หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 899092 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #128 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 08:28:09 PM »

ผมได้อ่าน การปฏิวัติยุคสมัยฯ ของปู่ฟูแล้วรู้สึกว่าเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งมากครับ  ด้านปรัชญาอ่านแล้วยอมรับว่ายังเข้าไม่ถึงจริงๆ (ผมคงมีความคิดตื้นเขินเกินไป - -*)  แต่รู้สึกว่าในทางปฏิบัติแล้ว แกเป็นนักปฏิบัติจริงๆ การที่แกลาออกจากศูนย์วิจัยผมมองว่าแกกลับมาเริ่มทำการวิจัยอีกแบบหนึ่งซึ่งใช้ทั้งวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และก็ไม่ได้เป็นการวิจัยที่มีการควบคุมตัวแปรใดๆเลย (เป็นอย่างที่ธรรมชาติเป็นไปล้วนๆ) หลายสิบปีที่ลองผิดลองถูกกับเป้าหมายสุดยอดที่ว่า จะยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติให้น้อยที่สุด (ตามที่แกเขียนในหนังสือว่าแกรู้จักวิธีปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลมากกว่าใครๆเพราะแกลองมาหมดแล้ว) และในที่สุดแกก็ทำได้สำเร็จ   คือผมมองว่าวิธีการปลูกข้าวที่แกคิดค้นนั้นสุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย แกค้นหาหนทางลัดในวิธีการปลูกข้าวในสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นเมืองที่แกอยู่ได้สำเร็จจริง  กว่าจะได้ข้อสรุปแบบนั้นแกลองสารพัดวิธีมาแล้ว และก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง อาศัยการสังเกต  การตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ถ้าหากเราจะนำแนวคิดนี้มาใช้ผมว่าเกษตรกรต้องปรับใช้กับสิ่งแวดล้อมในบ้านเราให้ได้  คนที่จะทำสำเร็จต้องทุ่มเท ช่างสังเกต หาความรู้ เปรียบเทียบ ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศของบ้านเรา โรคพืช แมลงศัตรูพืช ความสัมพันธ์ของศัตรูพืช ตัวห้ำ ตัวเบียน โรคพืช เชื้อรา วัชพืช โครงสร้างดิน ฯลฯ  นำมาประมวลเป็นแนวทางในการวางแผนปฏิบัติงาน และที่สำคัญต้องลงมือปฏิบัติทดลองวิธีการต่าง ปรับปรุง กลั่นกรองจนกว่าจะได้วิธีการที่ใช้ได้กับท้องถิ่นที่จะทำเกษตรนั้นๆ  เพราะหัวใจของแนวคิดนี้ไม่ใช่การปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ  แต่เป็นการแทรกแทรงธรรมชาติน้อยที่สุดให้สอดคล้องกับแนวทางของธรรมชาติตามที่มันเป็น ซึ่งการจะรู้ว่าแนวทางธรรมชาติในท้องถิ่นของเราเป็นอย่างไรต้องสังเกตและเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ

ขอบคุณครับคุณ automate เท่าที่ทดลองและติดตามข้อมูลมา ผมคิดว่าเราคงจะใช้คำว่า "บ้านเรา" หมายถึงประเทศไทยคงไม่ได้  เนื่องจากที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน  การจัดการที่ราบลุ่มอย่างที่นาก็จะแตกต่างกับการจัดการที่ดอน  ปริมาณน้ำฝนของที่ดินในจังหวัดหวัดกันยังแตกต่างกันมาก แต่ละจุดในที่ดินแปลงเดียวกันยังมีชนิดดินที่ต่างกัน มีปริมาณน้ำใต้ดินต่างกัน  ในตำแหน่งเดียวกันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา 

การเพิ่มองค์ประกอบใหม่ๆ เข้าไปก็จะปรับระบบนิเวศน์ของบริเวณนั้น เช่น การสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ที่แห้งแล้งอาจจะทำให้มีกบมาวางไข่ ทำให้ประชากรกบในบริเวณรอบๆ แหล่งน้ำนั้นมีจำนวนมากขึ้นกว่าปกติ  ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับการควบคุมแมลงในพื้นที่ หรือ การมีแหล่งอาหาร และน้ำล่อให้นกมาทานเมล็ดธัญพืช ก็จะทำให้มีประชากรนกเข้ามากินไม่เฉพาะธัญพืชแต่จะกินแมลงในพื้นที่มากขึ้น  ในขณะเดียวกันประชากรนกก็อาจจะมาทำความเสียหายให้กับผลไม้ในบริเวณนั้นได้ เป็นต้น

นอกจากนั้นการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ก็อาจจะทำให้เกิดสิ่งที่ภาษาเพอร์มาคัลเชอร์จะเรียกว่า Micro-climate ซึ่งคือการบริหารจัดการจะทำให้เกิดสภาพอากาศย่อยเกิดขึ้น ที่แตกต่างจากสภาพอากาศรวมของพื้นที่  เช่น เราสามารถสร้างภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้นในบางส่วนของพื้นที่ดินที่สภาพอากาศส่วนใหญ่เป็นแบบทุ่งหญ้าได้ด้วยการบริหารจัดการน้ำเฉพาะจุด  โดยสรุปการออกแบบระบบของที่ดินแต่ละแปลงจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เราจึงมิอาจคัดลอกการแก้ไขปัญหาของที่ดินแปลงหนึ่งไปใช้กับอีกแปลงหนึ่งได้ทั้งหมด  แต่เราอาจจะเรียนรู้ได้จากหลักการเบื้องหลัง และนำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเราเองได้มากกว่า  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:08:34 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #129 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 09:06:11 PM »

บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน (ต่อ)

ปู่ฟูเน้นการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ พยายามหาหนทางที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติในพื้นที่โดยการค่อยๆ ลดการกระทำของมนุษย์  ปู่ฟูทดลองด้วยวิธีการหว่านแห เช่น การโรยเมล็ดพืชไปทุกๆ ที่ในหลายๆ ช่วงเวลาเพื่อจะค้นหาว่ามันจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมอย่างไร

ส่วนปู่บิลกลับอาศัยประสบการณ์ในการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติที่หลากหลายในสมัยที่เป้นนักวิจัยในโครงการฟื้นฟูป่า และศึกษาระบบนิเวศน์  ปู่บิลรวบรวมประสบการณ์ออกมาเป็นรูปแบบ (pattern) ที่ทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศที่แตกต่างกัน  จากนั้นใช้องค์ความรู้เหล่านี้ในการถ่ายทอดการออกแบบระบบ และปรับภูมิทัศน์ของที่ดินเพื่อสร้างรูปแบบที่เอื้อให้ธรรมชาติทำงานได้ดี

ทั้ง 2 แนวคิดมุ่งเน้นที่เป้าหมายเดียวกันคือการทำงานร่วมกับธรรมชาติ  แต่ปู่ฟูมีความละเอียดอ่อนและมุ่งเน้นที่ "การไม่กระทำ"  ส่วนปู่บิลเน้นที่การออกแบบจะ "ลงมือกระทำ" เพื่อวางองค์ประกอบต่างๆ ในจุดและเวลาที่เหมาะสม เพื่อเสริมการทำงานของธรรมชาติ  ทั้ง 2 แนวทางมุ้งเน้นที่ความหลากหลาย และการลด "การกระทำ" ของมนุษย์ในระยะยาว  (ปู่ฟูจะให้เริ่มลดการไม่กระทำทันทีแต่ค่อยเป็นค่อยไป  ส่วนปู่บิลจะเน้นให้กระทำที่มากหน่อยในช่วงต้นที่มีการออกแบบระบบ สร้างระบบ และปรับภูมิทัศน์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระทำ/บำรุงรักษามากนักในระยะยาว)

ด้วยแนวคิดแบบนี้ของปู่บิล ในช่วงต้นเขาบัญญัติคำว่า Permaculture มาจากคำว่า Permanent + Agriculture หมายถึงการทำการเกษตรแบบยั่งยืนร่วมกับธรรมชาติ   ต่อมาแนวคิดของเขาขยายออกไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรม การจัดตั้งองค์กรทางการเงิน การจัดตั้งองค์ที่พลักดันการเคลื่อนไหวเพอร์มาคัลเชอร์ เป็นต้น  ต่อมาจึงได้มีคนขยายคำนิยามของเพอร์มาคัลเชอร์ ว่าน่าจะมาจากคำว่า Permanent + Culture (วัฒนธรรมยั่งยืน) มากกว่า  โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการทำการเกษตรยั่งยืนแต่เพียงอย่างเดียว  คนในเมืองที่ไม่มีที่ดินเพาะปลูกมากนักก็สามารถประยุกต์ใช้แนวคิดของเพอร์มาคัลเชอร์ในการดำเนินชีวิตได้

การเคลื่อนไหวหลักของเพอร์มาคัลเชอร์มุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือใหัคนสามารถพึ่งพาตนเองในธรรมชาติได้โดยอาศัยการออกแบบ และพัฒนาระบบที่ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน โดยหลักการออกแบบจะอยู่บนหลักธรรมนูญ 3 ข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้บนหลักการพื้นฐาน 12 ข้อคือ


1. การเฝ้าสังเกตุและทำงานกับธรรมชาติ : การให้เวลากับการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมจะทำให้เราออกแบบระบบได้เหมาะสมกับสถานะการณ์เฉพาะในสวนของเรา
2. การดักเก็บ และสะสมทรัพยากร : การพัฒนาระบบที่จะดักเก็บทรัพยากรในช่วงที่มีมากที่สุด และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ขาดแคลน
3. ได้รับผลผลิตจากระบบ : ต้องออกแบบระบบให้ได้ผลผลิตที่มนุษย์ต้องการด้วย
4. กำกับดูแล และแก้ไขด้วยตัวเอง : เพื่อระบบสามารถทำงานได้ในระยะยาว จะต้องหมั่นสำรวจความผิดปกติ และแก้ไขระบบ
5. ใช้และให้คุณค่ากับทรัพยากรหมุนเวียนและบริการ : การใช้ทรัพยการที่หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจะช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภค และลดการพึ่งพิงทรัยากรที่ใช้แล้วหมดไป
6. ลดการสร้างของเสีย : โดยการให้คุณค่ากับทุกทรัพยกรที่มี เราจะค้นพบว่าของเสียจากระบบหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับอีกระบบหนึ่ง  เมื่อบริหารการใช้งานของเสียดีๆ ก็จะไม่มีของเสีย
7. ออกแบบจากรูปแบบก่อนจะลงรายละเอียด : เมื่อเราย้อนกลับมาดูภาพใหญ่เราจะสังเกตุเห็นรูปแบบในธรรมชาติ และสังคม  รูปแบบเหล่านี้สามารถใช้งานเป็นแกนหลักในการออกแบบของเราก่อนที่จะใส่รายละเอียดต่างๆ ลงไป
8. การทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานแยกกัน : โดยการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ที่เหมาะสมจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ และทำให้องค์ประกอบทำงานเกื้อหนุนกัน
9. การแก้ปัญหาขนาดเล็ก และช้าๆ : ระบบขนาดเล็ก และช้าจะสามารถบำรุงรักษาได้ง่ายกว่าระบบขนาดใหญ่ๆ เป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และสร้างผลผลิตที่ยั่งยืนกว่า
10. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานความหลากหลาย : ความหลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม และใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนกัน
11. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานขอบ : รอยเชื่อมต่อขององค์ประกอบต่างๆ เป็นบริเวณที่สิ่งที่น่าสนใจต่างๆ มักจะเกิดขึ้น  ซึ่งสื่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นองค์ประกอบที่มีคุณค่า ความหลากหลาย และมีประสิทธิผลมากที่สุดในระบบ
12. ใช้งาน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ : เราสามารถที่จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยเฝ้าสังเกตุธรรมชาติอย่างรอบคอบ และเข้าไปช่วยส่งเสริมการทำงานของธรรมชาติในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ด้วยหลักการข้างต้น ผมพยายามออกแบบระบบต่างๆ ในสวนแบบงูๆ ปลาๆ โดยอาศัยการศึกษาเทคนิคย่อยๆ ในหนังสือคู่มือนักออกแบบที่ปู่บิลได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในบทต่อไปมาฟังประสบการณ์ในการเอาเพอร์มาคัลเชอร์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และก่อสร้างขนำ แบบงูๆ ปลาๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2013, 11:12:46 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
jeenapat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1065

สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม


« ตอบ #130 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 08:44:44 AM »

อยากเห็นหน้าตาสวนขี้คร้าน เร็ว ๆ จัง มาเร็ว ๆ ไว ๆ นะคะ ตั้งตารอชมอยู่คร้าาาา เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง
บันทึกการเข้า
SinchaiTK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 586


สักวันเราจะไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และพอเพียง


« ตอบ #131 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 09:04:18 AM »

Congratulation!!! เย้ และแล้วก็คลอดกระทู้แรก เปิดบ้าน Permaculture เสียที

เพิ่งเริ่มอ่านหน้าแรกก็ติดใจแล้ว เลยขอเข้ามาแสดงความยินดีก่อน เดี๋ยวไล่อ่านจนจบให้ได้ครับ

ก้อง
14/11/2012
บันทึกการเข้า
jeenapat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1065

สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม


« ตอบ #132 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 10:01:17 AM »

Congratulation!!! เย้ และแล้วก็คลอดกระทู้แรก เปิดบ้าน Permaculture เสียที

เพิ่งเริ่มอ่านหน้าแรกก็ติดใจแล้ว เลยขอเข้ามาแสดงความยินดีก่อน เดี๋ยวไล่อ่านจนจบให้ได้ครับ

ก้อง
14/11/2012

ถึง พี่ก้อง เมื่อเช้ายังนั่งนึกอยู่เลยคะ ว่าพี่ก้องไปไหนน้าาาา ลังเล  ลังเล ลังเล
ไม่เห็นมาเม้น ในกระทู้คุณธีเลย   รึว่ายังไม่ทราบข่าวการเปิดบ้านสวนขี้คร้าน ฯ
กระทู้นี้คงเป็นกระทู้รวบจอมทัพ ทั้งหลายแน่ ๆ ที่เห็น ก็ 5 ท่านแล้ว ส่วนลูกขุนก็ขอเก็บเกี่ยวความรู้ไปเรื่อย ๆคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 14, 2012, 10:03:05 AM โดย รุจี » บันทึกการเข้า
pakinees
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 261


« ตอบ #133 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 11:14:16 AM »

สวัสดีค่ะคุณธีระ ติดตามกระทู้ของคุณมาสักพัก ได้ความรู้ค่ะ ดิฉันเองก็ได้ที่ดินที่แล้งคล้ายกับของคุณ แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือ

ดีใจที่เริ่มมีการกล่าวถึงปราชญ์ด้านเกษตรกรรมของไทยแล้ว คุณเดชา ศิริภัทร เป็นบุคคลที่น่านับถือ ชื่นชมและน่าทึ่งกับแนวคิด อุดมคติ และการเลือกดำเนินชีวิตของเขา ดิฉันได้ติดตามหนังสือของคุณเดชาอยู่หลายเล่ม (แกเขียนอยู่ไม่กี่เล่ม) จนปัจจุบันเริ่มมีบุคคลากรท่านอื่นๆที่มีการศึกษาสูงและรักแนวทางของบรรพบุรุษเรา อย่าง ดร.แสวง รวยสูงเนิน ก็เป็นอีกท่านหนึ่งนะคะ มีหนังสือออกมา 2 เล่ม น่าสนใจและน่าติดตามผลงานของท่านเหล่านี้ โดยส่วนตัวแล้วดีใจมาก ที่มีบุคคลกรแบบนี้เพิ่มขึ้นในบ้านเมืองเรา ไม่ทราบว่าคุณธีระได้เคยอ่านหนังสือของ ดร.แสวงหรือยัง ชื่อประมาณว่า "ฟูกูโอกะคิด ดร.แสวง ลูกชาวนาไทยทำ"

เป็นกำลังใจให้เหมือนที่หลายๆท่านคอยเชียร์อยู่ ขอให้ประสบผลสำเร็จนะคะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลและประสบการณ์ที่นำมาให้ค่ะ จะคอยติดตามนะคะ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #134 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 11:42:55 AM »

อยากเห็นหน้าตาสวนขี้คร้าน เร็ว ๆ จัง มาเร็ว ๆ ไว ๆ นะคะ ตั้งตารอชมอยู่คร้าาาา เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง
คุณรุจีใจร้อนแบบวัยรุ่นเลย คริ คริ  ยิ้ม ยิ้ม

Congratulation!!! เย้ และแล้วก็คลอดกระทู้แรก เปิดบ้าน Permaculture เสียที

เพิ่งเริ่มอ่านหน้าแรกก็ติดใจแล้ว เลยขอเข้ามาแสดงความยินดีก่อน เดี๋ยวไล่อ่านจนจบให้ได้ครับ

ก้อง
14/11/2012

ขอบคุณที่แวะมาเยียมเยือนครับพี่ก้อง  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #135 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 12:27:18 PM »

สวัสดีค่ะคุณธีระ ติดตามกระทู้ของคุณมาสักพัก ได้ความรู้ค่ะ ดิฉันเองก็ได้ที่ดินที่แล้งคล้ายกับของคุณ แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือ

ดีใจที่เริ่มมีการกล่าวถึงปราชญ์ด้านเกษตรกรรมของไทยแล้ว คุณเดชา ศิริภัทร เป็นบุคคลที่น่านับถือ ชื่นชมและน่าทึ่งกับแนวคิด อุดมคติ และการเลือกดำเนินชีวิตของเขา ดิฉันได้ติดตามหนังสือของคุณเดชาอยู่หลายเล่ม (แกเขียนอยู่ไม่กี่เล่ม) จนปัจจุบันเริ่มมีบุคคลากรท่านอื่นๆที่มีการศึกษาสูงและรักแนวทางของบรรพบุรุษเรา อย่าง ดร.แสวง รวยสูงเนิน ก็เป็นอีกท่านหนึ่งนะคะ มีหนังสือออกมา 2 เล่ม น่าสนใจและน่าติดตามผลงานของท่านเหล่านี้ โดยส่วนตัวแล้วดีใจมาก ที่มีบุคคลกรแบบนี้เพิ่มขึ้นในบ้านเมืองเรา ไม่ทราบว่าคุณธีระได้เคยอ่านหนังสือของ ดร.แสวงหรือยัง ชื่อประมาณว่า "ฟูกูโอกะคิด ดร.แสวง ลูกชาวนาไทยทำ"

เป็นกำลังใจให้เหมือนที่หลายๆท่านคอยเชียร์อยู่ ขอให้ประสบผลสำเร็จนะคะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลและประสบการณ์ที่นำมาให้ค่ะ จะคอยติดตามนะคะ

ขอบคุณครับคุณ pakinees  ความจริงตอนปู่ฟูมาเยี่ยมเมืองไทยในช่วงปี พ.ศ. 2533-2534 เพื่อมาตามหาเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปช่วยประเทศอินเดีย  ปู่ฟูมีโอกาสได้พบปราชญ์ด้านเกษตรกรรมธรรมชาติหลายท่าน  ได้แก่ ท่านพุทธทาส,  ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และพ่อคำเดื่อง ภาษี  ส่วน อ.เดชา ศิริภัทร ท่านเดินทางไปเยี่ยมปู่ฟูที่ญี่ปุ่นเลย  ความจริงยังมีปราชญ์ในเมืองไทยอีกจำนวนมากที่ทำเกษตรกรรมธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ดร.แสวง รวยสูงเนินที่คุณ pakinees กล่าวถึง หรือคุณนฤทธิ์ คำธิศรี ที่คุณ konthain(นพ) พูดถึง  หรือ คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ (ลุงนิล) หรือ คุณโจน จันได และอื่นๆ อีกมากมาย เรื่องราวของปราชญ์เหล่านี้ในเมืองไทย  เราจะเข้าถึงได้ง่ายกว่าเพราะสามารถเดินทางไปเยี่ยมท่านเหล่านั้นเพื่อขอเรียนรู้โดยตรงได้สะดวกกว่า (ส่วนตัวผมคิดว่าทุกๆ ท่านคงรู้จักปราชญ์เหล่านี้หมดแล้ว  เพราะท่านเหล่านี้มีผลงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติในเมืองไทยมายาวนาน

เรื่องหนังสือของ อ.เดชา กำลังอ่านเรื่อง "เส้นทางเกษตรกรรมยั่งยืน" อยู่ครับ  แต่เพิ่งอ่านไม่ถึง 50 หน้า  โกรธ โกรธ โกรธ  ส่วนเล่มอื่นยังไม่มีในครอบครอง

ส่วนเรื่องของ อ.แสวง ผมก็ติดตามอ่านในบล็อคของอาจารย์ที่ gotoknow อยู่เรื่อยๆ  มีทั้งเรื่องเกษตร เรื่องระบบการศึกษา และเรื่องพระเครื่องปนๆ กัน หลากหลายดีครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
pakinees
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 261


« ตอบ #136 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 01:18:00 PM »

เรื่องหนังสือของ อ.เดชา กำลังอ่านเรื่อง "เส้นทางเกษตรกรรมยั่งยืน" อยู่ครับ  แต่เพิ่งอ่านไม่ถึง 50 หน้า      ส่วนเล่มอื่นยังไม่มีในครอบครอง

พอกันกับดิฉันค่ะ คือ ค่อยๆอ่าน เพราะตัวเล็ก เนื้อหาเยอะ แต่เวลา(อ่าน)มีน้อย
บันทึกการเข้า
pong2510
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 436


โลกสีเขียวยังมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะ


« ตอบ #137 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 08:58:18 PM »


  สวัสดีครับมาเจอศิษย์อาจารย์เดียวกัน แต่เราทำสวนไม่เหมือนกัน
แต่เราขี้เกียจเหมือนกัน "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ"
บันทึกการเข้า

มีเกิดก็ต้องมีดับ
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #138 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 09:41:34 PM »

  สวัสดีครับมาเจอศิษย์อาจารย์เดียวกัน แต่เราทำสวนไม่เหมือนกัน
แต่เราขี้เกียจเหมือนกัน "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ"

สวัสดีครับพี่กันตพัฒน์  "ทำเหมือนไม่ทำ ไม่ทำเหมือนทำ" ฟังดูดีจังจะจำไว้ใช้  ผมไปสวน 1-2 สัปดาห์ครั้ง  คงต้องพึ่งธรรมชาติในการทำงานมากหน่อย  เลยไม่กล้าลงระบบที่ทำงานเร็ว  เพราะถ้ามีอะไรผิดปกติกว่าจะมีโอกาสแก้ไขก็คงสายเสียแล้ว  ถ้าเข้าที่เข้าทางคงจะทดลองระบบ Aquaponics แบบพี่กันตพัฒน์บ้าง (อยากจะทดลองมาก)

ส่วนเรื่อง BioActn ผมมีโอกาสได้ซื้อแล้วนะครับ  ผมกำลังทดลองเรื่อง Vertical Mulch ด้วยการใช้เทคนิคนี้ช่วยในการปลูกต้นไม้ในหน้าแล้งครับ  ได้ผลอย่างไรคงจะค่อยๆ เอามาลงกระทู้ครับ
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #139 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 03:33:07 AM »

พี่  Teerapan  ช่วยทำลิ้งค์  หนังสือให้ผมบ้างได้ไหมครับ  ตอนนี้ผมพึงอ่านไปแค่สองเรื่องเอง  One straw evolution, Farmer's hand  book.  หนังสือที่พี่อ่าน ผมหาซื้อไม้ได้น่ะครับ  small is beautiful  หาไม่เจอน่ะครับ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #140 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 07:05:14 AM »

พี่  Teerapan  ช่วยทำลิ้งค์  หนังสือให้ผมบ้างได้ไหมครับ  ตอนนี้ผมพึงอ่านไปแค่สองเรื่องเอง  One straw evolution, Farmer's hand  book.  หนังสือที่พี่อ่าน ผมหาซื้อไม้ได้น่ะครับ  small is beautiful  หาไม่เจอน่ะครับ

แหะๆ ขอโทษด้วย ผมซื้อเป็นเล่มจริงครับไม่ได้อ่านจากเน็ท หนังสมุดน่าจะมีทุกมหาวิทยาลัยนะครับ ชื่อไทยคือ "เล็กนั้นงาม"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2012, 07:31:28 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
SinchaiTK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 586


สักวันเราจะไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และพอเพียง


« ตอบ #141 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 12:23:22 PM »

อ่านมาได้ 7 หน้าติดจนไม่ละสายตา จนน้องๆ ทีมงานสงสัยว่าพี่ก้องอ่านอะไรนานเหลือเกิน

หยุดตอนเข้าประชุมกับทำงาน พอเสร็จรีบกลับมาเปิดอ่านต่อ

ด้วยเวลาช่วงนี้ที่จำกัดเลยต้องทยอยอ่าน เพราะไม่อยากตกแม้แต่คำเดียว

อ่านและคิดตาม เพราะอยากตกผลึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง

จนเข้าใจว่า
ธรรมชาตินั้นแสนสามัญธรรมดา
แต่คนเรานี่หนาไปทำจนมันสับสน
พอหลงทางจะเดินกลับแสนวกวน
เพราะหลงตนคิดว่าข้าแน่จริงเอย


คนหรือมนุษย์ได้ปัญญามาคิดมาพัฒนา แต่ระหว่างทางกลับหลงลืมบันทึกหรือเรียนรู้เส้นทางเก่าๆ  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดว่าข้าแน่
จนมาถึงปัจจุบันเริ่มเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความดำรงอยู่อย่างยั่งยืน เริ่มค้นหาเริ่มค้นคว้าแต่มันก็เหมือนเราจะมีแต่ปีกที่บินขึ้นสูง ขึ้นสูง แต่เราไร้รากที่คอยยึดเราไว้

เราหลงลืมรากเหง้า ของการดำรงอยู่

ขอบคุณปู่ๆ อาจารย์ผู้ทรงความรู้ค้นหาและได้มาซึ่งคำตอบทางธรรมชาติ

และขอบคุณคุณนึกที่ได้ค้นหาและรวบรวม จนถ่ายทอดออกมาทำให้เรามองเห็นเส้นทางที่จะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ตอนผมเริ่มลงมือพัฒนาที่ดินที่บ้านเพลิน

ผมลองนั่งหลับตาและจินตนาการภพไปในอดีตสักร้อยปีที่แล้ว ว่าภาพในที่ดินที่เราซื้อมันน่าจะเป็นอย่างไร
ผมเห็นภาพแรกเป็นต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะมากๆ แต่พอนึกอีกทีหรือว่ามันจะเป็นภาพทุ่งรังสิตที่มีแต่หญ้าเต็มไปหมด
หรือว่าเมื่อร้อยปีที่แล้วมันก็เป็นทุ่งนาอย่างนี้นั้นแหละ ลองสอบถามลุงที่ทำนาบริเวณใกล้เคียงกันเขาบอกเขาทำนาที่นี่มาสี่สิบกว่าปีแล้วก็เป็นแบบนี้

รุ่นพอเขาก็ทำมาก่อน

ภาพมันเลยค่อยๆ ฉายกลับมาว่าถ้ามันเป็นนาอยู่ก่อนแล้ว มันก็สมควรจะเป็นนาต่อไป แต่เราจะจัดสรรให้มันเป็นนาที่เติมเต็มจากความรู้ที่เราเรียนมา เราจะไม่ไปบิดไปเบี้ยว ไม่เอาเทคโนโลยีไปเปลี่ยนแปลง แต่เราจะเอาเทคโนโลยีไปประคับประคอง ให้ที่นายังคงสมบูรณ์

เพื่อส่งต่อไปให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน และจะพยายามสร้างคู่มือองค์ความรู้เอาไว้ถ่ายทอดให้เขา ได้นำมาเรียนรู้ต่อๆ ไป พยายามเก็บบันทึกภาพถ่าย เอาไว้ให้เห็นความเปลียนแปลง

เราเองอาจโชคดีที่ได้รับรู้และมีโอกาสได้เตรียมการ แต่คนชั้นกลางอีกหลายๆ คนยั่งไม่ได้แม้จะเริ่มคิด

ได้อ่านเรื่องพลังงานแล้ววันนี้ผมเริ่มดีใจที่ตนเองรักการปั่นจักรยานอยู่แล้ว ครอบครัวก็ปั่นจักรยานกันจนเป็นนิสัย

วันนี้เลยวางแผนออกรถจักรยาน 3 ล้อที่มีกระบะพ่วงด้านหลังไว้ขนของเครื่องมือการเกษตร ผลผลิต ปุ๋ย พันธุ์ไม้เวลาเอาไปปลูก จะได้ไม่ต้องใช้น้ำมัน

เขียนมาเสียยาวรบกวนพื้นที่คุณนึกแบ่งปันความคิดนะครับ

รออ่านคำทำนายจากคุณนึกจนตกผลึกเพื่อใช้วางแผนก้าวเดินต่อไปครับ

ก้อง
15/11/2012
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #142 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:35:52 PM »

อ่านมาได้ 7 หน้าติดจนไม่ละสายตา จนน้องๆ ทีมงานสงสัยว่าพี่ก้องอ่านอะไรนานเหลือเกิน
หยุดตอนเข้าประชุมกับทำงาน พอเสร็จรีบกลับมาเปิดอ่านต่อ
ด้วยเวลาช่วงนี้ที่จำกัดเลยต้องทยอยอ่าน เพราะไม่อยากตกแม้แต่คำเดียว
อ่านและคิดตาม เพราะอยากตกผลึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง
จนเข้าใจว่า
ธรรมชาตินั้นแสนสามัญธรรมดา
แต่คนเรานี่หนาไปทำจนมันสับสน
พอหลงทางจะเดินกลับแสนวกวน
เพราะหลงตนคิดว่าข้าแน่จริงเอย


คนหรือมนุษย์ได้ปัญญามาคิดมาพัฒนา แต่ระหว่างทางกลับหลงลืมบันทึกหรือเรียนรู้เส้นทางเก่าๆ  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดว่าข้าแน่
จนมาถึงปัจจุบันเริ่มเห็นความสำคัญของธรรมชาติและความดำรงอยู่อย่างยั่งยืน เริ่มค้นหาเริ่มค้นคว้าแต่มันก็เหมือนเราจะมีแต่ปีกที่บินขึ้นสูง ขึ้นสูง แต่เราไร้รากที่คอยยึดเราไว้ เราหลงลืมรากเหง้า ของการดำรงอยู่
....

รออ่านคำทำนายจากคุณนึกจนตกผลึกเพื่อใช้วางแผนก้าวเดินต่อไปครับ

ก้อง
15/11/2012


คอมเม้นท์พี่ก้องเป็นที่ต้อนรับเสมอครับ  ใช้เนื้อที่ตามสบายครับ  ชอบที่พี่ก้องสรุปมากครับ  แต่ระวังเจ้านายข้างหลังหน่อย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนเรื่องคำทำนายจากผมคงไม่มีหรอก  มีแค่เรื่องราวของคนเพี้ยนทดลองอะไรบ้าๆ บอๆ ไปวันๆ  ท่าทางจะลองผิดมากกว่าลองถูก  แต่ก็ทำให้เราค้นพบอีกวิธีที่ใช้ไม่ได้  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #143 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 04:55:32 AM »

ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวนามาตลอด  หลายชั่วอายุคน ผมไม่แน่ใจว่า ชาวบ้านที่เป็น เกษตรกรไทย  ยากจนลงตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เท่าที่ผมมองเห็น   ก่อน 2510  ซึ่งผมยังเป็นเด็ก   ชาวนาไทย  ทำนาปีละ 1 ครั้ง ไม่มีปุ๋ย  ไม่มียาฆ่าแมลง ใช้ควายใถนา ไม่มีเครื่องสูบน้ำ  แต่มีระหัดวิดน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้   จึงมีการเลี้ยงควายกันเป็นเรื่องเป็นราว ทุกบ้านมีคอกควาย  มีควายเต็มคอก  พืชผักไม่ต้องซื้อหา ปลูกกินกัน และยังขอกันได้ด้วย  การดำนา  เกี่ยวข้าวมีประเพณีลงแขก   การทำนาต้องยกครัวออกไปนอนนา   ตั้งแต่เดือน 6  จะเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จกลับบ้านก็  ประมาณสงกรานต์  ชีวิตไม่เร่งรีบ  นาฬิกาแทบไม่มี  เขาดูเวลากันโดยดูดวงอาทิตย์  และพระตีกลองเพล
    
การขนส่ง ใช้วัวลากเกวียนเป็นพาหนะเดินทางและ ขนข้าวจากนามาเก็บไว้ในยุ้งฉาง   การเดินทางระยะไกล  นิยมขี่ม้าและ ทางเรือ  ถนนหนทางไม่ดี   รถมีน้อย  การเดินทางที่สุดหรูตอนนั้น ก็รถไฟรถจักรไอน้ำ  มีหัวดีเซลน้อยมาก นานๆเห็นที         รถจักรยานใช้ระยะใกล้  นักเรียนอย่างพวกผมต้องขี่จักรยานไปเรียน  ไปกลับวันละ 14-15 กม.     ภาระหนักที่สุดของผมตอนนั้นคือต้องลงไปหาบน้ำจากแม่น้ำน่านเอามาไว้ใส่โอ่ง  

การค้าข้าวจะมีพ่อค้ามารับซื้อ  โดยทางเรือยนต์ลากจูง ทางแม่น้ำน่าน  ซึ่งยังไม่มีเขื่อน    การซื้อขายใช้วิธีตวงข้าวเป็นถัง มีหน่วยวัดเป็นเกวียน  ราคาข้าวตอนนั้นประมาณ 500-700 บาท ต่อเกวียน ราคาทองคำประมาณบาทละ 400  บาท  

ผมเห็นชาวบ้านและครอบครัวผมก็มีความสุขดี  วันพระเขาต้องไปทำบุญที่วัด   หนุ่มสาวก็ไปเจอกันที่วัดเสียส่วนใหญ่   วันพระสำคัญคนจะไปทำบุญเยอะมาก  หนุ่มสาวจะรอวันสำคัญทางศาสนา  เพื่อจะไปวัดกัน  และพบกัน  วันนั้นจะแต่งตัวสวยหล่อกันเต็มพิกัด  ใครมีทองมีเครื่องประดับ แต่งกันเต็มที่  โดยเฉพาะวันสงกรานต์  จะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมาก  มีความหมายลึกซึ้ง  

ที่พูดมานั้นเดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไรเลย    ที่พบเห็นมากมายตอนนี้ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า  รถยนต์ รถจักรยานยนต์  พร้อมด้วย ความเร่งรีบ ความยากจน  ความเห็นแก่ตัว  การทะเลาะเบาะแว้ง  ของพี่น้องและเพื่อนบ้าน   คนบ้านใกล้กันจากเมื่อก่อน คือมิตรสนิท  จึงมาปลูกบ้านใกล้กัน  แต่เดี๋ยวนี้มัก ไม่ถูกกัน  ด้วยเหตุกระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อย    

ผมรู้สึกว่า  แถวบ้านผม คนยากจนลง  ตอนไฟฟ้าเข้าถึง  ถนนหนทางเข้าถึง  ข้าวราคาตันละเป็นหมื่นนี่แหละ

ผมถึงดีใจ  ถ้าหากน้ำมันมันจะหมดไปจากโลกนี้เสียที     ผมอยากเห็นภาพนั้นอีก  ก่อนตายครับ  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2012, 05:03:02 AM โดย ชุติพนธ์ » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: