หน้า: 1 ... 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 [16] 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 898823 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #240 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2012, 08:39:02 PM »

ไม่ต้องเกรงใจครับ มาช้าวัวกินหมดนะ ตอนนี้แตกใบใหม่อ่อนๆมาวัวฟาดเรียบ  เสาร์ไหนผ่านมาก็แวะได้เลยครับ อุปกรณ์พร้อม ทั้งเสียมทั้งมีดสับแยกเหง้า นี่ผมก็กำลังจะปลูกเพิ่มอีกสัก50กอครับ ดินที่หนองโพเหนียวมาก จะเอารากแฝกมาพรวนดิน ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณจอมยุทธตั้มที่วันนี้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแฝก ทั้งเทคนิคการขุดกอหญ้าแฝก เครื่องมือที่ใช้ การแยกกอ และที่สำคัญช่วยเกลี้ยกล่อมให้คนคุมงบประมาณเข้าใจว่าทำไมต้องซื้อมีด และเครื่องมือเกษตรดีๆ (ราคาก็สูงตามคุณภาพ) ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

นอกจากนั้นจอมยุทธตั้มยังมอบแฝกมา 2 กอ และหญ้าจักรพรรดิ์มาให้ฝึกวิชาขยายพันธุ์หญ้าด้วย  อายจัง อายจัง อายจัง

รอบนี้เป็นหญ้าเล็ก รอบหน้าเจอหญ้ายักษ์(ไผ่) ซ้อมออกกำลังแขนและหลังมาล่วงหน้าเลยนะครับ  รับรอง งานแยกแฝกเป็นเรื่อเบาไปเลย ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

พรุ่งนี้ผมเองก็ตั้งใจจะขยายหญ้าจักรพรรดิ์เพิ่มอยู่เหมือนกันครับ  เดี๋ยวมาช่วยกันทดลองเลยว่า ต้นพันธุ์เดียวกัน ถ้าเพาะและลงปลูกพร้อมๆกัน สภาพอากาศและดินที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการเติบโตอย่างไร  ในข้อแม้ให้รดน้ำช่วยแค่สัปดาห์ละครั้งภายในเดือนแรกเท่านั้นสำหรับเกษตรวันหยุดครับ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2012, 08:44:09 PM โดย tumtump » บันทึกการเข้า

Jitrin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19


« ตอบ #241 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 12:32:49 AM »

วันนี้บังเอิญได้พบท่านโดยมิได้นัดหมาย(ที่แดนศิวิไลซ์)
เสียดายมีเวลาน้อยยิ่งนัก ยังมิทันให้ท่านจอมยุทธได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาจอมคร้านเลย
หากมีเวลาข้าน้อยคงต้องไปเยือนถิ่นพำนักท่าน เพื่อขอร่วมสนทนากันยาวๆเสียหน่อยก็คงดี  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


แวะมาคาระวะท่านจอมขี้คร้าน ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
จิตริน(เปี๊ยก)
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #242 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 09:53:35 AM »

ขอบคุณจอมยุทธตั้มที่วันนี้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแฝก ทั้งเทคนิคการขุดกอหญ้าแฝก เครื่องมือที่ใช้ การแยกกอ และที่สำคัญช่วยเกลี้ยกล่อมให้คนคุมงบประมาณเข้าใจว่าทำไมต้องซื้อมีด และเครื่องมือเกษตรดีๆ (ราคาก็สูงตามคุณภาพ) ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

นอกจากนั้นจอมยุทธตั้มยังมอบแฝกมา 2 กอ และหญ้าจักรพรรดิ์มาให้ฝึกวิชาขยายพันธุ์หญ้าด้วย  อายจัง อายจัง อายจัง


รอบนี้เป็นหญ้าเล็ก รอบหน้าเจอหญ้ายักษ์(ไผ่) ซ้อมออกกำลังแขนและหลังมาล่วงหน้าเลยนะครับ  รับรอง งานแยกแฝกเป็นเรื่อเบาไปเลย ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

พรุ่งนี้ผมเองก็ตั้งใจจะขยายหญ้าจักรพรรดิ์เพิ่มอยู่เหมือนกันครับ  เดี๋ยวมาช่วยกันทดลองเลยว่า ต้นพันธุ์เดียวกัน ถ้าเพาะและลงปลูกพร้อมๆกัน สภาพอากาศและดินที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการเติบโตอย่างไร  ในข้อแม้ให้รดน้ำช่วยแค่สัปดาห์ละครั้งภายในเดือนแรกเท่านั้นสำหรับเกษตรวันหยุดครับ ยิ้มเท่ห์


ครับผม...สงสัยแค่ว่าการทดลองรอบนี้จะต้องชำไว้ 2 เดือน แบบที่จอมยุทธตั้มทำในครั้งก่อนหรือไม่ ( http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=19572.1824 ) จะได้จัดให้ถูกครับ
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #243 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 10:00:40 AM »

วันนี้บังเอิญได้พบท่านโดยมิได้นัดหมาย(ที่แดนศิวิไลซ์)
เสียดายมีเวลาน้อยยิ่งนัก ยังมิทันให้ท่านจอมยุทธได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาจอมคร้านเลย
หากมีเวลาข้าน้อยคงต้องไปเยือนถิ่นพำนักท่าน เพื่อขอร่วมสนทนากันยาวๆเสียหน่อยก็คงดี  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แวะมาคาระวะท่านจอมขี้คร้าน ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
จิตริน(เปี๊ยก)

ยินดีที่ได้รู้จักครับ  ตอนแรกคุ้นๆ เลยย้อนกลับมาอ่านตอนที่ 88 ของกระทู้คนหลงป่าของ tumtump เลยถึงบางอ้อว่า ที่แท้ก็อาจารย์เปี๊ยกที่ อาจารย์ตั้มพาสิบสองนาง + หนึ่งชายไปปลูกต้นไม้ให้นั่นเอง  ในรูปของ อ.เปี๊ยก ในตอนที่ 88 เล็กไปนิด  ตัวจริงหล่อกว่าเยอะครับ  ยิ้ม ยิ้ม

ว่างๆ จากงานที่สวนเชิญขับรถเลยมาชมหญ้า และเถาวัลย์ที่สวนขี้คร้านได้นะขอรับ  ส่วนตันไม้ไม่รู้ว่าจะรอดสักเท่าไร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ปล. เท่าที่เฝ้าติดตามข้อมูลจากสถานีวัดอากาศอัตโนมัติใน จ.เพชรบุรี  รู้สึกว่า ท่าตะคร้อ จะมีฝนตกบ่อยกว่าทางเแก่งกระจานพอสมควรนะครับ  เท่าที่ทราบทางแม่คะเมยที่ติดกับหนองหญ้าปล้องก็มีฝนตกบ่อยเหมือนกันครับ แต่รวมๆ แล้วหน้าแล้งก็ยังโหดเหมือนกันทุกที่ในเพชรบุรี  ร้องไห้ ร้องไห้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 10, 2012, 10:09:40 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #244 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 10:14:53 AM »

ขอบคุณจอมยุทธตั้มที่วันนี้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแฝก ทั้งเทคนิคการขุดกอหญ้าแฝก เครื่องมือที่ใช้ การแยกกอ และที่สำคัญช่วยเกลี้ยกล่อมให้คนคุมงบประมาณเข้าใจว่าทำไมต้องซื้อมีด และเครื่องมือเกษตรดีๆ (ราคาก็สูงตามคุณภาพ) ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

นอกจากนั้นจอมยุทธตั้มยังมอบแฝกมา 2 กอ และหญ้าจักรพรรดิ์มาให้ฝึกวิชาขยายพันธุ์หญ้าด้วย  อายจัง อายจัง อายจัง


รอบนี้เป็นหญ้าเล็ก รอบหน้าเจอหญ้ายักษ์(ไผ่) ซ้อมออกกำลังแขนและหลังมาล่วงหน้าเลยนะครับ  รับรอง งานแยกแฝกเป็นเรื่อเบาไปเลย ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

พรุ่งนี้ผมเองก็ตั้งใจจะขยายหญ้าจักรพรรดิ์เพิ่มอยู่เหมือนกันครับ  เดี๋ยวมาช่วยกันทดลองเลยว่า ต้นพันธุ์เดียวกัน ถ้าเพาะและลงปลูกพร้อมๆกัน สภาพอากาศและดินที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการเติบโตอย่างไร  ในข้อแม้ให้รดน้ำช่วยแค่สัปดาห์ละครั้งภายในเดือนแรกเท่านั้นสำหรับเกษตรวันหยุดครับ ยิ้มเท่ห์


ครับผม...สงสัยแค่ว่าการทดลองรอบนี้จะต้องชำไว้ 2 เดือน แบบที่จอมยุทธตั้มทำในครั้งก่อนหรือไม่ ( http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=19572.1824 ) จะได้จัดให้ถูกครับ


ดีที่สุดอัตราการรอด100% ก็ต้องเอาลงถุงชำให้แตกกอสักสองสามต้นแหละครับ พอดีตอนนี้อยากลองแบบลัด คือพอหมกหน่อจนใบงอกรากอกแล้ว  ผมกะจะเอาลงดินดูเลย เผื่อว่าถ้ารอดหมด หรือมากกว่า80% ผมจะเปลี่ยนมาเป็นวิธีนี้(คล้ายๆปลูกแฝก) เพราะเวลาขนย้ายต้นพันธุ์มันไม่หนักและไม่กินพื้นที่ดี  เผื่อจะขยายไปปลูกที่ลานกระบือครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #245 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 10:31:33 AM »

รอบนี้เป็นหญ้าเล็ก รอบหน้าเจอหญ้ายักษ์(ไผ่) ซ้อมออกกำลังแขนและหลังมาล่วงหน้าเลยนะครับ  รับรอง งานแยกแฝกเป็นเรื่อเบาไปเลย ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

พรุ่งนี้ผมเองก็ตั้งใจจะขยายหญ้าจักรพรรดิ์เพิ่มอยู่เหมือนกันครับ  เดี๋ยวมาช่วยกันทดลองเลยว่า ต้นพันธุ์เดียวกัน ถ้าเพาะและลงปลูกพร้อมๆกัน สภาพอากาศและดินที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการเติบโตอย่างไร  ในข้อแม้ให้รดน้ำช่วยแค่สัปดาห์ละครั้งภายในเดือนแรกเท่านั้นสำหรับเกษตรวันหยุดครับ ยิ้มเท่ห์


ครับผม...สงสัยแค่ว่าการทดลองรอบนี้จะต้องชำไว้ 2 เดือน แบบที่จอมยุทธตั้มทำในครั้งก่อนหรือไม่ ( http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=19572.1824 ) จะได้จัดให้ถูกครับ


ดีที่สุดอัตราการรอด100% ก็ต้องเอาลงถุงชำให้แตกกอสักสองสามต้นแหละครับ พอดีตอนนี้อยากลองแบบลัด คือพอหมกหน่อจนใบงอกรากอกแล้ว  ผมกะจะเอาลงดินดูเลย เผื่อว่าถ้ารอดหมด หรือมากกว่า80% ผมจะเปลี่ยนมาเป็นวิธีนี้(คล้ายๆปลูกแฝก) เพราะเวลาขนย้ายต้นพันธุ์มันไม่หนักและไม่กินพื้นที่ดี  เผื่อจะขยายไปปลูกที่ลานกระบือครับ ยิงฟันยิ้ม


งั้นผมทำตามสูตรนี้เลยนะครับ  ชอบจริงๆ วิธีลัดเหมือนวิธีคิดของปู่ฟูเลย  แทนที่จะคิดว่าต้องทำอะไร ให้ลองคิดว่ามีอะไรที่ไม่ต้องทำได้มั๊ย (ที่เหลือให้ธรรมชาติทำ)  ยังไงการรดน้ำสัปดาห์ละครั้งก็ยังดีกว่าที่ลานกระบือที่มีโอกาสรดน้ำเพียงเดือนละครั้ง

ปล. ผมปลูกอ้อยดำเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ก็ชำจาก 1 ข้อเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ (ไม่ได้งอกทุกข้อ)  แล้วทยอยเอาไปลงดินที่สวนโดยไม่รดน้ำเลย (แต่คลุมโคนด้วยเศษหญ้าแห้ง)   รอดมาประมาณ 80% ตอนนี้สูงประมาณ 30-50 ซม. แล้ว  หวังว่าหญ้าจักรพรรดิ์จะมีอัตรารอดมากกว่าอ้อยดำ
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11169


« ตอบ #246 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 11:22:49 AM »

ดีที่สุดอัตราการรอด100% ก็ต้องเอาลงถุงชำให้แตกกอสักสองสามต้นแหละครับ พอดีตอนนี้อยากลองแบบลัด คือพอหมกหน่อจนใบงอกรากอกแล้ว  ผมกะจะเอาลงดินดูเลย เผื่อว่าถ้ารอดหมด หรือมากกว่า80% ผมจะเปลี่ยนมาเป็นวิธีนี้(คล้ายๆปลูกแฝก) เพราะเวลาขนย้ายต้นพันธุ์มันไม่หนักและไม่กินพื้นที่ดี  เผื่อจะขยายไปปลูกที่ลานกระบือครับ

ไม่ง่ายซะแล้วท่านตั้มหญ้าจักพรรดิ์หลังจากที่ได้จากท่านมา ผมก็ให้ความชื้นจนแตกรากแตกใบแล้วนำไปปลูกที่สวนรดครั้งแรกครั้งเดียวแล้วก็ปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติกลับไปอีกทีกลายเป็นอินทรีย์วัตถุไปเสียแล้ว สงสัยต้องไปขุดที่หลังตึกมาชำใส่ถุงให้แตกกออย่างที่ท่านทำก่อนดีกว่าไม่งั้นการต่อสายพันธุ์อาจไม่สำเร็จ ซึ่งต่างกับอ้อยดำทนและอึดกว่าเยอะเพราะผมปลูกแล้วก็ไม่เคยรดน้ำเลยกับแตกกอขยายพันธุ์ได้ดีกว่าแต่อย่างไรลองดูได้ครับ หรือเราจะปลูกอ้อยดำเลี้ยงวัวดีกว่าท่านตั้มลองดูซิครับเขายอมกินหรือเปล่าเพราะเราชอบคิดนอกกรอบอยู่เสมอ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #247 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 12:52:13 PM »

ที่สวนผมลำดับพืชที่วัวชอบตามนี้ครับ  1.อ้อยทุกชนิด ตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่ตอ ที่ว่าแตกกอขยายเก่งๆอย่างอ้อยโรงงานก็ไม่รอดครับ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ  2.หญ้าขน  กินได้กินดี  3.หญ้าจักรพรรดิ์ กินถึงโคนถ้าเป็นต้นที่แตกใหม่ไม่เกินเดือน  4.ไผ่ทุกชนิด พิสูจน์แล้ว หน่อบงหวานทนี่ของโปรดเลยครับ คนไม่ได้กินมาสี่ห้าเดือนแล้ว  5.ต้นไม้ยืนต้นอื่นๆที่สำรวจแล้วพบว่ามีมากกว่ายี่สิบชนิดครับ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับพี่ สงสัยต้องแบ่งท่อนพันธุ์เป็นสองส่วนเสียแล้ว ทั้งชำถุง และปลูกลงดินเลย  หรือไม่ผมต้องขี้โกงรดน้ำให้ทุกวัน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 10, 2012, 12:54:03 PM โดย tumtump » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #248 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 01:44:51 PM »

ก่อนจะมาต่อกันเรื่องเทคนิคการเก็บน้ำลงในดิน  ผมของชี้แจงความแตกต่างของแนวทางของปู่ฟู และปู่บิล  อย่างที่เคยบอกหลายครั้งแล้วว่าทั้งสอง 2 เชื่อในเรื่องการทำงานร่วมกับธรรมชาติ  ทั้ง 2 ท่านต่างก็เคยเขาไปช่วยแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งที่ประเทศต่างจนประจักษ์ว่าวิธีการของทั้งคู่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

ก่อนจะลงรายละเอียดอยากให้เพื่อนๆ เข้าใจว่าในการปรับสภาพพื้นที่จะมีมิติของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง  หมายความว่าการเลือกวิธีการ การเลือกพืชในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน  สิ่งที่เราลงมือวันนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

หัวใจในการปรับสภาพพื้นที่แห้งแล้งคือจะต้องหาทางช่วยธรรมชาติให้มีต้นไม้จำนวนมากขึ้นให้ได้ก่อน  เมื่อมีต้นไม้ขึ้นในพื้นที่  การทำงานของธรรมชาติก็จะเริ่มเข้ามาช่วยเรา  โดยต้นไม้จะทำงานร่วมกับแบคทีเรีย และฟังไจ ทำให้ดินสามารถอุ้มน้ำได้มากขึ้น  ในระยะถัดมาเศษของต้นไม้ (เช่น ใบไม้ กิ่งไม้) ที่ร่วงหล่นก็จะเริ่มผุพังกลายเป็นฮิวมัส  ฮิวมัสจะเป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดินร่วมกับต้นไม้  เมื่อดินสามารถอุ้มน้ำได้มากขึ้นกว่าสภาพดินเดิมมากๆ เราก็จะเริ่มปลูกพืชที่หลากหลายชนิดได้มากขึ้น

แนวทางของปู่ฟูจะให้ธรรมชาติช่วยหาพืชที่เหมาะสมกับสภาพน้ำในช่วงเริ่มต้น ไม่ต้องขุดสระ ไม่ต้องพรวนดิน ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องกำจัดวัชพืช ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ปู่ฟูจะแนะนำเพียงให้หาเมล็ดพันธุ์ของพืชท้องถิ่นที่สามารถรอดได้ในสภาพดินที่แห้งแล้งมาหลายๆ ชนิด  แล้วนำเอารวมกันเพื่อทำกระสุนดิน (หาอ่านรายละเอียดได้ในหนังสือของปู่ฟู)  จำนวนมาก  จากนั้นก็จะหว่านกระสุนดินออกไปให้ทั่วๆ เมื่อเจอสภาพที่เหมาะสม  ต้นไม้จะงอกได้เองตามธรรมชาติจะของแต่ละพื้นที่ที่กระสุนดินตกลงไป เนื่องจากเราจะเลือกต้นไม้ในท้องถิ่นซึ่งทนแล้ง/กินน้ำน้อย จึงมีโอกาสที่จะรอดเติบโตเป็นต้นใหญ่ค่อนข้างสูง  เราอาจจะต้องทำซ้ำแบบนี้หลายๆ ปี  เพื่อเร่งอัตราการเพิ่มขึ้นของต้นไม้ท้องถิ่น (มากกว่าที่ธรรมชาติจะทำได้เอง)  เมื่อต้นไม้เหล่านี้เพิ่มขึ้นในจำนวนที่มากพอ  สภาพของดินที่เราไม่ไปยุ่งกับมันมากก็จะค่อยๆ ฟื้นคืนกลับสู่สมดุล  อุ้มน้ำได้มากขึ้น  ในที่สุดความชื้นในดินก็จะค่อยๆ กลับมาจนกระทั่งเราสามารถเพาะปลูกพืชอื่นๆ ได้มากชนิดขึ้นเรื่อยๆ  วิธีการของปู่ฟูจะแทรกแซงธรรมชาติน้อยมาก และปล่อยให้กลไกของธรรมชาติค่อยๆ พลิกฟื้นบริเวณนั้นเอง

หลักการของปู่ฟูเป็นหลักการที่ดีมาก  แต่...มนุษย์เรามีความประหลาดอย่างหนึ่งคือชอบฝืนธรรมชาติ  สังเกตุได้จากที่เวลามีคนไปทำเกษตรใหม่ๆ ในพื้นที่ที่แห้งแล้ง  มีคนจำนวนมากจะพยายามปลูกพืชที่ตนเองชอบ หรืออยากจะเก็บเกี่ยวมาขายแลกเงิน  โดยไม่ได้คำนึงถึงอัตราการใช้น้ำของพืชชนิดนั้นๆ  เราก็จะพยายามแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการขุดสระน้ำ ลงทุนกับระบบน้ำจำนวนมาก และพยายามปลูกให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุด เร็วที่สุด  สุดท้ายก็ต้องใช้ความพยายามมากในการทำให้พืชต่างๆ รอด และให้ผลผลิตตามที่ต้องการ   วิธีการแบบนี้ของปู่ฟูจึงค่อนข้างจะไม่ได้รับการยอมรับโดยเกษตรกรในวงกว้าง (แม้นแต่ในประเทศญี่ปุ่นเอง) เนื่องจากเกษตรกรมักจะใจร้อน  ทนรอให้ธรรมชาติทำงานไม่ได้ ไม่ชอบที่ไม่สามารถควบคุมได้ว่าต้นไม้ไหนต้องอยู่ตรงไหน (ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมสำหรับธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนั้น) กอปรกับมีปัญหาเรื่องปากท้องเฉพาะหน้า สุดท้ายก็จะกลับไปทำแบบเดิมๆ แล้วกลับเข้าสู่วงจรแบบเดิม

หมายเหตุ วิธีการจะของปู่ฟูจะคล้ายกับวิธีการ "ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก" แต่จะเกิดป่าเร็วกว่าด้วยการเพิ่มโอกาสที่ไม้ป่าจะงอกเพิ่มขึ้นด้วยกระสุนดิน  แต่ก็หมายความว่าจะต้องมีภาระในการไปเก็บเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ และการทำกระสุนดิน

ปู่บิลนำเสนอวิธีการที่แตกต่างคือให้มีการปรับพื้นที่ให้เหมาะสมมากกว่าปกติ เพื่อเอื้อในการที่พืชจำนวนหนึ่งจะเติบโตได้  หากมีทรัพยากรจำกัด ปู่บิลจะแนะนำให้เริ่มต้นปลูกต้นไม้ที่บางพื้นที่ที่เราไปปรับสภาพช่วยธรรมชาติแล้ว  เราจะต้องดูแลต้นไม้ในบริเวณนี้มากเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะอยู่รอดได้ หลังจากที่ต้นไม้ของเราเริ่มอยู่ตัวแล้ว  จึงค่อยๆ ขยายการปลูกออกไปจากแนวต้นไม้เก่าที่เริ่มอยู่ตัวแล้ว  สุดท้ายสภาพของดินในบริเวณที่เราดูแลเป็นพิเศษเริ่มฟื้นคืนกลับสู่สมดุล  อุ้มน้ำได้มากขึ้น  ความชื้นในดินก็จะค่อยๆ กลับมาจนกระทั่งเราสามารถเพาะปลูกพืชอื่นๆ ได้มากชนิดขึ้นเหมือนวิธีของปู่ฟู  วิธีการของปู่บิลก็จะต้องอาศัยความพยายามของมนุษย์มากขึ้นในการดูแลต้องไม้  ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการปรับสภาพในแต่ละจุดที่มนุษย์เข้าไปดูแลเป็นพิเศษจะนานถึง 3-5 ปีก่อนที่เราจะสามารถปล่อยมันตามธรรมชาติได้  แต่ก็ยังคงไม่ทันใจสำหรับคนที่มีพื้นที่เยอะๆ และต้องการได้ผลผลิตเยอะๆ ในเวลาอันรวดเร็ว  ผมเริ่มเข้าใจคำพูดของมหาตมะคานธีที่ว่า


"Earth provides enough to satisfy every man's need, but not every man's greed"
"ทรัพยากรบนโลกมีเพียงพอสำหรับความจำเป็นของทุกคน แต่ไม่พอสำหรับความโลภของทุกคน"

ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วที่มีคนวิพากวิจารณ์ปู่ฟูว่าท่านเป็นพระในคราบของเกษตรกร  เนื่องดูเหมือนปู่ฟูจะยอมรับกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ มีความรู้สึกพอ ไม่มีความโลภความต้องการที่จะเข้าควบคุมการทำงานของธรรมชาติ  เหมือนปู่ฟูจะมีความลึกซึ่งทางจิตวิญาณเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปอาจจะเข้าถึงได้ทุกคน

ส่วนวิธีของปู่บิลดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่มนุษย์ที่ยังละกิเลสไม่ได้ (แต่ก็พยายามจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ) ใช้เป็นแนวทางในการช่วยให้
ธรรมชาติกลับคืนสู่จุดสมดุลโดยเร็วขึ้น  วิธีการเหล่านี้จะต้องอาศัยการออกแรงช่วยจากมนุษย์มากกว่าวิธีการของปู่ฟูแต่ก็มีแนวโน้มว่าจะให้ผลในพื้นที่จำกัดเร็วกว่า (แต่ถ้าต้องการครอบคลุมพื้นที่ใหญ่มากๆ วิธีการของปู่ฟูจะเร็วกว่า เพราะด้วยแรงงานที่เท่ากันจะสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่ามาก)  เราจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีการต่างๆ ที่กลุ่มเพอร์มาคัลเจอร์ปฏิบัติ นำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และทรัพยากร  และ...ไม่ผิดกติกาเลยที่เราจะเลือกผสมผสานทั้งวิธีการของปู่ฟู กับวิธีการของปู่บิล ตามโซนของพื้นที่


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/02/vs.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 03:58:10 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #249 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 08:11:50 PM »

ก่อนจะเข้าเรื่องแนะนำสัก 2 VDO เป็นจานเรียกน้ำย่อย

Rainwater Harvesting with Brad Lancaster

Brad Lancaster เป็นผู้แต่งหนังสือเรื่อง Water Harvesting for Dryland ในหนังสือเขาแชร์ประสบการณ์การจัดการน้ำในรัฐอริสโซน่าซึ่งแห้งแล้งมากที่สุดรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา  มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียง 277 มิลลิเมตรต่อปี คิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของประเทศไทย หรือ 1 ใน 14 ของปริมาณฝนที่ตกในจังหวัดตราด หรือระนอง ซึ่งหนังสือน่าอ่านมาก


THE MIRACLE WATER VILLAGE

เป็นเรื่องราวการร่วมกันบริหารจัดการน้ำในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Hiware Bazar ในประเทศอินเดียเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว  หมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตเงาฝนจึงมีฝนตกประมาณ 600 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในประเทศไทย  หรือเพียง 1 ใน 6 ของปริมาณน้ำฝนที่ตกที่จังหวัดตราด หรือระนอง  ปัจจุบันหมู่บ้าน Hiware Bazar ก็ยังมีฝนตกน้ำประมาณเดิมแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการบริหารจัดการน้ำ และการสร้างสรรค์ผลผลิตอันน่าอัศจรรย์จากปริมาณน้ำฝนอันน้อยนิด

เมื่อเปรียบเทียบกันพวกเขาแล้วประเทศเราถือว่าไม่แล้งเลย  ถ้าเทคนิคที่พวกเขาใช้ทำให้เขาปลูกพืชได้ดีในพื้นที่ของเขา  เทคนิคเหล่านั้นดีเกินพอสำหรับอากาศอย่างประเทศไทย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2012, 09:17:13 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
Numdoitung
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1477


« ตอบ #250 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2012, 05:01:35 PM »

ติดตามคับติดตามได้ความรู้มากมาย ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #251 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2012, 09:37:28 PM »

จัดมาเรื่อย ๆ เลยเพ่
ผมเข้าใจมานานว่า ที่ใหนมีน้ำที่นั้นมีต้นไม้ มีฝนก็มีป่า(ไม่ใช่มีป่าแล้วฝนตก)
กระทู้นี้ ผมต้องเปลี่ยนแนวคืดแบบตรงข้ามกันเลยทีเดียว
หรือไม่ก็ ต้นไม้กับน้ำมันคงเสริมกัน
แต่แนวคิดนี้เลือกทำต้นไม้ก่อนเดี๋ยวน้ำมาเอง
แนวคิดเดิมหาน้ำก่อนเดี๋ยวต้นไม้โตเอง

สรุปว่า ถ้าใจร้อน หาทั้งน้ำทั้งต้นไม้ท้องถิ่นมาเสริมกัน รอให้ได้ฮิวมัสช่วยรักษาน้ำก่อนแล้วค่อยหาต้นไม่ที่ต้องการมาปลูก

ปล. เป็นข้อสรุปส่วนตัวนะ(ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม) เขียนออกมาเพื่อพี่ Teerapan จะได้ feedback จากผูชมบ้างว่ามีพัฒนาการอย่างไรบ้าง
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #252 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2012, 10:12:24 PM »

คำเตือน...เคล็ดวิชาต่อไปนี้เป็นวิธีการบริหารจัดการพื้นที่แล้ง  หากท่านไม่ระวังนำไปใช้ในพื้นที่ลุ่มที่น้ำท่วมขังง่าย อาจจะเป็นผลร้ายธาตุไฟเข้าแทรก ลมปราณปั่นบ่วน จนรากต้นไม้เน่าตายได้ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

6.4 กระบวนท่าที่ 1 - Sunken Basin

ไหนๆ เราก็จะเข้า AEC (Asean Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) แล้วมาฝึกภาษาประกิตกันสักหน่อยนะครับ  อาจจะมีภาษาประกิตปนๆ ในช่วงที่เป็นศัพท์ฌฉพาะนะครับ  แปลงผักที่เราปลูกผักที่เห็นทั่วไปในประเทศไทย จะเป็นการยกคันดินขึ้นมา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Raised Bed Garden ซึ่งข้อดีหลายประการหากเราไม่มีปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอ  โดยเฉพาะ Raised Bed Garden ที่ใช้ไม้ อิฐ หรือก้อนหิน มากั้นด้านข้าง (ดูรูปด้านล่าง) ตัวอย่างของข้อดีของ Raised Bed Garden ได้แก่



  • เวลานั่งทำงานบนแปลงผักไม่ต้องก้มมาก เพราะระดับที่ปลูกจะยกสูงขึ้นมาจากพื้นดิน
  • เวลารดน้ำมากเกินไป หรือเวลาฝนตกมากๆ น้ำฝนจะไหลลงไปข้างๆ แปลงผักทำให้น้ำไม่ขังในแปลงผักจนกระทั่งรากผักเน่า
  • ถ้ามีการทำขอบจะลดปัญหาเรื่องทาก และวัชพืชที่จะรุกรานจากดินข้างแปลงผัก
  • ถ้าใส่ชั้นดินหนาพอ และปลูกพืชที่รากไม่ลึกมาก ก็อาจจะทำ Raised Bed แบบนี้บนพื้นปูน หรือดาดฟ้าได้

แต่การที่ Raised Bed Garden ระบายน้ำได้ดีทำให้ต้องใช้น้ำในการรดน้ำต้นไม้มาก และไม่ได้ช่วยในการดักน้ำฝนให้อยู่ในพื้นที่  เมื่อฝนตกมากก็จะกลายเป็น Run off ชะเอาดินจากในแปลงผักลงไปด้านข้างด้วย  ในพื้นที่แห้งแล้งจึงเลือกทำแปลงผักในรูปแบบตรงข้าม โดยจะขุดดินลึกลงไปจากระดับพื้นปกติ ภาษาประกิตเรียกรวมๆ ว่า Sunken Basin หรือ Sunken Garden Bed โดยเทคนิคแบบนี้ถูกใช้งานมานานหลายพันปีมาแล้ว  ตัวอย่าง เช่น Waffle Garden ของชาวอินเดียแดงซึ่งจะมีการขุดดินลงเป็นร่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจำนวนมากคล้ายๆ ร่องในขนมรังผึ้ง (Waffle) นั่นเอง  จากนั้นชาวอินเดียแดงก็จะปลูกผักในร่องเหล่านี้



การปลูกผักแบบนี้จะใช้น้ำน้อยกว่า เนื่องจากน้ำที่รดลงในแปลงผักจะไม่ไหลออกไปจนกว่าน้ำจะมากจนซึมลงดินไม่ทันจนกระทั่งล้นคัน  และสามารถช่วยดักน้ำฝนให้อยู่ในแปลงผักได้ดีกว่า  อย่างไรก็ตามลักษณะแปลงผักแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เป็นดินเหนียว และฝนตกชุก เนื่องจากปริมาณน้ำที่ท่วมขังในแปลงจะมากเกินไปจนเป็นอันตรายกับพืชผัก

ขอออกนอกเรื่องนิดนึง.... หากยังจำเรื่องโซนกันได้  แปลงปลูกผักมักจะอยู่ใกล้กับโซน 0 (ศูนย์) ซึ่งคือบ้านพัก และหลังคาบ้านพักก็เป็น impervious surface (ถ้าลิมกลับไปอ่านหัวข้อ 6.1 วงจรของน้ำ) ทำให้มี Run off จากหลังคามาก ถ้าตำแหน่งบ้านต่ำกว่าบริเวณรอบๆ (ดูรูปข้างล่าง) จะมีน้ำจากทั้งบนหลังคา และพื้นที่รอบข้างไหลมารวมกัน  ทำให้บ้านเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังเวลาฝนตกหนัก
 


ถึงแม้นว่าบริเวณสร้างบ้านของเราจะยกสูงกว่าพื้นที่รอบข้าง (ตรงข้ามกับรูปด้านบน) ก็ยังมีเรื่องต้องพิจารณาอีก  เนื่องจากหลังคาทั่วๆ ไปจะมีชายหลังคาห่างจากตัวบ้านประมาณ 80 - 120 ซม.  ทำให้น้ำฝนไหลจากหลังคาลงมาใกล้ตัวบ้านมาก บริเวณที่ฝนตกลงมาจะถูกัดเซาะจนกระทั่งสุดท้ายจะกลายเป็นร่องทำให้น้ำขังบริเวณใกล้บ้านได้ ซึ่งอาจจะแก้ไขได้ด้วยการเอาหินมารองตรงบริเวณชายหลังคาที่ฝนตกลงมา



แต่ตามมาตรฐานทั่วไปแล้วจะยังไม่แนะนำให้น้ำฝนจำนวนมากที่ไหลลงมาจากหลังคามาซึมบริเวณใกล้บ้านมากเกินไป (ระยะน้อยกว่า 3 เมตรจากตัวบ้าน) เนื่องจากน้ำที่ซึมลงในดินใกล้บ้านอาจจะทำให้ดินบริเวณฐานรากของบ้านอ่อนตัว และเร่งการทรุดของบ้านได้  ถ้าทรุดไม่เท่ากันก็ยังอาจทำอันตรายต่อโครงสร้างรับน้ำหนักของบ้านได้   วิธีการที่ดีกว่าคือการทำรางน้ำฝน  โดยอาจจะมีถังรับแรงกระแทกจากน้ำฝนก่อน  แล้วค่อยปล่อยส่วนที่ล้นไหลออกไปจากถังก็ได้ (ดูรูปด้านล่าง)  ส่วนน้ำในถังถ้าสะอาดก็อาจจะเอาใช้  ถ้าน้ำฝนในบริเวณนั้นไม่สะอาดก็อาจจะเอามาใช้รดน้ำต้นไม้แทนก็ได้



ด้วยเทคนิคติดตั้งรางน้ำฝน  ทำให้เราสามารถควบคุมจุดที่น้ำจะไหลลงมาจากหลังคาได้มากขึ้น  และสามารถหาวิธีการอื่นๆ ในการนำน้ำออกไปจากบริเวณใกล้บ้าน (เพื่อรักษาความแข็งแรงของโครงสร้าง)



น้ำที่ไหลออกจากบริเวณตัวบ้านนี่เองที่เราจะต้องเฝ้าระวัง  ถ้าเราทำระดับของพื้นบริเวณรอบบ้านไม่ดี  น้ำจะไหลออกไปจากบริเวณที่เราปลูกต้นไม้ใกล้บ้านหมด ทำให้เราสูญเสียน้ำเป็น Run off ออกไปเฉยๆ



ถ้าเราปรับระดับของดินให้น้ำไหลไปยังตำแหน่งที่เราปลูกต้นไม้  โดยการทำบริเวณนั้นเป็น Sunken Basin เราก็จะได้น้ำฝนมาสะสมในดินบริเวณที่เราปลูกต้นไม้ไว้  เมื่อมีน้ำต้นไม้ก็จะรอดตาย  ผลิตใบไม้ร่วงลงมาใต้ต้นไม้จนผุพังกลายเป็นฮิวมัส  ซึ่งทำให้ดินมีความสามารถในการเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น



เทคนิค Sunken Basin ใช้ได้ดีกับพื้นที่ที่ไม่ลาดชันจนเกินไป  เทคนิค Sunken Basin ยังใช้ได้กับการขุดหลุมปลูกต้นไม้ทั่วไปในพื้นที่แล้ง  ดินที่เหลือจากการขุด  เราอาจจะนำมารวมกันทำเป็นทางเดินระหว่าง Sunken Basin



เป็นงัยบ้าง กระบวนท่าที่ 1 มันช่างดูง่ายดาย  แต่ต้องใช้เวลาค่อยๆ สังเกตุการไหลของน้ำในพื้นที่  จะได้ปรับระดับของดินได้ถูกต้อง ถ้าเพื่อนๆ บังเอิญแวะมาที่สวนขี้คร้านช่วงวันหยุดตอนฝนกำลังตก แล้วพบเจอชายสติไม่ดีใส่เสื้อกันฝนสีกรมท่าพร้อมกับจอบด้ามไม้ 1 เล่ม  เดินไปเดินมาท่ามกลางสายฝน  ขุดดินตรงโน้นตรงนี้ไปเรื่อยๆ ก็อย่าประหลาดใจ  เขากำลังพยายามปรับ Sunken Basin ครับ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ปล. ชายสติไม่ดีคนนั้นจะไม่กล้าออกมาเดินถ้าเป็นฝนฟ้าคะนอง  เพราะว่า...เขากลัวฟ้าฝ่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/1-sunken-basin.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 04:04:00 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 596



« ตอบ #253 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 08:17:31 AM »

ข้อควรพิจารณาในกรณีที่ปลูกต้นไม้ที่มีลำต้นสูงเหนือหลังคาบ้านคือจะมีใบไม้ร่วงหล่นบนหลังคาแล้วไปอุดตันรางและท่อระบายน้ำฝน  ผมเคยติดตั้งรางน้ำฝนรอบหลังคาบ้านแล้วต้องถอดออกหมดเลยเพราะว่าว่าสร้างบ้านอยู่ท่ามกลางต้นยางนาสูงไม่ต่ำกว่า 25 เมตรขึ้นไปจำนวนนับสิบต้น  ใบยางนาอุดตันในขณะที่หลังคาสูงเกินกว่าจะไปกวาดใบไม้ไหวครับ
บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #254 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 10:44:26 AM »

ข้อควรพิจารณาในกรณีที่ปลูกต้นไม้ที่มีลำต้นสูงเหนือหลังคาบ้านคือจะมีใบไม้ร่วงหล่นบนหลังคาแล้วไปอุดตันรางและท่อระบายน้ำฝน  ผมเคยติดตั้งรางน้ำฝนรอบหลังคาบ้านแล้วต้องถอดออกหมดเลยเพราะว่าว่าสร้างบ้านอยู่ท่ามกลางต้นยางนาสูงไม่ต่ำกว่า 25 เมตรขึ้นไปจำนวนนับสิบต้น  ใบยางนาอุดตันในขณะที่หลังคาสูงเกินกว่าจะไปกวาดใบไม้ไหวครับ

ผมใช้วิธีเขี่ยใบไม้ในรางตอนฝนตกเอาครับ แล้วน้ำก็พามันออกไปจากรางเอง
ชอบใช้น้ำฝนครับ รองใส่โอ่ง กินอร่อยกว่าน้ำประปา
รวม ๆ แล้วผมว่าคุ้มที่จะมีต้นไม้คลุมหลังคา แลกกับความเย็นที่ได้จากต้นไม้บ้านน่าอยู่ขึ้นเยอะ กลัวตันก็ไม่ต้องมีราง กิ่งหักก็ซ่อมหลังคาเอาหน่อย
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #255 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 03:08:28 PM »

ข้อควรพิจารณาในกรณีที่ปลูกต้นไม้ที่มีลำต้นสูงเหนือหลังคาบ้านคือจะมีใบไม้ร่วงหล่นบนหลังคาแล้วไปอุดตันรางและท่อระบายน้ำฝน  ผมเคยติดตั้งรางน้ำฝนรอบหลังคาบ้านแล้วต้องถอดออกหมดเลยเพราะว่าว่าสร้างบ้านอยู่ท่ามกลางต้นยางนาสูงไม่ต่ำกว่า 25 เมตรขึ้นไปจำนวนนับสิบต้น  ใบยางนาอุดตันในขณะที่หลังคาสูงเกินกว่าจะไปกวาดใบไม้ไหวครับ


ขอบคุณครับคุณเพียร  ความจริงในต่างประเทศจะมีพวก Leaf Guard ขายนะครับ  แต่อาจจะหาซื้อได้ยากในประเทศไทย  ผมเอารูปของ Leaf Guard แบบต่างๆ มาให้ดูเป็นไอเดียเผื่อจะไปสั่งทำ  ผมเคยปรึกษาช่างทำมุ้งลวดแล้วเขาบออกว่าน่าจะทำได้  แต่ปัญหาเรื่องนี้ที่สวนยังไม่เยอะ (ต้องปลูกต้นไม้ให้ได้แบบคุณเพียรก่อน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ) เลยยังไม่คิดว่าจะลงทุนทำ Leaf Guard ในช่วงนี้  ที่ลงมือทำไปจะเป็นอุปกรณ์ดักตะกอนจากเศษบนหลังคาที่ไหลลงมากับน้ำฝน  เพื่อตะกอนจะได้ไม่ไปสะสมในโอ่งซีเมนต์ของเรามากนัก (ว่างๆ จะถ่ายรูปจากที่สวนมาให้ดู)

















« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 03:30:24 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 ... 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 [16] 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: