หน้า: 1 ... 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 [26] 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902258 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
iFreed
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 71


« ตอบ #400 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 03:08:39 PM »

อ่านถึงตอนนี้แล้วมีความสุขจัง ชอบความคิดเห็นทุกคนครับ  ยิ้มเท่ห์
แม้ว่ารอบกายมีแต่ดาราในวงการมายา

[teerapan] - ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ งั้นคงต้องยกกล้องถ่ายรูปดารามาโชว์กันหน่อย  เอ้า..ชีสสส...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 05:46:51 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #401 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 05:36:02 PM »

เรื่องนี้พูดมากไม่ได้ครับจุ๊ๆ...อเมริกาเป็นชาติเดียวในโลก(หรือเปล่า)ที่ส่ามารถพิมพ์เงินออกมาใช้โดยไม่ต้องเอาทองคำไปค้ำประกัน ซัดดัมรู้ทันเลยชวนพวกค้าน้ำมันออกนโยบายขายน้ำมันโดยใช้ทองมาซื้อ สุดท้ายเลยโดนยั่วให้ทำสงครามแล้วก็โดนเก็บไปตามระเบียบ  ดูเอาสิครับภาระการรักษาทุนนิยมเอาไว้มันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง โลกต้องมีกฏเดียวจริงๆหรือเปล่า.....ข้อมูลผมมั่วมานะครับฟังหูไว้หู...แฮ่

[teerapan] - ไหนๆ พี่ชุติพนต์ และอาจารย์ตั้มก็พูดเรื่องเงินดอลล่าร์สหรัฐขึ้นมาแล้ว  ขอเสริมด้วยความรู้มั่วๆ จากสวนขี้คร้านบ้างเล็กน้อย

ในยุคแรกๆ มนุษย์สร้างโลกมายาขึ้นมาที่เรียกว่า "โลกการเงิน" และเลือกใช้หินมีค่า (เช่น หยก) หรือโลหะมีค่าตัวกลางในการแลกเปลี่ยน หรือเงินนั่นเอง  ต่อมามนุษย์เริ่มค้นพบว่าการขนย้ายเงินจำนวนมาก หรือการพบพาเงินไม่สะดวกเนื่องจากน้ำหนักของโลหะ อันตรายจากการโดนปล้นในระหว่างการขนย้ายโลหะจำนวนมาก  จึงเริ่มมีการออกเอกสารแทนโลหะในหลายรูปแบบ เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ทำให้สามารถนำตั๋วเหล่านี้ไปขึ้นเงินตามแหล่งต่างๆ ได้  และได้พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาเป็นธนบัตรซึ่งจะต้องมีมาตรการต่างๆ ในการป้องกันการปลอมแปลงเพื่อให้ธนบัตรมีความหน้าเชื่อถือ นอกจากนั้นจะต้องมีการรับประกันว่าสามารถนำธนบัตรกลับมาแลกเปลี่ยนเป็นโลหะมีค่า เช่น ทองคำ ได้ โดยการตกลงร่วมกันว่าต้องมีการสำรองโลหะมีค่าไว้

ดังนั้นเพื่อให้ค่าเงินมีความน่าเชื่อถือ แต่ละประเทศจะต้องมีวินัยทางการเงิน  การพิมพ์ธนบัตรแต่ละครั้งจะต้องมีการรับประกันว่าธนบัตรดังกล่าวจะสามารถนำมาแลกเป็นโลหะมีค่าได้  ในยุคต้นๆ จึงมีข้อตกลงร่วมกันให้แต่ละประเทศต้องมีการสำรองโลหะมีค่าไว้ และฝากความเป็นเจ้าของไว้ที่องค์กรกลาง (เช่น ธนาคารโลก) ก่อนที่จะพิมพ์ธนบัตร เพื่อเป็นการรับรองค่าของเงินสกุลของแต่ละประเทศเองให้น่าเชื่อถือ (เผื่อว่ามีใครในอีกประเทศหนึ่งอยากแลกธนบัตรกลับเป็นโลหะมีค่า)  ต่อมามีการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมูลค่าเงินในโลกมายาก็เพิ่มขึ้น โลหะก็ถูกนำมาใช้ในการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จึงทำให้เริ่มเกิดการขาดแคลนโลหะมีค่าในตลาดโลก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆ มีการต่อสู้กัน และต่างก็บอบช้ำเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของสนามรบ  แต่ประเทศสหรัฐอเมริกามาร่วมในสงครามในช่วงหลังจึงไม่บอบช้ำมากเนื่องจากไม่ได้มีการสู้รบในทวีปอเมริกา  แถมได้กำไรจากการผลิตอาวุธไปขายให้ประเทศต่างๆ ที่ร่วมในการรบในทวีปยุโรบ และทวีปเอเชีย

เนื่องจากประเทศต่างๆ บอบช้ำจากสงคราม และไม่มีโลหะมีค่ามากพอที่จะมาใช้ในการผลิตธนบัตรมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเอง   สหรัฐอเมริกาจึงใช้จังหวะนี้ในการเสนอให้มีการใช้สกุลเงินหลักของโลกเป็นหลักประกันแทนการใช้โลหะมีค่าอย่างทองคำ  ในปี ค.ศ. 1970 จึงมีการลงนามในสนธิสัญญาวอร์ซอร์ให้ใช้สกุลของประเทศฝรั่งเศส, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เยอรมัน, และสหรัฐอเมริกา เป็นสกุลหลักในการคำนวน SDR (Special Drawing Right) currency ใช้ทนแทนการใช้โลหะมีค่าอย่างทองเป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตรของแต่ละประเทศ โดยมีหน่วยงาน IMF (International Monetary Fund) เป็นองค์กรกลางในการคำนวนอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละสกุลเงิน

สหรัฐอเมริกาชิงเอาความได้เปรียบในระหว่างที่ 4 ประเทศที่เหลือในสนธิสัญญายังบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ชิงความนิยมในการใช้สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในช่วงนั้น เป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตรของประเทศต่างๆ ในโลก  ทำให้เกิดกระแสในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมากจากประเทศต่างๆ เพื่อใช้ในการพิมพ์ธนบัตรในสกุลเงินของตนเอง  เป็นเหตุให้เกิดความประหลาดในทางเศรษฐศาสตร์คือสหรัฐอเมริกาขาดดุลทางการค้าต่อเนื่อง แต่ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐกลับไม่ลดลงเนื่องจากยังมีความต้องการซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐไปใช้เป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตร

กลับมาที่คำถามของพี่ชุติพนต์ว่าสหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรได้เองโดยไม่ต้องมีหลักประกันอะไรเลยจริงหรือไม่  ในความจริงแล้วยังมีหลักประกันที่แต่ละประเทศในคู่สัญญาจะต้องรักษาวินัยทางการเงินเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสกุลเงินนั้นๆ  การพิมพ์ธนบัตรจึงไม่ได้มีอิสระซะที่เดียว  ส่วนที่เป็นข่าวในเร็วๆ นี้เรื่อง "หน้าผาทางการคลัง" ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นมาตรการในรับประกันความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐว่าจะมีปัญหาจ่ายหนี้ธนบัตรที่ประเทศต่างๆ ใช้เป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตร  ซึ่งโชคดีกว่ารัฐสภาของสหรัฐอนุมัตินโยบายปลดล๊อกปัญหาดังกล่าวไปชั่วคราว  ทำให้ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐไม่หยุดชะงัก  สหรัฐจึงยังสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มเติมได้  การพิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีปริมาณเงินในระบบมากขึ้นทำให้ค่าเงินของสหรัฐตกต่ำลง

ในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นก็มีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนตัวลงมา เช่น ชาติยุโรปที่เป็นฝรั่งด้วยกันเริ่มรู้ว่าเสียโง่ให้สหรัฐในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  จึงร่วมกันหาทางเลิกใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตร และหันมาออกเงินสกุลยูโรดอลลาร์ใช้กันเอง มูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจึงเริ่มเสื่อมค่าลงเนื่องจากมีหลายประเทศเริ่มหันไปใช้สกุลเงินยูโรเป็นหลักประกันแทน

นอกจากนั้นชาติผลิตน้ำมันอย่างเช่นเวเนซุเอลา อิรัก และอิหร่าน จะเลิกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายน้ำมัน มูลค่าดอลลาร์สหรัฐก็เหมือนนกปีกหักที่ร่วงจากท้องฟ้าลงสู่ดิน สหรัฐจึงต้องโจมตีอิรักและหาเรื่องโจมตีอิหร่าน โดยหวังยึดบ่อน้ำมันและบังคับขายน้ำมันด้วยดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ประเทศต่างๆยอมรับสกุลเงินของตัวเอง

สิ่งที่น่ากลัวตอนนี้คือสหรัฐอเมริกามีกองทัพที่มีอาวุธทันสมัยที่สุดในโลก  และพยายามบีบไม่ให้คนอื่นพัฒนาอาวุธขึ้นมาต่อกรกับตนเอง  ถ้าสหรัฐทำตัวเป็นจิ๊กโก๋ไม่ยอมแพ้ในสงครามมายา (สงครามเศรษฐกิจ) ก็อาจจะใช้กำลังอำนาจทางการทหารไปบีบเอารัดเอาเปรียบประเทศอื่นเช่นเดียวกับการบุกปล้นประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางที่ผ่านมา  ในชั่วโมงนี้หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และวิกฤตทางการเงินในยุโรบแล้วก็ดูเหมือนจะมีเพียงจีนที่จะต่อกรกับสหรัฐอเมริกาได้  แต่พวกเราไว้ใจจีนได้จริงหรือ?  ดูจากการคุกคามประเทศต่างๆ ในทะเลจีนใต้เพื่อแย่งชิงดินแดนที่คาดว่าน่าจะมีแหล่งน้ำมันอยู่  เราก็มิอาจไว้ใจจีนได้ 100% ในวันข้างหน้าที่ peak oil มาถึงจริงๆ ทองคำสีดำ "น้ำมัน" คงมีค่ามากขึ้นไปอีกมหาศาล มีค่ามากกว่าทองคำซะอีก  เงาของสงครามโลกครั้งที่ 3 เพื่อแย่งชิงทองคำสีดำกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ  แล้วสยามประเทศที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศและไม่มีกำลังทหารที่จะต่อกรกับมหาอำนาจได้จะทำอย่างไร  ตะน่าว ตะน่าว...
 โกรธ โกรธ โกรธ

ปล. ฟังหูไว้หูนะครับอย่าเพิ่งเชื่อคนเพี้ยน แห่งสวนขี้คร้านเลยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 08:56:16 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
pooyailee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 641


« ตอบ #402 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 06:02:16 PM »

บาปที่สร้างอาวุธขายแล้วสร้างสถานการณ์เพื่อขายอาวุธ รัสเซียล่มสลายไปแล้ว ยังเหลือยักษ์ที่จะโดนดาบนั้นคืนสนอง คือภัยพิบัติโลกแถมด้วยพายุสุริยะ บุญรักษานะครับ

[teerapan] - เท่าที่อ่านเรื่องพายุสุริยะแล้ว  ความคิดเห็นส่วนตัวผมคิดว่ามันเป็นหนังวิทยาศาสตร์มากเกินไป  มนุษย์เราคงจะวิบัติด้วยสาเหตุใกล้ตัวมากกว่านั้น  ผมว่าถ้าเราไม่ห้ำหั่นกันเองจนตายเพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ  เราก็จะร่วมกันทำลายทรัพยากรธรรมชาติจนพวกเราส่วนใหญ่พากันอดตายมากกว่าที่จะตายเพราะพายุสุริยะนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 12:20:30 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
ภัทรพล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 244


« ตอบ #403 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 06:09:13 PM »

มาลงชื่ออ่านซีรีย์เก๋ ๆ ด้วยคนครับ ขออนุญาติอ่านเรื่อย ๆ นะครับเพราะต้องอ่านแบบแกะทุกเม็ด 555 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - ตอนแรกตั้งใจจะเขียนดีๆ ให้เหมือนอ่านหนังสือ แต่ตอนหลังๆ ชักจะเมดเล่ย์ไปนิด  ขออภัยด้วยนะครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 12:22:18 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #404 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2013, 04:40:29 PM »

แล้วญี่ปุ่นล่ะ  ตามข่าวไทยรัฐ  จำวันที่ไม่ได้แล้ว แต่ผ่านมาน่าจะไม่เกิน 10 วัน  บอกว่าจะพิมพ์เงินแบบ เมกาด้วย จะพิมพ์จนกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น จะดีขึ้น   ทำนองนี้  แบบนี้จะเป็นยังไงครับ  แล้วถ้าญี่ปุ่นพิมพ์ได้ เกิดจีน กะอินเดีย หรือ ว่ายุโรป  อยากจะพิมพ์มั่ง  เงินมันจะไม่กลายเป็นแบ๊งค์กงเต็กเหรอ แล้วชาวนาอย่างผม  จะทำนาเอาข้าวไปขายใครดี  แล้ว จะขายตันละเท่าไหร่ดี  คิดแล้วมึน  หรือว่าทำเอาไว้แค่พอกิน  ก็ไม่ได้อีก เพราะยังต้องซื้อน้ำมัน   โกรธ

..นี่แหละหนา ไม่รู้ว่าโลกนี้มันเพี้ยน หรือผมเพี้ยน

[teerapan] - ผมเข้าใจไปเองแบบมั่วๆ ว่าทั้ง 5 ประเทศในสนธิสัญญาสามารถทำได้เหมือนกัน(ฝรั่งเศส อังกฤษ. เยอรมัน ญี่ปุ่น อเมริกา) เนื่องจากสกุลเงินของเขาสามารถใช้เป็นหลักประกันใช้ด้วยตัวเอง ถ้าเขาพิมพ์ออกมาไม่จำกัดสกุลเงินของเขาก็จะกลายเป็นแบ๊งค์กงเตฃ็กอย่างที่พี่ชุติพนต์เข้าใจ นั่นคือค่าเงินของเขาจะต่ำมาก ไม่มีค่าอะไร ดังนั้นจึงจะไม่มีใครโง่พิมพ์ธนบัตรอย่างไม่จำกัด เพราะการเพิ่มจำนวนธนบัตรในระบบมากไปจะทำให้ค่าเงินของเขาด้อยลง  อีกอย่างพวกเขาต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อให้สกุลเงินของเขาน่าเชื่อถือ การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจะมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ การกใช้มาตรการทางการเงินจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนข้าวไทยควรจะทำแค่พอกินก็พอ แล้วก็ควรจะหัดเลิกใช้น้ำมันกันบ้้าง 555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 02, 2013, 07:24:08 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #405 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2013, 11:30:59 PM »

เมื่อความแห้งแล้งเริ่มมาเยือนสวนขี้คร้าน  ดอกไม้วงศ์ถั่วที่ยังไม่รู้จักชื่อก็แทงช่อดอกโชว์ความงามท่ามกลางต้นหญ้าที่แห้งเหี่ยว  ชวนให้รำลึกถึงความโหดร้ายของหน้าแล้งปีที่แล้ว  ปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วไหมหนอ?



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 04, 2013, 11:36:01 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #406 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 09:18:31 AM »

ทองคำ  ในตัวมันเอง ไม่มีคุณค่ามากนัก  ใช้ก่อสร้างก็ได้ไม่ดีเท่ากับเหล็กหรือไม้  ทำเครื่องครัวก็ไม่ดีเท่าสแตนเลส  ต้มกินแทนผักแทนปลาก็ไม่ได้  เมื่อยุคสมัยแห่งมายาผ่านพ้น  ทองคำก็เป็นได้แค่โลหะชิ้นเล็กๆ สีเหลือง มันวาว  เท่านั้นเอง  อิอิ

[teerapan] - น้อง siripan  ไอ้โลหะสีเหลือง มันวาว ชิ้นเล็กๆ ไม่เอาก็ส่งมาทางนี้ได้นะครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 10:05:21 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
หน่อย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3400

-->กะซางมัน<--


« ตอบ #407 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 10:00:32 AM »

เรียนคุณ ธีรพันธ์ เข้ามาเยี่ยมค่ะ
ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยหรือเปล่าคะ
อยากทราบว่ามีการสรุปผลการวิจัยออกมา ไห้พี่น้องดูกันหรือเปล่า

และการวิจัยที่วิจัยกับการพัฒนาได้มาควบคู่กันหรือไม่ และได้มีการพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ขอบคุณค่ะ
ขอลา...สบายดี


[teerapan] - ที่ทำอยู่ก็ทดลองวิธีการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ให้เร็วการฟื้นฟูโดยธรรมชาติ  ทำไปเรื่อยๆ ช่วงนี้ก็กำลังดูว่าจะช่วยธรรมชาติให้ผ่านหน้าแล้งไปโดยไม่รดน้ำได้อย่างไร  เท่าที่ทดลองทำก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลายๆ อย่างแล้วครับ  ช่วงนี้จำนวนพืชท้องถิ่น แมลง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (กบ ปาด อึ่งอาง คางคก) และนกเพิ่มปริมาณอย่างชัดเจน ส่วนพืชต่างถิ่นที่ปลูกไปกว่า 60 ชนิดก็รอดบ้าง ตายบ้าง แต่ก็ทำให้รู้นิสัยของที่ดิน และต้นไม้ที่จะเอามาปลูก  การอยู่รอดของระบบนิเวศน์ที่สวนฯ ในหน้าแล้งปีนี้คงจะเป็นบทพิสูจน์ด้วยตัวของมันเองครับ

ในหน้าฝนหน้าที่จะกำลังจะมาถึงคงจะต้องพัฒนากลยุทธเลือกต้นไม้ และการเลือกตำแหน่งปลูกใหม่ให้สอดคล้องกับผลการทดลองที่กำลังจะออกมาในช่วงแล้งนี้  ส่วนการทำ swale ขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่เหลืออาจจะทำได้ยากเนื่องจากติดต้นไม้หลายต้น  อาจจะทดลองเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มเติม จะเรียกว่าวิจัยไปพัฒนาไปควบคู่กันก็ได้

กว่าระบบนิเวศน์จะฟื้นจนดูเวลาตัวเองได้ 100% คิดว่าน่าจะใช้เวลา 3-5 ปีครับ ในช่วงหลังปีที่ 3 ต้นไม้ใหญ่ก็น่าจะอยู่ตัวสู้แล้งได้แน่นอน  ตอนนั้นถึงจะมีบทสรุปที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่คิดจะฟื้นฟูระบบนิเวศน์ในสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน  แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่า copy กันไม่ได้ เพราะที่ดินแต่ละแปลงจะแตกต่างกัน  ต้องการวิธีการที่แตกต่างกัน  สิ่งที่น่าจะเรียนรู้คือหลักการเพื่อนำไปทดลอง และปรับใช้ในสภาพแวดล้อมของตนเอง  ทุกคนต้องหัดเป็นคนช่างสังเกตุ ช่างทดลอง และช่างปรับปรุงด้วยตัวของตัวเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 05, 2013, 10:25:03 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

Never Never Never
Give-up!!
prml
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1001


« ตอบ #408 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2013, 05:15:46 PM »

ปักไว้ก่อนอ่านถึงหน้า 16
บันทึกการเข้า
adulsri
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1434


« ตอบ #409 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2013, 09:42:17 AM »

หวัดดีตอนเช้าครับพี่ธีรพันธ์ กระทู้ไปเร็วมากๆ ตามไม่ทัน ยิงฟันยิ้ม เผลอแป๊บเดียว สี่หมื่นแล้วฮอตจริงๆ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #410 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 01:11:21 AM »

6.9 กระบวนท่าที่ 6 - French Drain

French Drain หากแปลตรงๆ จะเรียกว่า ท่อระบายน้ำแบบฝรั่งเศส  ทำให้ผมอยากรู้ว่ามันฝรั่งเศสตรงไหน  จึงติดตามเรื่องราวเบื้องหลังคำจึงพบว่า เทคนิคการก่อสร้างทางระบายน้ำแบบนี้ถูกพูดถึงจนเป็นที่นิยมในหนังสือชื่อ "Farm Driange" ในปี 1859 โดย Henry Flag French นักกฎหมายชาว Concord รัฐ Massachusetts ประเทศสหรัฐอเมริกา จากประสบการณ์ที่เคยเป็นชาวนามาก่อน  ซึ่งในหนังสือของเขาพูดถึงเทคนิคการระบายน้ำในที่ดินที่มีปัญหาระดับน้ำใต้ดินสูงเกินไป ดังนั้น French Drain น่าจะเพี้ยนมาจาก French's own drain ซึ่งแปลว่าท่อระบายน้ำแบบของ Mr. French หรือ ท่อระบายน้ำแบบของตระกูล French

หากจะอธิบายว่า French Drain คืออะไร  ผมคงบอกว่ามันคล้ายๆ กับ Diversion Swale ที่พูดถึงก่อนหน้านี้  แต่ถ้าเป็น Diversion Swale เราก็จะเห็นร่อง และเนินดิน  ทำให้ไม่สะดวกในการเดินผ่าน  ในยุคแรกๆ ของ French Drain แก้ไขปัญหานี้ด้วยการใส่หินก้อนใหญ่ลงไปในร่องเพื่อให้น้ำไหลในร่องผ่านช่องว่างระหว่างหินก้อนใหญ่  ทำให้เราสามารถปรับระดับหินให้เสมอกับระดับดินเดิมได้   ทำให้ภูมิทัศน์ดูสวยงาม (เพราะไม่เห็นร่อง) และสะดวกในการเดินผ่านทางระบายน้ำนี้



แต่ทางระบายน้ำแบบนี้มีปัญหาว่าน้ำไหลผ่านหินได้ช้ากว่า Diversion Swale มากจึงมีการพัฒนาให้มีร่องมากขึ้นโดยในท่อระบายน้ำต้นฉบับของ (Henry Flag) French จะใช้กระเบื้องมุมหลังคาวางซ้อนๆ กัน โดยมีร่องใหน้ำไหลระหว่างกระเบื้องได้มากกว่าหิน  ต่อมามีการปรับปรุงมาใช้ท่อเจาะรูแทน



ซึ่งท่อดังกล่าวอาจจะใช้ท่อ PVC เจาะรู  โดยให้รูที่เจาะอยู่ทางด้านล่าง (ดูในรูป) ซึ่งการทำแบบนี้ต้องเสียเวลาเจาะรู และต้องใช้ข้อต่อเวลาต้องหักโค้ง  ในต่างประเทศจึงมีท่อแบบที่งอได้ (คล้ายๆ ท่อน้ำทิ้งจากอ่างล้างจาน หรือจากเครื่องซักผ้า) แข็งแรงมากพอที่จะโดนหิน หรือน้ำหนักทับโดยไม่บุบจนเสียรูป และเจาะรูมาให้เลยจากโรงงาน  ทำให้ทำงานได้เร็ว  การใช้ท่อแบบนี้ทำให้วางแนวท่อโค้งงอตามรูปทรงต่างๆ ได้ง่าย  แต่ยังไม่เจอร้านที่มีท่อแบบนี้ขายใน กทม. นะครับ



ที่สวนขี้คร้านจึงใช้ท่อ PVC แบบธรรมดาเจาะรูไปก่อน  ที่พิเศษเพิ่มขึ้นมาคือก่อนจะเอาหินลงไปใส่ในร่อง  ผมให้คนงานเอาผ้าพลาสติกรองที่ก้นของร่องก่อน  จากนั้นจึงใส่หิน วางท่อ PVC และใส่หินทับจนเสมอกับแนวถนนเดิม



ถ้าจะถามว่าแล้วผมนำเอากระบวนท่า French Drain มาใช้ทำอะไรในสวนขี้คร้าน  ถ้าสังเกตุจะเห็นว่าที่ดินของสวนขี้คร้านเป็นแนวยาวในทิศเหนือใต้  โดยมีถนนสาธารณะผ่านด้านทิศเหนือของที่ดิน  ทำให้เราไม่มีทางเลี่ยงมากนักที่ต้องทำถนนในแนวเหนือใต้เช่นกัน  เมื่อฝนตกถนนที่ไม่มีพืชปกคลุมจึงทำหน้าที่เป็นทางระบายน้ำดีๆ นี้เอง  น้ำที่ไหลซึมบนถนนทำให้ถนนลื่นเป็นขี้เลน  วันไหนที่ฝนตกหนักมากๆ ผมจะเอารถเข้าออกจากสวนได้ลำบากมาก  เนื่องจากมีโอกาสที่ล้อรถจะติดหล่มขี้เลนเหล่านี้

ดังนั้นผมจึงสร้าง French Drain 4 ตำแหน่ง (แนวสีแดงในรูปด้านล่าง) ขวางถนนโดยให้ร่องด้านล่างเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไหลไปลงใน swale และสระน้ำที่อยู่ที่ระดับต่ำกว่า  French Drain จึงทำหน้าที่ 3 อย่างในสวนขี้คร้านคือ (1) เป็นร่องเบี่ยงน้ำให้ลง swale และสระน้ำเล็กด้านบน (2) ลดปริมาณน้ำที่จะซึมลงดินบนถนนด้วยการเบี่ยงน้ำไปยังระดับที่ต่ำกว่า  ทำให้ดินไม่แฉะจนเกิดหล่ม  ทำให้รถยนต์เข้าออกจากบ้านพักได้ (3) ลดการรวมตัวของน้ำที่จะกัดเซาะหน้าดินที่เปลือยเปล่าบนถนนดิน  ทำให้ชะลอการพังของถนน



ผลลัพธ์ภายหลังจากที่ทำ French Drain ที่สวนขี้คร้านดีมาก  เห็นได้ชัดจากปริมาณน้ำในร่อง swale ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน  และเมื่อผมออกไปสำรวจตอนฝนกำลังตกก็เห็นได้ชัดว่าน้ำที่กัดเซาะบนถนนลดลง  รถยนต์เข้าออกไปสะดวกขึ้น  เป็นการลงทุนที่แพงนิดหน่อยเป็นค่าแรงเหมา 4,000 บาท + ค่าหินก้อนใหญ่ 2 คันรถ (เอามาเทถนนด้วย ทำ French Drain ด้วย) + ท่อ PVC ฟรี (ใช้เศษท่อส่งน้ำของเก่าที่รื้อออกมาตอนซ่อมท่อน้ำแตก) + ผ้าพลาสติกฟรี (ใช้เศษที่เหลือจากการปูรองพื้นก่อนเทปูนพื้นบ้านทับ  เพื่อลดความชื้นจากดินที่ทำให้บ้านร้อน ถ้าลืมลองกลับไปอ่าน บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง)  แต่ผมคิดว่าคุ้มมาก

โดยสรุปเพื่อให้จำง่าย  French Drain ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศส..ก็เหมือนกับ Diversion Swale ที่ทำหน้าที่เบี่ยงน้ำ  แต่ปริมาณน้ำจะไหลได้ไม่ดีเท่า Diversion Swale แต่ก็ดูสวยงามกว่าเนื่องจากเรียบเสมอกับพื้นดินเดิม และคนสามารถเดินบนร่องได้เหมือนไม่มีร่องเบี่ยงน้ำอยู่

ปล. ผมเคยสงสัยว่าทำไมเขาไม่เอาด้านที่เจาะรูของท่อขึ้นด้านบนน้ำจะได้ไหลลงมาจากด้านบนลงในท่อได้สะดวก  ผู้รู้บอกว่าการทำแบบนั้นจะทำให้เศษดินเข้าไปในท่อได้ง่าย  ท่อจะอุดตันทำให้น้ำไหลไม่สะดวก  การที่เอารูไว้ด้านล่างน้ำจะไหลผ่านด้านบน ด้านข้างของท่อไปด้านล่างของท่อ จากนั้นค่อยๆ เอ่อขึ้นมาจากด้านล่างเข้ามาในท่อ  ตะกอนส่วนหนึ่งจะตกไปทางด้านล่างทำให้ตะกอนไหลเข้ามาสะสมในท่อน้อยกว่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 07:04:19 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน่อย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3400

-->กะซางมัน<--


« ตอบ #411 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 11:06:21 AM »

แล้วถ้ารถเหยียบ ท่อ pvc ด้านล่างมีโอกาสแตกไหม  ฮืม
ปกติแถวบ้าน หน้าฝนเอาแค่หินอย่างในรูปก้อนเล็กๆ มาโรยหน้าดินมันก็ไม่แฉะแล้วไม่ได้ขุดหรือวางท่อแต่ประการได

กระบวนท่านี้ อาจจะไช้ได้บางพื้นที่ที่ดินติดลำธาร หรือห้วย ที่ระดับน้ำใต้ติดสูงกว่าปกติ ถ้าทำก็ไห้ไหลลงห้วยหรือลำธารไปเลย




[teerapan] - ขอบคุณที่่คุณหน่อยแวะมาทักทาย  ความจริงผมทำ French Drain ทั้งหมด 5 ที่  โดยตำแหน่งที่ 5 คือถนนดินลูกรังที่ผ่านหน้าที่ดินเลย   มีรถบรรทุกวิ่งทับผ่านทุกวันท่อก็ไม่แตกครับ  ส่วนอีก 4 ตำแหน่งในที่ดินมีรถบรรทุกขนวัสดุก่อสร้างวิ่งผ่านมาประมาณ 5-6 ครั้งแล้ว ท่อก็ไม่แตกเช่นกันครับ  ถ้าจะแนะนำผมขอแนะนำให้ใช้ท่อ PVC อย่างหนา และอย่าใช้ท่อขนาดใหญ่เกินไป  ถ้ามีปริมาณน้ำที่ต้องไหลผ่านเยอะให้ใช้หลายท่อแทน   อีกอย่างหนึ่งในความเป็นจริง French Drain ทำงานได้แม้นท่อจะแตก เพราะอาศัยน้ำไหลไปตามผิวท่อแทนครับ  หรือจะทำแบบไม่ใส่ท่อก็ได้ครับแต่นำจะไหลช้ากว่า

ส่วนที่ดินผมไม่มีลำธารไหลผ่านก็ใช้ French Drain ได้สบายมาก  เพราะว่าวัตถุประสงค์ของ swale คืออัดน้ำลงดิน ไม่ใช่เก็บน้ำในร่อง  น้ำที่ไหลผ่านจาก French Drain ลง swale สุดท้ายก็จะซึมหายลงไปในดินทำให้ช่วยระบายน้ำได้ดีมากๆ เลยครับ  ส่วนเรื่องจะเอาน้ำไหลไปลงลำธารสำหรับพื้นที่แห้งแล้งอย่างสวนขี้คร้าน คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก  วัตถุประสงค์หลักที่ผมพยายามทำในช่วงนี้คือการเก็บน้ำฝนที่ตกในที่ดินให้อยู่ในที่ดินให้ได้ทุกเม็ดฝน  รวมทั้งเก็บน้ำที่ไหลทิ้งจากที่ต่างๆ รอบที่ดิน (เช่น น้ำไหลบนถนนหน้าที่ผ่านหน้าที่ดิน ) ให้ไหลกลับเข้ามาในที่ดิน  ถ้าผมเก็บน้ำไว้ในดินจนมากเกินพอ  มันก็คงจะไหลเป็นน้ำใต้ดินไปยังที่อื่นๆ เอง

ปล. ผมใช้ท่อส่งน้ำเก่าสีฟ้ามีทั้งขนาด 2" และ 3"  ไม่แน่ใจว่าเป็น class อะไร  แต่ว่าไม่ใช่ท่อเกษตรอย่างบางสีเทาๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 05:15:55 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

Never Never Never
Give-up!!
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #412 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 06:16:02 PM »

ผมนำเอา French Drain มาใช้ในสวนขี้คร้านเพื่อระบายน้ำออกจากถนนเข้าโครงสร้างดักน้ำ ทั้งที่เป็น swale และสระ  เพื่อให้น้ำซึมเข้าไปในดินจากโครงสร้างดักน้ำ  แทนที่ทำ French Drain ขวางถนนเหมือนที่ผมทำ  คุณอาจจะทำเป็นร่องระบายนำข้างๆ ถนนก็สามารถใช้ในการเบี่ยงน้ำได้เช่นกัน (ดูรูปด้านล่าง)  ทั้งนี้ขึ้นกับแนวระดับของถนน



แต่จริงๆ แล้วเราก็สามารถใช้ French Drain เป็นโครงสร้างที่ช่วยให้น้ำซึมลงในดินได้เช่นกัน โดยแทนที่เราจะให้น้ำซึมเข้าไปในหินแล้วเอ่อเข้ามาในท่อ (เพื่อให้ไหลเร็วกว่าไหลผ่านหิน)  เราอาจจะไม่ใส่ผ้าพลาสติกแบบที่ผมทำแต่ปล่อยให้น้ำที่ไหลลง French Drain ส่วนหนึ่งซึมลงดินข้างๆ French Drain ไปเลย  ตัวอย่างเช่น เราอาจจะให้น้ำที่ไหลจากหลังคาผ่านลานซิเมนต์ไปลง French Drain เพื่อไหลไปลง sunken basin ที่เราปลูกต้นไม้ไว้  ในระหว่างที่น้ำไหลใน French Drain ก็จะมีน้ำบางส่วนซึมเข้าไปในดินรอบๆ French Drain  ทำให้เราสามารถปลูกต้นไม้ตามแนวของ French Drain ได้



หรือเราอาจจะทำกลับกันคือเอาน้ำใส่ในท่อ ให้น้ำไหลออกจากท่อเข้าไปในหินของ French Drain ก่อนจะค่อยๆ ซึมลงดิน 

ถ้ายังจำทฤษฎีเรื่องน้ำที่ซึมใกล้ๆ บ้านจะทำให้โครงสร้างบ้านลดความแข็งแรงลงไป  เราจะต้องให้น้ำฝนตกห่างจากคานพื้นของบ้านออกไปอย่างน้อย 3 เมตรได้  ในรูปด้านบนมีลานซิเมนต์เป็นตัวส่งน้ำออกไปไกลจากบ้านแล้วจึงไม่ต้องกังวัลมากไม่ต้องมีรางน้ำฝนก็ได้  แต่ถ้าเราไม่มีลานซิเมนต์ก็ควรจะทำรางน้ำฝน อาจจะเก็บน้ำในถังเก็บน้ำก่อน  น้ำที่ล้นจากถังก็ควรต่อท่อส่งน้ำให้ไกลออกมาจากตัวบ้านอย่างน้อย 3 เมตร  ถ้าเราปล่อยน้ำออกจากท่อบนพื้นดินเลยก็ควรจะมีอะไรป้องกันการกัดเซาะของน้ำที่ปลายท่อ เช่น กองหิน เพื่อกระจายน้ำลดแรงกัดเซาะ  อีกทางเลือกหนึ่งคือใช้ French Drain โดยวางท่อในแนวที่ลาดให้น้ำไหลจากด้านในบ้านไกลออกมา  ในช่วงแรกที่ใกล้บ้านเราจะไม่เจาะรู  และเริ่มเจาะรูที่ระยะอย่างน้อย 3 เมตร  รอบๆ บริเวณที่เจาะรู เราก็ขุดร่องใส่หินเหมือน French Drain ทั่วไป   น้ำในท่อก็จะไหลผ่านรูที่เจาะเข้ามายังหิน และค่อยๆ ซึมลงดินรอบๆ French Drain ไปช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลออกไปยังปลายท่อ   ที่ปลายท่อก็ควรจะมีโครงสร้างดักน้ำอื่นๆ เสริมไว้เพื่่อรองรับน้ำส่วนเกิน  นอกเหนือจากน้ำฝนเราอาจจะประยุกต์ใช้เป็นการนำน้ำทิ้งจากการอาบน้ำ / ซักล้าง (Grey water) มาผ่าน French Drain เพื่อเป็นการให้น้ำกับพืชโดยใช้ Grey Water โดยไม่ต้องมีน้ำนองพื้นก็ได้ (น้ำจะซึมลงดินที่ใต้ดิน  เราจึงไม่เห็นน้ำไหลไปตามพื้นดิน  และลดการสูญเสียจากการระเหย)

บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #413 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 07:02:19 PM »

อีกหนึ่งประโยชน์ของ French Drain คือเป็นการเร่งให้น้ำซึมลงใต้ดิน  คล้ายๆ เทคนิค vertical mulch ที่เราพูดถึงไปก่อนหน้านี้  ต่างกันคือเราจะเน้นใส่วัสดุพรุน หรือหินมากกว่าจะเป็นสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ โดยเราอาจจะทำร่องเป็นแถวๆ แบบนี้



หรือจะเอาหินใส่ถุงผ้าแล้วฝังเป็นเหมือนแท่งในแนวดิ่งแบบนี้ก็ได้



โดยปกติถ้าเราใช้เครื่องจักรที่มีน้ำหนักมากไถพรวนที่ระดับความลึกไม่มากเป็นเวลานาน เช่น การทำไร่อ้อย การทำไร่มัน  ทำให้เกิดชั้นดินดานจากการบดอัดที่ระดับความลึกประมาณ 40-50 เซนติเมตร  หรือบางครั้งชั้นดินดานก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เมื่อฝนตกน้ำไหลซึมจะละลายอนุภาคของดินและแร่ธาตุให้พัดพาลงไปกับน้ำ ไปเคลือบเม็ดดิน และอุดช่องว่างของดิน ทำให้เกิดชั้นดินดานโดยธรรมชาติ   ชั้นดินดานเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการไหลซึมของน้ำในแนวดิ่ง  รากของพืชจะเจาะผ่านชั้นดินดานได้ยาก  ในฤดูฝนเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำจะซึมลงไปในดินชั้นล่างไม่ได้ เนื่องจากมีดินดานมากั้นไม่ให้น้ำไหลซึมลงไปเก็บกักในชั้นดินล่างได้ ขณะเดียวกันในหน้าแล้งดินดานจะกั้นมิให้ความชื้นที่อยู่ข้างล่างขึ้นมาถึงรากพืช ทำให้พืชขาดน้ำและตายได้

แนวคิดของการทำ French Drain ช่วยต้นไม้ของเราคือการเจาะช่องที่ทะลุชั้นดินดานลงไป แล้วเอาหินใส่เพื่อชะลอการอุดตันของช่องโดยอนุภาคของดิน  ทำให้น้ำไหลซึมลงไปใต้ดินดานได้มากขึ้นฤดูฝน  และเป็นช่องให้ความชื้นใต้ดินดานผ่านขึ้นมาเลี้ยงรากพืชในฤดูแล้ง นอกจากนั้นยังช่วยให้อากาศเข้าไปถึงรากพืชที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินได้มากขึ้น  ทำให้รากพืชแข็งแรง สามารถเจาะชั้นดินลงไปได้ดีขึ้น  ส่วนจะทำแบบไหนก็ขึ้นกับกำลัง และความจำเป็นตามสภาพของดินในพื้นที่

ปล. หากต้องทำในปริมาณมากๆ ควรจะใช้การไถระเบิดดิน (ripper) จะลงทุนต่อพื้นที่น้อยกว่า   แต่ถ้าเป็นการแก้ไขปัญหาดินอัดแน่นของต้นไม้ที่โตแล้ว  การทำ Vertical Mulch หรือ French Drain ก็จะเหมาะสมกว่าเนื่องจากเราจะใช้เครื่องจักรกลหนักอย่างรถไถไม่ได้  

ส่วนการปลูกหญ้าแฝกรอบต้นไม้เพื่อให้ช่วยเจาะชั้นดินดานก็ใช้หลักการเดียวกันกับ Vertical Mulch/French Drain  เพียงแต่จะใช้เวลานานกว่าวิธีทางกลกว่าจะเห็นผล  แต่ก็ประหยัดแรงงานในการขุดดินเนื่องจากเราจะใช้รากของแฝกช่วยเจาะดินแทน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2014, 11:44:47 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teebanbor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #414 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 08:11:13 PM »

อีกหนึ่งประโยชน์ของ French Drain คือเป็นการเร่งให้น้ำซึมลงใต้ดิน  คล้ายๆ เทคนิค vertical mulch ที่เราพูดถึงไปก่อนหน้านี้  ต่างกันคือเราจะเน้นใส่วัสดุพรุน หรือหินมากกว่าจะเป็นสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ โดยเราอาจจะทำร่องเป็นแถวๆ แบบนี้



หรือจะเอาหินใส่ถุงผ้าแล้วฝังเป็นเหมือนแท่งในแนวดิ่งแบบนี้ก็ได้



โดยปกติถ้าเราใช้เครื่องจักรที่มีน้ำหนักมากไถพรวนที่ระดับความลึกไม่มากเป็นเวลานาน เช่น การทำไร่อ้อย การทำไร่มัน  ทำให้เกิดชั้นดินดานจากการบดอัดที่ระดับความลึกประมาณ 40-50 เซนติเมตร  หรือบางครั้งชั้นดินดานก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เมื่อฝนตกน้ำไหลซึมจะละลายอนุภาคของดินและแร่ธาตุให้พัดพาลงไปกับน้ำ ไปเคลือบเม็ดดิน และอุดช่องว่างของดิน ทำให้เกิดชั้นดินดานโดยธรรมชาติ   ชั้นดินดานเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการไหลซึมของน้ำในแนวดิ่ง  รากของพืชจะเจาะผ่านชั้นดินดานได้ยาก  ในฤดูฝนเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำจะซึมลงไปในดินชั้นล่างไม่ได้ เนื่องจากมีดินดานมากั้นไม่ให้น้ำไหลซึมลงไปเก็บกักในชั้นดินล่างได้ ขณะเดียวกันในหน้าแล้งดินดานจะกั้นมิให้ความชื้นที่อยู่ข้างล่างขึ้นมาถึงรากพืช ทำให้พืชขาดน้ำและตายได้

แนวคิดของการทำ French Drain ช่วยต้นไม้ของเราคือการเจาะช่องที่ทะลุชั้นดินดานลงไป แล้วเอาหินใส่เพื่อชะลอการอุดตันของช่องโดยอนุภาคของดิน  ทำให้น้ำไหลซึมลงไปใต้ดินดานได้มากขึ้นฤดูฝน  และเป็นช่องให้ความชื้นใต้ดินดานผ่านขึ้นมาเลี้ยงรากพืชในฤดูแล้ง นอกจากนั้นยังช่วยให้อากาศเข้าไปถึงรากพืชที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินได้มากขึ้น  ทำให้รากพืชแข็งแรง สามารถเจาะชั้นดินลงไปได้ดีขึ้น  ส่วนจะทำแบบไหนก็ขึ้นกับกำลัง และความจำเป็นตามสภาพของดินในพื้นที่

ปล. หากต้องทำในปริมาณมากๆ ควรจะใช้การไถระเบิดดิน (ripper) จะลงทุนต่อพื้นที่น้อยกว่า   แต่ถ้าเป็นการแก้ไขปัญหาดินอัดแน่นของต้นไม้ที่โตแล้ว  การทำ Vertical Mulch หรือ French Drain ก็จะเหมาะสมกว่าเนื่องจากเราจะใช้เครื่องจักรกลหนักอย่างรถไถไม่ได้  

ส่วนการปลูกหญ้าแฝกรอบต้นไม้เพื่อให้ช่วยเจาะชั้นดินดานก็ใช้หลักการเดียวกันกับ Vertical Mulch/French Drain  เพียงแต่จะใช้เวลานานกว่าวิธีทางกลกว่าจะเห็นผล  แต่ก็ประหยัดแรงงานในการขุดดินเนื่องจากเราจะใช้รากของแฝกช่วยเจาะดินแทน


ชอบตอนนี้ัจัง ดินดานใกล้ตัว คงต้องพึ่งหญ้าแฝกบ้างแล้ว ชักขี้เกียจเหมือนกัน 555  ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม คิดว่าพี่ตี๋ชอบขุดซะอีก  เห็นขุดฝังขวดทุกสัปดาห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2014, 11:45:15 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ธรรมชาติ...ให้อะไรมากว่าที่เราคิด
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #415 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2013, 10:53:20 PM »

เห็นท่านอาจารย์ตั้มมาต้อมๆ มองๆ เลยถือโอกาสส่งการบ้านซะเลย  หญ้าจักรพรรดิ์ที่รดน้ำเพียง 3 ครั้งตั้งแต่ปลูก  รอดมาหลายต้นอยู่  ตอนนี้สูงประมาณ 50-60 ซม. แล้วครับ



ส่วนนี่ก็ต้นไผ่ไร่  และไผ่กิมซุงที่ไม่เคยรดน้ำให้เลยตั้งแต่จากสวนบ้านเจิดของท่านอาจารย์มา  ผมปลูกไว้ข้างๆ swale ทรมานมันด้วยการไม่รดน้ำอย่างไรก็ไม่ตายซะที (แต่เขาน่าจะได้น้ำจากความชื้นใต้ดินรอบๆ swale ตามทฤษฎี) ยังอยู่รอดท่ามกลางวัชพืชที่แห้งตายรอบๆ  แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมออกหน่อ  กำลังสงสัยว่าถ้าทรมานพวกเขาไปเรื่อยๆ จะออกเมล็ดแทนมั๊ย  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม





ส่วนต้นอื่นๆ ตามหาไม่เจอแล้ว  หวังว่าคงจะเหลือรอดชีวิตบ้าง  ถ้าหาต้นเจอจะมาส่งการบ้านที่เหลือ (โอกาสน้อย)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2013, 10:34:10 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 ... 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 [26] 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: