หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 911290 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sunantha deekeam
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« ตอบ #288 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2012, 03:10:07 PM »

เรียนท่านจอมยุทธแห่งสวนขี้คร้าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 17, 2012, 03:12:26 PM โดย sunantha deekeam » บันทึกการเข้า

sunantha deekeam
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 67


« ตอบ #289 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2012, 03:16:41 PM »

ข้าน้อยสมาชิกใหม่ขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อร่ำเรียนวิทยายุทธการเกษตรกับทุกท่านด้วยคน ช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วย

[teerapan] - อย่าเรียกว่าร่ำเรียนเลยครับ ผมก็กำลังเรียนรู้จากธรรมชาติอยู่  คุณก็ทำได้เช่นกันแค่เพียงเปิดใจรับรู้รับฟัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2012, 04:17:36 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #290 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2012, 05:36:46 PM »

ขอนอกเรื่องอีกเรื่อง  ขออนุญาตส่งการบ้านหญ้าของคุณครูตั้มครับ  การบ้านแรกที่ใกล้เคียงกันคืออ้อยดำของคุณครูทิดโสซึ่งปลูกโดยอาศัยเทคนิค SSI (ถ้าเป็นข้าวก็จะเป็น SRI - System of Rice Intensification ) ซึ่งมีแนวคิดคล้ายๆ กับ SRI ที่เป็นการปลูกข้าว 1 เมล็ด 1 ต้น  ในระบบ SSI ก็จะเป็นการปลูกอ้อย 1 ข้อ 1 ต้น

ในขั้นแรกตัดอ้อยดำเป็นชิ้นละ 1 ข้อ ขนาดพอที่จะใส่ถ้วยเพาะได้  ด้วยความขี้คร้านจะไปหาซื้อถาดเพาะ ผมเลือกใช้ถ้วยโยเกิร์ตที่ทานเสร็จแล้วมาใช้ในการเพาะ  ด้วยความด้อยประสบการณ์ผมรดน้ำมากเกินไปเลยงอกเพียง 11 ต้นจากอ้อย 16 ข้อที่ได้จากคุณครูทิดโส  ที่เหลืออีก 5 กลายเป็นปุ๋ย



เมื่ออายุประมาณ 2 สัปดาห์ผมเอาต้นกล้าอ้อยดำไปลงดินที่สวนในเดือนพฤศจิกายนโดยรดน้ำแค่วันแรกที่ปลูก และเอาหญ้าหญ้าแถวๆนั้นคลุมไว้ ผ่านมา 1 เดือนโดยไม่รดน้ำเลยต้นอ้อยเหล่านี้กลับดูแข็งแรงกว่า และแตกกอมากกว่าการปลูกด้วยท่อนขนาดใหญ่  ประหนึ่งว่าอ้อยพวกนี้เขากลัวจะสูญพันธุ์เลยพยายามเอาตัวรอดสุดชีวิต เอ..หรือว่าเชื้อพันธุ์ (อ้อย) ของคุณครูทิดโสจะแข็งแรงมากๆ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



ต้นนี้แตกออกมาเป็นตั้ง 7 ลำ จากอ้อย 1 ข้อ อัศจรรย์ดีจัง ยิ้ม


สนใจเรื่อง SSI ลองหาอ่านรายละเอียดได้ที่ http://assets.panda.org/downloads/ssi_manual.pdf  หรือ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/404326

ตอนแรกที่ได้หญ้าจักรพรรดิ์มาจากคุณครูตั้ม  ผมก็กะว่าจะใช้เทคนิคเดียวกัน  แต่ศิษย์พี่อย่างคุณกัญจน์มาทักไว้ก่อนว่าอาจจะไม่รอด เพราะท่าทางหญ้าจักรพรรดฺ์จะแข็งแรงน้อยกว่าอ้อยดำ  ส่วนคุณครูตั้มบอกว่าจะลองใช้วิธีโกงด้วยการรดน้ำทุกวัน ผมเห็นว่ามันเป็นเดือนธันวาคมแล้ว แถมสัปดาห์หน้าจะไปธุระอาจจะไม่ได้ไปสวน จะต้องทิ้งเขาไว้ 2 สัปดาห์โดยไม่รดน้ำเลย...ก็เลยป๊อด  ขอจะโกงด้วยคนแต่ไม่สามารถรดน้ำทุกวันได้แบบคุณครูตั้ม เลยขอทดลองด้วยวิธีโกงซ้อนกัน 4 ชั้น (ลองจับผิดจากภาพว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง?  เดี๋ยวค่อยมาเฉลย ยิ้ม )


ตัดหญ้าเป็น 1 ชิ้น 1 ข้อคล้ายๆ เทคนิค SSI พรมน้ำใส่ถุงไว้ 1 สัปดาห์  มีรากและใบงอกออกมาบางชิ้น  พวกที่งอกก่อนก็โชคร้ายเป็นหนูลองยาชุดแรก


เตรียมดิน


1 หลุมปลูก 6 ข้อ





รูปสุดท้ายก็ถือโอกาสส่งการบ้านหญ้าแฝกให้คุณครูตั้มไปด้วยเลย วันนี้ส่งการบ้านครู 2 ท่าน 3 อย่าง หญ้าแฝกรอดแน่ๆ แต่หญ้าจักรพรรดิ์คงต้องรออีกสัก 1 - 2 สัปดาห์ว่ากลโกงทั้ง 4 จะทำงานหรือไม่ แค่นี้ล่ะ ไปล่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2014, 11:20:49 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11336


« ตอบ #291 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2012, 11:00:15 AM »

มารอช่วยลุ้นหญ้าจักพรรดิ์ด้วยคนครับ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #292 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2012, 06:51:10 PM »

ตอนส่งการบ้านเพื่อนๆ จะเห็นเศษวัชพืชหนาประมาณ 1-2 นิ้วในรูปด้านบนทั้งตอนที่ปลูกอ้อย และปลูกหญ้า  เป็นอีกหนึ่งในความพยายามเลียนแบบธรรมชาติ เดิมในธรรมชาติแถบนี้จะมีสัตว์ป่า เช่น ช้าง เดินไปหาอาหาร  ระหว่างทางช้างก็จะเหยียบวัชพืชเหล่านี้เพื่อสร้างทาง ระหว่างเดินก็อาจจะมีการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะบ้าง

รอยหัก/รอยฉีกขาดของพืชที่เกิดจากการเดินย่ำของช้าง ก็จะถูกแบคทีเรียเข้าทำงานในการย่อยสลายได้ง่ายขึ้น ยิ่งพืชที่ขาด/หักล้มติดพื้นแบคทีเรียที่อยู่กับพื้นก็จะทำงานได้ดีขึ้นไปอีก  แล้วยังจะมีวัชพืชประเภทอื่นขึ้นทางยอดสูงขึ้นมาทับต้นที่ล้มลงไปทำให้มีมวลของวัชพืชมากขึ้นกว่าการไม่ล้มวัชพืชเลย  แบคทีเรียจากปัสสาวะ และมูลของช้างก็จะเป็นการเพิ่มแบคทีเรียที่ใช้ในการย่อยสลาย

ดังนั้นเป้าหมายไม่ใช่การฆ่าวัชพืชแต่เป็นการกระตุ้นให้วัชพืชรุ่นเก่าย่อยสลายเร็วขึ้น เปิดโอกาสให้วัชพืชรุ่นใหม่เติบโตได้เร็วขึ้น เป็นการส่งเสริมกลไกธรรมชาติในการดึงแร่ธาตุจากดิน มารวมกับธาตุคาร์บอนในอากาศผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง รวมกับธาตุไนโตรเจนในอากาศด้วยวัชพืชตระกูลถั่วในพื้นที่อย่าง เช่น โสน ถั่วปี ถั่วลาย หรือ หมามุ่ย เป็นการสร้างมวลจากอากาศ ซึ่งสุดท้ายจะเป็นการสร้างฮิวมัส และดินที่ดีในสุด  ดังนั้นช้างจึงเป็นกลไกสำคัญในธรรมชาติอย่างหนึ่งในการกระตุ้นการสร้างดิน และเปิดทางให้ต้นไม้เล็กๆ ได้มีโอกาสรอดจากวัชพืช  แต่..สวนขี้คร้านไม่มีช้าง ....  ช้างเทียมตัวนี้จึงต้องทำงานแทน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



การกำจัดวัชพืชด้วยการเดินเหยียบเลียนแบบสัตว์ป่าทำได้ง่ายในต้นฤดูหนาว  เมื่อหน้าดินเริ่มแห้ง วัชพืชซึ่งมีโอกาสได้สร้างมวลเต็มที่จากน้ำในฤดูฝน สร้างมวลจนสูงประมาณ 50-150  ซม.  และเริ่มอ่อนแอเพราะขาดน้ำ แต่ก็ยังไม่แห้งจนนิ่มและเหนียว  การเดินย่ำในช่วงนี้จึงมักจะได้ยินเสียงหักของลำต้นวัชพืชที่ยังสดอยู่  วัชพืชจะพยายามงอกมาใหม่แต่ก็เนื่องจากขาดฝนจึงไม่อาจเติบโตได้เร็วเหมือนการย่ำในฤดูฝน  และดินยังมีความชุ่มชื้นเพียงพอที่จะเลี้ยงจุลินทรีย์ให้เข้ามาย่อยสลายซากวัชพืชเหล่านี้ได้อย่างดี  ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที ช้างเทียมเชือกนี้ก็เดินย่ำต้นหญ้าและวัชพืชเสียระเนระนาดโดยไม่ได้ใช้เครื่องตัดหญ้า  จะขาดอยู่ก็คือไม่ได้ถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะกลางทุ่งแบบนี้  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ว่าแล้วช้างเทียมเชือกนี้ก็เลยเดินกลับไปเอาน้ำหมักมารดวัชพืช เพิ่มจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายในแถบนี้แทนการถ่ายของเสียของตนเองสักเล็กน้อยพอเป็นพิธี  ตามด้วยการใช้เคียวตัดหวากเศษวัชพืชแบบสุ่มเป็นจุดๆ เพื่อเพิ่มรอยฉีกขาดของพืช และโรยเมล็ดปอเทืองให้ไปเติบโตอยู่ใต้กองวัชพืชแห้งเหล่านี้  นี้เป็นอีก 1 ในการเตรียมดินไว้สำหรับการเพาะปลูกไม้ป่าในปีถัดไป   ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2012, 08:22:28 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teebanbor
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 777


« ตอบ #293 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2012, 07:10:23 PM »

เข้าท่าดีครับ จะลองไปใช้กับที่ไร่ดูบ้าง 555 ช้างเทียม

ถ้าขาช้างไม่พรุนซะก่อนนะ เพราะว่าที่ไร่ผมมีแต่หญ้ามีหนาม

โดนทิ่มไปเยอะแหระ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

[Teerapan] - 555 ระวังว่าถ้าหญ้าไม่ยาวพอจะใช้วิธีนี้ไม่ได้นะครับ ปกติถ้ามันยาวมากๆ โดยลมแรงๆก็ล้มได้อยู่แล้ว เราก็แค่ทำให้มันเอนล้มทับๆ กันเองเท่านั้น วิธีนี้จะต้องกลับมาดูซ้ำว่าตรงไหนยังเขียวอยู่ ก็ค่อยย่ำซ้ำหรือใช้เคียวช่วยตัดโคนต้นทิ้ง ส่วนช้างเทียมคงต้องใส่กางเกงหนาๆ และรองเท้าบู๊ทนะครับ  เจ๋ง เจ๋ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2012, 08:29:34 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

ธรรมชาติ...ให้อะไรมากว่าที่เราคิด
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #294 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2012, 05:01:32 AM »

พี่ teerapan  วิชาช้างเหยียบนี่  เจ๋งจริงๆครับ  ช้างเทียมที่บ้านผมมีหลายตัวด้วยสิ......ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์  อิอิ

[teerapan] - ที่สวนขี้คร้านมีช้างเทียม 1 เชือก และกุ้งแห้ง 1 ตัว  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 19, 2012, 10:07:02 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #295 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2012, 09:47:16 AM »

ฮ่า ๆ  จากทฤษฏีช้างเหยียบของท่านธีรพันธ์ ทำให้ผมต้องคิดหนักเสียแล้ว
จะอะไรเสียอีกล่ะ ก็เรามีช้างน่ะซิ แต่ว่าช้างอยู่ที่บ้านภรรเมียล่ะซิ ที่ทุ่งสงโน้น
จะเอามาเหยียบยังไงดี เอาเป็นว่าเก็บขี้มันมาก็ยังดี ฮุฮุฮุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 19, 2012, 09:52:42 AM โดย James » บันทึกการเข้า
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #296 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2012, 10:11:25 AM »

พี่น่าจะฉี่ซะหน่อย
ผมว่าการฉี่กลางทุ่งนี่ได้บรรยากาศที่สุดในการฉี่ทั้งปวง

แตอีกลางทุ่งนี่ไม่ใหว หญ้าทิ่มตุด แถมยุงกัดอีก ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #297 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2012, 10:56:46 PM »

6.6 กระบวนท่าที่ 3 - ห่มดิน

การห่มดิน คือ การคลุมหน้าดินด้วยวัสดุพรุนซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำ เช่น ปุ๋ยหมัก, มูลสัตว์ที่ผ่านการหมักแล้ว, ขี้เลื่อย, ไม้สับ, ฟาง, หญ้าแห้ง แม้นกระทั่งหิน


หน้าดินเปลือยจะสูญเสียความชื้นส่วนใหญ่ในดินเนื่องจากการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน โดยเฉพาะบริเวณ 10 ซม. แรกจากผิวดิน และแรงแคพพิลลารีก็จะดึงให้น้ำที่อยู่ในชั้นดินที่อยู่ลึกจากผิวดินลงไปประมาณ 30-45 ซม. ให้ขึ้นมาที่ใกล้ผิวดิน  จนกระทั่งระเหยหมดไป


การห่มดินจะช่วยรักษาดินด้วยกลไกหลายอย่าง ได้แก่ :

  • วัสดุคลุมดิน (Mulch) จะช่วยดูดซับแรงกระแทกจากน้ำฝนที่ตกลงมา ทำให้ดินไม่โดยทำให้แน่นมากขึ้นด้วยแรงกระแทกของฝน
  • วัสดุคลุมดิน (Mulch) จะช่วยชะลอการไหลของ run off บริเวณผิวหน้าของดิน  ทำให้น้ำมีเวลาในการซึมลงดินนานมากขึ้น  จึงเป็นการลดปริมาณน้ำ run off ไปในตัว  นอกจากนั้นยังช่วยกั้นไม่ให้หน้าดินไหลไปกับน้ำได้สะดวก เป็นการรักษาหน้าดินไว้
  • วัสดุคลุมดิน (Mulch) ยังช่วยลดการเติบโตของวัชพืช ทำให้ความหนาแน่นของพืชน้อยลง และลดการแข่งขันในการใช้ความชื้นในดิน
  • วัสดุคลุมดิน (Mulch) มีทั้งแบบอินทรีย์ (organic mulch เช่น ใบไม้ ฟาง ไม้สับ) และอนินทรีย์ (inorganic mulch เช่น หิน เม็ดดินเผา เศษอิฐหัก) วัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์ส่วนใหญ่แล้วจะย่อยสลายกลายเป็นฮิวมัสในที่สุด  ซึ่งฮิวมัสนี่เองที่จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการอุ้มน้ำในดิน  ทำให้ดินเก็บน้ำไว้ได้มากขึ้น
  • เมื่อวัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์ (Organic Mulch) ย่อยสลายจะเป็นอาหารของสัตว์ และแมลงอีกหลายชนิด เช่น ไส้เดือน ทำให้สัตว์พวกนี้เข้ามาขุดรูอยู่อาศัยใต้วัสดุคลุมดิน  โดยทางอ้อมสัตว์เหล่านี้จึงช่วยทำให้ดินโปร่งมากขึ้นโดยที่เราไม่ได้พรวนดิน  ทำให้น้ำสามารถซึมเข้าไปดินได้มากขึ้น จึงเป็นการลด Run off ไปในตัว
  • วัสดุคลุมดินแบบอนินทรีย์ (Inorganic Mulch) อาจจะไม่มีประโยชน์หลากหลายเท่ากับแบบอินทรีย์  แต่จะมีความเด่นในเรื่องความทนทาน อายุการใช้งานนาน เนื่องจากไม่ค่อยย่อยสลาย  และวัสดุคลุมดินแบบอนินทรีย์ก็ยังคงช่วยลดการ run off การบุกรุกเข้ามาขุดดินทำรังของหนู และยังช่วยให้ความอบอุ่นกับต้นไม้สำหรับเขตภูมิอากาศหนาว  ส่วนตัวแล้วผมนิยมใช้วัสดุคลุมดินแบบอนินทรีย์คลุมดินเฉพาะทางเดินเท้า และถนนในสวน
โดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นวัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ต่างก็มีประโยชน์ในการรักษาความชื้นทั้งคู่  แต่จะมีข้อเด่น ข้อด้อยแตกต่างกัน  การห่มดินนั้นเราอาจจะต้องช่วยในช่วงแรก  แต่เมื่อต้นไม้เริ่มเติบโตแล้ว  ใบไม้ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ก็จะกลายเป็นวัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์ไปโดยอัตโนมัติ  สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงแค่อย่ากวาดเอาไปไม้ออกไป  ทิ้งมันไว้ตามธรรมชาติ (เรื่องขี้คร้านแบบนี้ถนัด  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม )

นอกจากนั้นจะต้องระวังว่าการใช้วัสดุคลุมดินเป็นการวางไว้ที่ผิวดินเฉยๆ ไม่ใช่การคลุกกับดิน  ทั้งนี้เนื่องจากวัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์ส่วนใหญ่จะมีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสูง แต่มีไนโตรเจนต่ำ  จุลินทรีย์ซึ่งทำให้เกิดการย่อยสลายของสารอินทรีย์เหล่านี้จะต้องใช้ไนโตรเจนมาใช้งานในการย่อย  จึงจะมีการดึงออกธาตุไนโตรเจนออกจากบริเวณรอบๆ ถ้าเราเอาวัสดุคลุมดินไปคลุกกับดินแล้ว จะเร่งให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้น และจะทำให้ดินขาดไนโตรเจน  เมื่อดินขาดธาตุไนโตรเจนมากเกินไป  ต้นไม้ก็จะขาดธาตุไนโตรเจนจนออกอาการใบสีเขียวซีด หรือใบเหลือง

ประเด็นที่ 2 ที่กลุ่มเพอร์มาคัลเจอร์ไม่นับว่าเป็นการห่มดินคือ การใช้พลาสติกคลุมผิวดินเนื่องจากพลาสติกไม่ใช่วัสดุพรุน (porous material) การคลุมแบบนี้จะทำให้น้ำฝนซึมผ่านไม่ได้เวลาฝนตก จึงไม่ช่วยเรื่องการลด Run off แม้นว่าการคลุมแบบนี้จะช่วยลดการเจริญเติบโตของวัชพืช  แต่ในเวลาเดียวกันการคลุมด้วยพลาสติกก็จะฆ่าสิ่งมีชีวิตในดินอีกจำนวนมาก  รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา  จึงไม่นับว่าการใช้พลาสติกคลุมดินเป็นการห่มดิน  


ในทางตรงกันข้ามมีการใช้พลาสติกคลุมดินเพื่อการทำลายล้างสื่งมีชีวิต เรียกวิธีนี้ว่า Soil Solarization โดยการใช้พลาสิกใสคลุมดิน  แล้วขุดดินตรงชายขอบและกลบด้วยดินอีกครั้งเพื่อลดปริมาณอากาศที่ไหลเข้าออก ดินในบริเวณตรงกลางจะเป็นเหมือนตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งจะฆ่าทั้งวัชพืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในบริเวณนั้นหลังจากทิ้งไว้ประมาณ 2-4 เดือน  เทคนิคนี้ใช้เพื่อที่จะเริ่มต้นปลูกต้นไม้ในบริเวณนั้นใหม่จากศูนย์  มีการพบว่าถ้าเปลี่ยนจากพลาสติกใสมาเป็นพลาสติกสีดำก็ได้ผลใกล้เคียงกัน


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/3-1.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2014, 10:03:15 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #298 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2012, 11:26:45 PM »


ในกรณีอุดมคตินิดๆ เราจะอยากใช้งานเทคนิคการห่มดินร่วมกับเทคนิค Sunken Basin เพื่อให้น้ำไหลมารวมที่ต้นไม้  ถ้ามีใบไม้ร่วงก็จะมีโอกาสถูกน้ำฝนพัดพาให้กลับมาที่บริเวณใต้เรือนพุ่ม  ส่วนการห่มดินก็อยากจะให้ชั้นล่างเป็นปุ๋ยหมักเพื่อป้องกันปัญหาการขาดไนโตรเจนจากขบวนการย่อยสลายของวัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์  จากนั้นจึงจะเป็นชั้นของวัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์  ส่วนชั้นบนสุดจึงจะเป็นใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจากต้น



ตำแหน่งของการห่มดินที่ดีไม่ควรที่จะมากองกันบริเวณโคนต้น (ภาษาประกิตเรียกว่าการกองแบบภูเขาไฟ)  เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อราที่โคนต้น


ที่ถูกต้องคือควรจะเว้นไม่คลุมตรงโคนต้นเลย และเริ่มคลุมดินห่างจากโคนต้นออกมาประมาณ 2-3 นิ้วออกมาจนกระทั่งถึงอย่างน้อยบริเวณชายพุ่มของต้นไม้  ถ้ายังมีวัสดุคลุมเหลือก็สามารถคลุมไกลออกไปได้อีก ความหนาของวัสดุคลุมดินควรจะหนาประมาณ 2-4 นิ้ว ถ้าบางไปวัชพืชก็ขึ้นแทรกได้ง่าย ถ้าเริ่มหนากว่านี้ก็อาจจะเป็นปัญหาจากการย่อยสลาย หรือปัญหารากเน่า (ภาษาประกิตบอกว่าเวลาห่มดินให้เน้นห่มให้ครอบคุลมบริเวณเยอะ ไม่ใช่ห่มให้หนา)


ส่วนในพื้นที่ที่ลาดชันจะเจอปัญหาวัสดุคลุมดินไหลมากองกันด้านล่าง  จะต้องมีการทำเนินคั่นเป็นระยะๆ เพื่อที่จะดักใบไม้ และวัสดุคลุมดินที่จะไหลลงมา

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2014, 10:25:55 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #299 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2012, 11:48:41 PM »

เทคนิคการห่มดินยังถูกเอาไปใช้ในการทำ No-dig garden (แปลงผักที่ไม่ต้องพรวนดิน) ในกลุ่มนักเพอร์มาคัลเจอร์  ในรายละเอียดเทคนิคของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันบ้าง  แต่หลักการแล้วเหมือนกันดังนี้


  • ชั้นล่างสุดจะเป็นการปูด้วยกระดาษลูกฟูกจากเศษลังกระดาษ 2-3 ชั้น หรือเศษหนังสือพิมพ์หนาๆ บนพื้นดินโดยไม่ต้องขุดดิน เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชเติบโตขึ้นมาแข่งขันกับผักที่ปลูก
  • ชั้นตรงกลางจะเป็นส่วนผสมของวัสดุอินทรีย์ เช่น หญ้าแห้ง ฟางข้าว และผสมกับปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกที่หมักเสร็จแล้ว (ต้องระวังว่าต้องผ่านขบวนการหมักที่สมบูรณ์ไม่งั้นจะมีเมล็ดของวัชพืชปนมา) เพื่อเป็นการเติมไนโตรเจนเข้าไปชดเชย ไนโตรเจนที่จะถูกเอาไปใช้ในขบวนการย่อยสลายของวัสดุอินทรีย์ ชั้นตรงกลางควรจะหนาอย่างน้อย 30-60 ซม.
  • ชั้นบนสุดจะเป็นการคลุมด้วยวัสดุคลุมดินแบบอินทรีย์อีกครั้งเพื่อรักษาความชื้น

ในการปลูกผักแบบนี้จะไม่มีการพรวนดิน  เวลาปลูกมักจะต้องเพาะผักให้เป็นต้นเล็กๆ ก่อน  แล้วย้ายลงมาปลูกในแปลงผักแบบนี้โดยการแหวกฟางออกให้เป็นช่องแล้ววางต้นกล้าลงไป ตามด้วยการกลบด้วยฟางอีกรอบ  ในปีถัดๆ ไปอาจจะต้องมีการเติบวัสดุคลุมดินที่ด้านบนเรื่อยๆ แต่จุดเด่นของการทำแปลงผักแบบนี้คือไม่ต้องคอยกำจัดวัชพืช และดินในแปลงจะมีความชุ่มชื้นสูง  ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยเหมือนการปลูกทั่วๆ ไป

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 12:19:15 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
yudhapol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1925


« ตอบ #300 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 09:22:13 AM »

ขอสอบถามคุณทีละพันเรื่องดินครับ ด้วยสวนส่วนมากจะเป็นดินที่ขุดมาจากสระอย่างที่เห็น คุณทีละพันคิดว่าจะต้องใช้วิธีใดที่จะทำให้ดินสมบูรณ์พูนสุข มีวิตามินแร่ธาตุเพื่อเป็นอาหารให้แก่ต้นไม้ที่ปลูกได้บ้าง ขอขอบคุณคุณทีละพันมานะโอกาสนี้ครับ.. อายจัง อายจัง




[teerapan] - กราบขอบพระคุณอาจารย์ยุทธที่แวะมาทักทาย  ความจริงที่ดิน 5 ไร่อยู่ในเมือง เป็นแนวลึก หน้าที่แคบ ด้านหลังเป็นสระน้ำแบบของอาจารย์เหมาะกับการทำร้านอาหารเป็นที่สุด ถ้าพัฒนาไปเรื่อยๆ ถ้าหาแม่ครัวมือดีได้ก็น่าจะลองทำดู หรือไม่ก็ปล่อยเช่าให้เขามาทำสวนอาหารดู  แล้วเอาเงินรายได้ไปซื้อที่ดินใหม่แถบชายเมือง มีดินดีๆ จะง่ายกว่า ฮ่าๆๆๆ

แต่ถ้าอาจารย์คิดจะปักหลักทำเป็นที่พักผ่อน เอาไว้ปลูกต้นไม้ส่วนตัว ก็ต้องสู้กันสักตั้ง  ส่วนคำถามของอาจารย์ผมคงไม่มีความรู้พอที่จะตอบแบบฟันธง โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาประกอบ  ไม่ทราบว่าอาจารย์ยุทธมีผลการตรวจดินจากสถานีพัฒนาที่ดินของจังหวัดแล้วหรือยังครับ?  ถ้าจำไม่ผิดเขาจะตรวจได้ 1 ตัวอย่างต่อพื้นที่ 25 ไร่ฟรี  เราก็น่าจะไปขอตรวจได้สัก 1 ตัวอย่าง

แต่เท่าที่ดูดินของอาจารย์ยุทธขุดมาจากดินชั้นล่าง คงต้องมีปัญหาเรื่องอินทรีย์วัตถุต่ำเป็นอันดับต้นๆ ส่วนปัญหาอื่นๆ เช่น ดินเปรี้ยว หรือดินเค็ม ก็มีผลต่อความสามารถในการดูดแร่ธาตุจากในดินของพืช  เนื่องจากผมเห็นดินมีคราบขาวๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเกลือ หรือเป็นเพียงผงของหิน  ถ้าตอบแบบโปรยๆ อาจารย์ควรจะรีบตรวจความเป็นกรดด่างของดินก่อน เพื่อจะช่วยธรรมชาติปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้อยู่ในช่วงตรงกลางๆ และจะได้เลือกปลูกต้นไม้ที่ทนกับสภาพความเป็นกรดด่างของในพื้นที่ได้ดี  เรื่องถัดมาก็เป็นเรื่องที่เรารู้ๆ กันหมดแล้วว่าหลักของการปรับปรุงโครงสร้างดินไม่ว่าจะเป็นดินทราย หรือดินเหนียวก็คือการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินครับ

ส่วนรายละเอียดย่อยๆ คงจะต้องมาดูเป็นข้อๆ เช่น ถ้าดินเค็มจัดจากปัญหาระดับน้ำใต้ดินสูง อาจจะต้องมาแก้ไขเรื่องปัญหาการระบายน้ำ ถ้าดินแข็งอัดแน่นเกินไปอาจจะต้องมาแก้ไขเรื่องนี้

แต่เท่าที่ติดตามเรื่องราวของป่าสวนขนุนที่ไม่มีขนุนผมได้ยินว่าอาจารย์มีปัญหาเรื่องดินเหนียว ซึ่งจะนิ่มเกินกว่าจะเดินในฤดูฝน และแข็งจนแตกระแหงในหน้าแล้ง  ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอาจารย์น่าจะต้องทำทางเดินหลักที่ชัดเจน  เพื่อเราจะได้พยายามเดินเฉพาะในแนวทางเดินนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงการเหยียบดินในพื้นที่อื่นๆ ดินในส่วนที่เหลือก็ต้องให้มีอินทรีย์วัตถุแทรกเข้าไปเยอะๆ แต่วิธีการซื้อมาเติมใส่ออกจะลงทุนมากไปนิด  ถ้าแนววิธีของเพอร์มาคัลเจอร์เขาจะใช้วิธีปลูกพืชที่รากลึกแทน พืชที่นิยมได้แก่ หญ้าแฝก(vetiver) พืชตระกูลแรดิช (เช่น หัวไชเท้า แรดิช)  รวมทั้งปลูกพืชที่คลุมดินโดยเฉพาะพืชวงศ์ถั่ว

จากประสบการณ์แกล้งพืชที่สวน พวกขี้คร้านอย่างผมจะเลือกพืชคลุมดิน "มันต่อเผือก" และ "ถั่วปี" เนื่องจากถั่วปีจะเติบโตคลุมพื้นที่ได้เร็ว สู้กับหญ้าได้ดี ทนแล้งในระดับหนึ่ง แมลงที่สวนไม่ค่อยกิน(ไม่รู้ว่าทำไม) เอาฝักไปทำตำถั่วก็อร่อย การกำจัดเมื่อรกเกินไปทำได้ไม่อยาก  ส่วนมันต่อเผือกทนแล้งได้ดี โตได้ในดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ  ยอดอ่อนเอามาผัดกินก็อร่อยดี  ถ้าแล้งจัดอาจจะแห้งเหี่ยวไปบ้าง แต่เมื่อได้รับน้ำฝนในปีถัดไปก็จะงอกขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องปลูกซ้ำหลายๆ รอบ ทำให้การบำรุงรักษาต่ำ (เนื่องจากผมไม่ขุดหัวมันมากิน ผมปลูกมันต่อเผือกไว้เป็นพืชคลุมดินรักษาความชื้น)

ส่วนพืชวงศ์ถั่วที่ผมกำลังติดตามผลมีอีกหลายชนิด ได้แก่
- ถั่วมะแฮะ เพราะว่าทนแล้ง เป็นพืชข้ามปีไม่ต้องปลูกซ้ำบ่อย สามารถตัดกิ่งลงมาเป็นวัสดุคลุมดินได้ปีละหลายรอบ เมล็ดเอามาทำน้ำเต้าหู้ดื่มได้ ข้นกว่าถั่วเหลืองอีก
- ถั่วฮามาต้า เพราะเป็นพืชข้ามปี ทนแล้งดีมาก ปลูกกลางแจ้งได้ พุ่มไม่สูงทำให้ไม่ต้องตัดกันบ่อยๆ
- ถั่วปินโต (ถั่วลิสงเถา) เพราะเป็นพืชข้ามปี  ทนร่ม ปลูกในร่มใต้ต้นไม้ได้ดี พุ่มไม่สูง ไม่ต้องตัดเลย  ลองปลูกในที่จอดรถ รถก็สามารถทับได้โดยมันจะไม่ตาย  กำลังว่าจะขยายไปปลูกบนถนน แต่ติดตรงมันไม่ค่อยทนแล้งมาก เมื่อโดนแสงแดดแรงๆ โดยไม่รดน้ำเลย จึงไม่ค่อยจะรอดสักเท่าไหร่
- ถั่วพร้าแดง (ถั่วอีโต้) ข้อดีจะคล้ายกับถั่วปี แต่เมล็ดใหญ่มาก ทน แต่กินไม่อร่อย
- ถั่วครก ข้อดีจะคล้ายกับถั่วปี ทานอร่อยมาก แต่ไม่ค่อยทนโรค ถ้าจะให้งามต้องมีค้าง หรือไม่ก็ต้องยอมให้มันปีนขึ้นต้นไม้
- ถั่วลาย ข้อดีคือไม่ต้องปลูก แต่เมล็ดกินไม่ได้ และเลื้อยดุมากเกินไป ชอบไปพันต้นไม้เยอะไป  ตอนนี้กำลังจะถูกจัดอยู่ในพวกที่ไม่ค่อยพึงปารถนา
- โสนคางคง และโสนขน ข้อดีคือไม่ต้องปลูก มันมาเองเหมือนกัน โดยเฉพาะในบริเวณที่ดินมีความชื้นสูง  มันแข่งกับหญ้าได้ดีมากๆ  แต่ดูเหมือนว่าจะทำงานร่วมกับวัชพืชเลื้อยได้ดีเกินไปนิดๆ  มีโสนที่ไหนวัชพืชเลื้อยก็จะงอกงามเป็นพิเศษ แต่การกำจัดไม่ยากมากเกินไป จึงปล่อยๆ ให้อาสาสมัครไม่ได้เชื้อเชิญเหล่านี้ทำหน้าที่คลุมดินกันเองไปก่อนแล้วเราค่อยๆ เอาพื้นที่คืนในภายหลัง
- หมามุ่ย ข้อดีคือไม่ต้องปลูก มันมาเอง เลื้อยดุมากเหมือนถั่วลาย กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมด แถมคันอีกต่างหาก ตอนนี้ถูกจัดอยู่ในพวกที่ไม่ค่อยพึงปารถนาเรียบร้อยแล้ว


ส่วนปอเทืองก็ดีนะครับ ทนแล้งดีเยี่ยม แต่อายุสั้น โดนมด และแมลงที่สวนมากินเมล็ดบ่อย ทำให้เหลือรอดไปงอกเองในรุ่นถัดไปน้อย ต้องเก็บเมล็ดมาปลูกในรุ่นถัดไปเองอยู่เรื่อยๆ จึงไม่ค่อยเหมาะสมกับเจ้าของที่ขี้คร้าน ฮ่าๆๆๆ

ส่วนถั่วที่กินได้ชนิดอื่น เช่น ถั่วเขียว เป็นที่โปรดปรานของแมลงเป็นอย่างยิ่ง ชอบยิ่งกว่าปอเทืองหลายเท่า ทำให้ต้องคอยเก็บแย่งกับแมลงเพื่อมาเล่นเกมต่อถั่ว เล่นไป เล่นมา เจ้าของสวนชักขี้คร้านเลยเลิกปลูกชั่วคราวไปก่อน

ปล. ที่กล่าวมาข้างต้นอาจารย์ยุทธกำลังทำอยู่แล้วทั้งนั้นจะต่างกันตรงที่ อาจารย์ยุทธยังไม่กล้าปล่อยให้ธรรมชาติทำงานจนสวนรกไปด้วยพืชชนิดต่างๆ แบบของผม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 12:12:53 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #301 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 09:37:28 AM »

  จอมยุทธ.ธี ศิษย์พี่ไม่อยู่
  สุน้อยตอบให้ก็ได้ อาจารย์ยุทธ....ขายค่ะ ขายเลย.. ที่ตรงนี้ราคาดี แต่ดินไม่ดี กำไรล้วนๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

[teerapan] - คิดคล้ายๆ กันโดยไม่ได้นัดหมาย  สมเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  ผมคิดแค่ให้ปรับปรุงเป็นสวนอาหารแล้วปล่อยเช่า แต่ของน้องสุจะแรงกว่า งั้นขอเชียร์ด้วยคน ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 11:28:50 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
yudhapol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1925


« ตอบ #302 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 09:52:22 AM »

 จอมยุทธ.ธี ศิษย์พี่ไม่อยู่
  สุน้อยตอบให้ก็ได้ อาจารย์ยุทธ....ขายค่ะ ขายเลย.. ที่ตรงนี้ราคาดี แต่ดินไม่ดี กำไรล้วนๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

คุณสุครับ ที่่ตัวเองเป็นฝีเป็นหนอง..โอ๊ะ.เป็นห้วยเป็นหนองยังเก็บไว้ปลูกต้นไม้ ที่คนอื่นยุให้ขายได้งัย.. โกรธ โกรธ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
bigsim
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 288


« ตอบ #303 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 09:57:22 AM »

เข้ามาอ่านหาความรู้ เป็นกระทู้ที่ทำให้เกิดปัญญา
ทำให้รู้ว่า การทำเกษตร แบบมีใชัสมอง ทำให้เบาแรงได้มาก
สุดท้ายขออนุญาตตลกมุขอาจารย์ยุทธ สักเล็กน้อย ขำๆๆ

ทีละพัน   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม 55555

มุขอาจารย์ยุทธ เป็นมุขนักศึกษานะนี่  5555

[teerapan] - อาจารย์ยุทธตกคำว่า "นา" ไปครับ  ความจริงต้องเป็น "นาทีละพัน" ครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 11:29:07 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: