หน้า: 1 ... 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 [23] 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902142 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #352 เมื่อ: มกราคม 05, 2013, 08:44:23 AM »

...
หมายเหตุ ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาถูกเรียกว่าอินเดียนแดง (Indian) เพราะว่าชาวตะวันตกพยายามเดินทางข้ามทะเลไปทางทิศตะวันตกของทวีปยุโรบด้วยความเชื่อว่าโลกกลม  และน่าจะสามารถเดินทางไปประเทศอินเดียไปทางทิศตะวันตกแทนที่จะเป็นทิศตะวันออกเหมือนที่เคยเดินทางมา เมื่อเดินทางไปเจอทวีปอเมริกา แต่พวกเขาหลงคิดว่าเดินทางไปถึงประเทศอินเดียแล้ว  จึงเรียกชนพื้นเมืองซึ่งมีผิวออกดำแดง แทนที่จะดำคล้ำเหมือนชาวอินเดียที่เคยเจอว่า West Indian (ชาวอินเดียตะวันตก) หรือ Red Indian (ชาวอินเดียแดง) ต่อมาทราบว่าเป็นการค้นพบทวีปใหม่แต่ก็ยังคงชื่อเรียกชาวพื้นเมืองแถบนั้นว่า Idian เหมือนเดิ
้อ

อินเดียนแดง.งงงง  ที่แท้ก็คนอิสาน เที่ยวหาปลาเป็นอาหาร แต่แล้วก็เรืออับปาง จึงว่ายข้ามทะเล ไปถึงทวีปรกร้าง ออกลูกเป็นเผ่าต่างๆ    (พี่แอ๊ด คาราบาว แกว่าไว้ครับ) ยิงฟันยิ้ม

สวัสดีปีใหม่ครับพี่....ขอให้ธรรมะรักษาครับ

[teerapan] - ถ้าดูจากหลักฐานทางชีววิทยาระดับยีนของพืชแล้ว จะต้องมีอะไรสักอย่างนำ "ต้นสาบเสือ" จากทวีปอเมริกามายังประเทศไทย  ผมเองก็กล้าสรุปว่าเป็นมนุษย์เพราะมีโอกาสที่จะเป็นนกก็ได้  ส่วนเรื่องอินเดียแดงเป็นคนอีสาน หรือคนอีสานเป็นชาวอินเดียแดงนั้นผมไม่ทราบจริงๆ

Nine : คนอิสานกะอินเดียนแดงนั้น....เพลงคาราบาวครับพี่
           ส่วนสิ่งหนึ่งมาอยู่อีกที่หนึ่งนั้น(พืช-สัตว์) มันน่าจะธรรมดาในความมหัศจรรย์มั๊งครับ
           ผมยังสงสัยอยู่ตอนนี้ ว่ากระถินหอมในทุ่งที่บ้านผม ทรงต้น-ใบ-หนาม มันคล้ายๆกับต้นที่ยีราฟมันยืดคอกินใบอยู่ทีท่งหญ้าอาฟริกาโน่น


Liked By: yudhapol, teerapan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2013, 09:13:41 AM โดย Nine. » บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....

ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #353 เมื่อ: มกราคม 05, 2013, 12:30:30 PM »


เพอร์มาคัลเจอร์ คือ การปฏิวัติ ที่ปลอมตัวมาในรูปของการทำสวน


ฉี่ลงดิน





บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #354 เมื่อ: มกราคม 07, 2013, 12:57:32 AM »

เพิ่มเติมเรื่องผลการทดลองหญ้าจักรพรรดิ์ที่สวน  แต่ลืมถ่ายรูปมาเพราะมัวแต่ยุ่งๆ  ผมแหกคอกจากที่ อ.ตั้มสั่งไว้ว่าให้รดน้ำสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 1 เดือน ด้วยการทิ้งช่วงเวลารดน้ำนานเพิ่มขึ้นเป็น 2 สัปดาห์ครั้งโดยมีตัวช่วย 4 อย่างคือ

1. Sunken Basin โดยการขุดให้หลุมที่ปลูกหญ้ามีด้านข้างสูงกว่าตรงกลางหลุม  เวลารดน้ำแล้วน้ำจะไม่ไหลไปที่อื่น
2. Vertical Mulch โดยใช้ขวดน้ำอัดลมใส่วัสดุพรุน + ปุ๋ยคอกฝังไว้ตรงกลางหลุม
3. Mulching โดยการคลุมหญ้าที่ปลูกด้วยหญ้าแห้ง
4. Swale ผมสูบน้ำเข้าไปใน swale ไม่ไกลจากหลุมที่ปลูกหญ้าจักรพรรดิ์ในวันแรกที่ปลูก  เพื่อความสะดวกในการรดน้ำเพราะผมไม่มีท่อวางไว้จนถึงบริเวณที่ปลูก  จึงสูบน้ำจากสระด้านใต้สุดของที่ดินมาใส่ตรงหัวร่อง swale  ในกรณี swale จึงเป็นเหมือนคลองชลประทาน  ทำให้ผลรดน้ำพืชข้างๆ swale ได้สะดวก (ในวันนั้นผมปลูกหญ้าแฝกจากบ้าน อ.ตั้ม) น้ำส่วนที่เหลือใน swale ผมปล่อยให้ซึมลงใต้ดินไป  swale กลับมาแห้งในภายในสัปดาห์ถัดมา

ผมปลูกหญ้าที่เพาะไว้ในถุงพลาสติกพรมน้ำไว้ 1 สัปดาห์ลงในหลุมที่เตรียมไว้ 6 ข้อต่อหลุม  ปลูกไปทั้งหมด 5 หลุม  หลังจากผ่านไป 4 สัปดาห์ โดยรดน้ำวันแรกที่ปลูก และรดน้ำในขวดทุกๆ 2 สัปดาห์  ขณะนี้แต่ละหลุมมีหญ้าจักรพรรดิ์สูงประมาณ 10 ซม. จำนวน 4-6 ต้นต่อหลุม  โดยหลุมที่ฝั่งที่อยู่ใกล้ swale จะมีหญ้ารอดมากกว่าฝั่งที่ไกลออกไป  โดยเฉลี่ยแล้วอัตรารอดประมาณ 70% ในครั้งหน้า (สัปดาห์ที่ 6) จะติดตามดูอัตรารอดอีกครั้ง และจะดูอาการว่าจะต้องรดน้ำต่อหรือไม่  ถ้าต้นหญ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็จะงดการให้น้ำ  โดยอาจจะยังคงรดน้ำต่อ 1 หลุมเพื่อเป็นชุดควบคุมว่าถ้าต้นหญ้ารอด  มันรอดเพราะการให้การน้ำของเรา หรือรอดเพราะหญ้าชนิดนี้มีความสามารถในการทนแล้งด้วยตัวของมันเอง  จบการเพิ่มเติมข้อมูลเรื่องหญ้าจักรพรรดิ์ ณ สวนขี้คร้านประจำสัปดาห์ที่ 4 แต่เพียงเท่านี้....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2013, 07:47:26 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
witran
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 196


« ตอบ #355 เมื่อ: มกราคม 07, 2013, 07:27:22 AM »

สวัสดีปีใหม่ ครับ ขอตามผลงานครับ


Liked By: teerapan, yudhapol
บันทึกการเข้า
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11201


« ตอบ #356 เมื่อ: มกราคม 07, 2013, 11:25:41 AM »

 อายจัง อายจัง อายจังยอดเยี่ยมเลยครับท่านกับการทดลองปลูกหญ้าจักรพรรดิ์ ผมจะได้นำแนวทางเก็บไปใช้ที่สวนบ้างครับ

[teerapan] - ผมต้องขอโทษคุณกัญจน์ด้วยนะครับที่ในรอบนี้ไม่ได้ทำการทดลองแบบแยกส่วน  ทำการทดลองมั่วไปหมด ทำให้แยกว่าผลเกิดจากปัจจัยไหนใน 4 ปัจจัยที่กล่าวถึงไม่ได้ (เนื่องจากผมกลัวหญ้าที่ขอ อ.ตั้มมาจะตาย)

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมทดลองขุดดินเพื่อปลูกหญ้าจักรพรรดิ์ที่เพาะไว้ในถ้วยโยเกิร์ต (เป็นอีกการทดลองหนึ่ง)  พบว่าดินในบริเวณใกล้เคียงแห้งและแข็งมาก  เนื่องจากระบบรากของหญ้าจักรพรรดิ์ในช่วงต้นไม่น่าจะลึกเหมือนพวกหญ้าแฝก  จึงทึกทักเอาเองว่าปัจจัยบวกจาก swale น่าจะน้อย  แต่ก็ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมหญ้าในหลุมที่อยู่ใกล้ swale มากกว่าจะงามกว่า  (ยกเว้นว่ามี wicking effect หรือ ระบบรากของหญ้าจักรพรรดิ์ที่ปลูกในดินจะแทงรากลึก และยาวได้มากกว่าที่เราเพาะในถ้วยโยเกิร์ต จนกระทั่งรากสามารถเข้าถึงน้ำในดินชั้นล่างลงไป)  หรืออาจจะเป็นผลกระทบคล้ายๆ กับการปลูกอ้อยดำที่ต้นที่ปลูกลงดินจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตอนอยู่ในถ้วยเพาะอย่างมาก

ส่วนหญ้าแฝกที่ปลูกริมร่อง swale รอดเป็นส่วนใหญ่  หญ้าแฝกพวกที่ไม่รอดเป็นต้นที่รากยังไม่งอกแล้วเอาไปปลูกซะเป็นส่วนใหญ่  ผลการทดลองครั้งนี้ยืนยันว่าการที่หญ้าแฝกที่ผมปลูกรอบแรกโดยไม่รดน้ำเลย (ตอนนั้นท่อแตกสูบน้ำขึ้นมาไม่ได้) เป็นวิธีการที่แย่มาก  ทำให้อัตรารอดแตกต่างกันมากมาย  สรุปแล้วถึงแม้นหญ้าแฝกจะทนแล้ง แต่หญ้าแฝกที่ปลูกในพื้นที่แห้งแล้งจะต้องใช้ปัจจัยช่วยเพื่อให้แฝกตั้งตัวได้  ไม่งั้นจะตายไปก่อนที่จะได้มีโอกาสโชว์ความทนแล้งของเขา

ขอบคุณครับ หญ้าแฝกในช่วงแรกต้องการความชื้นพอสมควรถ้าหากจะปลูกแบบแยกสดแล้วปลูกเลยต้องอยู่ในช่วงฤดูฝนถ้าปลูกในหน้าแล้งชำให้แทงรากสักหน่อยแล้วปลูกและรดน้ำในระยะแรกก็จะรอดไปได้ครับ ส่วนหญ้าจักพรรดิ์ของผมที่ได้มาจากอาจารย์ตั้มตอนนี้ไปขุดขึ้นมาชำในกระถางไว้แล้วตอนนี้ กลัวจะสูญพันธุ์ซะหมดครับเล่นยากเหมือนกันนะ


Liked By: teerapan, yudhapol
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2013, 01:20:24 PM โดย กัญจน์ » บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #357 เมื่อ: มกราคม 08, 2013, 03:28:12 AM »

อ้างถึง : [teerapan] - ผมก็เพิ่งทราบว่ามีดินแดนของฝรั่งเศลชื่อ"นิวคาลิโดเนีย" ใกล้ออสเตรเลียขนาดนี้  ยิ่งได้เรียนรู้เรื่องราวยิ่งน่าสนใจมาก



เมืองที่ผมมาอยู่ โวห์ ครับ  มีป่าชายเลน รูปหัวใจเป็นจุดขายเลย  แต่ตอนผมไปที่ ฮารตออฟโวห์ น่ะ ไม่สวยเพราะเป็นหน้าแล้ง  ก็เลยเอารูปจากอินเตอร์เน็ตมาให้ดู  มืออาชีพเขาถ่ายรูปได้สวยกว่าผมเยอะ
นิวคาลิโดเนีย  อุดมไปด้วยทรัพยากรณ์แร่ และ ทรัพยากรณ์ทางทะเล  ทะเลสวยมากครับ น้ำใสมาก ปะการังก็เยอะ  ที่สำคัญ ไม่มีขยะ  ไม่มีร่มขายของริมหาด  มีแต่หาดทรายล้วนๆ "ดินแดง ฟ้าคราม  นิว คาลิโดเนีย"

[Teerapan]- สวยงามมากๆ แล้วชนพื้นเมืองของยังแต่งตัวแบบเดิมหรือเปล่า? หรือแต่งตัวสมัยใหม่ พูดภาษาฝรั่งเศลกันหมดแล้ว? ไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทำลายสิ่งแวดล้อมไปมากมั๊ย?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2013, 01:26:14 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #358 เมื่อ: มกราคม 09, 2013, 09:11:05 PM »

งานเบื้องหลังของ swale

การที่ได้มาซึ่งการพืชคลุมดินท้องถิ่น (หรือวัชพืชนั่นเอง  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม) เยอะขนาดที่ทำให้น้อง ktikamporn คันไม้คันมืออยากตัดหญ้า ไม่ใช่จบแค่ขุด swale เพียงครั้งเดียวแต่เกิดจากการเฝ้าสังเกต และการปรับแต่ง swale อย่างต่อเนื่อง

เราต้องเฝ้าสังเกตุการไหลของน้ำตอนฝนตก  ถ้าไหลแบบนี้ไม่ดีแน่




เราอาจจะปรับแต่งโดยการทำ Diversion Swale (ไว้จะเล่าให้ฟังต่อไป) หรือ Micro Swale ขวางทางไหลของน้ำ แล้วค่อยๆ นำน้ำไปลงร่องที่เราขุดไว้


หรือดักน้ำจากข้างทางถนน


ถ้าจะดักจากบนถนนเลยอาจจะใช้เทคนิคของ French Drain ที่จะเล่าให้ฟังต่อไป


ความพยายามทั้งหมดนี้ เริ่มจากการเฝ้าสังเกตุน้ำ Run off ที่ไหลทิ้งไปโดยไม่ได้ถูกดักเก็บไว้ให้เกิดประโยชน์ในที่ดิน  ส่วนการดักน้ำต้องทำตั้งแต่ยังมีปริมาณน้ำไหลน้อยๆ ก่อนที่น้ำ Run off เหล่านี้จะรวมตัวเป็นสายน้ำที่มีอำนาจในการกัดเซาะมากขึ้น และยากในการจัดการ  น้ำปริมาณน้อยๆ เหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเส้นทางให้ไหลอย่างช้าๆ เข้าไปเก็บใน swale ทั้ง 8 ที่ถูกสร้างขึ้นมา

ส่วนทางด้านล่าง (ด้านใต้) ของที่ดิน  น้ำ Run off จำนวนมากจากที่ดินของเพื่อนบ้านไหลกลับเข้ามาในที่ของเรา โดยที่เราควบคุมการไหลของน้ำตั้งแต่ด้านบนๆ ตอนที่ยังมีปริมาณน้ำน้อยๆ ไม่ได้ (เพราะจะต้องไปชะลอน้ำตั้งแต่ในที่ดินของเพื่อนบ้าน)  งานนี้จึงเป็นงานใหญ่ก็ต้องใช้ Swale ขนาดใหญ่  ผมเตรียมการตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน  ขุดหลุมดักตะกอนลึกประมาณ 2.5 เมตร  ทำคันดินเหมือนกับที่สร้าง swale แต่คันดินสูงประมาณ 1 เมตร หนา 6 เมตร (จ้างให้รถขุดมาตักดินให้ช่วงเดียวกับที่ขุด swale ทั้ง 8 ร่อง)  โครงสร้างของที่ดักตะกอนนี้จึงไม่ต่างอะไรกับ swale จนน่าจะเรียกว่าเป็น swale แห่งที่ 9 ในสวนขี้คร้าน



ฝนตกตอนแรกๆ ไม่มีน้ำเลย พอช่วงกลางๆ หน้าฝน มีฝนตกหนักมากๆ วันเดียวน้ำท่วมเกือบถึงคันด้านบนของเนิน  น้ำมีเศษดินปนมามากเหมือนน้ำป่าเลยครับ


โรยขี้หมู 2 ถุง  ผ่านไป 1 สัปดาห์พร้อมทั้งมีฝนตกเล็กน้อย 2-3 วัน  น้ำซึมเข้าเนินดินข้างๆ น้ำลดไปประมาณ 1 เมตร  น้ำเริ่มตกตะกอนเป็นสีน้ำตาล  ก้นสระสีเข้มจนเกือบดำ  น้ำที่ปกติจะไหลลงสระหมด  ถูกดักเอาไว้เป็นสัปดาห์ให้ซึมเข้าเนินดินข้างๆ swale ไม่ไหลลงสระที่ระดับน้ำต่ำลงไปอีกร่วม 3 เมตร  อีกหนึ่งหนทางในการเก็บน้ำลงในดิน


เติมขี้หมูครั้งเดียวก็มีจุลินทรีย์มากพอจะทำให้น้ำใสได้ตลอดหน้าฝน (ตอนฝนตกใหม่ๆ น้ำที่ไหลมาจากที่ดินเพื่อนบ้านจะขุ่น  ทิ้งไว้ 2-3 วันก็จะเริ่มใสเอง)


ฝนตกหนักอีกหลายครั้ง  บางครั้ง swale ขนาดใหญ่นี้ดูดซับน้ำไม่ทัน  น้ำไหลอย่างช้าๆ ลงสระ แต่อำนาจการทำลายล้างก็มิใช่น้อย  กัดดินบนเนินเป็นทางไปดินหายลงสระเป็นร่องยาวกว่า 1 เมตร  ดีว่าออกแบบเนินดินหนา 6 เมตรเนินดินของ swale จึงยังไม่พัง  งานนี้ต้องรีบทำทางน้ำล้นอย่างเป็นทางการ (เดิมคิดว่าไม่มีทางที่น้ำจะท่วมเนินนี้ได้ เลยประมาทไม่ได้ทำไว้) เพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำในหน้าฝนปี 2556  ถ้าไม่ทำเนินหนาขนาด 6 เมตรคงจะถูกกัดจนพังภายใน 2-3 ปีเป็นแน่   ส่วนบ่อดักตะกอนนี้ก็คงจะแห้งในหน้าแล้งแน่นนอน แต่คงจะตื้นเขินในเร็ววัน  ในปี 2556 อาจจะต้องขุดดินจากก้นบ่อดักตะกอนขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวสำหรับหน้าฝนปี 2556 และอาจจะต้องมีโครงการทำฝ้ายแม้วตั้งแต่น้ำไหลเข้ามาจากรั้วของที่ดินเพื่อนบ้านเลย  จะได้ลดปริมาณตะกอนที่จะไหลมาลงที่ดักตะกอนแห่งนี้  ผมล่ะจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าปล่อยให้ตะกอนเหล่านี้ลงไปในสระน้ำจะมีภาระต้องไปขุดตะกอนขึ้นมาจากก้นสระขนาดไหน ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 18, 2013, 10:28:47 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
tsara
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1102


อยู่ที่ใจ อยู่ที่เรา


« ตอบ #359 เมื่อ: มกราคม 10, 2013, 11:15:25 AM »

ขอความรู้จากพี่ไปอีกปีนะครับ


[teerapan] - อย่าเรียกว่าขอความรู้เลยครับผู้กองเดียร์ ผมไม่ค่อยรู้อะไรสักเท่าไร  เรียกว่าแชร์ประสบการณ์กันแล้วกันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2013, 10:02:51 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

เด็กชายจาก         นคร  ศรี
สาวคนดีอยู่    พระ นคร  ศรีอยุธยา
พักผ่อนกายา        นคร  นายก

http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=13651.0
namneung
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1507


« ตอบ #360 เมื่อ: มกราคม 10, 2013, 07:47:08 PM »

ไม่ได้แวะเข้ามานาน  ห้องทดลองของพี่นึกก้าวไกลไปเยอะเลย  

[teerapan] - ยังไม่ค่อยก้าวหน้าหรอกน้องมน  ทำไปเท่าที่ทำกันไหว เพราะไม่มีคนงาน  ส่วนมากที่เห็นเขียวๆ เป็นฝีมือธรรมชาติซะเป็นส่วนใหญ่  ต้นไหนรอดก็รอดไป  ต้นไหนไม่รอดก็ปล่อยไป  มีรดน้ำบ้างเฉพาะต้นใกล้ๆ ขนำ  อย่างต้นมิราเคลของน้องมนโดนแดดจนใบเหลืองบ้าง แต่ก็ยังไปรดน้ำให้ทุกๆ 1-2 สัปดาห์เสมอนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2013, 10:07:22 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
PeeSo
ต้นไม้ คืนธรรมชาติ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1836

คนฮัก ไร่-นา-สวน


« ตอบ #361 เมื่อ: มกราคม 10, 2013, 11:03:44 PM »

สวัสดีครับพี่นึก  ยิ้มเท่ห์

ผมจำได้แล้วครับ แรกๆได้อ่านกระทู้พี่อยู่.. ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม พอดีห่างหายไปจากเวบสักระยะ...ด้วยเหตุงานประจำรุมล้อม...

ได้เจอศิษย์อาจารย์เดียวกันหลายท่าน...ในกระทู้นี้...สิ่งดีๆที่ได้แบ่งปัน...ไม่น้อยเลย... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณมะตูมจากสวนเพชรบุรี...อุตส่าห์ เอามาฝากตั้งสองรอบแล้ว...ต้มน้ำมะตูมหอมมากๆครับ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

วันเสาร์นี้ จะเอามะตูมของพี่นึก ไปต้ม ให้เด็กๆ ที่อุตรดิตถ์ และชาวบ้านได้ชิมกัน...

อ่านสวนขี้คร้านยังไม่จบ...ได้ข้อคิดมากมาย เริ่มอ่าน Peak Oil ได้อะไรมากกว่าที่คิดอีกครับ

รับรองจะอ่านให้จบ ภายในไม่กี่วันนี้แระ ...จะเฝ้าติดตามอีกคน...ว่าห้องทดลองนี้จะได้ผลอย่างไรบ้าง..ในโอกาสต่อไป... ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณอีกครั้งครับพี่นึก

"เซียงโส บุรีรัมย์ "

[teerapan] - ขอบคุณท่านเซียงโสที่แวะมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง  เรื่องมะตูมไม่ต้องเกรงใจครับ  เป็นความปราณีของธรรมชาติล้วนๆ เพราะต้นมะตูมต้นนี้อยู่นอกพื้นที่ทดลองในปีนี้  เลยรับประกันได้เลยว่าไม่ได้รับการรดน้ำเลย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  และไม่น่าจะได้ประโยชน์จาก swale ด้วยเพราะอยู่ไกลออกไปพอสมควร ยาไม่เคยฉีด ปุ๋ยไม่เคยใส่ ดินไม่เคยพรวน  วัชพืชเพิ่งมาตัดตอนลุยดงหญ้าเข้าไปสอยผลมะตูม  ดังนั้นเรียกว่าผลผลิตธรรมชาติล้วนๆ   เราขอแบ่งธรรมชาติเขามากินบ้าง ปล่อยให้เขาตกแถวๆ โคนอย่างน้อย 25% ของผลผลิตบ้าง  เพราะว่ามันเป็นของฟรีที่ธรรมชาติมอบให้โดยที่เราไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย  เราก็อย่าเอาเปรียบเขาเก็บมาทั้ง 100% เลย

แต่ก็ยังคาใจนิดๆ ว่าถ้าเรารดน้ำบ้าง ใส่ปุ๋ยบ้างลูกมันจะใหญ่ขึ้นอีกบ้างมั๊ย  แต่...ขี้คร้าน..ไม่ทำดีกว่า  ไม่รู้ว่าจะเอาลูกใหญ่ไปทำไม  ต้มออกมาก็ได้น้ำมะตูมเหมือนกัน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2013, 11:37:02 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
makcloud
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


« ตอบ #362 เมื่อ: มกราคม 14, 2013, 10:38:28 AM »

แล้วถ้าเป็นพื้นที่ที่ความลาดเอียง (ความชัน) ไม่มาก หรือความลาดเอียงไม่แตกต่างกัน จะทำ swale หรือแนวชะลอน้ำได้หรือเปล่าครับ ถ้าไม่ได้แล้วเราจะเพิ่มน้ำให้ดินได้ด้วยวิธีอะไร

[teerapan] - ก่อนอื่นต้องของชี้แจงก่อนว่าจริงๆ แล้วปริมาณน้ำฝนของประเทศไทยไม่ถือว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้ง  หานำวิธีการของที่พื้นที่แห้งแล้งมาใช้งานจะต้องระมัดระวังเรื่องน้ำท่วมขังจนทำให้ต้นไม้ตายเป็นอันดับแรกๆ ที่ผมกล้าทดลองที่ที่ดินของผม เพราะดูจากสภาพดินเป็นดินปนหิน และผมทดลองขุดหลุมขนาดลึกประมาณ 1 เมตร (ทดลองตอนเขาขุดวางฐากรากของบ้าน)  เอาน้ำใส่จนเต็มแล้ววัดอัตราการลดลงของน้ำในหลุม  น้ำจะค่อยๆ ซึมไปจนหมดภายใน 3-4 วันทั้ง 10 หลุม  ทำให้ผมมั่นใจว่าโครงสร้างดินแบบที่สวนของผมยังงัยน้ำจะไม่ขัง กอปรกับที่ดินอยู่บนดอนที่ระดับความสูงประมาณ 110 เมตรจากระดับน้ำทะเล โอกาสน้ำท่วมจึงเรียกได้ว่าเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์  ผมจึงกล้าทดลอง  แต่ถ้าที่ดินของคุณเป็นดินเหนียวที่ระบายน้ำไม่ดี หรือเป็นที่ลุ่มต่ำมีระดับน้ำใต้ดินสูง  การใช้วิธีการแบบในพื้นที่แห้งแล้งรังแต่จะทำให้เกิดปัญหามากกว่า

กลับมาเรื่องลาดชัน  โดยปกติแล้วที่ดินที่ราบเสมอกันหมดจริงๆ หาได้น้อยมาก  แม้นแต่ที่นา  ส่วนใหญ่แล้วก็ยังมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน  ดังนั้นเทคนิค swale จึงสามารถใช้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้เสมอ แต่ที่ไม่แนะนำ swale ในพื้นที่ที่ชันเกิน 18 องศาก็ เพราะว่าโครงสร้างอาจจะอุ้มน้ำไว้ไม่ได้  จะต้องใช้โครงสร้างแบบอื่นแทน เช่น Terrace   ในกรณีที่ที่ดินราบเรียบมากๆ (ซึ่งมีน้อยมาก) เราก็จะพยายามทำให้มันไม่เรียบโดยเทคนิดต่อไปนี้
- การทำ Sunken Basin (กลับไปอ่านตอนก่อนหน้านี้)
- การทำ Imprinting (ไว้วันหลังจะลงรายละเอียดให้ฟัง)

อีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยจะธรรมชาติและต้องใช้งานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงคือการทำ wicking bed  ซึ่งถ้าจะทำใน scale ขนาดใหญ่คงจะต้องทำแบบ open wicking bed เรื่องนี้ผมยังไม่มีเวลาทดลองคงต้องเป็นโครงการในปี 2557 จึงจะพอมีประสบการณ์กลับมาแชร์ให้ฟังกันได้
 
ส่วนตัวผมแล้วคิดว่าถ้าที่ดินราบจริงๆ จะมี Run off น้อยมาก ดินมักจะเป็นดินตะกอนที่ดีอยู่แล้ว  วิธีการเพิ่มความสามารถในการเก็บน้ำลงดินจึงเหลือเพียงการเพิ่มสารอินทรีย์ให้กับดิน  จะหาวิธีการโกงด้วยวิธีการทางกลอย่าง Swale คงได้ผลน้อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 14, 2013, 12:04:13 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
imm sureerat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 164



« ตอบ #363 เมื่อ: มกราคม 15, 2013, 05:49:34 PM »

สวัสดีค่ะ สวนขี้คร้าน
"ขอสั้นๆ นะคะ"
ลอกหลังไมค์มานาน ตอนนี้มีให้ลอกหน้าไมค์ เย้ เย้ เย้

ขอบคุณค่ะ  ยิ้มเท่ห์
อิ๋ม

[teerapan] - ป๊าด...วันนี้เจ้าแม่เพาะเมล็ดมือหนึ่งแวะมาถึงที่  เห็นหญ้าขจรจบที่สวนของอิ๋มแล้วยอมแพ้เลย  หญ้าสวนของอิ๋มงามกว่าที่สวนขี้คร้านเยอะ คริ คริ

ปล. ถามแม่ให้ด้วยว่าจุดที่ถ่ายรูปมาอยู่ต่ำว่าบริเวณที่ปลูกข้าวโพดเปล่า?  ไม่รู้ว่าน้องอิ๋มแอบโกงให้หญ้าขจรจบกินปุ๋ยเคมีจากต้นข้าวโพดเปล่า ถึงได้โตแซงหญ้าที่สวนขี้คร้านไปได้


อิ๋ม:   จุดถ่ายรูปอยู่สันเขา นับเป็นพื้นที่ๆ สูงสุดของแปลงและปลูกอะไรก็ไม่งามค่ะ เนื่องจากทำลายหน้าดินมาหลายปี ปลูกข้าวโพดก็ได้ฝักเหี่ยวๆ ต้นแกรนๆ ปลูกถั่วลิสงก็เม็ดกะจิ๋วลิ๋ว โตกว่าเมล็ดผักบุ้งจีนหน่อยเดียว แม่จึงยอมสละพื้นที่นั้น ให้อิ๋มได้ครอบครอง (ขู่แม่ไว้ว่าจะปลูกสมุนไพร กับไม่ยืนต้น แต่ก็ยังปลูกไม่ทันเต็มพื้นที่ทั้งหมด)
ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ที่มีทุ่งขจรจบ สูงกว่าตัวท่วมหัวยื่นมือยังไม่ถึง

"ส่วนบริเวณไร่ข้าวโพดและพื้นที่ต่ำกว่าไร่ข้าวโพดนั้น แทบจะไม่มีขจรจบ เนื่องจากใช้ยาฆ่าหญ้าค่ะ  กอไหนเก่งหน่อย พยายามมีชีวิตรอด แหลมยอดพ้นดินมา แม่อิ๋มก็จัดการถอดรากถอนโคนซะเกลี้ยงหมดเลย"

ช่วงนี้อิ๋มก็ชักจะเหงาๆ ว่างๆ หรือจะเพาะขจรจบ เอาพันธุ์ที่ไร่ไปฝากที่สวนพี่นึกดีหว่า จะได้งามเท่าเทียมกัน ฮืม

[teerapan] - ฮ่าๆๆๆ ว่างงานมากเดี๋ยวหาอะไรไปฝากเพาะ  ไม่ต้องเพาะขจรจบหรอก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 24, 2013, 05:46:02 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางการเกษตร "ลองเลย"
54 ม.4 บ.นาปอ ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย 42170
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #364 เมื่อ: มกราคม 17, 2013, 10:52:09 PM »

6.8 กระบวนท่าที่ 5 - ร่องเบี่ยงน้ำ (Diversion Swale)

ตามที่ได้กล่าวถึงเบื้องหลังของการเอาน้ำเข้า swale นั้นผมได้พยายามดักน้ำจากจุดอื่นๆ มาลงในร่องของ swale โดยร่องเบี่ยงน้ำจะเป็นเทคนิคหนึ่งที่ผมใช้ในการดักน้ำที่ไหลบนถนน  หลักการลดแรงกัดเซาะของน้ำง่ายๆ คือต้องให้น้ำไหลโดยใช้เส้นทางที่ไกลที่สุด ไหลช้าที่สุด และเป็นสายน้ำเล็กที่สุด



ร่องเบี่ยงน้ำ (Diversion Swale) คือทางระบายน้ำที่จะช่วงนำน้ำให้ไหลช้าๆ ผ่านพื้นที่ต่างในที่ดิน และในขณะเดียวกันก็จะยอมให้นำบางส่วนซึมลงในดินคล้ายๆ กับ swale  วิธีการสร้างร่องเบี่ยงน้ำก็จะคล้ายๆ กับการสร้าง swale คือมีการขุดร่องและเอาดินมาทำเป็นเนินในด้านที่ต่ำกว่า  สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ swale จะถูกขุดตามแนวระดับเพราะเราไม่ต้องการให้น้ำไหล  แต่ในร่องเบี่ยงน้ำเราจะขุดร่องเฉียงๆ กับแนวระดับเล็กน้อยเพื่อให้น้ำสามารถไหลจากด้านที่สูงกว่าไปยังด้านที่ต่ำกว่าของร่อง

ในการวัดแนวที่จะขุดร่องเบี่ยงน้ำเราจึงสามารถใช้เครื่องมือวัดแบบที่กล่าวถึงในการขุด swale ถ้าคุณใช้สายยางก็จะเริ่มจากการวัดให้ได้แนวระดับ


แต่แทนที่เราจะปักไม้ตำแหน่งที่จุดที่ได้แนวระดับพอดี  เราจะเลือกปักไม้หลักในตำแหน่งที่ต่ำลงไปเล็กน้อย เช่น เราอาจจะปักไม้หลักที่ระดับต่ำลงไป 1 นิ้วต่อทุกๆ ความยาวร่อง 25 ฟุต


โดยหลักการแล้วถ้าน้ำไหลในร่องที่มีความชันน้อยกว่า 1:100 น้ำที่ไหลจะมีการกัดเซาะน้อยมาก  ในตัวอย่างข้างบนผมลดระดับ 1นิ้ว ต่อระยะ 25 ฟุต = 25 x 12 = 300 นิ้ว  หรือคือความลาดชัน 1:300 ซึ่งยิ่งชันน้อยกว่า 1:100 เข้าไปอีก  ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเทซิเมนต์ในร่องเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำ

เราจะใช้ร่องเบี่ยงน้ำในกรณี ตัวอย่างเช่น การขุดร่องเบี่ยงน้ำที่ไหลอยู่ด้านข้างของถนนให้ไหลลงร่องแบบง่ายๆ เป็นรูปเนินโค้ง  ผมทำร่องแบบนี้เป็นระยะๆ ตลอดแนวถนนที่ลาดจากสูงลงต่ำเพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลอยู่ในร่องข้างถนน (โดยการเบี่ยงน้ำไปลงร่อง swale เป็นระยะๆ) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำ Run off รวมตัวกันเป็นสายน้ำที่ใหญ่ขึ้นมีพลังในการกัดเซาะมากขึ้น


การดักน้ำจากด้านข้างของถนนแบบซับซ้อน  ในรูปน้ำจะไหลมาตามร่องโดยมีเนินดินกั้นควบคุมไม่ให้น้ำไหลตรงๆ ลงไปสู่ด้านที่ต่ำกว่า  น้ำจะไหลในร่องแบบช้าๆ เพราะ slope จะไม่ชันมาก  เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลในร่องมากเกินไปก็ควรจะต้องมีทางให้น้ำไหลออกไปจากร่อง  ในรูปจะมีการใช้หินลดแรงน้ำก่อนจะไหลลงในท่อมุดใต้เนินดินข้ามไปยังฝั่งที่ต่ำกว่า  ซึ่งจะมีเนินหิน (media luna) กั้นตามแนวระดับเพื่อชะลอน้ำให้ซึมลงดิน พร้อมทั้งกระจายน้ำออกไปหลายทิศทางเพื่อลดแรงกัดเซาะของน้ำ (ถ้าน้ำรวมตัวกันเป็นสายน้ำจะมีแรงกัดเซาะมาก  ถ้าเรากระจายน้ำให้กลายเป็นสายน้ำเล็กๆ จะช่วยลดแรงกัดเซาะได้)


การดักน้ำโดยขุดร่องเบี่ยงน้ำขวางทางน้ำไหล เพื่อเบี่ยงน้ำไปลงโครงสร้างดักน้ำ เช่น sunken basin, swale หรือสระน้ำ (แต่การทำแบบนี้บนถนนทำให้ไม่สะดวกสำหรับรถที่จะแล่นผ่าน หรือการเข็นรถเข็นข้ามร่องเหล่านี้  ผมจึงจำกัดการขุดร่องเบี่ยงน้ำขวางถนนสำหรับบริเวณทางคนเดินเท่านั้น)


นอกจากนั้นถ้าเราทำ sunken basin  เราอาจจะทำร่องเบี่ยงน้ำเพื่อนำน้ำที่ล้นจาก sunken basin แห่งหนึ่งไปยังอีก basin หนึ่งที่อยู่ต่ำกว่า  ทำให้ร่องเบี่ยงทำหน้าที่เชื่อมโครงสร้างดักน้ำหลายๆ แห่งเข้าด้วยกัน  ทำให้น้ำที่ล้นจากโครงสร้างหนึ่งไหลไปยังอีกโครงสร้างหนึ่ง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับน้ำในเวลาที่พายุฝนพัดเข้ามาในพื้นที่


ในร่องเบี่ยงน้ำเราอาจจะปล่อยหญ้าขึ้นปกคลุมเพื่อลดการกัดเซาะของน้ำ  บางครั้งจึงถูกเรียกว่า bio-swale, grass swale, vegetated swale แปลว่าร่องที่ถูกปกคลุมไปด้วยพืช หรือหญ้า


โดยสรุปร่องเบี่ยงน้ำเป็นโครงสร้างที่เสริมการทำงานของโครงสร้างอื่น ทำหน้าที่ในการชะลอน้ำให้ไหลอย่างช้าๆ น้ำบางส่วนจะซึมลงดินในร่อง ส่วนที่เกินจะถูกพาไปยังโครงสร้างดักน้ำ น้ำที่ล้นจากโครงสร้างดักน้ำก็ควรจะมีร่องเบี่ยงน้ำนำน้ำไปยังโครงสร้างถัดไปเป็นซีรี่ย์ไปเรื่อย  โดยความลาดชันที่น้อยจะทำให้มีตะกอนถูกพัดพาไปด้วยน้อยกว่าร่องระบายน้ำปกติที่ชันกว่า  วัตถุประสงค์เพื่อให้ฝนที่ตก หรือน้ำที่ไหลเข้าในที่ดินของเราใช้เวลานานที่สุดในการไหลก่อนจะออกไปจากที่ดินของเรา  โดยในระหว่างทางน้ำจะถูกดักด้วยโครงสร้างดักน้ำต่างๆ เพื่อจะเพื่อปริมาณน้ำที่ซึมลงในดิน  ด้วยความหวังว่าจะเหลือน้ำไหลออกไปจากที่ดินของเราน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/5-1-diversion-swale.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2014, 06:00:49 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ภัทรพล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 244


« ตอบ #365 เมื่อ: มกราคม 17, 2013, 11:24:35 PM »

ขอลงชื่อไว้ก่อนครับ เดี่๋ยวพรุ่งนี้ขอรวดเดียว ยิ้ม

[teerapan] - แวะไปเยี่ยมชม สวนพญาเหยี่ยวมาแล้วนะครับ  เอาใจช่วยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2013, 04:29:38 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
somjade
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 734


« ตอบ #366 เมื่อ: มกราคม 18, 2013, 10:41:09 PM »

Bill Mollison พูดว่า

Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.

"ความเขลาคือความพยายามที่จะขจัดความแตกต่าง (หรือความเห็นต่าง) แทนที่จะใช้มัน หรือให้คุณค่ามันอย่างสร้างสรรค์ "  (หากแปลผิด หรือไม่คำสละสลวย ขออภัยด้วยครับ)

เห็นบ่อยครับ
เพิ่งอ่านได้ ๔ หน้า เยี่ยมครับ

[teerapan] - สวนของคุณ somjade อยู่จันทรบุรี  ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณน้ำฝนเหมือนที่เพชรบุรี  บางเรื่องอาจจะนำไปใช้ตรงๆ ไม่ได้  แต่หวังว่าคงจะมีเรื่องที่พอจะเป็นประโยชน์ในกระทู้นี้บ้างนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2013, 04:34:42 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
adulsri
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1434


« ตอบ #367 เมื่อ: มกราคม 21, 2013, 03:19:30 PM »

หวัดดีตอนบ่ายๆ ครับพี่ธีรพันธ์ อ่านแล้วทำเกิดรอยยักในสมองขึ้นอีกเยอะเลย 55 หลากหลายทฤษฎี หลากหลายแนวคิด สมแล้วที่เป็นห้องทดลองขนาดย่อม หลายๆ แนวทาง บ้างขบวนท่า ที่ไร่ก็เคยเอามาทำคล้ายๆ ที่ว่ามาเลยแต่อาจจะเรียกไม่เหมือนกัน พอดีไร่อยู่ตีนเขาเลย ฤดูฝนมาที่ น้ำไหลหลากลงกลางไร่เลย หน้าดินโดนกัดเซาะไปหมด ปรับพื้นใหม่ ปีนี้เอาอยู่ๆ  แต่มาที่ไรก็ทะลุทะลวง ฝายชะลอน้ำ ฝายน้ำล้น พังทุกปี  สรุปเอาไม่อยู่ ปีนี้ทางเทศบาลเขามีโครงการจะไปทำอ่างเก็บน้ำขนาดย่อมๆ ให้ปีนี้คง ไร่คงไม่โสกอีกแล้ว  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

[teerapan] - ขอบคุณที่แวะมาเยือนครับคุณ adulsri (จิโล่ม)  ผมแวะไปดูรายการอาหารน่ากินที่กระทู้ของคุณ adulsri อยู่บ่อยๆ  จากความรู้หางอึ่งที่ผมมีอาการเอาไม่อยู่เกี่ยวกับน้ำจะเกิดจากสาเหตุใหญ่ 2 อย่างคือ

1. เริ่มต้นชะลอน้ำช้าเกินไป เช่น ความจริงเราต้องเริ่มตั้งแต่บนภูเขา และทำมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาเริ่มที่ตีนเขา หรือปลายน้ำ
2. คำนวนขนาดของโครงสร้างดักน้ำเล็กเกินไป และไม่มีการทำทางน้ำล้นที่มีการป้องกันไว้

ความเข้าใจคนทั่วๆ ไปมักจะชอบสร้างโครงสร้างดักน้ำขนาดใหญ่  แต่ในความเป็นจริงแล้วการสร้างโครงสร้างดักน้ำขนาดเล็กจำนวนมากๆ ที่มีความจุรวมเท่ากัน จะสร้างดักน้ำได้มากกว่าโครงสร้างขนาดใหญ่ที่มีความจุเท่ากัน  นอกจากนั้นควรจะมีการทำทางน้ำล้น  ไม่ใช่ปล่อยให้น้ำล้นออกมาเองแบบควบคุมไม่ได้  ในทางน้ำล้นของเราก็จะต้องมีการป้องกันการกัดเซาะ  มีการเบี่ยงน้ำที่ล้นให้ไหลไปยังโครงสร้างดักน้ำถัดไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าผมทำ swale ตั้ง 8 แห่ง + สระน้ำ ในระยะทางประมาณ 200 เมตร และพยายามดักน้ำที่ไหลบนถนนเป็นระยะๆ แต่อีกฝั่งหนึ่งของที่ดินที่ติดเชิงเขาก็ยังมีน้ำจากภูเขาไหลมามาก  พลังกัดเซาะของน้ำยังรุนแรงมาก  แต่ผมยังไม่มีเวลา และกำลังมากพอจะข้ามไปจัดการในอีกฝั่งหนึ่งของที่ดิน  แต่คาดว่าอาจจะต้องไปปลูกแฝกตามแนวระดับตั้งแต่บนภูเขาเพื่อชะลอน้ำ

ส่วนที่น้ำเยอะมากๆ ของที่สวนคือบริเวณ swale แห่งที่ 9 นับเป็นความผิดพลาดสาเหตุที่ 1 (เริ่มชะลอน้ำช้าไป) เนื่องจากผมเข้าไปทำการชะลอน้ำในที่ดินของเพื่อนบ้านไม่ได้  จึงต้องทำ swale ขนาดใหญ่มากมาดักน้ำไว้  รวมทั้งผิดพลาดแบบที่ 2 คือประมาทคำนวนปริมาณน้ำน้อยเกินไป (เพราะเดาไม่ถูกว่าจะมีน้ำไหลมาจากที่ดินของเพื่อนบ้านเท่าไหร่) ทำให้มีน้ำล้นเนินดินของ swale ได้  แถมยังไม่มีการป้องกันดินในแนวทางน้ำล้นไว้  ทำให้ถูกกัดเซาะเป็นทาง   ในหน้าแล้งปีนี้ก็คงจะต้องทำการซ่อมแซมทั้งที่เนินของ swale หมายเลข 9 และคันสระที่อยู่ติดกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 21, 2013, 04:19:11 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 [23] 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: