หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 [14] 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 909090 ครั้ง)
mecontrac และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #208 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2012, 11:47:41 PM »

6.1 วงจรของน้ำ

เพื่อนๆ อีกหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักคำว่า ไอโซโทป (อังกฤษ: isotope) ไอโซโทปก็คืออะตอมต่าง ๆ ของธาตุชนิดเดียวกัน ที่มีจำนวนโปรตอนหรือเลขอะตอมเท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอนต่างกัน ส่งผลให้เลขมวลต่างกันด้วย และเรียกเป็นไอโซโทปของธาตุนั้นๆ ในน้ำก็เช่นกัน  เราอาจจะเคยเรียนมาว่าน้ำคือ H2O  แต่ในความเป็นจริงจำนวนของนิวตรอนใน H หรือใน O ที่มาประกอบรวมกันเป็นน้ำ (H2O) จะแตกต่างกันออกไป

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าน้ำในทะเล และน้ำในแผ่นดินจะมีไอโซโทปที่แตกต่างกัน เมื่อน้ำระเหยกลายเป็นไอก็จะยังคงคุณสมบัติของไอโซโทปเหล่านี้อยู่  เมื่อเราติดตามทดสอบไอโซโทปของน้ำในน้ำฝนจะทำให้เรารู้ถึงแหล่งที่มาของไอน้ำที่มารวมตัวกันเป็นฝนในแต่ละพื้นที่  และการไหลเวียนของน้ำในจุดต่างๆ ของโลก  จากผลการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์มีคนทำออกมาเป็นแผนภาพอย่างง่ายข้างล่าง



เป็นที่น่าประหลาดใจกับผมเป็นอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ทราบข้อมูลนี้  ปริมาณน้ำที่ระเหยจากทะลขึ้นไปเป็นเมฆจะตกมาเป็นฝนในทะเลมากถึง 91% จะมีเพียง 9% เท่านั้นที่จะมาตกในแผ่นดิน (ตอนแรกผมคิดว่าฝนตกเพราะเมฆที่เกิดจากไอน้ำจากทะเลเป็นส่วนใหญ่)  การตกในแผ่นดินส่วนใหญ่จะตกใกล้ชายทะเลก่อน (น้ำฝนแถวชายฝั่งจะเป็นน้ำจากทะเลประมาณ 60% และน้ำจากในแผ่นดิน 40%)  แล้วน้ำในแผ่นดินจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ ก่อตัวเป็นเมฆค่อยๆ เคลื่อนลึกเข้าไปในแผ่นดิน  ฝนที่ตกลึกเข้ามาในแผ่นดินจะมีสัดส่วนของน้ำที่ระเหยจากแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ จนในบางพื้นที่ 100% ของน้ำฝนที่ตกจะเป็นน้ำที่มาจากในแผ่นดิน

นี่หมายความว่าฝนที่ตกในส่วนลึกเข้ามาในแผ่นดินอย่าง อ.แก่งกระจานจะเป็นฝนที่ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำในแผ่นดินนะสิ  จากการเฝ้าสังเกตุการตกของฝนจากสถานีวัดอากาศอัตโนมัติที่ http://www.thaiweather.net/fs_show_file.php?geo_code=01&type=province  ผมก็ชักจะเห็นจริงตามนั้น  ในกรณีที่ไม่ได้มีพายุเข้า  ฝนส่วนใหญ่จะเริ่มตกที่ริมทะเลก่อน (แถวชะอำ หรือ ปึกเตียน)  จากนั้น 1-3 วันจึงจะเริ่มตกในแผ่นดินมากขึ้น  โดยในช่วงต้นๆ ที่ดินยังแห้งมากๆ (ช่วงต้นๆ ฤดูฝน) จะไม่ค่อยมีฝนตกในแผ่นดินภายหลังจากที่ฝนตกตามชายทะเลมากนัก  ต่อมาเมื่อมีฝนตกถี่มากขึ้น แผ่นดินเริ่มเก็บสะสมน้ำในดินพอก็จะค่อยๆ เริ่มฝนตกตามมาในแผ่นดินแถบแก่งกระจานจริงๆ  ในช่วงท้ายๆ ของฤดูฝน  จะมีอยู่หลายครั้งที่ฝนแถวๆ ชายทะเลอย่างชะอำ จะไม่ได้ตกมากแล้ว  แต่ในแผ่นดินแถวแก่งกระจานกลับมีฝนตกเรื่อยๆ

ฤ นี่จะเป็นการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของคำพูดของปู่ฟูที่ว่า
"คนมักจะพูดว่าไม่ค่อยมีต้นไม้แถบนี้เพราะไม่ค่อยมีฝน  แต่ความจริงแล้วการไม่มีต้นไม้มากพอต่างหากที่ทำให้ไม่ค่อยมีฝน"  ต้นไม้/ป่าไม้น่าจะมีส่วนอย่างมากกับปริมาณฝนที่ตกในแผ่นดิน  หาใช่ไอน้ำจากทะเลอย่างทีเราเข้าใจกัน  การที่เราหวังพึ่งพายุให้หอบฝนจากทะเลเข้ามา แต่ยังคงตัดไม้ทำลายป่าโดยไม่ทราบเลยว่านั้นคือการลดปริมาณน้ำฝนที่จะตกในแผ่นดิน  การแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำฝนจากพายุ  แต่เป็นสร้างป่าให้กลับคืนมามากกว่า เรามาติดตามดูกันว่าทำไมต้นไม้/ป่าไม้จึงเป็นแหล่งกำเนิดของฝนในแผ่นดินชั้นในที่แท้จริง

อ่านในรูปแบบ blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/WaterCycle.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 16, 2014, 04:49:35 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #209 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2012, 03:19:21 AM »

"ฝนดิน"  ฝนมาจากดิน ไม้ได้มาจากฟ้าhttp://www.youtube.com/watch?v=irIqOO5uiY0
บันทึกการเข้า
เกษตร ณ บ้านโคก
ความพอก่อสุขทุกเมื่อ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 202

ความพอก่อสุขทุกเมื่อ


« ตอบ #210 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2012, 08:16:36 AM »

มาลงชื่อขออ่านเปิดวิสัยทัศน์ ด้วยคนนะครับ  ยิ้มเท่ห์


Liked By: yudhapol, sajee2526, 5XXA
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #211 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2012, 05:26:02 PM »

6.1 วงจรของน้ำ (ต่อ)

ถ้าเรามาติดตามว่าเมื่อธรรมชาติปั๊มน้ำขึ้นจากดินขึ้นไปบนฟ้าหลายกิโลเมตรแล้วตกลงมาเป็นฝน แล้วน้ำไปไหนต่อ?  จากผลการศึกษทางวิทยาศาสตร์ของ FISRWG 1998 พอจะสรุปอย่างง่ายๆ ออกมาเป็นแผนภาพดังนี้



มีศัพท์ที่เราอาจจะต้องเรียนรู้หลายอย่างจากแผนภาพได้แก่

  • impervious surfaces คือ พื้นที่ที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้ เช่น หลังคา พื้นคอนกรีต ถนนยางมะตอย เป็นต้น
  • evapotranspiration คือ ปริมาณน้ำที่ระเหยจากน้ำที่ผิวหน้า รวมกับน้ำที่เกิดจากการคายน้ำของพืช
  • run off คือ ปริมาณน้ำที่ไหลบ่าไปบนพื้นผิว เนื่องจากว่าไม่สามารถซึมได้ หรืออัตราการซึมน้ำกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาทำให้น้ำส่วนเกินจะไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ
  • shallow infiltration คือ ปริมาณน้ำที่ถูกดูดซึมลงไปในชั้นดินตื้น  ปกติแล้วน้ำในบริเวณนี้จะสามารถระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำได้ง่าย
  • deep infiltration คือ ปริมาณน้ำที่ถูกดูดซึมลงไปในชั้นดินลึก

น้ำฝนจะซึมผ่านชั้นดินด้านบนอย่างช้าๆ  ในดินชั้นบน (Shallow Infiltration) นี้บางครั้งจะถูกเรียกว่า unsaturated zone  แม้นว่าน้ำสามารถที่จะถูกจัดเก็บในชั้นดินด้านบนนี้ได้มากแต่จะไม่สามารถสูบขึ้นมาใช้งานได้  เนื่องจากน้ำจะอยู่ในรูปแบบของความชื้นในชั้นดิน  น้ำจะอยู่แทรกในระหว่างช่องว่างของดิน หิน รากไม้ และวัตถุต่างๆ ในดินโดยสามารถอยู่ได้โดยไม่ไหลลงไปด้านล่างด้วยแรงตึงผิว (capillary forces) ในชั้นนี้ยังแบ่งออกเป็น soil zone และ intermediate zone

ในชั้นของ soil zone จะเป็นชั้นหลักที่พืชดึงน้ำไปใช้งาน ในชั้น soil zone จะมีองค์ประกอบของอากาศแทรกอยู่มากกว่าในชั้นของ water table  และอาจจะมีรอยเปิดจากรากที่แทรกตัวผ่านชั้นดิน รูที่เกิดจากไส้ดิน หนู หรือสัตว์อื่นๆ ขุด รวมทั้งรอยแตกแยกของดิน (โดยเฉพาะดินเหนียว)  รอยเปิดเหล่านี้ทำให้น้ำในชั้น soil zone  สามารถระเหยไปง่ายกว่าน้ำในชั้นดินลึกลงไป

ลึกถัดลงไปจากชั้น unsaturated zone ก็จะเป็นชั้น saturated zone  (deep infiltration) ซึ่งจะเป็นระดับน้ำใต้ดิน น้ำในชั้นแรกๆ ก่อนจะเจอชั้นดินดาน หากจะเรียกตามภาษาชาวบ้านมันก็คือน้ำบ่อขุด หรือตาน้ำที่เราอาจจะเจอเวลาที่ขุดสระนั่นเอง  ลึกถัดลงไปจากดินดาน/ชั้นหินจะเป็น aquifer หรือบ้านเราเรียกว่าน้ำบาดาลนั่นเอง


กลับมาที่แผนภาพแรก  เราจะเห็นว่าในพื้นดินตามธรรมชาติทั่วๆ ไป (ภาพ A) น้ำที่ซึมลงในดินรวมจะมีมากถึง 50% ของปริมาณฝนที่ตก  แต่เมื่อมนุษย์เริ่มสร้างพื้นที่เมือง เราก็มักจะสร้างพื้นที่ที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ (impervious surface)  มากขึ้นเรื่อย ตามความเจริญ และความหนาแน่นของชุมชนเมือง  ปริมาณน้ำที่ซึมลงในดินก็จะลดลงตามลำดับ (ภาพ B-D) จนอาจลดเหลือเพียง 15% ในมหานครอย่าง กทม.  โดยการลดลงของการซึมลงในดินจะไปเพิ่มสัดส่วนของ Run Off กลายเป็นภาระของระบบระบายน้ำ  น้ำในระบบระบายน้ำส่วนใหญ่ก็จะไหลไปรวมในคูคลอง ไหลไปรวมในแม่น้ำ และออกกลับสู่ทะเลในที่สุด  แต่สัดส่วนของ evapotranspiration ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

สิ่งที่ทำให้ซับซ้อนมากขึ้นก็คือน้ำที่ซึมลงใต้ดินโดยเฉพาะ shallow infiltration ส่วนหนึ่งจะค่อยๆ ระเหยกลับสู่อากาศ (ถ้าไม่มีพืชคลุมดินเลย น้ำที่อยู่ใกล้ผิวดินจะเหยมากถึง 70% ภายในเวลาไม่กี่วัน)  น้ำอีกส่วนหนึ่งจะถูกพืชนำไปใช้งาน  น้ำจะไปสะสมในพืชก่อน จากนั้นจะคายน้ำออกมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสังเคราะห์แสง และการหายใจของพืช

เมื่อน้ำในชั้น soil zone เริ่มลดลง  แรงตึงผิวก็จะสามารถดึงน้ำบางส่วนจากชั้นดินที่ลึกลงไปขึ้นมาแทนที่ และที่สำคัญก็คือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีรากลึก  เมื่อ feeder root ที่อยู่ใกล้ผิวดินเริ่มหาน้ำไม่ได้ รากของต้นไม้ก็จะซอนไชลงมาในชั้นดินที่ลึกมากขึ้นเพื่อหาน้ำ  และด้วยความอัศจรรย์ของธรรมชาติ  ต้นไม้เหล่านี้สามารถดูดน้ำจากดินชั้นล่างขึ้นไปเลี้ยงลำต้นด้านบน  ในต้นไม้บางชนิดหมายถึงความสามารถในการปั๊มน้ำขึ้นไปได้สูงราว 100 เมตรเลยทีเดียว  ทั้งหมดนี้ทำงานโดยไม่ได้ใช้พลังงานฟอสซิลในการปั๊มเลย

นั่นหมายความว่าสัดส่วนของ evapotranspiration ในพื้นที่ธรรมชาติก็จะสูงขึ้นไปอีก  เพราะจะมีน้ำส่วนของ Shallow infiltration และ deep infiltration ก็จะถูกกลไกของธรรมชาติดึงกลับมาใช้งานบางส่วนจนระเหยกลับไปเป็นไอน้ำ  (ส่วนที่เหลือจะสะสมอยู่เป็นน้ำใต้ดิน และค่อยๆ ไหลอย่างช้าๆ ออกไปยังแหล่งน้ำตามธรรมชาติในรูปแบบของตาน้ำบ้าง น้ำใต้ดินไหลซึมไปยังทะเลสาบบ้าง น้ำใต้ดินไหลซึมไปยังลำห้วย/แม่น้าบ้าง)

หากพิจารณาในอีกด้านหนึ่ง  การรุกกคืบของสังคมเมือง ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของ impervious surfaces  เพิ่มปริมาณน้ำ run off ที่จะไหลกลับสู่ทะเล และลดการระเหยกลับไปเป็นเมฆของน้ำในแผ่นดิน  สุดท้ายก็หมายความว่าปริมาณฝนในแผ่นดินก็จะลดลง  เราเลยต้องมาคอยพายุพัดพาความชื้นจากทะเลเข้ามาในแผ่นดินลึกๆ

เราคงจะหยุดความอยากความต้องการ "ความเจริญ" ของมนุษย์ไม่ได้  ถนนก็ยังคงถูกตัดให้มีเส้นทางมากขึ้น  บ้านถูกพัฒนาจากบ้านไม้ยกสูงที่ด้านล่างเป็นพื้นดิน มาเป็นบ้านปูน  ที่จอดรถถูกเปลี่ยนจากพื้นดินที่อาจแฉะในฤดูฝนมาเป็นพื้นคอนกรีต  คนเมืองครอบครัวเดียวซื้อบ้านคอนกรีต 2-3 หลังไว้อยู่ระหว่างวันทำงานเพื่อหลบรถติดหลังนึง บ้านสุดสัปดาห์แถบชานเมืองหลังนึง อาจแถมด้วยบ้านพักตากอากาศต่างจังหวัดอีกหลังนึง  และอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นการเพิ่ม impervious surfaces  แต่ก็มีหลายอย่างที่คนในชุมชนเมืองจะช่วยได้  ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนพื้นคอนกรีตแบบทึบในลานจอดรถมาเป็นบล็อคตัวหนอนที่มีร่องให้น้ำซึมผ่านลงไปในดินได้ การเพิ่มพื้นที่สวนในบ้าน  การเก็บน้ำฝนไว้ในถังเพื่อเอามาใช้รดน้ำต้นไม้ในสนามหน้าบ้านแทนการใช้น้ำประปา  การปรับ slope ของสวนในบ้านและให้น้ำฝนจากรางน้ำฝนไหลลงสนามหน้าบ้าน  แทนการทิ้งลงท่อระบายน้ำโดยตรง (อาจจะต้องปรับสวนให้มีความสามารถในการซึมของน้ำมากขึ้น เช่น การทำ Rain Garden) รวมทั้งการเปลี่ยนร่องน้ำผนังคอนกรีต มาเป็น Vegetated Swale แทน

ส่วนพื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ชุมชนเมืองในต่างจังหวัดก็มีส่วนร่วมได้ด้วยการลดสัดส่วนของ Run off และเพิ่มสัดส่วนของ Infiltration  ซึ่งเราคงจะมาดูรายละเอียดในโอกาสถัดไป  ส่วนเรื่องรักษาน้ำไว้ให้พืชให้ได้มากที่สุดคงต้องดูเรื่องรักษาน้ำให้อยู่ใน soil zone ให้ได้นานที่สุด เช่น การลดการระเหยของน้ำออกจาก soil zone

นอกเหนือจากนั้นหลักการชะลอ Run Off ไม่ให้ไหลลงทะเลเร็วเกินไป และครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุดก็จะช่วยรักษาการระเหยของน้ำให้อยู่ในแผ่นดินนานที่สุด (สร้างโอกาสเกิดฝนในแผ่นดิน)  วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องจัดการตั้งแต่ด้านบนลงมาด้านล่าง  มากกว่าจะทำจากด้านล่าง  ตัวอย่างของการจัดการด้านล่างคือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่  เขื่อนมีประโยชน์ในการควบคุมน้ำก็จริง  แต่ในแง่การรักษาความชุ่มชื้นนั้นมันสายเกินไปแล้ว  น้ำได้ไหลจากด้านบนลงมาที่ตัวเขื่อนแล้ว  สิ่งที่ดูดซับน้ำได้ดีที่สุดคือ "ดิน"  เราปล่อยโอกาสให้น้ำซึมเข้าไปในดินให้ได้บริเวณมากที่สุดด้วยการปล่อยให้มันกลายเป็น run off ไหลลงมาด้านล่าง  เราจะต้องทำให้ดินด้านบนชุ่มชื้นให้มากที่สุดด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น

  • การทำฝายแม้วชะลอน้ำ  ให้น้ำมีเวลาค่อยซึมเข้าไปในดินตั้งแต่ด้านบนภูเขา  อย่าไปกังวัลว่าจะทำให้เหลือน้ำไหลมาด้านล่างน้อยลง  เพราะว่าสุดท้ายน้ำที่สะสมในดินจะไหลออกมาเป็นต้นน้ำของลำห้วย  สุดท้ายน้ำเหล่านี้ก็จะระเหยกลายเป็นเมฆในแผ่นดิน ซึ่งก็จะตกลงมาเป็นฝน (สสารไม่หายไปไหน)  แต่การทำฝายแบบนี้จะช่วงชะลอให้ช่วงเวลาที่ชุ่มชื้นยาวนานขึ้น หน้าแล้งสั้นลง
  • การปลูกต้นไม้ตามแนวลำน้ำ ลดการเผาของแดดและการระเหยของน้ำจากลำธารเหล่านี้
  • การทำเขื่อนขนาดเล็ก (มีประสิทธิภาพมากกว่าเขื่อนขนาดใหญ่จำนวนน้อย แต่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการทำฝายแม้วจำนวนมากๆ)
  • การผันน้ำไปเก็บในอ่างเก็บน้ำ
โดยสรุปใน Rep นี้ พวกเราคงมีความเข้าใจถึงผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของ impervious surface จากการขยายตัวของชุมชนเมือง  ทำให้น้ำที่เคยอยู่ในพื้นที่ไหลออกไปนอกพื้นที่มากขึ้น  จึงมีความสำคัญที่ทุกคนทั้งในชุมชนเมือง ป่าไม้ และภาคเกษตรจะต้องร่วมกันลดปริมาณ Run off  ชะลอการไหลลงทะเลของ Run off และเพิ่มการซึมลงดินของน้ำฝนที่ตกลงมา  หัวใจสำคัญจะอยู่ที่ต้องจัดการน้ำในที่สูงก่อน และทำไล่ลงมาสู่ที่ต่ำ  หากเราสามารถทำกันได้ทุกภาคส่วนก็จะหมายถึงการกลับมาของความชุ่มชื้นในแผ่นดินควบคู่ไปกับการเติบโตของชุมชน  ความเจริญก็จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้มากขึ้น ... ผมกำลังฝันกลางวันหรือไม่เนี่ย

ปล. นโยบายการปล่อยน้ำทิ้งลงทะเล เพราะกลัวเขื่อนพัง และกลัวน้ำท่วม เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้งในแผ่นดินที่ตามมาโดยตรง  การแก้ไขปัญหาไม่ใช่การสร้างเขื่อนให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการลด Run off ตลอดทางไหลของน้ำ  เราต้องกลับไปเริ่มต้นในที่ที่สูดที่สุด "ป่าไม้บนภูเขา" !!!

อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/blog-post.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 03:55:04 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #212 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 02:03:06 AM »

มานั่งประมวลข้อมูลเรื่องน้ำของพี่teerapanดูยิ่งทำให้ทึ่งในพระอัฉริยภาพของในหลวงท่านครับ ทั้งฝายทั้งแฝก ไม่ใช่แค่จะแก้ปัญหาน้ำให้คนชายขอบเท่านั้น  จริงๆนี่เรียกว่าแก้ให้คนเมือง ไม่สิ คนทั้งเมืองและคนทั้งชาติเลยก็ว่าได้  เราเห็นในสื่อ(นักข่าว)หลายแขนงพูดคำว่า "อัฉริยภาพๆ" แต่จะมีสักกี่คนหรือกี่สื่อ ที่ไม่ใช่นกแก้วนกขุนทอง และเข้าใจถึงคำๆนี้อย่างลึกซึ้ง  ศึกษาข้อมูล ประมวลความรู้ จนเข้าสู่ปัญญาในการแก้ปัญหาที่จะเกิดในอนาคต

พวกเราในทุกวันนี้กับแค่ปัจจุบันยังจัดการกันไม่ค่อยจะรอดเลย.....แล้วใครล่ะจะไปเชื่อว่าปลูกแฝกที่ดอยตุง ฝนจะมาตกที่ปทุมธานี ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #213 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 06:08:48 AM »

มานั่งประมวลข้อมูลเรื่องน้ำของพี่teerapanดูยิ่งทำให้ทึ่งในพระอัฉริยภาพของในหลวงท่านครับ ทั้งฝายทั้งแฝก ไม่ใช่แค่จะแก้ปัญหาน้ำให้คนชายขอบเท่านั้น  จริงๆนี่เรียกว่าแก้ให้คนเมือง ไม่สิ คนทั้งเมืองและคนทั้งชาติเลยก็ว่าได้  เราเห็นในสื่อ(นักข่าว)หลายแขนงพูดคำว่า "อัฉริยภาพๆ" แต่จะมีสักกี่คนหรือกี่สื่อ ที่ไม่ใช่นกแก้วนกขุนทอง และเข้าใจถึงคำๆนี้อย่างลึกซึ้ง  ศึกษาข้อมูล ประมวลความรู้ จนเข้าสู่ปัญญาในการแก้ปัญหาที่จะเกิดในอนาคต

พวกเราในทุกวันนี้กับแค่ปัจจุบันยังจัดการกันไม่ค่อยจะรอดเลย.....แล้วใครล่ะจะไปเชื่อว่าปลูกแฝกที่ดอยตุง ฝนจะมาตกที่ปทุมธานี ยิ้มกว้างๆ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับน้องตั้ม พวกผมเป็นวิศวกร ถูกฝึกมาตั้งแต่ต้นให้ประยุกต์ใช้ศาสตร์ด้านต่างๆ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งในเชิงคุณภาพ และปริมาณ พวกผมอาจจะไม่ได้เป็นคนคิดค้นเรื่องใหม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ แต่องค์ความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบจากธรรมชาติก็ดี คิดค้นขึ้นมาใหม่ก็ดี มันมีมากมายมหาศาล มากจนผมใช้เวลาทั้งชีวิตของผมนำเอาองค์ความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้งานก็ไม่หมด เรื่องราวหลายอย่างในสวนขี้คร้านก็ดี ในเพอร์มาคัลเชอร์ก็ดีไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ หลายๆเรื่องเป็นองค์ความรู้ที่มนุษย์รู้มาเป็นพันปีแล้ว ในระหว่างที่ตามรอยศึกษาความรู้ที่มีคนค้นพบทำให้เกิดแนวคิดในการประยุกต์องค์ความรู้เหล่านี้ทั้งในระบบส่วนบุคคล และระดับประเทศ ผมยอมรับเลยว่าการพลักดันการประยุกต์ใช้ในระดับประเทศมีเพียงน้อยคนที่จะสามารถทำได้ เพราะจะต้องมีหัวใจที่เห็นประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งถึงจะมองเห็นแนวทาง จะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล (มีผู้นำประเทศสักกี่คนที่อ่านแผนที่ดาวเทียมได้?) มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมากๆ (เพราะบางอย่างอาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่ามันจะทำงาน) มีบารมีมากพอที่จะสั่งการให้คนทำในสิ่งที่พวกเขาอาจจะไม่เข้าใจถ่องแท้ (หลายๆ เรื่องมันซับซ้อนเกี่ยวโยงกันจนยากที่จะอธิบายให้ชาวบ้านเชื่อ แต่คนเราสามารถทำตามได้ด้วยศรัทธาโดยไม่ต้องเข้าใจเหตุผล) ทั้งหมดนี้ทำให้ซาบซึ้งใน "อัฉริยภาพของในหลวง" อย่างแท้จริง ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:21:49 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #214 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 10:12:37 AM »

เรื่องงดให้น้ำต้นไม้ผมว่ามันกระทันหันไปนะ

ผมเสนอวิธี เจาะให้น้ำแนวลึกก่อนในระยะแรก
แนวคิดคือให้น้ำลึกลงไปจากผิวดิน รอให้ต้ำไม้ปรับตัวซักปีสองปีแล้วต่อยลองงดให้น้ำให้ต้นไม่หยั่งรากลึกลงไปในดินหาน้ำใต้ดิน

วิธีการคือ เอาแป๊ปน้ำมาต่อน้ำทีแรงดันสูงหน่อย แล้วเอาอีกปลายกดลงไปในดิน จะเจาะได้ลึกมาก
แล้วก็รดน้ำผ่านรูนี้ อาจต่อท่อ หรือเอาแกลลอนมารับน้ำแล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ใหลลงรู ก้แล้แต่ความสะดวก
ทำอย่างนี้ซักปีสองปี แล้วรากน่าจะลงลึกไปใต้ดิน

เทคนิคนี้ช่วยประหยัดน้ำด้วยนะ ช่วยลดวัชพืชเพราะไม่ได้รดน้ำที่ผิวดิน
ผมเคยใช้กับต้นไม่ที่บ้านแต่ไม่กี่ต้นนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2012, 10:15:44 AM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #215 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 10:37:51 AM »

เรื่องงดให้น้ำต้นไม้ผมว่ามันกระทันหันไปนะ

ผมเสนอวิธี เจาะให้น้ำแนวลึกก่อนในระยะแรก
แนวคิดคือให้น้ำลึกลงไปจากผิวดิน รอให้ต้ำไม้ปรับตัวซักปีสองปีแล้วต่อยลองงดให้น้ำให้ต้นไม่หยั่งรากลึกลงไปในดินหาน้ำใต้ดิน

วิธีการคือ เอาแป๊ปน้ำมาต่อน้ำทีแรงดันสูงหน่อย แล้วเอาอีกปลายกดลงไปในดิน จะเจาะได้ลึกมาก
แล้วก็รดน้ำผ่านรูนี้ อาจต่อท่อ หรือเอาแกลลอนมารับน้ำแล้วค่อย ๆ ปล่อยให้ใหลลงรู ก้แล้แต่ความสะดวก
ทำอย่างนี้ซักปีสองปี แล้วรากน่าจะลงลึกไปใต้ดิน

ขอบคุณครับ บอกช้าไปล่ะน้อง ทำไปแล้ว ได้ผลดีเลยล่ะ สามารถแยกแยะผู้ที่จะอยู่รอดออกจากผู้ที่อ่อนแอได้ ต้นไหนตายเดี๋ยวก็จะ reclaim พื้นที่คืน ปลูกต้นใหม่ทับซากต้นเก่า การทำแบบที่น้องบอกมันยากเพราะเราต้องต่อสายไฟไปไกลกว่า 200 เมตร ต้องขนน้ำจำนวนมากไปอีก พี่ไม่ได้จ้างแรงงาน ทำกันเองด้วยแรงคนในครอบครัวคนเมือง และเราต้องปลูกต้นใหม่มากกว่า 600 ต้นคงทำตามคำแนะนำไม่ได้ในทางปฏิบัติเพราะมีเวลาแค่สัปดาห์ละ 1 วัน ขุดดินปลูกต้นไม้ก็แทบจะไม่ทันแล้วครับ จึงเลือกปลูกตามเทคนิคของ tumtump (แต่ตามสถิติไม่ทัน อ.ตั้ม ปลูกไปพันหกร้อยกว่าต้นแล้ว ห่างกันแค่พันเดียว ยิงฟันยิ้ม )  แต่มีต้นที่มาปลูกตอนต้นๆการทำแบบที่น้องบอกมันยากเพราะเราต้องต่อสายไฟไปไกลกว่า 200 เมตร ต้องขนน้ำจำนวนมากไปอีก พี่ไม่ได้จ้างแรงงาน ทำกันเองด้วยแรงคนในครอบครัว  หน้าหนาวนี้ที่ทดลองแบบ vertical mulch ซึ่งจะคล้ายๆ กับที่น้อง ktikaporn บอกเพียงแต่ขุดง่ายกว่า และมีวัสดุพรุนเข้ามาช่วยชะลอความชื้น

ปล.85% ของรากพืชจะอยู่ที่ความลึกไม่เกิน 60 cm. จากการผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ขุดลึกเพียง 30-40 ซม. ก็เพียงพอแล้ว การขุดลึกมากกว่านั้นก็ให้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2012, 04:08:35 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
SuptNakhon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 179


« ตอบ #216 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 02:37:43 PM »

          ผมได้ติดตามกระทู้คุณ Teerapan หลายวันก่อน แต่ไม่มีเวลาอ่านมากนัก วันนี้ขออ่านม้วนเดียวจบ
ผมขอยกให้เป็นกระทู้เทพแห่งปี ผมอ่านจบแล้วเกิดความคิดว่าถ้าผมฝันได้ ผมขอฝันให้อาจารย์ยักแห่งสำนักมาบเอื้อง เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศนี้ อาจารย์เดชา ศิริภัทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร(ให้คุณชัยพร เป็นอธิบดีกรมการข้าว) และให้คุณ Teerapan เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อมิให้เกษตรกรในประเทศนี้ตกเป็นเบี้ยล่างอีกต่อไป
         ผมยอมรับเลยว่าไม่เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับคิวบาในแง่มุมที่คุณTeerapan เล่ามาก่อน ดูแล้วเราน่าจะนำมาเป็นทางสำหรับที่จะรับมือกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้ดี
        ผมคงเหมือนอีกหลายคนที่ทำงานอยู่ในระบบทุนนิยมเสรี แต่ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าทุนนิยมเสรีจะเป็นทางออกของมนุษยชาติหรืออยู่รอดได้ (หากไม่เอาเปรียบคนอื่น)และเป็นแนวทางที่ยั่งยืน ดูอย่างประเทศทุนนิยมทั้งหลาย ที่มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาตร์มากมายรวมทั้งมีมหาวิทยาลัยชั้นนำทีสอนทางเศรษฐศาสตร์อีกมาก พิมพ์แบงค์ได้เองยังกะแบงค์กงเต็ก ประเทศเหล่านั้นยังมีหนี้สินมากกว่า GDP เสียอีก  
           ผมสนใจแนวทางของเกษตรผสมผสานและเริ่มทำมาตั้งแต่ปี’50 แต่ก็ไปไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หมดเวลาไปกับการลองผิดลองถูก และปัญหาหลักคือเราเป็นเกษตรกรวันหยุด ต้องจ้างคนอื่นมาทำและดูแล กว่าจะรู้ได้ว่าคนที่เราจ้างมาดูแลโกงและทำงานไม่ได้เรื่องก็เสียเวลาและทุนรอนไปมาก (ผมเพิ่งให้คนดูแลสวนชุดที่สามออกไปเมื่อวันออกพรรษาที่ผ่านมานี่เอง) ต้องการที่จะผสมผสานโดยเตรียมคอกไก่แบบ Free range ไว้ตอนนี้เลยเป็นคอกฟรีร้างไปก่อน  แต่ก็ไม่คิดที่จะเลิกทำผสมผสานขอยึดข้อคิดจากพระมหาชนก “ แม้ยังมองไม่เห็นฝั่ง ก็ต้องพยายามว่ายต่อไป” และจะขอเป็นอีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ของพระราชาที่จะงอกงานบนแผ่นดินของพ่อ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ผมหวังว่า สวนขี้คร้าน คงเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับชาวเกษตรพอเพียง
ผมจะติดตาม ผมขอสัญญา

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2012, 02:39:58 PM โดย SuptNakhon » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #217 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 04:15:02 PM »

          ผมได้ติดตามกระทู้คุณ Teerapan หลายวันก่อน แต่ไม่มีเวลาอ่านมากนัก วันนี้ขออ่านม้วนเดียวจบ
ผมขอยกให้เป็นกระทู้เทพแห่งปี ผมอ่านจบแล้วเกิดความคิดว่าถ้าผมฝันได้ ผมขอฝันให้อาจารย์ยักแห่งสำนักมาบเอื้อง เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศนี้ อาจารย์เดชา ศิริภัทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร(ให้คุณชัยพร เป็นอธิบดีกรมการข้าว) และให้คุณ Teerapan เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อมิให้เกษตรกรในประเทศนี้ตกเป็นเบี้ยล่างอีกต่อไป
         ผมยอมรับเลยว่าไม่เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับคิวบาในแง่มุมที่คุณTeerapan เล่ามาก่อน ดูแล้วเราน่าจะนำมาเป็นทางสำหรับที่จะรับมือกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้ดี
        ผมคงเหมือนอีกหลายคนที่ทำงานอยู่ในระบบทุนนิยมเสรี แต่ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าทุนนิยมเสรีจะเป็นทางออกของมนุษยชาติหรืออยู่รอดได้ (หากไม่เอาเปรียบคนอื่น)และเป็นแนวทางที่ยั่งยืน ดูอย่างประเทศทุนนิยมทั้งหลาย ที่มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาตร์มากมายรวมทั้งมีมหาวิทยาลัยชั้นนำทีสอนทางเศรษฐศาสตร์อีกมาก พิมพ์แบงค์ได้เองยังกะแบงค์กงเต็ก ประเทศเหล่านั้นยังมีหนี้สินมากกว่า GDP เสียอีก   
           ผมสนใจแนวทางของเกษตรผสมผสานและเริ่มทำมาตั้งแต่ปี’50 แต่ก็ไปไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หมดเวลาไปกับการลองผิดลองถูก และปัญหาหลักคือเราเป็นเกษตรกรวันหยุด ต้องจ้างคนอื่นมาทำและดูแล กว่าจะรู้ได้ว่าคนที่เราจ้างมาดูแลโกงและทำงานไม่ได้เรื่องก็เสียเวลาและทุนรอนไปมาก (ผมเพิ่งให้คนดูแลสวนชุดที่สามออกไปเมื่อวันออกพรรษาที่ผ่านมานี่เอง) ต้องการที่จะผสมผสานโดยเตรียมคอกไก่แบบ Free range ไว้ตอนนี้เลยเป็นคอกฟรีร้างไปก่อน  แต่ก็ไม่คิดที่จะเลิกทำผสมผสานขอยึดข้อคิดจากพระมหาชนก “ แม้ยังมองไม่เห็นฝั่ง ก็ต้องพยายามว่ายต่อไป” และจะขอเป็นอีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ของพระราชาที่จะงอกงานบนแผ่นดินของพ่อ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ผมหวังว่า สวนขี้คร้าน คงเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับชาวเกษตรพอเพียง
ผมจะติดตาม ผมขอสัญญา

ฮ่าๆๆๆ  อย่าเลยครับ คุณ SuptNakhon แค่โดนลากให้ออกมาเขียนกระทู้ผมก็เสียวสันหลังมากพอแล้ว  ปล่อยการเมืองเขาไปเถอะ  ผมขอเป็น ชายแก่ที่ผูกแปลนอนใต้ต้นไม้ในรูปที่ปู่ฟูเคยวาดไว้ก็พอ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์

ปล. เคยอ่านกระทู้คุณ SuptNakhon ในมุมสมาชิก  ตอนแรกผมตั้งใจให้ญาติมาอยู่เฝ้าสวนและยกประโยชน์ในสวนให้เขาทั้งหมด  สุดท้ายเขาตัดสินใจไม่ย้ายมา  และผมเคยทดลองจ้างคนมาตัดหญ้าอยู่ 1 ครั้ง  มีปัญหาการโกงกันตั้งแต่ครั้งแรก  กอปรกับประสบการณ์เรื่องลูกจ้างจากเพื่อนๆ ในเวป (ประสบการณ์คุณ SuptNakhon เด็ดสุด)   ผมเลยตัดใจลงมือทำเองกับภรรยา 2 คนโดยใช้เวลาในวันหยุด  มีคุณแม่และลูกมือคุณแม่มาช่วยในบางวัน  เลยต้องหาวิธีฝากธรรมชาติทำงานให้มากที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2012, 04:27:20 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
priraya
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 110


« ตอบ #218 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 05:21:52 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ตามอ่านยังไม่หมดเลยค่ะ เดี๋ยวต้องค่อยๆอ่านไปเรื่อยเพื่อเปิดโลกทัศน์ของพี่เหมียวค่ะ.... ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #219 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 09:46:01 PM »

6.2 ต้นไม้สายฝน

จากการมองภาพองค์รวมเรื่องวงจรของน้ำ และฝนที่ตกในพื้นที่ต่างๆ เราขยับมาให้ใกล้เข้าไปอีกนิดนึง  เรามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อน้ำฝนตกลงมาในพื้นที่ตามธรรมชาติที่มีต้นไม้ (ข้อมูลมาจากหนังสือเพอร์มาคัลเชอร์ของปู่บิล)

ในแต่ละปีมีฝนตก  และน้ำที่มีน้ำหนักหลายตันอาจกระทบพื้นภายในเวลา 1 ชั่วโมง  ในพื้นที่ที่เปิดโล่ง หรือไร่ที่ปลูกพืชครอบคลุมไม่ทั่ว (เช่นไร่สับปะรดแซมต้นยางพารา) แรงกระแทกจะทำให้ดินแน่นขึ้น (ทำให้ยากต่อการดูดซึม และมี run off มาก) และดินบริเวณผิวดินก็จะถูกกัดเซาะด้วยน้ำ แรงกระแทกของน้ำฝนในแต่ละปีอาจจะกัดเซาะหน้าดินได้ประมาณ 12 ตันต่อไร่ หรืออาจจะสูงถึง 160 ตันต่อไร่ในที่ที่มีฝนตกหนักมากๆ อย่างตราด หรือ ระนอง   เมื่อมีการพัฒนาที่ดินใหม่ด้วยการไถรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่า  จะมี Run off มากขึ้น  น้ำในเขื่อนจะเต็มเร็วมากขึ้นทำให้ผู้คนสบายใจว่าฝนไม่แล้ง เพราะเราสามารถจัดเก็บน้ำได้ในปริมาณมาก แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่ยั่งยืน  ตะกอนจะค่อยๆ ไหลตาม Run off มาสะสมในเขื่อน  แม่น้ำลำธารจะตื้นเขินขึ้น  ในที่สุดการเคียร์พื่นที่ป่าก็จะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง และน้ำท่วม

แต่เมื่อฝนตกในป่า กระบวนที่ซับซ้อนเริ่มต้นขึ้น เม็ดฝนที่ตกลงมาจะไม่สามารถกระแทกดินได้ แต่กลับพุ่มของต้นไม้กลับดูดซับแรงกระแทก และทำให้เม็ดฝนกลายเป็นละอองฝนเบาบางที่จะไม่กัดเซาะดินอย่างรุนแรง  แต่ก็ยังไม่อาจหยุดการกัดเซาะของน้ำฝนได้  อย่างไรก็ตามปริมาณดินที่ถูกพัดพาจากป่าไปตามสายน้ำก็จะยังน้อยกว่าปริมาณดินที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากต้นไม้ในป่า

ถ้าฝนตกน้อยมากละอองฝนจะกลายเป็นฟิลม์บางๆ ของน้ำปกคลุมใบไม้ กิ่งไม้ และลำต้นของต้นไม้ และน้ำจะถูกดักเก็บไว้ที่ส่วนต่างๆ ของต้นไม้คุณสมบัติของแรงดึงผิว  เซลของต้นไม้จะดึงน้ำไปใช้งาน และส่วนที่เหลือจะค่อยๆ ระเหยกลายเป็นไอน้ำคืนสู่อากาศ  ปริมาณน้ำฝนที่จะถูกจัดเก็บไว้ในชั้นเรือนยอดของต้นไม้จะขึ้นอยู่กับ

  • ความหนาของพุ่มไม้
  • ความหนาแน่นของต้นไม้
  • ฤดูกาล
  • ปริมาณฝนที่ตก
  • อัตราการระเหยของน้ำหลังฝนตก
ต้นไม้ทรงโปร่งในป่าผลัดใบจะสามารถเก็บน้ำฝนในทรงพุ่มได้น้อยกว่า ต้นไม้ที่มีใบหนาแน่นในป่าดิบชื้น แต่โดยเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนที่ถูกจัดเก็บในทรงพุ่มจะคิดเป็น 10-15% ของปริมาณฝนที่ตก  เพื่อนๆ อาจจะเคยสังเกตุปรากฎการณ์นี้ในวันฝนตกน้อย (เช่น น้อยกว่า 10 มิลลิเมตร) ดินใต้ต้นไม้ที่มีใบหนาทึบจะแห้งสนิท  ทั้งๆ ที่ดินบนสนามหญ้าเปียกชื้น

ถ้าฝนตกหนักพอน้ำฝนก็จะสามารถไหลผ่านชั้นเรือนยอดลงมาที่ใต้ต้นไม้ได้  น้ำฝนที่ไหลผ่านเรือนยอดลงมาเราเรียกศัพท์เทคนิคว่า Throughfall โดยปริมาณของ Throughfall จะคิดเป็นประมาณ 85% ของปริมาณฝน มีนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาและพบว่า Throughfall ไม่ใช่แค่น้ำฝนอีกต่อไป  Throughfall ได้ละลายเอาโปแตสเซียม ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม และคลอรีนจากชั้นเรือนยอดลงมาที่ดิน (ดูตารางข้างล่าง)  และยังมีเซลของต้นไม้ปะปนลงมาเป็นปุ๋ยในดิน (เพื่อนๆ หลายคนคงเคยสังเกตุแล้วว่าน้ำฝนจะทำให้ต้นไม้งอกงามมากกว่าปกติ)

หมายเหตุ นักวิทยาศาสาตร์เชื่อว่าแร่ธาตุที่ปะปนมากับ Throughfall มาจากการย่อยสลายของส่วนต่างๆ ของพืชในเรือนยอด การย่อยสลายของพืชอื่นที่อยู่ร่วมกับต้นไม้บนเรือนยอด (เช่น กล้วยไม้ เฟิร์น มอส) การย่อยสลายของซากแมลง มูลของสัตว์ และผงฝุ่นที่ถูกพัดพามาโดยลมและมาติดค้างในเรือนยอด



นอกเหนือจาก Throughfall จะพัดพาแร่ธาตุจากด้านบนเรือนยอดลงมาสู่ด้านล่างแล้ว Throughfall ยังถูกต้นไม้ปรับทิศทางการไหลของน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างกระจัดกระจาย ให้มีรูปแบบมากขึ้น และไหลไปยังจุดที่พืชจะใช้น้ำได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด  เช่น พืชตระกูลปาล์มจะควบคุมให้น้ำไหลไปยังโคนใบ และมีต้นไม้มีหลายชนิดที่มีที่เก็บน้ำในอากาศบนต้นไม้ก็จะมีรูปทรงที่จะนำพาน้ำฝนให้ไหลไปรวมที่จุดที่ต้องการน้ำมากที่สุด  ในต้นไม้ทั่วน้ำฝนจะไหลไปตรงปลายพุ่มของต้นไม้ซึ่งเป็นบริเวณที่มีรากของต้นไม้อยู่มากที่สุด  (จึงเป็นที่มาของคำสอนให้ใส่ปุ๋ยที่ปลายพุ่ม  แทนที่จะใส่ที่โคนต้น)  ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาอย่างกระจัดกระจายไหลไปที่ที่ต้นไม้สามารถดูดไปใช้งานได้มากที่สุด

เมื่อน้ำฝนไหลลงมาถึงพื้นดินจะถูกดูดซับด้วยใบไม้ที่ร่วงทับถมอยู่ใต้ต้นไม้ ตามมาด้วยชั้นของฮิวมัส ก่อนจะไหลซึมไปด้านล่าง  ถ้าฝนตกหนักมากน้ำจะไหลบ่าเป็น Run off ออกจากโคนต้นไม้อย่างช้าๆ เพราะถูกชั้นของใบไม้ และชะลอการไหลของน้ำไม่ให้กัดเซาะดินออกไป  น้ำที่ไหลออกจากต้นไม้ไปจะลายเอาแร่ธาตุที่เกิดจากการย่อยสลายของใบไม้เหล่านี้  น้ำจะออกสีน้ำตาลอ่อนๆ คล้ายสีของน้ำชา มีความเป็นกรดประมาณ 3.5-4.0  แร่ธาตุเหล่านี้จะไหลไปยังพื้นดินที่ต่ำกว่า  อาจจะไหลไปรวมเป็นธารน้ำไหลออกจากป่า  เป็นเหตุให้การทำเกษตรกรรมเชิงดอยของชาวเชาซึ่งใช้น้ำที่ไหลออกจากป่าจึงสามารถปลูกผักอินทรีย์ได้ผลดีโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากนัก





ใต้ชั้นของฮิวมัสจะเป็นรากพืชซึ่งทำหน้าที่เหมือนผ้าดูดซับน้ำด้วยการทำงานรวมกันกับแบคทีเรีย และฟังไจ  โดยปกติน้ำจะแทรกอยู่ในช่องระหว่างเม็ดดินตามปกติได้ในระดับหนึ่ง (เราเรียกน้ำพวกนี้ว่า interstitial water)  แต่บริเวณรากพืชจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่จำนวนมาก  รากพืชจะปลดปล่อยสารที่คล้ายๆ กับน้ำตาลเป็นอาหารให้กับแบคทีเรีย ส่วนแบคทีเรียจะรวมตัวกันเป็นจำนวนมากดึงน้ำให้สามารถเก็บอยู่ใกล้ๆ รากฝอยของพืชในลักษณะคล้ายเจลของน้ำ  ทำให้สามารถเก็บน้ำได้มากกว่าในดินที่ไม่มีรากพืช

ในต้นไม้ทั่วไปจะมีส่วนที่เป็นรากอยู่ประมาณ 40% ของมวลทั้งหมดของต้นไม้  รากสามารถขยายออกไปได้ไกลถึง 3-4 เท่าของขนาดทรงพุ่มของต้นไม้  หากเอารากขน (hair root) ที่อยู่ตรงปลายราก มาวางเรียงกันจะยาวหลายกิโลเมตร  โดยรากขนเหล่านี้จะถักทอเป็นเหมือนพรมอยู่ในดินช่วง 60 ซม. แรกจากผิวดิน (คิดเป็นประมาณ 85% ของราก)  อีกประมาณ 15% ของรากจะอยู่ในชั้นดินที่ลึกมากกว่า 60 ซม. ซึ่งรากของต้นไม้บางชนิดอาจจะแทงรากได้ลึกมากถึง 40 เมตร (ผลการทดลองของ Gasson และ Cutler ใน ค.ศ. 1990 พบว่ามีต้นไม้ที่รากลึกมากกว่า 2 เมตรมีเพียง 5% เท่านั้น)

ส่วนฟังไจ (เชื้อรา และเห็ด) กลุ่มที่อยู่ที่รากพืชเราจะเรียกรวมๆ กันว่า ไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) คือเป็นการอยู่ร่วมกันแบบภาวะพึ่งพากัน (mutualism) ระหว่างฟังไจและรากพืช โดยที่พืชได้รับน้ำและธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัสและไนโตรเจนจากฟังไจ ในขณะที่ฟังไจได้รับสารอาหารที่จำเป็น เช่น น้ำตาล กรดอะมิโนและวิตามินจากพืชผ่านทางระบบราก เส้นใยของฟังไจหรือไฮฟา (hypha) ที่เจริญอยู่ภายนอกรากและภายในรากจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมธาตุอาหารให้แก่พืช จึงทำให้พืชที่มีฟังไจไมคอร์ไรซา (mycorrhizal fungi) อาศัยอยู่ที่รากมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าพืชที่ไม่มีฟังไจไมคอร์ไรซา นอกจากนี้ฟังไจไมคอร์ไรซายังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของราที่เป็นสาเหตุของโรคพืช จากการศึกษาพบว่า รากของพืชเกือบทุกชนิดมีฟังไจไมคอร์ไรซาอาศัยอยู่ และมีส่วนช่วยให้พืชรอดชีวิตเมื่อเจริญบนดินที่มีสภาพไม่เหมาะสมได้ เช่น ดินที่มีความเป็นกรดสูง ดินเค็มและดินที่ขาดธาตุอาหาร เป็นต้น (ตัวอย่างของเรื่องนี้ที่ผมชอบคือ เห็ดเผาะกับต้นยางนา  ยังไม่รู้ผลการทดลองจะออกมาเป็นอย่างไร  อาจจะต้องรออีกหลายปี ถ้าไม่ทราบจากผม ก็จะทราบจากของ อ.ตั้มก่อน)

ฟังไจนี่เองเป็นเสมือนกับส่วนต่อขยายของราก  เส้นใยของฟังใจ (hypha) สามารถขยายตัวออกไปได้หลายกิโลเมตร  ทำหน้าที่ดูดแร่ธาตุจากพื้นที่ที่ห่างไกลเกินกว่าที่รากของพืชจะชอนไชไปถึง  เส้นใยของฟังไจยังทำหน้าที่เหมือนปลายประสาทที่ทำให้ต้นไม้สื่อสารกันได้ (เอาไว้จะเล่าเรื่องนี้อีกครั้งถ้าไม่ลืม)

ต่อมารากของพืชจะดึงน้ำขึ้นไปหล่อเลี้ยงต้นไม้ และใช้ในการสังเคราะห์แสง  ในขบวนการสังเคราะห์แสงพืชจะคายน้ำกลับคืนสู่อากาศ แต่ก็จะมีน้ำหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของพืชอยู่ตลอดเวลา  หลังจากนี้ให้เพื่อนลองหันกลับไปมองป่าไม้ใหม่ให้เหมือนกับทะเลสาบ เนื่องจากส่วนของต้นไม้ที่เรามองเห็นเหนือพื้นดินทั้งหมดมีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 5-20% ของมวลของต้นไม้ที่เราเห็นคือน้ำ ยังไม่นับรวมน้ำมีจำนวนมากที่สามารถเก็บไว้ในดินเพิ่มขึ้นจากการมีต้นไม้

ส่วนน้ำที่ไหลผ่านชั้นของรากของต้นไม้ไปจะไปเก็บในดิน ไม่ได้ไหลลงไปชั้นดินที่ลึกลงไปทั้งหมด  โดยในดินจะมีกลไกการเก็บน้ำหลายแบบคือ:

  • Retention Storage เป็นการเก็บน้ำในลักษณะฟิลม์ของน้ำเกาะรอบๆ เม็ดดินด้วยแรงตึงผิวของน้ำ
  • Interstitial Storage เป็นน้ำที่ไหลอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน
  • Humus Storage ฮิวมัสที่อยู่ในเนื่อดินจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำดูดซับน้ำไว้
โดยปกติทุกๆ ความลึกของดิน 30 ซม. จะสามารถเก็บน้ำฝนได้ถึง 25-70 มิลลิเมตร ในรูปของ Retention Storage ในดินที่มีสารอินทรีย์มาก (ฮิวมัส) อาจจะสามารถเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น 100-300 มิลลิเมตร และจะเก็บในรูปของ Interstitial Storage อีกประมาณ 0-50 มิลลิเมตร  (จะเห็นว่าการเพิ่มวัตถุอินทรีย์ในดินมีผลอย่างมากในการเพิ่มความสามารถในการเก็บน้ำ) น้ำในส่วนที่เก็บในดินนี้จะถูกรากของพืชดึงไปใช้งานในภายหลังได้

น้ำส่วนที่เกินจากการเก็บในดินชั้นบนจะไหลลงไปในดินชั้นล่างๆ จะค่อยๆ ไหลอย่างช้าๆ ไปยังลำธาร และลงทะเลในที่สุด  โดยการไหลนี้อาจใช้เวลานาน 1-40 ปี  ดังนั้นเราแทบจะมองได้ว่าป่าเป็นเสมอกับตัวช่วยที่จะทำให้ดินสามารถเก็บน้ำจืดไว้บนแผ่นดินให้ได้นานมากขึ้น

ถ้าคุณคิดว่านี่อัศจรรย์แล้ว  ลองคิดดูว่าความชื้นที่ระเหยออกมาจากทะเล และพื้นดิน  จะมีเพียง 15-20% เท่านั้นที่จะควบแน่นตกลงมาเป็นฝนเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการซับซ้อนที่เรากล่าวถึงข้างต้น  พื้นผิวที่เย็นของใบไม้ยังช่วยควบแน่นความชื้นอีก 80-85% ที่เหลือจากอากาศในตอนกลางคืน หรือจากไอหมอกเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า "น้ำค้าง" นั่นเอง  โดยน้ำค้างเหล่านี้ 15% จะระเหยกลับไปเป็นไอน้ำ อีก 50% จะถูกใช้ในการสังเคราะห์คายน้ำกลับออกมา ที่เหลืออีก 35% จะซึมลงไปในดิน ==> ดังนั้นต้นไม้ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำในลำธารมากกว่าฝนซะอีก  สมแล้วที่ปู่ฟูพูดย้ำเสมอว่า
"คนมักจะพูดว่าไม่ค่อยมีต้นไม้แถบนี้เพราะไม่ค่อยมีฝน  แต่ความจริงแล้วการไม่มีต้นไม้มากพอต่างหากที่ทำให้ไม่ค่อยมีฝน"

เมื่อฝนตกพุ่มไม้จะดักฝนไว้ 15%  จะระเหยกลับไปในอากาศ อีก 50% จะเกิดจากการคายน้ำของต้นไม้  ทำให้เมฆที่นำพาความชื้นจากทะเลมีความชื้นจากต้นไม้กลับไปสมทบเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 50%  เมฆเหล่านี้จะเคลื่อนที่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน  ป่าไม้จึงทำหน้าที่เหมือนตัวคูณที่ทำให้เราได้ฝนมากขึ้นกว่าความชื้นจากทะเลแต่เพียงอย่างเดียว  ขบวนฝนตกซ้ำๆ เหล่านี้จะมีมากยิ่งขึ้นตามความหนาแน่นของป่าไม้

สุดท้ายก่อนล่ำลาเรื่องราวของ "ต้นไม้สายฝน" อยากจะนำเสนอการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ เรื่องแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ร่วมกับพืชจะเป็นตัวปล่อยประจุไฟฟ้าออกไปในชั้นบรรยากาศ และจะเป็นตัวเร่งให้มีการควบแน่นเป็นน้ำฝนของเมฆ ( http://activeremedy.org.uk/pages/files/other/Ice_nucleation_active_bacteria.pdf )  นี่เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ฝนจะตกในที่ที่มีต้นไม้หนาแน่นมากกว่าในเมือง  หลังจากที่มนุษย์ค้นพบเรื่องนี้เจ้าชายของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลให้นักวิทยาศาสตร์ทำโครงการลับ สร้างหอคอยผลิตอิออนขนาดมหึมาเพื่อจะสามารถบังคับให้เมฆตกลงมาเป็นฝนได้  ต่อมาความลับนี้ถูกเปิดเผย จีน และรัสเซียก็พากันสร้างเทคโนโลยีเดียวกัน ( http://www.innovateus.net/climate/what-rainfall-ionizer )  ...เออ...ผมสงสัยว่าทำไมเขาไม่เอาเงินจำนวนมากแบบนั้นไปปลูกต้นไม้แทน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


ปล. การปลูกต้นไม้ซ้อนกันหลายๆ ชั้นก็จะช่วยเรื่องการควบแน่นของไอน้ำที่ระเหยขึ้นไป  โดยไอน้ำที่ระเหย/คายน้ำจากต้นด้านล่างก็จะไปควบแน่นเป็นหยดน้ำในต้นที่อยู่ด้านบนถัดไปเป็นลำดับ  การปลูกต้นไม้หลายๆ ชั้นจึงเป็นอีกเทคนิคหนึ่งในการรักษาความชื้น

อ่านบทความนี้ใน blog ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/blog-post_4.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 03:55:44 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #220 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 10:07:03 PM »

อืม ผมก็เริ่มงอมแงมกับกระทู้นี้เหมือนกันนะเนี่ย
ข้อมูลเยอะมาก น่าสนใจทั้งน้านนน

บางหน้ามันขึ้นเตือน(Chorme)

Danger: Malware Ahead!
Google Chrome has blocked access to this page on www.kasetporpeang.com.
Content from www.bansuanporpeang.com, a known malware distributor, has been inserted into this web page. Visiting this page now is very likely to infect your computer with malware.
Malware is malicious software that causes things like identity theft, financial loss, and permanent file deletion. Learn more
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2012, 10:44:04 PM โดย ktikamporn » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #221 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 10:47:21 PM »

ยิ้มเท่ห์ ตามอ่านยังไม่หมดเลยค่ะ เดี๋ยวต้องค่อยๆอ่านไปเรื่อยเพื่อเปิดโลกทัศน์ของพี่เหมียวค่ะ.... ยิ้มเท่ห์
เห็นรูปพี่เหมียวพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวแล้วเสียดาย ไม่ได้ไปด้วย  ว่างๆ จะขออนุญาตแวะไปชมต้นไม้อีก ของดีพี่เหมียวเยอะจริงๆ  แค่ฟังชื่อก็จำได้ไม่หมดแล้ว

อ้อ...สารภาพบาป..เมล็ดกล้วยนวลเก็บจากหน้าบ้านพี่เหมียวมานับสิบ เพาะขึ้นต้นเดียวเอง   โกรธ โกรธ  เอาไปหากินแบบบุฟเฟ่ต์ตามธรรมชาติที่สวนขี้คร้านเรียบร้อยแล้ว  หวังว่าจะเป็นหนึ่งในต้นไม้เข้มแข็งนะครับ  เพราะเจ้าของสวนขี้คร้านเหลือเกิน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


Liked By: yudhapol, kodang, darin, 5XXA
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #222 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 11:08:03 PM »

อืม ผมก็เริ่มงอมแงมกับกระทู้นี้เหมือนกันนะเนี่ย
ข้อมูลเยอะมาก น่าสนใจทั้งน้านนน

บางหน้ามันขึ้นเตือน(Chorme)

Danger: Malware Ahead!
Google Chrome has blocked access to this page on www.kasetporpeang.com.
Content from www.bansuanporpeang.com, a known malware distributor, has been inserted into this web page. Visiting this page now is very likely to infect your computer with malware.
Malware is malicious software that causes things like identity theft, financial loss, and permanent file deletion. Learn more

ขอบคุณครับน้อง ktikamporn เวปที่ผมฝากรูปไว้โดยโจมตีครับ  บังเอิญปัญหาที่คุณพบไม่เจอบน Firefox  ผมย้ายรูปไปเก็บที่อื่นแล้วครับ  ลองอ่านด้วย Chorme ดูอีกทีนะครับ


Liked By: yudhapol, ktikamporn, darin, 5XXA
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ktikamporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 757


« ตอบ #223 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2012, 11:14:32 PM »

ขอบคุณจ้า

ขอรบกวนอีกเรื่องนึง ไอ้ permaculture คุณ Teerapan พอมีแหล่งข้อมูลใหมว่าอ่านตรงใหนให้เข้าใจคอนเซปง่าย ๆ หน่อย สนใจมานานแล้ว แต่ผมเคยค้นข้อมูลมันเยอะมากเลยอ่านไม่ใหว
หรือว่าเราต้องอ่านหลีกการแล้วมาประยุกต์เอาเองครับ (ถ้างั้นผมรออ่านที่คุณแปลมาดีกว่ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม)


Liked By: yudhapol, sompol, darin, 5XXA
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 [14] 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: