีวมวลสมัยใหม่เหล่านี้อันไหนดีที่สุดคงตอบยาก  เท่าที่ทราบคงจะขอแสดงความคิดเห็นดังนี้

Gasifier Stove (Wood Gasification Stove):
Pros - เผาไหม้ได้สมบูรณ์กว่า, สามารถใช้กับเชื้อเพลิงที่เป็นชิ้นเล็กๆ เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ได้
Cons - การใส่เชื้อเพลิงต้องใส่ด้านบน  การจุดไฟ หรือ การเติมเชื้อเพลิงสำหรับงานหุงต้มระยะยาวทำได้ยุ่งยากกว่า  หากต้องหุงต้มนานๆ เช่น อุ่นหม้อก๋วยเตี๋ยวทั้งวัน อาจจะอยากจะสูญเสียประสิทธิภาพบ้างตอนจังหวะเติมเชื้อเพลิง, การปรับความแรงของไฟทำได้ยาก (ความจริงก็ยาากเหมือนตอนที่เราใช้เตาถ่านทั่วไปล่ะ), เตาเน้นการใช้โครงสร้างจากโลหะซึ่งมีอายุการใช้งานไม่นาน

Rocket Stove:
Pros - การเติมเชื้อเพลิงให้เผาไหม้ต่อเนื่อง หรือเพิ่มลดความแรงของไฟ (โดยการปรับจำนวนของฟืน) ทำได้ง่ายกว่า, สามารถสร้างโดยใช้อิฐ หรือ เซรามิคที่มีอายุการใช้งานนานได้, โครงสร้างของเตาซับซ้อนน้อยกว่า
Cons - การเผาไหม้สมบูรณ์น้อยกว่า Gasifier Stove แต่ก็มีประสิทธิภาพดีกว่าเตาแบบเดิมมาก, เน้นการใช้กิ่งไม้ขนาดเล็ก หรือ ฟืน เท่านั้น

ด้วยข้อเด่นข้อควรระวังข้างต้นในต่างประเทศก็เน้นการส่งเสริมเตา Rocket Stove ให้กับชาวบ้านมากกว่า  เนื่องจากสามารถทำเองได้ง่ายกว่า  แต่ในเมืองไทยจะเน้นส่งเสริมเตา Gasifier Stove มากกว่า   ส่วนตัวผมหากให้ผมเลือก  ผมจะเลือกทำ Rocket Stove เนื่องจากผมไม่ได้ใช้งานบ่อย  ขอเป็นเตาแบบที่สร้างแล้วไม่ต้องมาสร้างใหม่บ่อยๆ ดีกว่าตามสไตล์ขี้คร้าน  

ปล. มีหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ Rocket Stove มากมายให้อ่านนะครับ

http://pri-kenya.org/wp-content/uploads/2012/01/Stove-manual3.pdf

http://www.bioenergylists.org/stovesdoc/Still/AprovechoPlans/Rocke Stove Design Guide.pdf

https://www.engineeringforchange.org/static/content/Energy/S00069/Rocket Box Design Document.pdf

http://www.sazaniassociates.org.uk/wp-content/uploads/2012/10/RocketStoveManual_web01.pdf

http://www.aprovecho.org/lab/pubs/rl/stove-design/doc/16/raw


ท่านสามารถติดตามอ่านบทความนี้ในรูปแบบ Blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/3.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2014, 11:43:01 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #442 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2013, 10:19:48 PM »

หลักการออกแบบเตาประหยัดพลังงาน

1. พยายามใส่ฉนวนความร้อนรอบๆ ไฟ



การสร้างฉนวนเป็นปล่องรอบๆ เปลวไฟจะทำให้อากาศร้อนเสียสูญพลังงานน้อยลง  ความร้อนจะได้ไหลไปที่ภาชนะหุงต้มได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะเอาความร้อนมาทำให้ตัวเตาร้อน  เหมือนกับตอนที่เราเคยพูดถึงตอนหลักสร้างบ้านประหยัดพลังงาน วัสดุที่เป็นฉนวนความร้อนที่ดีไม่ควรเป็นวัสดุหนัก เช่น ดินเหนียว ทราย  แต่วัสดุฉนวนความร้อนที่ดีควรจะเป็นวัสดุเบามีฟองอากาศด้านในเยอะๆ  วัสดุเบาตามธรรมชาติได้แก่ หินเวอร์มิคูไลท์ หินเพอร์ไลท์ ขี้เถ้า ซึ่งสามารถหาซื้อในประเทศไทยได้  หรือเราอาจจะใช้อิฐมวลเบา  หากจะเผาอิฐมวลเบาขี้นมาเองอาจจะทำตาม VDO ข้างบนคือ เอาดินเหนียวผสมกับขี้เลื่อย หรือแกลบ มาขึ้นรูปตามที่ต้องการ  เมื่อเราก้อนดินที่ความร้อนสูงมากๆ ขี้เลื่อยจะกลายเป็นไอ และทิ้งโพรงอากาศไว้ในเนื้ออิฐ

ส่วนการทำโครงของเตาด้วยโลหะเหมือนในตัวอย่างของ Gasifier Stove จะไม่ค่อยคงทนมากนั้น  เมื่อใช้งานเตาไปนานๆ โลหะก็จะผุ  ในอุดมคติการทำเตาด้วยพวกเซรามิค หรืออิฐทนไฟจะดีกว่า

2. ทำปล่องเหนือเปลวไฟ
ความสูงของปล่องเหนือเปลวไฟควรจะสูงประมาณ 3 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางปล่อง  หากปล่องสูงมากกว่านี้จะทำให้เกิดแรงดูดอากาศมาก  การเผาไหม้สมบูรณ์มากขี้น  แต่ความร้อนที่ลอยขึ้นไปถึงหม้อด้านบนจะน้อยลง  ถ้าปล่องเตี้ยเกินไปอากาศอาจจะร้อนแต่การเผาไหม้จะไม่สมบูรณ์


3. เผาไม้เฉพาะที่ปลายด้านใน
หากว่าไม้เฉพาะส่วนที่โดยไฟเผาร้อนจะเกิดควันน้อย  ถ้าเราเผาไฟสะเปะสะปะ  จะมีหลายส่วนของฟืนได้รับความร้อนทำให้มีควัน และไอพิษมาก  เพื่อลดปัญหานี้ให้เผาเฉพาะที่ปลายได้ และพยายามทำให้ส่วนที่เหลือของไม้เย็นมากพอที่จะไม่เกิดควัน


4. ควบคุมความแรงของไฟด้วยจำนวนไม้ที่ถูกเผา
ปรับความแรงของไฟด้วยจำนวนฟืนที่เผาพร้อมๆ กัน  จำนวนฟืนมากก็จะร้อนมาก เราไม่ควรควบคุมความร้อนด้วยการเปิดปิดช่องอากาศ


5. ควบคุมให้อากาศไหลเข้าไปได้สะดวกตลอดการเผา
อากาศเย็นที่ไหลเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ไฟมีอุณหภูมิสูง และเผาไหม้อย่างสมบูรณ์  เมื่อเราจุดเตาไปได้สักระยะหนึ่งอาจจะมีขี้เถ้าลงปิดช่องทางไหลของอากาศ  หากต้องจุดเตาเป็นเวลานานควรจะหมั่นตรวจสอบว่าอากาศไหลได้สะดวก  แต่ถ้าระมัดระวังไม่ให้อากาศไหลเข้าไปมากเกินไปเนื่องจากจะทำให้ไฟร้อนน้อย


6. รักษาขนาดของปล่องและช่องอากาศเข้า
เพื่อให้เกิดแรงดูดอากาศเข้าไปในเตาที่ดี  ขนาดหน้าตัดของปล่องไฟในเตา และขนาดหน้าตัดของช่องเปิดให้อากาศเข้าด้านหน้าควรจะเท่ากัน  อากาศจะได้ไหลได้สะดวก

7. อย่าวางฟืนบนพื้นเตา
เราควรจะมีชั้นวางไม้ฟืนเพื่อยกระดับฟืนให้สูงขี้นมา  อากาศจะได้ไหลเข้าไปในเตาใต้ไม้ที่ถูกเผา เป็นการ preheat ทำให้อากาศร้อนขึ้นเมื่อเข้าไปผสมกับแก๊ส  เกิดการสันดาปที่สมบูรณ์   ถ้าเราให้อากาศไหลเข้าไปเหนือไม้ฟืน อากาศจะเย็นกว่าแบบแรกทำให้ไฟมีอุณหภูมิลดลงโดยไม่จำเป็น  และอาจจะทำให้เกิดควันไฟขึ้นมาได้


8. รักษาระยะห่างของช่องที่อากาศร้อนไหลผ่าน
ขนาดของช่องว่างที่เหมาะสมจะช่วยให้การแลกเปลี่ยนความร้อนจากอากาศร้อนไปที่หม้อดี  หากช่องว่างห่างเกินไปอากาศร้อนส่วนใหญ่จะไหลอยู่ตรงกลางช่อง ทำให้แตะโดนผิวของหม้อน้อยไป  ถ้าช่องว่างแคบเกินไปจะให้แรงดูดของอากาศน้อยเกินไป อากาศร้อนไหลไม่สะดวกทำให้มีปัญหาเรื่องการเผาไหม้ ความร้อนก็ส่งไปที่หม้อน้อยเช่นกัน ขนาดของช่องว่างนี้ขึ้นกับขนาดของเตา  ถ้าเตาใหญ่ก็ต้องการอากาศไหลผ่านมากช่องว่างก็จะต้องมากหน่อย ถ้าเตาเล็กก็ควรลดขนาดของช่องว่างลง จะต้องมีการทดลองปรับขนาดให้เหมาะสม


การใช้เหล็กมาครอบรอบๆ หม้อเหนือเตา (pot skirt) ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งในการเพิ่มระยะเวลาที่อากาศร้อนสัมผัสกับผิวของหม้อ  จะช่วยประหยัดพลังงานได้ เช่นกัน


เราจะเห็นว่าแบบของเตาสมัยใหม่จะพยายามลดระยะห่างระหว่างเตากับผิวของหม้อให้เล็ก และมีขนาดช่องว่างสม่ำเสมอ (เมื่อเทียบกับเตารูปแบบเดิมๆ)  โดยการทำเป็นฐานเอียงๆ ตามรูปของเตามหาเศรษฐีเพื่อรองรับหม้อหลายขนาด


ท่านสามารถติดตามอ่านบทความนี้ในรูปแบบ Blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/4.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2014, 11:43:44 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #443 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 03:28:41 AM »

ตอนพิเศษ - เตาชีวมวล

ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องน้ำต่อ

นี่กระมัง ระหว่างทางจึงระยิบระยับกว่าจุดหมาย

ถ้าจะดูเรื่องน้ำ ลองดู"น้ำเสมือน"
น้ำเสมือนจะแฝงอยู่ในการผลิตและผลผลิต
ลองศึกษาดู จะสนุกสนาน่าสนใจ น่าเล่นยิ่ง

[teerapan] - ขอบคุณครับท่านพี่ซิน ตอนที่ศึกษาเรื่องไฟก็มีเรื่องน้ำ เราต้องเผาน้ำให้ได้ไฟ เผาไฟให้ได้น้ำ(เกิดจากการสันดาปของธาตุไฮโดรเจนใน wood gas) จากดินไปเป็นไม้ จากไม้ส่วนที่ไม่ใช่ธาตุคาร์บอนก็จะเผาไหม้ไม่หมดกลายเป็นขี้เถ้า กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน ในการเผาก็จะเกิดการเคลื่อนที่ของอากาศเป็นลม คิดไปคิดมา "ดินน้ำลมไฟ" เกี่ยวข้องคล้องจองกันไปหมดในเรื่องเดียว ท่าทางไม่ค่อยถูกต้องที่เราจะศึกษาธรรมชาติอย่างแยกส่วน ว่าแล้วก็เริ่มอยากฉีกตำราด้วยว่าศาสตร์แห่งน้ำทิ้งเพื่อเขียนใหม่จริงๆ  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


zin : นั่นมีส่วนดีอย่างมาก การสละละซึ่งทุกความเชี่อ จะเป็นหนทางนำพาผู้คนค้นพบความจริงสูงสุด เนื่องเพราะความจริงสูงสุดมิได้ ถูกพบเจอด้วยการลอกเลียนแบบไม่ แต่หากถูกพบเจอด้วยการเสาะแสวงหา


[teerapan] - ท่านพี่ซิน ทิ้งปริศนาธรรมไว้อีกแล้ว ท่าทางนี่จะเป็นส่วนหนึ่งใน "คัมภีร์ไร้ลักษณ์"  ที่ไม่ใช่ "คัมภีร์ไร้รัก" คริ คริ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 22, 2013, 09:13:35 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #444 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 08:26:05 AM »

ตอนพิเศษ - เตาชีวมวล

ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องน้ำต่อ

นี่กระมัง ระหว่างทางจึงระยิบระยับกว่าจุดหมาย

ถ้าจะดูเรื่องน้ำ ลองดู"น้ำเสมือน"
น้ำเสมือนจะแฝงอยู่ในการผลิตและผลผลิต
ลองศึกษาดู จะสนุกสนานน่าสนใจ น่าเล่นยิ่ง

[teerapan] - ขอบคุณครับท่านพี่ซิน ตอนที่ศึกษาเรื่องไฟก็มีเรื่องน้ำ เราต้องเผาน้ำให้ได้ไฟ เผาไฟให้ได้น้ำ(เกิดจากการสันดาปของธาตุไฮโดรเจนใน wood gas) จากดินไปเป็นไม้ จากไม้ส่วนที่ไม่ใช่ธาตุคาร์บอนก็จะเผาไหม้ไม่หมดกลายเป็นขี้เถ้า กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน ในการเผาก็จะเกิดการเคลื่อนที่ของอากาศเป็นลม คิดไปคิดมา "ดินน้ำลมไฟ" เกี่ยวข้องคล้องจองกันไปหมดในเรื่องเดียว ท่าทางไม่ค่อยถูกต้องที่เราจะศึกษาธรรมชาติอย่างแยกส่วน ว่าแล้วก็เริ่มอยากฉีกตำราด้วยว่าศาสตร์แห่งน้ำทิ้งเพื่อเขียนใหม่จริงๆ  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



นึกถึงคำสอนของพระท่านว่า ธรรมะคือธรรมชาติ  สรรพสิ่งเกิดจากธาตุทั้ง 4 ดินน้ำลมไฟ มาประชุมรวมกัน เป็นรูปกาย   มีวิญญาณธาตุนำพาจิตมาจุติ  มีจิตเป็นตัวรู้ มีวิญญาณเป็นคูหาของจิต  มีหน้าที่รับรู้และ memory กรรม และพาไปจุติ ตามกรรมที่ บันทึกไว้     กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต ถ้าเป็นสัตว์ ก็มี 5 ขันธ์  ถ้าเป็น   ต้นไม้ก็มีขันธ์เดียว  เมื่อ รูปกาย หมดอายุ ก็จะสลายกลายเป็นดินน้ำลมไฟ  ส่วนวิญญาณ ก็จะพาจิต ไปจุติ ตามกรรมที่ memory  ไว้  ไม่เพียงแต่สัตว์เท่านั้นที่มีวิญญาณ ต้นไม้ก็มีวิญญาณ  เพราะต้นไม้เขาก็มีการรับรู้และตอบสนอง ต่อปัจจัยภายนอกเช่นเดียวกันกับสัตว์

 มันเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ  ท่าน  ยิ้ม

[teerapan] - ความรู้ในทางธรรมของผมเท่าหางอึ่ง  ยังมิอาจบรรลุในพระคัมภีร์ครับ  โกรธ โกรธ โกรธ

พระท่านสอน ผมก็ติดตามศึกษาคำสอนของท่านไป  บางทีก็หาคำตอบไม่ได้  เพราะยังไม่ถึงขั้น   เพราะเราคงต้องยึดถือวิทยาศาสตร์เป็นหลัก  ไม่งั้นจะกลายเป็นงมงายไป  ชีวิตนี้ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้อีกเยอะเลยเน๊าะ   ขอเป็นนักศึกษาที่ ติดตามหาความรู้ต่อไปครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 09:10:55 PM โดย หนูพิม » บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #445 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 08:44:59 AM »

สหายพี่ครับ...ทุกวันนี้
หากพูดถึง(ทุก)เรื่องราวของการศึกษา
ผมดูๆไปแล้วมันมักจะออกไปทางศึกษาเพื่อจะหาทางเอาชนะซะมากกว่า(ซึ่งสุดท้ายมันก็เป็นไปได้ยาก หรือชนะแค่ชั่วคราว)
ส่วนการศึกษาเพื่ออยู่ร่วมกันได้กับทุกๆสรรพสิ่ง ดูๆมันน้อยลง น้อยลง(ทั้งๆที่บางทีไม่ต้องศึกษาหรือลงทุนมากมาย)

ผมก็ว่าปาย... ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #446 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 02:27:09 PM »

เรื่องเตา ทำให้ผมนึกถึงการออกกำลังกายเลย อ๊ะเกี่ยวกันยังไง

แต่ก่อนผมเคยศึกษาเรื่อง Gasifier เคยคิดทำใช้เหมือนกัน พอศึกษาไปผมว่ามัน ป้อนวัตถุดิบยาก แถมอาจต้องใช้พัดลมด้วย เลยไม่ได้ลองทำเพราะหาแบบที่ถูกใจยาก
เจ้าเตา Rocketเคยเห็นผ่านตาเหมือนกัน แต่ไม่ได้สนใจนึกว่ามันสู้ Gasifier ไม่ได้ หน้าตาเหมือนเตาถ่านบ้านเราทั่วไปแถมไม่มีอั้งโล่อีก พอท่านพี่แนะนำเลยเห็นประโยชน์

ที่นี้ดูเรื่องการออกกำลังกายของผม ผมชอบไปวิ่งตอนเย็น ๆ หรือวิดพื้นตอนเช้า ๆ และผมก็ชอบทำสวนตอนเช้ากับตอนเย็นด้วย อยู่มาวันนึงนึกอยากจะปรับปรุงพื้นที่ จะขุดหลุม ถมดิน ฯลฯ จึงคิดว่า
1 ทำเอง ก็อดไปวิ่ง
2 ทำเองและไปวิ่งด้วย ก็ทเบียดเบียนเวลางานอื่น อาจทำให้รายได้ลด
3 ทำงานมากขึ้น ได้เงินมากขึ้นเอาเงิน จ้างเค้ามาทำให้
ผมก็เลยนึดถุึงคนกรุงเทพ ทำงานหนัก ๆ เก็บเงิน เอาไปจ่ายค่าออกกำลังกายเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ เพราะไม่ค่อยได้ออกกำลัง
ฟังแล้วมันขัดกัน ทำงานหนักให้ได้เงินเยอะ เพื่อจะสบาย พอสบายมากไปก็ต้องออกกำลังกาย
(แล้วจะทำไปทำไมฟระ อยู่บ้านนอก ปั่นจักรยานไปทำงานใกล้ ๆ ออกกำลังกายไปในตัว ไม่ต้องผ่อนรถไม่ต้องเติมน้ำมัน ชีวิตดีกว่ากันเยอะ)

ผมเลยสรุปได้ว่า ชีวิตคือความทุกข์ ยิ่งดิ้นหนียิ่งทุกข์
ผมเลยเลือกทางเลือกแรกทำสวนเอง แทนการออกกำลังกาย เป็นทางเลือกที่บ้าน้อยที่สุด

จากเรื่องออกกำลังกาย มาเรื่องเตา จะเห็นว่า ทางออกที่ซับซ้อนน้อยที่สุดมักเป็นทางออกที่ดีที่สุด
มาเรื่องกระทู้นี้ นี่คือการใช้ทางออกที่เรียบง่าย(ธรรมชาติ) แทนทางออกที่ดูเหมือนง่ายแต่จริง ๆ แล้วสับสนอลหม่านย้อนแยงตัวมันเอง(อุตสาหกรรม)

สงสัยผมใกล้จะบ้าเหมือนปูฟูแล้ว ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] -  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม น้องโอ๋เริ่มบรรลุคำสอน "สูงสุดคืนสู่สามัญ" แล้ว  ว่ากันเรื่อง Rocket Stove ผมชอบแบบที่เขาทำที่ประเทศเคนยามากที่สุด  เป็นการรวมข้อดีของ Rocket Stove และมีช่องเติมอากาศเข้าไปด้านบนของเตาเพื่อเร่งขบวนการสันดาปแบบ Gasifier แถมทำจากวัสดุที่ชาวบ้านหาได้เองในพื้นที่อีก  เป็นแบบที่สวยงามมาก

http://pri-kenya.org/wp-content/uploads/2012/01/Stove-manual3.pdf
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 03:35:30 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
น้าหริ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1489



« ตอบ #447 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 08:03:55 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ;)เจอแล้ว

[teerapan] - เจออะไรหรอ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 11:56:22 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ตัดง่ายกว่าปลูก  ก็เลย ปลูกทุกอย่างที่อยากปลูก
 แต่ ตรูยังไม่ตาย  ใครก็ ห้ามตัด
หน้า: 1 ... 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 [28] 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: