หน้า: 1 ... 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 [22] 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 902349 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teebanbor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #336 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2012, 11:20:05 PM »

... สิ่งที่ผมกำลังตามหาไม่ใช่สวนที่สมบูรณ์สำหรับตัวเอง  แต่เป็นวิธีการที่รุ่นถัดไปสามารถเอาไปทำซ้ำได้ในกรณีที่คนรุ่นเราทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่เสื่อมโทรมไปหมดแล้ว เป็นยุคที่พลาสติก พลังงาน และน้ำหายาก ในยุคของพวกเขา พวกเขาคงจะไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จะใช้วิธีการแบบที่โอ๋แนะนำได้  เวลาที่ผมบอกว่าน้อยก็ เพราะกว่าเราจะรู้ผลจากทดลองจาก 1 site ก็ต้องใช้เวลา 3-5 ปี จากนั้นยังจะต้องทดลองทำซ้ำใน site ใหม่ๆ อีก เพื่อพิสูจน์ว่าวิธีการนี้สามารถใช้งานได้จริง  กว่าเราจะเผยแพร่ได้ก็ต้องกินเวลาอย่างน้อย 10-20 ปี ...


ขอบคุณผู้นำจิตวิญญาณ น้อยคนนักจะเข้าใจและเข้าถึง เตรียมวันนี้เพื่อคนรุ่นหลังในวันหน้า ขอบคุณจริง จริง ครับ

ผมเองตั้งใจตามหาธรรมชาติ แบบพอเพียง แต่ทำยังไม่ได้เท่าครึ่งตามแนวทาง ของคุณ Teerapan เลยครับ กะว่า

ขอเห็นธรรมชาติ (ในชาตินี้) ที่ตนเองสร้างด้วยมือ ได้มีเวลาให้ชื่นชมบ้างหลังเกษียณ ซึ่งเวลาเหลือไม่มากแล้ว ฮ่า ๆๆๆ เลยต้องใช้

ทางลัดบ้างเช่นเครื่องทุ่นแรง ขอรดน้ำบ้าง แต่กะว่ายังไงก็จะไม่พึงพาพวกเกษตรเคมี ใช้ธรรมชาติบำบัดให้ได้มากที่สุด แอบเอาวิธีไป

ใช้บ้างไม่ว่ากันนะครับ.... ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม


[teerapan] - ขอบคุณพี่  teebanbor ที่แวะมาเยี่ยมเยือน... ผมมิอาจเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรอกครับ  ผมก็แค่เรียนรู้มาจากปราชญ์ในอดีตทั้งหลายล่ะครับ  ผู้นำทางจิตวิญาณของผมเป็นปู่ฟูกูโอกะ ปู่บิล ท่านทวดคานธี และท่านพุทธทาส แต่เพียงแต่ยังไม่มีศรัทธา 100%  เพราะยังไม่รู้จริง  เรื่องที่ผมกำลังจะเล่าอาจจะยาวนิดนึง แต่จริงๆ แล้วสอดคล้องกับคำสอนในพุทธศาสนา  เพื่อนๆ ที่ไม่สนใจข้ามไปได้เลยนะครับ

เป็นเรื่องน่าตลกที่ผมเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากพระฝรั่ง ชื่อหลวงพี่โต ซึ่งปัจจุบันผมก็ไม่ทราบว่าท่านไปจำพรรษาที่วัดไหนแล้ว  ผมเจอหลวงพี่โต (ฉายา) ครั้งแรกสมัยมัธยมต้นโดยบังเอิญตอนที่ท่านไปช่วยโครงการพัฒนาวัดที่ราชบุรีและที่บ้านพาไหว้พระที่วัดแห่งนั้น  หลวงพี่โตเป็นพระรูปเดียวในละแวกนั้นที่เป็นชาวต่างชาติ  และเป็นพระฝรั่งรูปแรกที่ผมมีโอกาสได้รู้จัก  แถมยังพูดภาษาไทยได้คล่องด้วย  ยิ่งเมื่อได้ยินเรื่องราวของท่านสร้างความประหลาดใจให้กับผมเป็นอย่างมากที่มีคนคนหนึ่งที่ไม่รู้ภาษาไทยเลย  เมื่อได้ยินเรื่องราวของพุทธศาสนาแล้วตัดสินใจด้งด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสวงคำตอบให้กับชีวิตในประเทศไทย  มาคอยติดตามฟังคำสั่งสอนในพุทธศาสนาทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจภาษาไทยเลย  หลวงพี่โตก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษาจนกระทั่งสามารถพูดฟังอ่านเขียนได้ทั้งภาษาไทย บาลี และสันสกฤต และเชี่ยวชาญในคำสอนของพระพุทธศาสนา  ก่อนเจอหลวงพี่โตผมก็ไปวัดตามที่จะถูกผู้ใหญ่พาไป ผมพนมมือไหว้พระตามที่เขาทำตามๆ กันมาโดยไม่ได้มีความศรัทธาแม้นแต่น้อย  การพบกันหลวงพี่โตในครั้งนั้นทำให้เกิดคำถามคาใจว่า "ทำไม" หรือ "อะไร" ที่ทำให้คนคนหนึ่งมีความพยายามมากขนาดนั้น  ทำไมผมที่รู้ภาษาไทยอยู่แล้วกลับไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้น  แต่ผมไปกับผู้ใหญ่ที่บ้านเลยไม่กล้าถามคำถามขวานผ่าซากแบบนั้น  ได้แต่ถามว่าปกติแล้วท่านจำวัดที่ไหน

เมื่อผมกลับมาเรียนหนังสือที่ กทม. ก็จะพยายามจะไปหาหลวงพี่โตที่วัดสุทัศน์ ที่แถวเสาชิงช้า อยู่หลายครั้ง แต่หลวงพี่มักจะออกไปช่วยงานในต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ จึงไม่ค่อยเจอ สุดท้ายก็มีโอกาสได้พบครั้งหนึ่งเพื่อสอบถามข้อข้องใจแบบเด็กๆ  แทนที่หลวงพี่จะตอบผม..หลวงพี่ก็เมตตาเดินไปที่ชั้นหนังสือ และเปิดหนังสือหนาหลายนิ้วให้ผมอ่านบทที่เรียกว่า "กาลามสูตร"  (ต่อมาผมถึงรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นคือพระไตรปิฎกฉบับแปล) เรื่องราวของชาวกาลามะ สร้างความประทับใจให้ผมในวัยเด็กเป็นอย่างยิ่ง


หมายเหตุ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเกสปุตตนิคม อันเป็นที่ อยู่ของพวกชาวกาลามะ ชาวกาลามะทราบข่าวมาก่อนแล้วว่าพระพุทธเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดังอย่างไร  จึงต่างก็พากันไปเฝ้าเป็นจำนวนมาก  ประชาชนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้านั้นได้กราบทูลขึ้นว่า

    "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเกสปุตตนิคมนี้ มีสมณพราหมณ์คือนักบวชในศาสนาต่าง ๆ เดินทางเข้ามาเผยแพร่คำสอนศาสนาของตนอยู่เสมอๆ และ    สมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาเหล่านั้นได้กล่าวยกย่อง คำสอนแห่งศาสนาของตน แต่ได้ติเตียนดูหมิ่น เหยียดหยาม คัดค้านศาสนาของคนอื่นแล้วสมณพราหมณ์นักสอน ศาสนาเหล่านี้ก็จากเกสปุตตนิคมไป

ต่อมาไม่นาน ก็มีสมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาพวกอื่นได้เข้ามายังนิคมนี้ แล้วก็กล่าวยกย่อง เชิดชูศาสนาของตนแต่ดูหมิ่น เหยียดหยาม ติเตียน คัดค้านศาสนาของคนอื่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าพระองค์ก็มีความสงสัยเกิดขึ้นว่าบรรดาศาสดาหรือนักสอนศาสนาเหล่านั้น ใครเป็นคนพูดจริงใครเป็นคนพูดเท็จ ใครถูกใครผิดกันแน่"

พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเห็นใจต่อประชาชนเหล่านั้นว่า"ชาวกาลามะทั้งหลาย น่าเห็นใจที่ ท่านทั้งหลายตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ พวกท่านทั้งหลายควรสงสัยในเรื่องที่ควรสงสัย เพราะท่านทั้งหลายตกอยู่ในฐานะที่ต้องสงสัย ตัดสินใจไม่ได้" พระพุทธเจ้าแทนที่จะตรัสเหมือนกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นที่เคยพูดมาแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงสรรเสริญคำสอนของพระองค์ และก็ไม่ทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผู้อื่นแต่พระองค์กลับตรัสอีกแบบหนึ่ง คือพระองค์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ ได้แก่

    1.  อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
    2.  อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
    3.  อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
    4.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
    5.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
    6.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
    7.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
    8.  อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
    9.  อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
    10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ผมจำเรื่องนี้อยู่ในใจ และจากวันนั้นผมก็เริ่มสนใจที่จะเปิดหนังสือเล่มหนาหลายนิ้วเล่มนั้นอ่านที่ห้องสมุด แต่มันเข้าใจยากและน่าเบื่อทำหรับเด็กๆ แบบผมจะทนอ่านจบ  ผมเลยหลงระเริงอยู่กับการศึกษาเรื่องอื่นๆ ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้จริงจัง  ต่อมาเมื่อมีอายุมากขึ้นจึงมีโอกาสได้ศึกษาเนื้อหาในหนังสือมากขึ้น  ทำให้ผมเข้าใจว่าว่าการเข้าถึงธรรมะชั้นสูง (หรือเรื่องใดก็ได้) ในภาษาบ้านๆ มี 2 แนวทาง

1. อยู่ใกล้ผู้รู้ --> เอาใจใส่ศึกษา --> เข้าใจหลักการ --> มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผล และวิธีการที่ดี + ทดลองปฏิบัติ --> ศรัทธาเชื่อมั่นในหลักการ --> สามารถเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้  และต่อยอดได้

2. อยู่ใกล้ผู้รู้ --> ศรัทธา --> ลงมือปฏิบัติตาม --> เห็นผลเบื้องต้น --> เข้าใจหลักการ -->  สามารถเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้  และต่อยอดได้

แนวทางแรกเหมาะสำหรับคนที่มีสันดานไม่ยอมเชื่อใครง่ายๆ ฟังอะไรก็มักจะมีเหตุผลของตัวเองโต้แย้ง จะให้ทำอะไรจะยอมทำโดยดีก็ต่อเมื่อศึกษาเข้าใจถ่องแท้ว่ากำลังจะเดินไปทางไหน จะเจออะไรบ้าง หลักการเบื้องหลังคืออะไร แล้วจึงจะออกเริ่มลงมือทำโดยไม่ได้ยึดมั่นในหลักปฏิบัติที่อาจารย์ให้ไว้เป็นแนวทาง  เมื่อมั่นใจในหลักการแล้วก็จะลงมือทำได้ด้วยตนเองอย่างมุ่งมั่นโดยไม่ต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้าง แม้นบางครั้งสิ่งที่ทำอาจจะถูกมองเป็นเรื่องประหลาดของคนทั่วไปสังคม  

แนวทางที่สองเป็นการใช้ศรัทธานำ เหมาะสำหรับคนที่เมื่อได้พบเจออาจารย์ที่ดีก็จะเกิดศรัทธาที่จะทำตามคำสอนของอาจารย์  ทำตามๆ ศิษย์คนอื่นๆ ของอาจารย์ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าอาจารย์จะให้เดินไปทางไหน จะเจออะไร แต่ด้วยศรัทธาในตัวอาจารย์ก็เชื่อว่าอาจารย์จะนำทางตนเองไปยังทิศทางที่ดี  เมื่อลงมือปฏิบัติตามก็จะเริ่มเห็นผล ยิ่งได้รับกำลังใจจากที่มีเพื่อนๆ ลงมือทำเหมือนๆ กันก็จะมีกำลังใจที่จะทำต่อไป  สุดท้ายเมื่อเริ่มเห็นผลจากการลงมือปฏิบัติก็จะเริ่มเข้าใจ หลักการเบื้องหลังแนวปฏิบัติที่ทำตามๆ กันมาในที่สุด เมื่อเข้าใจหลักการอย่างถ่องแท้ก็จะสามารถก้าวข้ามหลักปฏิบัติที่ทำมาตั้งแต่ตอนแรก (ลองอ่านนิทานเซ็นเรื่อง "วาง" http://www.dharma-gateway.com/misc/misc-zen-11.htm )

ผมเรียนรู้ว่าสันดานผมจะเหมาะกับการเรียนรู้ในแนวทางแบบแรกในระดับหนึ่ง  ผมมิอาจศรัทธาอย่างแท้จริงถ้าไม่ได้ทดลองลงมือทำเอง  ความจริงสิ่งที่ผมกำลังทดลองจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่แม้นแต่เรื่องเดียว  หลายเรื่องเป็นเทคนิคที่มนุษย์ค้นพบมาหลายพันปีมาแล้ว บางเรื่องก็หลายร้อยปีมาแล้ว และส่วนน้อยที่ค้นพบเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ผมก็แค่อยาก "ทดลองกับมือ เห็นผลกับตา" ว่าแนวทางเหล่านี้มันได้ผลจริงๆ หรือไม่ เมื่อเกิดศรัทธาผมจึงจะกล้าลงมือทำในขนาดใหญ่ต่อไป ถ้าถามว่าแล้วทำไมทดลองกับขนาดพื้นที่ 18 ไร่  ผมจะบอกว่าแต่ละเรื่องผมก็ไม่ได้ทำทีทั้ง 18 ไร่ (อย่างเรื่อง swale ผมทดลองในพื้นที่ประมาณ 6 ไร่)  และผมอยากจะให้พื้นที่ทดลองใหญ่พอที่ผมจะไม่สามารถดูแลเขาได้เหมือนการดูแลพืชในพื้นที่สนามหน้าบ้านขนาดไม่กี่ตารางเมตร


ปล. ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคนที่สันดานแบบแรกแบบสุดขั้วก็มีความเสี่ยงนิดหน่อย  เช่น ถ้ามีคนบอกว่าเสพยาแล้วไม่ดี พวกเขาก็อาจจะอยากทดลองให้รู้ว่าไม่ดีจริงๆ ก่อนจะหันมาเลิกเสพยาในภายหลัง (ซึ่งสุดท้ายแล้วสมองอาจจะโดนทำลาย)  หรือมีคนบอกว่าทำแบบนี้แล้วจะเสี่ยงชีวิต พวกเขาก็อาจจะอยากลองทำจนอาจจะเสียชีวิตไปก่อนที่จะมีโอกาสกลับมาบอกเราว่า "เออ...มันจริงอย่างเขาว่า"  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนคนที่มีสันดานแบบที่สองถ้าเจออาจารย์ หรือคบกับเพื่อนที่ไม่ดีแล้วก็มีโอกาสจะตามสิ่งที่ไม่ดีตามมิตรที่คบจนเกิดเรื่องแย่ๆ ในชีวิต เหมือนกับเรื่องราวขององคุลิมาล http://janghuman.wordpress.com/2010/07/15/เราหยุดแล้ว-ท่านยังไม่/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 12, 2013, 08:29:40 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ธรรมชาติ...ให้อะไรมากว่าที่เราคิด

ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #337 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2012, 03:04:30 PM »

สวัสดีปีใหม่ครับ

โฮ้..สันดานใกล้เคียงกันเลย  ร้อยรู้  มิสู้ลงมือทำ  อาจเป็นเพราะอย่างนี้แหละ  ถึงรับราชการไม่ค่อยจะเจริญ   ยิ้มกว้างๆ

[Teerapan] - ป๊าด....อย่างนี้อีกหน่อย น้องต้องเออร์ลี่รีไทร์เหมือนกันนะสิ     ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2012, 06:58:42 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
asathai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 805


« ตอบ #338 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2012, 07:08:35 PM »

ขอบคุณกระทู้นี้มากๆๆ ค่ะ

[Teerapan] - ขอบคุณที่แวะมาครับคุณอัง ได้ยินเรื่องคุณอังครั้งแรกที่เฟซของพี่อ้วน ประหลาดใจมากที่มีฝรั่งมาร่วมโครงการฯ ด้วย ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงพูดภาษาไทยยิ่งประหลาดใจอีก รุ้จักพี่โจนก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น พอตามไปดูบ้านดินยิ่งชอบใจ You are full of surprise .   ยิ้ม ยิ้ม   


Liked By: teerapan, yudhapol, 5XXA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2012, 07:04:29 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

อัง บ้านดิน
338 หมู่ 6 ซ.เขาไม้แก้ว คลองนิน เกาะลันตาใหญ่ กระบี่ 81150
หน่อย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3400

-->กะซางมัน<--


« ตอบ #339 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 02:13:46 PM »



[teerapan] - ขอบคุณครับคุณหน่อย  สวัสดีปีใหม่เช่นกันครับ


Liked By: teerapan, yudhapol, 5XXA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2013, 11:36:16 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

Never Never Never
Give-up!!
kwanbanna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753


« ตอบ #340 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 05:42:54 PM »

สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณ teerapan
ขอให้สุขภาพแข็งแรง ๆ นะคะ จะได้มีพลังสร้างสรรค์เยอะ ๆ
โชคดีค่ะ


[teerapan] - ขอบคุณครับพี่แขก  ขอให้พี่แขกมีสุขภาพแข็งแรง และประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังครับ


Liked By: teerapan, yudhapol, 5XXA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2013, 11:38:54 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #341 เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 10:00:13 PM »

สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้พรอันประเสริฐในโลกนี้ ส่งผลดีให้แก่ท่านในวันหน้า คิดสิ่งใดหวังสิ่งใดจงได้มา สมปรารถนาดั่งใจหวังยั่งยืนนาน

เรามาติดตามกันต่อเรื่อง swale ที่สวนขี้คร้านที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้ผลในช่วงต้น  เพื่อให้เห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น  ที่ดินของผมเป็นแนวยาวลาดจากเหนือลงใต้  โดยทางด้านซ้าย(ฝั่งตะวันตก) จะเป็นพื้นที่สวนเดิมซึ่งผมจะยังไม่เข้าไปทำอะไรเพิ่มเติม  แต่มีแผนจะทดลองการดักน้ำด้วยการปลูกหญ้าแฝกตามแนวเส้นระดับ (contour) ในปี 2556 หรือ 2557  แต่งานปรับปรุงที่ดินของผมในปี 2555 คือผมปรับปรุงสระน้ำเดิมที่อยู่ด้านล่างสุด (ด้านใต้) ให้มีที่ดักตะกอนที่ใหญ่มากขึ้น และปรับปรุงแอ่งดินด้านบนที่เคยเป็นหลุมที่หมูป่ามาขุดดินทิ้งไว้ (เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ผมฟังจากเจ้าของสวนเดิม) เพื่อให้เป็นสระขนาดเล็กๆ ใกล้ๆ ขนำที่สร้างไว้  งานหลักที่ผมทำคือขุด swale ตามแนวระดับจำนวน 8 ร่องที่เห็นเป็นแนวสีน้ำเงินในรูปด้านล่างในช่วงเดือนมิถุนายน 2555



ภายหลังจากที่ขุดสภาพดินที่ค่อนข้างแล้งจัดส่วนหนึ่งเนื่องจากฝนตกน้อยมากจากปรากฎการณ์ฝนทิ้งช่วงในปีนี้  อีกเหตุผลหนึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะมาจากปริมาณน้ำที่สะสมในดิน เพื่อให้เข้าใจง่าย  ถ้าย้อนกลับไปที่ VDO ของ Brad Lancaster

Rainwater Harvesting with Brad Lancaster


เราจะเห็นว่า Brad Lancaster กำลังพูดเรื่องเดียวกันกับที่เราคุยมาตอนแรกว่าเราจะต้องหาทางลดปริมาณ Run off ด้วยการเพิ่มการซึมลงในดินของน้ำฝนที่ตกในพื้นที่  Brad Lancaster เปรียบเทียบใน VDO ว่าการทำแบบนี้เสมือนหนึ่งกับการวางฟองน้ำเพิ่มในที่ดินของเรา 

โดยปกติเราจะมีวิธีทำดินให้มีสภาพเหมือนฟองน้ำได้มากขึ้นหลายวิธี เช่น การปรับโครงสร้างดินด้วยการเพิ่มอินทรีย์วัตถุเพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน การขุดดินสร้าง vertical mulch จำนวนมากเพื่อทำให้ดินโปร่ง เป็นต้น แต่วิธีการเหล่านั้นใช้เวลา  การขุด swale เพื่อดักน้ำฝนจึงเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่เราสามารถเพิ่มความสามารถในการดักน้ำ Run off ให้อยู่ในพื้นที่แล้วค่อยๆ ซึมลงดินด้วยคุณสมบัติการซึมและอุ้มน้ำเดิมๆ ของดิน  การยืดเวลาให้น้ำอยู่ในพื้นที่นานขึ้นทำให้ปริมาณน้ำสุทธิที่ซึมลงดินมีมากขึ้นทั้งๆ ที่อัตราการซึมลงในดินยังเท่าเดิม (อย่างเช่นที่สวนของผมฝนตก 1 วัน แต่จะมีน้ำค้างใน swale ต่ออีกประมาณ 3 -5 วันโดยเฉลี่ย)   จึงเสมอหนึ่งกับเป็นการเพิ่มคุณสมบัติเสมือนฟองน้ำของดินอย่างเร็ว

สภาพทางกายภาพจริงๆ ของดินก็จะเหมือนกับฟองน้ำคือถ้ามีปริมาณฝนน้อยๆ น้ำก็จะถูกดูดซับไว้ในฟองน้ำหมด  เมื่อฟองน้ำเริ่มเปียกน้ำความสามารถในการดูดซับน้ำเพิ่มเติมก็จะลดลง  ถ้ามีฝนตกลงมาอีกน้ำก็จะเริ่มไหลเป็น Run off ที่ผิวของฟองน้ำ  ในช่วงต้นตอนที่ผมขุด swale ดินในพื้นที่ผ่านหน้าแล้งอันยาวนานมาทำให้ดินค่อนข้างแห้งจัด (เหมือนฟองน้ำแห้ง)  เมื่อฝนเริ่มตกในช่วงต้นของฤดูฝน  น้ำก็จะซึมลงในดินเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยเกินน้ำ Run off มาเข้า swale ดังนั้นฟังก์ชันการดักเก็บน้ำฝน Run off ของ swale จึงยังไม่ถูกใช้งานมากนัก  เราจึงยังไม่เห็นผลของ swale ในช่วงต้นๆ  ต่อมาเมื่อดินอุ้มน้ำไว้มากแล้ว  ปริมาณ Run off จึงมากขึ้นจนผมเริ่มเห็นน้ำขังใน swale เป็นครั้งแรก


หมายเหตุ จะเห็นความแตกต่างระหว่างแนวสวนชมพู่ของสวนของเพื่อนบ้านข้างๆ ที่สูบน้ำมารดทุกๆ 2 วัน กับสวนขี้คร้านที่ไม่มีระบบน้ำเลย อาศัยเทวดาอย่างเดียว  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

โดยทฤษฎีแล้วเราจะต้องทำงานเพิ่มคือเอาน้ำที่ swale ช่วยดักเก็บไว้ไปปลูกพืชให้ครอบคลุมพื้นที่ให้เร็วที่สุด  พืชเหล่านี้จะช่วยสร้างอินทรีย์วัตถุในพื้นที่ และเสริมคุณสมบัติในการอุ้มน้ำของดิน  น้ำในดินที่เพิ่มขึ้นยังเป็นช่วยเลี้ยงชีวิตของจุลินทรีย์ท้องถิ่นให้เข้ามาช่วยย่อยสลายพืชเหล่านี้  เมื่อพืชที่ปกคลุมดินเริ่มย่อยสลายก็มีจะมีไส้เดือน และแมลงดินต่างๆ (ถ้าเราไม่ใช้ยาฆ่าแมลง)  เข้ามากินจุลินทรีย์ และอินทรีย์วัตถุที่กำลังย่อยสลายเหล่านี้  ในขบวนการกินอาหารของไส้เดือนก็จะมีการเจาะดินให้เป็นรูเพื่อใช้ในการเดินทางไปยังจุดต่างๆ และป้องกันภัยให้กับตนเอง  รูที่ไส้เดือนขุดไว้ก็จะเพิ่มความพรุนให้กับดิน ทำให้น้ำซึมลงดินเร็วขึ้นไปอีก เป็นอีกหนทางในการเพิ่มคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำของดินในระยะกลาง  การเติบโตของพืชยืนต้นในระยะถัดมากก็จะเป็นการสร้างอินทรีย์วัตถุที่ยั่งยืนมากขึ้นทำให้เกิดวงจรเพิ่มคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำของดินอย่างยั่งยืนในระยะยาว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2013, 10:37:43 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #342 เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 10:43:18 PM »

เมื่อฝนเริ่มมาพืชคลุมดินที่ผมปลูกไว้ตอนแรกก็เริ่มงดงาม  แต่...ผมปลูกไว้น้อยเกินไปอย่างมากๆๆ พืชคลุมเหล่านี้เติบโตได้ดี แต่สู้พืชคลุมดินท้องถิ่นไม่ได้  นอกเหนือจากพืชที่ผมปลูก หญ้าและพืชคลุมดินท้องถิ่นเริ่มงอกงามด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่าพืชที่ผมปลูกอย่างมาก





ภาพในวันแรกที่ขุด swale กับวันนี้ต่างกันราวหนังคนละม้วน


ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่พืชคลุมดินท้องถิ่นเริ่มเติบโตผมเองก็ต้องปลูกต้นไม้จำนวนมาก  การปลูกต้นไม้เริ่มยากขึ้นเพราะต้องฟันฝ่าพืชคลุมดินเหล่านี้เข้าไปปลูกต้นไม้  แต่มีข้อดีคือไม่ต้องขนฟางไปคลุมดินเหมือนตอนที่ปลูกช่วงต้นฝน


ถ้าวันไหนมีแรงเหลือก็เอาเศษพืชมาทำกองปุ๋ยหมัก


แต่ธรรมชาติส่งพืชคลุมดินมาให้ผมกับภรรยา 2 คนในพื้นที่ทดลองกว่า 6 ไร่มากเกินไป  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม






น้ำใน swale เริ่มเปลี่ยนจากสีขุ่นตะกอนดินเป็นน้ำสีใสมากขึ้นเรื่อยๆ








ผมเจอพิษสงของ swale จนธาตุไฟเข้าแทรก  ปลูกต้นไม้ในปีนี้ไปได้เพียงประมาณ 600 ต้นเพราะต้องเสียเวลาเกี่ยวพืชคลุมดินเปิดทางก่อนปลูก  แถมต้นกล้าน่าจะโดนพืชคลุมดินชนิดเลื้อยจัดการต้นไม้ของผมไปจำนวนมาก  ผมรู้สึกเสียดายที่ประเมินความสามารถของ swale ต่ำไป จึงปลูกพืชคลุมดินที่ไม่ดุเท่าพวกพืชคลุมดินท้องถิ่นน้อยเกินไปมากๆ แถมยังแอบคิดด้วยว่าหญ้ายังแทบไม่ขึ้นจะปลูกอะไรขึ้นเนี่ย? เมื่อผมไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องห่มดินเท่าที่ควร ธรรมชาติจึงเข้ามาช่วยทำงานที่ผมทำน้อยเกินไป  ในปีหน้าผมจะต้องเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการมากกว่านี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2013, 06:42:20 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #343 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 12:01:31 AM »

นึกถึงเครื่่องตัดหญ้าขึ้นมาตะหงิด ๆ  ยิงฟันยิ้ม


Liked By: teerapan, 5XXA
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #344 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 08:48:03 AM »

นึกถึงเครื่่องตัดหญ้าขึ้นมาตะหงิด ๆ  ยิงฟันยิ้ม

สวัสดีปีใหม่ครับน้องโอ๋  ใจเย็นๆ  วัชพืชไม่ใช่วัชพืช  การตัดวัชพืชเหมือนไม่ตัดวัชพืช การไม่ตัดวัชพืชเหมือนตัดวัชพืช  ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต่อสู้กับธรรมชาติ เราต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติต่างหาก  เราจะตัดวัชพืชเท่าที่จำเป็น พวกเขาคงอยู่ด้วยเหตุอันควรแล้ว
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #345 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 12:50:06 PM »

 เห็นแล้วคันไม้คันมือ 5555  ยิงฟันยิ้ม


Liked By: teerapan, yudhapol, 5XXA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 03, 2013, 08:59:31 PM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #346 เมื่อ: มกราคม 03, 2013, 08:36:40 PM »

วัชพืชไม่ใช่วัชพืช

คำว่า "วัชพืช" (ภาษาอังกฤษ weed) นั้นพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานได้นิยามว่า พรรณไม้ที่ขึ้นได้เอง และเจริญเติบโตแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่ไม่ต้องการ หรือในพื้นที่เพาะปลูก ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือพืชที่ปลูก เช่น หญ้าคาในไร่อ้อย กกในนาข้าว ไมยราบยักษ์ ผักตบชวาในแหล่งน้ำ

สังเกตุจะเห็นว่าคำว่า "วัชพืช" เกิดจากมองธรรมชาติแบบแยกส่วนของมนุษย์  เราอยากจะมีแต่เฉพาะพืชที่เราต้องการ สิ่งที่เราต้องการเราจะเรียกพวกเขาว่า "วัชพืช" ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สมุนไพร พืชผัก หรือเห็ดรา โดยที่ไม่ได้สนใจถึงบทบาทในระบบนิเวศน์ของพวกเขา  ปู่ฟูสังเกตุว่า "วัชพืช" มีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการสร้างสมดุลของระบบนิเวศน์  การไถกลบ "วัชพืช" ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยในการจำกัด "วัชพืช" ยังเป็นการสร้างโอกาสให้เมล็ดของ "วัชพืช" ได้สัมผัสดิน จะพร้อมจะเจริญเติบโตต่อไป  ปู่ฟูสังเกตว่าเมื่อเขาหยุดการไถพรวน "วัชพืช" ก็จะลดน้อยลงไปเอง  ปู่ฟูจึงสอนเทคนิคการควบคุม (ไม่ใช่การกำจัด) วัชพืชด้วยการคลุมดินบ้าง ด้วยการปล่อยให้น้ำเข้าท่วมบ้าง

ส่วนปู่บิลเรียก "วัชพืช" ว่า "ทรัพยกรที่ยังไม่ถูกใช้" (unused resources)  ปู่บิลสอนอีกว่า "วัชพืช" เป็น "ดัชนีชี้วัดของดิน" (soil indicator) เนื่องจากธรรมชาติส่ง "วัชพืช" เพื่อซ่อมแซมดินที่ถูกทำลาย และปรับสมดุลของธรรมชาติ ดังนั้นการปรากฎตัวของ "วัชพืช" เป็นวิถีของธรรมชาติในการเตือนเราว่าดินกำลังมีปัญหา เช่น

- วัชพืชหลายชนิดจะหน้าที่ปกป้องหน้าดินจาการกัดเซาะของฝน ลม และแสงแดด เมื่อมีการกัดเซาะรุนแรงเราก็จะเริ่มพบวัชพืชที่มีรากที่แข็งแรงมากขึ้น
- วัชพืชที่ปกป้องหน้าดินยังมีความสามารถในการดูดแร่ธาตุต่างกัน เช่น วัชพืชบางชนิดจะสามารถขึ้นได้ดีในดินที่มีฟอสเฟตต่ำมาก โดยตัวมันเองจะทำหน้าที่ดึงฟอสเฟตจากดินชั้นล่างขึ้นมา เมื่อวัชพืชเหล่านี้ตายลงไป ซากของวัชพืชก็จะทำให้ฟอสเฟตมาอยู่ที่หน้าดินสำหรับพืชที่ไม่สามารถเติบโตได้ในดินที่ฟอสเฟตต่ำ  มีตัวอย่างแบบนี้มากมายไม่ว่าจะเป็นการปลูกวัชพืชที่ตรึงธาตุสังกะสีในดินได้ดีสลับกลับการปลูกข้าวโพดเพื่อลดปัญหาการขาดสังกะสี หรือการปลูก comfrey ใต้ต้นผลไม้เพื่อช่วยดึงธาตุโปเตสเซียมจากดินชั้นล่างให้กับผลไม้
- วัชพืชยังช่วยเพิ่มจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ และขับไล่แมลงศัตรูบางชนิด
- วัชพืชบางชนิดยังช่วยเปิดทางในดินที่แข็งมากๆ ทำให้การระบายน้ำของดินดี จนกระทั่งพืชที่มีรากแข็งแรงน้อยกว่าสามารถเติบโตได้
- วัชพืชยังถูกใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงปริมาณน้ำใต้ดิน  และปริมาณธาตุอาหารบางอย่าง เช่น ทองแดง สังกะสี

โดยสรุปเมื่อดินมีปัญหาก็จะมีวัชพืชบางอย่างที่สามารถเติบโตได้ดีในสภาพที่มีปัญหานั้นๆ จนกลายเป็นพืชหลักในพื้นที่  เมื่อดินเริ่มเข้าสู่สภาพสมดุลก็จะมีพืชหลากหลายมากขึ้น และวัชพืชหลักก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงไปเอง หากเราเฝ้าสังเกตุวัชพืชในพื้นที่ เราจะรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปของดิน

ในตัวอย่างของสวนขี้คร้าน ในปีแรกๆ วัชพืชหลักจะเป็นหญ้าเจ้าชู้ หญ้าดอกขาว กระถิน และวัชพืชทนแล้งอีกหลายชนิด  ภายหลังจากที่ขุด swale แล้วชนิดของวัชพืชก็เริ่มเปลี่ยนไป มีวัชพืชที่ชอบน้ำ เช่น โสนขน โสนคางคง หญ้าแขม หญ้าขจรจบ หมามุ่ย เพิ่มมากขึ้น จากการสังเกตจะเห็นว่าปัญหาหน้าดินถูกกัดเซาะมาอย่างต่อเนื่องทำให้ดินมีความสมบูรณ์ต่ำ ธรรมชาติพยายามจะเพิ่มความสมบูรณ์ของดินด้วยวัชพืชวงศ์ถั่วทนแล้ง เช่น กระถิน และถั่วลาย  แต่เดิมโสนจะแทบไม่เจอ และเถาหมามุ่ยจะแห้งตายไปก่อนจะได้ออกฝักที่สมบูรณ์  ต่อมาเมื่อมีน้ำเพิ่มขึ้นจากการขุด swale วัชพืชวงศ์ถั่วที่โตเร็วอย่างโสนจึงงอกงามอย่างมาก (โตเร็วกว่ากระถินเยอะ แต่ไม่ทนแล้ง) และในเวลาเดียวกันวัชพืชเลื้อยอย่างหมามุ่ยก็งอกงามอย่างมาก (โตเร็วกว่าถั่วลายแต่ทนแล้งน้อยกว่า)  ส่วนกระถินยังงอกงามเหมือนเดิม

การอยู่ร่วมกันของวัชพืชสูงเร็ว (เช่น กระถิน โสนคางคง โสนขน ครอบจักรวาล) และวัชพืชเลื้อยทำให้ผลของวัชพืชเลื้อยก็จะไม่โดนพื้นทำให้ไม่ค่อยเป็นเชื้อรา และวัชพืชทรงสูงก็ได้วัชพืชเลื้อยช่วยรักษาความชื้น วัชพืชทั้ง 2 ชนิดงอกงามร่วมกันได้ดีกว่าการเติบโตแยกกัน  ทำให้เกิดมวลของวัชพืชคลุมดินมากกว่าปกติ

ธรรมชาติกำลังบอกผมว่าน้ำใต้ดินอุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิม ดินต้องการวัสดุลุมดินจำนวนมาก และในช่วงนี้ดินต้องการพืชวงศ์ถั่วเพื่อเสริมความสมบูรณ์ในดิน  ท่าทาง swale กำลังทำงานได้ดีแล้ว แต่ผมยังด้อยเรื่องการสร้างสารอินทรีย์ให้กับดิน พืชคลุมดินเป็นยุทธศาสตร์ระยะสั้นในการสร้างอินทรีย์วัตถุ

แต่บางครั้งเราก็ต้องตัดวัชพืชบ้าง  ในการตัดวัชพืชแทนที่เราจะตัดวัชพืชด้วยเครื่องตัดหญ้าให้ละเอียดแล้วนำไปคลุมดิน  วัชพืชที่ถูกตัดละเอียดจะถูกย่อยสลายได้เร็วกว่าวัชพืชที่ถูกตัดเป็นชิ้นใหญ่ๆ ทำให้คลุมดินได้ไม่นาน ในขบวนการย่อยสลายจุลินทรีย์จะดึงไนโตรเจนไปใช้ทำให้ความพยายามที่จะสร้างไนโตรเจนให้กับดินด้อยลงไป  และการย่อยสลายที่เร็วจะทำให้วัชพืชได้รับแสงแดดเร็วจึงมีประสิทธิภาพในการคลุมดินเพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชได้น้อย  ถ้าเราปล่อยให้วัชพืชขึ้นจนหนาทึบแล้วตัดแล้วเศษวัชพืชคลุมดินเป็นชิ้นยาวๆ หนาๆ จะย่อยสลายช้า และคุมวัชพืชได้ดีกว่า (เหมือนที่อาจารย์ตั้มตัดหญ้าเอาเฮชิ้นยาวๆ มาคลุมดิน)  และแล้ววัชพืชก็จะกลายเป็นทรัพยากรในการควบคุมวัชพืช และสร้างดินให้กับเรา
  
ตัดวัชพืชแทนการใช้ยาฆ่าหญ้าแบบนี้คือเราจะไม่ได้เน้นการกำจัดพวกมันให้ตาย (พร้อมๆ กับการตายของสิ่งมีชีวิตอีกหลายอย่าง) และยังเป็นการเร่งการสร้างมวลของวัชพืช  วัชพืชที่ถูกตัดบางส่วนที่อ่อนแอก็จะถูกควบคุมอยู่ใต้กองวัชพืช ส่วนที่ยังแข็งแรงก็จะเร่งสร้างต้น และใบแทรกกองเศษวัชพืชที่เราคุมดินไว้ขึ้นมาทดแทน  ทำให้เราสามารถตัดพวกมันได้ปีละหลายรอบ  เทคนิคนี้จะเร่งการสร้างมวลได้มากกว่าการไม่ตัดเลย เป็นการเร่งขบวนการสร้างดินเร็วการปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างโดยที่ไม่ทำอะไรเลย เทคนิคเหล่านี้ผมเรียกเองว่า "
การต้ดวัชพืชเหมือนการไม่ตัดวัชพืช"

แทนที่เราจะมาพยายามตัดวัชพืช เรามาช่วยธรรมชาติด้วยการปลูกพืชที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กันแต่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้ ให้มากขึ้นเพื่อแข่งขัน และทดแทนพืชที่เราไม่ต้องการ  รวมทั้งการปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ก็จะช่วยลดปริมาณแสงที่จะส่งมาถึงวัชพืช  ใบไม้ที่ร่วงก็จะมาทับถมวัชพืชต้นเล็กๆ ไม่ให้งอกได้ง่ายๆ เทคนิคนี้เหล่านี้ผมเรียกเองว่า "
การไม่ต้ดวัชพืชเหมือนการตัดวัชพืช"


ใต้ต้นไม้ที่งอกงามเต็มที่แล้ว  แสงจะบดบังทำให้ไม่ค่อยมีวัชพืชไปเองตามธรรมชาติ  และเราอาจจะต้องเสริมด้วยการหาพืชคลุมดินทนร่มเข้าไปปลูกเพื่อป้องกันวัชพืชที่ทนร่มจะเข้ามารุกล้ำพื้นที่ใต้ต้นไม้

ดังนั้นถ้าผมไม่ชอบวัชพืชวงศ์ถั่วที่ธรรมชาติมอบให้มาช่วยผมทำงาน  แทนที่ผมจะคอยตามตัดวัชพืชเหล่านี้  ผมจะต้องหาพืชอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเข้ามาทดแทน เช่น ถ้าผมไม่ชอบหมามุ่ยผมอาจจะต้องใช้ถั่วครก หรือถั่วปีมาเลื้อยแทนหมามุ่ย ถ้าผมไม่ชอบต้นกระทิน โสนคางคงและโสนขน ผมอาจต้องหาโสนดอกใหญ่ หรือถั่วมะแฮะมาปลูกแทนเพื่อจะเป็นค้างให้วัชพืชเลื้อย  ผมจะต้องปลูกปอเทืองมากกว่าเดิมเพื่อเร่งการตรึงไนโตรเจน


ถั่วปีที่เลื้อยไปบนยอดหญ้าช่วยควบคุมการเติบโตของหญ้าได้ดี และสามารถสู้กับหมามุ่ยในบริเวณเดียวกันได้อย่างสูสี ผมเลยช่วยถั่วปีนิดหน่อยด้วยการคอยเอาเคียวเกี่ยวเถาหมามุ่ยให้อ่อนแอกว่า  ปีหน้าผมจะอดทนคันเอาถั่วปีไปปลูกเพิ่มในกลางดงหมามุ่ย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ถ้าผมไม่ชอบหญ้าที่ธรรมชาติประทานมาคลุมดินผมจะต้องปลูกหญ้าชนิดอื่นที่ทนกว่า เช่น หญ้าแฝก ตะไคร้ หรือหาพืชชนิดอื่นๆ ที่เจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่หญ้าอ่อนแอในหน้าแล้ง อาจจะเป็นต้นไม้โตเร็วทนแล้ง อย่างขี้เหล็ก หรือกระถินเทพา เป็นต้น

ผมอาจจะตีความสารที่ธรรมชาติกำลังจะสื่อให้ผมฟังไม่ออก หรืออาจจะกำลังตีความสารของธรรมชาติผิดก็ได้  วิธีพิสูจน์ที่ดีที่สุดคือการทดลองปฏิบัติ ในช่วงหน้าแล้งที่ว่างเว้นจากงานปลูกต้นไม้นี้คือช่วงเวลาที่ดีในการแสวงหาและสะสมพันธุ์พืชที่จะมาทดลองในช่วงต้นฝนปีหน้า


อ่านบทความใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/blog-post_5994.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2014, 04:12:58 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
yudhapol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1925


« ตอบ #347 เมื่อ: มกราคม 03, 2013, 10:59:20 PM »


แต่ธรรมชาติส่งพืชคลุมดินมาให้ผมกับภรรยา 2 คน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


สวัสดีปีใหม่ครับคุณทีละพัน
มีภรรยาตั้งสองคนก็ไม่บอก หลอกให้เราอิจฉา...
ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


[teerapan]ฮ่าๆๆๆ มีอาจารย์ยุทธติดตามอ่านกระทู้นี่เผลอไม่ได้เลย เดี๋ยวเรื่องนี้ถึงครูอังคนาแน่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 03, 2013, 11:15:26 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #348 เมื่อ: มกราคม 04, 2013, 03:23:29 AM »

ความคิดเรื่องวัชพืชลึกซึ้งมากครับพี่  มองวัชพืชในมุมที่ต่างออกไป ปฎิบัติต่อวัชพืชในวิธีที่ต่างออกไป  ไม่ขัดขวางกระบวนการทางธรรมชาติ  แต่ส่งเสริมกระบวนการตามธรรมชาติ  ผมว่าพี่  Teerapan  ตีความสารจากธรรมชาติถูกต้องแล้ว  ผมจะขอทำตามนะครับ

อีกหนึ่งคำถาม  Comfrey  คือต้นอะไรครับ  ผมอ่านเจอใน  Farmer's hand  book มาครั้งหนึ่ง หาความหมายในภาษาไทยไม่เจอ  ยังเป็นคำถามคาใจอยู่เสมอ


Liked By: yudhapol, teerapan, 5XXA
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #349 เมื่อ: มกราคม 04, 2013, 05:54:41 PM »

ความคิดเรื่องวัชพืชลึกซึ้งมากครับพี่  มองวัชพืชในมุมที่ต่างออกไป ปฎิบัติต่อวัชพืชในวิธีที่ต่างออกไป  ไม่ขัดขวางกระบวนการทางธรรมชาติ  แต่ส่งเสริมกระบวนการตามธรรมชาติ  ผมว่าพี่  Teerapan  ตีความสารจากธรรมชาติถูกต้องแล้ว  ผมจะขอทำตามนะครับ

อีกหนึ่งคำถาม  Comfrey  คือต้นอะไรครับ  ผมอ่านเจอใน  Farmer's hand  book มาครั้งหนึ่ง หาความหมายในภาษาไทยไม่เจอ  ยังเป็นคำถามคาใจอยู่เสมอ


ความจริงผมเคยแนะนำ Comfrey ในกระทู้ของน้องอ๊ะ บ้านสวน จันทบุรี มาแล้ว  ไหนๆ น้อง siripan ก็ถาม  เลยขอนำข้อมูลมาลงอีกรอบ



Comfrey ชื่อวิทยาศาสตร์ Symphytum officinale วงศ์ Boraginaceae เป็นไม้พุ่มเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ซม. สูง 1.5 เมตร อาจจะมีอายุอย่างน้อยถึง 10 ปี เป็นไม้ที่โตเร็ว ชอบดินที่มีไนโตรเจนเยอะ จึงควรปลูกสลับกับพืชตระกูลถั่ว  เป็นพืชที่มีระบบรากลึก สามารถดึงแร่ธาตุต่างๆ จากระดับดินชั้นล่างขึ้นมาข้างบนได้ดี  มีประโยชน์มากมายหลายด้านได้แก่

อาหารสัตว์
Comfrey มีโปรตีนมากกว่าถั่วเหลืองถึง 20 เท่า  สามารถนำมาเป็นอาหารสัตว์ได้ถึง 80-90% ของอาหารที่หมูกิน ส่วนในสัตว์ปีกและแพะจะใช้ได้ถึงประมาณ 50%  ทำให้ไข่สดขึ้น แพะกินฟางได้มากขึ้น  นอกจากนั้นยังสามารถใช้ผสมในอาหารสัตว์อื่นๆ ได้อีก
วัสดุปรับปรุงดิน

Comfrey มีระบบรากที่ลึกจึงสามารถดึงแร่ฐานจากดินชั้นล่างขึ้นมาสะสม ได้แก่ ไนโตรเจน, โปแตสเซียม, ฟอสฟอรัส, แคลเซียม, สังกะสี, แมงกานีส, แมกนีเซียม, ทองแดง, โซเดียม, ซัลเฟอร์, โครเมี่ยม, molybdenum และตะกั่ว  เนื่องจากสามารถสามารถใบและกิ่งได้เร็วจึงให้ biomass ที่สามารถเอาไปทำปุ๋ยหมักได้ปีละหลายรอบ  และตัวมันเองเป็นตัวเร่งขบวนการย่อยสลายในกองปุ๋ยหมัก  การหมักเฉพาะใบของ Comfrey อย่างเดียวก็สามารถใช้เป็นปุ๋ยหมักน้ำได้ (แต่กลิ่นเหม็นสุดยอด) แต่เป็นที่ชื่นชอบของมะเขือเทศ มัน และถั่ว

อาหารของมนุษย์
สามารถใช้ใบผสมในสลัดได้ และก้านสามารถเอามาผัดเหมือนหน่อไม้ฝรั่ง  Comfry เป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามิน B12 มาก  อย่างไรก็ตาม Comfrey มีสาร pyrrolizidine alkaloids ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายกับตับ  จึงไม่ควรรับประทานในจำนวนมาก หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน  (ผลการทดลองประเมินว่าจะต้องทานถึง 20,000 ใบถึงจะเป็นอันตรายกับมนุษย์)

ยารักษา
Comfrey มีสาร allantoin ซึ่งช่วยในการสมานเนื้อเยื่อ จึงมีการใช้งานในการทำแผล ช่วยห้ามเลือด ช่วยรักษาแผลโดนไฟลวก และปัญหาที่ผิวหนัง  นอกจากนั้นมันยังช่วยในการย่อยอาหาร และน้ำที่คั้นจากใบ comfrey ยังสามารถใช้ในการรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากการกัดของหมัดเห็บ เล็นหรือไรในสุนัขกำจัดทาก
เนื่องจากทาก/หอยทาก ชอบกองของใบ comfrey มาก  ถ้าเราจึงสามารถใช้ comfrey ล่อทากได้คล้ายๆ กับเทคนิคการใช้เบียร์  เราอาจจะประยุกต์โดยการตัดใบ comfrey มากองไว้ที่กลางแปลงที่เราจะปลูกพืชผักประมาณ  1 สัปดาห์ก่อนเริ่มลงมือเพาะปลูก  ทากจะตามมาหากองใบ comfrey เอง ทิ้งไว้จนคืนที่ 5 จึงค่อยขนกอง comfrey ที่เต็มไปด้วยทากไปกำจัด (เช่น เอาไปหมักในถังหมัก หรือใส่ในกลางกองปุ๋ยหมัก)  หลังจากนั้นจึงนำ comfrey ไปกองรอบนอกแปลงเพาะปลูก  ทากจะถูกล่อไปหากอง comfrey ที่ด้านนอกมากกว่าจะสนใจผักในแปลงของเรา

อีกเทคนิคนึงคือวางกองใบ comfrey ไว้ที่กลางคอกหมู หรือคอกไก่  แล้วล้อมรั้วกอง comfrey ไว้ไม่ให้ไก่/หมูกินใบ comfrey หมดเสียก่อน  เมื่อทากได้กลิ่นใบ comfrey จะเดินทางผ่านคอกเข้ามาหากอง comfrey แต่จะถูกไก่/หมูกินทากเป็นอาหาร  เมื่อครบ 5 วันให้เอา  ลวดที่ล้อมกองใบ comfrey ออกเพื่อให้ ไก่/หมู สามารถกินได้ทั้งใบ comfrey และทากที่อยูในกอง  สามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆ ถ้ายังมีทากในบริเวณ  หรืออาจจะย้ายตำแหน่งเลี้ยงไก่/หมู  ไปยังพื้นที่อยู่ที่ยังมีทากอยู่จำนวนมากล่อแมลง

ดอก Comfrey จะช่วยดึงดูดแมลงดีเข้ามาในสวน  และต้น comfrey ก็จะเป็น living mulch ช่วยรักษาความชื้นให้กับต้นไม้
อย่างไรก็ตาม Comfrey แข็งแรง เติบโตได้ง่ายในธรรมชาติ จนบางครั้งจะเหมือนเป็นวัชพืช (ปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์ของ Russian Comfrey สายพันธุ์ Block 14 ซึ่งจะไม่ค่อยแพร่กระจายไปจากจุดที่เราปลูกมันครั้งแรก)   จึงควรเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม และตัดต้นให้เหลือสูงเพียง 15 ซม. ภายหลังจากที่ออกดอกได้สักระยะ  เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเป็นเมล็ด และกระจายตัวออกไปอย่างควบคุมไม่ได้

จากคุณสมบัติข้างต้นกลุ่มเพอร์มาคัลเจอร์จึงมีการใช้ Comfrey อย่างกว้างขวาง  โดยนิยมทั้ง Comfrey ดั้งเดิม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Symphytum officinale) และสายพันธุ์รัสเซีย Block 14 (ชื่ิอวิทยาศาสตร์ Symphytum x uplandicum)   ในประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องสำอางที่ทำจาก Comfrey เข้ามาขายบ้าง  ผมพยายามตามหาเมล็ด หรือไหลของ Comfrey ในประเทศไทยแต่ยังหาไม่เจอ  แม้นแต่ที่สวนพันพรรณ ของพี่โจนที่ผมคิดว่าจะมีก็ไม่มีคนรู้จัก  จึงขอประกาศในที่นี้เลยว่าถ้าใครมีจะขอแบ่งพันธุ์มาปลูกด้วยนะครับ

ดังนั้นผมจึงคิดว่าชื่อไทยของ Comfrey น่าจะยังไม่มีคนตั้ง  แต่เท่าที่ทราบ Comfrey เป็นวัชพืชในเขต Temperate พบอยู่ในทั้งยุโรบ อเมริกาเหนือ และออสเตรเรีย  มีความเชื่อว่าน่าจะตั้งต้นมาจากทวียุโรบและกระจายพันธุ์ไปในยุคล่าอนานิคม ซึ่งทำผมไม่แน่ใจว่าถึงเวลาแล้วมันจะอยู่รอดในเขต Tropical อย่างประเทศไทยหรือไม่

แต่...ก็มีวัชพืชหลายตัวที่ตั้งต้นมาจากต่างประเทศ เช่น Eupatorium odoratum เชื่อว่าถูกนำเข้ามาในประเทศไทยจากชาวอินเดียแดง Antilles ซึ่งมีรกรากอยู่ในหมู่เกาะในทวีปอเมริกากลาง (อย่าถามผมว่าเขาข้ามมหาสมุทรมาได้งัย !!) ต่อมาวัชพืชชนิดนี้ก็กระจายตัวไปทั้งคาบสมุทรอินโดจีน จนมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษแบบหนึ่งว่า Siamweed ซึ่งน่าจะเป็นเพราะชาวตะวันตกค้นพบประเทศสยามก่อนที่จะค้นพบทวีปอเมริกา ชื่อไทยก็คือต้น "สาบเสือ" นั่นเอง ต่อมามีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจึงเชื่อว่าวัชพืชชนิดนี้น่าจะกำเนิดในทวีปอเมริกา  และยังมีเรื่องน่าประหลาดที่วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของชาวกระเหรี่ยงไปเหมือนกับวัฒนธรรมของชาวอินเดียนแดงในอเมริกา ทำให้ยิ่งน่าเชื่อเข้าไปอีกว่าชาวอินเดียแดงบางกลุ่มเคยข้ามมหาสมุทรมาตั้งรกรากในประเทศไทยเมื่อนานมาแล้ว

หมายเหตุ ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาถูกเรียกว่าอินเดียนแดง (Indian) เพราะว่าชาวตะวันตกพยายามเดินทางข้ามทะเลไปทางทิศตะวันตกของทวีปยุโรบด้วยความเชื่อว่าโลกกลม  และน่าจะสามารถเดินทางไปประเทศอินเดียไปทางทิศตะวันตกแทนที่จะเป็นทิศตะวันออกเหมือนที่เคยเดินทางมา เมื่อเดินทางไปเจอทวีปอเมริกา แต่พวกเขาหลงคิดว่าเดินทางไปถึงประเทศอินเดียแล้ว  จึงเรียกชนพื้นเมืองซึ่งมีผิวออกดำแดง แทนที่จะดำคล้ำเหมือนชาวอินเดียที่เคยเจอว่า West Indian (ชาวอินเดียตะวันตก) หรือ Red Indian (ชาวอินเดียแดง) ต่อมาทราบว่าเป็นการค้นพบทวีปใหม่แต่ก็ยังคงชื่อเรียกชาวพื้นเมืองแถบนั้นว่า Idian เหมือนเดิม


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 24, 2014, 05:09:31 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #350 เมื่อ: มกราคม 04, 2013, 08:48:21 PM »

ประกาศจากกระทรวงสุขภาพของแคนาดา


แนะนำผู้บริโภคไม่ให้ใช้สมุนไพร comfrey
และสินค้าสุขภาพที่มีส่วนผสมของ comfrey
เพราะว่ามันมีส่วนประกอบของ Echimidine
ซึ่งเป็นอันตรายต่อตับอย่างมาก

นอกจากนี้ผู้บริโภคยังได้รับการแนะนำให้ตรวจฉลาก
ของผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ให้ดูที่ ingredients

ถ้ามีส่วนผสมของ comfrey
และ Echimidine สองอย่างนี้

((((((อย่าใช้ผลิตภัณฑ์นั้น)))))
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2008/06/J6715282/J6715282.html

[Teerapan] - ใช่แล้วครับน้องโอ๋ สมุนไพรจำนวนมากมีพิษ ฤทธิ์ของพิษจึงเป็นยารักษา แต่สมุนไพรกลุ่มพวกนี้จะไม่ถูกอนุญาติให้ใช้โดยไม่มีการดูแลของแพทย์ในบางประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี แต่เราจะต้องควบคุมปริมาณการใช้  ส่วนตัวแล้วผมชอบรากที่ลึก และความสามารถในการดึงธาตุอาหารจากดินชั้นล่างมากกว่า เพราะหมายความว่ามันเหมาะสำหรับทำ mulch และปุ๋ยหมักครับ


Liked By: teerapan, deer art, sakmara, 5XXA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 04, 2013, 09:58:00 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #351 เมื่อ: มกราคม 05, 2013, 03:37:10 AM »

ขอบคุณเรื่อง  comfrey  มากครับ  จากที่ไม่รู้เลยก็ได้รู้  ดีจริงๆ  จะว่าไปแล้ว  ตอนนี้  ผมก็อยู่ที่  นิวคาลิโดเนีย  ไม่ห่างจากออสเตรเลียมากนัก  จะลองสืบหา comfrey  ดู  หากมีจะนำกลับบ้านเมืองไทยเรา เร็วๆนี้

[teerapan] - ผมก็เพิ่งทราบว่ามีดินแดนของฝรั่งเศลชื่อ"นิวคาลิโดเนีย" ใกล้ออสเตรเลียขนาดนี้  ยิ่งได้เรียนรู้เรื่องราวยิ่งน่าสนใจมาก


Liked By: teerapan, 5XXA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 06, 2013, 11:54:44 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 [22] 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: