หน้า: 1 ... 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 [20] 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 910926 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #304 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 10:06:41 AM »

 จอมยุทธ.ธี ศิษย์พี่ไม่อยู่
  สุน้อยตอบให้ก็ได้ อาจารย์ยุทธ....ขายค่ะ ขายเลย.. ที่ตรงนี้ราคาดี แต่ดินไม่ดี กำไรล้วนๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

คุณสุครับ ที่่ตัวเองเป็นฝีเป็นหนอง..โอ๊ะ.เป็นห้วยเป็นหนองยังเก็บไว้ปลูกต้นไม้ ที่คนอื่นยุให้ขายได้งัย.. โกรธ โกรธ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

  เพลงยุทธ ทางการทำเกษตรหรือปลูกต้นไม้แบบแอบอิงธรรมชาติ บทที่หนึ่ง...

    ห้วย เป็น  ทอง
  หนอง เป็น  เงิน
     บึง เป็น  เพชร
    
  *คำเตือนอย่าถมบึง เพื่อปลูกต้นไม้แบบใครบางคน.. ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

[teerapan] - ยังดีที่เพลงยุทธบทที่ 1 ไม่ได้กล่าวว่าถ้าที่ดินมีทั้งหนองทั้งห้วยจะกลายเป็น "ตัวเงินตัวทอง"  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 11:14:45 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #305 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 12:54:35 PM »

ขอสอบถามคุณทีละพันเรื่องดินครับ ด้วยสวนส่วนมากจะเป็นดินที่ขุดมาจากสระอย่างที่เห็น คุณทีละพันคิดว่าจะต้องใช้วิธีใดที่จะทำให้ดินสมบูรณ์พูนสุข มีวิตามินแร่ธาตุเพื่อเป็นอาหารให้แก่ต้นไม้ที่ปลูกได้บ้าง ขอขอบคุณคุณทีละพันมานะโอกาสนี้ครับ.. อายจัง อายจัง




----------------------------------------------------------------------------------
ไม่รู้จะช่วยได้หรือเปล่านะ แต่ผมก็มีที่ดินถมแบบนี้เหมือนกัน
ผมใช้วิธิปลูกสนามหญ้า รดน้ำต้นหญ้า เดี่ยวมีต้นไม่มาขึ้นเอง หามาปลูกเพิ่มด้วยก็ดี
พยายามไม่เผา เดี่ยวมันก็สมบูรณ์ไปเอง
ผมว่าสารอาหารมันมากับ น้ำ อากาศ ฝุ่นควัน นก สัตว์ต่าง ๆ โดยต้นไม้ใบหญ้าเป็นตัวดักจับ
ถ้าจะเอาเร็ว ก็ใช้คนนี่แหละ เอาน้ำใช้จากห้องน้ำปล่อยลงพื้นที่แป๊ปเดียวงาม แต่ถ้าจะใช้มูลคนต้องระวังโรคติดต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 02:04:39 PM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #306 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 02:12:23 PM »



[teerapan] - ขอบพระคุณครับพี่เจมส์  ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนวยพรให้พี่เช่นกันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 08:30:56 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #307 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 08:29:23 PM »

ตอบคำถามอาจารย์ยุทธแล้วเลยนึกได้ว่าลืมพูดถึงการห่มดินแบบใช้วัสดุคลุมดินมีชีวิต (Living Mulch) ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษาความชื้นให้กับดิน บางครั้งเราก็เรียกว่าพืชคลุมดินนั่นเอง

การใช้พืชคลุมดินยังเป็นข้อถกเถียงกันพอสมควรว่าจะช่วยรักษาความชื้นได้จริงหรือไม่โดยแบ่งออกมาเป็น 2 แนวคิด

  • แนวคิดแรกเชื่อว่าความชื้นในดินมีจำนวนจำกัด  การลดความหนาแน่นของพืชจะช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของพืชที่เราปลูก การที่มีพืชคลุมดินจะทำให้มีการดูดน้ำไปใช้จนระเหยผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง และการคายน้ำของพืช  ทำให้มีการใช้น้ำในดินมากกว่าการไม่ปลูกพืชคลุมดิน (แต่ยังมีวัสดุคลุมดินอื่น)  ในแนวคิดแบบนี้จึงจะแนะนำให้ตัดพืชคลุมดินตั้งแต่ต้นฤดูหนาว และทิ้งไว้ในพื้นที่เพื่อใช้เป็นวัสดุคลุมดิน
  • แนวคิดที่สองเชื่อว่าถ้าเราปลูกพืชคลุมดินไว้ จะช่วยลดอุณหภูมิที่ผิวดินได้มากกว่าการใช้วัสดุคลุมดินเนื่องจากการคายน้ำของพืช และจะช่วยจับความชื้นในดินมาเป็นน้ำค้างได้มากกว่าการที่ไม่ได้ปลูกพืชคลุมดิน  ในแนวคิดแบบนี้จึงจะทิ้งพืชคลุมดินไว้ตลอดหน้าแล้ง

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ถกเถียงกันจะมีผลแค่ว่าเราควรจะตัดพืชคลุมดินตอนช่วงหน้าแล้ง หรือปล่อยมันทิ้งไว้โดยไม่ต้องตัด  แต่ถ้าเราหันไปมองข้อดีอื่นๆ ของพืชคลุมดินเทียบกับการใช้วัสดุคลุมดิน  ก็จะเห็นประโยชน์ของพืชคลุมดินเพิ่มเติมจากวัสดุคลุมดินดังนี้ :
  • เนื่องจากเราสามารถปลูกพืชคลุมดิน และตัดให้กลายเป็นวัสดุคลุมดินในพื้นที่ได้  จึงช่วยลดภาระเรื่องการขนย้าย  โดยเราอาจจะต้องขนย้ายเพียงเมล็ดพันธุ์เข้ามาใช้ในการปลูก  แต่ไม่ต้องขนย้ายทั้งต้นของพืชคลุมดิน
  • พืชคลุมดินไม่ได้อยู่แค่เพียงที่ผิวดิน  ยังมีรากช่วยชอนไชเข้าไปในดิน เมื่อเราตัดพืชคลุมดินรากเหล่านี้ก็จะเน่าเปื่อยทำให้เกิดโพรงในดิน  ทำให้ดินโปร่งมากขึ้นกว่าการใช้วัสดุคลุมดินเพียงอย่างเดียว
  • พืชคลุมดินวงศ์ถั่วยังช่วยในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ เป็นการเพิ่มแร่ธาตุให้มากกว่าวัสดุคลุมดิน
  • พืชคลุมดินหลายชนิดสามารถอยู่ข้ามปี จึงสามารถผลิตชีวมวลที่จะกลายเป็นวัสดคลุมดินอย่างต่อเนื่อง  ช่วยลดภาระในการจัดหาวัสดุคลุมดินมาทดแทนของเดิมที่ย่อยสลายไป
  • พืชคลุมดินหลายชนิดจะออกดอกตลอดทั้งปี ช่วยล่อแมลงให้เข้ามาในพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น  โดยสถิติแมลงว่าใหญ่จะมีแมลงดีมากกว่าแมลงศัตรูพืช  การเพิ่มความสามารถในการล่อแมลงจึงจะช่วยเพิ่มแมลงที่จะเข้ามาจำกัดปริมาณแมลงศัตรูพืช
  • ในช่วงที่มีความชื้นเพียงพอ (ไม่ใช่หน้าแล้ง) พืชคลุมดินจะช่วยเพิ่มกลไลในการตรึงไอน้ำจากอากาศในรูปของน้ำค้าง  ทำให้ดินได้รับน้ำมากกว่าน้ำฝนเพียงอย่างเดียว
  • พืชคลุมดินหลายชนิดสามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ หรืออาหาร/ยาของมนุษย์ได้

ที่สวนขี้คร้านมีการทดลองพืชคลุมดินหลากหลายชนิด ทั้งที่ตั้งใจปลูก และขึ้นเอง เช่น


มันต่อเผือก



ปอเทือง


ถั่วปินโต (ถั่วลิสงเถา)


ถั่วปี


ถั่วอีโต้


ถั่วผี


ถั่วลาย


โสนขน


โสนคางคง


ตำลึง และสาบเสือ


ผักปราบ


หญ้าเกล็ดหอย


ผกากรอง


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/3-2-living-mulch.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2014, 10:04:32 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #308 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 08:58:50 PM »

ตอนพิเศษ การวัดความลาดชัน

กระบวนท่าที่ 1 - Sunken Basin เหมาะสำหรับพี้นที่ที่ไม่ค่อยมีความลาดชัน ส่วนกระบวนท่าที่ 2 - Deep Watering เป็นการให้น้ำเฉพาะจุด ส่วนกระบวนที่ 3 - ห่มดิน ก็เป็นเทคนิคเสริมที่นำไปใช้ร่วมกับเทคนิคอื่นๆ ได้  ในกระบวนท่าถัดไปเราจะพูดถึงการบริหารจัดการที่น้ำในที่ดินที่มีความลาดชัน  จึงใคร่ขอนิยามหน่วยวัดความลาดชันกันสักหน่อย

ในการวัดระดับความชันนั้นจะมีหน่วยวัดเป็นเปอร์เซ็นต์ และองศา  ในการวัดแบบเปอร์เซ็นต์นั้นจะเป็นการเอาระยะทางในแนวดิ่งหารด้วยระยะทางในแนวนอน แล้วคูณด้วย 100   ส่วนการวัดแบบองศานั้นจะต้องเอาหามุมเงย โดยใช้สูตรคณิตศาสตร์ arctan ของ ระยะทางในแนวดิ่งหารด้วยระยะทางในแนวนอน  ตามที่แสดงตัวอย่างการคำนวนในภาพด้านล่าง




อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/blog-post_27.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2014, 10:05:17 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
jenkjinkjink
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« ตอบ #309 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 01:16:39 AM »

สวัสดีค่ะ คุณTeerapan
   ยังอ่านไม่จบ แต่ขอแสดงตัวมานั่งเรียนในห้องด้วยคน หลังจากที่นั่งฟังอยู่ข้างหน้าต่างเก็บเกี่ยวความรู้และข้อคิดที่ลึกซึ้งหลายด้าน ถึงยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ก็ได้ประโยชน์อย่างมาก จากนี้ไปก็จะพยายามทุกครั้งที่มีเวลา เข้ามาสะสมความรู้จากกระทู้นี้ไม่ให้ขาดพร่อง ส่วนคำถามนั้นยังไม่มีอะไรสงสัยเพราะยังเป็นลูกจ้างในระบบทุนนิยมอยู่ วางแผนไว้ว่าปีหน้าเข้าฤดูฝนก็จะพาครอบครัวกลับไปอยู่บ้านเกิด ไปเป็นเกษตรกรเต็มตัว ช่วงเวลานี้ก็เก็บเกี่ยวความรู้เป็นทุนไว้ก่อน ถึงเวลาทำจริงแล้ว ถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็ขอรบกวนไว้ล่วงหน้าด้วยค่ะ สดุดตาตั้งแต่เห็นชื่อ กระทู้ว่า "สวนขี้คร้าน" แล้วค่ะ เข้าสำนวน "ขี้เกียจช่างริ ขี้ติทำไม่เป็น" ค้า

[teerapan] - ชอบใจสำนวน  "ขี้เกียจช่างริ ขี้ติทำไม่เป็น" มาก  คิดว่าน่าจะมาจากสำนวนจีน 懒人话多光说不练 lǎn rén huà duō guāng shuō bú liàn 

ผมชอบคิดฝันมากมาตั้งแต่เด็ก แต่ที่บ้านจะเรียกว่า "คิดฟุ้งฟ่าน" ไม่ค่อยทำอะไร  วันๆ เอาแต่เล่น  ไม่ชอบเรียนหนังสือ ต้องโดนบังคับเรียนอยู่เสมอ  ตอนเข้ากรุงมาเรียนมัธยมที่กรุงเทพฯ พบว่าที่โรงเรียนมีทั้งชมรมที่ประดิษฐ์อุปกรณ์แปลกๆ ที่เราไม่รู้จัก  พวกรุ่นพี่ๆ ในชมรมเขาสามารถสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นที่ต้องใช้องค์ความรู้ที่ไม่มีสอนในโรงเรียน แต่พวกเขาก็รักจะอ่านเอง ลงมือทำและทดลองกันเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณครู หรือที่บ้านเลย ผมจึงเริ่มประทับใจและค้นพบเรื่องที่ 2 ว่าห้องสมุดโรงเรียนแห่งนี้ใหญ่กว่าห้องสมุดที่โรงเรียนเก่าของผมเกือบ 20 เท่า  วันๆ ผมจึงเอาแต่ไปทำกิจกรรมช่วยพี่เขาประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับมาใช้ในงานชมรม เลิกจากกิจกรรมก็จะหอบหนังสือเรื่องใหม่ๆ จากห้องสมุดกลับไปอ่านที่บ้าน  เพราะเรื่องพวกนี้มันน่าสนใจกว่าเรื่องที่คุณครูสอนเป็นไหนๆ เนื่องจากวันๆ จมปลักไปกับเรื่องนอกห้องเรียนจนลืมทำการบ้านเป็นประจำ  จนกระทั่งคุณครูวิชาต่างๆ มาฟ้องคุณครูประจำชั้น เป็นเหตุให้ผมโดนตี โดนตราหน้าว่าเป็นเด็ก "ขี้เกียจอันดับหนึ่ง" ของห้อง  ทุกๆ วันตอนเย็นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนจะเห็นผมไปนั่งที่พื้นหน้าห้องพักครู (อันนี้ฝากคุณครูทั้งหลายว่าความจริงแล้ว หน้าห้องพักครูควรจะมีโต๊ะ และเก้าอี้ให้สักหน่อย 555) เพื่อไปรายงานคุณครูประจำชั้นว่าวันนี้มีการบ้านอะไรบ้าง ส่งเมื่อไร จากนั้นผมก็มีภาระกิจต้องนั่งทำการบ้านที่หน้าห้องพักครูจนกระทั่งถึงเวลาครูกลับบ้าน ถ้าทำเสร็จก่อนก็จะสามารถออกไปเล่นทำกิจกรรมของชมรมได้ตามปกติ  ผมโดยบังคับให้เรียนแบบถูไถจนจบมัธยม ผมที่เป็นขี้คร้านอันดับหนึ่งของห้อง และเพื่อนที่นั่งข้างหลังผมซึ่งเป็นขี้คร้านอันดับสองของห้อง สอบเข้าคณะวิศวะได้ทั้งคู่ (แต่คนละมหาวิทยาลัย) เลยสงสัยว่าคณะนี้จะเป็นแหล่งรวมคนขี้คร้านหรือเปล่า ฮ่าๆๆ

พอเข้ามหาวิทาลัย นับว่าเป็นสรวงสวรรค์ของผมเลย  ชมรมที่น่าสนใจเยอะกว่าที่โรงเรียนมัธยมมาก ห้องสมุดขยายจาก 1 ชั้น เป็นทั้งตึก แถมยังมีห้องสมุดคณะอีกตั้งหลายคณะที่มีหนังสือแตกต่างกันไปอีก มีเรื่องให้เล่น และเรียนรู้มากมาย ที่บ้านก็เริ่มปล่อยขอแค่เกรดเป็นดัชนีชี้วัด ผมก็เลยสมัครเข้าชมรมสิบกว่าชมรม เทอมแรกเจอทั้งกิจกรรมเชียร์ รับน้อง วิ่งเข้าออกวันละ 1-2 ชมรมทุกวัน สนุกมาก ชีวิตนี้ไม่มีครูประจำชั้นมากำกับแล้ว  จะทำอะไรก็ได้ เลยไม่ค่อยได้มีเวลาอ่านหนังสือ พอต้องมาอ่านเยอะๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนสอบก็มักจะมีอาการ "ขี้คร้าน" เลิกอ่านมันดื้อๆ พอสอบกลางภาคออกมาผลสอบออกมาตก mean ไปหลายตัว เลยคิดว่าจะต้องหาทางประสานการเล่น เข้ากับการเรียน  เพราะผมรู้ดีว่าถ้าผลการเรียนออกมาแย่ผมก็จะถูกบังคับให้เลิกทำกิจกรรม ให้เรียนหนังสือในห้องเรียนที่สุดแสนน่าเบื่อเพียงอย่างเดียว  ผมเลยยอมลดจำนวนชมรมที่เข้าประจำมาเหลือแค่ 2 ชมรม + งานของสภานิสิตที่ดันมีตำแหน่งตัวแทนคณะฯ คุ้มคออยู่ แต่เท่านั้นก็กินเวลาผมทุกวันตอนเย็นๆ วันจันทร์ - ศุกร์ ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ก็ต้องช่วยที่บ้านทำงานบ้าง ไปสอนพิเศษหาเงินบ้าง (ไม่งั้นเงินที่แม่ให้จะไม่พอสำหรับไปเลี้ยงข้าวเย็นน้องๆ ที่ชมรม)  เนื่องจากเวลาใน 1 สัปดาห์มีจำกัด ผมแทบไม่เหลือเวลาไปยืมหนังสือที่ชอบอ่านมาจากห้องสมุดเลย ผมจึงเริ่มเรียนรู้ว่าถ้ารักจะขี้เกียจไม่ต้องเรียนวิชาการมากก็ต้องยอมแลกด้วยบางอย่าง ผมเริ่มจากแลกด้วยเวลาดูทีวี โดยเอาตัวเองออกจากบ้านไปนั่งอ่านหนังสือที่มหาวิทยาลัย(อื่น)ใกล้บ้านทุกวันอาทิตย์ทั้งวัน เนื่องจากจะไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเจอเพื่อนๆ ให้เสียเวลาคุย และไม่มีทีวีให้เสียสมาธิ สุดท้ายก็ยังมีเวลาไม่พอ ผมต้องรีบออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อหลบรถติด มานั่งอ่านหนังสือที่ชมรมก่อนที่เพื่อนๆ จะมากัน  ชมรมมันก็สกปรก ไม่มีแม่บ้านดูแล ผมก็เลยต้องกวาด ถู ทำความสะอาดชมรมเป็นประจำเพื่อจะได้มีที่อ่านหนังสือสบายๆ ผมเริ่มเรียนรู้ว่าถ้าขี้เกียจอ่านหนังสือเยอะๆ ตอนใกล้สอบ ผมจะต้องทยอยอ่าน และทำสรุปรายสัปดาห์  เวลาใกล้สอบเราก็อ่านสรุปที่ราจดไว้อย่างเดียว ไม่ต้องอ่านเยอะ ผมยังเรียนรู้ว่าถ้าเรายอมเสียเวลาไปติวเพื่อน แรงกดดันจากการต้องเป็นคนติวก็จะให้เรามีสมาธิจำเนื้อหาได้มากขึ้นในเวลาอ่านที่เท่ากัน (ประหยัดเวลาอีก) 

หลังจากเรียนรู้หลายอย่างจากชีวิตมหาวิทยาลัย..ทำให้ผมเริ่มเข้าใจมุมมองที่ว่า "ถ้าเราขี้คร้านจะทำบางอย่างในอนาคต เราอาจจะต้องลงมือทำมันวันนี้" ยิ่งเราลงมือทำมันในวันนี้มากเท่าไร่เราก็จะเหลือเวลาให้ขี้คร้านมากขึ้นในอนาคต

ตอนมาทำงาน ยิ่งต้องทำงานหนักมาก ผมจึงจะยอมเจียดเวลาตอนดึกๆ หลังเลิกงานมาค้นหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะช่วยลดเวลาในการทำงานที่เราไม่อยากทำ  ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่  ผมยิ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สบายมาก เสมือนว่าผมมีโอกาสเข้าถึงห้องสมุดที่ใหญ่กว่าตอนผมอยู่มหาวิทยาลัยเป็นล้านเท่า  หลายๆ ครั้งก็จะค้นพบเทคนิคใหม่ๆ ที่ทำให้เราใช้เวลาทำงานน้อยลงจริงๆ การลงทุนเวลาในการค้นหาความรู้ใหม่ๆ และการทดลองทำในขนาดเล็กๆ ก่อนช่วยสร้างโอกาสให้เราประหยัดเวลาในอนาคตได้จริงๆ ทำให้เรามีเวลา "ขี้คร้าน" ในอนาคตได้  คำสอนปู่บิลเรื่องการออกแบบอะไรให้สามารถทำงานได้ยาวนาน ยั่งยืน จึงเข้ากับสันดาน "การกระทำเพื่อจะได้ไม่ต้องกระทำ (ในอนาคต)" ของผมเป็นอย่างยิ่ง  การทำหลายอย่างที่ปู่บิลสอนจึงอาจจะหมายถึงการลงมือทำอะไรมากมายในวันนี้ เพื่อจะเอื้อให้ธรรมชาติมาช่วยทำงานให้กับเราในอนาคต

ชีวิตที่ผ่านมาผมแอบเอาสันดาน "ขี้คร้าน" มาใช้เป็นแรงพลักดันให้ลงมือทำหลายๆ อย่าง เลยไม่รู้ว่าจะเข้ากับสำนวน  "ขี้เกียจช่างริ ขี้ติทำไม่เป็น" หรือเปล่านะครับ  แต่สุดท้ายก็ยัง "ขี้คร้าน" อยู่ดี  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2012, 12:24:03 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 596



« ตอบ #310 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 09:26:16 AM »

ตอบคำถามอาจารย์ยุทธแล้วเลยนึกได้ว่าลืมพูดถึงการห่มดินแบบใช้วัสดุคลุมดินมีชีวิต (Living Mulch) ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษาความชื้นให้กับดิน บางครั้งเราก็เรียกว่าพืชคลุมดินนั่นเอง


วันนี้ได้รู้จักชื่อพืชคลุมดินในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอีกหลายชนิด  ขอบคุณมากครับ

เพียร
บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 596



« ตอบ #311 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 12:12:52 PM »

สวัสดีค่ะ คุณTeerapan
   ยังอ่านไม่จบ แต่ขอแสดงตัวมานั่งเรียนในห้องด้วยคน หลังจากที่นั่งฟังอยู่ข้างหน้าต่างเก็บเกี่ยวความรู้และข้อคิดที่ลึกซึ้งหลายด้าน ถึงยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ก็ได้ประโยชน์อย่างมาก จากนี้ไปก็จะพยายามทุกครั้งที่มีเวลา เข้ามาสะสมความรู้จากกระทู้นี้ไม่ให้ขาดพร่อง ส่วนคำถามนั้นยังไม่มีอะไรสงสัยเพราะยังเป็นลูกจ้างในระบบทุนนิยมอยู่ วางแผนไว้ว่าปีหน้าเข้าฤดูฝนก็จะพาครอบครัวกลับไปอยู่บ้านเกิด ไปเป็นเกษตรกรเต็มตัว ช่วงเวลานี้ก็เก็บเกี่ยวความรู้เป็นทุนไว้ก่อน ถึงเวลาทำจริงแล้ว ถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็ขอรบกวนไว้ล่วงหน้าด้วยค่ะ สดุดตาตั้งแต่เห็นชื่อ กระทู้ว่า "สวนขี้คร้าน" แล้วค่ะ เข้าสำนวน "ขี้เกียจช่างริ ขี้ติทำไม่เป็น" ค้า

[teerapan] - ชอบใจสำนวน  "ขี้เกียจช่างริ ขี้ติทำไม่เป็น" มาก  คิดว่าน่าจะมาจากสำนวนจีน 懒人话多光说不练 lǎn rén huà duō guāng shuō bú liàn  

ผมโดนบังคับให้เรียนแบบถูไถจนจบมัธยม ผมที่เป็นขี้คร้านอันดับหนึ่งของห้อง และเพื่อนที่นั่งข้างหลังผมซึ่งเป็นขี้คร้านอันดับสองของห้อง สอบเข้าคณะวิศวะได้ทั้งคู่ (แต่คนละมหาวิทยาลัย) เลยสงสัยว่าคณะนี้จะเป็นแหล่งรวมคนขี้คร้านหรือเปล่า ฮ่าๆๆ


เริ่มแรกที่เห็นชื่อกระทู้ขอเรียนตามตรงว่าผมรู้สึกหมั่นใส้มากจนอดไม่ไหวเลยต้องลองเข้ามาดู  (ไม่ทราบว่านี่คือเทคนิคในการตั้งชื่อกระทู้อย่างหนึ่งหรือเปล่า)  แล้วจากนั้นก็ตามอ่านอยู่ทุกวัน

ผมรู้สึกอบอุ่นที่เรามีพื้นฐานทางการเรียนและการทำงานที่แตกต่างกันแต่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยความสนใจเดียวกันเกี่ยวกับการพยายามที่จะเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกันฟื้นฟูธรรมชาติที่กำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วน่าตกใจตามกำลังที่มีอย่างเต็มที่  

เรามีวิธีการคิดและทำที่แตกต่างกันในรายละเอียด  แต่เมื่อเอามาแลกเปลี่ยนกันจะสามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ละเอียดและกว้างขวางขึ้นได้  คนอย่างผม (ซึ่งอาจจะมีอีกหลายคน) เป็นคนขี้คร้านอีกแบบหนึ่งคือมักไม่ช่างค้นคว้าแต่จะนำความคิดหรือความรู้ที่คนอื่นเช่นคุณ "Teerapan - What a wonderful contributor!" ค้นมาให้ไปพิจารณาหรือลองใช้ดู  ขอให้ระลึกว่ามีคนชื่นชมและขอขอบคุณอยู่เสมอครับ

เพียร

[teerapan] - ขอบคุณครับคุณเพียรที่ติดตาม  อาชีพผมไม่ใช่เกษตกร  ไม่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น  มีเพียงแค่ความอยากจะรู้จักธรรมชาติให้มากขึ้นเท่านั้น  ถ้าจะถือว่าการทดลองของผมเป็นต้นทุน  ผลกำไรของการทดลองของผมคงจะขึ้นอยู่กับว่าจะมีเกษตรกรตัวจริงนำไปใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 24, 2012, 09:30:42 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #312 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 12:27:17 PM »

6.7 กระบวนท่าที่ 4 - Swale

ในกระบวนท่านี้จะใช้กับพื้นที่มีความลาดชันแต่ไม่ควรเกิน 18 องศา (ถ้าลืมคำนิยาม กลับไปอ่าน Rep ก่อนหน้านี้)    ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ใช้ศัพท์เป็นภาษาอังกฤษตามปู่บิลเนื่องจากยังหาคำแปลที่ตรงกับภาษาไทยที่ถูกใจไม่ได้  คำภาษาไทยที่น่าจะใกล้เคียงมากที่สุดคือคำว่า "ร่องชะลอน้ำ" แต่ก็ยังไม่ค่อยสื่อความหมายมากนัก  ความจริงแล้วคำว่า swale โดยทั่วๆ ไปจะมีความหมายว่า "ร่อง" แต่ในบริบทของเพอร์มาคัลเชอร์จะมีลักษณะของร่องเฉพาะ  เจ้า swale นี่เองเป็นองค์ประกอบหลักในการดูแลเรื่องน้ำในสวนขี้คร้านที่กำลังทดลองในปี พ.ศ. 2555-6  เพื่อให้ง่ายในการอธิบายนิยามของ swale  ผมขอเริ่มเข้าเรื่องด้วยการแสดงวิธีที่ผมใช้ในการสร้าง swale

1. การสำรวจแนวที่จะสร้าง swale
ในการขุด swale จะเริ่มจากการวางแผนก่อน  ในกรณีนี้ผมกำลังจะทดลอง swale ในพื้นที่ประมาณ 40% ของสวน  จึงต้อง้เริ่มด้วยการค้นหาตำแหน่งที่จะขุด  โดยผมจะต้องหาแนวเส้นที่มีระดับความสูงเท่ากัน  ถ้าเรามีอุปกรณ์ไฮเทคราคาแพงอย่างเครื่องวัดแนวระดับด้วยเลเซอร์ หรือกล้องสำรวจราคาหลักหมื่นก็จะสามารถนำมาใช้งานได้  แต่...เพื่อความพอเพียง  เรามาใช้เทคนิคบ้านๆ ในการหาแนวระดับคือ

1.1 การใช้ A-Frame Level
เทคนิคนี้สามารถทำงานคนเดียวได้  โดยเทคนิคนี้จะใช้ไม้ 3 ชิ้นมาประกอบกันเป็นเฟรมรูปตัวอักษร A ตามรูปข้างล่าง  จากนั้นเราก็หาวัตถุที่มีน้ำหนักมาผูกเชือกห้อยมาจากด้านบนของเฟรมเพื่อทำหน้าที่เป็นลูกดิ่ง  


เราจะทำเครื่องหมายตำแแหน่งที่ลูกดิ่งควรจะอยู่ถ้าขาทั้ง 2 ข้างของเฟรมอยู่ที่ระดับเดียวกันโดยการไปทดลองตั้งเฟรมในพื้นที่เรียบแล้วทำเครื่องหมายของตำแหน่งเชือก  หลังจากนั้นก็จะสลับตำแหน่งของขาเฟรม แล้วทำเครื่องหมายอีกครั้ง  ถ้าพื้นเรียบจริงๆ ตำแหน่งของเชือกในทั้งสองครั้งจะเป็นตำแหน่งเดียวกันเลย  ถ้าพื้นไม่ได้ระดับตำแหน่งของการวัดทั้ง 2 ครั้งจะห่างกันเล็กน้อย  ตำแหน่งแนวดิ่งจริงๆ ก็จะอยู่ประมาณกึ่งกลางของการวัดทั้ง 2 ครั้ง


ในการหาแนวระดับจะใช้วิธีหมุนเฟรมไปจนหาตำแหน่งกระทั่งเจอตำแหน่งที่เชือกหยุดในตำแหน่งที่วัดไว้ตอนแรกซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่ขาทั้งสองข้างอยู่ที่ระดับเดียวกัน  เราจะปักหมุดตำแหน่งไว้แล้วขยับเฟรมหาตำแหน่งที่ที่ขาทั้งสองข้างอยู่ระดับเดียวกัน



1.2 การใช้ท่อใสใส่น้ำวัดระดับ
วิธีนี้ให้เอาน้ำมาใส่สายยางแบบใสและไล่ฟองอากาศที่อยู่ท่อให้หมด  หาไม้ 2 อันมาผูกปลายสายยางทั้งสองข้าง เอาไม้ทั้งสองอันมากวางชิดกัน  ระดับน้ำในท่อจะเท่ากัน และทำตำแหน่งระดับน้ำไว้


ต่อมาถ้าระดับของไม้อยู่สูงต่ำต่างกัน  ระดับน้ำในท่อก็จะปรับระดับให้เท่ากันอีก  ทำให้ในด้านที่สูงจะมีระดับน้ำต่ำกว่าที่ทำเครื่องหมายไว้ตอนแรก  ส่วนด้านที่ต่ำกว่าจะมีระดับน้ำสูงกว่าที่ทำเครื่องหมายไว้ตอนแรก


ในการใช้งานหาแนวระดับด้วยวิธีนี้จะต้องใช้ 2 คนอยู่คนละด้านของปลายสายยาง  คนแรกจะยืนอยู่กับที่  คนที่สองจะต้องเดินหาตำแหน่งที่คิดว่ามีระดับเท่ากัน  และต้องค่อยๆ ขยับหาตำแหน่งที่จะทำให้ระดับน้ำในสายยางทั้งสองข้างอยู่ที่ตำแหน่งตอนวางไม้ชิดกัน  เมื่อได้ตำแหน่งแล้วก็ปักหมุดทำเครื่องหมายไว้ และขยับออกไปหาตำแหน่งถัดไปเรื่อยๆ จนสุดสายยาง  เมื่อสุดสายยางแล้วคนแรกก็ต้องขยับมาอยู่ที่ตำแหน่งล่าสุดที่ปักหมุดไว้ และทำซ้ำไปเรื่อย


ผมเลือกใช้วิธีวัดระดับน้ำ เนื่องจากวิธีนี้ทำงานได้เร็วกว่า ยืดหยุ่นในการหาตำแหน่งมากกว่า แต่จะต้องมีคนช่วยดูระดับน้ำอีกคน (ใช้ 2 คนนั่นเอง)  ไม้รวกที่ใช้ผมก็ไม่ได้ถึงกับทำ scale อะไรมากมาย  แค่เอาปากกาเมจิกแบบ permanent มาร์คตำแหน่งไว้นิดหน่อย



คนที่ชอบการควบคุมว่าเวลาจะขุดร่องก็ขอให้เป็นเส้นตรง หรือเป็นแนวตามที่ต้องการจะรำคาญกับวิธีนี้มากเนื่องจาก เราจะไม่ใช่คนควบคุม  ธรรมชาติจะค่อยๆ เปิดเผยเส้นทางขุดที่เป็นแนวระดับในที่ดินให้กับเราเอง  เมื่อเราทำไปสักพักอาจจะพบว่าแนวขุดจะต้องขุดโดนต้นไม้  สำหรับผมเอง ไม่อยากขุดต้นไม้ก็เลยจะใช้วิธีขยับแนวขุดหลบต้นไม้  การขยับแนวแต่ละครั้งหมายความว่าจะต้องวัดแนวระดับกันใหม่หมด  โกรธ โกรธ โกรธ

ปล1. เวลาอ่านระดับน้ำกรุณาตั้งไม้ให้อยู่ในแนวดิ่งจริงๆ  ไม่งั้นจะเพี้ยน
ปล2. เวลาจะยกระดับของปลายท่อให้สูง หรือต่ำมากเกินไป ต้องบอกให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบก่อนจะได้เอานิ้วอุดปลายสายยางไว้  เพื่อกันไม่ให้น้ำไหลออกมาจากสายยาง


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/4-1-swale.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2014, 10:06:05 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #313 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 12:59:02 PM »

2.ขุดร่อง

หลังจากทราบแนวระดับแล้วก็จะเริ่มลงมือขุด  เครื่องมือที่ใช้จะขึ้นกับขนาดของ swale ความลาดชัน ลักษณะโครงสร้างดิน ทรัพยากรที่คุณมีในพื้นที่ และความสามารถในการเคลื่อนย้านเครื่องจักร  เดี๋ยวผมจะกลับมาขยายความเรื่องการคำนวนขนาดของ swale อีกครั้งนึง

ในขั้นตอนนี้ผมเลือกใช้รถขุด (Backhoe) เนื่องจากมีคนจ้างรถขุดมาทำงานใกล้ๆ อยู่แล้วทำให้ผมไม่ต้องเสียค่าจ้างเคลื่อนรถขุด  และดินในสวนผมจะมีหินเป็นองค์ประกอบมาก  หินบางก้อนหนักมากจนต้องใช้ผู้ใหญ่ถึง 3 คนจึงจะสามารถยกขึ้น  การขุดด้วยแรงงานคนในพื้นที่แบบนี้จึงยุ่งยาก  ต้องจ่ายค่าแรงมากเกินไป  แต่ผมก็ต้องแลกด้วยการยอมเคียร์พื้นที่ในส่วนนี้ด้วยรถไถก่อนเพื่อให้เครื่องจักรเข้าทำงานได้สะดวก

หมายเหตุ ความจริงอีกกว่า 60% ที่เหลือมีต้นไม้ติดสวนอยู่จำนวนพอสมควร  ทำให้ผมไม่อยากเอารถขุดเข้าไปทำงาน  ในส่วนที่เหลือผมจึงจะใช้เทคนิคอื่นที่ค่อยๆ ทำได้  ซึ่งจะเป็นโครงการปีหน้า  ไว้จะมาแชร์ให้ฟังอีกครั้ง

เมื่อผมเลือกใช้รถขุดแล้ว  ขนาดของ swale ของผมก็เลยไปขึ้นอยู่กับขนาดของบุ้งกี๋ (Bucket) ความจริงผมต้องการร่องเล็กกว่านี้ แต่เพื่อให้รถขุดทำงานง่าย  ผมจึงเลือกให้เขาขุดขนาดประมาณกว้าง 1 บุ้งกี๋ลึก 1 บุ้งกี๋ ซึ่งออกมาจะเป็นขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร

ผมให้รถขุดขับตามไม้ที่ปักไว้เป็นสัญญาณของแนวระดับ  ตักเอาดินในร่องไปวางเป็นเนินดินในด้านที่ต่ำกว่า  และช่วยเกลี่ยให้ดินเรียบนิดหน่อย  เพื่อให้ง่ายในการปลูกพืชในภายหลัง


อาศัยความชำนาญของคนขับ  แนวระดับจะโค้งอย่างไร ก็ดูเหมือนไม่มีปัญหากับคนขับรถขุดเลย


หรือจะโค้งแบบนี้  ความงดงามของธรรมชาติกำลังเปิดเผยตัวตนออกมาเป็นดั่งลายเส้นของจิตรกรบนผืนแผ่นดิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2012, 01:01:00 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
lief36
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 218


« ตอบ #314 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 10:59:25 PM »

ถามนิดนึงครับพี่teerapan เรื่องคิวบา สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับคิวบามาก่อนเลย ได้ยินชื่อทีไรพาลนึกถึงนักมวย ซิการ์  มาเฟียและยาเสพติดครับ  ประเด็นการเอาตัวรอดของเขาเท่าที่พี่รู้คิดว่าเป็นเพราะตัวของประชาชนเอง  หรือเป็นเพราะการจัดการของรัฐครับ ผมแอบคิดเอาเองว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทย มันอาจไม่จบลงแบบเดียวกับคิวบา คือหนึ่งล่ะระบอบการปกครองต่างกัน และสอง ประชาชนมีปูมหลังที่แตกต่างกัน

ถามยากๆหน่อยครับว่า เมืองไทยเราน่าจะเจอปัญหานี้ราวๆปีไหน  ค่าพลังงานจะขึ้นสูงสุดที่ประมาณไหนที่ประชาชนเราจะรับไม่ไหว(รอบที่แล้วดีเซลแตะ45บาทตอนที่ผมเริ่มทำสวนพอดี) ผมจะได้เตรียมใซื้อจักรยานไว้แต่เนิ่นๆ

น้องตั้มถามผม  ถ้าผมตอบโดนกระทบใครจนกระทั่งเข้าคุก  น้องตั้มช่วยไปประกันตัวด้วยนะครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

สำหรับคำถามแรกเรื่องรัฐหรือประชาชนทำให้รอด  เรื่องจริงๆ ไม่มีใครรู้เพราะมีนักข่าวชาวตะวันตกมาติดตามเรื่องราวของประเทศคิวบา ก็มักจะทำสารคดีออกมาในเชิงตำหนิรัฐบาลคิวบา และสัมภาษณ์เฉพาะเรื่องที่ประชาชนบ่นกันเรื่องปากท้องเพราะว่าพวกเขาไม่ชอบระบอบการปกครองของคิวบา  ซึ่งปัจจุบันนี้ประชาชนไม่อดตายสักคน แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศคิวบาก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม นักข่าวมักจะสร้างมุมมองว่าแบบนี้ผิด  ควรจะปล่อยให้เป็นระบบทุนนิยม   แต่ก็มีประชาชนคิวบาอีกจำนวนมากไปโทษว่าที่พวกเขายากจนแบบนี้เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐอเมริกา  ตอนรัฐบาลโอบามา 1 หาเสียงพวกเขาก็คิดว่าความสัมพันธ์จะดีขึ้น  พวกเขาจะได้รับการผ่อนปรนเรื่องการกีดกันทางการค้า แต่สุดท้ายโอบามาก็ทำให้พวกชาวคิวบาผิดหวังเพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่  พวกเขายังใช้ชีวิตลำบากเหมือนเดิม

ถ้าจะตอบจากความคิดเห็นส่วนตัว จากข้อมูลหลายๆ แหล่งทำให้เข้าใจว่าพวกเขาเอาตัวรอดได้เพราะ

1. พวกเขามีสัดส่วนของประชากรที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ และบุคคลากรทางการแพทย์สูงที่สุดในละตินอเมริกา  มีนักคิดที่ฉลาดๆ จำนวนมากทำให้พวกเขาปรับตัวได้เร็ว  ส่วนเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่พวกเขาทำงานวิจัยมาเป็นเวลานานก่อนเกิด special period (พวกเขาต่อสู้กับสหรัฐมานานก่อน special period โดยอาศัยความช่วยเหลือจากโซเวียต)   เพียงแต่ก่อนเกิด special period มูลค่าทางเศรษฐกิจมันไม่คุ้มที่จะทำ  แต่เมื่อเกิด special period แล้วพวกเขาทำเพราะไม่มีทางเลือก  ไม่งั้นอดตาย

ถ้าเราศึกษาเรื่องขั้นตอนการวัดค่า GDP อย่างละเอียดแล้วเราจะเข้าใจว่า  ถ้าคนหันไปปลูกพืชเพื่อบริโภคเอง ส่วนเกินเน้นที่การต่างให้ตอบแทนโดยไม่ได้ซื้อขาย (Barter System) จะทำให้การวัดค่า GDP ลดลง  เพราะจะขาดซึ่ง Capital Flow ในระบบทุนนิยมจะไม่ชอบโมเดลแบบนี้  เพราะตัวพลักดันเศรษฐกิจคือการบริโภค  เมื่อคนหันไปหาวิธีการที่ลดการบริโภค/เผาพลานทรัพยากรลง การหมุนเวียนของเงินทุนก็จะลดลง (ไม่ได้หมายความว่าคนจะอดอยาก) ซึ่งจะทำให้ค่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) จะลดลง รวมถึงค่า GDP per capita ก็จะลดลง  ทำให้ดูเหมือนคนยากจนขึ้น  (คนที่ปลูกพืชกินเอง ไม่อดอยาก มีอาหารเกินพอแล้วแจกจ่ายให้คนอื่นกินฟรี ไม่ได้ขาย จึงไม่มีรายได้ จะถูกถือว่าเป็นคนยากจน และสามารถเรียกร้องรับเงินสวัสดิการจากรัฐได้  โดยคนที่ยังต้องซื้อของมากินจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และคนที่ทำงานในระบบเงินเดือนจะเป็นคนจ่ายภาษีเงินได้เป็นทุนในระบบสวัสดิการของรัฐ) ถ้าสนใจลองหาหนังสือเก่าๆ อย่างเช่น Small is beautiful (เล็กนั้นงาม) ของ E. F. Schumacher  พิมพ์ครั้งแรกปี  1989 (พ.ศ.2532) หรือ Village Swaraj (คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน) ของมหาตมะ คานธี พิมพ์ครั้งแรกปี 1962 (พ.ศ.2505) สะท้อนแนวคิด และแนวทางที่ประชาชนที่ยากจนของอินเดียจะสามารถพึ่งพาตนเอง และต่อกรกับมหาอำนาจอย่างอังกฤษ  รู้สีกว่าทั้ง 2 เล่มจะถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้ว  แต่ไม่ได้รับความนิยมในการอ่าน  น่าจะหาซื้อยากพอสมควร   ถ้าอ่านแล้วจะพบว่าแนวคิดคล้ายๆ กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในหลวงทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยครั้งแรกปี พ.ศ. 2517 และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540)  เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่าปราชญ์หมายท่านในโลกต่างได้ข้อสรุปเรื่องเศรษฐที่ยั่งยืนที่คล้ายคลึงกันแม้นว่าจะนำเสนอในช่วงเวลาต่างกัน  แต่แนวคิดเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน  รัฐบาลต่างพยายามใช้ระบบที่ทำให้ประชาชนต้องพิ่งพิงรัฐ และรัฐต้องพิ่งพิงมหาอำนาจต่างประเทศ

ส่วนการทำเกษตรอินทรีย์ยิ่งจะลดการทำให้ GDP ยิ่งตกต่ำเข้าไปใหญ่  เพราะจะทำให้ขาดการซื้อขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารเคมี และเมล็ดพันธุ์พืช  หากทำในวงกว้างจะทำธุรกิจอีกหลายอย่างขาดกำไร จึงเป็นเหตุให้ในสภาวะปกติรัฐบาลไม่นิยมส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เพราะประชาชนจะพึ่งพาตนเองได้มากไป  ธุรกิจที่หากินกับเกษตรกรซึ่งจ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองอยู่จะไม่พอใจ ส่งผลให้ทำให้รัฐไม่มีอำนาจ (เพราะประชาชนต้องพึ่งรัฐน้อยลง) ทำให้เงินในระบบทุนนิยมไม่เดินสะพัด  จะไม่ค่อยมีคนสนใจมาลงทุนในประเทศเพราะไม่ค่อยคุ้มเนื่องจากคนส่วนใหญ่จะจ่ายเงินค่าบริโภคให้กับธุรกิจน้อยลง 

ส่วนในสภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในสภาวะที่รัฐบาลบอกว่า "เอาอยู่" แต่เอาไม่อยู่ ระบบการพึ่งพาตนเองจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหา แต่จะทำให้อำนาจหลุดไปจากควบคุมจากส่วนกลาง  ชาวบ้านจะบริหารจัดการกันเองภายในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเอาตัวรอด

2. ประเทศคิวบาพัฒนาความสามารถคนของประเทศได้ในช่วงต้นก่อน special period เพราะอาศัยความช่วยเหลืออย่างมากจากสหภาพโซเวียต เนื่องจากเป็นประเทศเดียวที่อยู่ใกล้จมูกของสหรัฐอเมริกาที่ยังเป็นระบบคอมมิวนิตส์

3. มี NGO เข้ามาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี  ทำให้ยกระดับของทักษะในพึ่งพาตนเองของประชาชน

4. ในสภาวะวิกฤตประชาชนกลับมาช่วยเหลือกันเองอย่างมาก มากกว่าในสภาวะปกติ (น่าจะคล้ายๆ กับตอนเราเจอน้ำท่วมปีที่แล้ว)

5. รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจ (ไม่เหมือนระบอบประชาธิปไตย) และรัฐบาลกล้ายอมรับความผิดพลาดของตนเอง และทำการกระจายอำนาจให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว  รวมทั้งใช้อำนาจในการบังคับให้ทำเกษตรอินทรีย์ในวงกว้าง

โดยสรุปแล้วงานแก้ไขวิกฤตส่วนใหญ่ทำโดยภาคประชาชน รัฐบาลไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้เร็วเท่าที่ประชาชนดำเนินการเอง แต่ภาคประชาชนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างรวดเร็ว  ทำให้สามารถทำซ้ำแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มเล็กๆ ออกไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว  (ถ้าเป็นประเทศเราอาจจะต้องพึ่งกลไกของ NGO แทน  แต่อาจจะขาดความเป็นเอกภาพ)

ส่วนคำถามที่ 2 ผมว่าตอบยากทั้งเรื่องเวลา และราคาน้ำมัน  ผมคิดว่าถ้าไม่มีเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้พลังงานต่ำออกมา  เราน่าจะเริ่มเผชิญจุดเริ่มต้นของปัญหาในระหว่างปี ค.ศ. 2020 - 2030  แต่อย่างที่เคยให้ความคิดเห็น  มนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวสูง  เราคงจะผ่านวิกฤตไปได้  โดยคนในประเทศกำลังพัฒนาจะปรับตัวง่ายกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว  และคนในต่างจังหวัดจะปรับตัวได้ง่ายกว่าคนในชุมชนเมือง  อาจจะไม่ได้ตอบคำถามน้องตั้ม  แต่ยืนยันว่าจักรยานนั้นซื้อไว้เถอะ  โดยเฉพาะจักรยานแบบมีเกียร์ เพราะในเวลาวิกฤตคงหาซื้อได้แต่จักรยานธรรมดา  ซึ่งใช้ปั่นไกลๆ ไม่ไหว

ปล. ถ้าสนใจเรื่องชุมชนพึ่งพาตนเองในทางปฏิบัติในเมืองไทย ลองศีกษาเรื่องราวของชาวตําบลไม้เรียง อําเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยการนำของคุณประยงค์ รณรงค์ จนได้รับรางวัลแม็กไซไซ  คุณประยงค์นำชาวบ้านสำรวจการบริโภคของครัวเรือนต่างๆ และการผลิตอาหาร/สินค้า ในตำบลทำให้เข้าใจว่าพวกเขาบริโภคอะไร และใครผลิตอะไร จากนั้นพวกเขาก็พยายามผลิตสิ่งที่คนในตำบลบริโภค ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนจากการผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภคทำให้ไม่ต้องออกไปหาตลาดไกล และลดการพิ่งพิงพลังงานที่ต้องขนสินค้าจากต่างตำบลเข้ามาขาย  มีการควบคุมปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณการบริโภคในชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำจากสินค้าล้นตลาด  มีขอความร่วมมือให้แม่ค้าเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในตำบลก่อนแม้นว่าตลาดภายนอกชุมชนจะทำการ Dump ราคาเมื่อเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด  คนในชุมชนเข้าใจดีว่าถ้าทำแบบนั้น  คนที่ผลิตก็จะขาดทุน  คนที่ขาดทุนก็จะไม่มีเงินมาซื้อสินค้าอื่นที่แม่ค้าเอามาขาย  ขาดทุนบ่อยๆ ก็จะยากจน ความยากจนก็ส่งผลกระทบกับปัญหาอื่น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด  ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ประชาชนผลิตสินค้าที่คนในชุมชนบริโภค และคนในชุมชนก็เลือกซื้อสินค้าที่คนในชุมชมผลิตก่อนเป็นอันดับแรกจะแก้ไขปัญหาได้มากมายขนาดนั้น  สมแล้วที่คุณประยงค์ได้รับรางวัลแมกไซไซ

ขอบคุณสำหรับความรู้และแนวทางความคิดดีๆครับอ่านมาถึงตอนนี้แล้วประทับใจครับ ขอติดตามต่อไปนะครับ อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
Boonbanna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 346



« ตอบ #315 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 10:36:16 AM »

 อายจัง อายจัง อายจังปักหมุดครับ ความรู้เพียบ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #316 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 11:27:54 PM »

3. ปลูกพืช

ในระหว่างการขุด swale ควรจะออกแบบไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าจะปลูกอะไร และให้เพื่อนในทีมช่วยดินตามรถขุด ปลูกพืชคุมดิน และต้นไม้ ไปเลย  เดี๋ยวเราค่อยกลับมาคุยเรื่องพืชที่เลือก



เรื่องนี้เป็นที่ผมทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง  เนื่องจากตอนเริ่มทดลองขุด swale ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะได้ผลอะไร กะอีแค่ร่องดินธรรมดา  อีกอย่างพอเห็นสภาพดินที่ขุดที่มีอินทรีย์วัตถุน้อยมาก หน้าดินตื้น แถมมีหินเยอะอีกต่างหาก  ในใจยังคิดเลยว่าขนาดหญ้ามันยังไม่ค่อยจะขึ้น แล้วจะรีบปลูกต้นไปทำไม  เดี๋ยวก็ตาย  เสียแรงเปล่า (จิตใจฝ่ายขีคร้านเข้าครอบงำ)
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
krading
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 629


« ตอบ #317 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 03:41:26 AM »

ความรู้เพียบเลย ลุยด้วยคน


Liked By: teerapan, yudhapol, adulsri, 5XXA
บันทึกการเข้า
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #318 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 04:16:42 AM »

พี่ Teerapan  มาต่อเรื่อง  swale  ไวๆ นะครับ  อยากรู้ว่าจะได้ผลจริงแค่ไหน  บอกตามตรงผมก็ไม่คิดว่า  สเวลนี่  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง  แต่ก็ไม่แน่  ยังไม่กล้าทดลองทำ  เพราะต้นทุนที่เป็นเงินจ้างขุดน่ะมีน้อย

[teerapan] - จากประสบการณ์นะครับ ถ้าจะทำจริงๆ แนะนำให้เริ่มขุดแค่ 1 ร่องก่อน และให้ขุดด้วยมือ (ใช้จอบ เสียม ชะแลง อีเตอร์ ฯลฯ)   ใช้เวลาให้มากกับการเฝ้าสังเกตุ (โดยเฉพาะตอนฝนตก หรือหลังฝนตกใหม่ๆ)  และค่อยๆ ปรับแต่ง swale เราจะเรียนรู้ได้เยอะ   สิ่งที่ผมทำมันเป็นตัวอย่างการลงมือทำที่ไม่ดี (ผมกล้าเสี่ยง เพราะถือว่าเป็นการทดลอง อยากรู้ผลเร็วๆ ต้นทุนสูงสุดของผมคือเวลา) การลงมือขนาดใหญ่โตมันเสี่ยง และถ้าเกิดอะไรขึ้นมาเราจะดูแลไม่ไหว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 24, 2012, 09:41:40 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #319 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 05:57:07 PM »

พอหอมปากหอมคอเรื่องวิธีการสร้าง swale  ผมไม่อยากจะให้เข้าไปผิดกันไปว่าจะต้องใช้รถขุดในสร้าง swale เสมอ  swale เองมีหลายขนาด  ถ้าไม่ใช่งานใหญ่เราขุดเองจะดีกว่า ส่วนการคำนวนขนาดให้อดใจไปอ่านด้านล่าง  ต้องคำนวนกันนิดหน่อย ต้องขออภัยเพื่อนๆ ที่ไม่ชอบตัวเลข   ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า swale ทำงานอย่างไร

คำว่า swale ที่ใช้ในกลุ่มเพอร์มาคัลเชอร์เป็นลักษณะพิเศษ ที่น่าจะเรียกว่า "Water-harvesting Permaculture Swale (ร่องดักน้ำแบบเพอร์มาคัลเชอร์) " มากกว่า  เพราะว่ายังมี swale อีกหลายแบบ ซึ่งการก่อสร้าง Permaculture Swale แบบนี้ในประเทศอินเดียจะเรียกว่า CCT ย่อมาจาก Continuous Countour Trench (ร่องต่อเนื่องที่สร้างบนเส้นระดับ)  แต่ไม่ว่าเรียกชื่อว่าอะไรหลักการทำงานก็จะเหมือนกัน  ผมของเรียกตามที่กลุ่มเพอร์มาคัลเชอร์เรียกย่อๆ ว่า swale แล้วกันนะครับ

ในมุมมองของเพอร์มาคัลเชอร์ swale เป็นองค์ประกอบชั่วคราวที่จะช่วยในดักเก็บน้ำเอาไว้ในที่ดินเพื่อนำมาใช้งาน  swale จะเหมาะสมสำหรับที่ดินที่มีความลาดชันเล็กน้อย ความชันไม่ควรเกิน 18 องศา  (ถ้าเป็นที่ราบเรียบแบบที่นาควรจะใช้เทคนิคอื่นมากกว่า)  โดยน้ำ Run off ที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำจะถูกดักไว้ด้วย swale  น้ำในช่วงแรกจะถูกเก็บไว้ในร่องของ swale  ถ้ามีปริมาณน้ำเยอะมาก ระดับน้ำก็จะค่อยๆ สูงขึ่นมา  จนกระทั่งสูงกว่าระดับร่องก็จะถูกเนินดินด้านที่ต่ำกว่ากั้นน้ำไว้  เราต้องระมัดระวังว่าจะต้องสร้างทางน้ำล้น (spill way) ที่มีระดับน้ำต่ำกว่ายอดเนินอย่างน้อย 15 - 30 ซม. และความหนาของเนินควรจะยาวอย่างน้อย 4 เท่าของความสูงของเนิน (ดูรูประยะความหนาด้านล่าง)  เช่น เนินดินของผมสูงประมาณ 25-30 ซม.  ความหนาของเนินดินผมควรจะอย่างน้อย 1-1.2 เมตร  แต่ผมสร้างไว้หนา 2 เมตรเพื่อความมั่นใจว่าเนินดินที่อยู่ด้านที่ต่ำกว่าจะไม่ถูกน้ำเซาะจนพัง


ถ้าเราไม่มีทางน้ำล้น  แล้วฝนตกหนักกว่าที่เราออกแบบไว้  น้ำจะล้นข้ามคันดิน  น้ำที่ไหลผ่านตรงผิวของคันดินจะค่อยๆ พัดพาดินออกไปทีละน้อยก่อน  เมื่อน้ำไหลเป็นทางมากขึ้นก็จะเซาะคันดินเป็นร่องใหญ่มากขึ้นสร้างความเสียหายให้กับคันดินได้มาก

การสร้างทางน้ำล้นสามารถทำด้านทั้งทำทางน้ำล้นด้านหน้า หรือทำทางน้ำล้นด้านข้าง  แต่ถ้าเป็นไปได้ควรเอาก้อนหินมาวางเรียงเพื่อลดการกัดเซาะของน้ำที่ล้นเหนือระดับน้ำล้น (ถ้าเราออกแบบขนาด และระยะห่างระหว่าง swale ดีๆ น้ำจะไม่เคยล้น swale เลย)



ทางน้ำล้นด้านข้าง


ทางน้ำล้นด้านหน้า

เนื่องจากในการสร้าง swale เราจะเน้นให้น้ำซึมลงดิน  การดักน้ำที่เป็น Run off มาเก็บไว้ใน swale ทำให้เราไม่เสียน้ำออกไปนอกพื้นที่  น้ำในร่องก็จะค่อยๆ ซึมลงดินไป หากยังจำเรื่อง Deep Pipe Irrigation ในกระบวนท่าที่ 2 ได้  Swale ก็ทำคล้ายๆ Deep Pipe ขนาดใหญ่ น้ำที่เดิมจะเป็นน้ำ Run off จะถูกดักไว้ แล้วมาซึมเข้าดินชั้นล่างจากด้านข้างในร่องของ swale แทนที่จะไหลไปบนผิวดิน แล้วซึมจากด้านบนลงล่าง  ด้วยวิธีการแแบบนี่เราก็จะเสียน้ำไปกับการระเหยน้อยกว่า

ที่สวนขี้คร้านผมขุด swale 8 ร่อง  ถ้าเติมน้ำเต็ม swale ได้จะใช้เวลา 3-5 วันในการซึมลงดินไปทั้งหมด หากคิดกันง่ายๆ ผลของการทำ swale ของผมก็ทำให้ฝนที่ตก 1 วัน แต่มีน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้ไปนาน 3-5 วันเลยทีเดียว  น้ำที่ว่านี้ถ้าผมไม่ดักไว้มันก็จะไหลลงไปด้านล่าง หรือออกนอกที่ดินของผมไป  แต่การที่ผมดักไว้ใน swale ทำให้ดินในที่ดินของผมได้น้ำมากขึ้นจากปริมาณฝนที่ตกเท่าเดิม

(จาก 8 ร่องที่ขุดผมทำแล้วมีห่วยอยู่ 1 swale ที่มีขี้เลนเยอะไป  ทำให้น้ำใน swale ร่องนี้ยังไม่เคยแห้งสนิทมา 3 เดือนแล้ว  ตอนเดือนธันวาคมนี้น้ำกำลังลดลงไปเหลือประมาณ 20 ซม. คาดว่าน่าจะแห้งสนิทได้ในเดือนมกราคม  คงจะต้องมาซ่อมกันอีกที)  





น้ำที่ซึมลงใต้ดินส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ใต้เนินดินคล้ายๆ กับเป็นเลนส์ของน้ำ  เป็นเหตุให้พืชที่ปลูกใกล้ๆ เหนือดินจะงามเป็นพิเศษ เพราะได้น้ำเยอะกว่าปกติ  น้ำที่เหลือจะค่อยๆ ไหลลงไปที่ต่ำกว่าด้วยความเร็วที่ช้ากว่าการไหลบนผิวดินมาก กว่าน้ำจะออกไปจากที่ดินของผมจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน ถึงหลายปีเลยทีเดียว (ยิ่งน้ำซึมลงไปลึกยิ่งใช้เวลาในการไหลนาน)

ตอนผมขุด swale วันแรกก็มีเพื่อนบ้านถามว่าจะขุดร่องเลี้ยงปลาหรอ  ฮ่าๆๆๆ  ความจริงแล้วตรงกันข้ามกันคือ swale ที่ดีไม่ควรจะเก็บน้ำไว้เหนือดินได้นาน swale ที่เก็บน้ำได้กลับจะกลายเป็น swale ที่ต้องซ่อมบำรุงเพื่อให้น้ำสามารถซึมลงใต้ดินได้ดีขึ้น  การซ่อมบำรุง swale ทำได้ด้วยการตักขี้เลนที่ก้นร่องขึ้นมา หรือขยายขนาด swale ให้ใหญ่ขึ้น

สาเหตุที่บอกว่าก่อนหน้านี้ว่า swale เป็นองค์ประกอบชั่วคราวก็ เพราะน้ำ Run off จะค่อยๆ พัดพาดิน และเศษต่างๆ มาทับถมใน swale ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดการอุดตัน  น้ำไม่ค่อยซึมลงดิน  ถ้าขาดการซ่อมบำรุง และมีการสะสมมากหน่อยตะกอนก็จะถมจนกระทั่งร่องของ swale กลับมาเป็นดินทั้งหมดอีกครั้ง



อายุของ swale ขึ้นกับหลายปัจจัย  เช่น ความชัน ชนิดของดิน ขนาดของ swale ปริมาณน้ำฝน และพืชที่ปลูก เป็นต้น  แต่ก็มีการพบ swale ที่สร้างโดยมนุษย์มีอายุมากกว่า 200 ปี และก็ยังสามารถทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่


ความจุของ swale
ในการออกแบบ swale เราจะต้องรู้ขนาดความจุของ swale ถ้าเรามองด้านข้างของ Swale จะเป็นเหมือนรูปด้านล่าง  ในการคำนวนความจุของ swale เราจะต้องรู้ความลึก ความยาว และความกว้างของ swale



- ความลึก คือระยะในแนวดิ่งจากก้นของร่อง จนกระทั่งถึงระน้ำล้นออกจาก swale
- ความกว้าง คือระยะในแนวนอนที่ระดับน้ำล้น
- ความยาว คือระยะทางของ swale ที่เราขุดไปตามแนวเส้นระดับ

เพื่อความง่ายในการคำนวนเราจะประมาณการว่ารูปรอยตัดของ swale จะคล้ายกับรูปสามเหลี่ยมซึ่งมีสูตรคำนวนพื้นที่หน้าตัด


พื้นที่ =  1/2  x  ความกว้าง  x  ความลึก
ความจุของ swale = 1/2  x  ความกว้าง  x  ความลึก  x  ความยาว

ตัวอย่างเช่น ขนาดของ swale ของผมจะมีความ กว้างประมาณ 1.5 เมตร ความลึก 1 เมตร ความยาว 50 เมตร ถ้าน้ำไม่ซึมลงดินเลย swale ของผมจะจุน้ำได้ประมาณ

ความจุ = 1/2 x 1.5 x 1 x 50  = 37.5 ลูกบาศก์เมตร หรือ 37,500 ลิตร

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกโอ่งซิเมนต์ (โอ่งแดง) ที่ชาวบ้านเอาไว้เก็บน้ำฝนขนาดใหญ่สุดจะมีความจุ 2,000 ลิตร  swale 1 ร่องของผมจะจุน้ำได้เทียบเท่ากับโอ่งแดงประมาณ 18.75 ลูก  ผมขุด swale ขนาดประมาณนี้ 8 ร่องก็จะจุน้ำได้เทียบเท่ากับโอ่งแดง 150 ลูก


ระยะห่างระหว่าง swale

เพื่อที่จะคำนวนระยะห่างระหว่าง swale เราจะต้องรู้ปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก และรู้ค่าสัมประสิทธิ์ Run off  ถ้าย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 6.1 เรื่องวงจรของน้ำ  เราเรียนศัพท์คำว่า impervious surface ซึ่งหมายถึงพื้นผิวที่น้ำไม่สามารถจะซึมผ่านลงไปได้  ยิ่งพื้นผิวมีความสามารถกั้นน้ำไม่ให้ซึมผ่านได้มากเท่าไหร่ปริมาณน้ำ Run off ก็มากเท่านั้น  ค่าสัมประสิทธิ์ Run off ก็จะมากตาม  ตัวอย่างเช่น ค่าสัมประสิทธิ์ Run off 0.85 หมายความว่า 85% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่นั้นจะกลายเป็นน้ำ Run off ไหลไปตามพื้นผิว อีก 15% จากสามารถซึมลงข้างล่างได้  แต่ในความเป็นจริงน้ำจะซึมผ่านวัสดุตอนที่มันแห้งได้มากกว่าวัสดุที่เปียก  หมายความว่าในพื้นที่เดียวกัน ถ้าฝนตกน้อยก็จะมีค่าสัมประสิทธิ์ Run off น้อย ถ้าฝนตกหนักก็จะมีค่าสัมประสิทธิ์ Run off สูงตามไปด้วย  ค่าสัมประสิทธิ์ Run off จึงมักจะเป็นช่วงขึ้นอยู่กับปริมาณฝน  ตัวอย่างค่าสัมประสิทธิ์ Run off มีค่าดังนี้

- หลังคา : 085 - 0.95
- ทะเลทราย : 0.30 - 0.50
- ดินเปลือย : 0.35 - 0.55
- พื้นสนามหญ้า : 0.10 - 0.25

เวลาเรียนวิศวะ  เขาสอนให้ออกแบบไว้สำหรับสถานะการณ์ที่เลวร้ายที่สุด  เราจะพยายามออกแบบ swale ให้สามารถเก็บน้ำฝนในช่วงเวลาที่ฝนตกหนักที่สุด  สำหรับค่าสัมประสิทธิ์ Run off นั้นผมกะจะปลูกพืชคลุมดินทั้งหมดจึงสามารถใช้ค่าสูงสุด 0.25 แต่เผื่อเหนียวก็จะใช้ค่า 0.35 เท่ากับค่าขั้นต่ำของดินเปลือย

ถ้ากลับไปดูหน้าที่ 6 จะพบว่าเดือนที่ฝนตกมากที่สุดในเพชรบุรีจะมีปริมาณน้ำฝน 263.8 มิลลิเมตร โดยมีจำนวนวันฝนตก 17 วัน  หรือเฉลี่ยวันละ 15.5 มม.  ผมก็เลยกะว่าวันที่ฝนตกหนักที่สุดที่เพชรบุรีจะมีฝนตกประมาณ 5 เท่าของค่าเฉลี่ยคือ 77.5 มม. ต่อวัน  (หมายเหตุ ถ้าฝนตกเกิน 80 มม. ต่อวันที่ กทม. จะท่วมทั้งจังหวัด เนื่องจากระบบระบายน้ำของ กทม. รับได้ที่ค่าสูงสุด 80 มม. )  ถ้าปัดเศษขึ้นก็จะเป็น 80 มม. เท่ากับค่าของ กทม.

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นระหว่าง swale = ปริมาณน้ำฝน x ระยะห่างระหว่าง swale x ความยาวของ swale

ปริมาณน้ำ Run off = ค่าสัมประสิทธิ์ Run off x ปริมาณน้ำฝน x ระยะห่างระหว่าง swale x ความยาวของ swale

ปริมาณความจุของ swale = 1/2  x  ความกว้าง  x  ความลึก  x  ความยาวของ swale

ดังนั้นระยะห่างระหว่าง swale สูงสุดเพื่อที่จะรองรับปริมาณน้ำฝน Run off ตอนพายุเข้า


ระยะห่างระหว่าง swale สูงสุด = 1/2  x  ความกว้าง  x  ความลึก / ปริมาณน้ำฝน / ค่าสัมประสิทธิ์ Run off

จากตัวอย่างข้อมูลของ swale ของสวนขี้คร้าน  ระยะห่างระหว่าง swale = 1/2 x 1.5 x 1 / (80/1000) / 0.35 = 26.8 เมตร  ผมจึงเลือกขุด swale ด้วยระยะห่าง 10 - 20 เมตร

ในกรณีที่เราเลือกขุด swale ขนาดเล็กลง ก็จะต้องมีระยะห่างระหว่าง swale น้อยลงด้วย  ในตัวอย่างการคำนวนของผมนั้น ผมเผื่อค่าเลวร้ายที่สุดหลายอย่าง เช่น
- ปกติน้ำในร่องของ swale จะมีการซึมลงในดินด้วย  แต่ในการคำนวนเราสมมุติว่าน้ำไม่ได้ซึมลงดินเลย
- ผมเผื่อปริมาณน้ำฝนสูงสุดถึง 5 เท่าที่ 80 มม. ต่อวัน  ทั้งๆ ที่ปี 2555 มีวันที่ฝนตกมากที่สุดยังไม่ถึง 30 มม. เลย
- ผมเลือกใช้ระยะห่างระหว่าง swale น้อยกว่าค่าสูงสุดที่คำนวนได้
- ที่สวนขี้คร้านผมทิ้งให้วัชพืช และต้นไม้คลุมเต็มพื้นที่น่าจะใช้ค่าสัมประสิทธิ์ Run off 0.25 แต่ผมเลือกใช้ค่าสัมประสิทธิ์ Run off ของดินเปลือย

ถ้าเพื่อนๆ จะไม่เผื่อเยอะขนาดผมก็จะสามารถใช้ระยะห่างระหว่าง swale 20 เมตรโดยใช้ขนาด swale ที่เล็กกว่าของผม  ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าระยะห่างประมาณ 10-15 เมตร จะปลูกต้นไม้ได้ประมาณ 2-3 แถวในระหว่าง swale น่าจะดีกว่าการทิ้งระยะห่างระหว่าง swale ให้มากเกินไป  (ถ้าเป็นระยะ 15 เมตร อ.ตั้ม กับ ทิดโส คงบอกว่าปลูกต้นไม้ได้ประมาณ 10-15 แถว ฮ่าๆๆๆ)

ข้อควรระวัง หากเพื่อนๆ ยังจำคำถามของคุณ Nine เรื่องดินเค็มได้  หนึ่งในสาเหตุของปัญหาดินเค็มเกิดจากระดับน้ำใต้ดิน (ของน้ำที่เค็ม) ที่สูงเกินไป  เมื่อน้ำที่ผิวดินแห้งไป  น้ำเค็มที่อยู่ในดินจะถูกแรง Capillary ยกให้น้ำเค็มสูงขึ้นมาที่ผิวดิน  เมื่อน้ำระเหยไปก็จะกลายเป็นคราบเกลือที่ผิวดิน  swale จะไปเพิ่มระดับน้ำใต้ดิน ดังนั้นถ้าเราสร้าง swale ในพื้นที่ดินเค็มจะต้องระมัดระวังเลือกขุด swale ที่ตื้น และมีระยะห่างระหว่าง swale น้อยจะดีกว่า เพราะหลีกเลี่ยงการไปละลายเกลือในชั้นใต้ดิน และทำให้เกิดการแพร่ระบาดของดินเค็ม  พร้อมทั้งใช้ mulch ห่มดินเพื่อรักษาความชื้น ลดการใช้น้ำเค็มมาใช้รดต้นไม้ และปลูกพืชทนเค็มเพื่อช่วยดูดซับเกลือออกจากดิน  การทดลองทำแบบนี้พื้นที่ดินเค็มจัดใน Dead Sea Valley ประเทศจอร์เดน ได้ผลดีมาก ดินบริเวณ swale มีความเค็มลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/4-2-swale.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2014, 10:07:40 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 ... 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 [20] 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: