หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 742998 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1219


« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 01:57:48 PM »

คุณteerapan ทำให้ผมจินตนาการไปไกล   ลองนึกภาพดูนะครับ  เมื่อน้ำมันหมดโลก 

มหานครใหญ่ อย่าง กรุงเทพมหานคร  รถคงหายไปจากท้องถนน  ในท้องถนนมีแต่รถจักรยาน  หรือรถม้า หรือรถอื่นๆที่ไม่ใช้น้ำมัน    ควันดำคงหายไป  การจราจรที่บ้าคลั่งไม่มีให้เห็น  สถานเริงรมย์ อบายมุข  หดหายไป   โรงงานอุตสาหกรรม ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลปิดตัวลง   น้ำเน่าลดลง  ค่อยๆแปรสภาพเป็นน้ำดี  ผู้คนลดจำนวนลง  เพราะไม่มีอะไรทำ  กลับมาสู่ ชนบทที่มีงานด้านเกษตรกรรมรออยู่   ชนบทจะคึกคักเข้มแข็ง  ด้วยงานด้านการเกษตร  งานหัตถกรรม   จะกลับคืนมา

ป่าไม้ถูกตัดลดลง  เพราะไม่มีแรงงาน และไม่มีเครื่องจักร การขนย้ายก็ลำบาก  การแปรรูปไม้ใช้แรงงานคน    ป่าได้มีโอกาสฟื้นตัว  เราคงไม่ต้องมีโครงการรณรงค์ ปลูกป่ากันต่อไป   

 การเอารัดเอาเปรียบกันน้อยลง  คนที่มีที่ดินมากกับคนที่มีที่ดินน้อย  เริ่มมีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน   ราคาที่ดินจะถูกลง   คนมีที่ดินมากเป็นหมื่นไร่  คงต้องปล่อยให้ป่าฟื้นตัวแต่โดยดี หรือขายส่วนที่เกินไป  ในราคาที่ไม่แพงเหมือนทุกวันนี้  เหลือไว้เพียงเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้  เพราะไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรได้มากนัก     ที่ดินเมื่อถูกลง  ก็จะกระจายกลับคืนสู่คนทุกคน 

 โลกทั้งโลกคงใกล้เคียงกัน  และสงบเย็นลง   นึกได้ตอนนี้มีเท่านี้  ใครนึกได้ช่วยต่อทีครับ 

อยากให้วันนั้น  มาถึงเร็วๆครับ  คุณ teerapan   
ผมคิดว่าเราคงไม่ทันไม่เห็นภาพนั้นเสียกระมัังครับผู้พัน หรือว่าทัน

ถ้าเป็นไปอย่างที่คุณ teerapan  วิเคราะห์ ผมว่าเราคงทันได้เห็นแน่ครับ 
บันทึกการเข้า

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 02:21:08 PM »


ผมคิดว่าเราคงไม่ทันไม่เห็นภาพนั้นเสียกระมัังครับผู้พัน หรือว่าทัน

ถ้าเป็นไปอย่างที่คุณ teerapan  วิเคราะห์ ผมว่าเราคงทันได้เห็นแน่ครับ 

ความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์นั้นมักจะเลิศล้ำเกินจินตนาการ  แต่มีเหตุการณ์บ่งชี้เรื่องพลังงานในเมืองไทยหลายๆ อย่าง  ว่างๆ คุณเจมส์แวะมาดูปั๊มแก๊สหลายแหล่งใน กทม. ดูนะครับ  เราจะเห็นว่ามีรถจำนวนมาก  โดยเฉพาะรถแท๊กซี่หนีปัญหาเรื่องน้ำมันแพงมาเติมแก๊ส  การปรับเปลี่ยนมาใช้แก๊สมีมากกว่าจำนวนสถานีให้บริการมาก เสียจนรถต้องเข้าคิวล้นออกมานอกปั๊มยาวเป็นกิโล ระยะเวลาในการรอเติมแก๊สนานมากกว่าชั่วโมง แต่พวกเขาก็ยอมรอ เพียงเพื่อให้ได้เติมพลังงานที่ถูกลง  เมื่อ oil peak มาถึงในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า  ราคาน้ำมันจะขึ้นสูงไปอีก  คนก็จะพยายามดิ้นรนหาทางเลือกอื่นๆ ที่จะหาราคาพลังงานที่ถูกลง เมื่อหมดหนทางแล้วก็จะถึงเวลาสละการใช้รถส่วนบุคคลที่เพิ่งซื้อเพิ่มกันไป 500,000 กว่าคันในปีนี้เพื่อกลับมาใช้มอเตอร์ไซด์ หรือรถสาธารณะเหมือนเดิม

ผมเดาว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปแบบรุนแรง แต่ไม่เฉียบพลัน  ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว  โดยในช่วงเริ่มต้นคนจะปฏิเสธการปรับนิสัยการใช้พลังงานที่ลดลง  แต่จะอาศัยหนีไปหาพลังงานทางเลือกที่ราคาถูกกว่า  เมื่อจนแต้มจริงๆ ถึงจะยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

น้ำมันที่เกิดจาก renewable energy ล้วน เช่น ไบโอดีเซล B100 หรือ แก๊สโซฮอล์ 100% อาจจะพอเป็นทางออก  แต่จะทำให้พื้นที่เพาะปลูกถูกปรับมาใช้ปลูกพืชพลังงานแทน  ทำให้อาหารแพงมากขึ้น  แต่เราก็เสียเปรียบเนื่องจากภาครัฐไม่ได้เตรียมการเรื่องพวกนี้ไว้ล่วงหน้า  ประเด็นนี้มันยาว  เอาไว้วันหลังมาคุยกันใหม่  ประเด็นที่ผมอยากนำเสนอคือการผลิตอาหารที่พึ่งพิงพลังงานน้ำมันน้อยลงมากกว่า 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 26, 2012, 10:16:07 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
NumCha
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2262


« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 02:22:42 PM »

ยังติดตามอ่านอยู่ค่ะ แต่คิดว่าต่อให้น้ำมันมันลดลงไปจริงก็เชื่อว่ามีคนต้องหาพลังงานทดแทนมาใช้ แต่ก็เห็นด้วยอย่างสุดๆ ว่าควรจะลดการใช้สารเคมีลงหรือไม่ใช้เลยยิ่งดี พวกเครื่องทุ่นแรงต่างๆถ้าใช้แรงเราได้ก็ใช้พึ่งพามันมากๆสักวันมันคงเป็นภาระมากกว่าช่วยเรา
บันทึกการเข้า
Seksun_56
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 631


« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 03:46:05 PM »

ติดตามอยู่ครับ ผมก็เคยอ่าน ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เมื่อปี 2533 ไปถามอาจารย์สอนวิชาเกษตร ท่านงงมาก คือใคร อะไร แต่ถึงวันนี้มีคนทำน้อยมาก ผมก็อยากทำแต่ด้วยงานประจำเดิมเลยไม่มีโอกาส จะติดตามต่อไปว่าเจ้าของกระทู้นี้ จะเดินไปถึงไหน ว่าแต่ยังไม่เฉลยเลยว่าจะทำที่จังหวัดไหน ที่มีภูเขาและใกล้ทะเล เผื่อว่าอยู่ใกล้จะไปเยี่ยมชม
บันทึกการเข้า
ทิดโส โม้ระเบิด
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5591


ณ เบื้องบูรพา มีป่าที่กำลังปลูก


« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 04:11:52 PM »

สวัสดีครับพี่
ไม่ผิดหวังจริง ๆ ครับ กับชุดความรู้สำหรับสมาชิก
ยินดีต้อนรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ขอบคุณสำหรับการขยับตัวเปิด "สวนขี้คร้าน" เพื่อเติมรอยหยักให้สมองสมาชิก
ขอมารอชมด้วยความปลาบปลื้มยิ่ง
ขอบคุณสำหรับของฝาก เนื้อตุ๋นอร่อยถูกใจมากครับ เดี๋ยวจะกลับไปเพาะเมล็ดถั่วครกครับ
ขอประเด็น Peak Oil ยาว ๆ นะครับ ผมแปลได้แค่งู ๆ ปลา ๆ เกรงว่าจะผิดประเด็นไป

ไปละ   อิอิอิ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิสฺสาสสปรมา ญาติ ... ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2627



« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 05:43:26 PM »

ขอนอกเรื่อง  Peak Oil แปบนะคับ หัวข้อนี้ดีมากเลยคับหลากหลายดี ผมก็ทำนาปีนี้ปีแรกคับเป็นเขยขอนแก่น ทุกคนในหมู่บ้านต่อว่าเสียดสีและหัวเราะเยาะเรื่องการทำนาของผมมากคับแรกๆก็เริ่มเอียงเหมือนกัน จริงๆแล้วผมก็ไม่มีความรู้เรื่อง ฟางเส้นเดียวนะคับ แต่เนื่องจากผมกลัวเสียตัง จ้างรถไถ จ้างคนดำนา ผมเลยทำนาคนเดียว  2 ไร่ เป็นข้าวจ้าว 1ไร่ และ ข้าวเหนียว 1ไร่ วิธีทำของผมก็คือ เพาะข้าวให้งอกก่อนแล้วก็เอาไปหว่าน ดินชื้นๆไม่แฉะ หลังจากนั้นก็ปล่อยคับ เดือนแรก ข้าวจะตายไม่ตายแหล่ ทั้งเหลืองทั้งแห้ง ผมก็เสียดายค่าน้ำมัน ไม่ยอมไปสูบน้ำเข้า ทุกคนก็บอกว่า จะได้กินไหม ผมก็ใจแข็งรอฝนจนต้นข้าวแห้งมากคับ ด้วยความเสียดายเงินค่าสูบน้ำจนหญ้าสูงกว่าข้าว หญ้างามมาก ปิดบังข้าวหมด ผมก็คิดว่าซวยแล้วไม่ได้กินแน่ หลังจากนั้นฝนก็ตกลงมา 2 วัน และหายไปอีกเป็นเ้กือบเดือน หลังจากนั้นก็เข้าหน้าฝน มีน้ำเต็มนา ข้าวขึ้นเบียดหญ้าต้นเตี้ยจมน้ำหมดเหลือแต่หญ้าสูงๆ ผมก็ไม่เอาปุ๋ยใส่ ชาวบ้านก็บอกว่าไม่ใส่ปุ๋ยจะได้กินไหม จนเดี๋ยวนี้ ข้าวผมงามกว่าชาวบ้าน แต่ผมปลูกก่อนเขา 1เดือนนะคับ จนชาวบ้านชม ว่าข้าวตาแว่นงามๆ อันนี้เล่าจากเรื่องจริงนะคับ  ต่อเรื่อง  Peak Oil ได้เลยคับ ผมก็รออยู่
บันทึกการเข้า
meowkku
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1077


« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 05:59:41 PM »


มารอติดตามค่ะ
บันทึกการเข้า
daecha1121
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 971


« ตอบ #23 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 07:53:44 PM »

เข้ามาดูการทำงานของสวนขี้คร้านถ้าดีจะได้ทำตามผมก็ขี้คร้านครับ
บันทึกการเข้า
likhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 574


« ตอบ #24 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 07:59:38 PM »

ขอติดตามลงชื่อฟังด้วยคนขอขอบคุณมาก ขอบคุณข้อมูลความรู้ที่รวบรวมจัดหามาให้อย่างละเอียด:)ยิ้ม
บันทึกการเข้า
BoY NakonChuM
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1324


« ตอบ #25 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 08:36:38 PM »

ถ้าจะดีถ้าน้ำมันหมดโลกแล้ว โลกคงจะได้เย็นลงสักที..  ไม่มีอะไรให้เผากันแล้วนะ
บันทึกการเข้า

จงลำบากไปก่อนแล้วจะสบายเมื่อปลายมือ
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #26 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2012, 12:14:05 AM »

ย้อนกลับไปก่อน special period เกษตรกรในคิวบาเน้นปลูกอ้อย และยาสูบเป็นแปลงขนาดใหญ่ และใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยมากมายเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงเพื่อส่งออก แลกกับน้ำมัน และนำเข้าพืชอาหารจากต่างประเทศ (ฟังดูคุ้นๆ คล้ายแนวคิดชาวสวนยางหลายๆ แห่ง)  ทันทีที่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน   ทำให้เกิดปัญหาหลัก 2 อย่างคือ เกษตรกรไม่มีทักษะการปลูกพืชอาหารอื่นมากนัก และเกษตรกรไม่คุ้นเคยกับการเพาะปลูกโดยไม่มีน้ำมัน   ทำให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตส่งให้ผู้คนในเมืองได้เพียงพอกับความต้องการ หรือทดแทนอาหารนำเข้าที่ลดลงมากถึง 80% ผลที่ตามมาในระยะสั้นคือไม่มีอาหารเพียงพอจำหน่าย  ไม่ว่าคุณจะยินดีจ่ายแพงแค่ไหนก็ไม่อาหารเพียงพอ  อาหารมีราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ปัญหาดูเหมือนว่าจะซับซ้อนและมีเรื่องเกี่ยวโยงกันหลายอย่าง

เหมือนที่ Bill Mollison ผู้บัญญัติคำว่าเพอร์มาคัลเชอร์เคยกล่าวไว้ว่า
"Though the problems of the world are increasingly complex, the solutions remain embarrassingly simple." วิธีการแก้ไขปัญหาชาวคิวบาตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดกลับเป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่าย  เรามาดูวิธีการแก้ไขปัญหาในหลายๆ ด้าน

1. แปลงผักคนเมือง (Urban Garden)
เนื่องจากอาหารที่จัดสรรจากรัฐลดลงเหลือเพียง 20% ของปริมาณอาหารที่คนปกติควรจะได้รับ  ผู้คนในสังคมเมืองเริ่มปรับตัวเพื่อหลีกหนีให้พ้นจากการอดตาย  พวกเขากลับไปหาพื้นดินที่รกร้างว่างเปล่าในเมือง บางที่ก็เป็นที่ทิ้งขยะ  พวกเขาเริ่มทำความสะอาดพื้นที่และลงมือปลูกพืชกันเองในรูปแบบของแปลงผักชุมชน  หลายๆ คนไม่เคยมีประสบการณ์ทำเกษตรมาก่อนในชีวิต  พวกเขาเริ่มลงมือทำอย่างลองผิดลองถูก ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง หวังเพียงจะได้มีอาหารยังชีพบ้าง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 มีอาสาสมัครนักเพอร์มาคัลเชอร์จากออสเตรเลียเดินทางมาต่อยอดการแก้ไขปัญหาด้วยการถ่ายทอดเทคนิคต่างๆ ในการทำการเกษตรในแปลงผักคนเมืองของชุมชน  ไม่ว่าจะเป็น การดักเก็บน้ำฝนเพื่อเอามาใช้งานในการเกษตร การใช้ประโยชน์จากน้ำทิ้งในครัวเรือน  การลดการชะล้างหน้าดินจากน้ำฝน การทำปุ๋ยหมัก การเลี้ยงไส้เดือน การดูแลเรื่องศัตรูพืช และการทำการเกษตรอินทรีย์   

นักเพอร์มาคัลเชอร์เหล่านี้ยังสอนเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเพาะปลูกในเมือง โดยการนำพื้นที่ที่ไม่มีสัมผัสดินมาใช้งาน เช่น  การปลูกผักในภาชนะ, การปลูกผักบนดาดฟ้า, การทำแปลงผักแบบ wicking bed บนพื้นซิเมนต์ เป็นต้น  นอกจากนั้นมีการเปิดอบรมหลักสูตร train the trainer เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ที่จะถ่ายทอดเทคนิคเหล่านี้ออกไปทั่วประเทศคิวบา

ชาวคิวบาที่ร่วมในการทำแปลงผักคนเมืองพวกเขาเริ่มจากนำผลผลิตมาบริโภค ส่วนที่เกินบริโภคก็จะแบ่งปันอาหารให้คนชรา หญิงมีครรภ์ และเด็กๆ  แปลงผักกลายเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้กัน  ถ้าพวกเขาช่วยตอบคำถามไม่ได้ก็จะแนะนำให้ว่าควรจะไปคุยกับใคร ผลิตผลส่วนเกินจากการแจกก็จะมีการแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ค่อยๆ เกิดตลาดในชุมชนจากการแลกเปลี่ยนอาหาร และแลกเปลี่ยนความรู้ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการซื้อขาย โมเดลแบบนี้เริ่มขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ทำให้มีตลาดชุมชนเล็กจำนวนมากถูกจัดตั้งขึ้นมา  โมเดลแบบนี้ช่วยแก้ไขปัญหาได้หลายๆ อย่างได้แก่

  • ผักที่ปลูกเป็นเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้ใช้สารเคมีที่ต้องใช้พลังงานน้ำมันในการผลิตเหมือนระบบการเกษตรเพื่อการค้าแบบเดิมๆ
  • แปลงผักเป็นแปลงขนาดเล็ก และมีพืชหลากหลาย จึงลดปัญหาเรื่องแมลง ทำให้ไม่ต้องสูญเสียพลังงานในการกำจัดศัตรูพืช
  • การขาย/แลกเปลี่ยนกันเองในชมชุมในรัศมีไม่เกิน 5-10 กิโลเมตร  ทำให้ไม่ต้องเสียเงินในการเดินทาง ผู้ซื้อผู้ขายสามารถเดิน หรือใช้จักรยานเดินทางมายังตลาดได้
  • เนื่องจากไม่ต้องขนส่งไกล จึงไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ต่างๆ มาก
  • เนื่องจากไม่ต้องขนส่งไกล ทำให้พืชผักมีความสด และมีคุณค่าอาหารสูง  ลดปัญหาเรื่องขาดสารอาหาร
  • การผลิตโดยคนในชุมชนเพื่อคนในชุมชน  ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นที่ต้องการชุมชน  ทำให้ไม่ผลิตพืชพักที่ตลาดๆ ไม่ต้องการ ทำให้มีอาหารที่เหลือเกินจนถูกทิ้งให้เน่าเปื่อย ( waste ) น้อยลง เป็นการประหยัดพลังงานเช่นกัน

การเริ่มต้นทำแปลงผักคนเมืองดูเหมือนจะแก้ไขปัญหาได้หลายอย่างโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนวิธีการเดิมๆ แต่ก็ไม่อาจรองรับปัญหาทั้งหมดในชุมชนเนื่องจากมีประชากรอยู่ในสังคมเมืองหนาแน่นจนทำให้พื้นที่เพาะปลูกในเมืองอย่างเดียวไม่เพียงพอกับการบริโภคของทุกคนในชุมชนเมือง

2.การทำการเกษตรอย่างยั่งยืน
ก่อนที่จะเกิดวิกฤตนี้คิวบาถูกครอบงำโดยต่างชาติผู้ซึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการผลิตน้ำตาลของคิวบา ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างกว้างขวางเพื่อเปลี่ยนมาเป็นไร่อ้อย มีการใช้สารเคมีอย่างมากจนทำลายดินไปเกือบหมด  ภายหลังจากที่เริ่มเกิด special period รัฐบาลคิวบาจึงส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างกว้างขวาง แต่การฟื้นตัวของธรรมชาติไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน  ขบวนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในดินเพื่อให้สามารถทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปใช้เวลา 3-5 ปี  แต่ก็เป็นวิถีที่ยั่งยืนกว่าการทำการเกษตรแบบเดิมที่ใช้เครื่องจักร และสารเคมีจำนวนมาก

เกษตรกรเริ่มกลับไปใช้แรงงานคน และสัตว์ในการเกษตรเหมือนยุคสมัยเดิม เพื่อทดแทนเครื่องจักรกลการเกษตร  ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคเกษตรอย่างมาก  อาชีพเกษตรกลายเป็นอาชีพที่ร่ำรวยที่สุด  เพราะไม่ต้องเสียเงินไปหาซื้ออาหาร สามารถปลูกในสิ่งที่กิน/กินในสิ่งที่ปลูก และยังสามารถขายส่วนที่เหลือกินให้กับคนในเมืองได้อีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 12:55:38 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
maya_amazon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 776


« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2012, 12:56:04 AM »

เยี่ยมเลยค่ะ สำหรับสวนขี้คร้านนี่ ความรู้และแนวทาง เป็นเส้นทางของเกษตรพอเพียง หากลูกหลานเกษตรกรไทยเข้าใจและพอใจในวิถีชีวิตเกษตรกร คงจะดีไม่น้อย

สวนขี้คร้าน ให้ความรู้มากมายค่ะ คิดถูกแล้วนะนี่ที่เข้ามาเป็นสมาชิกเกษตรพอเพียง อนาคตจะได้ไม่อดตาย...
บันทึกการเข้า
Kwanthong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1126


« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2012, 05:22:09 AM »

ได้ทั้งความรู้ ความบันเทิง  อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
NumCha
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2262


« ตอบ #29 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2012, 10:49:13 AM »

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว   http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7786&Itemid=8

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 1  http://www.electron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=355

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 2    http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=356&Itemid=5

วิถีสู่ธรรมชาติ เล่ม 3    http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=357&Itemid=5


พอดีเจออันนี้เลยเอามาฝากเผื่อท่านใดอยากอ่าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 26, 2012, 10:54:57 AM โดย NumCha » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #30 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2012, 12:26:22 PM »

3. การจัดสรรที่ดิน
เมื่อเริ่มนโยบายการทำการเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ  รัฐบาลคิวบาพบว่าไม่สามารถใช้เทคนิคการบริหารงานแปลงเพาะปลูกเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่กับวิถีของเกษตรอินทรีย์แบบที่ไม่ใช้เครื่องจักรได้  เนื่องจากการทำการเกษตรในรูปแบบที่ไม่มีน้ำมันให้ใช้จะพึ่งแรงงานคนมาก  ทำให้ไม่สามารถทำเป็นแปลงขนาดใหญ่มาก  รัฐบาลคิวบาตัดสินใจแบ่งพื้นที่การเกษตรของรัฐมากกว่า 40% มาจัดสรรให้เกษตรกรทำการเกษตรอินทรีย์แปลงขนาดเล็ก โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่าภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องลงมือเพาะปลูกพืชอาหารแบบเกษตรอินทรีย์ด้วยตนเอง (ไม่ใช่เอาไปปล่อยเช่าต่อ)  ถ้าไม่ดำเนินการจะยึดที่ดินคืนเพื่อมอบให้เกษตรกรรายอื่นเข้ามาดำเนินการ และมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าเมื่อมีความจำเป็นรัฐจะสามารถยึดที่ดินคืนเพื่อมาทำประโยชน์อื่นในอนาคต

เกษตรกรหลายรายตัดสินใจออกจากการเป็นลูกจ้างทำงานเกษตรของรัฐ ออกมาทำการเกษตรด้วยตนเองในฟาร์มขนาดเล็กที่เกิดขึ้นมาจำนวนมากรอบๆ เขตเมือง รวมทั้งมีคนที่เคยอาศัยอยู่ในชุมชนเมืองหลายครอบครัวแสดงความสนใจ และยินดีย้ายออกจากเมืองมาอาศัยในชนบทเพื่อทำการเกษตร

การจัดสรรพื้นที่แบบนี้ช่วยแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่าง เช่น

  • ทำให้รัฐแบกรับภาระในการจ้างงานน้อยลง (ลูกจ้างต้องออกไปทำมาหากินเอง รัฐไม่ต้องเลี้ยง)
  • มีคนยินดีย้ายออกจากเขตเมืองทำให้ประชากรในเมืองมีความหนาแน่นนอนลง (อย่าลืมว่าแปลงผักคนเมืองมีพื้นที่ไม่เพียงพอจะตอบสนองการบริโภคของคนในเมือง) รัฐก็สามารถจัดสรรอาหารให้กับคนในเมืองได้มากขึ้น (ปริมาณอาหารประมาณเดิมแต่เหลือคนน้อยลง  คนพวกที่รับจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตรต้องไปหากินเอาเอง รัฐไม่ต้องดูแล)
  • เริ่มมีเอกชนเข้ามาดำเนินการเพาะปลูก และจำหน่ายสินค้าเกษตรในราคาย่อมเยา (เพราะไม่มีต้นทุนเรื่องที่ดิน) เป็นทางเลือกให้กับชุมชนเมืองในการหาซื้ออาหารเพิ่มเติมจากที่รัฐจัดสรรให้ (รัฐจัดสรรอาหารให้ไม่เพียงพอ)
  • มีคนมาช่วยรัฐปรับสภาพดิน ฟื้นฟูระบบธรรมชาติอย่างรวดเร็ว  โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนของรัฐ
  • รัฐมี option ที่จะยึดคืนหากไม่ทำตามนโยบายของรัฐ เป็นการควบคุมการใช้งานที่ดินไม่ให้ผิดวัตถุประสงค์

4. การศึกษาและสุขภาพ
เมื่อเกิดเหตุ special period ปัญหาความไม่เพียงพอของระบบขนส่งสาธารณะทำให้ลดประสิทธิภาพในการทำงานของประเทศเป็นอย่างมาก  แม้นจะมีการนำเข้าจักรยานจำนวนมากจากจีน  แต่...ถ้าคุณเคยปั่นจักรยานแม่บ้านซึ่งไม่มีเครื่องทุ่นแรงอย่างระบบเกียร์เป็นระยะทางไกลกว่า 20 กิโลเมตร (ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) คนรู้ว่ามันจะทรมานก้นมาก  ยิ่งถ้าต้องปั่นไปกลับ (40 กิโลเมตร) ทุกวันคุณจะยิ่งเข้าใจว่ามันทรมานมากสำหรับคนทั่วไปที่คุ้นเคยกับการนั่งรถ

เพื่อเป็นการลดจำนวนคนที่ต้องเข้าไปใช้บริการรถสาธารณะ  จึงมีความจำเป็นจะต้องกระจายระบบศึกษา และสาธารณสุขพื้นฐานออกไปยังชุมชนต่างๆ ในอุดมคติแล้วระยะเดินทางไม่เกิน 10 กิโลเมตรจะอยู่ในวิสัยที่ผู้คนสามารถจะใช้จักรยานเดินทางได้โดยไม่ลำบากมากนัก รัฐบาลคิวบาจึงส่งทีมแพทย์และพยาบาลที่มีอยู่จำนวนมากออกไปทำงานอยู่ในชุมชนแทนที่จะอยู่ที่โรงพยาบาล  เข้าไปให้การรักษาพื้นฐาน ให้คำแนะนำเรื่องอาหาร (ทำงานร่วมกับเกษตรกร และแปลงผักชุมชนด้วย) และสมุนไพร  เน้นหนักที่การป้องกัน มากกว่าจะไปรักษาเมื่อเจ็บป่วยมาก  นโยบายแบบนี้ทำให้คิวบาเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของประชากรเป็นนักวิทยาศาสตร์ และบุคคลากรทางด้านการแพทย์สูงที่สุดในทวีปอเมริกา  (คิวบามีแพทย์ประมาณ 5.7 คนต่อประชากร 1000 คน ประเทศไทยมีแพทย์ 0.37 คนต่อประชากร 1000 คน  ร้องไห้ )


กอปรกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเนื่องจากรัฐย้ายสถานที่ที่ประชาชนต้องไปติดต่อบ่อยๆ เข้ามาใกล้มากขึ้น  คนจึงหันไปใช้จักรยาน และเดินเท้ามากขึ้น  (ช่วยลดปริมาณคนใช้รถสาธารณะไปในตัว)  ทำให้อัตราการเป็นโรคหลายอย่างลดลง (เช่น อัตราคนเป็นโรคเบาหวานลดลงมากว่า 50% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารการกินที่กินผักมากขึ้น และต้องออกกำลังด้วยการเดินเท้า/การปั่นจักรยานมากขึ้นในชีวิตประจำวัน) ประชาชนคิวบามีสุขภาพดีพอๆ กับประชาชนในสหรัฐอเมริกาทั้งๆ ที่มีการบริโภคน้ำมันน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างมาก (หมายเหตุ  ตัวเลขอัตราการบริโภคน้ำมันต่อประชากรนี้จะรวมถึงน้ำมันที่ถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่งในประเทศด้วย)

(ข้อมูลปี 2003 ของปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อประชากรต่อปีในหน่วย kWh/person/year ของคิวบา 1,245 สหรัฐ 10,381 ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 1,872 เย้ๆๆๆ เราก็ไม่เลวร้ายมากนัก  อายจัง ....ก่อนที่จะมีการซื้อรถเพิ่มอีก 500,000 คันในปี 2555 ร้องไห้ )


ในระยะต่อมาเมื่อประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น  คิวบาจึงส่งออกบุคคลากรทางการแพทย์ออกไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกกับการนำเข้าสินค้าอื่นๆ

รัฐบาลคิวบายังให้ความสำคัญในด้านการศึกษาโดยให้งบประมาณมาถึง 20% ของงบรัฐบาลเป็นงบการศึกษา ในขณะที่อังกฤษให้งบ 11% และสหรัฐอเมริกาให้งบ 14%  ในช่วง special period รัฐบาลคิวบาเพิ่มจำนวนสถานศึกษาใกล้บ้านของประชาชนมากขึ้น  จำนวนมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจาก 3 เป็น 50 แห่ง (คิวบามีประชากรเพียงแค่ 11 ล้านคน) ทำให้นักเรียนนักศึกษาไม่ต้องเดินทางไกลจากบ้าน  เพื่อให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง  และแน่นอนว่าการทำการเกษตรอินทรีย์ก็ถูกบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน


อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-3_3.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 12:43:42 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ทิดโส โม้ระเบิด
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5591


ณ เบื้องบูรพา มีป่าที่กำลังปลูก


« ตอบ #31 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2012, 01:33:09 PM »

ขอบคุณอีกครั้งครับพี่
แค่เรื่องแปลงผักคนเมือง ก็ตอบโจทย์ได้มากมายขนาดนี้แล้ว
ขนลุกนะครับ ที่หวนกลับมาคิดดูว่า "เรากำลังเดินมาในเส้นทางที่ถูกต้อง"
หากเรียบเรียงเป็นเล่ม ผมเชื่อว่าจะเปิดหูเปิดตาคนได้อีกมากมาย
สนุกและได้ความรู้มากมายจริง ๆ ครับ

ไปละ   อิอิอิ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

วิสฺสาสสปรมา ญาติ ... ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: