ข่าว
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 87   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนขี้คร้าน ห้องทดลองขนาดย่อม - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน  (อ่าน 674452 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« เมื่อ: ตุลาคม 24, 2012, 08:58:17 PM »

คำเตือน!! เนื้อหาต่อไปนี้อาจจะไม่เหมาะสมกับทุกท่านทุกเพศ หรือทุกวัย โดยเฉพาะท่านที่ชอบตัดหญ้า และบริหารจัดการสวนให้เรียบร้อย  โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้มสารบัญ
บทที่ 1 ปฐมฤกษ์
บทที่ 2 Peak Oil
(ตอนพิเศษ) ควบคุมตัวกินไม้
บทที่ 3 การทำแบบไม่กระทำ
บทที่ 4 ค้นพบอาจารย์อีกท่าน
บทที่ 5 สร้างบ้านสร้างเมือง
บทที่ 6 ศาสตร์แห่งน้ำ
6.1 วงจรของน้ำ
6.2 ต้นไม้สายฝน
6.3 การระเหยของน้ำ
6.4 กระบวนท่าที่ 1 - Sunken Basin
6.5 กระบวนท่าที่ 2 - Sub-surface Watering
6.6 กระบวนท่าที่ 3 - ห่มดิน
6.7 กระบวนท่าที่ 4 - Swale
(ตอนพิเศษ) - วัชพืชไม่ใช่วัชพืช
6.8 กระบวนท่าที่ 5 - ร่องเบี่ยงน้ำ (Diversion Swale)
6.9 กระบวนท่าที่ 6 - French Drain
ตอนพิเศษ - เตาชีวมวล
6.10 กระบวนท่าที่ 7 - Terrace (ขั้นบันได)
6.11 กระบวนท่าที่ 8 - โครงสร้างเติมน้ำใต้ดิน (Water Recharge Structure)

หมายเหตุ ผมจะพยายามเอาเฉพาะเนื้อหาไปรวบรวมให้อ่านในรูปแบบของบล็อกที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com

บทที่ 1 ปฐมฤกษ์
ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบ 2 ปีแล้ว ระหว่างที่กำลังรื้อของในบ้าน สายตาก็ได้เหลือบไปเห็นหนังสือหน้าปกเก่าที่ไม่เคยถูกเปิดขึ้นมาอ่านอีกเป็นเวลาร่วม 20 ปีมาแล้ว ผมยังจำวันแรกที่เลือกซื้อหนังสือนี้ได้ดี ผมเลือกซื้อเพราะชื่อมันแปลกดี "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว" แถมยังคิดในใจ...ขี้โม้จัง แต่ก็ซื้อมาอ่าน  อ่านจบก็ได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนคติอันลุ่มลึก และประสบการณ์อันน่าทึ่งผ่านงานเกษตรกรรมของคุณปู่ฟูกูโอกะ  ทำให้ติดตามผลงานเขียนในหนังสือ "วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 1-3"  

มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ (ขอเรียกสั้นๆ ว่าปู่ฟู)

อ่านจบสรุปใจความรวมๆ ได้ว่าหลักการทำการเกษตรธรรมชาติของปู่ฟูคือ

1. ไม่ไถพรวนดิน
ทันทีที่เลิกการไถพรวนดิน จำนวนวัชพืชจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ประเภทของวัชพืชในที่ดินแปลงนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย วิธีการโดยทั่วไปในการจัดการกับวัชพืชก็คือการไถพรวนดิน แต่เมื่อคุณไถพรวนดิน เมล็ดที่อยู่ลึกในดินซึ่งไม่มีโอกาสงอกอยู่แล้วก็จะถูกพรวนให้ขึ้นมาอยู่ที่ผิวดิน และเป็นโอกาสให้มันได้งอกขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นการไถพรวนดินก็เป็นวิธีที่ทำให้วัชพืชที่งอกไวโตเร็วทั้งหลายแพร่ขยายตัวยิ่งขึ้น ดังนั้น คุณอาจพูดได้ว่าเกษตรกรที่พยายามควบคุมการเติบโตของวัชพืชโดยการไถพรวนดินนั้น แท้จริงแล้วเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความโชคร้ายด้วยตัวเขาเอง

2. ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมัก
คนเรามักจะเข้าไปวุ่นวายกับธรรมชาติ และเขาก็ไม่สามารถแก้ไขผลเสียที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร วิธีการเพาะปลูกที่เลินเล่อสะเพร่าทำให้สูญเสียหน้าดินอันอุดมสมบูรณ์ไป และดินก็จะจืดลงทุกปี แต่ถ้าปล่อยดินอยู่ในสภาพของมันเองดินจะสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นไปตามวงจรชีวิตของพืชและสัตว์อย่างมีระเบียบ

3. ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ
วัชพืชมีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินและช่วยให้เกิดความสมดุลในสิ่งแวดล้อมทางชีววิทยา ตามหลักการพื้นฐาน วัชพืชเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม แต่ไม่ต้องกำจัด

4. ไม่ใช้สารเคมี
เมื่อพืชอ่อนแอลงเพราะผลจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ อันได้แก่การไถพลิกดิน การใช้ปุ๋ยเป็นต้น ความไร้สมดุลของโรคพืช และแมลงก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ในการเกษตรธรรมชาตินั้นหากปล่อยไว้ตามลำพังจะอยู่ในสภาพสมดุล แมลงที่เป็นอันตรายและโรคพืชมักมีอยู่เสมอ แต่ไม่เคยเกิดขึ้นในธรรมชาติจนถึงระดับที่ต้งองใช้สารเคมีที่มีพิษเหล่านั้นเลย วิธีการควบคุมโรคและแมลงที่เหมาะสม ก็คือการปลูกพืชที่แข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์

ว้าว...มันชั่งเข้ากับนิสัยขี้คร้านของเราจังเลย  เราไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวธรรมชาติเขาจะปรับตัวของเขาเอง  ฟังดูชั่งอุดมคติซะจริงๆ  จนแล้วจนรอดความขี้คร้านเข้ามาเยือน มัวแต่หลงระเริงไปกับยุคเทคโนโลยีทำให้ไม่เคยลงมือปฏิบัติ  ก็...ไม่ต้องทำอะไร  เดี๋ยวธรรมชาติเขาจัดการเอง...คิ คิ   เย้ย...ไม่ใช่ หาข้ออ้างไปได้  

ว่าแล้วก็อยากไขข้อข้องใจที่คาใจมากว่า 20 ปี  เราจะทำแบบที่ปู่ฟูทำได้มั๊ย? ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเรียนกับปู่ฟูเลย  แต่ตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว  เราปล่อยวันเวลาผ่านไปโดยไม่ได้ลงมือทำจนปู่ฟูมาเสียชีวิตไปเมื่อ 16 สิงหาคม 2008 (2551) ตอนนี้คิดจะไปเรียนกับบรมอาจารย์ ปู่ฟู ก็ทำไม่ได้แล้ว  วันนี้มีกำลังทรัพย์ แต่ไม่ค่อยเหลือกำลังกายเราจะทำไหวมั๊ยเนี่ย...ในใจคิด  สุดท้ายตัดสินใจลองดู ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ลงมือทำแบบที่ผ่านมา

ตั้งแต่นั้นก็เริ่มตะเวณหาซื้อที่ดินที่ในดวงใจเพื่อใช้เป็นห้องทดลองแนวการทำการเกษตรแบบปู่ฟู  จากนั้นหาอีกสารพัดเหตุผลในการขออนุมัติงบประมาณจากภรรยา ไม่ว่าที่ดินนี้จะเป็นที่พักผ่อน จะเป็นที่ปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษ จะเป็นที่ได้ออกกำลังกายเวลาทำสวน เป็นงานอดิเรกหลังเกษียณ และอีกสารพัดเหตุผลจากแม่น้ำทั้งห้า จนภรรยาเห็นชอบในหลักการ จากนั้นผมและภรรยาก็ค่อยๆ ใสความต้องการเข้ามาทีละข้อได้แก่
  • ถูก
    อันนี้สำคัญมาก  เพราะอยากทำแบบพอเพียงตามกำลังทรัพย์  เผื่อเป็นที่พักผ่อนเวลาเกษียณ  ไม่ได้อยากลงทุนแพงๆ  หวังว่าของที่ดินราคาไร่ละไม่ถึงแสน ไม่งั้นก็จะแสนสาหัส   ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
  • ระยะทางไม่ไกลจาก กทม. มากนัก
    (ไม่อยากให้เกิน 200 กิโลเมตร) อยากจะใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง  ไม่งั้นความขี้คร้านจะเข้ามาเป็นใหญ่ มีหวังได้ไปสวนปีละครั้งเดียวแน่ๆ อีกอย่างก็คือจะได้มีเวลาไปทดลอง และติดตามผลการทดลองของเราบ่อยๆ
  • ที่ดินอยู่สูงไว้ก่อน
    ได้ยินเรื่องโลกร้อนกรอกหูมาเป็นสิบปีก็เลยกังวัลเรื่องน้ำท่วม  ภรรยาขอให้เป็นที่สูงเกิน 60-80 เมตรจากระดับน้ำทะเล  สูงเป็นร้อยเมตรได้ยิ่งดี
  • ไม่ไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
    จะเกษตรธรรมชาติยังงัย ก็ขอแหล่งน้ำกันเหนียวไว้สักหน่อย  เผื่อไม่เป็นแบบที่ปู่ฟูบอก  หากต้องทำระบบน้ำจะได้มีแหล่งน้ำให้ทำได้ (ขุดบ่อแล้วได้น้ำบ้างก็ยังดี)
  • ใกล้แหล่งท่องเที่ยว
    อันนี้ภรรยาขอ เพราะเวลามีคนมาเยี่ยมเราจะได้มีที่เที่ยวที่อยู่ไม่ไกล นอกเหนือจากมาที่สวนด้วย ตอนแรกก็เป็นอะไรก็ได้  ต่อมาภรรยาก็บอกว่าไหนๆ เราก็จะเลือกวิวภูเขา (เพราะเลือกที่สูง) แล้ว ขอเป็นแบบไม่ไกลจากทะเลด้วยดีกว่า  เลยยิ่งเหลือน้อยจังหวัดไปเลย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


สรุปแล้วเรื่องมากเลยใช้เวลามากกว่า 6 เดือนกว่าจะหาที่ดินได้ตามสเปคได้ทุกข้อ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  และเป็นจุดเริ่มเล็กๆ ของสวนขี้คร้าน


Liked By: สุ ป่าริมห้วย, konthain(นพ), tumtump, prettymom51, ชุติพนธ์, bigsim, หญิงเพี้ยน, Bankao, ทิดโส โม้ระเบิด, penpen, rosera, กัญจน์, Lungmhee, PeeSo, likhit, worawit6311, nagdernthang, psit, meowkku, MANA1908, Tommy_LA, pp_79, Magnum (rew), วิภาค หนูคง, kwanbanna, maikhami, papompan, cha2000, deer art, Tapioca, #mam#, viranya, manui, Papa63, jaewnoi, jeenapat, Sa-to (สา-โท), iamnok, mskh875, บ้านสวนทยาวัต, siripan1112, sompol, weevoraphat, magga, SinchaiTK, น้าอ้วน, jenner, เพียรบ้านไร่, udompost, ktikamporn, teebanbor, popnoot, SuptNakhon, Numdoitung, titcan, Tik@18, ชาวนา™, lief36, wee, sakmara, kaa, TABTIM_SIAM, พชร, นายเติมใจ, Dongkasat, lookpu99, Athikarn, jittakorns, สายป่ากับขาดง, KobStw, tyhguy, tong1971, pochnarin, adulsri, yong9, eliot, santinonta, kodang, naret, born2011, Padawan, chondan, ยอด ราชบุรี, trin22, bundidta, wee6, sorngsree, pranod99, nomadic_man, vichai sila, decoded, somchai pomchaiya, theera saensena, top777, nookie, ฟาร์มเงิน สารคาม, 8888, darin, 5XXA, pathamawadee, sakura123, aunta4, tonpalm, TAWUN, Bull Rider, ultranoi, tree house, JOMPRAI, jinny_n, his, khunwah, viras2, everydaygreenlife, roteee, tsit, บ้านสวนพสธร, baoyai, kwan-28, joey2002, chaiyawan, weesiri, d12ift, MagicDragon, 3G family, somsa, Sanya_Sr, putthinan.j
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 05, 2014, 11:40:09 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison

สุ ป่าริมห้วย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1535


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2012, 09:10:17 PM »


  รอชมสวนขี้คร้านค่ะ..ชื่อร้ายเหลือ ความรู้เหลือหลาย...เชียร์...

                                                        ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Administrators
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9905


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2012, 09:26:29 PM »

มาเข้าแถวติดตามด้วยคนนะคร๊าบ  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2012, 09:56:57 PM »

ขออนุญาตแทรก link ของหนังสือของปู่ฟู 4 เล่มดังนี้ :
1. ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว
http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7786&Itemid=8
http://www.homebankstore.com/dl/sread/017.pdf
http://www.bkw.ac.th/onet/2555/_book_/ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว.pdf

2. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 1
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=355

3. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 2
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=356

4. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 3
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=357



บทที่ 2 Peak Oil

ขอออกนอกเรื่องหน่อย ความจริงเรื่อง Peak Oil เป็นเรื่องที่มารู้ในภายหลังเมื่อไม่นานมานี่  สร้างความประหลาดใจว่าทำไมตัวเองไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย  แต่บังเอิญเรื่องนี้มีเหตุผลสนับสนุนจุดเริ่มว่าควรจะมาเรียนรู้เรื่องการทำการเกษตรธรรมชาติ  จึงอยากจะแบ่งปันให้เพื่อนๆ ฟัง  

Oil Peak หมายถึงจุดที่อัตราการดูดน้ำมันขึ้นมาผลิตใช้งานได้ถึงจุดสูงสุด เนื่องจากไม่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ หลังจากนั้นปริมาณการผลิตจะค่อยๆ ลดลง  โดยคนที่เสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกคือ ดร. M. King Hubbert  เป็นคนสร้างโมเดลจำลองอัตราการผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499) และได้ทำนายว่า Peak Oil ของอเมริกาจะอยู่ในช่วงปี 1965-1971 บางครั้งเราจึงเรียกกราฟคำนายจากโมเดลนี้ว่า Hubbert Curve ตามชื่อของ ดร. Hubbert  สุดท้าย peak oil ของอเมริกาก็มาถึงจริงๆ ในปี 1970 (พ.ศ. 2513) ตรงตามที่ Hubbert พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 14 ปี


อ้าว..เรื่องนี้มันตั้ง 40 กว่าปีที่แล้ว แล้วทำไมเรายังมีน้ำมันใช้อยู่เรื่อยๆ ล่ะ?  อ๋อ...มันเป็นเพราะว่ามีการค้นพบแหล่งน้ำมันที่อื่นๆ ในโลกเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น ตะวันออกกลาง รัสเซีย ทะเลเหนือ จีน เป็นต้น  รวมทั้งเทคโนโลยีในการผลิตทำให้เราสามารถผลิตพลังงานจากวัตถุดิบในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากน้ำมันดิบ เช่น แก๊สธรรมชาติ หินน้ำมัน แหล่งน้ำมันเหล่านี้จึงยังคงช่วยประคองให้ปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกยังคงเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นโดยตลอด  แต่แหล่งขุดเจาะที่ค้นพบใหม่ๆ มีน้อยลงเรื่อย  ด้วยอัตราที่น่าเป็นห่วง


อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์เริ่มมีการเก็บข้อมูลและได้พยากรณ์ไว้ว่า Peak Oil ของโลกน่าจะอยู่ในช่วงปี 2017 - 2018 (อีกประมาณ 5-6 ปีข้างหน้า) นี่หมายความว่าหลังจากนั้นอัตราการผลิตน้ำมันของโลกมีแต่ละลดลงทั้งๆ ที่ความต้องการการใช้งานน้ำมันไม่เคยลดลงเคย   น้ำมันจะแพงมากขึ้น  และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันจะแพงมากขึ้น  แล้ว...จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมล่ะ?  เราจะปรับตัวกันอย่างไร?  เราต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง?  โชคดี..ด้วยเหตุบังเอิญ  โลกของเราได้ทำการทดลองเหตุการณ์การขาดแคลนน้ำมันกับประเทศ ประเทศหนึ่งที่มีชื่อว่า "
คิวบา"  เรามาติดตามดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศคิวบา  และพวกเขาเอาตัวรอดกันได้อย่างไร?  มีอะไรที่เราเรียนรู้ได้ หรือ เตรียมความพร้อมก่อนที่เหตุการณ์ PeakOil ของโลกจะมาถึงได้?  ติดตามในตอนต่อไป

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/peak-oil-1.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 12:40:43 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
termtemD
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 579


« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2012, 10:04:11 PM »

มาเดา ว่าสวนขี้คร้านอยู่แถว ระัยองฮิิ หรือราชบุรี
บันทึกการเข้า
naretk
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1124



« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2012, 11:12:14 PM »

มารอติดตาม...
บันทึกการเข้า

teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 12:04:35 AM »

สาธารณรัฐคิวบา ประกอบด้วยเกาะคิวบา (เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะแอนทิลลิสใหญ่) เกาะคูเบนตุด และเกาะเล็ก ๆ ใกล้เคียง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแคริบเบียนเหนือ  คิวบาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสหรัฐอเมริกาภาคตะวันออก และหมู่เกาะบาฮามาส ทางทิศตะวันตกของประเทศเฮติ ทางทิศตะวันออกของเม็กซิโก และทางทิศเหนือของหมู่เกาะเคย์แมนและเกาะจาเมกา มีประชากรประมาณ 11 ล้านคน



ชาวสเปนเดินทางมาถึงเกาะคิวบาครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2035 แต่ไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนักในระยะแรกเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและมีชาวอินเดียนอยู่น้อย จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเฮติเมื่อปี พ.ศ. 2333 คิวบาจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของสเปนแทนที่เฮติ  เมื่อพ.ศ. 2438 มีการเรียกร้องเอกราชจากสเปนของคิวบาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา 

หลังจากได้รับเอกราช คิวบาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ทั้งนี้เพราะสหรัฐมีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำตาลของคิวบา อิทธิพลของสหรัฐสิ้นสุดลงเมื่อฟีเดล กัสโตร เข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดีฟุลเคนซีโอ บาติสตา และบริหารประเทศด้วยระบอบสังคมนิยมเมื่อ พ.ศ. 2502 และหันไปสร้างความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตและจีนแทน จนกลายเป็นเพียงประเทศเดียวในบริเวณภูมิภาคนี้ที่ยังคงมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์อยู่

แม้นจะถูกปิดกั้นทางการค้าจากสหรัฐแต่คิวบาก็อาศัยความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตเป็นหลัก  ต่อมาเกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ.2534 คิวบาจึงเดือดร้อนอย่างหนักเนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกสหรัฐปิดกั้นทางการค้า แต่คิวบาอาศัยซื้อน้ำมันจากสหภาพโซเวียตช่วยรรเทาปัญหา  เมื่อไม่มีสหภาพโซเวียตคอยปกป้องทางสหรัฐก็เพิ่มมาตรการปิดกั้นทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้นกับคิวบา เช่น ห้ามไม่ให้เรือที่เคยเทียบท่าที่คิวบาเข้าสหรัฐเป็นเวลานานถึง 6 เดือน  ทำให้ไม่มีเรือเอกชนต้องการเดินทางไปยังคิวบา  แต่รัฐบาลของฟีเดล กัสโตร ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐ ทำให้เกิดสภาพยากลำบากอย่างหนักในประเทศยาวนานไม่น้อยกว่า 5 ปี (ในภาษาอังกฤษเรียกช่วงเวลานี้ว่า special period )

ปริมาณอาหารที่เคยนำเข้าจากต่างประเทศลดลง 80%  ประชาชนมีอาหารแจกจ่ายจากรัฐเหลือเพียง 20% ของปริมาณอาหารที่คนควรจะบริโภคต่อวัน  การปิดกั้นเรือขนส่งของสหรัฐทำให้แม้นแต่โครงการช่วยเหลืออาหารจาก UN ไม่สามารถส่งอาหารเข้าไปช่วยประชาชนที่อดอยากของคิวบาได้  ช่วงเวลาดังกล่าวน้ำหนักของชาวคิวบาลดลงไปเฉลี่ยคนละ 10 กิโลกรัม  ประชาชนต้องดิ้นรนหาทางหาอาหารเพิ่มเติมเองเพื่อเอาชีวิตรอด

ปริมาณน้ำมันที่เคยมีการนำเข้าปีละ 14-15 ล้านบาเรล ลดลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 4 ล้านบาเรลต่อปี ปริมาณน้ำมันมีไม่เพียงพอที่จะจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ทั้งวัน ไม่มีพลังงานพอที่จะปั๊มน้ำขึ้นอาคารสูง รถยนต์ส่วนตัวไม่มีน้ำมันเพียงพอที่จะแล่น รถประจำทางมีไม่พอ คนต้องรอรถประจำทางประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อไปทำงาน และอีก 3-4 ชั่วโมงเพื่อเดินทางกลับ


มีการดัดแปลงรถบรรทุกสินค้ามาเป็นรถโดยสารประจำทางที่เรียกว่าอูฐ (เพราะเป็นรถมี 2 โหนกเหมือนอูฐ)

จักรยานจำนวน 1.2 ล้านคันถูกนำเข้ามาจากจีน และผลิตเพิ่มในประเทศอีก 5 แสนคัน

รถม้า/ล่อ เริ่มถูกนำกลับมาใช้งาน

เพื่อใช้บรรเทาปัญหาการเดินทางไปทำงาน โรงงาน/บริษัทจำนวนมากต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีพลังงาน เหลือเพียงงานรับจ้างทั่วไปที่มีค่าตอบแทนต่ำ มูลค่างานลดลงอย่างมหาศาล  ชาวคิวบาได้รับค่าจ้างเหลือเพียงประมาณ 2 ดอลล่าร์ (ประมาณ 60-70 บาท) ต่อเดือน  ทำให้พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะไปซื้อของนำเข้าจากต่างประเทศได้เลย

เครื่องจักรในการเกษตรแทบทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้เพราะไม่มีน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง วัคซีนรักษาโรคในสัตว์ ไม่มีให้ใช้งาน ในช่วงแรกเกษตรกรคิดว่าช่วงเวลาแบบนี้จะยาวนานเพียงไม่กี่เดือน แต่ special period ยาวนานติดต่อกันหลายปี เกษตรกรต้องเปลี่ยนวิถีในการทำเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์อย่างสิ้นเชิง


อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-2.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 12:41:38 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
tumtump
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1553


« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 01:08:12 AM »

ดีที่"คำเตือน"นี้ ไม่มีผลกับคนหลงป่าผู้เกียจคร้าน ยิ้มกว้างๆ  รอติดตามตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อครับพี่ teerapan ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
pamok
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 113


« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 05:42:23 AM »

ขอตามด้วยคนครับ
บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1219


« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 06:59:50 AM »

มาลงชื่ิิอติดตามด้วยคนครับ  อ่านดูแล้วอดเทียบเคียงการทำนาของผมไม่ได้ 

1.ไม่ใถพรวนดิน
2.ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมัก 
3. ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ
4. ไม่ใช้สารเคมี

นาผมเพิ่งลดได้ 2 ข้อ คือข้อ 2 และ 4  ส่วนข้อ 1และ 3  ยังทำอยู่  ผลคือลดต้นทุนการทำนาได้ พอสมควร  จากต้นทุนทั่วๆไปอยู่ที่ประมาณ 3500-4000  บาท ต่อไร่  ลดเหลือ ไม่เกิน 1800 บาท ต่อไร่ ในนาดำ และ 700 บาทต่อไร่ ในนาหว่าน   ผลผลิตไม่แตกต่างกัน

 แต่ถ้าลดไม่ใถพรวน จะลดได้อีก 400 บาทต่อไร่ ในนาหว่านเหลือเพียง 300 บาทต่อไร่ ในนาดำเหลือ 1400 บาทต่อไร่  แต่ก็ต้องย่ำให้เละเหมือน อาจารย์ titcan  ก็ต้องเสียค่าน้ำมันบ้างเหมือนกัน  และต้องใช้แรงงาน ตนเอง

จากที่ทำมา3-4 รอบฤดูการทำนา ใน 2 ปี  ตอนนี้ ในนาปี  ที่ทำข้าวหอมมะลิ และข้าวสินเหล็กอยู่  ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเลย ไม่ว่าปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมักใดๆ

ส่วนคิวบา  นั้น คงเป็นต้นแบบในอนาคตที่ใกล้จะถึง 

สมัยเด็กๆ ประมาณช่วง 2510  ผมเห็นพ่อแม่ทำนามา  ก็คงไม่ต่างจากคิวบา 
สมัยนั้น ใช้เดินด้วยเท้า และดีหน่อย ขี่ม้า  ใช้วัวเทียมเกวียน  ใช้ควายใถนา  ในตัวเมืองหรือหมู่บ้านใช้จักรยานเป็นหลักใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด    เครื่องสูบน้ำหายาก ใช้ระหัดวิดน้ำ  กำลังคน   การแปรรูปไม้ใช้คนเลื่อย 

แต่อนาคตที่จะถึงนี้  เราคงมีพลังงานอีกตัวหนึ่งที่น่าจะมีบทบาทมากขึ้น  คือพลังงานแสงอาทิตย์ 

ส่วนตัวผม  ผมคิดว่า  น้ำมันหมดโลก  ก็น่าจะดีเหมือนกัน  คนทั่วๆไปอยู่ได้อยู่แล้ว  สังคมคงสงบลง  ปัญหาในการดำเนินชีวิตคงน้อยลง    อาจจะมีบ้างคนบางพวกคงอยู่ลำบากขึ้น  ก็ดีจะได้สำนึก 

พูดไปพูดมาอยากให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ  ครับ   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 25, 2012, 07:02:45 AM โดย ชุติพนธ์ » บันทึกการเข้า
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1219


« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 07:51:07 AM »

คุณteerapan ทำให้ผมจินตนาการไปไกล   ลองนึกภาพดูนะครับ  เมื่อน้ำมันหมดโลก 

มหานครใหญ่ อย่าง กรุงเทพมหานคร  รถคงหายไปจากท้องถนน  ในท้องถนนมีแต่รถจักรยาน  หรือรถม้า หรือรถอื่นๆที่ไม่ใช้น้ำมัน    ควันดำคงหายไป  การจราจรที่บ้าคลั่งไม่มีให้เห็น  สถานเริงรมย์ อบายมุข  หดหายไป   โรงงานอุตสาหกรรม ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลปิดตัวลง   น้ำเน่าลดลง  ค่อยๆแปรสภาพเป็นน้ำดี  ผู้คนลดจำนวนลง  เพราะไม่มีอะไรทำ  กลับมาสู่ ชนบทที่มีงานด้านเกษตรกรรมรออยู่   ชนบทจะคึกคักเข้มแข็ง  ด้วยงานด้านการเกษตร  งานหัตถกรรม   จะกลับคืนมา

ป่าไม้ถูกตัดลดลง  เพราะไม่มีแรงงาน และไม่มีเครื่องจักร การขนย้ายก็ลำบาก  การแปรรูปไม้ใช้แรงงานคน    ป่าได้มีโอกาสฟื้นตัว  เราคงไม่ต้องมีโครงการรณรงค์ ปลูกป่ากันต่อไป   

 การเอารัดเอาเปรียบกันน้อยลง  คนที่มีที่ดินมากกับคนที่มีที่ดินน้อย  เริ่มมีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน   ราคาที่ดินจะถูกลง   คนมีที่ดินมากเป็นหมื่นไร่  คงต้องปล่อยให้ป่าฟื้นตัวแต่โดยดี หรือขายส่วนที่เกินไป  ในราคาที่ไม่แพงเหมือนทุกวันนี้  เหลือไว้เพียงเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้  เพราะไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรได้มากนัก     ที่ดินเมื่อถูกลง  ก็จะกระจายกลับคืนสู่คนทุกคน 

 โลกทั้งโลกคงใกล้เคียงกัน  และสงบเย็นลง   นึกได้ตอนนี้มีเท่านี้  ใครนึกได้ช่วยต่อทีครับ 

อยากให้วันนั้น  มาถึงเร็วๆครับ  คุณ teerapan   

บันทึกการเข้า
avc4000
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1198



« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 08:18:43 AM »

มาแอบแลคนขี้คร้าน ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

การทำอะไรไม่สำเร็จ หาใช่อยู่ที่ความเสื่อมถอยของร่างกายหรือสติปัญญาไม่ มันอาจเป็นผลจากความถดถอยทางจิตวิญญาณและความฝัน
phoj.wsuktha
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 77


« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 10:02:39 AM »

ตามมาแอบฟังด้วยคนครับ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ไม่ต้องบินสูงอย่งใครเขา  เอาเท่าที่เราพอจะบินไหว..
James
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2466


« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 10:07:25 AM »

คุณteerapan ทำให้ผมจินตนาการไปไกล   ลองนึกภาพดูนะครับ  เมื่อน้ำมันหมดโลก 

มหานครใหญ่ อย่าง กรุงเทพมหานคร  รถคงหายไปจากท้องถนน  ในท้องถนนมีแต่รถจักรยาน  หรือรถม้า หรือรถอื่นๆที่ไม่ใช้น้ำมัน    ควันดำคงหายไป  การจราจรที่บ้าคลั่งไม่มีให้เห็น  สถานเริงรมย์ อบายมุข  หดหายไป   โรงงานอุตสาหกรรม ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลปิดตัวลง   น้ำเน่าลดลง  ค่อยๆแปรสภาพเป็นน้ำดี  ผู้คนลดจำนวนลง  เพราะไม่มีอะไรทำ  กลับมาสู่ ชนบทที่มีงานด้านเกษตรกรรมรออยู่   ชนบทจะคึกคักเข้มแข็ง  ด้วยงานด้านการเกษตร  งานหัตถกรรม   จะกลับคืนมา

ป่าไม้ถูกตัดลดลง  เพราะไม่มีแรงงาน และไม่มีเครื่องจักร การขนย้ายก็ลำบาก  การแปรรูปไม้ใช้แรงงานคน    ป่าได้มีโอกาสฟื้นตัว  เราคงไม่ต้องมีโครงการรณรงค์ ปลูกป่ากันต่อไป   

 การเอารัดเอาเปรียบกันน้อยลง  คนที่มีที่ดินมากกับคนที่มีที่ดินน้อย  เริ่มมีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน   ราคาที่ดินจะถูกลง   คนมีที่ดินมากเป็นหมื่นไร่  คงต้องปล่อยให้ป่าฟื้นตัวแต่โดยดี หรือขายส่วนที่เกินไป  ในราคาที่ไม่แพงเหมือนทุกวันนี้  เหลือไว้เพียงเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้  เพราะไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรได้มากนัก     ที่ดินเมื่อถูกลง  ก็จะกระจายกลับคืนสู่คนทุกคน 

 โลกทั้งโลกคงใกล้เคียงกัน  และสงบเย็นลง   นึกได้ตอนนี้มีเท่านี้  ใครนึกได้ช่วยต่อทีครับ 

อยากให้วันนั้น  มาถึงเร็วๆครับ  คุณ teerapan   
ผมคิดว่าเราคงไม่ทันไม่เห็นภาพนั้นเสียกระมัังครับผู้พัน หรือว่าทัน
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 989


« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 12:24:00 PM »

ติดตามเส้นทางของการใช้น้ำมัน

หากเรามาติดตามดูว่าน้ำมันถูกนำไปใช้อย่างไร  เราจะเห็นว่าพลังงานเหล่านี้ถูกใช้ไปในภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการเกษตร และภาคครัวเรือน  เมื่อเราพิจารณาดูการใช้พลังงานน้ำมันในภาคครัวเรือนให้ใกล้ชิดอีกนิดนึง  เราจะเห็นว่าการใช้พลังงานในภาคครัวเรือนมีมากกว่าที่เราคิดเนื่องจากมีการใช้พลังงานน้ำมันแอบแฝงอยู่หลายส่วนไม่ใช่เฉพาะน้ำมันที่เราใช้กับรถยนต์  ในงานวิจัยของสหรัฐแบ่งหมวดการใช้พลังงานออกเป็น 3 ส่วน มีอัตราการใช้พลังงานต่อคนต่อปีดังนี้ (สัดส่วนการใช้น้ำมันต่อคนของอเมริกายังสูงกว่าประเทศไทย)

1. การใช้พลังงานกับตัวบ้าน 7 บาเรล (835 ลิตร) ต่อคนต่อปี เช่น ไฟฟ้า พลังงานที่ใช้ในระบบผลิตและลำเลียงน้ำประปา ระบบปั๊มน้ำ ระบบทำความร้อน/ความเย็น ค่าน้ำมันตัดหญ้า เป็นต้น
2. การใช้พลังงานกับรถยนต์ 9 บาเรล (1073 ลิตร) ต่อคนต่อปี เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่อง พลังงานที่ใช้ในการผลิตอะหลั่ย และวัสดุสิ้นเปลืองเกี่ยวกับรถอื่นๆ  รวมถึงพลังงานที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะก็รวมนำมาเฉลี่ยด้วย (สำหรับคนที่ใช้ระบบสาธารณะ)
3. การใช้พลังงานเกี่ยวกับอาหาร 10 บาเรล (1192 ลิตร) ต่อคนต่อปี !!! นับเป็นสัดส่วนที่สูงมากที่สุด  สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ทำงานวิจัย แต่เมื่อศึกษาในเชิงลึกพบว่ามีการใช้น้ำมันในทุกขั้นตอน


3.1 พลังงานในการผลิตอาหาร 
มีการศึกษาถึงปริมาณพลังงานที่ใช้ในขั้นตอนผลิตพืชอาหารโดยมีการวัดปริมาณพลังงานน้ำมันที่ใช้ในการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในเครื่องจักร เครื่องตัดหญ้า ระบบให้น้ำ ระบบชลประทาน พลังงานที่ใช้ในการผลิตปุ๋ย ยากำจัดวัชพืช ยาฆ่าแมลง ถุงเพาะ พลาสติกคลุม ดิน ฯลฯ เปรียบเทียบกับพลังงานในอาหารที่ผลิต  เรียกว่า Energy Efficiency = Food Energy / Energy Input มีค่าตามภูมิภาคต่างๆ ดังนี้

สังเกตุว่าค่า Energy Efficiency จะสูงในประเทศกำลังพัฒนา เพราะไม่มีโอกาสเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตรเท่าประเทศที่เจริญแล้ว  เมื่อเราดูค่าเฉลี่ยของโลกที่ 3.77 เท่า (หมายถึง 27% ของพลังงานอาหารที่เราผลิตเกิดจากการใช้พลังงานน้ำมัน) ในทวีปอเมริกาจะแย่กว่านั้นคือ 2.37 เท่า  (หมายถึง 42% ของพลังงานอาหารที่เราผลิตเกิดจากการใช้พลังงานน้ำมัน) ==> เรากำลังกินน้ำมัน !!!

แม้นจะไม่มีตัวเลขสถิติของประเทศคิวบาโดยตรงมาเปรียบเทียบ  เราก็สามารถดูได้จากตัวเลขอื่นๆ ในช่วงก่อนเกิด special period ตามแผนภาพข้างล่าง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณพื้นที่ที่มีระบบชลประทาน (แน่นอนว่าจะใช้พลังงานในการชลประทาน) ปริมาณเครื่องจักรที่ใช้ และปริมาณสารเคมีที่ใช้  ตัวเลขต่างๆ ของคิวบามากกว่าประเทศอื่นๆ ในละตินอเมริกา  หรือสหรัฐอเมริกา  สื่อให้เห็นว่าคิวบามีการใช้พลังงานในภาคการผลิตไม่ยิ่งหย่อนกว่าในสหรัฐอเมริกา

ผมไม่มีตัวเลขพลังงานในการผลิตเนื้อสัตว์ แต่ทุกท่านคงเข้าใจได้ว่าจะต้องมากยิ่งขึ้นไปอีก  เพราะสัตว์ก็จะต้องกินพืช หรือเนื้อสัตว์ด้วยกัน  และเรายังต้องใช้พลังงาานเข้าไปขบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเก็บเกี่ยวพืชมาให้สัตว์กิน การแปรรูปอาหารสัตว์ การขนย้ายสัตว์ ฯลฯ


3.2 พลังงานในการแปรรูปสินค้า 
ก่อนจะมาถึงมือผู้บริโภค  เรายังต้องใส่พลังงานเข้าไปในการแปรรูป  ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุหีบห่อต่างๆ (ทุกท่านคงรู้อยู่แล้วว่าพลาสติกผลิตจากน้ำมัน) รวมถึงพลังงานที่ใช้ขบวนการถนอมอาหาร เช่น การแช่แข็ง, UHT, Pasteurization ล้วนแต่ใช้พลังงาน

3.3 พลังงานในระบบกระจายสินค้า
พลังงานยังหมดไปกับการขนส่ง และกระจายสินค้าเนื่องจากแหล่งผลิตอาหารไปยังผู้บริโภค  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของน้ำมันเชื้อเพลิงในการขนส่ง  ค่าพลังงานในการทำความเย็นเพื่อรักษาอาหาร  ซ้ำร้ายจะมีอาหารส่วนหนึ่งเน่าเสีย หรือหมดอายุก่อนจะถึงมือผู้บริโภค  โดยงานวิจัยในอเมริกาพบว่ามีอาหารที่เน่าเสียในขบวนการกระจายสินค้าสูงถึง 14-18%  เสมือนหนึ่งกับการขนอาหารจากนอกเมืองเข้าไปทิ้งในเมืองเกือบ 1 ใน 5 ของปริมาณที่ขน  ชั่งเป็นการใช้พลังงานที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

หมายเหตุ ที่บ้านผมบางทีก็ซื้ออาหารจากนอกบ้านมาเก็บในตู้เย็นจนเสีย เพราะเก็บไว้จนลืมกัน  หมดพลังงานไปกับการทำความเย็นให้กับอาหารพวกนี้ไปเฉยๆ  ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิด นิสัยขี้ลืมนี้ก็ยังแก้ไม่หาย โกรธ โกรธ โกรธ

เมื่อดูค่าพลังงานที่ใช้ในขบวนการต่างๆ รวมกันแล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่มีปริมาณน้ำมันถูกใช้ในหมวดอาหารสูงยิ่งกว่าพลังงานน้ำมันที่ถูกใช้ในรถยนต์ซะอีก ==> เรากำลังกินน้ำมัน !!!  (ตัวเลขเหล่านี้เป็นของทางสหรัฐอเมริกา  หวังว่าถ้ามีการสำรวจในประเทศไทยในอนาคตแล้ว ตัวเลขของเราจะดีกว่านี้)

เนื่องจากการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันมีการพึ่งพาพลังงานน้ำมันในอาหารเป็นสัดส่วนที่สูง  จึงไม่น่าประหลาดใจที่ว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันจะส่งผลกระทบกับปัญหาอาหารขาดแคลนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  นับเป็นความท้าทายของคิวบาในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก่อนจะส่งผลกระทบกับชีวิตและสุขภาพของประชาชนในประเทศ  ในตอนต่อไปเราจะติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรของคิวบาในช่วง special period

อ่านบทความนี้ใน blog ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/peak-oil-3.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2014, 12:42:07 PM โดย teerapan » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
rosera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1658


« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 12:32:02 PM »

มาขอติดตามด้วยคนค่า ความรู้เพียบ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 87   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: