หน้า: 1 ... 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 [24] 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902351 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #368 เมื่อ: มกราคม 21, 2013, 06:01:22 PM »

หลังจากติดภาระกิจอย่างอื่น ไม่ได้ไปสวนมา 2 สัปดาห์  บรรยากาศความแห้งแล้งเข้ามาเยือนอย่างเต็มตัว ใกล้ถึงเวลาพิสูจน์ความพยายามในการปรับปรุงที่ดินที่ผ่านมาทั้งปีว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

ต้นไม้บนภูเขาด้านหลังสวนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอย่างชัดเจน ต้นหญ้าในสวนเริ่มแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล ส่วนต้นไม้ในสวนยังคงเป็นสีเขียวอยู่  เมื่อเริ่มแล้งมะม่วงก็เริ่มออกดอก ความแห้งแล้งเริ่มคืบคลานจากแนวภูเขาเข้ามาใกล้สวนเข้าไปทุกที  ช่วงเวลานี้จะต้องระวังวงแหวนแห่งไฟบนภูเขา  ปีนี้จะน่ากลัวกว่าปีที่แล้วเพราะปีที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนตกค่อนข้างน้อย (1,062.8 มม. น้อยกว่าค่าเฉลี่ย)  โอกาสเกิดไฟป่าเหมือนปีที่แล้วก็จะมีมาก


ในปี 2555 จังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ 1.ระนอง (5570.6 มม.) 2.ตราด (5497.9 มม.) 3. ตะกั่วป่า-พังงา (4564.3 มม.) 4.ภูเก็ต (3176.3 มม.) 5.พลิ้ว-จันทบุรี (3225.7 มม.)

ส่วนจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุด 5 อันดับแรกคือ 1. หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ (800.3 มม.)  2.อุดรธานี (888.5 มม.)  3.ลำพูน (925.7 มม.) 4.เชียงใหม่ (958.4 มม.) 5.สุรินทร์(1009.1 มม.)

ปริมาณน้ำฝน 1,062.8 มม จากสถานีวัดปริมาณนำฝนที่เพชรบุรีซึ่งตั้งจะอยู่ใกล้ทะเล  ทำให้ผมไม่ทราบปริมาณน้ำฝนที่แท้จริงของที่สวน เนื่องจากสวนตั้งอยู่ลึกเข้ามาทางแก่งกระจานซึ่งปกติจะแห้งแล้งกว่า  แต่ดูๆ จากสถิติที่จังหวัดอื่นๆ แล้วถือว่าปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อย  ยังไม่สามารถนับเป็นปีที่แห้งแล้งที่สุดได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 28, 2013, 05:02:25 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #369 เมื่อ: มกราคม 21, 2013, 10:26:53 PM »

เพิ่มเติมข้อมูลเรื่องหญ้าจักรพรรดิ์สัปดาห์ที่ 6  จำนวนต้นหญ้าจักรพรรดิ์บางส่วนทนแล้งไม่ไหวตายไปเหลือประมาณ 3 ต้นต่อหลุม (จาก 6 ข้อต่อหลุม)




จะมีเพียง 1 หลุมที่อยู่ใกล้ swale ที่สุดมีรอดมาถึง 5 ต้น


โดยเฉลี่ยแล้วการปลูกแบบนี้หน้าแล้งโดยรดน้ำทุก 2 สัปดาห์ทำให้รอดมาถึงสัปดาห์ที่ 6 ประมาณ 50%  ผมจะงดให้น้ำทั้งหมด (นั้นคือพวกมันได้น้ำ 3 ครั้งคือวันที่ปลูก สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 4) เราจะมาติดตามดูว่าด้วยวิธีการปลูกแบบนี้ + รดน้ำเพียง 3 ครั้งจะทำให้หญ้าพวกนี้รอดได้หรือไม่

เพื่อเป็นการควบคุมการทดลองผมนำหญ้าจักรพรรดิ์ที่เพาะเลี้ยงอย่างดี รดน้ำทุกวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์  ต้นสูงประมาณ 10 ซม. จำนวน 10 ต้นมาปลูกในบริเวณเดียวกัน  โดยไม่ใช้กลโกงใดๆ  รดน้ำใหชุ่มในวันที่ปลูกอีก 2 สัปดาห์ต่อมาพบว่าตายสนิท




ผลการทดลองพบว่าการใช้ vertical mulch + swale + ห่มดิน + sunken basin ให้ผลดีกว่าการปลูกหญ้าจักรพรรดิ์แบบธรรมดา

ผมจริงติดตามผลการใช้ vertical mulch ในต้นทุเรียน มังคุค และลองกอง ซึ่งปลูกในกลางหน้าฝน รดน้ำทุก 2 สัปดาห์เข้าไปในขวดของ vertical mulch มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 8 ตั้งแต่รดน้ำครั้งแรก  ต้นทุเรียนตายทั้ง 2 ต้น   โกรธ โกรธ ต้นมังคุด และลองกองยังมีชีวิตอยู่แต่มีอาการใบไหม้  โดยต้นที่อยู่ติดกับ swale มีอาการดีกว่าต้นที่อยู่เหนือ swale  ตอนนี้พอสรุปได้ว่าต้นไม้ที่ต้องการน้ำมากอย่างทุเรียนใช้แค่เทคนิคของ vertical mulch ไม่ได้ผล  เราจะทดลองปลูกทุเรียนเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2556 เพื่อค้นหาวิธีการปลูกทุเรียนในพื้นที่แห้งแล้งอย่างสวนขี้คร้านให้ได้  ส่วนมังคุดและลองกองคงจะต้องติดตามผลกันต่อไป

ส่วนไผ่จากสวนพี่ดาบรินทร์นำมาปลูกเริ่มปลูกในเดือนพฤศจิกายน จำนวน 8 ต้นโดยทดลองใช้ vertical mulch รดน้ำทุก 2 สัปดาห์เช่นกัน  ผ่านมา 8 สัปดาห์ทุกต้นยังมีอาการดีอยู่ทั้งหมด  ยกเว้นไผ่ด้ามขวาน 1 ต้นที่แห้งตายไปแล้ว  แต่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาอื่นเนื่องจากตอนที่แกะถุงเพาะออกมาก็พบว่าเป็นกล้าไผ่ต้นเดียวที่มีรากน้อยมาก และหน่อก็เริ่มแห้งตั้งแต่ตอนลงมือปลูกแล้ว  คิดว่าน่าจะติดโรคมาตั้งแต่ก่อนเอามาลงดินที่สวนขี้คร้าน  ไว้วันหลังค่อยกลับไปซื้อกล้าไผ่ด้ามขวานมาทดลองซ้ำอีกครั้ง  ในตอนแรกผมคิดว่าจะยืดการรดน้ำออกไปเป็น 4 สัปดาห์ครั้ง แต่การตายของต้นทุเรียนทำให้ผมไม่มั่นใจจึงขอรดน้ำ 2 สัปดาห์ครั้งต่อไป  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนบรรยากาศโดยทั่วไป ในร่อง swale ยังพอมีความชื้นบ้าง  ต้นเผือกหอมในร่องยังคงมีชีวิตรอดท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง


อ้อยดำที่ไม่เคยรดน้ำเลยเริ่มแสดงอาการใบไหม้ให้เห็นเล็กน้อย


น้ำในอ่างเก็บน้ำห่างออกไปพอสมควร ซึ่งผมยังไม่เคยใช้น้ำในอ่างแม้นแต่หยดเดียว  ในอ่างยังพอมีน้ำบ้างเล็กน้อยแต่มีระดับน้ำต่ำกว่าปีที่แล้วประมาณ 4 เมตร (เนื่องจากปีนี้ฝนตกน้อยมาก) การสูบน้ำมาใช้คงจะต้องใช้ปั๊มจุ่มเนื่องจากระดับน้ำต่ำมาก  น้ำเหล่านี้เป็นหลักประกันให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านด้านล่างอีกกว่า 300 ครัวเรือนว่าจะมีน้ำประปาใช้ตลอดหน้าแล้ง  และน้ำในอ่างแห่งนี้ก็เป็นหลักประกันสุดท้ายของสวนขี้คร้านในยามแล้งสุดๆ เช่นกัน หากไม่ลำบากจริงๆ ผมจะพยายามไม่แตะหลักประกันสุดท้ายของสวนขี้คร้าน  ในฐานะคนต้นน้ำก็ใช่ว่าผมจะสามารถใช้น้ำได้อย่างฟุ่มเฟือยเนื่องจากอีกหลายร้อยชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าสวนขี้คร้านก็ต้องพึ่งพาน้ำในอ่างแห่งนี้เช่นกัน  ขอลากันด้วยภาพยามพระอาทิตย์ขึ้นที่อ่างเก็บน้ำริมสวนขี้คร้านท่ามกลางหญ้ารกๆ ฝั่งผม ถ้าสังเกตุฝั่งตรงกันข้ามจะเห็นว่าเขาขยันตัดหญ้าบ่อยมาก เลยเตียนสวย แต่ดินฝั่งเขาก็โดนกัดเซาะลงไปอยู่ในอ่างมากกว่าฝั่งผม  ผมยอมมีหญ้ารกมากกว่าจะยอมเสียดินไหลลงไปในน้ำ แถมผมไม่เคยใช้น้ำมันในการทำการเกษตรมานานร่วมปีมาแล้วครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 21, 2013, 11:45:10 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #370 เมื่อ: มกราคม 21, 2013, 11:34:21 PM »

"ฅนเยี่ยงไร เพลงกระบี่เยี่ยงนั้น"
"ยอดฅน ย่อมมีคุณสมบัติของยอดฅน"

หากเป็นเรา ต้องรันทดท้อแท้ พ่ายแพ้ รามือ ม้วนเสื่อกลับบ้านไปแต่แรกแล้ว
ช่างเป็นลูกผู้ชายอันเข้มแข็งนัก ขอให้หยุดยั้งยืนหยัดและต่อสู้สืบไป.........
              
                                 เอาใจช่วยทุกลมหายใจ

[teerapan] - ขอบคุณท่านพี่ Zin ที่แวะมาเยี่ยมเยือนสวนแห่งนี้  สิ่งที่น่ามหัศจรรย์กว่าคือธรรมชาติ  บรรดาเหล่าพืชเขามีความพยายามที่จะเอาชีวิตรอดอยู่แล้ว  หลายๆ ครั้งเราก็ประเมินความสามารถของพวกเขาต่ำไป  การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยๆ จากมนุษย์เราก็จะช่วยให้พืชเหล่านี้ดำรงอยู่ในธรรมชาติด้วยตนเองได้  เท่าที่ผมพอจะแกะเคล็ดวิชาได้คือเราเพียงแต่ต้องสร้างสภาวะที่เหมาะสม นำพืชไปปลูกให้ถูกสถานที่ ถูกเวลา เก็บเกี่ยวผลผลิตให้ถูกวิธี ถูกเวลา  อย่าเก็บเกี่ยวผลผลิตจนหมด ทิ้งให้ส่วนที่เหลือให้กับแมลงบ้าง ให้กับสัตว์บ้าง บางส่วนก็จะเน่าเปื่อยไปตามธรรมชาติเพื่อกลับคืนแร่ธาตุใต้ต้นของมันเอง ที่เหลือธรรมชาติก็ดูเหมือนจะทำงานของมันเอง

เมื่อเราเข้าใจพืชชนิดหนึ่งวิธีการเรียนรู้พืชอีกชนิดหนึ่งก็ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่พืชแต่ละชนิดอาจจะมีความต้องการแตกต่างกันไปบ้าง  ทำให้เรามีเรื่องให้เรียนรู้เสมอ  ความท้าทายลำดับถัดไปคือค้นหาพืชที่จะอยู่ร่วมกันแบบส่งเสริมกันและกันได้ดี หลายๆ อย่างอยู่ในเรื่องเล่าที่บอกต่อกันมา เช่น การปลูกพริกที่โคนกล้วย เป็นต้น  และหลีกเลี่ยงการปลูกพืชที่มีความสัมพันธ์แบบหักล้างกันในพื้นที่เดียวกัน


zin : กลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นโรยรา จะเป็นปุ๋ยให้กับอีกดอกหนึ่งสืบไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 24, 2013, 12:13:38 PM โดย zin » บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #371 เมื่อ: มกราคม 22, 2013, 08:46:16 AM »

"ในฐานะคนต้นน้ำก็ใช่ว่าผมจะสามารถใช้น้ำได้อย่างฟุ่มเฟือยเนื่องจากอีกหลายร้อยชีวิตที่อยู่ต่ำกว่าสวนขี้คร้านก็ต้องพึ่งพาน้ำในอ่างแห่งนี้เช่นกัน"   สำนึกดี  สังคมดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 22, 2013, 04:59:20 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #372 เมื่อ: มกราคม 22, 2013, 05:26:40 PM »

อ่านกระทู้ "ลงทุนหุ้นแล้วมาทำเกษตร หรือลงทุนทำเกษตรสำเร็จแล้วค่อยไปเล่นหุ้น" เลยขอแสดงความคิดเห็นว่าให้เล่นหุ้นก่อน  เพราะว่า...เล่นหุ้นแล้วท่านก็จะได้ CD ผลประกอบการของบริษัทที่ท่านลงทุนมาทำที่ไล่นกไม่ให้เข้าใกล้โรงเรือน


ส่วนรายงานผลประกอบการแบบเป็นเล่มก็เอาทำปุ๋ยหมัก  หรือรองก้นแปลงผักเพื่อกันไม่ให้หญ้าขึ้น




แล้วท่าน..จะพบว่าการเล่นหุ้นก่อน...จะทำให้มีวัตถุดิบมาใช้ในงานเกษตร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 22, 2013, 11:50:16 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
imm sureerat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 164



« ตอบ #373 เมื่อ: มกราคม 22, 2013, 06:14:06 PM »

สรุปว่า...คงจะต้องรีบตัดสินใจไปเล่นหุ้นบ้างแล้ว
จะได้มีวัตถุดิบรองแปลงผักอย่างท่านเจ้าของสวนขี้คร้าน...ใช่ไหมคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการเกษตร "ลองเลย"
54 ม.4 บ.นาปอ ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย 42170
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 596



« ตอบ #374 เมื่อ: มกราคม 23, 2013, 08:54:50 AM »

อ่านกระทู้ "ลงทุนหุ้นแล้วมาทำเกษตร หรือลงทุนทำเกษตรสำเร็จแล้วค่อยไปเล่นหุ้น" เลยขอแสดงความคิดเห็นว่าให้เล่นหุ้นก่อน  เพราะว่า...เล่นหุ้นแล้วท่านก็จะได้ CD ผลประกอบการของบริษัทที่ท่านลงทุนมาทำที่ไล่นกไม่ให้เข้าใกล้โรงเรือน


แล้วท่าน..จะพบว่าการเล่นหุ้นก่อน...จะทำให้มีวัตถุดิบมาใช้ในงานเกษตร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


ช่วงนี้ผมได้ยินเขาพูดว่า "ติดดอย" ต้องพึงระวังครับ  เดี๋ยววัตถุดิบในการเกษตรจะแพงเกินไป  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #375 เมื่อ: มกราคม 23, 2013, 09:07:24 AM »

อ่านกระทู้ "ลงทุนหุ้นแล้วมาทำเกษตร หรือลงทุนทำเกษตรสำเร็จแล้วค่อยไปเล่นหุ้น" เลยขอแสดงความคิดเห็นว่าให้เล่นหุ้นก่อน  เพราะว่า...เล่นหุ้นแล้วท่านก็จะได้ CD ผลประกอบการของบริษัทที่ท่านลงทุนมาทำที่ไล่นกไม่ให้เข้าใกล้โรงเรือน


ส่วนรายงานผลประกอบการแบบเป็นเล่มก็เอาทำปุ๋ยหมัก  หรือรองก้นแปลงผักเพื่อกันไม่ให้หญ้าขึ้น




แล้วท่าน..จะพบว่าการเล่นหุ้นก่อน...จะทำให้มีวัตถุดิบมาใช้ในงานเกษตร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แหม้..เสียดาย ผมดั๊น.นนไปเล่นทอง วัสดุเลยไม่ค่อยมี
ช่วงนี้ทอง...ดีมาก เปิดปิ๊บปุ๊บ ล้วงกันหนึบหนับๆ เกลี้ยง(ปล.ทองม้วนครับ) ยิงฟันยิ้ม

ว่าแต่อยู่ในวงการ...รบกวนขอตัวเด็ดเป็นค่ามาม่า  สักสามสี่ตัวซิครับ....เอาแบบที่เขียวทั้งปีมีไหมครับ.. ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11203


« ตอบ #376 เมื่อ: มกราคม 23, 2013, 09:25:13 AM »

ว่าแต่อยู่ในวงการ...รบกวนขอตัวเด็ดเป็นค่ามาม่า  สักสามสี่ตัวซิครับ....เอาแบบที่เขียวทั้งปีมีไหมครับ..
ถ้าเขียวทั้งปีมันจะฝืนธรรมชาติเกินไปหรือเปล่าท่านNineแต่ถ้าเราปลูกเร็วปลูกก่อนก็อาจะได้เห็นเหมือนกันนะอิอิ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #377 เมื่อ: มกราคม 23, 2013, 11:07:09 AM »

ว่าแต่อยู่ในวงการ...รบกวนขอตัวเด็ดเป็นค่ามาม่า  สักสามสี่ตัวซิครับ....เอาแบบที่เขียวทั้งปีมีไหมครับ..
ถ้าเขียวทั้งปีมันจะฝืนธรรมชาติเกินไปหรือเปล่าท่านNineแต่ถ้าเราปลูกเร็วปลูกก่อนก็อาจะได้เห็นเหมือนกันนะอิอิ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

เอ...เขียวๆ ที่ว่านี่ "ถั่วเขียว" หรือเปล่าเนี่ย... ที่เขียวทั้งปีคงมีแต่ถั่ว...เพราะเห็นหุ้น KASET ร่วงอย่างต่อเนื่อง สงสัยวุ้นเส้นถั่วเขียวขายไม่ดี ดีว่าออกทันบาดเจ็บไม่เยอะ  ไม่ติดดอยแบบคุณเพียรบอก   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11203


« ตอบ #378 เมื่อ: มกราคม 24, 2013, 10:21:07 AM »

ถั่วเขียวที่ว่าเป็นแบบนี้หรือเปล่าครับท่านเจ้าของสวนขี้คร้าน การลงทุนไม่มีอะไรง่ายนอกจากศึกษาแล้วบางครั้งยังต้องอาศัยโชคช่วยด้วยใช่ไหมครับท่าน ยิ้มเท่ห์ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



[teerapan] - เรืองโชคมันคงต้องใช้กันบ้าง  แต่การติดตามอ่านข้อมูลที่ดีก็พอจะช่วยได้เยอะ  ทำให้การเดามันมีความเสี่ยงน้อยกว่าเล่นหวย  บางคนอาจจะบอกว่า "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" แต่อยากจะบอกว่าโอกาสได้ผลตอบแทนจากหุ้นมันดีกว่าโอกาสที่จะถูกหวยเยอะมาก  เพียงแต่มันต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลเยอะเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่ดี ไม่เหมือนเล่นหวยที่ใช้ดวงล้วนๆ  จนบางครั้งอยากจะบอกว่า "จนเพราะเล่นหวย รวยเพราะเล่นหุ้น" มากกว่า  แต่ไม่อยากใช้คำว่า "เล่น" กับหุ้นเลย เพราะว่าการจะได้ผลตอบแทนที่ดีจะต้องทำงานเหมือนเป็นอาชีพหนึ่งมากกว่าการ "เล่น" แบบไม่ต้องคิดอะไร


[กัญจน์] -  เพราะว่าการจะได้ผลตอบแทนที่ดีจะต้องทำงานเหมือนเป็นอาชีพหนึ่งมากกว่าการ "เล่น" แบบไม่ต้องคิดอะไร
ยืนยันครับท่าน หุ้นไม่ควรเข้าไปเล่นแต่ให้เข้าไปลงทุนในบริษัทที่คิดว่าดีๆอย่างไรแบบนี้ต้องศึกษาด้วยความสามารถของแต่ล่ะคนเช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้เราเองยังต้องศึกษาให้เหมาะสมเพื่อเขาจะได้เจริญงอกงาม ถึงอย่างไรก็ดีกว่าเอาเงินไปฝากแบงค์ในขณะที่ดอกเบี้ยต่ำได้รับผลตอบแทนน้อย ซึ่งในตลาดหลักทรัพย์ก็มีหุ้นปันผลอยู่หลายตัวให้ผลตอบแทนมากกว่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 11:11:43 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
zin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1542


« ตอบ #379 เมื่อ: มกราคม 24, 2013, 12:19:22 PM »

อ่านกระทู้ "ลงทุนหุ้นแล้วมาทำเกษตร หรือลงทุนทำเกษตรสำเร็จแล้วค่อยไปเล่นหุ้น" เลยขอแสดงความคิดเห็นว่าให้เล่นหุ้นก่อน  เพราะว่า...เล่นหุ้นแล้วท่านก็จะได้ CD ผลประกอบการของบริษัทที่ท่านลงทุนมาทำที่ไล่นกไม่ให้เข้าใกล้โรงเรือน


ส่วนรายงานผลประกอบการแบบเป็นเล่มก็เอาทำปุ๋ยหมัก  หรือรองก้นแปลงผักเพื่อกันไม่ให้หญ้าขึ้น
 

แล้วท่าน..จะพบว่าการเล่นหุ้นก่อน...จะทำให้มีวัตถุดิบมาใช้ในงานเกษตร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


 อายจัง อายจัง อายจัง คิดได้งัยเนี่ย ทีละพัน อันยอดเยี่ยม  อายจัง อายจัง อายจัง

[teerapan] - ผมก็สงสัยเหมือนกันล่ะว่าพี่ zin แต่งประโยคอันลึกซึ้งกินใจได้อย่างไร  อ่านที่ไรเหมือนอ่านประโยคอันไพเราะในปรัชญาเซน อารมณ์ประมาณนั้นเลย  บางทียังสงสัยว่าพี่ zin เป็นนักประพันธ์นิยายกำลังภายในหรือเปล่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

zin : โอ....เราไหนเลยมีความสามารถเทียมฟ้าปานนั้น
       จวงจื่อ(ขออภัยถ้าจำผิด) : "คนเกิดมาไม่มีใด หากเป็นสิ่งแวดล้อมหลังจากนั้น จึงหล่อหลอมมันขึ้นมา"
       เราเคี่ยวกรำฝึกปรือวิทยายุทธ์ ก็เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ถูกหล่อหลอมไปโดยง่ายดายนัก
       แต่กลับมีความสำเร็จแต่เพียงนี้เท่านั้น น่าสังเวชยิ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 12:20:40 PM โดย zin » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #380 เมื่อ: มกราคม 28, 2013, 03:49:09 PM »

ขออนุญาตเสริมคอมเม้นท์ของท่านกัญจน์ด้วยเพลงในดวงของเกษตรกรนักเล่นหุ้น

รู้อะไร ไม่สู้ รู้งี้
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11203


« ตอบ #381 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 10:26:47 AM »

ขอบคุณครับท่่าน เป็นหนึ่งในตระกร้าหลายใบที่พยามไปสู่เป้าหมาย
ประตูสู่อิสรภาพ

ในวันว่างๆผมมักพาลูกชายไปดูกิจการของเขา



[teerapan] - สอนลูกได้เยี่ยมมากครับท่านกัญจน์ ปลูกพืชได้พืช ปลูกเงินได้เงิน ขายพืชได้เงิน ขาย(จ่าย)เงินได้(ซื้อ)พืช ทุกสรรพสิ่งล้วนแต่เกี่ยวพันกัน มีหลากหลายเส้นทางในการเดินทางไปยังจุดหมาย ทุกสรรพสิ่งนั้นย่อมมีเหตุแห่งการเกิด เหตุแห่งการดับ เหตุแห่งการดำรงอยู่ และเหตุแห่งการต้องเป็น ของมันเช่นนั้นเสมอ เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างสันติ จิตย่อมสงบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2013, 04:14:35 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #382 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 04:18:27 PM »

ก่อนจะขึ้นเรื่องกระบวนท่าถัดไป  ขออนุญาตนำบทความที่น่าสนใจของ อ.ยักษ์ ที่ไปฝากไว้ที่กระทู้สหายนพมาฝากซ้ำที่นี่อีกครั้งนะครับ

เทคโนโลยีแห่งความพอเพียง
โดย - อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู  

เทคโนโลยีถูกสร้างและคิดค้นขึ้นโดยพื้นฐาน เพื่อการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิต เช่น ตู้เย็น ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาอาหารให้มีอายุยาวขึ้น ไม่เสียง่าย ไฟฟ้าผลิตขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์มองเห็นในเวลากลางคืน

  ต่อมาเทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิตมาเป็นตอบสนองความสะดวกสบาย ทำให้มนุษย์หลุดออกจากขีดจำกัดแวดล้อมของธรรมชาติ

 จากจักรยาน เป็นมอเตอร์ไซค์ เป็นรถยนต์ เป็นเครื่องบิน แต่มนุษย์ไม่มีขีดจำกัดในความต้องการ เทคโนโลยีจึงซับซ้อนมากขึ้นจนเทคโนโลยีได้กลายเป็นวิถีชีวิตส่วนหนึ่งที่มนุษย์ต้องพึ่งพา หมายความว่าเทคโนโลยีได้กลายเป็นความจำเป็นในการดำรงชีวิต ในขณะที่เทคโนโลยีได้ช่วยมนุษย์แก้ปัญหา และมีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่เทคโนโลยีในตัวมันเองก็สร้างปัญหาให้แก่มนุษย์ สุดท้ายกลายเป็นเครื่องมือทำลายธรรมชาติ สภาพแวดล้อม

 “บ้าน” ของมนุษย์ที่ทรงประสิทธิภาพ เพราะมนุษย์ต้องเอาสิ่งบำรุงบำเรอความสุขมาจากวัตถุดิบในธรรมชาติ และระบายสิ่งที่ไม่ต้องการกลับลงสู่ธรรมชาติ เช่น หนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ในอเมริกาที่พิมพ์ต้องใช้ต้นไม้มากกว่า 5 แสนต้น หรือเท่ากับป่า 1 ป่าเพื่อตอบสนองข่าวสารข้อมูลเพียงหนึ่งวันของมนุษย์ ถุงพลาสติกใช้เวลาเพียง 3 วินาทีในการผลิต แต่เกือบ 400 ปีในการย่อยสลาย ทีวี คอมพิวเตอร์ ที่ให้ความบันเทิง ข้อมูลข่าวสาร กำลังเป็นขยะพิษล้นโลก วิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างขาดมิได้ในฐานะปัจจัย 5 ทำให้มนุษย์พัฒนาโรคภัยไข้เจ็บประเภทที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่รู้จักมาก่อน!

 คำถามที่ท้าทายของมนุษย์และสังคมในศตวรรษนี้ และเป็นคำถามที่ต้องเร่งหาคำตอบคือ อะไรคือเทคโนโลยีที่เหมาะสม พอดี โดยเฉพาะที่เหมาะสมและพอดีกับสังคมไทย

 เมื่อครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ของนาซาประสบปัญหาว่านักบินอวกาศของสหรัฐเมื่อขึ้นไปสำรวจอวกาศนั้นจำเป็นต้องมีปากกาในการบันทึก นักวิทยาศาสตร์อเมริกันก็ประดิษฐ์คิดค้นปากกาที่จะใช้ในอวกาศขึ้นมา โดยใช้งบประมาณไปหลายล้านดอลลาร์เพื่อให้ได้ปากกาไฮเทค 1 แท่ง ส่วนนักบินอวกาศของโซเวียต ซึ่งประสบปัญหาเดียวกัน ก็แก้ปัญหาด้วยการใช้ดินสอธรรมดาๆ ที่เราใช้กันซึ่งก็ปรากฏว่าใช้ได้ผลดีโดยไม่ต้องเสียงบประมาณอะไร นี่เป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีบางครั้งก็สะท้อนความคิดที่เป็นหลุมพรางในตัวเอง!

 คราวที่โลกทั้งโลกตระหนกตกใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับโลกเมื่อเราก้าวมาถึงศตวรรษ 2000 คำว่า Y2K (Year 2000) เป็นคำที่กล่าวขวัญกันทั้งโลก มีการคาดการณ์กันต่างๆ นานา

 องค์กรทั่วโลกมีการเตรียมพร้อมกันถึงผลกระทบที่คิดว่าอาจจะเกิดขึ้นหากระบบคอมพิวเตอร์รวน เพราะคาดกันว่าไมโครชิพในคอมพิวเตอร์ไม่สามารถแยกแยะระหว่างปี 1900 และ ปี 2000 ได้เพราะระบบถูกให้จำเพียงสองตัวสุดท้าย ซึ่งจะก่อให้เกิดการคำณวนที่ผิดพลาด และจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับการทำงานทุกระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ ทุกองค์กรใช้งบมหาศาลในการตระเตรียม สื่อประโคมข่าว คนทั้งโลกวิตกกังวล แต่แล้วก็ไม่เกิดอะไรขึ้น!

 บทเรียนที่มนุษย์ตกหลุมพรางตนเองด้านเทคโนโลยีนั้นมีมากมายให้เราเรียนรู้!!
 แปลกแต่จริงมนุษย์ฉลาดเลิศล้ำในการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อปลดปล่อยให้มนุษย์มีอิสระภาพ ไร้ขีดจำกัด แต่มนุษย์ก็โง่เขลา เพราะเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นฉลาดเลิศล้ำมากเพียงใด มนุษย์ก็ไร้อิสรภาพมากเพียงนั้น

 ถึงเวลาสร้างเทคโนโลยีเพื่อความพอเพียง พาเทคโนโลยีเดินทางกลับสู่บ้านแห่งความสามัญธรรมดาเสียที!

============================================

 หากยังจำกันได้ย้อนไปไม่ถึงร้อยปี คนส่วนใหญ่ยังไม่มีพาหนะที่ทันสมัยที่จะพาผู้คนไปไหนมาไหนได้ดังใจคิด เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นความใฝ่ฝันที่จะบินได้เหมือนนกก็เป็นจริงเมื่อการประดิษฐ์เครื่องบินประสบความสำเร็จ และมนุษย์ก็แหวกเครื่องกีดขวางของธรรมชาติเดินทางข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรถึงกันได้ แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า เทคโนโลยีที่แหวกเครื่องกีดขวางทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวกสารพัดชนิด คือตัวการสร้าง “ภาวะโลกร้อน” ชั้นดี และเป็นตัวเร่งให้มนุษย์เดินทางมาสู่ “หน้าผาแห่งหายนะ” ทางธรรมชาติเร็วขึ้น

   สังคมทันสมัยที่สามารถสร้างปราการเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ไม่ให้กลืนกินคนของประเทศตนเองอย่างเนเธอร์แลนด์ ณ วันนี้ได้ตัดสินใจหันกลับมาใช้เทคโนโลยีรุ่นพ่อรุ่นแม่ เลือกใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว คนในสังคมที่รู้พิษภัยของเทคโนโลยีเกินสมัยเริ่ม  “ถอยหลังเข้าคลอง”  กลับไปดำเนินชีวิตใช้สิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิม บางบ้านไม่ให้มีแม้กระทั่งโทรทัศน์ ประดิษฐกรรมส้วมโบราณที่กักเก็บ “กากที่มีประโยชน์” เริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

  คำว่า permaculture (permanent + agriculture) หรือ วิถีเกษตรยั่งยืน กำลังเป็นทางเลือกในการดำเนินชีวิตใหม่ของผู้คนจากสังคมเมืองจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วประเทศไทยในฐานะที่เรามีวิถีเกษตรยั่งยืนมาแต่โบราณกาลกำลังจะเดินไปทางไหนกัน เราจะเดินต่อไปทั้งๆ ที่รู้ว่าเส้นทางที่กำลังเดินนั้นนำเราไปสู่ “หน้าผาแห่งหายนะ” กระนั้นหรือ

  ถึงเวลาแล้วยังที่เราจะหันกลับมามองอย่างจริงจัง และหาคำตอบเสียทีว่า เราต้องการเทคโนโลยีแบบไหนที่เหมาะกับตนเอง

 หากมองทางเลือกของเทคโนโลยีที่เหมาะกับสังคมไทยโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องนำทาง ก็จะแจ่มชัดว่าเราควรเลือกใช้เทคโนโลยีบนเงื่อนไขดังต่อไปนี้

 -เป็นเทคโนโลยีที่คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และผลิตได้เองเป็นส่วนใหญ่
 -เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะกับวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์กายภาพ และวิถีชีวิตของคนไทย
 -เป็นเทคโนโลยีที่มีคุณธรรมต่อธรรมชาติ ไม่ทำลายธรรมชาติ และคำนึงถึงข้อจำกัดที่มีอยู่
 -เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์สูงสุด และมีประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ไม่ใช่สร้างมาเพื่อคนกลุ่มเดียว
 -เป็นเทคโนโลยีคงทนมีอายุการใช้งานยืนยาว
 -เป็นเทคโนโลยีเพื่อความจำเป็น ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย  สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
 -เป็นเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา
 -เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับฐานะ และไม่เร่งให้เกิดช่องว่างของสังคมที่มากขึ้น

หากหลักดังกล่าวถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานในการเลือกใช้ หรือพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ เราจะพบว่า มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ไม่มีความจำเป็นกับสังคมไทยเลย แต่ถูกระบบคิดการตลาดแบบทุนนิยมนำพาเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการสื่อสารดาวเทียมติดรถยนต์ที่ใช้กับรถยนต์ส่วนบุคคลที่เริ่มใช้กันเกร่อในเมือง ในขณะที่บางหมู่บ้านยังไม่มีแม้กระทั่งถนน หรือไฟฟ้า และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ทั้ง นา สวน ไร่ การพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือทางการเกษตรควรได้รับความสนใจ ไม่ใช่ใส่ใจแต่ภาคอุตสาหกรรม

อาจารย์ยักษ์อยากฝากหลักคิดข้างต้นให้นักสร้างนวัตกรรมคนไทย สร้างเทคโนโลยีแห่งความพอเพียงให้เต็มบ้านเต็มเมือง โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือลอกเลียนฝรั่งเสียที

"อาจารย์ยักษ์     มหาลัยคอกหมู"


ขอบคุณบทความดีๆ จากคอลัมน์ "พอแล้วรวย" โดย อ.ยักษ์ ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2013, 06:18:48 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #383 เมื่อ: มกราคม 29, 2013, 04:26:45 PM »

ถอดรหัส9วิธีฟื้นฟูชาติ
โดย - อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู

นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้างคนรักษาม้า และนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราช และโดยเฉพาะเหล่าอำมาตย์ ล้วนจาริกในโมหภูมิทั้งนั้น พวกนี้ขาดทั้งความรู้วิชาการ ทั้งความรู้ทั่วไป คือความสำนึกธรรมดา พวกนี้ไม่รู้แม้แต่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้ชอบผลมะม่วงแต่ก็ทำลายต้นมะม่วง

 ข้อความตอนหนึ่งจากบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกที่เปรียบเสมือน “เสียงเตือนสติ” ให้สังคมไทยว่า การหลงอยู่ใน “โมหภูมิ” ที่ไม่รู้แม้แต่ประโยชน์ที่ตนได้จากทรัพยากร และการแก่งแย่งดูดกลืนทรัพยากรจนขาดสติถึงขั้นถอนราก ตัดโค่น ทำลาย ทั้งต้นไม้ ดิน น้ำ อากาศ ที่เปรียบดังต้นมะม่วงนั้น ที่สุดคือการทำลายตนเอง

 ข้อคิดที่ทรงคุณอีกประการหนึ่งจากบทเรียน ต้นมะม่วงที่ให้ไว้กับพสกนิกร คือ ทรัพย์สินที่มีค่า หากอยู่ท่ามกลางคนเขลา เบาปัญญา ก็มีสิทธิ์หมดไป หรือ ถูกทำลายไปในที่สุด หากต้นมะม่วงเปรียบเสมือนสังคมไทย ณ ขณะนี้ก็เป็นต้นมะม่วงที่กำลังถูกถอนราก ผู้คนพากันรุมกินรุมทึ้ง ดอกผลที่มีอยู่เกือบหมด และกำลังจะกลายเป็นซากต้นมะม่วงที่ไม่สามารถให้ดอกผลได้อีกต่อไป

 การจะทำให้ต้นมะม่วงกลับมามีชีวิตใหม่ไม่เพียงแต่ต้องรู้วิทยาการในการฟื้นฟู แต่ยังต้องเป็นหน้าที่ เป็นสำนึกของทุกๆ คนในสังคม ดังพระราชดำรัสของพระมหาชนกที่กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุกบุคคลจะเป็นพ่อค้าวาณิชย์ เกษตรกร กษัตริย์ หรือสมณะ ต้องทำหน้าที่ทั้งนั้น ก่อนอื่นเราต้องฟื้นฟูต้นมะม่วงที่มีผล” พร้อมทั้งเสนอ 9 วิธีในการฟื้นฟูต้นมะม่วง ดังนี้

 “1.เพาะเมล็ดมะม่วง 2.ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกรากใหม่ 3.ปักชำกิ่งที่เหมาะแก่การปักชำ 4.เอากิ่งดีมาเสียบยอดของต้นไม้ที่ยังไม่มีผลให้มีผล 5.เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น 6.เอากิ่งมาทาบกิ่ง 7.ตอนกิ่งให้ออกราก 8.รมควันต้นที่ไม่มีผลให้ออกผล 9.ทำชีวาณูสงเคราะห์”

 9 วิธีดังกล่าวในการฟื้นฟูมะม่วงนอกจากจะใช้ได้ในเชิงมิติที่เป็น “กายภาพ” ที่หมายถึงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ต้นหมากรากไม้แล้วยังสามารถนำเอามาประยุกต์ได้อย่างยอดเยี่ยมในมิติของการฟื้นฟู “สังคม” และ “คน” ดังนี้

๑. เพาะเมล็ด คือการนำเมล็ดแต่ละเมล็ดมาเพาะให้เติบโตเป็นต้นกล้า จากต้นกล้าเติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงต่อไป เปรียบเสมือนการเอาสมาชิกรุ่นเยาว์แต่ละคนมาอบรมบ่มเพาะให้การศึกษา ใส่ปัญญา ใส่ความรู้ คุณธรรมตั้งแต่เยาว์วัย ให้สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้ผิดชอบชั่วดี สามารถยืนหยัดท่ามกลางกระแสมิจฉาทิฐิได้อย่างมั่นคง

 ใน 9 วิธีของการฟื้นฟูต้นมะม่วง การเพาะเมล็ดถือเป็นวิธีที่ 1 ที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุด เพราะ เมล็ดที่แข็งแรงสามารถถูกขยายให้เป็นพันธุ์ที่แข็งแรงได้ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือน เยาวชนต้นกล้า ของสังคม หากแข็งแร็ง ได้รับการปลูกฝัง คุณธรรมความรู้จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ก็จะสามารถขยายผลผลิตเยาวชน ที่เป็นต้นกล้าแห่งความดีงามได้ไม่มีที่สิ้นสุด และผู้ใหญ่ที่เติบโตจากเมล็ดพันธุ์แต่ละเม็ดก็จะขยายรากเป็น “รากแก้ว” เป็นฐานยึดที่แข็งแรง ให้ร่มเงาแห่งความร่มเย็นแก่สังคมได้อย่างมั่นคงถาวร

๒. ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกรากใหม่ ในมิติของการฟื้นฟูสังคมคือการรักษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา คุณค่าอันดีงามที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษให้คงอยู่ เป็นสายใยยึดโยงเกาะเกี่ยวผู้คนในสังคมเข้าด้วยกัน สังคมที่ขาดประวัติศาสตร์ ไร้วัฒนธรรม เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ไร้ราก ไม่อาจต้านทานกระแสลมที่กระโชก การกัดเซาะ และกัดแทะจากภายนอกได้ หากรากดียังมีอยู่ จำเป็นที่ต้องถนอมรากให้ดีและให้เร็ว เพื่อให้รากนั้นทำหน้าที่เป็นฐานปกป้องไม่ให้ต้นไม้ล้มครืนได้ง่ายๆ

 รากดีๆ ของสังคมไทยที่จำเป็นต้องได้รับการถนอมอย่างเร่งด่วน คือ รากของการแบ่งปัน การให้ การไม่เบียดเบียน หากรากนี้ถูกถอนโค่นและแทนที่ด้วยจิตสำนึกของการล่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา แห่งทุนนิยมได้เมื่อไหร่ เราคงเห็นต้นไม้ “ประเทศไทย” ล้มครืนไปเมื่อนั้น

๓. ปักชำกิ่งที่เหมาะแก่การปักชำ ต้นไม้มีกิ่งที่ดีแข็งแรงเหมาะแก่การปักชำให้เป็นต้นใหม่ และมีกิ่งที่ไม่เหมาะแก่การปักชำ สังคมก็เช่นกันมีทั้งที่เป็นคนดี และคนไม่ดี กิ่งดีสมควรนำเอามาปักชำใหม่เช่นไร คนดีก็ควรได้รับการทำนุบำรุง ส่งเสริม เพื่อให้สามารถสร้างประโยชน์ในที่ต่างๆ ได้เช่นนั้น สำหรับกิ่ง หรือ “คน” ที่ไร้ประโยชน์ ก็ไม่ควรถูกนำมาปักชำขยายผลต่อ เพราะรังแต่จะสูบกิน ดูดใช้ แย่งชิงอาหารของต้นไม้ดี ทำให้ต้นไม้ “ดี” ต้องอ่อนแรง หรือต้อง “ตาย” ไปในที่สุด

๔. เอากิ่งดีมาเสียบยอดของต้นไม้ที่ยังไม่มีผลให้มีผล คือการ เสริม คนดี ให้มีอำนาจเหนือคนโง่ คนไร้ปัญญา จนสามารถแผ่อิทธิพลคุณธรรม ปกครองคนโง่เขลา และเปลี่ยนแปลงขัดเกลาคนโง่ได้

๕. เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น คือการเอา ความรู้ใหม่ๆ โลกทัศน์ วิธีคิดใหม่ๆ ความคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์มาให้คนที่ยังงมงาย คนที่ยังอยู่ในอบาย โดยหวังว่า “ตา” ดีที่ติดใหม่นั้นจะ “สร้าง” “ต่อยอด” “เปลี่ยนแปลง” เอาความคิดเก่าๆ ที่ไร้ประโยชน์ออกไปได้ เมื่อได้ตาที่ดีก็หวังได้ว่าจะมียอดที่ดีเกิดขึ้นตามมา

๖. เอากิ่งมาทาบกิ่ง หรือหลักการ assimilation คือการประสานเชื่อมร้อยพลังของ “คนดี” เข้าด้วยกัน เอา “เรื่องดีๆ” มาผูกโยงเข้าด้วยกัน องค์กรดีๆ คนดีๆ เข้ามาอยู่เป็นเครือเดียวกัน มาเป็นพวกกันที่สามารถ ก่อพลัง เป็นต้นแบบ รวมทั้ง เป็นพลังที่สามารถ สยบ ความไม่ดีได้

๗. ตอนกิ่งให้ออกราก คือการนำเอากิ่งที่ยังแข็งแร็งอยู่มาตอนรอให้ออกรากจึงนำไปปลูกใหม่ เสมือนการสร้างเสริม “คนดี” ให้มีความมั่นคงแข็งแรงพอ เพื่อที่จะสามารถขยับขยายไป สร้างรากฐานในที่ที่ใหม่ได้ด้วยตัวของตัวเอง

๘. รมควันต้นไม้ที่ไม่มีผลให้ออกผล โดยธรรมชาติของต้นไม้ เมื่อมันอยู่ในสภาวะที่ถูกบีบบังคับ หรือถูกทำให้เครียด เช่น ถูกรมควัน หรือ ไม่ให้น้ำ มันจะออกดอกออกผลเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ให้ดำรงอยู่ ในทางสังคมก็เช่นเดียวกัน กลุ่มคนบางกลุ่มจำเป็นต้องใช้วิธี “บีบบังคับ” เพื่อให้กระทำในสิ่งที่ควรกระทำ การเปลี่ยนแปลงนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ในบางสถานการณ์ก็ต้องใช้วิธี “ปฏิวัติ” เพราะการปฏิรูป อาจมิทันการณ์ และคนบางคน กลุ่มคนบางกลุ่มก็ชอบ “ไม้เรียว” มากกว่า

๙. ทำชีวาณูสงเคราะห์ ในความหมายทางพืชพันธุ์หมายถึงการเพาะเนื้อเยื่อ คือการนำเอาเซลล์เนื้อเยื่อของต้นไม้ออกมาเพาะใหม่ซึ่งวิธีการนี้เราจะได้กล้าใหม่ ในปริมาณทีละมากๆ ในทางสังคม ชีวาณูสงเคราะห์คือการเปลี่ยนแปลง การสร้างใหม่ ที่สามารถก่อผลสะเทือนได้ทีละมากๆ ซึ่งหมายถึงการใช้ “สื่อสารมวลชน” เพื่อเปลี่ยนจิตสำนึกในระดับดีเอ็นเอ เป็นที่ยอมรับอย่างไม่มีข้อสงสัยว่า “สื่อ” เป็นเครื่องมือที่ทรงอิทธิพลในการสร้าง ลบล้าง หรือเปลี่ยนแปลงวิธีคิด พฤติกรรมของคนได้อย่างมีพลัง จะให้คนเชื่อ หรือไม่เชื่อ คล้อยตามหรือไม่คล้อยตาม เอาแบบอย่างหรือไม่เอาแบบอย่าง สื่อ เป็นวิธีการ เพาะเนื้อเยื่อ ที่เร็ว แรง และในปริมาณที่มากที่สุด มากกว่าวิธีใดๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมด อิทธิพลของวัฒนธรรมเกาหลีผ่าน “แดจังกึม” ที่กำลังฝังรากอยู่ในสังคมไทย คงเป็นบทพิสูจน์อันดียิ่งของผลพวงการทำชีวาณูสงเคราะห์ การสร้างดีเอ็นเอเนื้อเยื่อใหม่แห่งคุณธรรม ปัญญา จึงไม่อาจปฏิเสธอิทธิพลของสื่อได้  

วิธีเดียวที่จะขจัด “สื่อโมหจริต” ที่กำลังแพร่เชื้อมะเร็งร้ายในสังคม คือการเร่งสร้าง “สื่อคุณธรรม” ให้เข้ามาแทนที่ให้เร็วที่สุด

อาจารย์ยักษ์ ณ มหา’ลัยคอกหมู


ขอบคุณบทความดีๆ จากคอลัมน์ "พอแล้วรวย" โดย อ.ยักษ์ ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2013, 06:19:05 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 ... 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 [24] 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: