หน้า: 1 ... 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 [25] 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902144 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #384 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 05:38:28 PM »

9 หลักการสู่ อุตสาหกรรมพอเพียง
โดย - อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจารย์ยักษ์ได้เข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมพอเพียง กับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สรอ.) การดำเนินงานแม้จะอยู่ในขั้นตอนแรกเริ่มของการทำความรู้จักคุ้นเคยกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดูงาน เพื่อประเมินแนวทางความเป็นไปได้ว่าด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอุตสาหกรรม แต่ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของการเปิดรับ พร้อมที่จะเรียนรู้กันและกัน เพราะถ้าภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงแล้วจะเป็นพลังสำคัญยิ่งในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในบ้านเมืองนี้

 ความยากของการทำงานชิ้นนี้ คือ ฐานคิดที่ต่างกัน และการกำหนดตัวชี้วัดให้แก่สิ่งที่เป็นนามธรรม เพราะเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นให้เกิดความพอเพียงในตนเอง ด้วยฐานราก 2 ประการ คือ การมีความรู้และคุณธรรม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสิ่งสำคัญยิ่งต่อวงการธุรกิจ คือ “การมีภูมิคุ้มกัน” และจะเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนั้นๆ อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แม้โลกจะเต็มไปด้วยวิกฤติการณ์

 โครงการเสวนา-ดูงานครั้งนี้ จัดขึ้น 3 วัน วันแรกบรรยากาศเป็นไปแบบ “ฉันไม่เข้าใจเธอเลย” ซึ่งอาจารย์ยักษ์และเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงคุ้นเคยดี เพราะทุกคนต่างมีประสบการณ์เป็น “คนที่ไม่มีใครเข้าใจ” กันมาแล้วมากบ้าง น้อยบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เปิดใจทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตอบคำถามคาใจกันไปก็ทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น ถึงขนาดที่แข่งขันกันเป็นคนเพี้ยนว่าใครจะเพี้ยนกว่าใคร

 อาจารย์ยักษ์ก็ขอยอมแพ้ออกอากาศว่า ชายเพี้ยนแห่งมหาลัยคอกหมู ดูท่าไปแล้วจะเพี้ยนน้อยกว่าเหล่าบรรดาคนเพี้ยนจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมจริง เพราะถ้าจะว่าไปแล้วคนจาก สรอ.น่าจะนับได้ว่าเป็นระดับหัวกะทิของประเทศ แต่กลับให้ความสนใจอย่างจริงจังกับการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับแวดวงอุตสาหกรรม

 บรรยากาศจึงเป็นไปในรูปแบบของการเรียนรู้ร่วมกัน และอาจารย์ยักษ์เองก็ได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากการแสวนาแลกเปลี่ยนครั้งนี้ จึงลองนั่งสรุปใจความที่ได้พูดคุยกัน และสิ่งที่ได้ฟังจาก 4 ธุรกิจที่มานำเสนอแนวปฏิบัติที่ตนเองทำให้เห็นเป็นตุ๊กตาของการประยุกต์ใช้จริง จนได้ออกมาเป็น 9 หลักการสู่อุตสาหกรรมพอเพียง ถึงแม้จะยังไม่ได้เป็นบทสรุปอะไร แต่เห็นว่ามีประโยชน์ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านคอลัมน์พอแล้วรวยได้ลองร่วมกันคิดพิจารณา เพราะอาจารย์ยักษ์เชื่อว่า ความรู้เป็นเรื่องของการเจริญที่ไม่หยุดนิ่ง

 9 หลักการนั้น แบ่งออกได้เป็น 4 รู้ 3 รัก และ 2 สามัคคี ซึ่งได้ถอดมาจากพระราชดำรัสเรื่อง "รู้ รัก สามัคคี" หรือหัวใจสำคัญ 3 ประการ คือ แม่นทฤษฎี มีวิญญาณ ประสานเซียน

 การจะเข้าใจอุตสาหกรรมตนเองได้ เพื่อวางแนวทางใหม่ที่เหมาะสมจำเป็นต้องมี
 4 รู้  คือ หนึ่ง-รู้ราก สอง-รู้งาน สาม-รู้คน รู้ตน สี่-รู้โลก
 3 รัก คือ  หนึ่ง-รักคน รักองค์กร สอง-รักทรัพยากร สาม-รักอารยธรรม
 2 สามัคคี คือ หนึ่ง-สามัคคีภายใน สอง-สามัคคีภายนอก

 รวมแล้วเป็น 9 หลักการสำคัญที่องค์กรธุรกิจจะต้องทำความเข้าใจ เพื่อออกแบบองค์กรให้เป็นอุตสาหกรรมพอเพียง โดยทำทั้งในระดับองค์กร และระดับพนักงาน ส่วนจะทำอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของแต่ละอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนกันตามธรรมชาติขององค์กรในลักษณะ Heterogametic Group และนี่เองจึงเป็นความยากของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต่างจากภาคเกษตรกรรมที่มีความคล้ายคลึงกัน หรือมีลักษณะ Homogenetic Group ซึ่งเมื่อค้นหากระดุมเม็ดแรกพบ และทำต้นแบบให้เห็นก็สามารถขยายผลไปอีกหลายกลุ่ม

 ท้ายที่สุดของการประชุม มีบทสรุปหนึ่งที่ได้มาจากการแสดงความคิดเห็นของท่านหนึ่งจากเคเอสแอล กรุ๊ป คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจ คือ “คน” และการพัฒนาคนให้พึ่งตนเองได้ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมและดูแลกันไปโดยไม่ทอดทิ้งกัน คือปัจจัยสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ทุกวันนี้มีปัญหาทรัพยากรมนุษย์มากเหลือเกิน

 เขียนมาถึงตรงนี้ อาจารย์ยักษ์หวนนึกถึงวันที่ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลพิเศษที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รางวัลนั้นชื่อรางวัล “ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์”
===============================================================

จริงไหมที่ถ้าเรามี 4 รู้ 3 รัก 2 สามัคคีแล้ว เราจะสามารถเปลี่ยนฐานคิดในการออกแบบการบริหารจัดการอุตสาหกรรมสู่แนวทางการเป็นอุตสาหกรรมพอเพียงได้จริง และทำได้ในทั้ง 2 ระดับ คือทั้งระดับการบริหารงานองค์กรและระดับผู้ปฏิบัติ คือพนักงาน และมากกว่านั้น คือสามารถขยายเครือข่ายไปยังทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรผู้ผลิตอ้อยป้อนโรงงานดังที่เคยยกตัวอย่างให้เห็นแล้ว

 4 รู้ นั้น แตกออกได้เป็น หนึ่ง-รู้ราก สอง-รู้งาน สาม-รู้คน รู้ตน สี่-รู้โลก

 หนึ่งรู้ราก : รู้รากหมายถึง รู้ความเป็นมาของเรา หรือเรียนรู้ประวัติศาสตร์ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนอีก คือ ข้างใน และข้างนอก ประวัติศาสตร์ข้างใน คือรู้ว่าธุรกิจของเรามีความเป็นมาอย่างไร แรกเริ่มเดิมทีผู้สร้างธุรกิจนี้ขึ้นมา มีความตั้งใจอย่างไร เส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้มีพัฒนาการอย่างไร พบอุปสรรคอะไรบ้าง

 รู้รากประการที่สอง คือ รู้รากเหง้าความเป็นมาของบ้านเกิด เมืองนอน ของเรา รู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่อุตสาหกรรมเราตั้งอยู่ ซึ่งเชื่อมโยงกับคนโดยรอบ สัมพันธ์กับวิถีชีวิตประจำวัน เป็นรากฐานของอารยธรรมและวัฒนธรรมของเรา

 การรู้รากนี้สำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ไขปัญหาปัจจุบันไม่อาจบรรลุเป้าหมาย เพราะไม่รู้รากเหง้า ไม่เข้าใจวิถีชีวิต ไม่เข้าใจนิเวศวัฒนธรรม ไม่เข้าใจอารยธรรมของตะวันออกที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เป็นวัฒนธรรม “ทำมาหากิน” ที่ต่างกับวัฒนธรรม “ทำมาหาเก็บ” ของตะวันตก

 รากอีกด้านที่จำเป็นต้องรู้ คือ ราก “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยทุกคน เป็นทฤษฎีที่มาจากการที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศมาเป็นเวลานับสิบๆ ปี พระองค์ได้เสด็จไปในท้องถิ่นทุรกันดาร ในวันที่สิ่งซึ่งเข้าใจว่าเป็น “ความเจริญ” ยังเข้าไปไม่ถึง ได้ทอดพระเนตรเห็นการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตเมื่อความเป็น “สมัยใหม่” เข้ามาปะทะกับวิถีชีวิตแต่เดิมของไทย ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงเห็นความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดจากการเบนเข็มประเทศสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม ทั้งที่รากเหง้าของภูมิประเทศเกิดจากที่ราบลุ่มแม่น้ำสามสาย คือ สาละวิน เจ้าพระยา และโขง เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมสำหรับผลิตผลิตผลการเกษตร

 อาจารย์ยักษ์ขอใช้โอกาสนี้ ชักชวนให้ทุกคนลองตีความพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ดูอีกสักครั้ง
 “...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง...

 ...ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกล ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริงอาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่า เป็นเศรษฐกิจการค้าไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหราแต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้...


 จากกระแสพระราชดำรัส จะเห็นว่าพระองค์ได้ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า ...แต่ประเทศมีบุญว่าผลิตให้พอเพียงได้... อุตสาหกรรมที่นำไปประยุกต์ใช้จึงนำไปใช้ในการพัฒนาบุคลากร พนักงานองค์กร ครอบครัวพนักงาน ชุมชน ผู้ผลิตวัตถุดิบเพื่อป้อนอุตสาหกรรม โดยองค์กรธุรกิจช่วยให้เขาเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสนับสนุนให้เกิดความพออยู่ พอกินในชีวิตประจำวันโดยมีอุตสาหกรรมทำหน้าที่ผลักดันและสนับสนุน อุตสาหกรรมที่จะทำเช่นนี้ได้ ย่อมต้องยึดมั่นในหัวใจสำคัญ คือ “ขาดทุนคือกำไร” หรือ Our Loss is Our Gain อีกหนึ่งแนวคิดที่พระราชทานให้กับคนไทย ...และเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมพอเพียง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2013, 11:47:48 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #385 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 05:39:58 PM »

สองรู้งาน นั้น ก็หมายถึงว่า ต้องรู้จักงานที่ตัวเองทำให้หมดทุกด้าน ตลอดทั้งสายการผลิตและความเชื่อมโยงกับกลุ่มคนต่างๆ รวมไปถึงการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบ และที่มาของวัตถุดิบที่ผลิตขึ้นจากผู้ผลิตรายอื่นๆ ซึ่งโดยทั่วไปความรู้ด้านนี้เป็นความรู้ที่ธุรกิจและองค์กรต่างๆ มักทราบดีอยู่แล้ว แต่อาจลองมองในมุมอื่นๆ ดูบ้าง หรือหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของของเสียจากโรงงาน ซึ่งบางครั้งสามารถนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกที่เรามองข้ามไป หรือที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เพราะเทคโนโลยีที่สูงขึ้น

 สามรู้คน รู้ตน อาจารย์ยักษ์เน้นเสมอให้ “มองกลับเข้าไปข้างใน” คือ ให้ทำความรู้จักกับ “คน” ในองค์กร คนในความหมายของมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์กันด้วยความรู้สึก มีชีวิต มีจิตใจและจิตวิญญาณ ไม่ใช่ในฐานะของ “ทรัพยากรบุคคล” ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสายพานการผลิต เมื่อมองคนให้เห็นเป็น “มนุษย์” ก็จะเห็นชีวิตมากมายที่เกี่ยวพันกัน มองเห็นถึงครอบครัวของเขา ซึ่งอาจจะเป็นคนในชุมชนโดยรอบโรงงาน เห็นความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต ความอัตคัดแร้นแค้นตลอดจนหนี้สิน เห็นไปถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิต ความคิด ความเชื่อ ซึ่งอาจารย์ยักษ์อยากให้ลองถามตัวเองดูว่า สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการทำงานใช่หรือไม่ ถ้าใช่ทำไมเราจึงไม่เคยมองเห็น ทำไมเราจึงละเลยและเลือกที่จะทำให้มนุษย์เป็นเพียงแค่กำลังการผลิตในช่วง 8 ชั่วโมงการทำงานเท่านั้น

 หากเรามองเห็นคุณค่าของคนในฐานะมนุษย์ เราก็จะมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาเหล่านั้น บางครั้งอาจไม่ใช่เป็นศักยภาพที่เพียงแค่ทำให้เกิดกำลังการผลิต แต่เป็นศักยภาพที่ทำให้ชีวิตนี้น่าอยู่ เช่น ความสามารถทางการเพาะปลูก ที่มีอยู่เป็นพื้นฐานของคนไทยเรา ซึ่งนำมาใช้กับการปรับปรุงพื้นที่ในโรงงานให้เกิดแปลงผักสวนครัว ให้เป็นพื้นที่ส่วนรวม สร้างให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆ ในองค์กรกลายเป็นการสานความสัมพันธ์ และได้ผลผลิตปลอดสารพิษมาสู่ครัวรวมของพนักงาน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยให้พนักงานได้ออกกำลังกาย เพิ่มคุณภาพชีวิต ลดภาระค่ารักษาพยาบาล ลดวันหยุด วันลา สะท้อนกลับเป็นคุณภาพการทำงานและบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร

 เมื่อมองเห็นคนแล้วก็ต้องมองเห็น “ตน” ตนในที่นี้หมายถึงองค์กร ซึ่งเป็นพลวัต มีชีวิต มีความเคลื่อนไหวที่เกิดจากชีวิตของผู้คนที่มาอยู่รวมกัน หากเราได้ทำความเข้าใจตัวตนของเขาไปจนถึงครอบครัวของคนที่รวมกันเป็นองค์กร เราก็จะเข้าใจชีวิตและวัฒนธรรมขององค์กรของเรา และออกแบบองค์กรพอเพียงให้เหมาะสมกับตัวเรา

 สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามองกลับเข้าไปข้างใน ในสิ่งที่เรามีและ “ระเบิดจากข้างใน” กลายเป็นองค์กรที่โดดเด่น มีอัตลักษณ์ และมีคุณค่าทั้งต่อตน และต่อโลก

 รู้ ประการที่สี่ คือ รู้โลก รู้โลกนี้แบ่งออกได้เป็นหลายระดับ คล้ายดั่งวงกลมที่ล้อมรอบองค์กรเป็นชั้นๆ ชั้นในสุด คือ ชุมชน ถัดมาคือ ประเทศ ภูมิภาค และโลก เราต้องรู้ว่าโลกภายนอกมีผลกระทบต่อธุรกิจ หรือองค์กรของเราอย่างไร และเรามีผลกระทบต่อโลกอย่างไร ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามระดับ ต้องมองให้เห็นทั้งในเชิงรูปธรรม และนามธรรม เช่น วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ ตลอดจน กฎ กติกา เงื่อนไขการค้า มาตรฐานอุตสาหกรรม ข้อตกลงระหว่างประเทศ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเทรนด์ของโลก

  ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องของการ “รู้” ซึ่งจะเห็นได้ว่า เพียงเงื่อนไขความรู้ประการเดียวนี้ก็เป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องทำความเข้าใจหลายด้าน แต่อาจารย์ยักษ์ย้ำชัดๆ ว่า จำเป็นอย่างยิ่ง เหมือนโบราณว่า ต้อง “รู้เขา รู้เรา รู้สถานการณ์ รู้ฟ้าดิน” จึงจะรบชนะ

คุณธรรมสำคัญ ที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “รัก” คือ ความเพียร ความอุตสาหะ มุมานะ เพราะ “รัก” ที่จะทำสิ่งนั้นจริงๆ คำรักนี้จึงมีความหมายยิ่งใหญ่ และเป็นแรงผลักดันให้เราทำอย่างสุดตัว สุดใจ แม้ใครจะว่าบ้าก็ยอม หรือแม้จะรู้ว่าเราคิดต่างจากคนอื่นๆ แต่เมื่อคิดแล้ว เห็นแล้ว ก็ทุ่มเททำเต็มที่ เหมือนอย่างที่อาจารย์ยักษ์บอกอยู่เสมอว่า “เพราะรักจึงอยากให้คุณรู้” การทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดจากความรักที่มากมายและแผ่ขยายไปยังทุกคน ทุกส่วนอย่างไม่มีข้อจำกัด คำว่า “รัก” นี้จึงเพียงพอที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จในการทำงานทุกประการ

 3 รัก ในที่นี้ คือ 1.รักคน รักองค์กร  2.รักทรัพยากร 3.รักอารยธรรม เป็น 3 รักที่เพียงพอต่อการนำไปสู่การปฏิบัติการออกแบบองค์กรเพื่อความพอเพียง จากฐานความรู้ทั้ง 4 ที่มีอยู่แล้ว แต่การจะออกแบบองค์กรใดๆ นั้น เป็นเรื่องที่มีความแตกต่างไปตามแต่ละองค์กร

 อาจารย์ยักษ์จะขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ คือ ชุมพรคาบาน่ารีสอร์ท อุตสาหกรรมการบริการที่เคยประสบวิกฤติจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตก วริสร รักษ์พันธุ์ เจ้าของจึงตัดสินใจลองเดินตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงโดยศึกษาหาความรู้ในหลายๆ ด้าน

 เมื่อมีความรู้ขณะเดียวกันก็ มีความรัก ทั้งรักในคนในองค์กร แม้ว่าจะต้องเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้เลือกทางที่จะลอยแพพนักงาน กลับเลือกที่จะกอดคอกันไป จากนั้นวริสรจึงเริ่มออกแบบองค์กรใหม่ โดยตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อให้อยู่รอด ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคีของพนักงาน ตรงนี้จะเป็นหนึ่งใน 2 สามัคคี คือสามัคคีภายใน

 ความสามัคคีตัวนี้ทำให้เกิดความร่วมกันคิด ร่วมกันทำหาทางรอดไปด้วยกัน เกิด “ตลาดอุ้มชู” โดยพนักงาน เพื่อพนักงาน ซึ่งเป็นผลจากการส่งพนักงานไปอบรมเศรษฐกิจพอเพียง แล้วกลับมาเริ่มกระบวนการพึ่งตนเอง โดยทำน้ำยาอเนกประสงค์ใช้เองในโรงแรม ขยายผลไปยังครอบครัวพนักงานโดยส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัว จากนั้นนำมาจำหน่ายให้แก่โรงแรมเกิดเป็นตลาดชุมชน โดยวริสรก็ให้ราคาที่เป็นธรรม จึงรอดทั้งคน รอดทั้งองค์กร

 เมื่อเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม เกิดความเข้าใจ ก็เกิดสำนึกรักอารยธรรมของท้องถิ่นตนเอง เห็นว่าข้าวเหลืองปะทิวพันธุ์ข้าวพื้นเมืองกำลังจะสูญพันธุ์ จึงสนับสนุนให้ชุมชนปลูกข้าวเหลืองปะทิว และนำข้าวนั้นมาให้บริการแขกในโรงแรม

 สุดท้ายด้วยความรักที่อยากให้คุณรู้ จึงตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแบบ เรียนไป เล่นไป ก็เกิดเป็นศูนย์เพลินขึ้น โดยมาจากคำว่า Play + Learn จัดอบรมเศรษฐกิจพอเพียง

 ทั้งหมดนี้เกิดจากการมองเข้าไปข้างใน ด้วยหัวใจสำคัญ คือ เข้าใจความหมายของ Our Loss is Our Gain และมีความรักที่เต็มเปี่ยมพร้อมเผื่อแผ่อย่างไม่จำกัด...เพราะพอเพียง จึงมีเหลือ พอเผื่อแผ่และแบ่งปัน

 ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงจะยั่งยืนและส่งผลในระดับประเทศได้ ต้องอาศัยความสามัคคี ชุมพรคาบาน่าฝ่าวิกฤติได้ด้วยสามัคคีภายในที่พร้อมจับมือกันต้านวิกฤติ เดินหน้าสู่ความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับภายนอก เป็นการจับมือกันเป็นเครือข่าย “จากภูผาสู่มหานที” เชื่อมโยงกันจากต้นน้ำพะโต๊ะสู่ปลายน้ำที่เกาะพิทักษ์  เชื่อมโยงทั้งการท่องเที่ยวและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำพะโต๊ะ

 จนวันนี้ วริสร รักษ์พันธุ์ ยังไม่หยุดเผื่อแผ่ความรัก แต่เดินทางไปจับมือกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเลย สร้างเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวต้นน้ำ 4 จังหวัด Green cycle route (เลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย) ตั้งใจจะช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์คน อนุรักษ์สัตว์ อนุรักษ์ลุ่มน้ำ โดยจะปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างในพื้นที่โรงแรมทุกแห่งเพื่อคืนกลับความสมบูรณ์ให้ต้นน้ำ

 อุตสาหกรรมพอเพียงที่เข้าใจตนเองจริงๆ และเข้าใจหลักการทั้งเก้า จึงสามารถปฏิวัติตนเองเพื่อปฏิวัติโลกได้ดุจสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา

"อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู"


ขอบคุณบทความดีๆ จากคอลัมน์ "พอแล้วรวย" โดย อ.ยักษ์ ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2013, 06:17:51 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #386 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 06:14:12 PM »

วิจัยแบบไหนไม่ขึ้นหิ้ง
โดย - อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู

เมื่อกล่าวถึงงานวิจัย หลายคนพอได้ยินก็ส่ายหัว เพราะรู้กันดีอยู่ว่าการจะทำงานวิจัยให้ได้ผลในเชิงปฏิบัตินั้นยาก แสนยาก ไหนจะต้องมีเงื่อนไขมากมาย ทั้งความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มากมาย แต่อาจารย์ยักษ์อยากเสนอแนะแนวทางการวิจัยที่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และที่สำคัญผู้ปฏิบัตินั้นมีส่วนร่วมกับงานวิจัยนั้นด้วย

งานวิจัยที่อาจารย์ยักษ์เห็นว่าเป็นแนวทางที่ควรจะเป็นของงานวิจัยทางสังคมในปัจจุบัน และไม่ถูกนำไปเก็บไว้ขึ้นหิ้ง คือ งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อค้นหายุทธศาสตร์ในการปรับตัว หรือตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า “PAR (Participatory Action Research) for Crisis Adaptation Strategy” ซึ่งเป็นงานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือของนักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย กับชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วในมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ

กรอบแนวคิดของการวิจัยนั้นมาจากการที่มหาวิทยาลัยควรจะได้มีหน้าที่ในการค้นหาคำตอบ โดยอาศัยเครื่องมือคืองานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยมองถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมในหลายๆ ด้านที่จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ซึ่งมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ โดยจะต้องหยิบเอาประเด็นที่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนสิ่งแวดล้อม เช่น เมื่อจีนเทเงินลงมาแสนล้านดอลลาห์ ก็หมายถึงสามสิบกว่าล้านล้านบาท จะไหลเข้ามาในพื้นที่ จะมีผลกระทบอะไรบ้าง ทั้งทางบวกและทางลบ ก็จะต้องหยิบยกประเด็น หรือ issue เหล่านี้ขึ้นมาเป็นหัวข้อการวิจัย โดยเอาวางร้อยเรียงกัน ให้ครบทั้งมิติ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ความมั่นคงด้านอาหาร

โดยมีมิติที่สำคัญ 2-3 ด้าน คือ มิติที่เกิดจากภูมิอากาศของโลกแปรปรวน ผู้คนในสังคมจะต้องปรับตัวอย่างไร (Climate Change Adaptation) มิติด้านสังคม (Social Change Adaptation) และมีติด้านเศรษฐกิจ (Economic Change Adaptation) ทั้ง 3 ด้านนี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงและรุนแรงต่อสังคม จะต้องมีงานวิจัยออกมาบอกกับคนทั้งภูมิภาคนี้ว่า คุณจะอยู่ไม่ได้ถ้าคุณไม่ปรับตัว แม้กระทั่งในระดับมหาวิทยาลัยเอง

มหาวิทยาลัยก็จะต้องตระหนักว่า มหาวิทยาลัยจะได้รับผลกระทบไหมหากเกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หากมีมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ ลงมาเปิดสาขาในประเทศ ในพื้นที่ใกล้เคียง สอนและให้ความรู้ด้วยวิชาที่ปรับเปลี่ยนให้ทันกับยุคสมัย ด้วยภาษาที่เป็นสากล แล้วมหาวิทยาลัยในพื้นที่ หรือมหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะอยู่ได้อย่างไร

แน่นอนว่า มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีเครือข่ายกับต่างประเทศ เขาก็ปรับตัวได้ เอาตัวรอดได้ แต่มหาวิทยาลัยที่ไม่มีเครือข่าย หรือไม่สามารถปรับตัวได้จะอยู่ได้อย่างไร มหาวิทยาลัยต้องตระหนักว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้จะสอนวิชาอะไร ที่สามารถผลิตบัณฑิตที่เมื่อจบมาแล้วเหมาะสมกับความจำเป็นในอนาคต

ทั้งนี้หมายถึงความจำเป็น ที่มีความหมายถึง need  ไม่ใช่ want ที่แปลได้ว่าความต้องการตลาดอย่างที่เป็นอยู่นี้ และหนทางเดียวที่มหาวิทยาลัยจะรู้ว่าตัวเองจะต้องปรับตัวอย่างไร ก็คือ การทำงานวิจัยที่สามารถชี้นำได้ นำไปกำหนดยุทธศาสตร์ได้ ปรับลงสู่การปฏิบัติได้ เป็นหนึ่งในแนวทางการปรับตัวของมหาวิทยาลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยเองรอดได้ ปรับตัวได้เช่นกัน

ทว่า หากมหาวิทยาลัยจะไม่ปรับตัว จะสอนวิชาเดิมๆ วิทยาลัยต่างๆ ก็จะสอนวิชาเดิม ครูที่สอนอยู่ในภูมิภาคทั้งหมด กี่ร้อยกี่พันโรงเรียนก็ไม่ยอมปรับตัว ถ้าเป็นแบบนี้ อาจารย์ยักษ์มองไม่เห็นเลยว่าเราจะรอดจากความเปลี่ยนแปลงที่ห้ามไม่ได้นี้ได้อย่างไร แต่หากยอมที่จะเหนื่อย ยอมที่จะฮึด เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง

อาจารย์ยักษ์ก็ฟันธงว่ามีทางรอด และรอดได้อย่างภาคภูมิใจแน่นอน!

อาจารย์ยักษ์ขอเสนอคำว่า...Socio-Economic Change Adaptation… หากพยายามอ่านออกเสียงให้พอเหมาะสมก็จะคล้ายกับรายการสอนภาษาไทยที่ยาวนาน และติดหูคนไทย ที่จริงแล้วอาจารย์ยักษ์ก็ต้องการเสนอคำที่ว่านั้นจริงๆ ไม่ได้เพียงแค่ล้อเล่น แล้วก็ต้องการให้ติดหูเหมือนกัน เพราะ “Socio-Economic Change Adaptation” หรือการปรับตัวในภาวะความเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจ-สังคม เป็นเรื่องใหญ่ และจำเป็นต้องให้ความสำคัญ และการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นั้น ก็จะต้องไม่เป็นแค่เพียงการทำไปเพื่อ “ศึกษา-หาความรู้” แต่จะต้องเป็นการศึกษา วิจัยเพื่อนำไปปฏิบัติ

หมดยุคแล้วที่เราจะทำงานวิจัยเพียงเพื่อสนองกิเลสของตน แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้งานวิจัยนั้นมีคุณค่าต่อสังคม หรือใช้ภาษาอังกฤษโก้ๆ ว่า “Don't let our learning lead to Knowledge, Let it lead to Action.” อย่าให้การเรียนรู้ของเรานั้นทำให้เกิดเพียงความรู้ แต่ต้องเรียนรู้เพื่อนำลงสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โลกไม่มีเวลาเหลือพอแล้วสำหรับทุกผู้คน

งานวิจัยจึงจำเป็นต้องทำเพื่อตอบคำถามสำคัญของสังคม ในเชิงปฏิบัติให้ได้ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นงานวิจัย หมดยุคสมัยงานวิจัยเด็กเล่น งานวิจัยขึ้นหิ้งแล้ว ต้องมาร่วมทำงานวิจัยผลกระทบ และทางออกของสังคมให้ชัดเจน และทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน จับกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นและผลกระทบของแต่ละพื้นที่ ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ ตั้งอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดสึนามิขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบอะไรขึ้นกับเมืองไทย ?

นักวิจัยก็ต้องรู้ว่า ผลกระทบจากการเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น จะกระเทือนถึงมิติใดบ้าง กระเทือนถึงคน กระเทือนถึงราคาน้ำมัน กระเทือนถึงเศรษฐกิจ กระเทือนถึงการย้ายถิ่นฐานของนักลงทุนญี่ปุ่น ก็ใครจะอยากอยู่ในพื้นที่ซึ่งเสี่ยงอันตราย เขาก็เฮละโลมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย แล้วที่ไหนที่ปลอดภัย ก็คือเมืองไทยของเรานี่แหละ ทั้งคนจีนก็เข้ามา คนญี่ปุ่นก็เข้ามา คนจากประเทศต่างๆ พากันเข้ามาอยู่ในเมืองไทย แล้วคนไทยจะปรับตัวยังไง ยิ่งเจอกับคนที่มีความขยัน ฉลาด มีวินัย อย่างจีนกับญี่ปุ่น คนไทยยังจะนั่งสบายอยู่อีกหรือ...แล้วเราจะอยู่ได้หรือ นี่แหละคือผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

อาจารย์ยักษ์ขอท้าให้คนที่ไม่เชื่อทั้งหลาย ลองไปดูแถวภาคตะวันออกของไทย ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไล่ไปฉะเชิงเทรา ชลบุรี ไประยอง จะเห็นการอพยพเข้ามาของคนจีน และคนญี่ปุ่นจำนวนมาก เพราะเขาชอบภูมิภาคนี้กันมากภูมิภาคที่เรียกว่า Eastern Seaboard นี่ไง เห็นไหมว่าเราจะต้องเจอกับผลกระทบทั้งบวกและลบชัดเจน

ข้อมูลเหล่านี้แหละที่นักวิจัยจะต้องศึกษาในมิติของสังคม มิติของเศรษฐกิจการค้า การลงทุน มิติด้านภาษี มิติของกฎหมาย มิติของอาหาร งานวิจัยที่จะต้องทำจึงมีเป็นร้อย เป็นพันเรื่อง พอวิจัยได้แล้ว ก็ต้องเอาข้อมูลเหล่านี้แพร่ลงสู่ประชาชนให้เร็วที่สุด ไม่ใช่ได้ผลวิจัยแล้วโยนขึ้นหิ้ง แต่ต้องเอาลงมาแพร่ให้แก่ประชาชนได้รู้ จากนั้นต้องทำต่อ พัฒนาต่อ หายุทธศาสตร์ในการรับมือ และทางออกของการอยู่ร่วมกัน ทำร่วมกับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

เราจำเป็นที่จะต้องมีงานวิจัยจำนวนมาก ในทุกด้าน แล้วต้องทำเป็นชุดๆ กำหนดระยะเวลาไว้ 9 ปี ทำเป็นระยะสั้น ชุดละ 3 ปี ทำ 3 ชุด จากนั้นบอกกับประชาชนว่า หนึ่งปี สองปี สามปีต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรต่อประชาชนบ้าง นี่คือ งานวิจัยที่จำเป็นต่อสังคม ที่เรียกว่า Action Research ไม่ใช่ว่ามานั่งแอบเขียนกันอยู่ในห้อง อยู่ในมหาวิทยาลัย ใช้ข้อมูลเก่า เอกสารเก่า ไม่มีทางจะได้งานวิจัยที่ชี้นำกำหนดอนาคตประเทศได้

ถึงเวลาแล้วที่สถาบันการศึกษา จะได้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของภาคประชาชน โดยใช้สิ่งที่เป็นจุดเด่น เป็นข้อได้เปรียบ เป็นหัวใจของการศึกษา คืองานด้านวิชาการ ใช้ศาสตร์แห่งการวิจัยมาทำงานเชิงรุกร่วมกับประชาชน เพื่อค้นหายุทธศาสตร์การปรับตัวในภาวะที่สังคมเรากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับวัน เวลาของการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งก็คือคำว่า Socio-Economic Change Adaptation ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง  

อาจารย์ยักษ์เล่าถึงแนวทางการวิจัยแบบที่ไม่ขึ้นหิ้ง เพราะเชื่อว่า นี่คือสิ่งสำคัญ และเป็นความเป็นความตายของผู้คนในสังคม จึงให้ความสำคัญและใช้พื้นที่คอลัมน์พอแล้วรวย ผ่าน คม ชัด ลึก บอกเล่าถึงผู้คนที่มีอำนาจหน้าที่และมีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดเห็นร่วมกัน ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นอาจารย์ยักษ์คงไม่สามารถไปบังคับได้ แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า แม้วันนี้จะยังคงสุขสบายอยู่ ยังคงมีรายรับประจำทุกเดือนจากรัฐบาล

หากลองมองดูความเป็นจริงของภาครัฐ ก็จะเห็นว่าภาครัฐเองก็กำลังจะแย่ เหมือนพ่อที่กำลังถังแตกอยู่ แต่สิ้นเดือนพ่อก็ต้องหาเงิน ควักเงินมาใส่กระเป๋าให้ลูก ลูกเองก็ไม่ได้เอะใจ ไม่ได้ตระหนักว่าพ่อกำลังสูบเลือดตัวเองให้ลูกกิน เพราะคิดแต่ว่า พ่อแม่รวย จะทำอะไรก็ได้ จะเสพสุขอย่างไรก็ได้ แล้วเมื่อวันหนึ่งที่ความจริงปรากฏ พ่อมาร้องไห้ต่อหน้าลูก หรือไม่มีเงินให้ลูกอีกแล้ว ครอบครัวนี้จะเป็นอย่างไร

ในฐานะของสถาบันการศึกษา ด้วยบทบาทของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ทั้ง 40 มหาวิทยาลัย จะต้องตระหนักถึงบทบาท 4 ประการ คือหนึ่ง จะต้องสอน ต้องสร้างคนขึ้นมาใหม่ หาความรู้ขึ้นมาใหม่ ปั้นคนขึ้นมา ปั้นนักวิจัยขึ้นมาทำงานบริการ และจะต้องไม่เพียงแค่สอนในขอบเขตรั้วของตัวเองเท่านั้น แต่จะต้องเอื้อมมือไปจับกับระดับจังหวัด

เช่นมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ได้ไปเซ็นเอ็มโอยูไว้กับผู้ว่าราชการจังหวัด 3 จังหวัดคือนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยจะต้องตระหนักว่าจะทำอะไรที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ สิ่งใดที่เป็นศิลปะ วัฒนธรรมดีๆ เช่น อารยธรรมการผลิต อารยธรรมลุ่มน้ำ จะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ รักษาไว้ในสิ่งที่เป็นอารยธรรม ไม่ใช่หายนะธรรม

หากทำเช่นนี้ได้ในพื้นที่ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ โลกจึงจะไม่ขาดอาหาร เราจะต้องสร้างความมั่นคงทางอาหารขึ้นมา ต้องธำรงรักษาวัฒนธรรมชาวนาที่เป็นความมั่นคงทางด้านการผลิตเอาไว้ให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ หรือประเด็นวัฒนธรรมด้านภาษา เป็นเรื่องที่ดีงาม เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำไมไม่วางแผนรักษาเอาไว้ ความหมายของวัฒนธรรม มันมีความลึกซึ้งมาก เป็นทั้งวิธีคิด และวิถีชีวิต หรือฝรั่งเรียกว่า  Way of thinking,  Way of life วัฒนธรรมคือชีวิต คือจิตวิญญาณ ที่วิ่งพล่านอยู่ในสายเลือด ไม่ใช่มีความหมายเพียงแต่เต้นกำ รำเคียว

วัฒนธรรมของเราเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ เช่น วัฒนธรรมการเดินเรือ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความชาญฉลาด การแข่งเรือที่เห็นเป็นเพียงแค่ประเพณี แท้จริงแล้วแฝงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และจิตใจที่จะต้องรักษาแม่น้ำคูคลองเอาไว้ให้สะอาด เพราะหากไม่มีแม่น้ำสะอาดจะแข่งเรือได้อย่างไร ดังนั้น มีการแข่งเรือได้ ก็แปลว่าต้องรักษาแม่น้ำลำคลอง จึงจะมีสนามแข่งเรือ

นอกจากนั้น คูคลองยังเอาไว้ขนส่ง เอาไว้ทำอะไรต่ออะไร ที่มีประโยชน์มากมาย ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จึงยิ่งต้องกล้า อาจหาญ ลุกขึ้นสู้ ใส่องค์ความรู้ลงไป ปลุกระดมคนทั้งลุ่มน้ำ ให้ผูกพันกับสายน้ำ ต้องชักชวนกันมาถอยหลังเข้าคลอง เพราะในทะเลมีพายุใหญ่ หากพากันออกทะเลไปก็จะยิ่งสูญเสีย จำเป็นต้องถอยหลังเข้าคลอง

งานวิจัยทางสังคมศาสตร์ ไม่ใช่วิจัยแล้วต้องไปปลูกต้นไม้อย่างเดียว ไม่ใช่มีความหมายเพียงแค่นั้น ต้องวิเคราะห์ถึงผลกระทบระดับโลก การค้าเสรี การเกิดสงครามในประเทศผลิตน้ำมัน น้ำมันราคาสูงขึ้น ส่งผลกระทบอะไรกับมหาวิทยาลัย ส่งผลกระทบอะไรกับหลักสูตรที่สอนอยู่ หากเชื่อมโยงไม่ได้ยังคงสอนไปตามเดิม ผลกระทบจะถึงลูกถึงหลาน

เมื่อถึงวันนั้นจะคิดอ่านปรับตัวก็คงไม่ทัน ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ในวันนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองไปข้างหน้า และผลิตงานวิจัยหาองค์ความรู้ นำมาพัฒนาหลักสูตร ผลิตบัณฑิตไปดักหน้าอนาคต เป็นเสาหลักของแผ่นดินให้ได้ เมื่อทำดังนี้ได้ มหาวิทยาลัยก็จะรอดด้วย ไม่เช่นนั้น ทั้งประเทศก็จะจมอยู่กับอวิชชา ก็ล่มจมกันทั้งมิถิลา ตั้งแต่คนรักษาช้าง คนรักษาม้า ไปจนถึงอุปราช โดยเฉพาะเหล่าอำมาตย์

แต่เมื่อเหตุการณ์วันนี้แสดงความจำเป็น อาจารย์ยักษ์ก็เชื่อว่า หากแม้นมิถิลาเองยังไม่สิ้นคนดี สยามประเทศก็น่าจะมีคนหาญกล้าลุกขึ้นมานำพาประเทศด้วยคบไฟแห่งปัญญาเช่นกัน

"อาจารย์ยักษ์ มหา’ ลัยคอกหมู"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 05:50:07 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
kwanbanna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753


« ตอบ #387 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 06:20:45 PM »

ฟันธง !!  ระบบราชการไทย ทำไม่ได้หรอก ระบบอย่างอาจารย์ยักษ์ว่าน่ะ...
องคาพยพมันใหญ่ ต้วมเตี้ยมเกิ๊น...
ปัจเจกเกษตรกรนี่แหละทำได้ รอด... ฟันธง !!  (จากหมอแขก  แฮ่..  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม)


[teerapan] - เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ  พี่หมอแขก (ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม) ผมถึงต้องเปิดห้องทดลองเอาผลงานวิจัยมาปฏิบัติแบบมั่วๆ เองยังงัยล่ะ  การทดลองด้วยการปฏิบัติก็น่าจะถือเป็นการวิจัยแบบหนึ่งนะครับ ยิ้ม ยิ้ม

คนเพี้ยน ณ สวนขี้คร้าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 30, 2013, 09:53:52 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
yangna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1179


« ตอบ #388 เมื่อ: มกราคม 30, 2013, 06:35:48 PM »

เห็นคุณธีรพันธุ์ ชอบทดลอง  เลยมาบอก เผื่ออยากทดลอง

วันก่อนดูรายการทางช่อง tpbs เขาบอกว่าถ้าจะปลูกต้นไม้ในดินทรายที่แห้งแล้งให้เอาปลาที่ตายแล้วแต่ยังไม่ได้ทำอะไรนะ (หมายถึงว่ายังไม่ทอด หรือนึ่ง ย่าง เผา) มาไว้ที่ก้นหลุม 2 ตัวแล้วปลูกต้นไม้หนะ  ไม่รู้จะ ok. รึเปล่านะค่ะ  

อันนี้คนอินเดียแดงสอนคนอเมริกาปลูกต้นไม้หนะ  ตอนนั้นคนอเมริกาล่องเรือมาหาอาณาจักรใหม่หนะ แล้วเอาเมล็ดต้นอะไรไม่รู้มาปลูกด้วย แต่เห็นเขาขุดหลุมไม่ลึกนะค่ะ  แค่พอปลูกต้นกล้าได้ก็แค่นั้นเอง

 ยิ้มเท่ห์ ยิงฟันยิ้ม ยิ้ม

[teerapan] - เรื่องน่าสนใจดีนะครับ. ผมว่ต้องทดลองเลี้ยงปลาให้รอดก่อน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 30, 2013, 11:09:46 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
หน่อย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3400

-->กะซางมัน<--


« ตอบ #389 เมื่อ: มกราคม 30, 2013, 10:40:14 PM »

เข้ามาอ่านค่ะ

จิงๆแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เกี่ยบเรื่องการวิจัย
แต่ว่าเรื่องพัฒนานี่มันก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างหนึ่งที่มีการนำความคิดใหม่เข้าสู่ระบบสังคม เพื่อทำให้มีรายได้ต่อหัวและระดับการดำรงชีวิตที่สูงขึ้น โดยอาศัยกรรมวิธีความคิดที่ทันสมัยกว่า และการจัดระเบียบองค์การทางสังคมที่ดีกว่า ซึ่งการพัฒนาคือการทำให้ความเป็นอยู่ของคนในสังคมดีขึ้น

ซึ่งสิ่งที่ต้องทำ คือต้องถ่ายทอด องค์ประกอบที่ ขาดหายไป จากสิ่งที่พัฒนาแล้ว ไห้แก่ สิ่งที่ยังไม่พัฒนา

หรือเปล่าเพราะยาวมากอ่านไม่หมด  ยิงฟันยิ้ม


[Teerapan]- การวิจัย คือ กระบวนการคิด แล้วทำอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาองค์ความรู้ใหม่ หรือพิสูจน์ความรู้เดิม

นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้ อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับ ในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการที่ใช้ในการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล

ดังนั้นพวกเราทุกคนก็เป็นนักวิจัยได้แบบที่หมอแขก ฟันธงไว้ครับ และพวกเราก็รู้ดีกันแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ขาดหายไป

ส่วนประเด็นของอ.ยักษ์ ก็อยากจะให้มุ่งเน้นในงานวิจัยที่เน้นการเอาผลวิจัยมาแก้ไขปัญญาในปัจจุบัน มากกว่าวิจัยในเรื่องที่ผู้วิจัยมีความพึงพอใจที่จะศึกษาโดยไม่ได้มีส่วนมาช่วยแก้ไขปัญหาที่เรากำลังเผชิญกันอยู่


หน่อยว่ามันน่าสนใจมากค่ะ
แต่หน่อยว่าที่ยากที่จะแก้ไข คือความสัมพันธ์ในลักษณะเอารัดเอาเปรียบหรือในลักษณะแสวงหาผลประโยชน์ระหว่างประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วและประเทศด้อยพัฒนาที่ยากจน เป็นสาเหตุสำคัญของความด้อยพัฒนา ยิ่งกว่านี้การพัฒนาไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามแนวทางของตะวันตกที่เน้นความเจริญทางด้านวัตถุ แต่น่าจะเน้นด้านจิตใจ


[teerapan] - ประเด็นน่าสนใจครับ  งานวิจัยที่ อ.ยักษ์ กล่าวถึงมีทั้งด้านวัตถุและจิตใจครับ แต่สิ่งที่เน้นคือเราจะรอให้เขามาถ่ายทอดทำไม ทำไมเราไม่หัดค้นหาข้อมูลเอง พัฒนาเทคโนโลยีของเราเอง จะได้ไม่เป็นเบี้ยล่างประเทศที่พัฒนาแล้วแบบที่คุณหน่อยกล่าวถึง พวกเราทุกคนที่ยังมีสมองปกติสามารถเป็นนักวิจัยได้ ว่าแล้วผมก็ยิ่งเพี้ยนๆ อยู่หวังว่าคงพอกล้อมแกล้มเป็นกับเขาได้นะ ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 05:48:30 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

Never Never Never
Give-up!!
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #390 เมื่อ: มกราคม 31, 2013, 11:43:53 AM »

เข้ามาคุยด้วยคน  หมอแขก ก็ฟันธงไปแล้ว  เราจะฟันอะไรดี

อาจารย์ยักษ์  นับเป็นยอดคนคนหนึ่งเลย   แต่ ก็มีหลายคน ฟัง แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ฟัง แล้วรับเอาไปทำตาม  
จริงด้วยเน๊าะ วัตถุต้องพัฒนาไปพร้อมจิตใจ  แต่ปัจจุบัน มันพัฒนาวัตถุมากหน่อย  จิตใจน้อยหน่อย  มันก็เลยวุ่น

ก็วุ่นอยู่กับเรื่องวัตถุนั่นแหละ ทีนี้วัตถุมันก็คือทรัพย์ที่ยึดถือเอาได้  จับต้องได้    มันก็เลยแสวงหาแต่วัตถุกัน
ก็กลายเป็นแสวงหาทรัพย์   ทีนี้ใครๆก็แสวงหาทรัพย์กัน  มันก็ยิ่งวุ่นไหญ่  บางทีไม่รู้จะแสวงหามาทำไม แต่ก็
บอกว่า แสวงหามาไว้ก่อน  แล้วค่อยว่ากัน  จนมากมายบางคนขนาดดูแลไม่ไหว  ทีนี้ทรัพย์มันเลยไปกองอยู่กับคนไม่กี่คน  
คนส่วนใหญ่เลยถูกดูดทรัพย์ไปหมด

ก็เลยยิ่งวุ่นใหญ่   กลายเป็นความรวย( วัตถุ) กับความจน(วัตถุ) กลายเป็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคม  ก็เลยวุ่นอยู่ทุกวันนี้
ตอนนี้ถ้ามีอาจารย์ยักษ์ 100 คน  จะเอาอยู่หรือเปล่า  ก็ไม่แน่ใจ


เอ้า..ชักไปกันใหญ่   ไม่รู้เข้าเรื่องกับเขาหรือเปล่า ..พอก่อนครับ  ใครๆเขาหาว่าผมดูเพี้ยนๆ  ก็ไม่รู้จริงอย่างเขาว่าหรือเปล่า  

[teerapan] - การเปลี่ยนแปลงคนอื่นเป็นเรื่องโลกแตก  สิ่งที่แน่นนอนกว่าคือการเปลี่ยนแปลงตนเอง  สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแส บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ดีขึ้น บางเรื่องก็แย่ลง แรงคนเพียงหยิบมือมิอาจต้านกระแสสังคมได้  สิ่งสำคัญคือพวกเราต้องหัด “ยืนหยัดให้มั่นคง” นิ่ง อยู่บนหลักการและความเชื่อที่แข็งแรงและถูกต้อง แข็งแรงที่สุด (แม้นว่าจะถูกหาว่าเพี้ยน) เราจึงจะมั่นคงและก็ “ทวนกระแส” โดยธรรมชาติอยู่แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2013, 01:40:45 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #391 เมื่อ: มกราคม 31, 2013, 11:48:22 AM »

    สวัสดีค่ะท่านศิษย์พี่จอมยุทธธี....

    คือสุสงสัยว่าอย่างสุนี่..คุณภาพชีวิตพัฒนาขึ้นหรือพัฒนาลงอ่ะ..เมื่อก่อนเป็นลูกจ้างเค้า เดือนนึงก็หลายหมื่นอยู่..
    ตอนนี้มาอยู่บ้านปลูกป่า ปลูกอะไรตามเรื่องตามราว เดือนก่อนขายกล้วยหินได้พันกว่าบาท เก็บมะขาวเปรี้ยวร่วงๆต้นที่คุณพ่อปลูกไว้
    เอามาทำมะขามเปียกไปขายแม่ค้าแกงได้มาพันสี่รัอยกว่าบาท ค่ามะพร้าวตอนี้ลูกละเจ็ดบาท หักค่าใช้จายแล้วเหลือถึงมือลูกล่ะห้าบาท
    เก๊บอยู่ประมาณเดือนล่ะสองพันกว่าลูก บางช่วงมะพร้าวราคาตกเหลือถึงมือแค่ลูกล่ะบาท สรุปรายได้ลดลงมากกก..

    รายจ่ายตอนนี้หลักๆคือค่าเน็ต.แปดร้อย น้ำมันรถพันนิดๆ กรณีที่ไม่ออกนอกพื้นที่ ค่าอาหารกับค่าไฟราวเจ็ดแปดพัน..
    สรุปคร่าวๆ..จะมีเงินเหลือแค่ส่งค่าประกันชีวิตปีล่ะสามหมื่น แต่ถ้าช่วงไหนมะพร้าวราคาดีลูกล่ะสิบกว่าบาทช่วงนั้นก็มีเงินเก็บเยอะหน่อย...

    สิ่งที่ได้กลับคืนมาจากการกลับมาอยู่บ้าน อากาศที่ดีไร้มลพิษแบบเมืองใหญ่ มีเวลาต่อวันมากกว่าเดิมมาก(เดิมเสียเวลาอยู่ในรถวันล่ะหลายชั่วโมง)
    สุขภาพดีขึันทั้งร่างกายและจิตใจ ได้เจอหน้าคุณแม่ทุกวันอันนี้ประเมิณค่าไม่ได้ และสิ่งสำคัญไค้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ควรจะเป็น ..

    เมื่อวานเห็นตาลุงเลี้ยงวัวเดินปักเบ็ดแถวชายห้วยแกถามสุว่า ในสวนมะพร้าวมีกระเพรามั้ย เดี๋ยวจะต้มยำปลาช่อนมาให้...
    สุว่า...เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กยักษืใหญ๋ในญี่ปุ่น ยังมีความสุขสู้ตาลุงไม่ได้เลย...ตอนนี้ต่อให้ขึ้นเงินเดิอนให้สุอีกเท่าตัว ยังไม่ทำเลยจริ๊ง.ไม่ได้โม้...

[teerapan] - "พัฒนาขึ้น" หรือ "พัฒนาลง" เป็นการวัดเปรียบเทียบในเชิงสัมพัทธ์ บางครั้งมันไม่ได้สำคัญว่าเราเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน แต่สำคัญว่าเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนมากกว่า สิ่งที่ต้องหาคำตอบให้ชัดเจนคือ "อะไรเป็นเป้าหมายในชีวิตของเรา"  เป้าหมายของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ไม่มีคำตอบที่ตายตัว การตั้งเป้าหมายชีวิตบางอย่างก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ โดยเฉพาะเป้าหมายที่อยู่นอกวัฏจักรแห่งอิทธิพล (Circle of Influence) ที่เราสามารถมีส่วนในการทำให้เป็นจริงได้ (เช่น การตั้งเป้าหมายมีเงินเก็บ 1 พันล้านบาท เป็นต้น) นอกจากนั้นทุกวันนี้มนุษย์เราดำเนินชีวิตแบบวิ่งตามคุณค่าเทียม คุณค่าเทียมก็หมายถึงว่า คุณค่าเคลือบแฝง คุณค่าจอมปลอม คุณค่าที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเอาการตลาดมาประชาสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น
- คุณค่าที่แท้ของรถยนต์คือเป็นพาหนะ คุณค่าเทียมของมันคือ แสดงถึงอัครฐานทางการเงินสะท้อนถึงรสนิยม
- คุณค่าแท้ของนาฬิกาคือบอกเวลา คุณค่าเทียมคือแบรนด์เนม รสนิยม วิไล ทันสมัย
- คุณค่าแท้ของเสื้อผ้าคือปกปิดอวัยวะไม่ให้เกิดความละอาย เข้าสังคมได้ ถูกกาลเทศะ แต่คุณค่าเทียมของมันคือถ้าเป็นเวอร์ซาเช่ก็ถือว่าอินเทรนด์ใช่ไหมล่ะ ถ้าเป็นแบรนด์เนมระดับโลกก็จะถือว่าตัวเองเป็นบุคคลระดับเวิรลด์คลาส รสนิยมดีมีอัครฐานทางการเงิน

เพราะฉะนั้น ถ้าเราวิ่งตามคุณค่าเทียม มนุษย์เราหาเงินเท่าไรก็ไม่พอ ! ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ปรัชญาในการดำเนินชีวิตต้องหันกลับมาดำเนินชีวิตด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบคุณค่าแท้... นั่นคือเวลาจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องถามตัวเองว่า "สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่" อย่าถามตัวเองว่า "สิ่งนี้ทันสมัยหรือไม่"  ถ้าเราถามว่าทันสมัยหรือไม่ เราจะวิ่งไม่จบไม่สิ้น เพราะคนที่วิ่งตามความอยาก ตามกระแสของทุนนิยม บริโภคที่เน้นการยั่วให้อยากแล้วกระตุ้นให้ซื้อ เปรียบเสมือนคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล เติมไปจนตายทะเลก็ไม่เต็ม

แต่คนที่ดำเนินชีวิตด้วยวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ เปรียบเสมือนคนที่ไปว่ายน้ำในทะเล พอชื่นใจแล้วก็เดินขึ้นมา ใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบ ร่มเย็น เป็น สุข ดังนั้น เราจะเลือกเป็นคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล หรือจะเป็นคนที่ว่ายอยู่ในทะเลให้พอชุ่มเย็นแล้วขึ้นมาแล้วดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติ

ดังนั้นเราหัดคิดที่จะต้งเป้าหมายชีวิตที่คุณค่าแท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม เราไม่ควรตั้งเป้าหมายประเภท "มั่ง มี ศรี สุข" (เช่น ต้องมีเงิน 1 พันล้าน) แต่ควรจะเป็นประเภท "อยู่ เย็น เป็น สุข"  เพราะว่าบางครั้งคุณค่าเทียมก็ใช่ว่าจะทำให้เราได้รับคุณค่าแท้เสมอไป  เช่น ได้เงิน 1 พันล้านตามเป้าหมาย แต่ชีวิตครอบครัวแย่มาก หย่ากับคู่ชีวิต ลูกๆ ติดยาเสพติดเพราะเราไม่มีเวลาดูแล มีผู้คนสาบแช่งเนื่องจากเราไปเอารัดเอาเปรียบเขาจนรวย  เงินจึงอาจจะไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตที่เป็นสุขได้เสมอไป

กลับที่คำถามของน้องสุ  ผมคงจะต้องถามกลับว่าวิถีชีวิตใหม่ที่มีเงินเดือนน้อยกว่าเดิมแล้วน้องสุ "อยู่ เย็น เป็น สุข" เพิ่มขึ้นหรือไม่  ถ้าใช่ก็คงต้องเรียกว่า "พัฒนาขึ้น" เพราะทำให้เราใกล้เป้าหมายในชีวิตมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งคุณค่าเทียมเสมอไป  มีโอกาสได้ทำงานในอุดมการณ์ของชีวิตของเรา เข้าทำนอง "ยอมเป็นหยกแหลกลาน ไม่ขอเป็นกระเบื้องสมบูรณ์" ถ้าเป็น อ.ยักษ์ คงบอกว่า "พอแล้วรวย" ไม่ใช่ "รวยแล้วพอ"

...แต่..ถ้าไม่ใช่..สิ่งที่ทำอยู่ไม่ทำให้น้องสุเป็นสุขมากขึ้น หรือ ทำไปแล้วเดือดร้อนมากๆ ก็แสดงว่าเราอาจจะกำลังเดินมาผิดทาง  หรือจากขวาสุด อาจจะมาซ้ายสุดมากไป ไม่ได้อยู่บนความพอเหมาะพอดี  อย่างนี้ก็ต้องมาปรับกันบ้าง เลือกเดินทางสายกลาง ผมไม่ได้บอกว่ามีรายได้เยอะไม่ดี  ในชีวิตปัจจุบันเราก็ต้องมีรายได้ที่ไม่น้อยจนเดือดร้อนแสนสาหัส แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องขายชีวิต ขายวิญาณเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เยอะๆ สุดท้ายรายได้ก็เป็นเพียงคุณค่าเทียม  การอยู่อย่างเป็นสุขในชีวิตต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง  สุดท้ายหวังว่าน้องสุคงหาเส้นทางที่พอเพียงกับเป้าหมายในชีวิตของตนเองได้แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 05:45:06 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3967


« ตอบ #392 เมื่อ: มกราคม 31, 2013, 05:36:41 PM »

สวัสดีท่านธีรพันธ์และทุกท่านครับ

พูดไม่ออกบอกไม่ถูกในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ซึ่่งมองได้ 2 แบบ
1.โลกแห่งความจริง มนุษย์ได้ถูกกำหนดมาพร้อม พืช สัตว์ ซึ่่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมี่ความคล้ายคลึงกัน
เช่น กินอยู่ หลับนอน แล้วก็ดำรงเผ่าพันธุ์มิให้สูญสลาย
2.โลกแห่งความมายา มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ์กว่าสัตว์ทั้งหลาย ได้สร้างสรรค์ เติมแต่ง เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก
ซึ่งสัตว์ชนิดอื่่นกระทำไม่ได้เหมือนมนุษย์ ผมว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมายา แล้วเกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งโดยลืม
นึกถึงโลกแห่งความจริง อาจจะนึกได้แต่หยุดไม่ได้ ยิ่งสร้างสรรค์ยิ่งทำลาย จนกว่าโลกใบนี้จะแตกเป็นเสียงๆ

 ผมคิดว่ามนุษย์เรามิได้โง่เขลา แต่ทำไมจึงมัวเมาโลกแห่งมายา ท้าทายธรรมชาติตัดไม้ทำลายป่ากันทุกวัน
หลงวัตถุนิยม มอมเมากันเอง ข่มเหงผู้ด้อยโอกาส เป็นทาสของเงินตรา นำพาไปสู่จุดหายนะบนแผ่นดินและโลก
ถ้ายังไม่หวนคิดคำนึงถึงหลักความเป็นจริงของธรรมชาติ ถ้าไม่หยุดวางระเบิดให้ตัวเอง...ขอโทษครับถ้าแรงไป

[teerapan] -  อายจัง อายจัง อายจัง คิดเหมือนกันเลยครับ  เมื่อวานนี้ผมพยายามอธิบายให้ที่บ้านฟังเรื่องนี้จากมุมมองของเด็กวิศวะ  ถ้าอ่านเรื่องต่อไปนี้ไม่เข้าใจก็อย่าแปลกใจเพราะว่ามันเป็นเรื่องคณิตศาสตร์

ในปัญหาทางคณิตศาสตร์บางอย่างเราสามารถแก้ไขโจทย์โดยการ map ข้ามจากคณิตศาสตร์ปกติไปยังโดเมนใหม่ที่ไม่มีอยู่จริง (ขอเรียกว่าโดเมนมายา)  แล้วแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการแก้ไขปัญหาตามปกติ  จากนั้นจึงแปลงกลับจากโดเมนมายากลับมาโลกปกติ 

ตัวอย่างเช่น คนที่เรียนวิชาไฟฟ้าตอน ม.ปลาย มาบ้างคงจะได้เรียนเรื่องไฟฟ้ากระแสสลับ  และเวลาที่เรามีกระแสสลับที่มีจุดเริ่มต้นไม่เท่ากันส่วนต่างจะเรียกว่าเฟส  การเอาไฟฟ้าที่มีเฟสต่างๆ กันมารวมกันเพื่อคำนวนรูปแบบของกระแสสลับใหม่จะทำได้ยาก วิธีการแก้ปัญหาคือเราจะแปลงรูปแบบไฟฟ้าที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามแกนเวลาไปยัง Laplace Domain และแทนที่ปริมาณความสูงต่ำ และเฟสของกระแสไฟฟ้าสลับด้วยตัวเลขเชิงซ้อน (complex number) จากนั้นเราก็จะคำนวนค่าต่างๆ โดยใช้ complex number ซึ่งมีทั้งแกนจริง และแกนจินตนาการ  เมื่อคำนวนได้ค่าออกมาก็ทำ Laplace Transform จาก Laplace Domain กลับมาเป็นรูปกระแสไฟฟ้าสลับใหม่อีกครั้ง 

ฮ่าๆๆๆ ... อ่านมาถึงตรงนี้ไม่เข้าใจไม่ต้องกลัว  ผมแค่จะเปรียบเทียบว่ามนุษย์อยู่ในโลกของความเป็นจริงที่มี "ข้าวปลาอาหาร และปัจจัย 4" เป็นหลัก  แต่เราก็สร้างโดเมนจินตนาการ (โลกมายา) หลายอย่าง เช่น เงิน ความโก้หรู เกีตรติยศ ฯลฯ  เราสามารถแปลงกลับไปกลับมาระหว่างโลกของความเป็นจริง และโลกมายาได้  เช่น ผมเอาอาหารไปแลกมาเป็นเครื่องประดับเพื่อเป็นเครื่องแสดงสถานะ  และผมสามารถเอาเครื่องประดับไปจำนำมาเป็นเงิน เอาเงินมาซื้ออาหารได้ใหม่  ด้วยวิธีการแบบนี้เราสามารถสะสมของได้มากกว่าที่ธรรมชาติจะอำนวยได้ เช่น ถ้าผมเก็บอาหารไว้มากเกินกินไม่นานก็จะเน่าเสีย  แต่ถ้าผมแปลงไปเป็นเงินก็จะสามารถเก็บไว้ได้ตลอดไปตราบที่คนยังให้คุณค่าของเงิน (คนยังหลงในโลกมายา) ผลทำให้ผมสามารถสะสมอาหารในรูปแบบของเงินได้มากกว่าที่ธรรมชาติจะอำนวย  นอกจากนั้นผมยังสามารถทำบางอย่างที่ปกติแล้วผมทำไม่ได้ในโลกของความเป็นจริงคือผมสามาถเอาของในโลกมายามาทำให้เกิดของในโลกมายาได้มากขึ้นไปอีก  เช่น ผมสามารถเอาเงินไปทำให้งอกออกมาเป็นเงิน  ผมสามารถแปลงศิลปะมาเป็นเงิน ผมการสามารถขายการเคลื่อนไหวของกระแสอิเลคตรอนขึ้นๆ ลงๆ (ที่เขาเรียกกันว่าข้อมูลอิเลคทรอนิคส์) มาเป็นเงิน เป็นต้น

นานๆ ไปผมก็เริ่มหลงว่าของในโลกมายาเป็นของจริง ผมจึงอาจจะอยากเก็บของในโลกมายา (เช่น เงิน) ให้มากขึ้นไปอีก  ถ้ามาเอาของในโลกมายามาแปลงเป็นของในโลกมายาไม่เป็น ผมก็จะเริ่มผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าที่ผมจะสามารถบริโภคได้  เพราะผมสามารถเก็บของในโลกมายา (เงิน) ได้ไม่จำกัด (เนื่องจากไม่เน่าเปื่อยเหมือนอาหาร) เมื่อทุกๆ คนคิดเหมือนผม เราก็จะยิ่งเร่งการผลาญทรัพยากรธรรมชาติให้มากกว่าที่ปกติพวกเราทุกคนในโลกจำเป็นต้องใช้  เมื่อถึงวิกฤตจุดหนึ่งที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงมนุษย์จริงๆ ก็จะถึงวันล่มสลายของโลกมายา  เพราะถึงเวลานั้นมีเงินก็จะหาซื้อของในโลกของความเป็นจริงไม่ได้  คำถามคือ...เราจะรอให้ถึงวันนั้นหรอ...

บ่นไปมากๆ..ก็ชักจะเริ่มเชื่อแล้วว่าเราก็เพี้ยนจริงๆ ที่เอาเรื่องกระแสไฟฟ้ามาเป็นสัจธรรมชีวิตได้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 09:40:42 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #393 เมื่อ: มกราคม 31, 2013, 06:29:03 PM »

สวัสดีท่านธีรพันธ์และทุกท่านครับ

พูดไม่ออกบอกไม่ถูกในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ซึ่่งมองได้ 2 แบบ
1.โลกแห่งความจริง มนุษย์ได้ถูกกำหนดมาพร้อม พืช สัตว์ ซึ่่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมี่ความคล้ายคลึงกัน
เช่น กินอยู่ หลับนอน แล้วก็ดำรงเผ่าพันธุ์มิให้สูญสลาย
2.โลกแห่งความมายา มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ์กว่าสัตว์ทั้งหลาย ได้สร้างสรรค์ เติมแต่ง เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก
ซึ่งสัตว์ชนิดอื่่นกระทำไม่ได้เหมือนมนุษย์ ผมว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมายา แล้วเกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งโดยลืม
นึกถึงโลกแห่งความจริง อาจจะนึกได้แต่หยุดไม่ได้ ยิ่งสร้างสรรค์ยิ่งทำลาย จนกว่าโลกใบนี้จะแตกเป็นเสียงๆ

 ผมคิดว่ามนุษย์เรามิได้โง่เขลา แต่ทำไมจึงมัวเมาโลกแห่งมายา ท้าทายธรรมชาติตัดไม้ทำลายป่ากันทุกวัน
หลงวัตถุนิยม มอมเมากันเอง ข่มเหงผู้ด้อยโอกาส เป็นทาสของเงินตรา นำพาไปสู่จุดหายนะบนแผ่นดินและโลก
ถ้ายังไม่หวนคิดคำนึงถึงหลักความเป็นจริงของธรรมชาติ ถ้าไม่หยุดวางระเบิดให้ตัวเอง...ขอโทษครับถ้าแรงไป


ทุกอย่างที่มนุษย์พึงมี สุดท้ายจะนำพาไปสู่สงครามนิวเคลียร์  ยังไงก็หนีไม่พ้น เพราะมนุษย์ มีความโลภ ซึ่งทรัพยากรบนโลกตามไม่ทัน จึงต้องเกิด ผู้ล่า และผู้ปกป้อง ประเทศไหนก็อยากมี นิวเคลียร์ เพราะหมายถึง เราจะปกป้องจากประเทศรุกรานได้ คุณกด กูกด
อะไรประมาณนี้

[teerapan] - สวัสดีครับพี่แว่น โชคยังดีที่มนุษย์มีมันสมอง จึงสามารถจินตนาการได้ว่าถ้าฉันทำแบบนี้ เดี๋ยวเขาก็จะทำแบบนั้น  ต่างคนต่างรู้ว่าถ้าตนเองกดปุ่มยิงระเบิดก่อน อีกฝั่งหนึ่งก็จะทำเช่นกัน สุดท้ายเสียหายทั้งสองฝ่าย ก็เลยเป็นเกมของการสะสมระเบิดเอาไว้ขู่กันไปมา  เราจึงเรียกว่า "สงครามเย็น" ถ้าโชคร้ายหน่อยก็เจอคนโง่ ยิงระเบิดออกมาจริงๆ ก็จะเสียหายเยอะหน่อย ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แต่วันนี้ฝ่ายหนึ่งของขั้วอำนาจก็เกิดปัญหาถังแตก ไม่มีปัญญาจะรักษาขั้วของอำนาจไว้ได้  บางประเทศจึงทำตัวเป็นจิ๊กโก๋ขยายจากคุมซอยเข้ามาคุมโลกแทน  อ้างสิทธิอันชอบธรรมต่างๆ ขนอาวุธนิวเคียร์ใส่เรือดำน้ำไปจ่อประเทศเขาแล้วก็ยกทัพเข้าไปรุกรานด้วยคำอ้างต่างๆ สุดท้ายก็เพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่เรียกว่า "น้ำมัน" วันนี้สงครามในโลกมายา (สงครามเศรษฐกิจ) กำลังเข้ามทำลายสมดุลของสงครามในโลกของความเป็นจริง บางประเทศกำลังเข้าปล้นประเทศอื่นๆ โดยอ้างสิทธิอันชอบธรรมต่างๆ ส่วนพวกเราก็ได้แต่เป็นผู้ชมนั่งทำตาปริบๆ เพราะก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บ่นไปวันๆ   ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2013, 09:31:00 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 596



« ตอบ #394 เมื่อ: มกราคม 31, 2013, 06:58:24 PM »

    สวัสดีค่ะท่านศิษย์พี่จอมยุทธธี....

    คือสุสงสัยว่าอย่างสุนี่..คุณภาพชีวิตพัฒนาขึ้นหรือพัฒนาลงอ่ะ..เมื่อก่อนเป็นลูกจ้างเค้า เดือนนึงก็หลายหมื่นอยู่..
    ตอนนี้มาอยู่บ้านปลูกป่า ปลูกอะไรตามเรื่องตามราว เดือนก่อนขายกล้วยหินได้พันกว่าบาท เก็บมะขาวเปรี้ยวร่วงๆต้นที่คุณพ่อปลูกไว้
    เอามาทำมะขามเปียกไปขายแม่ค้าแกงได้มาพันสี่รัอยกว่าบาท ค่ามะพร้าวตอนี้ลูกละเจ็ดบาท หักค่าใช้จายแล้วเหลือถึงมือลูกล่ะห้าบาท
    เก๊บอยู่ประมาณเดือนล่ะสองพันกว่าลูก บางช่วงมะพร้าวราคาตกเหลือถึงมือแค่ลูกล่ะบาท สรุปรายได้ลดลงมากกก..

    รายจ่ายตอนนี้หลักๆคือค่าเน็ต.แปดร้อย น้ำมันรถพันนิดๆ กรณีที่ไม่ออกนอกพื้นที่ ค่าอาหารกับค่าไฟราวเจ็ดแปดพัน..
    สรุปคร่าวๆ..จะมีเงินเหลือแค่ส่งค่าประกันชีวิตปีล่ะสามหมื่น แต่ถ้าช่วงไหนมะพร้าวราคาดีลูกล่ะสิบกว่าบาทช่วงนั้นก็มีเงินเก็บเยอะหน่อย...

    สิ่งที่ได้กลับคืนมาจากการกลับมาอยู่บ้าน อากาศที่ดีไร้มลพิษแบบเมืองใหญ่ มีเวลาต่อวันมากกว่าเดิมมาก(เดิมเสียเวลาอยู่ในรถวันล่ะหลายชั่วโมง)
    สุขภาพดีขึันทั้งร่างกายและจิตใจ ได้เจอหน้าคุณแม่ทุกวันอันนี้ประเมิณค่าไม่ได้ และสิ่งสำคัญไค้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ควรจะเป็น ..

    เมื่อวานเห็นตาลุงเลี้ยงวัวเดินปักเบ็ดแถวชายห้วยแกถามสุว่า ในสวนมะพร้าวมีกระเพรามั้ย เดี๋ยวจะต้มยำปลาช่อนมาให้...
    สุว่า...เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กยักษืใหญ๋ในญี่ปุ่น ยังมีความสุขสู้ตาลุงไม่ได้เลย...ตอนนี้ต่อให้ขึ้นเงินเดิอนให้สุอีกเท่าตัว ยังไม่ทำเลยจริ๊ง.ไม่ได้โม้...

[teerapan] - "พัฒนาขึ้น" หรือ "พัฒนาลง" เป็นการวัดเปรียบเทียบในเชิงสัมพัทธ์ บางครั้งมันไม่ได้สำคัญว่าเราเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน แต่สำคัญว่าเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนมากกว่า สิ่งที่ต้องหาคำตอบให้ชัดเจนคือ "อะไรเป็นเป้าหมายในชีวิตของเรา"  เป้าหมายของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ไม่มีคำตอบที่ตายตัว การตั้งเป้าหมายชีวิตบางอย่างก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ โดยเฉพาะเป้าหมายที่อยู่นอกวัฏจักรแห่งอิทธิพล (Circle of Influence) ที่เราสามารถมีส่วนในการทำให้เป็นจริงได้ (เช่น การตั้งเป้าหมายมีเงินเก็บ 1 พันล้านบาท เป็นต้น) นอกจากนั้นทุกวันนี้มนุษย์เราดำเนินชีวิตแบบวิ่งตามคุณค่าเทียม คุณค่าเทียมก็หมายถึงว่า คุณค่าเคลือบแฝง คุณค่าจอมปลอม คุณค่าที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเอาการตลาดมาประชาสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น
- คุณค่าที่แท้ของรถยนต์คือเป็นพาหนะ คุณค่าเทียมของมันคือ แสดงถึงอัครฐานทางการเงินสะท้อนถึงรสนิยม
- คุณค่าแท้ของนาฬิกาคือบอกเวลา คุณค่าเทียมคือแบรนด์เนม รสนิยม วิไล ทันสมัย
- คุณค่าแท้ของเสื้อผ้าคือปกปิดอวัยวะไม่ให้เกิดความละอาย เข้าสังคมได้ ถูกกาลเทศะ แต่คุณค่าเทียมของมันคือถ้าเป็นเวอร์ซาเช่ก็ถือว่าอินเทรนด์ใช่ไหมล่ะ ถ้าเป็นแบรนด์เนมระดับโลกก็จะถือว่าตัวเองเป็นบุคคลระดับเวิรลด์คลาส รสนิยมดีมีอัครฐานทางการเงิน

เพราะฉะนั้น ถ้าเราวิ่งตามคุณค่าเทียม มนุษย์เราหาเงินเท่าไรก็ไม่พอ ! ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ปรัชญาในการดำเนินชีวิตต้องหันกลับมาดำเนินชีวิตด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบคุณค่าแท้... นั่นคือเวลาจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องถามตัวเองว่า "สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่" อย่าถามตัวเองว่า "สิ่งนี้ทันสมัยหรือไม่"  ถ้าเราถามว่าทันสมัยหรือไม่ เราจะวิ่งไม่จบไม่สิ้น เพราะคนที่วิ่งตามความอยาก ตามกระแสของทุนนิยม บริโภคที่เน้นการยั่วให้อยากแล้วกระตุ้นให้ซื้อ เปรียบเสมือนคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล เติมไปจนตายทะเลก็ไม่เต็ม

แต่คนที่ดำเนินชีวิตด้วยวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ เปรียบเสมือนคนที่ไปว่ายน้ำในทะเล พอชื่นใจแล้วก็เดินขึ้นมา ใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบ ร่มเย็น เป็น สุข ดังนั้น เราจะเลือกเป็นคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล หรือจะเป็นคนที่ว่ายอยู่ในทะเลให้พอชุ่มเย็นแล้วขึ้นมาแล้วดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติ

ดังนั้นเราหัดคิดที่จะต้งเป้าหมายชีวิตที่คุณค่าแท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม เราไม่ควรตั้งเป้าหมายประเภท "มั่ง มี ศรี สุข" (เช่น ต้องมีเงิน 1 พันล้าน) แต่ควรจะเป็นประเภท "อยู่ เย็น เป็น สุข"  เพราะว่าบางครั้งคุณค่าเทียมก็ใช่ว่าจะทำให้เราได้รับคุณค่าแท้เสมอไป  เช่น ได้เงิน 1 พันล้านตามเป้าหมาย แต่ชีวิตครอบครัวแย่มาก หย่ากับคู่ชีวิต ลูกๆ ติดยาเสพติดเพราะเราไม่มีเวลาดูแล มีผู้คนสาบแช่งเนื่องจากเราไปเอารัดเอาเปรียบเขาจนรวย  เงินจึงอาจจะไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตที่เป็นสุขได้เสมอไป

กลับที่คำถามของน้องสุ  ผมคงจะต้องถามกลับว่าวิถีชีวิตใหม่ที่มีเงินเดือนน้อยกว่าเดิมแล้วน้องสุ "อยู่ เย็น เป็น สุข" เพิ่มขึ้นหรือไม่  ถ้าใช่ก็คงต้องเรียกว่า "พัฒนาขึ้น" เพราะทำให้เราใกล้เป้าหมายในชีวิตมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งคุณค่าเทียมเสมอไป  มีโอกาสได้ทำงานในอุดมการณ์ของชีวิตของเรา เข้าทำนอง "ยอมเป็นหยกแหลกลาน ไม่ขอเป็นกระเบื้องสมบูรณ์" ถ้าเป็น อ.ยักษ์ คงบอกว่า "พอแล้วรวย" ไม่ใช่ "รวยแล้วพอ"

...แต่..ถ้าไม่ใช่..สิ่งที่ทำอยู่ไม่ทำให้น้องสุเป็นสุขมากขึ้น หรือ ทำไปแล้วเดือดร้อนมากๆ ก็แสดงว่าเราอาจจะกำลังเดินมาผิดทาง  หรือจากขวาสุด อาจจะมาซ้ายสุดมากไป ไม่ได้อยู่บนความพอเหมาะพอดี  อย่างนี้ก็ต้องมาปรับกันบ้าง เลือกเดินทางสายกลาง ผมไม่ได้บอกว่ามีรายได้เยอะไม่ดี  ในชีวิตปัจจุบันเราก็ต้องมีรายได้ที่ไม่น้อยจนเดือดร้อนแสนสาหัส แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องขายชีวิต ขายวิญาณเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เยอะๆ สุดท้ายรายได้ก็เป็นเพียงคุณค่าเทียม  การอยู่อย่างเป็นสุขในชีวิตต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง  สุดท้ายหวังว่าน้องสุคงหาเส้นทางที่พอเพียงกับเป้าหมายในชีวิตของตนเองได้แล้ว


สวัสดีครับ  ชอบการโต้ตอบที่ประเทืองปัญญาแบบนี้จัง  ช่วยเตือนให้มีสติ  รู้สึกตัวมากขึ้นเพราะว่าแต่ละวันจะถูกยั่วยวนจากสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อสารทันสมัยมากมายให้หลงไหลในความเชื่อว่าการมีทรัพย์มาก  ดูโก้หรู  มีเกียรติ  มีหน้ามีตาในสังคมแล้วดีไปหมด  ไม่พยายามมองให้ลึกลงไปว่าเบื้องหลังกว่าจะได้มาหรือเป็นนั้นคืออะไร  ทำดีหรือทำร้าย หรือเหนื่อยยากเกินจำเป็นอย่างไรบ้าง แต่ละคนต้องพยายามเก็บออมหรือกอบโกยถ้ามีโอกาสอย่างสุดกำลัง  รู้สึกว่าความจนหรือมีรายได้น้อยมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน

ผมจำฝังใจที่ท่านหลวงปู่ชาเทศน์สอนว่า (ถ้าจำได้ไม่ตรงซะทีเดียวก็ต้องขออภัยอย่างสูง) "อาตมาได้ยินว่าที่อเมริกามีแต่คนรวย ๆ ไปมาหลายแห่งในอเมริกาแล้วก็ไม่พบเห็นคนที่บอกว่าตัวเองรวยสักที  เจอแต่คนไม่พอ..." 


[teerapan] - ขอบคุณครับพี่เพียร  "อาตมาได้ยินว่าที่อเมริกามีแต่คนรวย ๆ ไปมาหลายแห่งในอเมริกาแล้วก็ไม่พบเห็นคนที่บอกว่าตัวเองรวยสักที  เจอแต่คนไม่พอ..."  ชอบประโยคนี่จัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2013, 07:27:00 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
sompol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3085



« ตอบ #395 เมื่อ: มกราคม 31, 2013, 11:54:55 PM »

...แปลกนะครับ ดูข่าวเศรษฐกิจโลกทุกวัน ...แต่ละประเทศล้วนเป็นหนี้ทั้งนั้น แล้วใครเป็นเจ้าหนี้ละครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

...แปลกแต่จริง เงินกับเวลามันแยกกันไม่ออก...เงินเป็น มายา แต่ เวลา เป็นของจริง

....กว่ามนุษย์จะเข้าใจว่าตนเองหลงอยู่ในโลกแห่ง มายา วันเวลานั้นคงจะถึงยุกต์ของ พระศรีอาริย์ โน่นแหละครับ(ยิ่งคิดยิ่งเพี้ยนไปใหญ่) เหมือนปู่ฟูกล่าวไว้เลยครับ ยิ่งเรียนยิ่งโง่  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - เวลาดูภาพรวมเราต้องเอาทั้งการปล่อยกู้ และการเป็นหนี้ของทั้งรัฐและเอกชนในประเทศนั้นๆ มารวมกัน เราจะพบว่ามีหลายประเทศที่ยอดสุทธิแล้วเป็นเจ้าหนี้ของโลกได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, เยอรมัน, สวิสเซอร์แลนด์, ฮ่องกง, สิงค์โปร์, เบลเยี่ยม, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, อิสราเอล, ฟินแลนด์, ออสเตรีย เป็นต้น. ส่วนประเทศไทยรู้สึกว่าจะมีค่าสุทธิเป็นหนี้มากอันดับที่ 42 ของโลกครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 10:33:49 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #396 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 08:30:27 AM »

ตอนนี้ได้ข่าวว่า  ทั้งเมกาและญี่ปุ่น  เดินแผนพิมพ์เงิน ออกมาเรืีอยๆตามความต้องการ ใช้เงินของตนเอง
 แบบนี้มันยังไงครับ  มันเป็นการแปลงกระดาษเป็นสินทรัพย์หรือเปล่า ชาวนาทำนาแทบตายถึงจะแลก
เงินมาได้  พวกนี้มันพิมพ์แผล็บเดียว  

 ผมไม่ค่อยมีความรู้ทางวิชาการพวกนี้เท่าไหร่  แต่เมื่อก่อนตอนอยู่หน่วยคอมมานโด เคยมีหน้าที่คุมเงินที่พิมพ์จากแบ๊งชาติ ไปส่งคลังจังหวัดต่างๆ เกือบทุกเดือน  ได้เบี้ยเลี้ยงครั้งละ 180 บาท  ลูกน้องได้ 90 บาท แบบว่าแต่งเครื่องแบบพกอาวุธเต็มพิกัด  ถ้าใครมาปล้น ต้องข้ามศพพวกกรูไปก่อนประมาณนั้น   ยิ้มกว้างๆ
  มีอยู่ครั้งหนึ่งมันใช้รถ สิบล้อ ร.ส.พ 27 คัน ขนเลย
บรรจุลังไม้  คันละ 120 ลัง ระบุว่าเป็นธนบัตรทั้งหมด  ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรอะไรบ้าง  มูลค่าเท่าไหร่
 
เงินพวกนี้มันเป็นธนบัตรที่พิมพ์มาใหม่ ตัวเลขเรียงกันพิมพ์ตามคำสั่งและจำนวนที่เข้มงวด  คิดตามประสาคนเพี้ยนๆ ว่า ถ้ามันพิมพ์เกินกว่าจำนวน ก็คงทำได้  แบบนี้มันไม่เห็นจะต้องเหนื่อยยากหาเงินเลยเน๊าะ

ก็ขนาดโครงการต่างๆ  มีพิมพ์เขียว ให้มันทำตาม  มันยังโกงเอาเิงินไปได้  แล้วนี่ให้มันพิมพ์ธนบัตร  มันจะไม่พิมพ์เพิ่ม
เอาเข้ากระเป๋าพวกมันบ้างหรือ  

ใครจะรู้จริงว่าที่จริงมันพิมพ์มาเท่าไหร่ ถึงจะอ้างว่ามีการควบคุมเข้มงวดมากมาย  แต่ ก็ถ้ามันเอาด้วยกันล่ะ  แบบว่า
เมียมันไปเสียบาคาร่า ที่เตาปูนมาน่ะ หรือว่า่ลูกสาวที่อยู่เมืองนอกโทรมาขอเงินมันเพิ่้มน่ะ( ล้อเล่น ไม่ใช่เอาเรื่องจริงมาพูดเล่นหรอกนะ )    มันจะเข้มงวดจริงหรือ  

 อย่างปลัดที่โดนปล้นบ้าน โจรบอกว่า ปล้นไปหลายสิบล้าน  เพราะขนไม่ใหวยังมีอีกมาก  แต่ปลัดบอกว่า โจรมันปล้นไปแค่ 5 ล้านเอง  ใครเพี้ยนกันแน่ระหว่างโจรกับท่านปลัด

มาคิดดู  เหตุฉะนี้เองเน๊าะ  ใครๆเขาถึงไม่อยากเป็นชาวไร่ชาวนา  มีแต่คนอยากเป็นใหญ่เป็นโต  อยากมีอำนาจ
 เพราะมันหาเงินง่ายนี่เอง  

อย่าถือผมเลยะ  ผมคงจะเพี้ยนจริงแหละ  ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - อูย...พี่ชุติพนต์ถามเรื่องที่อธิบายยาก เอาเป็นว่าขอพักไว้ก่อนชั่วคราว  เดี๋ยวขอหาวิธีอธิบายแบบที่ไม่งงมากจนเกินไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 09:43:04 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #397 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 08:59:50 AM »

สวัสดีท่านธีรพันธ์และทุกท่านครับ

พูดไม่ออกบอกไม่ถูกในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ซึ่่งมองได้ 2 แบบ
1.โลกแห่งความจริง มนุษย์ได้ถูกกำหนดมาพร้อม พืช สัตว์ ซึ่่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมี่ความคล้ายคลึงกัน
เช่น กินอยู่ หลับนอน แล้วก็ดำรงเผ่าพันธุ์มิให้สูญสลาย
2.โลกแห่งความมายา มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ์กว่าสัตว์ทั้งหลาย ได้สร้างสรรค์ เติมแต่ง เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก
ซึ่งสัตว์ชนิดอื่่นกระทำไม่ได้เหมือนมนุษย์ ผมว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมายา แล้วเกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งโดยลืม
นึกถึงโลกแห่งความจริง อาจจะนึกได้แต่หยุดไม่ได้ ยิ่งสร้างสรรค์ยิ่งทำลาย จนกว่าโลกใบนี้จะแตกเป็นเสียงๆ

 ผมคิดว่ามนุษย์เรามิได้โง่เขลา แต่ทำไมจึงมัวเมาโลกแห่งมายา ท้าทายธรรมชาติตัดไม้ทำลายป่ากันทุกวัน
หลงวัตถุนิยม มอมเมากันเอง ข่มเหงผู้ด้อยโอกาส เป็นทาสของเงินตรา นำพาไปสู่จุดหายนะบนแผ่นดินและโลก
ถ้ายังไม่หวนคิดคำนึงถึงหลักความเป็นจริงของธรรมชาติ ถ้าไม่หยุดวางระเบิดให้ตัวเอง...ขอโทษครับถ้าแรงไป

[teerapan] -  อายจัง อายจัง อายจัง คิดเหมือนกันเลยครับ  เมื่อวานนี้ผมพยายามอธิบายให้ที่บ้านฟังเรื่องนี้จากมุมมองของเด็กวิศวะ  ถ้าอ่านเรื่องต่อไปนี้ไม่เข้าใจก็อย่าแปลกใจเพราะว่ามันเป็นเรื่องคณิตศาสตร์

ในปัญหาทางคณิตศาสตร์บางอย่างเราสามารถแก้ไขโจทย์โดยการ map ข้ามจากคณิตศาสตร์ปกติไปยังโดเมนใหม่ที่ไม่มีอยู่จริง (ขอเรียกว่าโดเมนมายา)  แล้วแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าการแก้ไขปัญหาตามปกติ  จากนั้นจึงแปลงกลับจากโดเมนมายากลับมาโลกปกติ  

ตัวอย่างเช่น คนที่เรียนวิชาไฟฟ้าตอน ม.ปลาย มาบ้างคงจะได้เรียนเรื่องไฟฟ้ากระแสสลับ  และเวลาที่เรามีกระแสสลับที่มีจุดเริ่มต้นไม่เท่ากันส่วนต่างจะเรียกว่าเฟส  การเอาไฟฟ้าที่มีเฟสต่างๆ กันมารวมกันเพื่อคำนวนรูปแบบของกระแสสลับใหม่จะทำได้ยาก วิธีการแก้ปัญหาคือเราจะแปลงรูปแบบไฟฟ้าที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามแกนเวลาไปยัง Laplace Domain และแทนที่ปริมาณความสูงต่ำ และเฟสของกระแสไฟฟ้าสลับด้วยตัวเลขเชิงซ้อน (complex number) จากนั้นเราก็จะคำนวนค่าต่างๆ โดยใช้ complex number ซึ่งมีทั้งแกนจริง และแกนจินตนาการ  เมื่อคำนวนได้ค่าออกมาก็ทำ Laplace Transform จาก Laplace Domain กลับมาเป็นรูปกระแสไฟฟ้าสลับใหม่อีกครั้ง  

ฮ่าๆๆๆ ... อ่านมาถึงตรงนี้ไม่เข้าใจไม่ต้องกลัว  ผมแค่จะเปรียบเทียบว่ามนุษย์อยู่ในโลกของความเป็นจริงที่มี "ข้าวปลาอาหาร และปัจจัย 4" เป็นหลัก  แต่เราก็สร้างโดเมนจินตนาการ (โลกมายา) หลายอย่าง เช่น เงิน ความโก้หรู เกีตรติยศ ฯลฯ  เราสามารถแปลงกลับไปกลับมาระหว่างโลกของความเป็นจริง และโลกมายาได้  เช่น ผมเอาอาหารไปแลกมาเป็นเครื่องประดับเพื่อเป็นเครื่องแสดงสถานะ  และผมสามารถเอาเครื่องประดับไปจำนำมาเป็นเงิน เอาเงินมาซื้ออาหารได้ใหม่  ด้วยวิธีการแบบนี้เราสามารถสะสมของได้มากกว่าที่ธรรมชาติจะอำนวยได้ เช่น ถ้าผมเก็บอาหารไว้มากเกินกินไม่นานก็จะเน่าเสีย  แต่ถ้าผมแปลงไปเป็นเงินก็จะสามารถเก็บไว้ได้ตลอดไปตราบที่คนยังให้คุณค่าของเงิน (คนยังหลงในโลกมายา) ผลทำให้ผมสามารถสะสมอาหารในรูปแบบของเงินได้มากกว่าที่ธรรมชาติจะอำนวย  นอกจากนั้นผมยังสามารถทำบางอย่างที่ปกติแล้วผมทำไม่ได้ในโลกของความเป็นจริงคือผมสามาถเอาของในโลกมายามาทำให้เกิดของในโลกมายาได้มากขึ้นไปอีก  เช่น ผมสามารถเอาเงินไปทำให้งอกออกมาเป็นเงิน  ผมสามารถแปลงศิลปะมาเป็นเงิน ผมการสามารถขายการเคลื่อนไหวของกระแสอิเลคตรอนขึ้นๆ ลงๆ (ที่เขาเรียกกันว่าข้อมูลอิเลคทรอนิคส์) มาเป็นเงิน เป็นต้น

นานๆ ไปผมก็เริ่มหลงว่าของในโลกมายาเป็นของจริง ผมจึงอาจจะอยากเก็บของในโลกมายา (เช่น เงิน) ให้มากขึ้นไปอีก  ถ้ามาเอาของในโลกมายามาแปลงเป็นของในโลกมายาไม่เป็น ผมก็จะเริ่มผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าที่ผมจะสามารถบริโภคได้  เพราะผมสามารถเก็บของในโลกมายา (เงิน) ได้ไม่จำกัด (เนื่องจากไม่เน่าเปื่อยเหมือนอาหาร) เมื่อทุกๆ คนคิดเหมือนผม เราก็จะยิ่งเร่งการผลาญทรัพยากรธรรมชาติให้มากกว่าที่ปกติพวกเราทุกคนในโลกจำเป็นต้องใช้  เมื่อถึงวิกฤตจุดหนึ่งที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงมนุษย์จริงๆ ก็จะถึงวันล่มสลายของโลกมายา  เพราะถึงเวลานั้นมีเงินก็จะหาซื้อของในโลกของความเป็นจริงไม่ได้  คำถามคือ...เราจะรอให้ถึงวันนั้นหรอ...

บ่นไปมากๆ..ก็ชักจะเริ่มเชื่อแล้วว่าเราก็เพี้ยนจริงๆ ที่เอาเรื่องกระแสไฟฟ้ามาเป็นสัจธรรมชีวิตได้



ถามจริงๆ ด้วยความไม่รู้...
ตอนนี้..อาจารย์สอนอยู่ที่ไหนบ้างครับ

...สรรพสิ่งในโลกนี้ มันช่างแยกกันไม่ออกจริงๆ ทุกสิ่งอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันไปหมด..
เวลาว่างๆเคยนั่งคิด(แบบเพี้ยนๆ)ว่า... เส้นสายการจราจร ทำไมมันช่างคล้ายกับเส้นกระแสโลหิตในร่างกายเราจัง (มีอุด มีตัน มีบายพาส สารพัด) ยิงฟันยิ้ม
เอ๊า..เพี้ยนต่อ...ทำไม่กระแสอิเลคตรอน นิวตรอน โปรตอน ในหมู่มวลโมเลกุลมันเคลื่อนที่เคลื่อนไหว ทำไมมันช่างคล้ายกับวงเคลื่อนที่ของเหล่าดวงดาวในระบบสุริยะของเราจังเลย  แล้วในห้วงจักวาลล่ะ..

มาว....ครับ ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - แหม..สหายนพเล่นทึกทักว่าผมเป็นอาจารย์เฉยเลย  ผมไม่ได้มีสอนที่ไหนหรอก  ไม่มีความรู้อะไรจะไปสอนเด็กนักเรียนหรอก  มีแต่วิชาเกินไม่ใช่วิชาการ  ขืนให้ไปสอนเด็กๆ เดี๋ยวพวกเขาก็ยิ่งเพิ้ยนหรอก  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

Nine : ผมกำลังจินตนาการอยู่ว่า มีพระเอกจาก"แมทริก" กำลังหาทางออกให้กลุ่มคนที่ถูกแช่ไว้ทำพลังงานให้ระบบอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 10:13:55 AM โดย Nine. » บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #398 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 11:26:05 AM »

ตอนนี้ได้ข่าวว่า  ทั้งเมกาและญี่ปุ่น  เดินแผนพิมพ์เงิน ออกมาเรืีอยๆตามความต้องการ ใช้เงินของตนเอง
 แบบนี้มันยังไงครับ  มันเป็นการแปลงกระดาษเป็นสินทรัพย์หรือเปล่า ชาวนาทำนาแทบตายถึงจะแลก
เงินมาได้  พวกนี้มันพิมพ์แผล็บเดียว  

 ผมไม่ค่อยมีความรู้ทางวิชาการพวกนี้เท่าไหร่  แต่เมื่อก่อนตอนอยู่หน่วยคอมมานโด เคยมีหน้าที่คุมเงินที่พิมพ์จากแบ๊งชาติ ไปส่งคลังจังหวัดต่างๆ เกือบทุกเดือน  ได้เบี้ยเลี้ยงครั้งละ 180 บาท  ลูกน้องได้ 90 บาท แบบว่าแต่งเครื่องแบบพกอาวุธเต็มพิกัด  ถ้าใครมาปล้น ต้องข้ามศพพวกกรูไปก่อนประมาณนั้น   ยิ้มกว้างๆ
  มีอยู่ครั้งหนึ่งมันใช้รถ สิบล้อ ร.ส.พ 27 คัน ขนเลย
บรรจุลังไม้  คันละ 120 ลัง ระบุว่าเป็นธนบัตรทั้งหมด  ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรอะไรบ้าง  มูลค่าเท่าไหร่
 
เงินพวกนี้มันเป็นธนบัตรที่พิมพ์มาใหม่ ตัวเลขเรียงกันพิมพ์ตามคำสั่งและจำนวนที่เข้มงวด  คิดตามประสาคนเพี้ยนๆ ว่า ถ้ามันพิมพ์เกินกว่าจำนวน ก็คงทำได้  แบบนี้มันไม่เห็นจะต้องเหนื่อยยากหาเงินเลยเน๊าะ

ก็ขนาดโครงการต่างๆ  มีพิมพ์เขียว ให้มันทำตาม  มันยังโกงเอาเิงินไปได้  แล้วนี่ให้มันพิมพ์ธนบัตร  มันจะไม่พิมพ์เพิ่ม
เอาเข้ากระเป๋าพวกมันบ้างหรือ  

ใครจะรู้จริงว่าที่จริงมันพิมพ์มาเท่าไหร่ ถึงจะอ้างว่ามีการควบคุมเข้มงวดมากมาย  แต่ ก็ถ้ามันเอาด้วยกันล่ะ  แบบว่า
เมียมันไปเสียบาคาร่า ที่เตาปูนมาน่ะ หรือว่า่ลูกสาวที่อยู่เมืองนอกโทรมาขอเงินมันเพิ่้มน่ะ( ล้อเล่น ไม่ใช่เอาเรื่องจริงมาพูดเล่นหรอกนะ )    มันจะเข้มงวดจริงหรือ  

 อย่างปลัดที่โดนปล้นบ้าน โจรบอกว่า ปล้นไปหลายสิบล้าน  เพราะขนไม่ใหวยังมีอีกมาก  แต่ปลัดบอกว่า โจรมันปล้นไปแค่ 5 ล้านเอง  ใครเพี้ยนกันแน่ระหว่างโจรกับท่านปลัด

มาคิดดู  เหตุฉะนี้เองเน๊าะ  ใครๆเขาถึงไม่อยากเป็นชาวไร่ชาวนา  มีแต่คนอยากเป็นใหญ่เป็นโต  อยากมีอำนาจ
 เพราะมันหาเงินง่ายนี่เอง  

อย่าถือผมเลยะ  ผมคงจะเพี้ยนจริงแหละ  ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - อูย...พี่ชุติพนต์ถามเรื่องที่อธิบายยาก เอาเป็นว่าขอพักไว้ก่อนชั่วคราว  เดี๋ยวขอหาวิธีอธิบายแบบที่ไม่งงมากจนเกินไป

เรื่องนี้พูดมากไม่ได้ครับจุ๊ๆ...อเมริกาเป็นชาติเดียวในโลก(หรือเปล่า)ที่ส่ามารถพิมพ์เงินออกมาใช้โดยไม่ต้องเอาทองคำไปค้ำประกัน ซัดดัมรู้ทันเลยชวนพวกค้าน้ำมันออกนโยบายขายน้ำมันโดยใช้ทองมาซื้อ สุดท้ายเลยโดนยั่วให้ทำสงครามแล้วก็โดนเก็บไปตามระเบียบ  ดูเอาสิครับภาระการรักษาทุนนิยมเอาไว้มันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง โลกต้องมีกฏเดียวจริงๆหรือเปล่า.....ข้อมูลผมมั่วมานะครับฟังหูไว้หู...แฮ่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 11:30:11 AM โดย tumtump » บันทึกการเข้า
spyman
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 225


« ตอบ #399 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 02:00:57 PM »

พออ่านเรื่องไฟฟ้ากระแสสลับ ทำให้ผมนึกถึงคลื่นไซน์เวพ ที่ขึ้นสูงแล้วกลับลงมาต่ำเหมือนเดิมแล้วก็เริ่มขึ้นอีกรอบ

ชีวิต โลก มนุษย์ ต้นไม้ ฤดูกาล เผ่าพันธ์ ระยะเวลาของลูกคลื่น อาจไม่ตรงกัน แต่ถ้ามองย้อนกลับไป อาจจะพอมองออก

อารยธรรม ต่างๆมีจุดสูงสุดและก็มีจุดต่ำสุดจนถึงล่มสลายไป เหมือนกับหลายเผ่าพันธ์ที่ต้องสูญพันธ์ไป แต่ก็ก่อกำเนิดสายพันธ์ใหม่ๆขึ้นมา

ถ้าเราไปพยามหา ค้น หรือเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชีวิต อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต หรืออาจจะทำไม่เจอเลย เปรียบเหมือนปลาตัวนึง

ที่คิดจะเปลี่ยนสายน้ำ แม้เอาตัวขวางจนตัวตายก็ไม่มีวันเปลี่ยนสายน้ำได้ เหมือนกับตัวเราที่ิคิดจะเปลี่ยนความคิดของคนหลายๆคน

ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง มาเป็นการอยู่อย่างไรให้มีชีวิตรอดในสังคมที่เห็นวัตถุสำคัญกว่าจิตใจ

จนบางครั้งการมองแบบนี้ทำใหผมเกิดความว่างปล่าว จนมองการใช้ชีวิตของคนทั่วไปเหมือนสายน้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ

ปล.ผมเชื่อว่า ท่าน จขกท ก่อนจะกดตั้งกระทู้คงพิมพ์แล้วลบ พิมพ์แล้วลบ เหมือนผมแน่เลย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - ความจริงทางคณิตศาสตร์ก็มีสามารถแยกคลื่นรูปทรงต่างๆ ออกมาเป็นคลื่นรูปไซน์เวพ หลายๆ เวฟมาบวกกันเป็นรูปของเวฟต่างๆ ได้  เราเรียกทฤษฎีนี้ว่า Laplace Series หรือ Fourier Series เช่นเดียวกันกับเวฟการขึ้นลงของสังคมโดยรวมก็เกิดจากเวฟย่อยๆ ของกลุ่มคนหลากหลาย ผู้คนหลากหลายรุ่น

สิ่งที่ออกจะแตกต่างกับเวฟทางคณิตศาสตร์ คือคลื่นย่อยแต่ละลูก (เปรียบได้กับคนแต่ละคน) มีชีวิต มีความสามารถในการสื่อสาร มีความสามารถในการเรียนรู้  การเปลี่ยนแปลงของคลื่นเล็กๆ ลูกหนึ่งในสังคมมนุษย์ก็อาจจะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมไปยังคลื่นลูกที่อยู่ใกล้ๆ กลายเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ บนคลื่นใหญ่ของกระแสสังคม  ระลอกคลื่นเล็กๆ เพียงลำพังมิอาจเปลี่ยนรูปของกระแสคลื่นใหญ่ของสังคม  แต่ก็ก่อให้เกิดความหวังเล็กๆ ว่าจะเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อยจนอาจจะเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสคลื่นใหญ่ที่กำลังถาโถมเข้าใส่หน้าผาของหุบเหวนรก โดยมิรู้ว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะคงความเป็นคลื่นได้ ก่อนจะพากันตกลงไปยังหุบเหวด้านล่าง
 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 02:54:42 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 [25] 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: