หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 880225 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10945


« ตอบ #112 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2012, 03:23:16 PM »

ต้องขอกล่าวสวัสดีพี่Teerapanผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจนำเอาความรู้ต่างๆมาแบ่งปันกับเพื่อนๆณ.ที่แห่งนี้ ครอบครัวบ้านสวนไทรงามขอเป็นกำลังใจให้กับคนชอบปลูกเหมือนกันครับ เชื่อว่าสวนขี้คร้านเกิดขึ้นด้วยใจรักการจะก้าวไปดั่งใจฝันคงไม่ยาก พื้นที่เช่นนี้เหมาะแล้วที่เราจะได้พิสูจน์ให้ชุมชนได้ประจักษ์ว่าเราก็สามารถพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับแผ่นดินได้ ผมเองตอนตัดสินใจซื้อที่ก็มิได้คิดอะไรมากเพราะตอนไปดูครั้งแรกในเดือนเมษาทิวทัศน์แถวนั้นก็ดูร่มรื่นดี ชาวบ้านบอกว่าที่นี่แล้งนะก็ไม่เชื่อเพราะคิดว่าศาสตร์พระราชาจะกระทำได้ทุกที่ในผืนแผ่นดินไทยเพียงแต่ให้เวลาและความเพียร


พื้นที่ของสวนจึงถูกกำหนดด้วยแหล่งน้ำกระจายให้ครอบคลุม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2012, 03:38:13 PM โดย กัญจน์ » บันทึกการเข้า

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #113 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2012, 12:28:22 PM »

ขอเป็นลูกหาบ ร่วมเดินทางกับ สวนขี้คร้านด้วยครับ ยิ้ม))
ด้วยความยินดีครับ

โอ้  พี่นึกเปิดสวนแล้ว  แวะมาให้กำลังใจค่ะ  ถึงจะช้าหน่อย  ก็ตั้งใจมาจร้า
ขอบคุณครับน้องมน  อาการไม่สบายดีขึ้นแล้วยังครับ?

สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ ถ้า รบ. ไทยรู้จักที่จะนำแนวทางเกษตรพอเพียงมาพัฒนาประเทศก็คงดีเนอะ จะได้สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นครัวของโลกหน่อย
เห็นด้วยครับ  แต่ก่อนอื่นจะต้องเปลี่ยนดัชนีชี้วัดกันก่อน  เพราะว่าหากมีปฏิบัติทั้ง 3 ขั้น อาจจะหมายถึงการลดลงของ GDP Growth รบ. อาจจะไม่แฮบปี้เท่าไหร่

ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ดีใจจังสวนเดิมบางมีคู่หูแล้ว เหมือนคู่แฝดเลยค่ะ  ...แต่สวนขี้คร้านได้เปรียบนิดนึงตรงอายุเจ้าของสวน
เป็นกำลังใจ...งานท้าทายความสามารถ ผ่านได้อยู่แล้ว ยิ้มกว้างๆ
ว่างๆ จะขอไปเรียนงานที่สวนเดิมบางฯ ครับ

...น่าติดตามชมเป็นอย่างมาก เรื่องราวของคิวบา ก็คงเหมือนสมัยปู่ย่าตายายของเรา ที่ท่านทำมาหากินและอยู่รอดกับธรรมชาติได้อย่างดี และยังสมารถส่งลูกหลานให้ได้เรียนหนังสือมีการศึกษา และมีความรู้สูงๆ อย่างพวกเราในเว็บนี้

...ห้องทดลองแห่งนี้จะเป็นแบบอย่างในการสู้กับความแห้งแล้งโดยอาศัยการอิงธรรมชาิติ เคารพธรรมชาติ และเติบโตไปกับธรรมชาติ อีกแห่งหนึ่งแน่นอนครับ

ขอบคุณครับ คุณ sompol  แวะเข้าไปเยี่ยมสวนคุณ sompol หลายครั้ง  มีเรื่องให้เรียนรู้เยอะเลยนะครับ

เข้ามาอ่านทุกวัน เป็นหนึ่งในกระทู้ที่จะต้องขาดไม่ได้ไปแล้ว
อยากถามว่า หนังสือของปู่บิล มีการแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วหรือยังครับ เพราะเคยเห็นมีแต่ของปู่ฟูเท่านั้น
หนังสือของปู่บิลยังไม่มีคนแปลครับ  ถึงแปลก็น่าจะหาคนสนใจอ่านน้อยนะครับ  สำหรับเมืองไทยเรื่องเพอร์มาคัลเจอร์ยังไม่ดังครับ  แต่พวกเพื่อนๆ ชาวออสเตรเลียจะรู้เรื่องนี้ดี  มีคนนำเอาแนวคิดมาประยุกต์ในเมืองไทยก็หลายคน  แถมบรมอาจารย์ด้านเพอร์มาคัลเจอร์ทั้งหลายมาเยี่ยมเมืองไทยกันแล้วทุกท่านครับ  คุณ Bankao สนใจเป็นคนแปลคนแรกมั๊ยละครับ?

ต้องขอกล่าวสวัสดีพี่Teerapanผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจนำเอาความรู้ต่างๆมาแบ่งปันกับเพื่อนๆณ.ที่แห่งนี้ ครอบครัวบ้านสวนไทรงามขอเป็นกำลังใจให้กับคนชอบปลูกเหมือนกันครับ เชื่อว่าสวนขี้คร้านเกิดขึ้นด้วยใจรักการจะก้าวไปดั่งใจฝันคงไม่ยาก พื้นที่เช่นนี้เหมาะแล้วที่เราจะได้พิสูจน์ให้ชุมชนได้ประจักษ์ว่าเราก็สามารถพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับแผ่นดินได้ ผมเองตอนตัดสินใจซื้อที่ก็มิได้คิดอะไรมากเพราะตอนไปดูครั้งแรกในเดือนเมษาทิวทัศน์แถวนั้นก็ดูร่มรื่นดี ชาวบ้านบอกว่าที่นี่แล้งนะก็ไม่เชื่อเพราะคิดว่าศาสตร์พระราชาจะกระทำได้ทุกที่ในผืนแผ่นดินไทยเพียงแต่ให้เวลาและความเพียร พื้นที่ของสวนจึงถูกกำหนดด้วยแหล่งน้ำกระจายให้ครอบคลุม
ขอบคุณครับคุณกัญจน์  ผมก็ติดตามเรื่องราวดีๆ ของสวนไทรงามอยู่เสมอครับ  ชื่นชมวิธีการสอนลูกของคุณกัญจน์ครับ

ปล. อาทิตย์นี้ของพักเคียร์ธุระก่อน  ขอมาต่อกระทู้บทที่ 4 สัปดาห์หน้านะครับ
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
siripan1112
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 445


« ตอบ #114 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2012, 03:23:55 AM »

"เห็นด้วยครับ  แต่ก่อนอื่นจะต้องเปลี่ยนดัชนีชี้วัดกันก่อน  เพราะว่าหากมีปฏิบัติทั้ง 3 ขั้น อาจจะหมายถึงการลดลงของ GDP Growth รบ. อาจจะไม่แฮบปี้เท่าไหร่"


ถึงแม้  GDP  สูงหรือต่ำ ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี  ประเทศเป็นหนี้  IMF  หรือปลดหนี้  IMF  ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี
ผมวางมือทางการมืองแล้ว  ปลูกต้นไม้ดีกว่า.....ช่าง(หัว)  GDP  มันเถอะ  หนี้สาธารณะลืมไปได้เลย  แก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคลใ้ห้รอดก่อน  555 โกรธ โกรธ โกรธ เศร้า
บันทึกการเข้า
DUMP
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 142


« ตอบ #115 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 09:13:00 AM »

สวัสดีครับคุณ Teerapan ต้องขอโทษด้วยครับที่ผมเขียนให้เข้าใจผิด ทีว่าดูที่ไม่รอบคอบและอายุเหลือน้อย หมายถึงตัวผมเองครับ เพราะผมซื้อที่สุพรรณเป็นร่องปลอดฝน   ฝนน้อยจริงๆ   ห่างกันแค่สามกิโลเมตร เขาตกกันตรึม ที่ของผมแค่ปลอยๆ  ยังไงก็เข้ามาให้กำลังใจ
คอเดียวกันครับ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #116 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 12:50:23 PM »

"เห็นด้วยครับ  แต่ก่อนอื่นจะต้องเปลี่ยนดัชนีชี้วัดกันก่อน  เพราะว่าหากมีปฏิบัติทั้ง 3 ขั้น อาจจะหมายถึงการลดลงของ GDP Growth รบ. อาจจะไม่แฮบปี้เท่าไหร่"

ถึงแม้  GDP  สูงหรือต่ำ ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี  ประเทศเป็นหนี้  IMF  หรือปลดหนี้  IMF  ผมก็ยังอยู่อย่างลำบากอยู่ดี
ผมวางมือทางการมืองแล้ว  ปลูกต้นไม้ดีกว่า.....ช่าง(หัว)  GDP  มันเถอะ  หนี้สาธารณะลืมไปได้เลย  แก้ปัญหาหนี้ส่วนบุคคลใ้ห้รอดก่อน  555 โกรธ โกรธ โกรธ เศร้า
เห็นด้วยครับน้อง siripan1112 บันไดขั้นที่ 1 ของเศรษฐกิจพอเพียงคือการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองเพื่อให้ครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองเองได้  ไม่ได้มีส่วนไหนพระราชดำรัสกล่าวถึงการพึ่งพารัฐ พึ่งพานักการเมือง หรือการออกไปประท้วงเวลาที่ราคาพืชผลบางชนิดตกต่ำเลย

หลักการสำคัญยังคงอยู่รอบๆ การบริหารความเสี่ยง  ถ้าเราปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก ปัญหาเรื่องปากท้องก็จะพึ่งพิงราคาขายของผลผลิตน้อยลงไป  การลดต้นทุนผลิตโดยใช้เกษตรอินทรีย์แทนสารเคมีก็จะเป็นการลดความเสี่ยง เช่นกัน เราอาจจะได้ผลผลิตไม่มาก ขายก็ได้เงินไม่มากเหมือนการเร่งผลผลิตโดยใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง  แต่เวลาราคาพืชตกต่ำเราก็จะไม่เดือดร้อนมากเพราะมีต้นทุนที่ต่ำ  หรือแม้นแต่การหาทางเลือกของการใช้ผลผลิตโดยการเลี้ยงสัตว์ร่วมกับการปลูกพืชก็จะเป็นการลดความเสี่ยงเช่นกัน  เช่น ผักราคาถูกเอาไปขายไม่คุ้มก็ตัดให้หมู ให้ไก่กินบ้าง  ถ้าขายได้ราคาเราก็เอาผักไปขาย แล้วหาอย่างอื่นที่ราคาถูกให้เขากินแทน  เป็นการแปลงพืชในช่วงที่ราคาต่ำมาสะสมเป็นเนื้อแทนที่จะปล่อยให้เสีย หรือขายแบบขาดทุน  ส่วนสัตว์ที่เลี้ยงเราก็ใช้ส่วนเหลือจากการเพาะปลูกเป็นหลักก็ไม่ต้องมาคิดมากเรื่องอัตราแลกเนื้อ หรือระยะเวลาในการเลี้ยง เพราะว่าต้นทุนอาหารหลักของเราต่ำ

เมื่อเราทำระดับครอบครัวได้อย่างนี้แล้วก็ขยายแนวคิดมาเป็นระดับชุมชน  เพราะว่าครอบครัวเราคงจะผลิตทุกอย่างเองไม่ได้  แต่ถ้าร่วมมือกันเป็นชุมชน จะมีประสิทธิภาพมากกว่า ชุมชนผลิตสิ่งที่ชุมชนบริโภค และคนในชุมชนก็บริโภคสิ่งที่ชุมชุมผลิตเป็นหลัก ก็จะลดความเสี่ยงของชุมชนที่เกิดจากราคาผลผลิตนอกชุมชน  ลดความเสี่ยงจากค่าขนส่งไปขายในเมือง หรือราคาน้ำมัน

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ก้าวแรกก็ยังต้องเริ่มที่ตัวเรา "กินข้าวที่ละคำ ทำที่ละอย่าง" อย่าเพิ่งไปนึกฝันไปไกลถึงขั้นที่ 3 ที่ 4 เลย  ลงมือที่บ้านเราก่อนดีกว่า  สรุปแล้วเห็นด้วยกับน้อง siripan1112 ว่าไม่ต้องไปรอ รบ. ว่าเขาจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไรให้เราหรอก
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #117 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 01:07:56 PM »

สวัสดีครับคุณ Teerapan ต้องขอโทษด้วยครับที่ผมเขียนให้เข้าใจผิด ทีว่าดูที่ไม่รอบคอบและอายุเหลือน้อย หมายถึงตัวผมเองครับ เพราะผมซื้อที่สุพรรณเป็นร่องปลอดฝน   ฝนน้อยจริงๆ   ห่างกันแค่สามกิโลเมตร เขาตกกันตรึม ที่ของผมแค่ปลอยๆ  ยังไงก็เข้ามาให้กำลังใจ
คอเดียวกันครับ

ขอบคุณครับพี่ดำ  ผมเข้าใจไม่ผิดหรอก เพราะว่าผมก็ไม่ได้รอบคอบตอนซื้อที่ดินจริงๆ ครับ  ตอนนั้นเอามาหาซื้อที่ดินแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย  เจอที่ดีตามความต้องการปุ๊บก็ตัดสินใจไปเลย จะแล้งหรือไม่ จะต้องบริหารจัดการยังไงก็ไม่ต้องสนใจศึกษาเลย  ต้องการเพียงแต่จะเริ่มก้าวที่ 1 ให้ได้  ไม่งั้นทางเลือกมันจะเยอะไป  มัวแต่ฝัน ไม่ได้ลงมือทำ  เมื่อเจอเข้าจริงๆ ก็ถือเป็นความท้าทาย มีเรื่องให้ทำเยอะ ทดลองเยอะ เรียนรู้เยอะ มีโอกาสได้เป็นชายเพี้ยนทดลองทำอะไรที่ชาวบ้านแถวนี้ไม่ทำกัน

ทุกวันนี้ยังคงมีชาวบ้านจอดรถถามผมทุกครั้งที่ผมปลูกหญ้าแฝกข้างถนนด้านหน้าที่ดิน  น่าแปลกใจที่พวกเขารู้ว่าสวนของพวกเขาก็แล้ง และหญ้าแฝกน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาของเขาได้ส่วนหนึ่ง  แต่...ไม่มีใครลงมือปลูก  มีแต่คนตัดหญ้าเอาไปเลี้ยงวัว  ปล่อยให้ดินโล่งๆ ไม่มีวัชพืชปกคลุม  ทำในที่ดินของตัวเองไม่พอ ก็มักจะแอบไปตัดตามที่ดินของคนอื่นอีก (หน้าสวนผมโดนแอบตัดประจำ  จับตัวไม่ได้  แต่ตัดไปทั้งหญ้าทั้งต้นไม้ที่ผมปลูกเลยทั้งๆ ที่มีไม้หลักปักอยู่ก็ไม่สนใจ  โกรธ โกรธ โกรธ ) การปลูกหญ้าทั้งๆ ที่มีแต่คนตัดฟรีๆ โดยไม่ต้องปลูกจึงถูกมองว่าเพี้ยน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนเรื่องอายุไม่ต้องพูดถึง  มัวแต่ทำเรื่องอื่นอยู่ไม่ได้เริ่มลงมือจนอายุมาก  ตอนมาลงมือทำจึงเริ่มตระหนักว่า "อนิจฺจา วต สงฺขารา" จริงๆ ด้วยล่ะ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 12, 2012, 07:54:19 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #118 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 04:12:37 PM »

ท่านพระอาจารย์ลี  แห่งอโศการาม ท่านบอกว่า สรรพสิ่ง  ประกอบด้วย ดิน น้ำ  ลม  ไฟ   อากาศธาตุและ วิญญาณธาตุ  มาประชุมรวมกัน ก่อเกิดเป็นสรรพสิ่ง  ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป    ชีวิตย่อมไม่เกิดเพราะปัจจัยไม่ครบ  ทั้งคน  สัตว์  ต้นไม้

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วสงสัยสวนนี้  จะขี้คร้านไม่ได้่เสียแล้ว  ต้องระดมสรรพกำลังทั้งกำลังกาย กำลังใจ รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่มีอยู่ในตัว ออกมาหมดทีเดียวเชียว   โจทก์ยาก  เมื่อตอนแก้ปัญหาเสร็จ  มันภูมิใจนะ   ขอให้กำลังใจครับ
บันทึกการเข้า
jeenapat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1065

สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม


« ตอบ #119 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 04:53:49 PM »

ฟังธรรมเทศนาพระอาจารย์ ท่านบอกว่า  ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ สร้างวีรบุรุษ วีรสตรี เป็นผู้มีปัญญาที่ยิ่งใหญ่ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #120 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 08:27:55 PM »

ท่านพระอาจารย์ลี  แห่งอโศการาม ท่านบอกว่า สรรพสิ่ง  ประกอบด้วย ดิน น้ำ  ลม  ไฟ   อากาศธาตุและ วิญญาณธาตุ  มาประชุมรวมกัน ก่อเกิดเป็นสรรพสิ่ง  ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป    ชีวิตย่อมไม่เกิดเพราะปัจจัยไม่ครบ  ทั้งคน  สัตว์  ต้นไม้

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วสงสัยสวนนี้  จะขี้คร้านไม่ได้่เสียแล้ว  ต้องระดมสรรพกำลังทั้งกำลังกาย กำลังใจ รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่มีอยู่ในตัว ออกมาหมดทีเดียวเชียว   โจทก์ยาก  เมื่อตอนแก้ปัญหาเสร็จ  มันภูมิใจนะ   ขอให้กำลังใจครับ

ฟังๆ ดูพี่ชุติพนต์พูดเหมือนที่ปู่ฟูพูดว่า

"The nature is an indivisible whole. There is no starting point or destination, only an endless flux. To learn from nature, you must get rid of your preconceptions, your analyses, your intellectual distinctions. Make the inside of your head empty. Do not think anything. Become a foolish man. Be like the baby who sees everything at once, holistically. Then you can understand nature and instinctively understand what needs to be done—and what must not be done—in order to work in harmony with its processes."

"ธรรมชาติเป็นรวมเป็นหนึ่งเดียวที่แยกแยะไม่ได้  มันไม่มีจุดเริ่มต้น หรือจุดสิ้นสุด เป็นเพียงการเคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด  การที่จะเรียนรู้จากธรรมชาติ เราจะต้องละทิ้งความคิดอคติ ละทิ้งการคิดวิเคราะห์ ละทิ้งการใช้ความคิดแยกแยะสิ่งต่างๆออกจากกัน  ทำจิตให้ว่าง ไม่ต้องคิดอะไร ทำตัวเป็นคนโง่ ทำตัวเหมือนเด็กทารกที่พร้อมจะมองดูทุกสิ่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน  เมื่อนั้นคุณจะเข้าใจธรรมชาติ  เข้าใจว่าอะไรต้องทำ และอะไรต้องไม่ทำ เพื่อที่จะทำงานเป็นร่วมกับธรรมชาติอย่างผสมกลมกลืน"

ผมฟังแล้วก็ยังงงๆ ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่เอาเป็นว่าอย่ามองธรรมชาติอย่างแยกส่วน  ให้ดูทุกอย่างมาประชุมร่วมกันอย่างที่พี่ชุติพนต์ว่า และต้องทำตัวโง่ๆ ให้มากหน่อยจะได้เรียนรู้เยอะๆ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

แต่สำคัญตอนมีคนสัมภาษณ์ปู่ฟูว่าคุณมุ่งหมายในชีวิตการทำงานของปู่ฟูคืออะไร  ปู่ฟูบอกว่า "ส่วนหนึ่งของเป้าหมายในชีวิตของผมคือการสร้างสังคมที่ไม่มีใครต้องทำงานอะไร  (แล้วเขาก็วาดรูปคนนอนหลับใต้ต้นไม้) นี่คือเกษตรกรธรรมชาติ นอนหลับท่ามกลางแสงแดด  เขาไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องพรวนดิน ไม่ต้องกำจัดวัชพืช แทบจะไม่มีงานต้องทำ  คุณพูดได้ว่าผมได้นอนหลับมาตลอดเวลา 40 ปี แต่ผลผลิตของไร่ของผมก็ใกล้เคียงกับคนที่ทำงานยุ่งตลอดเวลา"  อ่านเจอแล้วผมก็ฝันหวานตามปู่ฟู  คิดว่าจะได้นอนหลับสบายใต้ต้นไม้แบบในภาพแล้ว  แต่...ทำไมยังไม่เห็นเป็นเช่นนั้นหว่า ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #121 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 08:31:57 PM »

ฟังธรรมเทศนาพระอาจารย์ ท่านบอกว่า  ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ สร้างวีรบุรุษ วีรสตรี เป็นผู้มีปัญญาที่ยิ่งใหญ่ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

คุณรุจีครับ สรุปแล้วคือ "บุรุษที่เชื่อฟังภรรยาผู้มีปัญญาที่ยิ่งใหญ่จะประสบผลสำเร็จเป็นวีรบุรุษที่แก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่ได้"  ใช่หรือเปล่า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #122 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 09:10:49 PM »

บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน (ต่อ)

เมื่อได้รับทราบประวัติของผู้กำเนิดแนวคิดทั้งสองท่านแล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่าอะไรทำให้ปราชญ์หลายๆ ท่านในโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกันต่างเสาะแสวงหาคำตอบของคำถามว่า "มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?" เมื่อศึกษาลงไปให้ลึกผมคิดว่าต้นเหตุคือปราชญ์เหล่านี้ต่างมองเห็นปัญหาของการ "ปฏิวัติเขียว"


การ "ปฏิวัติเขียว" เริ่มต้นจากการค้นพบปุ๋ยเคมี  โดยฟริตซ์  ฮาเบอร์ (Fritz Haber) นักเคมีชาวเยอรมัน เขามีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเรียกว่าเป็นสงครามของนักเคมี  เพราะมีการผลิตสารเคมีมีพิษ เช่น คลอรีน เพื่อใช้ในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม  ในระหว่างที่พยายามจะสร้างอาวุธทางเคมี ฟริตซ์  ฮาเบอร์ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน  คาร์ล  บอสซ์ (Carl Bosch) ได้ค้นพบกระบวนการจับไนโตรเจนในอากาศ ในปี ค.ศ.1909 (พ.ศ. 2452)  จนสามารถนำมาผลิตปุ๋ยเคมีในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยกระบวนการผลิตแอมโมเนียจากปฏิกิริยาระหว่างไนโตรเจนกับไฮโดรเจน มีธาตุเหล็กเข้มข้นเป็นตัวกระตุ้น แอมโมเนียสารมารถนำไปผลิตไนเตรต และไนไตรต  โดยสารไนเตรตนับเป็นอาวุธสำคัญ เพราะสามารถนำไปผลิตเป็นระเบิดสังหารชีวิตผู้คน และมีอำนาจในการทำลายล้างสูง  แต่ขณะเดียวกันก็สามารถนำไปผลิตปุ๋ยเคมีไนโตรเจนซึ่งช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางใบ  ซึ่งทำให้ฟริตซ์  ฮาเบอร์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461)  ต่อมาพบว่าปุ๋ยเคมีไนโตรเจนมีผลข้างเคียงทำให้พืชอ่อนแอ โรคแมลงเข้าทำลายได้ง่าย  แต่ก็ยังมีการใช้กันอย่างกว้างขวาง  เนื่องจากองค์ความรู้จากการผลิตอาวุธเคมีในช่วงสงครามโลก  ทำให้นักเคมีสามารถผลิตยาฆ่าแมลงขึ้นมาใช้งานควบคู่กับปุ๋ยเคมี


หมายเหตุ ปู่ฟูเกิดในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ส่วนปู่บิลเกิดในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ซึ่งพวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของการปฎิวัติเขียว


ต่อในปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ.2486) บุคคลสำคัญในการ "ปฏิวัติเขียว" คนที่ 2 ดร.นอรแมน  บอร์ลก (Norman Borlaug) ซึ่งทำงานให้มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ประสพความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลี ในเม็กซิโก ให้มีลักษณะต้นเตี้ย ให้ผลผลิตสูง ให้ผลผลิตได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล (ไม่ไวแสง)  จนทำให้ ดร.นอร์แมน บอร์ลก ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) และเขาเป็นเจ้าของวาทะ “สันติภาพจะเกิดเมื่อท้องอิ่ม”  เขาเป็นที่เชิดชูของวงการเทคโนโลยีชีวภาพ แม้ว่าข้าวสาลีพันธุ์ปรับปรุงจะให้ผลผลิตได้สูง แต่ก็ต้องเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานดี และมีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี

ในปี ค.ศ.1960 (พ.ศ. 2503) รัฐบาลสหรัฐและมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์  และได้ใช้องค์กรนี้ในการขับเคลื่อนการ "ปฏิวัติเขียว"  ด้วยการนำเทคโนโลยีพันธุ์ข้าวของ ดร. นอรแมน ไปเผยแพร่  นับว่าเป็นความสำเร็จที่ทำให้มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ในการขยายอำนาจออกไปทั่วโลก

ข้าวพันธุ์ IR8 ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และถูกเรียกว่าเป็นพันธุ์ข้าวมหัศจรรย์ ที่มีลักษณะต้นเตี้ยจนกระทั้งหญิงตั้งครรภ์ไม่สามารถจะก้มเกี่ยวได้ แตกกอดี ให้ผลผลิตสูง และไม่ไวต่อช่วงแสง แต่ต้องเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานดี  การปลูกโดยใช้ข้าวพันธุ์นี้ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์มีข้าวเพียงพอรับประทานในประเทศจนกระทั่งสามารถส่งออกข้าวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ในปี ค.ศ. 1961 ประเทศอินเดียประสพปัญหาความอดอยากอย่างรุนแรง  จึงได้เชิญ ดร.นอรแมน ไปเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงเกษตร มีการนำพันธุ์ข้าว IR8 ของมาทดลองปลูกในรัฐปัญจาบ ของประเทศอินเดีย  การทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก  ชาวนาอินเดียที่ใช้ข้าว IR8 โดยใช้ปุ๋ยเคมีได้ผลผลิตถึง 10 ตันต่อเอเคอร์ (ประมาณ 1.6 ตันต่อไร่) ซึ่งมากกว่าผลผลิตต่อไร่ของข้าวพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศอินเดียถึง 10 เท่าตัว  มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความอดอยากในประเทศอินเดีย

ความสำเร็จของพันธุ์ข้าวของ IRRI ในประเทศอินเดีย ทำให้ข้าว IR8 ถูกขนานนามว่า "ข้าวมหัศจรรย์" และมีการพัฒนาสายพันธุ์ต่อมาเป็น IR36 ทำให้อินเดียสามารถขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญรายหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา  ส่วนตระกูลร็อกกี้เฟลเลอร์ซึ่งเดิมร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน (ผู้ผลิตน้ำมัน Esso) กลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก (http://www.askmen.com/top_10/entertainment/11b_top_10_list.html)  สามารถขยายฐานอำนาจจนผูกขาดตลาดและถูกฟ้องร้องในที่สุด

ส่วนตลาดของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปผู้ค้าเพียง 10 รายควบคุมตลาดเมล็ดพันธุ์กว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก โดย 2 รายที่เป็นผู้ค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นบริษัทของประเทศสหรัฐอเมริกา (DuPont และ Monsanto) และยังเป็นผู้ผลิตยาฆ่าแมลงรายใหญ่ของโลก  ในขณะเดียวกันบริษัท Bayer (Germany) และ Syngenta (Switzerland) ก็มีลักษณะคล้ายกันคือเป็นทั้งผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ และยาฆ่าแมลงรายใหญ่ของโลก ....ประเทศกำลังพัฒนากำลังกลายเป็นทาสของมหาอำนาจโดยใช้การ "ปฎิวัติเขียว" เป็นระเบิดนำร่อง และมีเมล็ดพันธุ์ / ยาฆ่าแมลง เป็นโซ่ตรวน





ส่วนเรื่องข้าวพันธุ์มหัศจรรย์ IR8 ในไทย ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเพราะเป็นข้าวแข็ง  รสนิยมการกินข้าวของคนไทยละเอียดลึกล้ำเกินกว่าจะยอมรับข้าวแข็งอย่าง IR8 ได้ แม้ว่าจะให้ผลผลิตสูงจนกระทั้งปัจจุบันก็ไม่พบว่ามีความนิยมข้าวพันธุ์นี้  แม้นว่าข้าวพันธุ์ IR8 ไม่เป็นที่นิยมในไทย  เกษตรไทยก็ให้ความสนใจการเพิ่มอัตราการให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นของการ "ปฏิวัติเขียว" ในช่วงปี ค.ศ. 1940-2000 เราเริ่มเห็นการคัดเลือกสารพันธุ์พืชชนิดต่างๆ การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ของพันธุ์พืชต่างๆ มีการโปรโมทเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ เกษตรกรการนำเอาพืชพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งมาปลูกเป็นจำนวนมากจนทำให้พืชพันธุ์พื้นเมืองเริ่มสูญพันธุ์ไป เกษตรกรเริ่มตกเป็นทาสของบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ และที่สำคัญที่สุด  พืชที่บริษัทขายเมล็ดพันธุ์จำหน่าย และเป็นที่นิยมปลูกมักไม่สามารถเติบโตได้เองในธรรมชาติ  พืชเหล่านี้ต้องการระบบชลประทานที่ดี ฮอร์โมน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และพลังงาน  เพื่อจะให้ผลผลิตสูง   เราเริ่มเห็นราคาผลผลิตต่างๆ ในตลาดโลกราคาตกต่ำลงเนื่องจากทุกประเทศต่างก็สามารถผลิตอาหารได้มากขึ้น  เกษตรกรไม่ได้เห็นผลกำไรมากมายจากการที่มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเหมือนที่พวกเขาคาดหวัง  

สิ่งที่เราเห็นประเทศกำลังพัฒนาคือกลับมาพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พันธุ์พืช และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมากขึ้น หลังจากกว่า 50 กว่าปีของการ "ปฏิวัติเขียว" เกษตรกรเริ่มหลงลืมวิถีของการเพาะปลูกแบบเก่าๆ  เราใช้พลังงานมากขึ้นมากในการผลิตอาหาร การผลิตในสมัยใหม่ต้องการ input ในการเพาะปลูกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืช ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเกษตรรายใหญ่ที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร  แตกต่างกับระบบเกษตรอินทรีย์เดิมๆ input เหล่านี้เกษตรกรไม่มีเทคโนโลยีที่จะผลิตได้เองทำให้จำเป็นต้องมีเงินมาซื้อ/ลงทุน ก่อนจะได้ผลผลิต  แต่เนื่องจากในชนบทมีเกษตรกรยากจนมีจำนวนมาก จึงเกิดแหล่งเงินกู้จำนวนมากในชนบท ทั้งแบบบนดิน และใต้ดิน   คนที่เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ไม่ว่าเป็นเงินทุนต้นทุนต่ำ (จ่ายดอกเบี้ยน้อย) หรือถือครองที่ดินจำนวนมากจึงเริ่มได้เปรียบเกษตรกรที่ยากจนกว่าจึงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเริ่มเข้าไปใช้เทคโนโลยีในช่วงต้นๆ  ผลลัพธ์จาก"ปฏิวัติเขียว" ทำให้มีผลผลิตออกมาในตลาดมากขึ้นกว่าปกติจนราคาพืชผลตกต่ำ  ทำให้เกษตรกรรายย่อยยิ่งย่ำแย่ลงไป  เพราะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า มีภาระดอกเบี้ยสูง แต่..รายได้ต่ำ  คนรวยที่เป็นนายทุนปล่อยกู้ยิ่งร่ำรวยมากขึ้น  ยึดครองที่ดินที่เกษตรกรที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด  ทำให้ยิ่งมีที่ดินมาปล่อยเช่าให้เกษตรกรที่ยากจนเช่า  ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้นพร้อมกับการมาถึงของเทคโนโลยี  เกษตรกรที่ปรับตัวไม่ทันต่างตกเป็นเหยื่อ

ผมคิดว่าปู่ฟู ปู่บิล และปราชญ์อีกหลายท่านมองเห็นปัญหาเหล่านี้ของการ "ปฏิวัติเขียว" ทั้งผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม  จนกระทั่งมีแรงบันดาลใจให้แสวงหาทางออกให้มนุษยชาติในการอยู่ในโลกนี้โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง เพื่อจะสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน  


อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_5.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 01:06:11 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #123 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 10:32:26 PM »

ผมอยากจะขออนุญาตแชร์บางส่วนของบทนำของหนังสือ"ปฏิวัติยุคสมัยด้วบฟางข้าวเส้นเดียว"ที่เขียนโดยอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

"ในด้านการเกษตรนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติก็คือ "การปฏิวัติเขียว" (The Green Revplution) โดยเริ่มต้นจากเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผสมพันธุ์พืชสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง การใช้สารเคมีชนิดต่าง ๆ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนสุขภาพอนามัยและระบบนิเวศวิทยาของโลก

จุดเด่นของการปฏิวัติเขียวอยู่ที่การนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เละเทคโนโลยี มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอย่างได้ผลชััดเจนดังเช่นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของพันธุ์ข้าว "มหัศจรรย์" ต่าง ๆ เป็นต้น แต่จุดอ่อนของมันก็คือละเลยต่อผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาซึ่งมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

โดยอาศัยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในที่สุด ระบบการเกษตรในแนวทาง "การปฏิวัติเขียว" ก็กลายเป็นนโยบายหลักของแทบทุกประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกรต่างถูกชักจูงให้ยอมรับระบบการเกษตรดังกล่าวด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนนานาชนิด จนกระทั่งกลายเป็นกระแสหลักของระบบการเกษตรในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป ระบบการเกษตรปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการใหญ่ ๆ เพียง ๒ ประการคือ ความมักง่ายและความรุนแรง

"ความมักง่าย" แสดงออกโดยการมองทุกสิ่งอย่างแยกส่วน เช่น มองเห็นดินเป็นเพียงพื้นที่สำหรับพืชอาศัยยืนต้นและเป็นแหล่งธาตุอาหารเท่านั้นเมื่อดินขาดความอุดมสมบูรณ์ก็เพียงแต่ใส่ธาตุอาหารลงไปโดยตรงในรูปของปุ๋ยเคมี ซึ่งในที่สุดก็พัฒนามาจนไม่ต้องปลูกพืชบนดินก็ได้ กล่าวคือ ปลูกบนกกรวดทรายที่มีสารละลายของธาตุอาหารหล่อเลี้ยงอยู่แทน (Hydroponic)

ส่วน "ความรุนแรง" จะเห็นได้จากการแก้ปัญหาศัตรูพืช เช่น โรครา แมลง วัชพืชหรือสัตว์อื่น ๆ เช่นหนูนา โดยการฆ่าหรือทำลายโดยตรงด้วยสารเคมีพิษชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยากำจัดเชื้อรา ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช หรือยาเบื่อหนูก็ตาม

ระบบการเกษตรปัจจุบันพยายามแยกตัวออกจากธรรมชาติ โดยใช้วิธีการควบคุมและบังคับธรรมชาติไปในทิศทางที่มนุษย์ต้องการ เพียงเพื่อสนอง "ความต้องการเทียม" ของคนกลุ่มน้อยที่มีกำลังซื้อ ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชเมืองร้อนในประเทศเขตหนาว หรือปลูกพืชเมืองหนาวในประเทศเขตร้อน รวมทั้งการบังคับให้ต้นไม้ออกผลนอกฤดูกาล เป็นต้น

รูปธรรมอันเป็นผลจากระบบการเกษตรดังกล่าวที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน ก็คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจการกลุ่มบรรษัทผลิตสารเคมีและเครื่องจักรกลที่ใช้ในการเกษตร การล่มสลายของเกษตรกรรายย่อย หนี้สินต่างประเทศของประเทศเกษตรกรรม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภคผลจากระบบการเกษตรนี้

และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็พบว่าแท้จริงแล้ว ระบบการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กลับมิได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังที่กล่าวอ้างกันมาแต่ต้น หากแต่เป็นระบบที่ด้อยประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการผลิตอาหารให้ได้พลังงาน ๑ แคลอรี่นั้น จะต้องใช้พลังงานในการผลิตถึง ๗ แคลอรี่ ในขณะที่ระบบการเกษตรดั้งเดิมนั้นใช้พลังงานการผลิตเพียง ๑ แคลอรี่ แต่ผลิตอาหารได้พลังงานถึง ๕๐ แคลอรี่ ดังนั้น ระบบการเกษตรในปัจจุบันจึงใช้ทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและไม่อาจหมุนเวียนกลับมาใช้้ใหม่ได้อีก เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดของเของเสียซึ่งเป็นพิษต่อดิน น้ำ อากาศ ตลอดจนปนเปื้อนมากับอาหารที่ผลิตได้ เป็นพิษภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย

ปัญหาอันเกิดจากระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ทวีความรุนแรงและคับขันยิ่งขึ้นทุกขณะ จนอาจกล่าวได้ว่าใกล้ถึงจุด "วิกฤต" แล้ว เช่นเดียวกับปัญหาด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ฯลฯ

ทางออกของ "วิกฤตการณ์" ดังกล่าวก็คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "การปฏิวัติ" ครั้งใหม่ในระบบการเกษตรของโลก

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เป็นทั้งแนวความคิดและรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านดังกล่าว แต่เป็นการปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวคือเปลี่ยนระบบการเกษตรปัจจุบัน เป็นระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ (Natural Farming) นั่นเอง"


ปล. ท่านที่ไม่รู้จักอาจารย์เดชา  ลองเข้าหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/khaokwanfoundation?ref=ts&fref=ts

https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3/176870855699598?ref=ts&fref=ts
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 12, 2012, 11:32:45 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #124 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 10:35:00 PM »

ตอนปู่ฟูอายุ 25 ปี ในขณะที่เขานอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล  ปู่ฟูรู้สึกเหมือนบรรลุธรรม มีความซาบซึ้งในธรรมชาติว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเข้าไปปรุงแต่งแทรกแซงธรรมชาติมากนัก  ในการตอบคำถามที่ว่า "มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?"  ปู่ฟูมองว่าวิธีการเชิงวิทยาศาตร์ที่เรามองธรรมชาติแบบแยกส่วน  พยายามจะเข้าใจธรรมชาติโดยใช้สติปัญญาของเรา และพยายามจะควบคุมธรรมชาตินั้น จะทำให้เราเข้าทางออกของปัญหาได้ช้าเกินไป  มันจะไม่ทันการณ์กับการทำลายล้างระบบนิเวศน์โดยการ "ปฏิวัติเขียว"  ธรรมชาตินั้นมีความเชื่อมโยง สลับซับซ้อน และสมบูรณ์แบบกว่าที่เราจะเข้าใจด้วยวิถีเชิงวิทยาศาสตร์แบบเดิมๆ ได้  เขาจึงเลือกที่จะ "ไม่กระทำ"  ในช่วงต้นเขาทดลองไม่กระทำ  ไม่ตัดแต่งกิ่งส้ม  ก็ประสบความล้มเหลวต้นส้มเสียหายไปเป็นจำนวนมาก (ฟังดูคล้ายกับสวนเราเลย  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม )

บทเรียนนี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่า  "ในการทำเกษตรกรรมธรรมชาติเราจะต้องเข้าใจว่าธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่ง หรือดัดแปลงคืออะไร  ผู้คนมักจะเข้าใจธรรมชาติผิดไปด้วยการดูสิ่งที่เลียนแบบธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้น  เราไม่สามารถเป็นเกษรกรธรรมชาติได้โดยการละทิ้งธรรมชาติภายหลังจากที่มันถูกดัดแปลงไปแล้ว แต่เราจะต้องค่อยๆ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และตัดสินใจว่าจะปลูกมันเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร  ทั้งนี้การปลูกเหล่านี้จะต้องทำหลังจากที่สำรวจธรรมชาติ และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงในพื้นแผ่นดินของเราก่อน"

เอ...ฟังดูเข้าท่า  เราก็ปล่อยสวนมันเป็นไปตามธรรมชาติ  เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติแบบที่ปู่ฟูบอก  ตอนนี้เริ่มรู้ขึ้นมานิดๆ แล้ว  ว่าพืชชนิดไหนจะอยู่รอด  พืชชนิดไหนจะต้องปลูกแถวไหนถึงจะรอด  แล้วงัยต่อ?....

เทคนิคของปู่ฟูฟังดูดีแต่ผมมีเวลาอยู่สวนน้อย (ไม่ได้อยู่ทุกวันแบบปู่ฟู) แถมปู่ฟูยังใช้เวลาตั้งเกือบ 30-40 ปีในการค่อยๆ เรียนรู้ธรรมชาติภายในไร่ของตนเอง  นอกจากนั้นปู่ฟูยังบอกอีกว่าธรรมชาติในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน copy กันบ่ได้  ต้องเอาแต่หลักการไป ที่เหลือไปหัดสังเกตุ และเรียนรู้จากธรรมชาติของแต่ละพื้นเอง  เอ..เรามันพวกอายุเหลือน้อย แถมมีเวลาทำสวนน้อยอีกท่าทางจะต้องมองหาวิธีลัดก่อนดีกว่า มาฟังปู่บิลบ้างดีกว่า

ปู่บิลมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากปู่ฟู  เขาไม่เคยจบการศึกษาทางจุลชีววิทยาสาขาโรคพืชวิทยาเหมือนปู่ฟู  เพราะเขาออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 15 ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย  โดยเฉพาะการทำงานศึกษา ทดลองเกี่ยวกับระบบนิเวศน์  และการฟื้นฟูป่า  ทำให้เขาเล็งเห็นความสำคัญของการออกแบบ  และมีความเชื่อว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบที่ดีจะทำให้ธรรมชาติทำงานได้เต็มที่และรวดเร็วกว่าการรอให้ธรรมชาติกลับเข้าสู่สมดุลด้วยตนเอง  แตกต่างจากปู่ฟูที่เน้นการเพาะปลูกข้าว ปู่บิลเน้นการทำงานกับต้นไม้ที่ทานได้  สุขภาพ ภูมิทัศน์ของที่ดิน การเงิน และสังคม เพื่อที่สร้างองค์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาพลักดันการฟื้นฟูธรรมชาติโดยยึดธรรมนูญ 3 อย่างคือ

รักษ์โลก  - การที่ระบบของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกจะมีชีวิต และสืบพันธุ์ต่อไปได้จะต้องยึดธรรมนูญข้อนี้เป็นอันดับแรก เพราะว่าถ้าไม่มีโลกที่อุดมสมบูรณ์มนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้  การรักษ์โลกหมายรวมถึงการดูแลดินให้มีชีวิต ป่าและลำน้ำเป็นเสมือนปอดและเส้นเลือดของโลก มันช่วยให้โลกมีชีวิตและเป็แหล่งอาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิดทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นว่ามันมีประโยชน์กับความต้องการของเราก็ตาม  

รักษ์มนุษย์ - รักษ์มนุษย์เริ่มต้นจากตัวเราแล้วค่อยๆ ขยายไปยังครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชมท้องถิ่น และชุมชนที่อยู่ไกลออกไป  ความท้าทายคือการค่อยๆ เติบโตกลุ่มโดยพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยไม่ผลิต หรือบริโภคทรัพยากรมากเกินไป  การทำงานร่วมกันจะได้ภูมิปัญญา และผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำงานโดยลำพัง

แบ่งปันส่วนเกิน - เมื่อเราได้ผลผลิตมากเกินกว่าที่เราจะบริโภคแล้วก็ควรจะแบ่งปันส่วนเกินให้บุคคลอื่น หรือสัตว์อื่น หลายครั้งที่การบริโภคที่เพิ่มขึ้นของมนุษย์หมายถึงการสูญพันธุ์ของพืช / สัตว์ชนิดต่างๆ บางครั้งเราต้องคิดตัดสินใจอย่างหนักว่าจุดไหนเป็นความพอเพียงของเรา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2012, 10:28:03 AM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #125 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 09:11:01 AM »


ทางออกของ "วิกฤตการณ์" ดังกล่าวก็คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "การปฏิวัติ" ครั้งใหม่ในระบบการเกษตรของโลก

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เป็นทั้งแนวความคิดและรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านดังกล่าว แต่เป็นการปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวคือเปลี่ยนระบบการเกษตรปัจจุบัน เป็นระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ (Natural Farming) นั่นเอง"[/color]

อยากให้มี"การปฎิวัติ"(ทางระบบการเกษตร)เร็วๆจังครับ อาจได้เป็นผู้สนับสนุน แม้จะทำได้แค่เป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
konthain(นพ)
Administrators
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #126 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 09:49:44 AM »

ผมอยากจะขออนุญาตแชร์บางส่วนของบทนำของหนังสือ"ปฏิวัติยุคสมัยด้วบฟางข้าวเส้นเดียว"ที่เขียนโดยอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

"ในด้านการเกษตรนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติก็คือ "การปฏิวัติเขียว" (The Green Revplution) โดยเริ่มต้นจากเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผสมพันธุ์พืชสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง การใช้สารเคมีชนิดต่าง ๆ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนสุขภาพอนามัยและระบบนิเวศวิทยาของโลก

จุดเด่นของการปฏิวัติเขียวอยู่ที่การนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เละเทคโนโลยี มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอย่างได้ผลชััดเจนดังเช่นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของพันธุ์ข้าว "มหัศจรรย์" ต่าง ๆ เป็นต้น แต่จุดอ่อนของมันก็คือละเลยต่อผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาซึ่งมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

โดยอาศัยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในที่สุด ระบบการเกษตรในแนวทาง "การปฏิวัติเขียว" ก็กลายเป็นนโยบายหลักของแทบทุกประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกรต่างถูกชักจูงให้ยอมรับระบบการเกษตรดังกล่าวด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนนานาชนิด จนกระทั่งกลายเป็นกระแสหลักของระบบการเกษตรในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป ระบบการเกษตรปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการใหญ่ ๆ เพียง ๒ ประการคือ ความมักง่ายและความรุนแรง

"ความมักง่าย" แสดงออกโดยการมองทุกสิ่งอย่างแยกส่วน เช่น มองเห็นดินเป็นเพียงพื้นที่สำหรับพืชอาศัยยืนต้นและเป็นแหล่งธาตุอาหารเท่านั้นเมื่อดินขาดความอุดมสมบูรณ์ก็เพียงแต่ใส่ธาตุอาหารลงไปโดยตรงในรูปของปุ๋ยเคมี ซึ่งในที่สุดก็พัฒนามาจนไม่ต้องปลูกพืชบนดินก็ได้ กล่าวคือ ปลูกบนกกรวดทรายที่มีสารละลายของธาตุอาหารหล่อเลี้ยงอยู่แทน (Hydroponic)

ส่วน "ความรุนแรง" จะเห็นได้จากการแก้ปัญหาศัตรูพืช เช่น โรครา แมลง วัชพืชหรือสัตว์อื่น ๆ เช่นหนูนา โดยการฆ่าหรือทำลายโดยตรงด้วยสารเคมีพิษชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยากำจัดเชื้อรา ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช หรือยาเบื่อหนูก็ตาม

ระบบการเกษตรปัจจุบันพยายามแยกตัวออกจากธรรมชาติ โดยใช้วิธีการควบคุมและบังคับธรรมชาติไปในทิศทางที่มนุษย์ต้องการ เพียงเพื่อสนอง "ความต้องการเทียม" ของคนกลุ่มน้อยที่มีกำลังซื้อ ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชเมืองร้อนในประเทศเขตหนาว หรือปลูกพืชเมืองหนาวในประเทศเขตร้อน รวมทั้งการบังคับให้ต้นไม้ออกผลนอกฤดูกาล เป็นต้น

รูปธรรมอันเป็นผลจากระบบการเกษตรดังกล่าวที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน ก็คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจการกลุ่มบรรษัทผลิตสารเคมีและเครื่องจักรกลที่ใช้ในการเกษตร การล่มสลายของเกษตรกรรายย่อย หนี้สินต่างประเทศของประเทศเกษตรกรรม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภคผลจากระบบการเกษตรนี้

และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็พบว่าแท้จริงแล้ว ระบบการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กลับมิได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังที่กล่าวอ้างกันมาแต่ต้น หากแต่เป็นระบบที่ด้อยประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการผลิตอาหารให้ได้พลังงาน ๑ แคลอรี่นั้น จะต้องใช้พลังงานในการผลิตถึง ๗ แคลอรี่ ในขณะที่ระบบการเกษตรดั้งเดิมนั้นใช้พลังงานการผลิตเพียง ๑ แคลอรี่ แต่ผลิตอาหารได้พลังงานถึง ๕๐ แคลอรี่ ดังนั้น ระบบการเกษตรในปัจจุบันจึงใช้ทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและไม่อาจหมุนเวียนกลับมาใช้้ใหม่ได้อีก เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดของเของเสียซึ่งเป็นพิษต่อดิน น้ำ อากาศ ตลอดจนปนเปื้อนมากับอาหารที่ผลิตได้ เป็นพิษภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย

ปัญหาอันเกิดจากระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ทวีความรุนแรงและคับขันยิ่งขึ้นทุกขณะ จนอาจกล่าวได้ว่าใกล้ถึงจุด "วิกฤต" แล้ว เช่นเดียวกับปัญหาด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ฯลฯ

ทางออกของ "วิกฤตการณ์" ดังกล่าวก็คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "การปฏิวัติ" ครั้งใหม่ในระบบการเกษตรของโลก

ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เป็นทั้งแนวความคิดและรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านดังกล่าว แต่เป็นการปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวคือเปลี่ยนระบบการเกษตรปัจจุบัน เป็นระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ (Natural Farming) นั่นเอง"


ปล. ท่านที่ไม่รู้จักอาจารย์เดชา  ลองเข้าหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/khaokwanfoundation?ref=ts&fref=ts

https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3/176870855699598?ref=ts&fref=ts


ขอเสริมด้วย Video เกี่ยวกับท่านอาจารย์ เดชา ศิริภัทร นะครับ

Heroชุมชน #34 เดชา ข้าวสู่ขวัญ(1/2)


Heroชุมชน #34 เดชา ข้าวสู่ขวัญ(2/2)



และตามมาด้วย Video ชุดความลับที่ชาวนาไม่รู้ ที่อยากให้ชาวนาได้ดูกันครับ  ยิงฟันยิ้ม

ความลับที่ชาวนาไม่รู้1


ความลับที่ชาวนาไม่รู้2


ความลับที่ชาวนาไม่รู้3


ความลับที่ชาวนาไม่รู้4


 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
automate
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 129


« ตอบ #127 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2012, 02:06:50 PM »

ผมได้อ่าน การปฏิวัติยุคสมัยฯ ของปู่ฟูแล้วรู้สึกว่าเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งมากครับ  ด้านปรัชญาอ่านแล้วยอมรับว่ายังเข้าไม่ถึงจริงๆ (ผมคงมีความคิดตื้นเขินเกินไป - -*)  แต่รู้สึกว่าในทางปฏิบัติแล้ว แกเป็นนักปฏิบัติจริงๆ การที่แกลาออกจากศูนย์วิจัยผมมองว่าแกกลับมาเริ่มทำการวิจัยอีกแบบหนึ่งซึ่งใช้ทั้งวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และก็ไม่ได้เป็นการวิจัยที่มีการควบคุมตัวแปรใดๆเลย (เป็นอย่างที่ธรรมชาติเป็นไปล้วนๆ) หลายสิบปีที่ลองผิดลองถูกกับเป้าหมายสุดยอดที่ว่า จะยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติให้น้อยที่สุด (ตามที่แกเขียนในหนังสือว่าแกรู้จักวิธีปลูกข้าวที่ไม่ได้ผลมากกว่าใครๆเพราะแกลองมาหมดแล้ว) และในที่สุดแกก็ทำได้สำเร็จ   คือผมมองว่าวิธีการปลูกข้าวที่แกคิดค้นนั้นสุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย แกค้นหาหนทางลัดในวิธีการปลูกข้าวในสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นเมืองที่แกอยู่ได้สำเร็จจริง  กว่าจะได้ข้อสรุปแบบนั้นแกลองสารพัดวิธีมาแล้ว และก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง อาศัยการสังเกต  การตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ถ้าหากเราจะนำแนวคิดนี้มาใช้ผมว่าเกษตรกรต้องปรับใช้กับสิ่งแวดล้อมในบ้านเราให้ได้  คนที่จะทำสำเร็จต้องทุ่มเท ช่างสังเกต หาความรู้ เปรียบเทียบ ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศของบ้านเรา โรคพืช แมลงศัตรูพืช ความสัมพันธ์ของศัตรูพืช ตัวห้ำ ตัวเบียน โรคพืช เชื้อรา วัชพืช โครงสร้างดิน ฯลฯ  นำมาประมวลเป็นแนวทางในการวางแผนปฏิบัติงาน และที่สำคัญต้องลงมือปฏิบัติทดลองวิธีการต่าง ปรับปรุง กลั่นกรองจนกว่าจะได้วิธีการที่ใช้ได้กับท้องถิ่นที่จะทำเกษตรนั้นๆ  เพราะหัวใจของแนวคิดนี้ไม่ใช่การปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ  แต่เป็นการแทรกแทรงธรรมชาติน้อยที่สุดให้สอดคล้องกับแนวทางของธรรมชาติตามที่มันเป็น ซึ่งการจะรู้ว่าแนวทางธรรมชาติในท้องถิ่นของเราเป็นอย่างไรต้องสังเกตและเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: