หน้า: 1 ... 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 [17] 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 909025 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #256 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2012, 10:43:16 AM »

เข้าท่าครับ สำหรับอุปกรณ์กันใบไม้ตกลงไปในรางน้ำ ทุกปัญหามีทางออกจริงๆ หากค้นหามัน;D
รบกวนขอความรู้สองสามเรื่องครับ
รากพืชแต่ละชนิดกับความลึกของดินมีความสัมพันธ์กันแบบไหน
(ผมอยากทราบว่าความลึกของดินที่จำเป็นสำหรับพืชแต่ล่ะประเภทน่ะครับ)
เพื่อ..ข้อสองครับ ผมอยากลองใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินเป็นดินเกลือเค็มจัด ที่มีทั้งเกลือที่ระเหยขึ้นมาจากใต้ดิน
และน้ำเค็มที่ไหลมาจากที่อื่น ผมอยากลองทำเป็นบล็อกๆตามรูปที่คุณธีระพันธ์เอามาลงให้ดู
โดยเอาดินดีๆจากแหล่งอื่นใส่ลงไปแทนดินเค็ม อาจลอกแบบบ่อพลาสติกกันเกลือระเหยขึ้นมา ขอคำแนะนำครับ

ขอบคุณครับ  ยิ้มเท่ห์
 
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....

ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #257 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2012, 11:39:04 AM »

Update : อ่านเล่มนี้ก่อน แนวคิดหลักอยู่เล่มนี้
ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว

ที่เหลือเป็นส่วนขยาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2012, 12:17:29 PM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #258 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2012, 06:11:10 PM »

เข้าท่าครับ สำหรับอุปกรณ์กันใบไม้ตกลงไปในรางน้ำ ทุกปัญหามีทางออกจริงๆ หากค้นหามันยิงฟันยิ้ม
รบกวนขอความรู้สองสามเรื่องครับ
รากพืชแต่ละชนิดกับความลึกของดินมีความสัมพันธ์กันแบบไหน
(ผมอยากทราบว่าความลึกของดินที่จำเป็นสำหรับพืชแต่ล่ะประเภทน่ะครับ)
เพื่อ..ข้อสองครับ ผมอยากลองใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินเป็นดินเกลือเค็มจัด ที่มีทั้งเกลือที่ระเหยขึ้นมาจากใต้ดิน
และน้ำเค็มที่ไหลมาจากที่อื่น ผมอยากลองทำเป็นบล็อกๆตามรูปที่คุณธีระพันธ์เอามาลงให้ดู
โดยเอาดินดีๆจากแหล่งอื่นใส่ลงไปแทนดินเค็ม อาจลอกแบบบ่อพลาสติกกันเกลือระเหยขึ้นมา ขอคำแนะนำครับ

ขอบคุณครับ  ยิ้มเท่ห์
 

คาราวะจอมยุทธ์นพ ข้าน้อยยังวรยุทธ์ต่ำต้อย เพียงท่านจอมยุทธขยับเพียงฝักดาบ ข้าน้อยก็พ่ายในเพียงครึ่งกระบวนท่า  คำถามแรกก็ตอบไม่ได้แล้ว  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม   

เนื่องด้วยความลึกของรากขึนอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งชนิดของพืช ลักษณะโครงสร้างของดิน ความชื้นในดิน และลักษณะรากตอนที่เราปลูก แถมงานศึกษาวิจัยเรื่องความลึกของรากมีค่อนข้างน้อยมาก  จึงเป็นการยากที่จะคาดเดาความลึกของรากพืช  ตัวอย่างเช่น การปลูกแครอทปกติแล้วรากจะไม่ลึกมาก  แต่ถ้าเราไปปรับโครงสร้างของดิน เช่น การทำ Double Digging ปรากฎว่ารากจะสามารถยาวได้หลายเมตร สรุปงานนี้ขอยกธงขาว "ตอบไม่ได้จ้า"

ส่วนคำถามที่ 2 ก็ผ่ายตั้งแต่เพียงเสี้ยวของกระบวนท่า เนื่องด้วยพึ่งได้จับจอบขุดดินเมื่อปีที่แล้ว  ยังไม่เคยเจอปัญหาดินเค็มเลย มีเพียงเปิดอ่านเคล็ดวิชาแบบผิวๆ หาได้มีการฝึกวิชาด้านนี้ไม่  แต่เท่าที่เคยอ่านผ่านตามาเราคงจะต้องเข้าใจกลไกของธรรมชาติที่ทำให้เกิดปัญหาดินเค็มก่อน  เกลือที่ผิวดินเกิดขึ้นเป็นเกลือที่ละลายน้าได้ดี น้ำจึงเป็นตัวการหรือพาหนะในการพาเกลือไปสะสมในที่ต่าง ๆ ที่น้ำไหลผ่าน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการแพร่กระจายดินเค็ม หินหรือแร่ที่อมเกลืออยู่เมื่อสลายตัวหรือผุพังไป โดยกระบวนการทางเคมีและทางกายภาพ ก็จะปลดปล่อยเกลือต่างๆ ออกมาเกลือเหล่านี้อาจสะสมอยู่กับที่หรือเคลื่อนตัวไปกับน้ำแล้วซึมสู่ชั้นล่าง หรือซึมกลับมาบนผิวดินได้โดยการระเหยของน้าไปโดยพลังแสงแดด หรือถูกพืชนำไปใช้น้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ระดับใกล้ผิวดินเมื่อน้ำนี้ซึมขึ้นบนดิน ก็จะนำเกลือขึ้นมาด้วยภายหลังจากที่น้ำระเหยแห้งไปแล้วก็จะทำให้มีเกลือเหลือสะสมอยู่บนผิวดินและที่ลุ่มที่เป็นแหล่งรวมของน้ำ น้ำแหล่งนี้ส่วนมากจะมีเกลือละลายอยู่เพียงเล็กน้อยก็ได้นานๆ เข้าก็เกิดการสะสมของเกลือโดยการระเหยของน้ำ พื้นที่แห่งนั้นอาจเป็นหนองน้ำหรือทะเลสาบเก่าก็ได้

ถ้าจะแก้ไขปัญหาคงจะต้องทำทีละเรื่อง  ปัญหาเรื่องน้ำเค็มมาจากที่อื่น  อาจจะต้องหาทางทำคั้นกั้นน้ำเค็มไม่ให้เข้าพื้นที่ของเรา เช่น การขุดคูโดยรอบที่ดิน แล้วนำดินในร่องมาเป็นคันกั้นน้ำ   ส่วนเรื่องความเค็มในพื้นที่โดยหลักการแล้วเราอยากจะให้น้ำเค็มอยู่ใต้ผิวดินอย่างน้อย 2-3 เมตร  โดยปกติแล้วเวลาฝนตกจะละลายเกลือที่ผิวลงไปในดินชั้นล่างอยู่แล้ว แต่ระดับน้ำใต้ดินกลับสูงเกินไปทำให้น้ำเค็มอยู่ใกล้ผิวดิน  เวลาโดนแดดเผาจนน้ำระเหยออกไปก็จะทิ้งเกลือไว้ที่ผิวดิน  ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาเรื่องระดับน้ำใต้ดินก่อนเป็นอันดับแรก  ปัญหาหลักๆ น่าจะเป็นเพราะมีต้นไม้ไม่เพียงพอที่จะดูดน้ำใต้ดินไปใช้  และหน้าดินไม่ถูกห่ม ทำให้โดนแดดเผาจนน้ำระเหยไปได้เยอะ  กลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาคือการปลูกต้นไม้ทนเค็มให้เยอะที่สุดในช่วงแรกจนกระทั่งปัญหาถูกเยียวยาโดนธรรมชาติ จึงเริ่มปลูกต้นไม้ประเภทอื่น  ผู้ด้อยยุทธ์อย่างข้าของเสนอรายชื่อพืชทนเค็มดังนี้

พืชสวน : หน่อไม้ฝรั่ง คะน้า กระเพรา ผักบุ้งจีน ชะอม ผักโขม ผักกาดหัว มะเขือเทศ ถั่วพุ่ม

ไม้ดอก : คุณนายตื่นสาย เข็ม เขียวหมื่นปี แพรเซี่ยงไฮ้ บานบุรี เฟื่องฟ้า บานไม่รู้โรย เล็บมือนาง ชบา

พืชไร่ อาหารสัตว์ : ฝ้าย หญ้าแพรก หญ้าชันอากาศ แห้วหมู ป่านศรนารายณ์ หญ้านวลน้อย โสนคางคก ข้าวทนเค็ม คาฝอย โสนอัฟริกัน มันเทศ หญ้าขน หญ้ากินี

ไม้ผล : ละมุด พุทรา สนมะขาม มะพร้าว อินทผาลัม สะเดา มะขามเทศ ฝรั่ง ขี้เหล็ก มะยม ยูคาลิปตัส มะม่วงหิมพานต์ กระถินณรงค์

หมายเหตุ ข้อควรระวังคือถ้าน้ำที่สหายนพเอามารดน้ำต้นไม้เป็นน้ำเค็ม และเราเอามารดน้ำที่ผิวดิน ก็จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาเกลือสะสมที่ผิวดินมากขึ้นไปอีก  จะต้องรีบแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่เอามารดต้นไม้ และวิธีการในการรดน้ำ

ในขณะเดียวกันต้องเพิ่มความสามารถในการเก็บน้ำฝนของดินชั้นบนด้วยการเพิ่มอินทรีย์วัตถุ ห่มดินไม่ให้โดดแดด และอาจจะใช้เทคนิคการปรับ landscape อื่่นๆ เสริม เช่น การทำ swale การทำ wicking bed ซึ่งจะค่อยๆ บอกต่อเรื่องราวเหล่านี้ในภายหลัง 

ส่วนคำถามที่ 3 เรื่องสระน้ำปูพลาสติก  อืม...อันนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบระยะยาว แต่ต้องมาดูกันหลายเรื่อง  เนื่องจากอัตราการระเหยของน้ำ และปริมาณน้ำฝนในภาคอีสานจะพอๆ กัน   ถ้าเรายกขอบสระให้สูงกว่าด้านข้างเพื่อป้องกันน้ำฝนที่ละลายเกลือจากผิวดินบริเวณอื่นไหลมาลงสระ เราก็จะได้น้ำฝนที่ไม่เค็มไม่เยอะมาก  และจะสูญเสียน้ำไปกับการระเหยค่อนข้างสูง ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ค่อยคุ้ม  น่าจะต้องหาทางอื่นในการสร้างปริมาณน้ำจืดสำหรับใช้ในที่ดิน

ส่วนคำถามที่ 4 เอาดินจากแหล่งอื่นมาลงนั้น  ถ้าเรายังไม่แก้ไขปัญหาเรื่องระดับน้ำใต้ดิน และวิธีการรดน้ำ  สุดท้ายดินที่เอามาจากที่อื่นก็จะเค็มเหมือนกัน  ผมคิดว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุไปนิดนึง  คงต้องกลับไปที่ต้นเหตุของปัญหาดินเค็มก่อน

สรุปแล้วข้าน้อยด้อยประสบการณ์พ่ายยุทธ์ต่อทั้ง 4 คำถาม  โกรธ โกรธ โกรธ เพลงยุทธ์ท่านชั่งลึกล้ำจริงๆ เพียงขยับปลายนิ้วก็ระรัวออกมาถึง 4 คำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ทั้งสิ้น  จึงขอถวายเคล็ดวิชา Jordan ให้ท่านจอมยุทธ์นพ

http://www.proactnetwork.org/proactwebsite/media/download/CCA_DRR_reports/casestudies/em.report.case_9.pdf 

http://permaculturenews.org/2011/03/30/observations-and-interactions-at-the-jordan-valley-permaculture-project-aka-greening-the-desert-the-sequel/

เป็นโครงการแก้ไขปัญหาปลูกพืชในพื้นที่แห้งแล้งใน Dead Sea Valley ประเทศ Jordan โดยกลุ่มเพอร์มาคัลเจอร์ ซึ่งดินในพื้นที่มีปัญหาดินเค็มเช่นกัน  พวกเขาใช้หลายๆ เทคนิครวมทั้งการทำ swale  และ wicking bed ในการเพิ่มการเก็บน้ำฝน และเพิ่มการปลูกพืช
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #259 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2012, 06:58:07 PM »

ขอบคุณท่านพี่ ที่มีน้ำใจค้นหาข้อมูลมาให้ครับ ยิ้มเท่ห์
จากที่เห็นนาที่เคยทำโดนเกลือรุกไล่ตั้งแต่ปลายนาไล่ขึ้นมาเรื่อยๆๆ 20กว่าปี จึงอยากจะลองแก้ไขดูมั่งน่ะครับ
ตอนนี้บางที่ทำนาไม่ได้แล้วครับ ทิ้งร้างอย่างเดียว(ของผมก็สิบกว่าไร่ก็เรียบร้อยไปแล้ว)
มันเค็มชนิดที่ว่าเกลือขึ้นเป็นส่าขาวๆจับที่ผิวดินเลยทีเดียว น้ำในบ่อช่วงแล้งๆร้อนนี่ปลานิลลอยตาย วัวควายกินน้ำไม่ได้ท้องเสีย
หากมีเวลาลองๆมองจากด้านบน(กูเกิลเอิธหรือแม็ป) ตรงช่วงจากตะวันตก บ้านจะบู-บ้านแปรง อ.ด่านขุนทด
ไล่ไปเรือยๆจนถึงแถว บ้านกุดพิมาน บ้านไร่(วัดหลวงพ่อคูณ) ดูน๊ะครับ เกลือเริ่มขึ้นมาจาใต้ดินรุกไล่ไปทั่วจริง
ที่พอจะทำนาได้ก็ได้ข้าวไม่เต็มเม็ดสักเท่าไร  รวมๆพื้นที่น่าจะหลักพันหลักหมื่นไร่
ที่ที่ยังพอจะทำนาได้ก็ช่วงริมๆของที่สูงหน่อย(ริมไร่)แต่ก็อยู่ในชะตาเดียวกันคือโดนเกลือซึมจากด้านล่างขึ้นมา
ที่ยังพอสู้ได้ก็คือพอจะมีน้ำฝนจืดๆที่ไหลลงมาจากไร่มาช่วยต้านไว้ แล้วก็ซากใบไม้ผุๆพังๆที่ลงมาช่วยชะลอเค็มไว้มั่ง

ขอบคุณอีกครั้งครับ จะติดตามต่อไป
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #260 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2012, 08:29:54 PM »

เค็มแบบนี้เรา ขุดบ่อแล้วดูดน้ำออกเวลาฝนตกได้มั้ย
คือขุดบ่อน้ำซึม พอฝนตกใหลซึมผ่านดิน เราดูดน้ำจากบ่อซึมไปทิ้งคูคลอง แล้วกันอย่าให้นำภายนอกเข้ามา

เสนอเป็นไอเดียนะ ไม่รู้ทำได้จริงหรือป่าว

Drill Your Own Water Well Part 1 - Drill Your Own Well Series


How to jet a shallow water well
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2012, 08:38:40 PM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #261 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 12:22:37 AM »

6.5 กระบวนท่าที่ 2 - Sub-surface Watering

ความจริงคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี  เพราะว่าจะมีหลายๆ เทคนิคที่คล้ายกันมากๆ และใช้ชื่อแตกต่างกัน  แต่โดยหลักแล้วเทคนิคในกลุ่มนี้จะเป็นการให้น้ำที่ระดับลึกลงไปในดิน เพื่อเลี่ยงการรดน้ำวัชพืชที่มีรากตื้น และลดอัตราการระเหยของน้ำที่ผิวดิน เหมือนวิธีการอื่นๆ ที่รดน้ำที่ผิวดิน  วิธีการในกลุ่มนี้จึงเป็นการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพมาก   คิดไปคิดมาสุดท้ายเลยเลือกชื่อกลางๆ ว่า Sub-surface Watering  

เทคนิคแรกในกลุ่มนี้ที่อยากจะกล่าวถึงคือ การให้น้ำด้วยตุ่มดินเผา ซึ่งในหนังสือ Fan Sheng-chih Shu มีบันทึกไว้ว่ามีการใช้เทคนิคนี้ในประเทศจีนเมื่อนานกว่า 2,000 ปีที่แล้ว (ประเทศจีนเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่มีการทำเครื่องปั้นดินเผา มีบางหลักฐานบ่งชี้ว่าอาจจะมีการใช้เทคนิคนี้ในประเทศจีนนานมากกว่า 4,000 ปีด้วยซ้ำไป)  ในเมืองไทยก็มีปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านกล่าวถึงเทคนิคนี้ เช่น พ่อ ผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ๋จากภาคอีสาน  หลักการคือฝังตุ่มดินเผาชนิดไม่เคลือบ ซึ่งจะมีรูพรุนขนาดเล็กมาก ทำให้น้ำสามารถซึมผ่านผนังของตุ่มออกมาในดินได้  ที่ฝาตุ่มก็จะมีฝาปิดเพื่อลดอัตราการระเหยของน้ำ  และป้องกันการรบกวนจากสัตว์/แมลง



ในทวีปอาฟริกาได้พัฒนาตุ่มให้มีรูปร่างทรงปากแคบสำหรับใช้ในเทคนิคการให้น้ำแบบนี้เรียกว่า Ollas (ดูรูปด้านล่าง)  ทำให้ลดอัตราการระเหยดีขึ้นไปอีก บางครั้งการให้น้ำแบบนี้จึงถูกเรียกว่า Ollas Irrigation  ปัจจุบันเทคนิคการให้น้ำด้วยตุ่มดินเผายังเป็นที่นิยมในหลายประเทศในทวีปอาฟริกา อินเดีย อิหร่าน และบราซิล



เทคนิคถัดมาเป็นการพัฒนาในสมัยใหม่โดยการใช้กระถางที่มีราคาถูกว่าแทน  โดยทากาวปิดรูปของกระถางด้านล่าง และทากาวประกบกระถาง 2 ใบให้เป็นรูปเหมือนด้านล่าง  เพื่อใช้ทดแทนตุ่มที่มีราคาแพงกว่า



ในปัจจุบันการขึ้นรูปด้วยพลาสติกมีราคาถูกกว่าเครื่องปั้นดินเผา  จึงมีการปรับปรุงเป็นแบบ Deep Pipe Irrigation (ดูรูปด้านล่าง) โดยได้มีการทดลองในทะเลทรายในรัฐแคริฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  ด้วยการฝังท่อ PVC ขนาด 2" ยาว 40 ซม. ฝังลึกในดิน 30 ซม. และให้โผล่เหนือดิน 10 ซม.  มีการเจาะรูเป็นระยะๆ ห่างกัน 1.5" เพื่อให้น้ำสามารถไหลออกไปยังดินข้างๆ ท่อได้ มีตาข่ายปิดที่ด้านบนของท่อเพื่อป้องกันสัตว์ และแมลง



ในการทดลองนี้ได้ทำการรดน้ำทุกๆ 2 สัปดาห์ในปริมาณที่เท่ากัน  ปรากฎว่าต้นไม้ที่ให้น้ำด้วยตุ่มดินเผามีอัตราการรอดเกือบ 100% ในขณะที่เทคนิค Deep Pipe Watering มีอัตราการรอดประมาณ 70-80% ในขณะที่การรดน้ำที่ผิวมีอัตราการรอดเพียง 2%  ส่วนอัตราการเจริญเติบโต (ความสูงของต้น) ในเทคนิคของการให้น้ำด้วยตุ่ม และการฝังท่อ (Deep Pipe Irrigation) ไม่แตกต่างกันมากนัก  โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าในการทดลองนี้ไม่ได้ทำฝาปิดด้านบนของท่อ PVC จึงทำให้มีอัตราการระเหยสูงกว่าให้ให้น้ำด้วยตุ่มดินเตา  แต่ที่เคยเห็นมีการทดลองที่โครงการห้วยทรายในพระราชดำริ  จะมีการเอากระป๋องอลูมิเนียมของ เบียร์กระป๋อง หรือน้ำอัดลมกระป๋องมาครอบท่อแทนการใช้ตาข่าย ซึ่งน่าจะลดการระเหยได้ดีขึ้น (หมายเหตุ ขนาดหน้าตัดของกระป๋องอลูมิเนียมจะครอบท่อขนาด 2" ได้พอดี)




ปัญหาเล็กน้อยของ Deep Pipe Irrigation คือดินจะค่อยๆ ไหลเข้ามาในท่อสุดท้ายก็จะทำให้ด้านในท่อเต็มไปด้วยตะกอนดิน  ทำให้น้ำไม่ไหลลงในไปในส่วนลึกเหมือนตอนที่ติดตั้งแรกๆ (หวังว่ากว่าท่อจะตัน  ต้นไม้ก็น่าจะแข็งแรงพอ)  และอัตราการระเหยที่สูงเนื่องจากเป็นโพรงอากาศลงไปถึงดินด้านล่างของท่อ

เพื่อแก้ไขปัญหาอุดตันจากดินที่ไหลเข้ามาในท่อต่อมาจึงได้มีการพัฒนาด้วยการเติมวัสดุพรุน (Porous Material) เข้าไปในท่อ  เพื่อลดการไหลเข้ามาของตะกอนดิน และลดการระเหยของน้ำจากใต้ดินในเวลาเดียวกัน  นอกจากวัสดุพรุนแล้วก็มีการเติมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำดีเข้าไปในท่อด้วย  มีการทดลองปรับสัดส่วนจาก 100% วัสดุพรุน จนเป็น 100% ปุ๋ยหมัก  ปรากฎว่าสัดส่วนที่เหมาะสมคือ 50% วัสดุพรุน และ 50% ปุ๋ยหมัก โดยหลักการแล้วเข้าใจว่าเทคนิคแบบนี้จะช่วยให้อากาศผ่านร่องระหว่างวัสดุไปที่ระดับดินด้านล่างได้มากขึ้น และปุ๋ยคอกที่ช่วยทั้งเรื่องการรักษาความชื้น เป็นแหล่งเจริญเติบโตของจุลลินทรีย์ที่ดี และเป็นปุ๋ยให้แร่ธาตุสำหรับต้นไม้  ทำให้ต้นไม้มักจะงอกรากมาคลุมรอบๆ ท่อนี้เพื่อดูดน้ำ อาหาร และอากาศ  เทคนิคนี้จึงถูกเรียกว่า "Vertical Mulch"  ซึ่งแปลแบบตรงตัวว่า "การคลุมดินในแนวดิ่ง"  ต่างกับการคลุมดินรักษาความชื้นทั่วๆ ไปจะคลุมที่ผิวดินในแนวนอน

เทคนิค Vertical Mulch นี้ได้มีการพัฒนาอีกหลายรูปแบบ เช่น การนำเอาวัสดุพรุนมาใส่ถุงผ้า แล้วฝังดินแทนการใช้ท่อ (ดูรูปด้านล่าง)



รวมทั้งการขุดหลุมในแนวดิ่งลึกประมาณ 30 - 60 ซม. รอบๆ ต้นไม้ในแนวเรือนยอดของต้นไม้  แล้วนำเอาวัสดุพรุนผสมปุ๋ยหมักฝังเข้าไปในรูเหล่านี้ (คล้ายๆ รูปในกระทู้ของพี่ Sompol ) เทคนิค Vertical mulch ยังถูกนำไปใช้ช่วยต้นไม้ที่เติบโตช้าเนื่องจากอยู่ในบริเวณดินที่ถูกอัดแน่น  เรียกว่าเทคนิคการทำสาวต้นไม้นั่นเอง



เทคนิคการทำสาวต้นไม้ยังมีการพัฒนาไปในอีกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า Radial Aeration โดยการขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 30-60 ซม. เป็นแนวยาวออกไปจากลำต้นของต้นไม้เป็นแนวยาวจากลำต้นออกไปจนถึงแนวชายพุ่มของเรือนยอดต้นไม้ คล้ายกับรูปดาว (ดูรูปด้านล่าง)   โดยจะพยายามขุดร่องในระหว่างแนวของรากต้นไม้เพื่อลดการกระทบกระเทือน  จากนั้นก็นำเอาวัสดุพรุนผสมปุ๋ยหมักฝังลงไปในร่องแบบเดียวกับการทำ vertical mulch  ในการขุดเป็นแนวยาวแบบนี้อาจจะกระทบกระเทือนกับรากมาก  บางครั้งจึงใช้เครื่องอัดลม หรือเครื่องอัดน้ำแรงดันสูงในการขุดร่อง แทนการใช้อุปกรณ์ขุดตามปกติ  



สุดท้ายแล้วก็มีการพัฒนานำไปใช้ร่วมกับระบบน้ำหยดทั้งแบบเดินสายบนดิน



และการฝังท่อน้ำหยดไว้ใต้ดิน



อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/2-sub-surface-watering.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 04:04:59 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #262 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 12:25:23 AM »

ส่วนการทดลอง Vertical Mulch แบบของสวนขี้คร้าน ก็หาเริ่มจากหาอุปกรณ์ได้แก่ ขวดน้ำดื่มใช้แล้ว (ใช้แทนท่อ PVC ขนาด 2")  ปากกาคอแร้งสำหรับเจาะรูขวด วัสดุพรุน และปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก  สำหรับวัสดุพรุนท่านอาจจะใช้หินก้อนเล็ก เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์ หรือ เม็ดดินเผาก็ได้  ผมเลือกใช้ BioActn แบบที่พี่ Pong2510 ใช้ด้วยเหตุผลว่า ต่อปริมาตรเท่ากันแล้ว BioActn จะมีรูพรุนมาก จึงอุ้มน้ำได้เยอะ รูพรุนพวกนี้จะเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ติดมากับปุ๋ยหมักด้วย  แต่ BioActn ดูเหมือนจะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหิน



จากนั้นก็เจาะรูขวด และเอาวัสดุผสมใส่ สลับกับ ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอกแห้ง  งานพวกนี้สามารถทำล่วงหน้าก่อนจะมาสวนได้ จะได้ไม่เสียเวลา



หนูทดลองต้นแรกในการปลูกตอนหมดหน้าฝนแบบนี้คือ ไผ่เหลือง จากสวนพี่ดาบนริทร์นั่นเอง  รากค่อนข้างเยอะจริงๆ ท่าทางน่าจะรอด  ฝังขวด vertical mulch เอาไว้ห่างออกไปประมาณ 20-30 ซม. เพื่อล่อให้รากงอกออกมาหาน้ำ  ถ้าวางใกล้ไป รากจะไม่เดินไกล  จากนั้นก็ฝังกลบให้เหลือแต่ฝาขวดน้ำที่อยู่เหนือดิน  จากนั้นก็จะรดน้ำทุกๆ 2-4 สัปดาห์ (ตามความขี้คร้าน) ตลอดหน้าแล้ง  โดยจะรดน้ำลงในขวด และไม่รดที่โคนต้นไม้เลย  จะได้ใช้น้ำน้อยๆ (ขนน้ำได้ไม่เยอะ เพราะว่าต้องขนน้ำเดินเท้าเข้าไปในบริเวณที่ปลูก ผสมกับความขี้เกียจขนหลายๆ รอบ ฮ่าๆๆ)



ทำเสร็จก็กลัวจะใช้ผลการทดลองไม่ได้  เพระว่าต้นกล้าไผ่จากสวนพี่ดาบรินทร์อาจจะแข็งแรงเกินไป  ก็เลยไปขุดดินฝัง Vertical Mulch ที่ต้นไม้ชนิดอื่นที่เคยตายเกลี้ยงเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ ต้นทุเรียน มังคุด และลองกอง  โดยเฉพาะทุเรียนที่ความจริงเขาแนะนำให้ปลูกที่มีฝนตกมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร ต่อปี  แต่ที่เพชรบุรีปีนี้น่าจะมีฝนถึงสิ้นปีอย่างมากไม่เกิน 1,100 มิลลิเมตร  จึงถือว่าทุเรียนเป็นไม้ผลปราบเซียนสำหรับสวนขี้คร้านเหมือนกัน  สุดท้ายอยากจะจับฉลากเสี่ยงทายว่าต้นไหนจะรดน้ำ 2 สัปดาห์ครั้ง ต้นไหนจะรดน้ำ 1 เดือนครั้ง  ส่วนผลการทดลองว่าต้นไหนจะรอด หรือจะตายเหมือนปีที่แล้ว ก็คงต้องอดใจรอผลไปถึงประมาณเดือนเมษายนปีหน้านะครับ  

สรุปแล้วเทคนิคในกลุ่มของ Vertical Mulch เป็นเทคนิคที่ดีสำหรับดูแลต้นไม้แต่ละต้น  และด้วยประสิทธิภาพการใช้น้ำที่สูงจึงได้ผลดีมากในสภาพที่แห้งแล้งมากอย่างในทะเลทราย  อย่างไรก็ตาม vertical mulch เป็นวิธีทีใช้ต้นทุนทั้งเรื่องวัสดุอุปกรณ์ และแรงงานค่อนข้างสูง  แถมยังมีภาระในการให้น้ำอยู่ดี  ส่วนตัวผลจึงคิดว่าน่าจะเหมาะสำหรับกรณีที่มีน้ำน้อยสุดๆ แบบในทะเลทราย หรือสำหรับการดูแลต้นไม้ที่มีราคาสูง หรือต้นไม้หายาก  เพื่อให้มั่นใจว่าจะรอดผ่านหน้าแล้งไปได้จริงๆ   แต่ถ้าจะปลูกต้นไม้จำนวนมาก ครอบคลุมบริเวณกว้าง เทคนิคนี้อาจจะลงทุนมากเกินไปครับ

ปล. มาถึงจุดนี้เพื่อนบางท่านอาจจะจินตนาการไปถึงต้นทุนการใช้เจลโพลิเมอร์ช่วยทำให้ดินชื้น เทียบกับ vertical mulch ผมยังไม่เคยซื้อโพลิเมอร์มาใช้งาน  แต่เท่าที่ดูราคาจากเวปแล้วคิดว่า โพลิเมอร์จะถูกกว่า  แต่อายุการใช้งาน และหลักการทำงานจะแตกต่างกัน  โพลิเมอร์จะมีหลายราคา  มีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปีตามชนิดของโพลีเมอร์ (ซึ่งก็น่าจะนานพอให้ต้นไม้ตั้งตัวได้)  ส่วนโพลิเมอร์ฝังไว้ในดิน และเน้นเรื่องการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำที่ไหลผ่านลงไปในดิน  แต่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาดินบริเวณผิวอัดแน่น   ส่วน Vertical Mulch จะอายุการใช้งานนานกว่า  ทำให้ดินโปร่งขึ้น เป็นช่องทางให้น้ำฝนที่ตกลงมาซึมลงไปในดินได้เร็วกว่า/มากกว่าปกติ (ลด Run off) ทำให้มีน้ำมาเก็บในดินมากขึ้นกว่าการใช้โพลิเมอร์อย่างเดียว  นอกจากนั้นช่องของ Vertical Mulch ยังเป็นช่องให้อากาศลงมาในดินมากขึ้น  ทำให้รากของต้นไม้หายใจได้ดีขึ้น  และมีโอกาศเป็นต้นเหตุของปัญหารากเน่าน้อยกว่าการใช้โพลิเมอร์ สรุปคือทั้งสองแบบไม่เหมือนกันซะทีเดียว


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/2-2-vertical-mulch.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 04:05:51 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #263 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 12:29:50 AM »

ขอเพิ่มเติมเรื่อง vertical mulch ว่ากลุ่มเพอร์มาคัลเจอร์ยังมีการประยุกต์ Vertical Mulch ไปใช้ในการเลี้ยงไส้เดือนในแปลงผัก  แนวคิดไม่แตกต่างกับเทคนิคการเลี้ยงไส้เดือนที่หาอ่านได้ตามกระทู้ทั่วไป ส่วนที่ต่างคือในกลุ่มเพอร์มาคัลเจอร์คิดตามสไตล์ขี้คร้านว่า ถ้าเราต้องเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยไส้เดือน และเพิ่มจำนวนไส้เดือน จากนั้นก็ขนไส้เดือนไปลงดินเพื่อช่วยพรวนดินในแปลงผัก ขนปุ๋ยไส้เดือนไปใส่ในแปลงผัก  ทำให้เกิดคำถามว่า  แล้วทำไมเราไม่เลี้ยงไส้เดือนในแปลงผักเลยล่ะ?  เราจะได้ใช้เศษผักที่เราไม่เอาให้เป็นอาหารไส้เดือน  เราให้ไส้เดือนเลื้อยออกไปในดินในแปลงผักเอง  ให้มันออกไปถ่ายมูลในแปลงผักเอง  เราจะได้ไม่เสียเวลาขนย้าย



เราเรียกเทคนิคนี้ว่าหอคอยไส้เดือน (Worm Tower) โดยเขาจะหาท่อ หรือถังพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 ซม. เผื่อให้ใหญ่พอที่จะใส่เศษอาหารได้สะดวก  หรืออาจจะใช้ถังสีพลาสติกก็ได้  แล้วเจาะรูขนาดใหญ่มากพอที่เส้นเดินจะเลื้อยเข้าออกท่อได้สะดวก รอบๆ ท่อ/ถัง (เจาะที่ก้นถังด้วย)    ฝังในดินลึกประมาณ 20-30 ซม. และมีส่วนที่อยู่เหนือดินอีกประมาณ 20-30 ซม. เช่นกัน  จากนั้นก็เตรียม Bedding เหมือนการเลี้ยงไส้เดือนทั่วไป  ใส่ Bedding ผสมกับเศษกระดาษชุ่มน้ำลงในท่อประมาณ 15 ซม. แล้วใส่ไส้เดือน (50 ตัวก็เกินพอ) ตามด้วยเศษกระดาษชุ่มน้ำอีกนิดหน่อย  ปิดฝาท่อ/ถัง เพื่อป้องการแสงแดด และศัตรูของไส้เดือน ทิ้งไว้ 2-3 วันก็สามารถเริ่มเติมเศษอาหาร / เศษผักลงไปในท่อได้แล้ว  การเลี้ยงก็เหมือนกันการเลี้ยงไส้เดือนทั่วๆ ไป

Worm Tower for Garden Compost


ถ้ามีอาหารใน "หอคอยไส้เดือน" เพียงพอ  ไส้เดือนก็จะชอบอยู่ในหอคอยนี้  ยิ่งถ้ามันเจอกันบ่อยๆ ในหอคอยก็จะผสมพันธุ์สร้างไส้เดือนใหม่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าธรรมชาติ  เมื่อจำนวนไส้เดือนมากเกินกว่าจำนวนอาหารที่เราให้  ไส้เดือนส่วนหนึ่งก็จะเลื้อยออกไปหาอาหารข้างนอกในแปลงผักเอง  บริเวณรอบๆ  "หอคอยไส้เดือน"  ก็จะชุ่มชื้นเหมือนกับเทคนิคของ Vertical Mulch ทั่วไป  ทำให้พืชผักใกล้ๆ หอคอยจะงามเป็นพิเศษ เพราะได้ทั้งน้ำทั้งปุ๋ยไส้เดือน  ถ้าจำเป็นเราก็สามารถติดตั้ง  "หอคอยไส้เดือน" กระจายไปหลายๆ จุดในแปลงผัก

VDO ข้างล่างนี้จะทำ Worm Tower ขนาดใหญ่หน่อย
Inga's Free Range Worm Farm
 


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/2-3-worm-tower.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 04:06:33 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #264 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 07:42:20 AM »

ย้ายบ้านใหม่ชั่วข้ามคืน.....
ยินดี ยินดีครับ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #265 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 08:14:58 AM »

ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ที่ย้ายเข้าสู่มุมสมาชิก
บันทึกการเข้า
Bankao
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1003


« ตอบ #266 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 09:36:25 AM »

ตามมาอื่นครับ เนื้อหายังเข้มข้นเหมือนเดิม เป็นกำลังใจให้ครับ
บันทึกการเข้า
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11318


« ตอบ #267 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 10:02:08 AM »

สวัสดีครับพี่Teerapanขอบคุณความรู้ที่นำมาแบ่งปันและยิ่งเสริมความมั่นใจได้อีก ว่าแนวทางที่ทำมาก็มีหลายกลุ่มคนได้คิดได้สร้างสรรไอเดียต่างๆเพื่อการปลูกต้นไม้ให้อยู่รอดบนพื้นแผ่นดินที่แห้งแล้ง ผมเองก็ลองทำอยู่เหมือนกันโดยใช้ขวดพลาสติกขนาด1.5ลิตรตัดส่วนบนของขวดจับหงายขึ้นส่วนด้านล่างของขวดก็เจาะรูไว้เล็กน้อยค่อยๆให้น้ำไหลซึมออกได้ สงสัยไปคราวหน้าหาตาข่ายไปคลุมไว้บ้างคงดีเป็นอีกวีธีหนึ่งที่ผมพยายามจะเติมน้ำลงดินให้ชุ่มชื้นโดยเริ่มจากไม้ที่ต้องการน้ำมากเป็นอันดับแรก แต่จริงๆอยากได้กระบอกไม่ไผ่มากกว่าแต่หาอยากในพื้นที่และมีราคาค่อนข้างแพงผมจึงลองใช้แบบนี้ไปก่อนครับ




[teerapan] - ไอเดียดีจังครับ  คล้ายๆ เทคนิค Deep Pipe Irrigation เลยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2012, 04:46:54 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #268 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 10:23:30 AM »

ย้ายบ้านใหม่ชั่วข้ามคืน.....
ยินดี ยินดีครับ ยิ้มเท่ห์


ขอบคุณครับสหายนพ พี่เจมส์ และคุณบ้านเก่า (เดาว่าอ่านแบบนี้)  และขอบคุณ admin (คุณชาวนา) ด้วยครับ

ปล1. สหายนพ..เมื่อคืนค้นคว้าเรื่องปัญหาดินเค็ม  ปัญหานี้ส่วนใหญ่ (สถิติข้อมูลจากหลายประเทศในโลก) แล้วต้นเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์  สาเหตุหลักมาจากระบบชลประทานแต่ดันเอาน้ำที่มีเกลือละลายอยู่ส่งมาให้เกษตรกรใช้  ยิ่งเราใช้น้ำจากระบบชลประทานยิ่งทำให้ปัญหาดินเค็มกระจายตัว หลังจากทำการเกษตรติดต่อกันหลายปีก็จะมีปัญหาสะสม (ถ้าเป็นป่าธรรมชาติจะไม่เกิดปัญหานี้) ในระยะยาวเราจะต้องกลับไปทำเกษตรน้ำฝนแทน อาจจะทำนาได้เพียงปีละรอบเดียวแต่ก็ดีกว่าทำไม่ได้เลย   สาเหตุอันดับสองเกิดจากปัญหาการระบายน้ำเพราะน้ำที่ถูกชะล้างผ่านหน้าดินจะมีความเค็มมากกว่าน้ำที่นำมาใช้รดน้ำถึง 4-5 เท่า ถ้าไม่หาทางระบายออกก็จะเป็นปัญหา  ทางแก้ระยะสั้นคงจะต้องทำระบบระบายน้ำใต้ดิน  แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการระบายไปยังที่ดินของเพื่อนบ้าน  ถ้ามีหนทางปล่อยลงแม่น้ำใหญ่ที่ส่งน้ำไปลงทะเลจะดีกว่า  และจะช่วยเจือจางเกลือไปในตัว  ส่วนระยะยาวคือต้องปลูกต้นไม้กลับมาเพื่อควบคุมระดับน้ำใต้ดิน  และต้นไม้หลายชนิดจะดูดซับเกลือเข้ามาอยู่ในต้น/ผลของมัน  ช่วยบรรเทาปัญหาความเค็มในดิน  สิ่งที่สหายนพต้องทำเป็นอันดับแรกคือหาสาเหตุให้เจอว่าปัญหาดินเค็มในพื้นที่เกิดจากอะไรบ้าง อะไรเป็นสาเหตุหลัก  ถ้ามีเวลาลงหาทางติดต่อกับทีมงานของโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชเสาวนีย์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 บ้านบุ หมู่ 3 บ้านใหม่ ตำบลสระจระเข้ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา  ผมไม่มีเบอร์ติดต่อแต่ถ้าไปที่หมู่บ้านก็น่าจะหาทางติดต่อได้บ้าง  ให้นำข้อมูลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ เช่น ระดับความเค็มในน้ำที่ส่งมาทางระบบชลประทาน ชนิดของเกลือ (หลักๆ มี 2 ชนิด มีวิธีการแก้ไขไม่เหมือนกัน) ฯลฯ  และทีมนักวิจัยที่ลงพื้นที่น่าจะมีข้อสรุปเรื่องสาเหตุหลัก สาเหตุรอง รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ทดลองทำแล้วประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  เราจะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกเองครับ ส่วนองค์ความรู้ใหม่ๆ เราค่อยเอามาเสริม อ่านข้อมูลเพิ่มที่

http://ofs101.ldd.go.th/webofi/DPLOYAL/DP02/dp03502041403/dp03502041403.asp
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=504007

ขอให้โชคดี ค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้  ขอพลังธรรมชาติจงสถิตอยู่กับท่าน (May the Natural Force be with you.)

ปล2. รอบที่แล้วลืมบอกว่าข้าวทนเค็มคือพันธุ์ไหนบ้าง  พันธุ์ข้าวทนเค็ม ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105 เก้ารวง 88 กข.1 กข.6 กข.7 กข.8 กข.15 ขาวตาแห้ง หอมอ้น เจ๊กกระโดด ขาวตาอู๋ และ เหนียวสันป่าตอง  ถ้าดินไม่เค็มมากจนเกินไป พันธุ์ข้าวทนเค็มพวกนี้ก็น่าจะพอปลูกได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2012, 10:42:10 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
Tapioca
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1170


« ตอบ #269 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 10:27:55 AM »

ยินดีต้อนรับสู่มุมสมาซิก.. ยิงฟันยิ้ม
ไม่ได้เข้ามาหลายเพลา..เริ่มตามไม่ทันแล้วครับ.. ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ขออนุญาตอ่านย้อนหลังนะครับพี่.. ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #270 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 11:23:38 AM »

ปล1. สหายนพ..เมื่อคืนค้นคว้าเรื่องปัญหาดินเค็ม  ปัญหานี้ส่วนใหญ่ (สถิติข้อมูลจากหลายประเทศในโลก) แล้วต้นเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์  สาเหตุหลักมาจากระบบชลประทานแต่ดันเอาน้ำที่มีเกลือละลายอยู่ส่งมาให้เกษตรกรใช้  ยิ่งเราใช้น้ำจากระบบชลประทานยิ่งทำให้ปัญหาดินเค็มกระจายตัว หลังจากทำการเกษตรติดต่อกันหลายปีก็จะมีปัญหาสะสม (ถ้าเป็นป่าธรรมชาติจะไม่เกิดปัญหานี้) ในระยะยาวเราจะต้องกลับไปทำเกษตรน้ำฝนแทน อาจจะทำนาได้เพียงปีละรอบเดียวแต่ก็ดีกว่าทำไม่ได้เลย   สาเหตุอันดับสองเกิดจากปัญหาการระบายน้ำเพราะน้ำที่ถูกชะล้างผ่านหน้าดินจะมีความเค็มมากกว่าน้ำที่นำมาใช้รดน้ำถึง 4-5 เท่า ถ้าไม่หาทางระบายออกก็จะเป็นปัญหา  ทางแก้ระยะสั้นคงจะต้องทำระบบระบายน้ำใต้ดิน  แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการระบายไปยังที่ดินของเพื่อนบ้าน  ถ้ามีหนทางปล่อยลงแม่น้ำใหญ่ที่ส่งน้ำไปลงทะเลจะดีกว่า  และจะช่วยเจือจางเกลือไปในตัว  ส่วนระยะยาวคือต้องปลูกต้นไม้กลับมาเพื่อควบคุมระดับน้ำใต้ดิน  และต้นไม้หลายชนิดจะดูดซับเกลือเข้ามาอยู่ในต้น/ผลของมัน  ช่วยบรรเทาปัญหาความเค็มในดิน  สิ่งที่สหายนพต้องทำเป็นอันดับแรกคือหาสาเหตุให้เจอว่าปัญหาดินเค็มในพื้นที่เกิดจากอะไรบ้าง อะไรเป็นสาเหตุหลัก  ถ้ามีเวลาลงหาทางติดต่อกับทีมงานของโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชเสาวนีย์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 บ้านบุ หมู่ 3 บ้านใหม่ ตำบลสระจระเข้ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา  ผมไม่มีเบอร์ติดต่อแต่ถ้าไปที่หมู่บ้านก็น่าจะหาทางติดต่อได้บ้าง  ให้นำข้อมูลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ เช่น ระดับความเค็มในน้ำที่ส่งมาทางระบบชลประทาน ชนิดของเกลือ (หลักๆ มี 2 ชนิด มีวิธีการแก้ไขไม่เหมือนกัน) ฯลฯ  และทีมนักวิจัยที่ลงพื้นที่น่าจะมีข้อสรุปเรื่องสาเหตุหลัก สาเหตุรอง รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ทดลองทำแล้วประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  เราจะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกเองครับ ส่วนองค์ความรู้ใหม่ๆ เราค่อยเอามาเสริม อ่านข้อมูลเพิ่มที่


ขอให้โชคดี ค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้  ขอพลังธรรมชาติจงสถิตอยู่กับท่าน (May the Natural Force be with you.)

ปล2. รอบที่แล้วลืมบอกว่าข้าวทนเค็มคือพันธุ์ไหนบ้าง  พันธุ์ข้าวทนเค็ม ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105 เก้ารวง 88 กข.1 กข.6 กข.7 กข.8 กข.15 ขาวตาแห้ง หอมอ้น เจ๊กกระโดด ขาวตาอู๋ และ เหนียวสันป่าตอง  ถ้าดินไม่เค็มมากจนเกินไป พันธุ์ข้าวทนเค็มพวกนี้ก็น่าจะพอปลูกได้
ขอบคุณมากครับ”สหายพี่” หากโอกาสมี จะลองทำตามที่แนะนำครับ ยิ้มเท่ห์
ตอนนี้ก็พอค้นพบทางแก้ปัญหาแล้วครับ.......พ่อกะแม่ผมพาย้ายหนีดินเกลือขึ้นที่สูงครับ.....แต่เกลือมันก็ยังพยายามตามอยู่เหมือนกัน
ที่สูงๆผมคิดว่าชั้นดินที่หนาๆยังพอชะลอให้เหลือขึ้นมาช้าหน่อย ครับ........

              ที่พี่ว่ามานั่นไม่ผิดเลยครับ “ล้วนจากฝีมือมนุษย์”เสียเป็นส่วนใหญ่  ตอนเด็กๆผมไม่คิดอะไร หากเห็นหรือได้ยินรุ่นปู่ย่าตายายพูดถึงการ”ฟันไร่” ว่า”วันนี้ฟันไร่ได้เท่านี้งานเท่านั้นงาน เดี๋ยวทิ้งไว้ให้มันแห้งๆก็จะไปเผา”   เพราะตอนนั้นหากใครที่สามารถหักร้างถางพงได้มากๆ(น่าจะเรียกว่าป่าเต็งรัง-ป่าไฝ่ป่า) จับจองพื้นที่ทำนาทำไร่ได้มากเท่าไร คนนั้นก็จะได้รับการกล่าวขานถึง”เฮ๊ย..หมอนั่นมันเก่งว่ะ มันฟันไร่ได้วันล่ะสองสามงาน”  เหมือนกับการส่งเสริมให้คนทำลายระบบเป็นฮีโร่ไป  แต่จะไปว่ากันก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นสังคม-วิถีการดำรงชีวิตรวมๆมันเป็นแบบนั้น   
ผมลองมาเปรียบเทียบดูระหว่าง พื้นที่ไร่แบบเดิมๆที่ยังมีป่าเต็งรังแทรกอยู่เป็นช่วงๆกับปัจจุบันที่โล่งเตียนเป็นไร่มันไร่ข้าวโพดหมดแล้ว อัตราการรุกไล่ของดินเค็มจะเร็วกว่าเดิมมาก บางแห่งเริ่มชิดริมขอบล่างของที่ไร่แล้ว แล้วก็ฝนก็จะตกตรงฤดูมั่งเลื่อนไปมั่ง แต่จะมีปริมาณน้ำฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจุบันแถวนั้น สภาพป่าที่พอจะมีความชื้นพอจะเรียกเมฆให้รวมตัวลอยต่ำแล้วตกเป็นฝนลงมา แทบจะไม่มีแล้วครับหรือมีก็เหลือน้อยเต็มทีไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะดึงฝนลงมา ผมเดาว่าฝนส่วนใหญ่ที่ตกในปัจจุบันน่าจะเป็นอิทธิพลของพายุซะมากกว่า   
             เคยจินตนาการว่าหากมีใครเจ๋งๆสักคนหนึ่งออกมาประกาศ”หากผมได้เป็นรัฐบาล ผมจะขอร้อง  ขอร้องไม่ได้ผมจะรณรงค์   รณรงค์ไม่ได้ผมจะออกกฏหมาย...... ให้ทุกคนที่มีที่ดินตั้งแต่......ไร่ขึ้นไปต้องปลูกพืชยืนต้นอย่างน้อย.....เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ที่ครอบครอง”   ผมจะสนับสนุนให้หนึ่งเสียงจริงๆเอ้า......จะฮาหรือจะโดนรุมตืบยังไม่รู้  555
เอ๊าไหนๆก็ไหไหนแล้ว.......ขอถามต่อ   จริงๆตามทฤษฎี  สหายพี่ว่า มันสมควรมีป่าไว้ดูดความชื้นหรือรักษาระบบนิเวศน์สักกี่เปอร์เซ็นของพื้นที่ครับ     ผมจะได้ไปเริ่มคิดคำนวณเปอร์เซ็นต์แล้วปลูกต้นไม้......ในที่ผมที่มีอยู่งานสองสองงานก่อน........ ยิงฟันยิ้ม

เช่นกันครับพี่
May the money force be with you too. 55555

[teerapan] - สหายนพ  เรื่องเปอร์เซ็นต์ก็ไม่มีคำตอบที่แน่นอนเพราะมีหลายปัจจัย  คงต้องดูสภาพโดยรวมทั้งหมด  ถ้าไม่คิดมาก แนะนำว่าเจอที่ดินตรงไหนก็ปลูกมันไปเรื่อยๆ เหมือนดาบวิชัย ทั้งที่สาธารณะ ที่รกร้าง แต่ในแนวคิดเรื่อง Biointensive เขาแนะนำให้มีพืชไร่ที่สร้างชีวมวล (Biomass) สำหรับเอามาช่วยทำปุ๋ยประมาณ 60% ของพื้นที่ แต่ถ้าเราปรับมาปลูกต้นไม้  เราก็จะใช้พื้นที่ในอากาศมาช่วยทำให้เปอร์เซ๊นต์ของพื้นที่ที่ต้องปลูกพืชที่สร้าง biomass ก็จะลดลง  น่าจะลองพิจารณาต้นไม้ที่สร้าง biomass มากๆ และเป็นพืชที่ตรึงไนโตรเจนด้วย เช่น ต้นพฤกษ์ จามจุรี นนทรี ซึ่งต้นไม้พวกนี้ถ้าตั้งตัวในช่วงแรกได้ ก็จะทนแล้งพอสมควร  โดยเฉพาะต้นจามจุรีได้รับฉายาว่า Rain Tree หรือต้นไม้สร้างฝน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2012, 12:19:26 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
pong2510
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 436


โลกสีเขียวยังมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะ


« ตอบ #271 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2012, 02:04:37 PM »

  ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ที่คิดว่าธรรมชาติคือนายของเราอีกหนึ่งท่าน
ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า
ยิ้มเท่ห์

[teerapan] - ขอบคุณครับพี่กันตพัฒน์  ผมเชื่อเสมอว่าเราธรรมชาติอยู่เหนือมนุษย์  และเชื่อด้วยว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่จะสามารถทำงานร่วมกันกับธรรมชาติในการแก้ไขปัญหาความสมดุลของระบบนิเวศน์ได้  ทั้งๆ ที่ก็มนุษย์นั่นล่ะเป็นสาเหตุหลักในการทำธรรมชาติหลุดออกมาจากตำแหน่งที่สมดุล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2012, 04:36:33 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

มีเกิดก็ต้องมีดับ
หน้า: 1 ... 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 [17] 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: