หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 [10] 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 894378 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #144 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 12:26:00 PM »

พี่  Teerapan  ช่วยทำลิ้งค์  หนังสือให้ผมบ้างได้ไหมครับ  ตอนนี้ผมพึงอ่านไปแค่สองเรื่องเอง  One straw evolution, Farmer's hand  book.  หนังสือที่พี่อ่าน ผมหาซื้อไม้ได้น่ะครับ  small is beautiful  หาไม่เจอน่ะครับ


แหะๆ ขอโทษด้วย ผมซื้อเป็นเล่มจริงครับไม่ได้อ่านจากเน็ท หนังสมุดน่าจะมีทุกมหาวิทยาลัยนะครับ ชื่อไทยคือ "เล็กนั้นงาม"

ฝากลิงค์ด้วยนะครับ ผมไม่มีกระทู้เอง ผมไปเจอแหล่งหนังสือดีๆมา http://ag-ebook.lib.ku.ac.th/index.php/ebook/subject-menu
บันทึกการเข้า

josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2632



« ตอบ #145 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 05:59:36 PM »

ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวนามาตลอด  หลายชั่วอายุคน ผมไม่แน่ใจว่า ชาวบ้านที่เป็น เกษตรกรไทย  ยากจนลงตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เท่าที่ผมมองเห็น   ก่อน 2510  ซึ่งผมยังเป็นเด็ก   ชาวนาไทย  ทำนาปีละ 1 ครั้ง ไม่มีปุ๋ย  ไม่มียาฆ่าแมลง ใช้ควายใถนา ไม่มีเครื่องสูบน้ำ  แต่มีระหัดวิดน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้   จึงมีการเลี้ยงควายกันเป็นเรื่องเป็นราว ทุกบ้านมีคอกควาย  มีควายเต็มคอก  พืชผักไม่ต้องซื้อหา ปลูกกินกัน และยังขอกันได้ด้วย  การดำนา  เกี่ยวข้าวมีประเพณีลงแขก   การทำนาต้องยกครัวออกไปนอนนา   ตั้งแต่เดือน 6  จะเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จกลับบ้านก็  ประมาณสงกรานต์  ชีวิตไม่เร่งรีบ  นาฬิกาแทบไม่มี  เขาดูเวลากันโดยดูดวงอาทิตย์  และพระตีกลองเพล
    
การขนส่ง ใช้วัวลากเกวียนเป็นพาหนะเดินทางและ ขนข้าวจากนามาเก็บไว้ในยุ้งฉาง   การเดินทางระยะไกล  นิยมขี่ม้าและ ทางเรือ  ถนนหนทางไม่ดี   รถมีน้อย  การเดินทางที่สุดหรูตอนนั้น ก็รถไฟรถจักรไอน้ำ  มีหัวดีเซลน้อยมาก นานๆเห็นที         รถจักรยานใช้ระยะใกล้  นักเรียนอย่างพวกผมต้องขี่จักรยานไปเรียน  ไปกลับวันละ 14-15 กม.     ภาระหนักที่สุดของผมตอนนั้นคือต้องลงไปหาบน้ำจากแม่น้ำน่านเอามาไว้ใส่โอ่ง  

การค้าข้าวจะมีพ่อค้ามารับซื้อ  โดยทางเรือยนต์ลากจูง ทางแม่น้ำน่าน  ซึ่งยังไม่มีเขื่อน    การซื้อขายใช้วิธีตวงข้าวเป็นถัง มีหน่วยวัดเป็นเกวียน  ราคาข้าวตอนนั้นประมาณ 500-700 บาท ต่อเกวียน ราคาทองคำประมาณบาทละ 400  บาท  

ผมเห็นชาวบ้านและครอบครัวผมก็มีความสุขดี  วันพระเขาต้องไปทำบุญที่วัด   หนุ่มสาวก็ไปเจอกันที่วัดเสียส่วนใหญ่   วันพระสำคัญคนจะไปทำบุญเยอะมาก  หนุ่มสาวจะรอวันสำคัญทางศาสนา  เพื่อจะไปวัดกัน  และพบกัน  วันนั้นจะแต่งตัวสวยหล่อกันเต็มพิกัด  ใครมีทองมีเครื่องประดับ แต่งกันเต็มที่  โดยเฉพาะวันสงกรานต์  จะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก  มีความหมายลึกซึ้ง  

ที่พูดมานั้นเดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไรเลย    ที่พบเห็นมากมายตอนนี้ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  พร้อมด้วย ความเร่งรีบ ความยากจน  ความเห็นแก่ตัว  การทะเลาะเบาะแว้ง  ของพี่น้องและเพื่อนบ้าน   คนบ้านใกล้กันจากเมื่อก่อน คือมิตรสนิท  จึงมาปลูกบ้านใกล้กัน  แต่เดี๋ยวนี้มัก ไม่ถูกกัน  ด้วยเหตุกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อย    

ผมรู้สึกว่า  แถวบ้านผม คนยากจนลง  ตอนไฟฟ้าเข้าถึง  ถนนหนทางเข้าถึง  ข้าวราคาตันละเป็นหมื่นนี่แหละ

ผมถึงดีใจ  ถ้าหากน้ำมันมันจะหมดไปจากโลกนี้เสียที     ผมอยากเห็นภาพนั้นอีก  ก่อนตายครับ  


  เจริญมา ปัญญาหาย ผมหนีกรุงมาเพื่อ หาความสงบ แต่ทุกวันนี้ บ้านนอกไม่มีแล้ว แข่งกัน ออกรถ ค้าขาย ซื้อกับข้าวกิน มองตัวเงินเป็นที่ตั้ง ไม่มีก็อายเขา ต้องขวนขวายหามา รถเร่ขายของ เซ็นได้  5 นาที มานึงคัน ผมมองว่าอีกหน่อยภูมิปัญญา ถักแห สานชะลอม ต่างคงตายไปกับพ่อแก่ แม่เฒ่า เด็กรุ่นใหม่ไม่ทำนา ไม่หาปูหาปลา ดูถูกคนไม่มีเงิน ใครมีเงินยกย่อง แม้ว่าเขาจะเป็นโจรก็ตาม ชิบหายกัน ประเทศไทย
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #146 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 07:51:52 PM »

ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวนามาตลอด  หลายชั่วอายุคน ผมไม่แน่ใจว่า ชาวบ้านที่เป็น เกษตรกรไทย  ยากจนลงตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เท่าที่ผมมองเห็น   ก่อน 2510  ซึ่งผมยังเป็นเด็ก   ชาวนาไทย  ทำนาปีละ 1 ครั้ง ไม่มีปุ๋ย  ไม่มียาฆ่าแมลง ใช้ควายใถนา ไม่มีเครื่องสูบน้ำ  แต่มีระหัดวิดน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้   จึงมีการเลี้ยงควายกันเป็นเรื่องเป็นราว ทุกบ้านมีคอกควาย  มีควายเต็มคอก  พืชผักไม่ต้องซื้อหา ปลูกกินกัน และยังขอกันได้ด้วย  การดำนา  เกี่ยวข้าวมีประเพณีลงแขก   การทำนาต้องยกครัวออกไปนอนนา   ตั้งแต่เดือน 6  จะเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จกลับบ้านก็  ประมาณสงกรานต์  ชีวิตไม่เร่งรีบ  นาฬิกาแทบไม่มี  เขาดูเวลากันโดยดูดวงอาทิตย์  และพระตีกลองเพล
    
การขนส่ง ใช้วัวลากเกวียนเป็นพาหนะเดินทางและ ขนข้าวจากนามาเก็บไว้ในยุ้งฉาง   การเดินทางระยะไกล  นิยมขี่ม้าและ ทางเรือ  ถนนหนทางไม่ดี   รถมีน้อย  การเดินทางที่สุดหรูตอนนั้น ก็รถไฟรถจักรไอน้ำ  มีหัวดีเซลน้อยมาก นานๆเห็นที         รถจักรยานใช้ระยะใกล้  นักเรียนอย่างพวกผมต้องขี่จักรยานไปเรียน  ไปกลับวันละ 14-15 กม.     ภาระหนักที่สุดของผมตอนนั้นคือต้องลงไปหาบน้ำจากแม่น้ำน่านเอามาไว้ใส่โอ่ง  

การค้าข้าวจะมีพ่อค้ามารับซื้อ  โดยทางเรือยนต์ลากจูง ทางแม่น้ำน่าน  ซึ่งยังไม่มีเขื่อน    การซื้อขายใช้วิธีตวงข้าวเป็นถัง มีหน่วยวัดเป็นเกวียน  ราคาข้าวตอนนั้นประมาณ 500-700 บาท ต่อเกวียน ราคาทองคำประมาณบาทละ 400  บาท  

ผมเห็นชาวบ้านและครอบครัวผมก็มีความสุขดี  วันพระเขาต้องไปทำบุญที่วัด   หนุ่มสาวก็ไปเจอกันที่วัดเสียส่วนใหญ่   วันพระสำคัญคนจะไปทำบุญเยอะมาก  หนุ่มสาวจะรอวันสำคัญทางศาสนา  เพื่อจะไปวัดกัน  และพบกัน  วันนั้นจะแต่งตัวสวยหล่อกันเต็มพิกัด  ใครมีทองมีเครื่องประดับ แต่งกันเต็มที่  โดยเฉพาะวันสงกรานต์  จะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก  มีความหมายลึกซึ้ง  

ที่พูดมานั้นเดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไรเลย    ที่พบเห็นมากมายตอนนี้ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  พร้อมด้วย ความเร่งรีบ ความยากจน  ความเห็นแก่ตัว  การทะเลาะเบาะแว้ง  ของพี่น้องและเพื่อนบ้าน   คนบ้านใกล้กันจากเมื่อก่อน คือมิตรสนิท  จึงมาปลูกบ้านใกล้กัน  แต่เดี๋ยวนี้มัก ไม่ถูกกัน  ด้วยเหตุกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อย    

ผมรู้สึกว่า  แถวบ้านผม คนยากจนลง  ตอนไฟฟ้าเข้าถึง  ถนนหนทางเข้าถึง  ข้าวราคาตันละเป็นหมื่นนี่แหละ

ผมถึงดีใจ  ถ้าหากน้ำมันมันจะหมดไปจากโลกนี้เสียที     ผมอยากเห็นภาพนั้นอีก  ก่อนตายครับ  

อืม..เรื่องราวของผมดูท่าจะแตกต่างกับของพี่ชุติพนต์ราวหนังคนละม้วน  เท่าที่ผมจำความได้ในปี 2522 ผมเติบโตในตลาดในต่างจังหวัด  พวกผมและเพื่อนๆ วิ่งเล่นได้เป็นระยะไกลเป็นกิโลได้โดยไม่มีต้นไม้สักต้น  มีพืชประดับที่คนแถวนั้นปลูกอยู่ในกระถางหน้าบ้านบ้าง  แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกไม้ประดับบนดาดฟ้าทำให้เราเห็นพืชน้อยมาก  พวกเราไม่มีเล่นที่พอจะฝึกปั่นจักรยานได้  เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จึงไม่มีใครมีจักรยาน หรือปั่นจักรยานเป็น  เราเดินทางไปโรงเรียนด้วยการนั่งรถสองแถว หรือมีคนที่บ้านขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่ง อาหารการกินทุกอย่างซื้อมาจากตลาด  ต้นไม้จะพอมีให้เห็นบ้างตามโรงเรียน โรงเจ หรือวัด

ต่อมาผมย้ายตามคุณพ่อที่รับราชการไปอีกจังหวัดหนึ่ง  เราได้อยู่บ้านพักราชการในเมืองที่พอมีบริเวณในบ้านพอจะปลูกต้นไม้ได้บ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่คุณแม่จะเลือกปลูกไม้ประดับ พืชที่พอจะกินได้บ้างในบ้านคือกระถิน  แต่เด็กๆ ไม่ชอบกินจึงไม่มีใครกิน  ต่อมาก็โดนฟันทิ้งเพราะว่ารก เรื่องอาหารการกินในจังหวัดนี้ก็ไม่แตกต่างจากที่แรก คือต้องเราไปหาซื้ออาหารที่ตลาด จะต่างกันก็เพียงเมื่อก่อนเราพักในตลาดก็เดินเท้าไปจ่ายตลาดได้  แต่คราวนี้อยู่ไกลหน่อยก็ต้องใช้รถยนต์  ทำให้ผมจินตนาการไม่ออกว่าถ้าไม่มีคนเอาอาหารมาขายที่ตลาดแล้วพวกเราจะกินอะไร

เรื่องการปลูกพืชที่โรงเรียนก็สอนปลูกผักตอนผมเรียนอยู่ ป.3 แต่ไม่เคยได้ปลูกต้นไม้ใหญ่เพราะว่าโรงเรียนไม่มีที่  ตอนเรียนการตอนกิ่งก็ทดลองกับต้นเข็มรอบๆ อาคารเรียน  แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกลับไปปลูกอะไรที่บ้านเพื่อรับประทาน ส่วนใหญ่ก็ปลูกหญ้ากับไม้ประดับ  แล้วกลับมาซื้ออาหารกินจากตลาดเหมือนเดิม

ที่จังหวัดนี้ผมมีโอกาสได้ฝึกปั่นจักรยานเป็นครั้งแรกในชีวิต  แต่เนื่องจากมีรถบนท้องถนนมากที่บ้านจึงไม่อนุญาตให้ปั่นออกถนน  การเดินทางไปโรงเรียนจึงต้องอาศัยที่บ้านขับรถไปส่ง หรือใช้บริการสามล้อรับจ้าง  แต่ต่อมาก็มีรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง และรถสามล้อเล็กเพิ่มขึ้น  ผู้คนต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง อาชีพจักรยานสามล้อรับจ้างจึงค่อยๆ หายไป 

ระหว่างที่อยู่ต่างจังหวัดพ่อแม่ก็เคี่ยวเข็นให้เข็นให้เรียนหนังสือเยอะๆ ให้เรียนภาษาอังกฤษทั้งๆ ที่ไม่มีชาวต่างชาติแม้นแต่คนเดียวในเมือง  ต่อมาก็ส่งให้ไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมใน กทม.  เป็นอันสิ้นสุดการใช้ชีวิตต่างจังหวัดอันแสนสั้นของผม  ผมใช้ชีวิตที่เหลือใน กทม. คุณพ่อทำงานกินเงินเดือน  ส่งเสียลูกให้เรียนสูงๆ เพื่อกลับมาทำงานกินเงินเดือน  ได้เงินมาก็เอามาซื้ออาหารกิน ญาติพี่น้องไม่มีใครทำการเกษตร  ต้นไม้ไม่เคยปลูกสักต้น

การเริ่มต้นของสวนขี้คร้านในปี 2554 จึงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ลองปลูกต้นไม้ใหญ่  และสิ้นสุดลงด้วยการตายของต้นไม้ที่ลงมือปลูกทุกต้น ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ การหันมาทดลองปลูกต้นไม้จึงค่อนข้างสร้างความประหลาดใจให้กับครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ สนิทของผม  หลายคนทักว่าจะทำให้เหนื่อยไปทำไม

จุดเริ่มต้นของสวนขี้คร้านจริงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพลังงานน้ำมัน  อย่างที่ผมเคยบอกในตอนต้นของบทที่ 2 ว่าผมมารู้จักคำว่า peak oil เมื่อไม่นานมานี้ (หลังจากเริ่มทำสวนไปแล้ว) ผมไม่รู้หรอกว่าถ้าพลังงานน้ำมันหมดจริงๆ จะเป็นอย่างไร  ผมเองที่คุ้นเคยการเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานแลกเงิน เอาเงินมาแลกอาหาร คุ้นเคยกับการใช้พลังงานแบบไม่ต้องยั้งตั้งแต่จำความได้ และคุ้นเคยกับวิถีชีวิตคนเมืองทั้งคนเมืองต่างจังหวัด / คนเมืองในกรุงมาตลอดชีวิตจะปรับตัวได้หรือไม่  ผมไม่รู้ว่าน้ำมันหมดแล้ววิถีเดิมๆ ของชนบทจะกลับมาจริงหรือไม่ ผมไม่รู้ว่าน้ำมันจะหมดโลกในชั่วชีวิตของผมหรือไม่ (ปัญหาพลังงานน้ำมันขาดแคลนคงทันเจอแน่ๆ ) และไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร

วันนี้ที่ยังมีพลังงานน้ำมันให้ใช้..ผมก็ยังสามารถขับรถไปต่างจังหวัด ได้ลงมือปลูกต้นไม้กันเองกับคนในครอบครัวทุกต้น โดยไม่รู้ว่าพวกมันจะตายอีกมั๊ย ไม่รู้ว่าจะได้กิน หรือได้ใช้ประโยชน์จากมันมั๊ย เนื่องจากผมไม่เคยทำเกษตรมาก่อน ไม่เคยมีญาติพี่น้องทำเกษตรมาก่อน จึงเป็นคนไร้กระบี่ ไร้ซึ่งแบบแผนในการลงมือทำ ท้าทายความเชื่อเก่าๆ ด้วยการทดลอง และเปิดรับวิธีการใหม่ๆ  สิ่งที่ผมทำเป็นหลักคือการทดลอง "กระทำและไม่กระทำ" รวมทั้งเฝ้าสังเกตุธรรมชาติรอบข้างโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง  ผมรู้เพียงแค่ว่าวันที่พลังงานขาดแคลนจริงๆ ผมคงไม่สามารถมานั่งทดลองแบบนี้  และผมคงเสียดายที่ปล่อยเวลาผ่านไปเฉยๆ แล้วบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ปู่ฟูสอนนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก...
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #147 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 07:54:38 PM »

ฝากลิงค์ด้วยนะครับ ผมไม่มีกระทู้เอง ผมไปเจอแหล่งหนังสือดีๆมา http://ag-ebook.lib.ku.ac.th/index.php/ebook/subject-menu


ด้วยความยินดีครับ  ขอขอบคุณแทนเพื่อนๆ ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #148 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 08:41:22 PM »

  เจริญมา ปัญญาหาย ผมหนีกรุงมาเพื่อ หาความสงบ แต่ทุกวันนี้ บ้านนอกไม่มีแล้ว แข่งกัน ออกรถ ค้าขาย ซื้อกับข้าวกิน มองตัวเงินเป็นที่ตั้ง ไม่มีก็อายเขา ต้องขวนขวายหามา รถเร่ขายของ เซ็นได้  5 นาที มานึงคัน ผมมองว่าอีกหน่อยภูมิปัญญา ถักแห สานชะลอม ต่างคงตายไปกับพ่อแก่ แม่เฒ่า เด็กรุ่นใหม่ไม่ทำนา ไม่หาปูหาปลา ดูถูกคนไม่มีเงิน ใครมีเงินยกย่อง แม้ว่าเขาจะเป็นโจรก็ตาม ชิบหายกัน ประเทศไทย

จริงๆ แล้วผมไม่ใคร่อยากจะให้พวกเพื่อนๆ ไปโทษความเจริญ หรือน้ำมัน หรอกนะครับ  ทุกอย่างมันเป็นเรื่องความไม่พร้อมของสังคมในการปรับตัวมากกว่า ผมยังจำได้ในสมัยเรียนหนังสือ เวลาพวกเราเตรียมของเล่นไปให้เด็กชาวเขา  พวกเราจะถกกันหนักเรื่องสิ่งที่เราเอาขึ้นไปบนดอยว่าเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น เราเอาดินสอสีอย่างดีไปให้เด็กวาดรูปเล่น เมื่อเขารู้จักว่าดินสอสีแบบนี้ และติดอกติดใจ เมื่อดินสอสีหมดเด็กจะอยากได้อีก แต่บนดอยไม่มี  พวกเขาไม่เทคโนโลยี พวกเขาไม่สามารถผลิตดินสอสีได้เอง  ก็จะทำให้เด็กไปรบเร้าผู้ปกครองให้หาเงินเดินทางมาในเมือง หาเงินมาซื้อดินสอสี  ทั้งๆที่พวกเขาสามารถมีชีวิตสงบสุขบนดอยโดยไม่ต้องมีดินสอสี  พวกเราจะระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ต่างๆ ที่เราจะเอาขึ้นไปบนดอย  เพราะว่าเรารู้ว่าสังคมของพวกเขายังไม่พร้อม

คล้ายคลึงกันในวิถีชีวิตชนบทเดิมๆ ชาวบ้านอาจจะอยู่ได้อย่างมีความสุขดี  แต่การเข้ามาของสื่อต่างๆ ทำให้เรารู้เห็นวิถีชีวิตที่ดูเหมือนสุขสบายไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า  โดยไม่รู้ว่าเมื่อมีแล้วพวกเขาก็ต้องเสียเงินซื้อพลังงานน้ำมัน พลังงานไฟฟ้ามาอีกทั้งๆ ที่พวกเขาผลิตอะไรไม่ได้เองสักอย่าง  ด้วยความอ่อนแอของระบบในสังคม  มนุษย์มีกิเลส เห็นเขามีก็อยากมีบ้าง ไม่รู้จักยับยั้งใจ  ไม่รู้เท่าทันว่าสิ่งเหล่านั้นมันเริ่มเกินพอ เมื่อคำว่าพอเพียงเริ่มไม่เพียงพอ เราก็เริ่มตกเป็นทาสของระบบวิ่งไล่เนื้อที่นายทุนล่อ   พลังงานน้ำมันเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การส่งสินค้าทำได้สะดวก  เมื่อพลังงานน้ำมันมีราคาสูงขึ้นอย่างผิดปกติ  การไหลของเงินทุนด้วยการซื้อขายจากแดนไกลก็จะทำได้อยากขึ้น  แต่นั่นแค่ทำให้สินค้าแพงขึ้นหากได้ลดความอยากมีอยากได้จนเกินพอของมนุษย์ไม่  มนุษย์ก็คงจะปรับตัวอีกเพื่อหาทางตอบสนองความอยากของตน  มากกว่าที่จะหาทางดับความอยากในจิตใจของตน  ดังนัันผมจึงไม่แน่ใจว่าน้ำมันหมดแล้วสังคมจะกลับไปแบบเดิมหรือไม่  โจทย์ที่เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราทุกคนคือ "เราจะกลับไปมีจิตใจที่พอเพียงได้อย่างไร?"  ความพอเพียงนั้นต้องเริ่มที่จิตใจไม่ใช่รูปแบบ หรือเทคนิคต่างๆ  ดังนัั้นเรื่องราวต่างๆ ที่เราพูดถึงในกระทู้นี้ ไม่ว่าจะเป็น เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ เกษตรยั่งยืน หรือเพอร์มาคัลเชอร์ล้วนไร้ประโยชน์หากจิตใจของเราไม่รู้จักพอ   ปู่ฟูถึงได้พูดว่า

 "เป้าหมายสูงสุดของเกษตรกรรมไม่ใช่การเพาะปลูกพืชผล แต่คือการบ่มเพาะความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:14:44 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #149 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 09:34:09 PM »

ภาพความดำรงอยู่ของสังคม แต่ละยุคสมัย   ย่อมเกิดจากองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในขณะนั้นๆอยู่แล้ว
1.เพราะไม่มีรถยนต์ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้าใช้  จึงต้องดำรงชีวิต แบบพอเพียงอย่างในอดีต  สังคมค่อนข้างสงบ   
2.ถ้ามี เราก็ดำรงชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สังคมสับสนวุ่นวายหน่อย  และจะให้ไปทำไร่ใถนา เลี้ยงควาย ฯลฯ  คงไม่มีใครเอาด้วย

 ทั้งที่แต่ละแบบ ก็สามารถอยู่แบบพอเพียงได้   เพียงแต่ว่า แบบที่ 2  อย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน  จะยากกว่าภาวะของแบบแรก  เพราะมีรถก็อยากจะใช้รถ  มีแอร์ ก็อยากจะนอนห้องแอร์  มีเงินก็อยากจะไปเที่ยว เป็นต้น  ความยากได้  อยากมี  อยากเป็นมันเกิดขึ้นภายในจิตใจมากมาย  คนที่มีสติ  ก็คงพอระงับได้  แต่ส่วนใหญ่ ขาดสติตอนมีสะตังค์ ( อย่างที่เขาว่า )
จึงต้องมารณรงค์กัน ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  ตามพ่อหลวง   ซึ่งก็คงได้ผลบ้างบางส่วน แต่ส่วนใหญ่คงยัง

ในความเป็นจริงแล้ว  คนไทยใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานแล้ว  เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นแบบ สังคมบริโภคที่ไม่รู้จักพอเพียง  เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
 แต่ก็แรงและเร็วมาก จนคนไำทยส่วนใหญ่ยากจนลงแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว   บางคนฉวยโอกาสเอาไว้ได้ ก็เลยรวย  ซึ่งมีจำนวนน้อย 

ผมจึงคิดว่า  หากภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป  เช่นน้ำมันหมดไปจากโลกนี้  อย่างที่ว่า   มันอาจจะช่วยให้คนไทยกลับมา มีสติ  และจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เรียบง่าย  ไม่ต้องเร่งรีบไปหาเงิน    เมื่อนั้นสังคมก็คงสงบลง 

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ธรรมชาติของคน  ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม  ธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์  และอีกหลายๆอย่างที่รวมกันเรียกว่า  เหตุผลของธรรมชาติ  หรือเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #150 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 09:59:02 PM »

ภาพความดำรงอยู่ของสังคม แต่ละยุคสมัย   ย่อมเกิดจากองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในขณะนั้นๆอยู่แล้ว
1.เพราะไม่มีรถยนต์ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้าใช้  จึงต้องดำรงชีวิต แบบพอเพียงอย่างในอดีต  สังคมค่อนข้างสงบ   
2.ถ้ามี เราก็ดำรงชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สังคมสับสนวุ่นวายหน่อย  และจะให้ไปทำไร่ใถนา เลี้ยงควาย ฯลฯ  คงไม่มีใครเอาด้วย

 ทั้งที่แต่ละแบบ ก็สามารถอยู่แบบพอเพียงได้   เพียงแต่ว่า แบบที่ 2  อย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน  จะยากกว่าภาวะของแบบแรก  เพราะมีรถก็อยากจะใช้รถ  มีแอร์ ก็อยากจะนอนห้องแอร์  มีเงินก็อยากจะไปเที่ยว เป็นต้น  ความยากได้  อยากมี  อยากเป็นมันเกิดขึ้นภายในจิตใจมากมาย  คนที่มีสติ  ก็คงพอระงับได้  แต่ส่วนใหญ่ ขาดสติตอนมีสะตังค์ ( อย่างที่เขาว่า )
จึงต้องมารณรงค์กัน ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  ตามพ่อหลวง   ซึ่งก็คงได้ผลบ้างบางส่วน แต่ส่วนใหญ่คงยัง

ในความเป็นจริงแล้ว  คนไทยใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานแล้ว  เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นแบบ สังคมบริโภคที่ไม่รู้จักพอเพียง  เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
 แต่ก็แรงและเร็วมาก จนคนไำทยส่วนใหญ่ยากจนลงแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว   บางคนฉวยโอกาสเอาไว้ได้ ก็เลยรวย  ซึ่งมีจำนวนน้อย 

ผมจึงคิดว่า  หากภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป  เช่นน้ำมันหมดไปจากโลกนี้  อย่างที่ว่า   มันอาจจะช่วยให้คนไทยกลับมา มีสติ  และจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เรียบง่าย  ไม่ต้องเร่งรีบไปหาเงิน    เมื่อนั้นสังคมก็คงสงบลง 

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ธรรมชาติของคน  ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม  ธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์  และอีกหลายๆอย่างที่รวมกันเรียกว่า  เหตุผลของธรรมชาติ  หรือเปล่าครับ

เพี้ยง...ขอให้เป็นแบบที่พี่ชุติพนต์บอกด้วยเถอะ  ผมละกลัวมันจะกลับเป็นสังคมที่วุ่นวาย ไม่มีคนลงมือแก้ไขปัญหาเนื่องด้วยความคุ้นชินกับระบบประชานิยม มีแต่เรียกร้องให้ใครสักคนออกมาแก้ไขปัญหา (ยกเว้นตัวเอง) คนส่วนมากออกมาประท้วงให้รัฐแก้ไขปัญหา ทั้งๆ ที่รัฐก็จะหมดปัญญาแก้ไขปัญหานี้  ทำคนไม่พอใจเผาบ้านเผาเมือง  ส่วนความอยากได้อยากมีไม่หายไปจากใจผู้คน คนบางกลุ่มไม่มีปัญญาหาเงินด้วยวิธีสุจริตให้พอที่จะตอบสนองความอยาก กลับหาทางออกด้วยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ขโมย ปล้น ฆ่า เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เอารัดเอาเปรียบธรรมชาติ  ผู้คนต่างพกพาอาวุธกันทุกบ้าน เมื่อมีคนบุกเข้าบ้านต้องรีบยิงก่อนค่อยมาพูดกันทีหลัง อะไรอย่างนี้นะครับ  ผู้รักษากฎหมายจะมีบทบาทสำคัญมากในการควบคุมความเรียบร้อยในช่วงการเปลี่ยนแปลง  ถ้าควบคุมได้สุดท้ายคนอาจจะรับสภาพต้องดำเนินชีวิตแบบพอมีพอกิน แต่ก็จะบ่นกันเสมอเพราะต้องใช้ชีวิตแบบนั้นทั้งๆ ที่ใจไม่ได้อยาก  พร้อมจะกลับไปใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยทุกครั้งเมื่อมีโอกาส วิถีแบบนี้ผมคงไม่สามารถเรียกได้ว่าพอเพียง ผมขอให้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นด้วยเถอะ...เพี้ยงๆๆๆ
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1594


« ตอบ #151 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2012, 11:50:05 PM »

   เข้ามาอ่าน..ทู้นี้ทีไร ทำให้รู้สึกได้ถึงการสูญเสีย การใช้ชีวิตแบบมนุษย์..ควรจะเป็น..
   รู้สึกเสียดายการใช้ชีวิตที่ผ่านมาจังค่ะ มันเหมือนหุ่นยนต์เข้ามาแทรกอยู่ในตัว เกือบเจ็ดแปดสิบเปอร์เช็นต์....
  
   เช้าออกจากบ้านไปอยู่ตามถนนซ่ะเกือบสองชั่วโมง ตอนเย็นหนีรถติดเข้าไปหลบในห้างอีกสองสามชั่วโมง...
   ทำงานเพื่อแลกเงิน.. และก็เอาเงินไปใช้แลก น้ำมัน เสื้อผ้า อาหาร ความบันเทิง.. แล้วก็ทำงานอีก..วนเวียนไม่รู้จบ...

   เริ่มเข้าใจปู่ฟูแล้ว...เอ..หรือเรามาถูกทางแร่ะ...ดึงความเป็นมนุษย์กลับมาอยู่กับตัวเองให้มาก.ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ควรจะเป็น..
   เอ..แล้วมนุษย์เดิมๆ..เขาใช้ชีวิตแบบไหนอ่ะ....โดนทุนนิยมล้างสมอง จนนึกไม่ออกแล้วค่ะ.. ยิ้มกว้างๆ
  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 18, 2012, 11:53:31 PM โดย s.chada » บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #152 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 08:14:48 AM »

ภาพความดำรงอยู่ของสังคม แต่ละยุคสมัย   ย่อมเกิดจากองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในขณะนั้นๆอยู่แล้ว
1.เพราะไม่มีรถยนต์ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้าใช้  จึงต้องดำรงชีวิต แบบพอเพียงอย่างในอดีต  สังคมค่อนข้างสงบ  
2.ถ้ามี เราก็ดำรงชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สังคมสับสนวุ่นวายหน่อย  และจะให้ไปทำไร่ใถนา เลี้ยงควาย ฯลฯ  คงไม่มีใครเอาด้วย

 ทั้งที่แต่ละแบบ ก็สามารถอยู่แบบพอเพียงได้   เพียงแต่ว่า แบบที่ 2  อย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน  จะยากกว่าภาวะของแบบแรก  เพราะมีรถก็อยากจะใช้รถ  มีแอร์ ก็อยากจะนอนห้องแอร์  มีเงินก็อยากจะไปเที่ยว เป็นต้น  ความยากได้  อยากมี  อยากเป็นมันเกิดขึ้นภายในจิตใจมากมาย  คนที่มีสติ  ก็คงพอระงับได้  แต่ส่วนใหญ่ ขาดสติตอนมีสะตังค์ ( อย่างที่เขาว่า )
จึงต้องมารณรงค์กัน ให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  ตามพ่อหลวง   ซึ่งก็คงได้ผลบ้างบางส่วน แต่ส่วนใหญ่คงยัง

ในความเป็นจริงแล้ว  คนไทยใช้ชีวิตอย่างนั้นมานานแล้ว  เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นแบบ สังคมบริโภคที่ไม่รู้จักพอเพียง  เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
 แต่ก็แรงและเร็วมาก จนคนไำทยส่วนใหญ่ยากจนลงแบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว   บางคนฉวยโอกาสเอาไว้ได้ ก็เลยรวย  ซึ่งมีจำนวนน้อย  

ผมจึงคิดว่า  หากภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป  เช่นน้ำมันหมดไปจากโลกนี้  อย่างที่ว่า   มันอาจจะช่วยให้คนไทยกลับมา มีสติ  และจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่เรียบง่าย  ไม่ต้องเร่งรีบไปหาเงิน    เมื่อนั้นสังคมก็คงสงบลง  

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ธรรมชาติของคน  ธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม  ธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์  และอีกหลายๆอย่างที่รวมกันเรียกว่า  เหตุผลของธรรมชาติ  หรือเปล่าครับ

เพี้ยง...ขอให้เป็นแบบที่พี่ชุติพนต์บอกด้วยเถอะ  ผมละกลัวมันจะกลับเป็นสังคมที่วุ่นวาย ไม่มีคนลงมือแก้ไขปัญหาเนื่องด้วยความคุ้นชินกับระบบประชานิยม มีแต่เรียกร้องให้ใครสักคนออกมาแก้ไขปัญหา (ยกเว้นตัวเอง) คนส่วนมากออกมาประท้วงให้รัฐแก้ไขปัญหา ทั้งๆ ที่รัฐก็จะหมดปัญญาแก้ไขปัญหานี้  ทำคนไม่พอใจเผาบ้านเผาเมือง  ส่วนความอยากได้อยากมีไม่หายไปจากใจผู้คน คนบางกลุ่มไม่มีปัญญาหาเงินด้วยวิธีสุจริตให้พอที่จะตอบสนองความอยาก กลับหาทางออกด้วยการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ขโมย ปล้น ฆ่า เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เอารัดเอาเปรียบธรรมชาติ  ผู้คนต่างพกพาอาวุธกันทุกบ้าน เมื่อมีคนบุกเข้าบ้านต้องรีบยิงก่อนค่อยมาพูดกันทีหลัง อะไรอย่างนี้นะครับ  ผู้รักษากฎหมายจะมีบทบาทสำคัญมากในการควบคุมความเรียบร้อยในช่วงการเปลี่ยนแปลง  ถ้าควบคุมได้สุดท้ายคนอาจจะรับสภาพต้องดำเนินชีวิตแบบพอมีพอกิน แต่ก็จะบ่นกันเสมอเพราะต้องใช้ชีวิตแบบนั้นทั้งๆ ที่ใจไม่ได้อยาก  พร้อมจะกลับไปใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยทุกครั้งเมื่อมีโอกาส วิถีแบบนี้ผมคงไม่สามารถเรียกได้ว่าพอเพียง ผมขอให้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นด้วยเถอะ...เพี้ยงๆๆๆ

อันนี้ผมขออ้างธรรมชาติอีกแหละ   คือการขโมย  การปล้น  การฆ่านี่มันก็อยู่ที่ปัจจัยที่จะทำให้มันเกิด  ก็คือทัพย์สินเงินทอง  นั่นเอง คนที่จะถูกกระทำดังกล่าวคือคนที่ร่ำรวยกว่าคนอื่น  ถ้าขัดขืนก็จะโดนฆ่า  อย่างนี้เป็นต้น  

ปัจจุบันเราจะเห็นว่า คนรวยจริงๆในสังคม มีน้อยมาก  คนส่วนใหญ่ยากจน  ดีหน่อยก็พอมีอันจะกิน อย่างประหยัด อย่างพวกเราในนี้    

ผมว่าธรรมชาติมันก็มีเหตุผลและความยุติธรรมอยู่ในตัวนะครับ  คือว่าคนที่รวยอยู่ไม่กี่คนนี้  ก็ใช้ความได้เปรียบต่างๆ อ้างความชอบธรรม อ้างกฎหมาย หาช่องรูรอดเพื่อการเอาเปรียบสังคม   เอารัดเอาเปรียบคนในสังคมเดียวกัน  ขโมยทรัพย์สินของคนส่วนใหญ่ มาเป็นของตนอยู่ในวันนี้ไม่ใช่หรือ  ถึงรวย  ภายใต้คำว่า "ทำธุรกิจ"  ภายใต้คำว่า " ขยันขันแข็ง แสวงหาโอกาส " แต่ละคำว่า " ขยันขันแข็งแสวงหาโอกาส เพื่อการเอารัดเอาเปรียบ " เพื่อให้ดูดี   ไม่ได้ดั่งใจก็โดนบุกฆ่าอย่างอิรักเป็นต้น  

และถ้าใช้คำว่าปล้น  นี่ต้องหลายคนรวมกัน  จึงจะปล้นได้ อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้  มีองค์กรใหญ่ๆ  ร่วมกันปล้นคนในแต่ละประเทศ อยู่ไม่ใช่หรือ   คนเหล่านี้พูดถึงเงินหลักหมื่นล้านแสนล้าน เป็นเรื่องธรรมดา   แต่คนทั่วไปเกษตรกร  แค่พูดถึงเงินหมื่นเงินแสน  ก็ดูน่าหมั่นใส้แล้ว  

เราจะเห็นว่าขณะนี้ ประเทศต่างๆ ประสบภาวะเศรษฐกิจล้มเหลว   เป็นหนี้เป็นสิน  แทบล่มสลาย  แล้วถามว่า ใครกันนะที่เป็นเจ้าหนี้ ทำไมถึงรวยขนาดนั้น คือประเทศเป็นหนี้  แต่มีคนบางคนบางกลุ่มที่ร่ำรวยมหาศาล  มันเพราะอะไร  

ดังนั้น ถ้าเวลานั้นมาถึง  คนเหล่านี้ จะถูกปล้นถูกฆ่าบ้าง ถ้าไม่ยอมคายส่วนเกินที่ขโมยและปล้นไปจากคนส่วนใหญ่มานานคืนให้แก่สังคมบ้าง   มันก็น่าจะยุติธรรมเหมือนกันนะ  ( อาจจะดูรุนแรงไปหรือเปล่า แต่ผมก็เชื่อว่าเป็นไปได้ )  

ปล.. ขออีกหน่อย ยกตัวอย่างธุรกิจธนาคาร  ซึ่งใกล้ตัวเราที่สุด  เราจะเห็นได้ว่า ตอนเรา้เอาเงินไปฝาก  ได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่  ตอนเราไปกู้ เสียดอกเบี้ยเท่าไหร่ เอาเงินเราไปทำธุรกิจฟรีๆ    แถมบางทีการกู้เงินเพื่อทำธุรกิจเยอะๆ  ยังมีใต้โต๊ะิีอีกด้วย  มิหนำซ้ำเวลาไปกดเงินตู้เอทีเอ็ม  เราต้องเสียค่าเบิกเงินอีก   นี่ยังไม่นับพวกโกงแบ๊งค์จนแบ๊งค์เจ๊ง  ล้มบนฟูก  หอบเงินไปเสพสุขเมืองนอก  รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีของพวกเราไปอุ้มให้อีก 1.4 ล้านล้านบาท กลายเป็นหนี้สาธารณะที่พวกเราต้องร่วมรับผิดชอบอยู่ทุกวันนี้   สบายไป        
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2012, 11:21:33 AM โดย ชุติพนธ์ » บันทึกการเข้า
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #153 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 01:12:45 PM »

ผมว่าเราโชคดีน่ะครับที่เกิดมาได้พบกับยุคสองยุคที่แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลง   
อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ที่รวดเร็วมากภายในเวลาไม่กี่ปี ชีวิตตอนเป็นเด็กก็คล้ายๆ   
ผู้พันชุติพนธ์ แต่ไม่มีไร่นาเป็นของตัวเอง พ่อแม่รับจ้างเขาทั่วไป หน้านารับจ้างทำนา   
หน้าเกี่ยวก็รับจ้างเกี่ยว เห็นวิถีการทำนามาตลอด ช่วยพี่ป้าน้าอาทำนา เล่นสนุกกับ   
ท้องไร่ท้องนา ควายคือสัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าไว้ใช่งานในไร่นา เช่ามืดจะได้ยินเสียง   
กระดึงกระดิ่งและเสียงคนไล่ควายไปไถนา การคมนาคมส่วนใหญ่ใช้จักรยานคันใหญ่ๆ   
และถ้าบันทุกสัมภาระก็เป็นเกวียน และเลื่อน และเมื่อคำว่าความเจริญก้าวย่างเข้ามา   
ในปี2517 วัดขอขยายเขตไฟฟ้าเข้ามายังหมู่บ้าน กรรมการหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านที่เดิน   
เรื่องขยายเขตจัดเก็บบ้านละ700บาท บ้านผมไม่มีจ่ายจึงไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ทั้งที่มีบางคน   
บอกว่าบ้านนี้เก็บแค่400ก็พอ เพราะไม่ได้ทำนาอย่างบ้านอื่น เสียงส่วนใหญ่ไม่ยินยอม   
ต้อง700เท่ากันทุกบ้าน ก็เลยใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดอยู่บ้านเดียว จวบจน2524จึงได้ใช้   
ไฟฟ้า โดยจ่ายให้วัด700บาทเท่ากับคนอื่น    
   มีเรื่องที่จำฝังใจไม่รู้ลืม เมื่อมีโอกาสได้นั่งจักรยานเข้าตลาดกับพ่อ ได้กลิ่น
ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส่ชามเปลสีสวยเนื้อหมูสไลด์บางๆ พร้อมลูกชิ้นแล้วให้อยากจะกินจนน้ำลายไหล   
พ่อบอกว่าร้านนี้มันทำไม่สะอาดอย่ากินเลยลูก จริงๆแล้วพ่อคงมีเงินแค่ซื้อของอันจำเป็น   
แต่ก็ยังดีที่ได้ขนมกล้วยห่อใบตอง พ่อซื้อเนื้อหมูและเปลว เจ็กขายหมูเอาห่อใบตอง   
อย่างชำนาญพร้อมมัดด้วยเชือกกล้วยให้มีที่หิ้ว ไม่มีใส่ถุงพลาสติกให้เป็นโคตะระขยะ   
แบบสมัยนี้    
   หากเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบวิกฤต เราคงไม่ลำบากมากมายนัก เราคงค่อยๆ
ถอยหลังลงมาหาวิถีเดิม สิ่งที่สำคัญเหมือนอย่างที่พี่ๆท่านว่าคือ จริตที่อยู่ภายในใจเราต่าง   
หากละที่ต้องกำจัดก่อนอื่นใด...   
บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #154 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 02:39:37 PM »

   
   หากเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบวิกฤต เราคงไม่ลำบากมากมายนัก เราคงค่อยๆ
ถอยหลังลงมาหาวิถีเดิม สิ่งที่สำคัญเหมือนอย่างที่พี่ๆท่านว่าคือ จริตที่อยู่ภายในใจเราต่าง   
หากละที่ต้องกำจัดก่อนอื่นใด...   

ทิด..ทิดคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆแล้ว หากให้มีการเลือก
หนึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์(หรือพลังงานจากแหล่งอื่นๆ)ที่จะมาขับเคลื่อนระบบแทนน้ำมัน
หรือสองเลือกที่จะค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับสภาพแบบที่ทิดว่าให้ค่อยๆชิน
ในสังคมที่คัลเจอร์มันค่อนข้างจะเพอมาแนนซ์แบบนี้ซะแล้ว(ยืมคำของคุณธีระพันธ์มากลับซะหน่อย) ทิดว่าใครจะเลือกอะไรมั่ง

ไม่แน่น๊ะครับ ตอนนี้แหล่งกำเนิดพลังงานรูปแบบใหม่อาจมีแล้ว แต่ยังไม่คุ้มที่จะลงทุนหรือสังคมยังไม่ยอมรับ เลยยังไม่โชว์
ที่พอจะโชว์ให้เห็นได้ตอนนี้ก็บนดาวอังคารครับ ไม่รู้หม้อพลังงานแบบไหน หม้อเล็กๆเห็นจากข่าวว่าจะใช้ไปได้อีกนาน...

ส่วนรูปแบบสังคมแบบเพอร์มาคัลเจอร์แบบที่คุณธีระพันธ์ทดลองอยู่
โดยส่วนตัวผมเห็นว่าก็จะยังพัฒนาควบคู่อยู่ร่วมไปกับสังคมรูปแบบอื่นๆไปต่อครับ....
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #155 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 03:21:16 PM »

ท่านมหรรนพครับ ก่อนที่น้ำมันจะหมดไป มนุษย์จะต้องค้นหาพลังงานมาทดแทนอย่างแน่นอน
ในสภาวะที่ค้นหานั้นก็จะควบคู่ไปกับการวิกฤต อย่างที่คุณธีรพันธ์ได้กล่าวไว้ เหตุเพราะเครื่อง
จักรครื่องยนต์ที่เรามีนั้นต่างออกแบบมาเพื่อใช้น้ำมันเป็นหลัก การที่จะสับเปลี่ยนไปใช้พลังงาน
ในรูปแบบอื่นๆ คงไม่สามารถทำได้ในระยะอันสั้น หรือมีไม่เพียงพอ ในส่วนของพลังงานไฟฟ้านิวเครียร์นั้น น่าจะเป็น
ทางเลือกหลังๆ พลังงานสะอาดอื่นๆดูเหมือนจะเป็นทางเลือกก่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2012, 03:28:01 PM โดย James » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #156 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 09:59:04 PM »

ช้าก่อนท่านมหรรนพ และท่านเจมส์  ก่อนจะด่วนสรุปเรามาดูสถิติเรื่องพลังงานจากเวป www.nationmaster.com กันก่อนดีกว่า



เราจะพบว่าในเรื่องการใช้พลังงานต่อคนนั้น  ไทยยังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย  แต่ก็ใช้พลังงานมากกว่าประเทศอื่นรอบๆประเทศไทยทั้งสิ้น  สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือการนำเข้าพลังงานสุทธิ  ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ไทยมีอัตราการนำเข้าพลังงานติดลบ นั่นหมายถึงพวกเขาส่งออกพลังงาน เช่น มาเลเซียส่งออกน้ำมัน เวียดนามและอินโดนีเซียส่งออกถ่านหิน พม่าส่งออกก๊าซธรรมชาติ ลาวส่งออกไฟฟ้า และประเทศไทยก็เป็น 1 ในลูกค้าชั้นดีของเพื่อนบ้านเหล่านี้  เพราะเรานำเข้าพลังงานมากถึง 48.39% ของพลังงานที่เราใช้ในประเทศไทยทั้งหมด

หากมองในเรื่องการนำเข้าพลังงานนั้น เราดูเหมือนจะคล้ายๆ กับประเทศคิวบา ซึ่งก็มีนักมวยเก่งเหมือนประเทศไทย :-D คิวบาก็ไม่มีแหล่งพลังงานในประเทศมากนักดูได้จากแหล่งพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า  คิวบาก็ใช้พลังงานฟอสซิสในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากเกิน 90% เหมือนประเทศไทย  ทำให้เขามีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานของโลก  แต่หลังจากช่วง special period ประเทศคิวบาพยายามลดการใช้พลังงานต่อประชากรเหลือเพียง 62% ของอัตราการใช้พลังงานประชากรในประเทศไทย   ทำให้เขามีผลกระทบจากเรื่องพลังงานน้อยลง

เพื่อนบ้านของเรา (ยกเว้นพม่า และเวียดนาม) ก็มีการใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่มากว่า 80% แต่....พวกเขามีแหล่งพลังงานในประเทศมากพอที่จะส่งออกด้วยซ้ำไป  แต่..เราต้องนำเข้าพลังงานมาบริโภคในประเทศ

ประเทศที่น่าสนใจมากในมุมมองของผมคือประเทศบราซิล เนื่องจากมีอัตราการบริโภคพลังงานต่อประชากรใกล้เคียงประเทศไทย  แต่มีอัตราการนำเข้าพลังงานน้อยกว่าเราครึ่งหนึ่ง  พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ของบราซิลผลิตจากพลังงานน้ำ  และมีการใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ  แต่บราซิลก็ยังต้องนำเข้าพลังงานน้ำมัน  ชาวบราซิลตระหนักดีถึงความเสี่ยงของประเทศเขาจึงใช้ข้อได้เปรียบเรื่องปริมาณน้ำฝนมาใช้ในการผลิตพืชเพื่อนำมาใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบของแก๊สโซฮอล์  พร้อมทั้งบังคับให้รถยนต์ค่ายใหญ่ๆ ผลิตรถยนต์ที่ต้องสามารถใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของแก๊สโซฮอล์สูงกว่าในประเทศไทยเป็นอย่างมาก

เพื่อนๆ อาจจะคิดว่าเราก็ copy แบบบราซิลสิ  ไม่เห็นจะยาก  แต่อย่าลืมว่ามีตัวอย่างเรื่องการผลิตแก๊สโซฮอล์ในทวีปอเมริกามาแล้ว  เนื่องจากคนในทวีปอเมริกาทานอาหารที่ทำมาจากข้าวโพดเป็นหลัก  เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริการรณรงค์ให้มีการผลิตแก๊สโซฮอล์จากข้าวโพด  ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนข้าวโพด  ราคาอาหารส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากข้าวโพดได้ถูกใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารจำนวนมาก รวมทั้งถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ด้วย  การหันมาปลูกข้าวโพดจำนวนมากก็จะทำให้เหลือน้ำชลประทาน และพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารน้อยลง  ดังนั้นหากเราจะทำตามบราซิลให้เพียงพอที่จะใช้แทนน้ำมันโดยไม่ระมัดระวัง  เราจะเจอข้อจำกัดเรื่องปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร และพื้นที่เพาะปลูกที่จะไปแย่งชิงกับพืชอาหาร  อาจจะทำให้พืชอาหารแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว  นอกจากนั้นเราจะเจอปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะรถยนต์ในประเทศไทยไม่สามารถจะใช้พลังงานแก๊สโซฮอล์ได้มากเหมือนรถยนต์ในบราซิลที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ

เอ...งั้นเราก็มาปลูกปาล์มน้ำมันเอามาทำไบโอดีเซลแทนสิ  บางท่านอาจจะคิดเช่นนั้น  ท่านคงทราบกันดีว่าพืชตระกูลปาล์มต้องการน้ำมาก (จึงปลูกได้ดีทางภาคใต้ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) ดังนั้นเราก็จะเจอปัญหาเรื่องน้ำชลประทาน และพื้นที่เพาะปลูกเช่นกัน  นอกจากนั้นน้ำมันปาล์มยังเป็นน้ำมันปรุงอาหาร  ถ้าเราเอามาทำไบโอดีเซลในจำนวนมากก็จะทำให้ราคาน้ำมันพืชแพงมากขึ้น ราคาอาหารสำเร็จก็จะแพงตาม  นอกจากนั้นรถยนต์ส่วนตัวส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เครื่องยนต์ดีเซล  ถ้ารัฐบาลจะส่งเสริมให้ทุกคนใช้รถยนต์ดีเซลกันหมดตอนนี้ก็จะไปแย่งกันใช้น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นพลังงานหลักในภาคการขนส่ง  หากเกิดการขาดแคลนน้ำมันดีเซลก็จะกระทบกับภาคขนส่ง มีผลต่อราคาอาหารที่คนในเมืองต้องพึ่งพิงจากขนส่งมาจากต่างจังหวัด

สรุปแล้วการแก้ไขปัญหามันไม่ง่าย  จะทำอะไรก็ดูเหมือนจะกระทบกับราคาอาหาร  เราจะต้องวางแผนและเริ่มลงมือทำตั้งแต่เมื่อวานนี้   โกรธ โกรธ โกรธ เพราะจะต้องใช้เวลามากในการเตรียมตัว และในการปรับตัว  สุดท้ายเราก็จะสามารถปรับตัวได้  แต่เมื่อดูสถิติแล้ว  เราคงจะลำบากในการปรับตัวมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพราะประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา  เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมัน เราก็จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า  และผมเห็นด้วยกับพี่เจมส์ที่ว่ายังมีทางอื่นในการแก้ไขปัญหาก่อนที่เราจะต้องหันไปใช้นิวเคียร์  แต่ภาครัฐจะต้องนำประชาชนไปในทิศทางที่ถูกต้อง  เราต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องพลังงาน  ประชาชนชาวไทยจะหวังเพียงแต่จะหาแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ๆ อย่างเดียวคงไม่ได้  วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันมาพิจารณาการลดการใช้พลังงานในประเทศไทย  หรือ..เราจะรอให้วิกฤตเกิดขึ้นแล้วค่อยหันมาหาทางแก้ไขปัญหากัน



ปล. พี่ชุติพนต์อาจจะบอกว่าเพื่อนๆ อย่าเพิ่งรีบหาทางแก้ไขเลย  พี่ชุติพนต์อยากจะเห็นวิถีชีวิตเก่าๆ กลับคืนมาในเร็ววัน (ล้อเล่นนะครับ)  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2012, 10:07:25 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #157 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 10:11:08 PM »

   เข้ามาอ่าน..ทู้นี้ทีไร ทำให้รู้สึกได้ถึงการสูญเสีย การใช้ชีวิตแบบมนุษย์..ควรจะเป็น..
   รู้สึกเสียดายการใช้ชีวิตที่ผ่านมาจังค่ะ มันเหมือนหุ่นยนต์เข้ามาแทรกอยู่ในตัว เกือบเจ็ดแปดสิบเปอร์เช็นต์....
   
   เช้าออกจากบ้านไปอยู่ตามถนนซ่ะเกือบสองชั่วโมง ตอนเย็นหนีรถติดเข้าไปหลบในห้างอีกสองสามชั่วโมง...
   ทำงานเพื่อแลกเงิน.. และก็เอาเงินไปใช้แลก น้ำมัน เสื้อผ้า อาหาร ความบันเทิง.. แล้วก็ทำงานอีก..วนเวียนไม่รู้จบ...

   เริ่มเข้าใจปู่ฟูแล้ว...เอ..หรือเรามาถูกทางแร่ะ...ดึงความเป็นมนุษย์กลับมาอยู่กับตัวเองให้มาก.ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ควรจะเป็น..
   เอ..แล้วมนุษย์เดิมๆ..เขาใช้ชีวิตแบบไหนอ่ะ....โดนทุนนิยมล้างสมอง จนนึกไม่ออกแล้วค่ะ.. ยิ้มกว้างๆ
   

อ้าว..กลายเป็น..ทู้อะไรไปแล้วเนี่ย  กะว่าจะมาโม้เรื่องปลูกต้นไม้  ออกนอกเรื่องทุกทีเลยเรา  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณแม่นางสุ แห่งสำนักสุสานโบราณ ที่เตือนสติว่าต้องเขียนบทต่อไปซะที
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2012, 10:56:13 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #158 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 12:10:28 AM »

บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง

ความจริงตั้งใจจะมาเขียนบทที่ 5 ยาวๆ แต่หมดเวลาไปกับการเม้นท์นานไปนิดนึง  ขออนุญาตเริ่มต้นบทที่ 5 สั้นๆ โดยนำเอาศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสร้างขนำ

5.1 ตำแหน่งที่ตั้งของขนำ

ถ้ามีเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตรเหมือนใน กทม. ผมคงไม่ต้องคิดมากว่าจะสร้างขนำตรงไหนในที่ดินดี แต่ด้วยขนาดที่ดินที่ใหญ่จึงเป็นประเด็นให้คิดว่าจะวางตำแหน่งบ้านไว้ตรงไหนดี  ในตอนเริ่มต้นยังไม่ทันรู้จักเพอร์มาคัลเชอร์ เราไม่ใช้วิทยาศาสตร์ก็ใช้ไสยศาสตร์แทนแล้วกัน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  ศาสตร์แรกเป็นศาสตร์ของพราหม์ได้ยินมาจากตอนอาจารย์เดชาสอนอุ้มในรายการ "ฉันจะเป็นชาวนา" เรียกว่าคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว



วิธีการคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้นเคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออกเป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน



บนคนอาจจะสงสัยว่าถ้าที่ดินไม่เป็นสี่เหลี่ยมจะทำอย่างไร  ถ้าแนวที่ดินไม่อยู่ในแนวเหนือใต้ แต่เฉียงๆ จะทำอย่างไร ขออภัยที่ต้องตอบว่าไม่รู้จริงๆ บังเอิญลักษณะที่ดินของผมใช้ได้ตำราเพราะที่ดินอยู่ในแนวเหนือใต้  และค่อนข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมพอดี

เรื่องที่ 2 ในคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว คือเรื่องสร้างรั้วก็ให้แบ่งแนวขอบที่ดินแต่ละด้านออกแปดส่วน  หันทิศแผนที่ให้ตรงกับที่ดินของเรา แล้วเล็งหาตำแหน่งที่ไม่เป็นอัปมงคลมาใช้ในการสร้างประตูรั้ว  เห็นมั๊ยง่ายมากไม่ต้องคิดมาก  แต่มีทางเลือกเยอะพอควรเพราะสร้างประตูรั้ว และบ้านได้หลายตำแหน่งมากจึงต้องเอาไสยศาสตร์อื่นมาช่วย

ศาสตร์ที่ 2 ที่อ่านเจอเป็นเรื่องของฮวงจุ้ย  แต่ตำราฮวงจุ้ยจะไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งสร้างบ้านเท่าไรหนัก  แต่เท่าที่จับประเด็นได้คือเดิมในอดีตมีการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก  บ้านจึงควรอยู่ใกล้แม่น้ำจะได้สะดวกในการเดินทาง  มีแขกมาก็จะได้เห็น  แต่ในปัจจุบันการเดินทางเปลี่ยนไปเป็นใช้รถยนต์เป็นหลัก  หากเราประยุกต์ใช้หลักการเดียวกัน  ตำแหน่งสร้างบ้านก็ไม่ควรจะห่างจากรั้วมากนัก เวลามีแขกไปใครมาจะได้มองเห็นบ้าง  แต่อยู่ติดรั้วไปเลยก็ไม่ดีเพราะจะขาดความเป็นส่วนตัว  ส่วนเรื่องเพื่อนบ้านส่วนด้านฝั่งตะวันออกของผมจะขึ้นมาพักเพื่อทำงานสวนบ่อยๆ ส่วนสวนฝั่งตะวันออกไม่ค่อยจะมาเลย  ผมจึงเลือกที่จะสร้างขนำที่ไม่ไกลจากรั้วด้านเหนือมากนัก และค่อนมาทางฝั่งเพื่อนบ้านที่มาบ่อยๆ ด้านฝั่งตะวันออก  เพราะว่าถ้ามีขโมย หรือมีเหตุอะไรกับขนำ เขาอาจจะมองเห็นบ้าง

ตำแหน่งที่ผมเลือกสร้างบ้านก็เลยจะอยู่แถวๆ ตำแหน่งตักกสิลา และตำแหน่งสาวัตถีตามคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว ซึ่งยังเป็นตำแหน่งมงคล  ส่วนประตูรั้วนั้นก็เลือกระหว่างตำแหน่ง "ได้ของ" และ "ได้ลาภ" ตามคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว  ซึ่งก็จะสอดคล้องกับหลักฮวงจุ้ยเนื่องจากถนนใหญ่จะเข้ามาสวนจากทางทิศตะวันออกมาทางถนนทิศเหนือ  การที่ตำแหน่งรั้วของเราค่อนมาทางด้านทิศตะวันออกจะทำให้คนที่มาเยี่ยมจะเจอประตูรั้วก่อน




ปล. ขอนอกเรื่องด้วยความหมายของตักกศิลา และสาวัตถี

"ตักกสิลา" สถานที่เก่าแก่ทางพุทธศาสนา ถือเป็นเมืองมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่ของโลกที่มีมาก่อนพุทธกาล  เป็นศูนย์กลางการศึกษา มีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ แก่ศิษย์ที่เดินทางมาเล่าเรียนจากทุกถิ่นในชมพูทวีป  บุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายท่านในสมัยพุทธกาลสำเร็จการศึกษาจากนครตักศิลา เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศ(พระเจ้าแผ่นดินแคว้นโกศลครองราชสมบัติอยู่ที่พระนครสาวัตถี) เจ้ามหาลิลิจฉวี พันธุลเสนาบดี หมอชีวกโกมารภัจจ์(แพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า) และองคุลีมาล(มหาโจรผู้กลับใจเป็นพระอรหันต์มหาสาวก)

"สาวัตถี" ชื่อของเมืองมาจากชื่อของฤๅษีชื่อ สวัตถะ หรืออีกนัยหนึ่งเมืองสาวัตถีมาจากคำภาษาบาลีที่แปลว่า มีสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคเพียบพร้อมทุกอย่าง หรือจากตำนานที่ว่าเมื่อพ่อค้ามาที่เมืองนี้มักถูกถามว่ามีข้าวของอะไรมาขายบ้าง ซึ่งคำว่าทุกอย่างมาจากภาษาบาลีว่า "สพฺพํ อตฺถิ" ซึ่ง สพฺพํ แปลว่า ทุกอย่าง หรือมาจากภาษาสันสกฤตว่า สรฺวํ อสฺติ จึงกลายมาเป็นชื่อเมืองนี้ว่า สาวัตถี

เมืองสาวัตถีในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองที่ใหญ่พอกับเมืองราชคฤห์และพาราณสี เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายในสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นเมืองสาวัตถีมีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครองร่วมสมัยกับพระเจ้าพิมพิสาร นอกจากนี้เมืองสาวัตถีนับว่าเป็นเมืองสำคัญในการเป็นฐานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่สำคัญ เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับนานที่สุดถึง 25 พรรษา เป็นที่ตรัสพระสูตรมากมายและเป็นเมืองที่พระพุทธศาสนามั่นคงที่สุด เพราะมีผู้อุปถัมภ์สำคัญ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา เป็นต้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:15:57 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #159 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2012, 12:26:20 AM »

หากเราจะยึดตามหลักการออกแบบของปู่บิลเราก็ต้องวิเคราะห์โซนการใช้งานที่ดินของเราก่อน  การออกแบบโซนในเพอร์มาคัลเชอร์จะคำนึงถึงการใช้อนุรกษ์พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของทั้งคน เครื่องจักร และเชื้อเพลิง  ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรวิเคราะห์พฤติกรรมและเลือกใช้พื้นที่แต่ละโซนตามความถี่ในการใช้งานพื้นที่ และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปยังพื้นที่ในโซนนั้นๆ

เราควรจะเลือกองค์ประกอบที่ต้องทำกิจกรรมบ่อยไว้ใกล้ๆ ใจกลาง  โดยความถี่ของกิจกรรมอาจจะเกิดจากองค์ประกอบนั้นต้องการการดูแลจากเรา (เช่น ต้องไปให้อาหารไก่) หรือความต้องการของเราในการไปเก็บเกี่ยว/ใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบนั้นๆ (เช่น ต้องไปเก็บไข่) ตัวอย่างเช่น เล้าไก่ อาจจะต้องการให้เราไปให้อาหารและเก็บไข่ทุกวัน  ต้องไปให้น้ำทุกสัปดาห์ ต้องไปเก็บมูลไก่ทุกเดือน รวมๆ กันแล้วเราอาจจะต้องเดินทางไปเล้าไก่มากถึง 450 ครั้งใน 1 ปี ดังนั้นถ้าอยู่ไกลก็จะเสียเวลาในการเดินไปกลับนาน สูญเสียทั้งเวลา และกำลังกาย

เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบภูมิทัศน์ เราอาจจะแบ่งการใช้พื้นที่ของเราออกเป็นโซนต่างๆ ดังนี้ (หมายเหตุ บางคนอาจจะไม่มีทุกองค์ประกอบตามนี้ เพราะอาจจะไม่มีพื้นที่ใหญ่พอจะแบ่งเป็นทั้ง 6 โซน  แต่ขอให้ศึกษาเอาหลักการ และนำไปประยุกต์ใช้)



โซน 0 : บ้าน

เราต้องอยู่บ้านบ่อยที่สุด  จึงเป็นแกนกลางของระบบ  ซึ่งอาจจะมีองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากตัวบ้านที่เรามักจะไปทำกิจกรรมบ่อยๆ เช่น ที่เพาะพันธุ์ / อนุบาลพืช, ที่เลี้ยงสุนัข/แมว, ไม้กระถาง หรือไม้ประดับเพื่อความสวยงามอื่นๆ

โซน 1 : สวนหย่อม

เรามักจะต้องไปกิจกรรมทุกวัน และอยู่ในระยะห่างไม่เกิน 6 เมตรจากตัวบ้าน  ตัวอย่างองค์ประกอบที่อยู่ในโซนนี้ได้แก่ ถังน้ำฝน, พืชสวนครัวที่ใช้บ่อยๆ (เช่น พริก มะนาว), สระน้ำขนาดเล็กสำหรับเลี้ยงปลาสวยงาม, ที่เลี้ยงไส้เดือน, ที่วางไข่ของไก่ที่เลี้ยงไว้, ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงสวยงามที่ต้องดูแลบ่อย (เช่น กระต่าย, นก)  ที่นั่งเล่น

โซน 2 : แปลงผัก

เรามักจะต้องไปทำกิจกรรมทุก 2-3 วัน  โซนนี้ต้องการการจัดการน้อยลงมาหน่อย ได้แก่ แปลงปลูกผักที่ใช้เวลาในการปลูกนานขึ้นแต่เป็นที่ปลูกไว้เพื่อรับประทานเองหรือขายเล็กๆ น้อยๆ, ที่เลี้ยงสัตว์ที่ต้องดูแลบ่อย(เช่น เป็ด ไก่ แพะนม วัวนม) หรือแม้นแต่โรงเวิร์คชอพสำหรับงานไม้ หรืองานประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ

โซน 3 : ฟาร์ม

เรามักจะต้องไปทำกิจกรรมทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ได้แก่ แปลงผักปลูกเพื่อขายขนาดใหญ่, นา, แนวต้นไม้กันลม,ไม้ผล  โซนนี้เราดูแลด้วยการคลุมดิน และการจัดการน้ำที่ดีทำให้ไม่ต้องไปดูแลบ่อย หรือเป็นที่หมักปุ๋ย ยุ้งข้าว ที่เก็บฟืน/ถ่าน อาจจะเลี้ยงสัตว์พวกแพะ แกะ ห่าน ผึ้ง หรือวัว

โซน 4 : ป่าปลูก

เราไปทำกิจกรรมเป็นครั้งคราว ควรจะปลูกไม้ยืนต้นที่โตได้เร็ว  เพื่อใช้เป็นฟืน/ถ่าน สำหรับใช้ในบ้าน อาจจะเลี้ยงสัตว์พวกวัว กวาง หรือหมู

โซน 5 : ป่าธรรมชาติ

เราแทบจะไม่ต้องไปทำกิจกรรมในบริเวณนี้เลย หรือไปเพียงเพื่อท่องเที่ยว หรือพักผ่อน  ถ้าที่ดินของเราติดแนวป่า  โซนนี้จะเหมือนกับการขยายขอบเขตของแนวป่าเข้ามาในพื้นที่ของเรา  เพื่อจะได้สามารถปลูกไม้ยืนต้นที่มีอายุ 20ปีขึ้นไป และสามารถตัดไม้ได้อย่างถูกกฎหมาย

ตัวอย่างของการออกแบบโซนสำหรับบ้านในเมือง เราอาจจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นเพียงโซน 0 - 3 เท่านั้น







เมื่อดูหลักของเพอร์มาคัลเชอร์มันช่างเข้ากับนิสัยขี้คร้านเสียจริง  ดังนั้นเราจะต้องเลือกโซน 0 (บ้าน) ให้อยู่ในตำแหน่งที่เราจะเดินไปทำกิจกรรมต่างๆ ในสวนได้สะดวก  การที่ผมเลือกตำแหน่งสร้างขนำอยู่ค่อนข้างตรงกลางที่ก็จะทำให้การเดินทางไปทำกิจกรรมต่างๆ ในสวนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ลดภาระการเดินมากจนเกินไป (สมกับสไตล์ขี้คร้าน)  ส่วนการที่อยู่ใกล้แนวรั้ว  และประตูรั้วก็อยู่ใกล้ทางเข้าหลักของสวนที่รถจะขับมาจากทางด้านขวามือ (ด้านตะวันออก) ก็จะทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์เข้ามาที่สวนได้สะดวก ไม่ต้องขับรถไกลไปเพื่อจะเลี้ยวเข้ารั้ว  เป็นอีกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการลดพลังงานในการขับรถยนต์  มันชั่งน่าอัศจรรย์ที่ศาสตร์ของพราหมณ์ ศาสตร์ฮวงจุ้ย และศาสตร์ของเพอร์มาคัลเชอร์ออกแบบตำแหน่งของโซน 0 (บ้าน) ได้อย่างลงตัวโดยไม่มีประเด็นขัดแย้งกัน

หลักการออกแบบโซนของเพอร์มาคัลเชอร์ยังให้แนวทางในการออกแบบการใช้พื้นที่  การเลือกปลูกพืชให้ถูกต้องตามลักษณะการใช้งานในแต่ละโซน การออกแบบที่ดีจะช่วยลดทั้งพลังงานกาย และเครื่องจักรที่จะเอามาใช้ในงานสวน ทำการดำรงชีวิตในสวนขี้คร้านใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ลดการเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่จำเป็น และลดของเสียที่เราจะปล่อยกลับไปในธรรมชาติ  เพื่อที่เราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในระยะยาว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:16:57 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 [10] 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: