หน้า: 1 [2] 3 4 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผมมีประสพการณ์ขายของที่สี่มุมเมือง  (อ่าน 108012 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เคียว
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 231


« ตอบ #16 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2009, 10:04:54 AM »

ขอบคุณมากๆเลยครับ อ่านแล้วได้ความรู้มากเลยครับ วงการนี้มีอะไรที่เราไม่รู้มากเลยนะเนี่ย
ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


Liked By: arsun
บันทึกการเข้า

คมเคียว อันทับ
94 หมู่17 ต.วังแสง อ.แกดำ จ.มหาสารคาม 44190
087-1363196

Naradhip
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 48


« ตอบ #17 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2009, 08:55:54 PM »

ก่อนจะไปทำการเกษตร ผมจะซื้อแผงในตลาดใกล้บ้านก่อน


Liked By: arsun
บันทึกการเข้า
สายรุ้ง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469


« ตอบ #18 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2009, 08:38:13 AM »

  แถวพิ โลก บึงพระ  เขามีระบบ แบ่งความเสี่ยง โดยคนปลูกจะไม่รู้ว่าจะได้โลละกี่บาท
   จนกว่าคนที่ขนไปขายจะกลับมาบอก แล้วจ่ายเงินกัน  แต่ฟังๆดูคนขนไปขายเสี่ยงน้อยที่สุด  แป๊บๆออกรถใหม่แล้ว เวลาขนไปนี่อัดกันเต็มที่เลย คนขนจะเป็นคนต่อรองราคา ขายได้เท่าไรก็จะหักค่าเที่ยวเป็น กก.ไป แต่จะมีปัญหากรณีผักราคาถูกจนไม่คุ้มค่าขนหรือขายได้ไม่หมด  บางที่ถูกจนต้องไถทิ้งไป
   คนปลูกเก่งๆนี่เขามีการให้คนขับรถไปดูแหล่งปลูกใหญ่ที่ใกล้กรุงเทพเลยนะครับโดยจะเลือกปลูกผักที่มีคนปลูกน้อยๆ ปลูกที20-30ไร่ เห็นแล้วอึ๊ง
   ถ้าปีไหนน้ำท่วมอ่างทอง อยุธยานี่ แถวนี้รวยเละ


Liked By: bigpubarlap, maikhami
บันทึกการเข้า
ลุงแอ๊ด ขอนแก่น
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1320


« ตอบ #19 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2009, 12:10:02 PM »

ขอบคุณมากๆครับสำหรับข้อมูลดีๆความรู้ที่มีประโยช์มาแบ่งปันกันครับ


Liked By: bigpubarlap
บันทึกการเข้า
pocky
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 229


« ตอบ #20 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2009, 01:49:57 PM »

ขอบคุณค่ะสำหรับบทความดีมีสาระ อ่านแล้วได้ความรู้ดีมากค่ะ


Liked By: bboom
บันทึกการเข้า
ยศ สวนอรุโณทัย
"คืนชีวิตให้เเผ่นดิน"
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5018

คืนชีวิตให้เเผ่นดิน 290


« ตอบ #21 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2009, 11:42:44 AM »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
กลลังศึกษาเรื่องนี้อยู่พอดีครับ


Liked By: bigpubarlap, bboom
บันทึกการเข้า
Cheevit_thai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 408


« ตอบ #22 เมื่อ: มกราคม 11, 2010, 12:24:29 AM »

ได้มุมคิดดีๆ ก่อน ทำเกษตร  หรือ ค้าขายสินค้าเกษตรครับ


Liked By: arsun
บันทึกการเข้า
vit12
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17


« ตอบ #23 เมื่อ: มีนาคม 26, 2010, 01:45:18 PM »

ได้ความรู้ดี


Liked By: arsun
บันทึกการเข้า
saeree
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 98


« ตอบ #24 เมื่อ: มีนาคม 26, 2010, 05:40:21 PM »

web ตลาดสี่มุมเมือง ก็มี นะครับ
เราสามารถ เข้า ไปดูราคา สินค้าที่ขายในตลาด ได้ฟรี
ไม่ต้องเสียเงินเป็นสมาชิก แบบตลาดไท
ดูง่าย มีกราฟ ย้อนหลัง
ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่า เดือนไหน ราคาสินค้าเกษตรเป็นไง
เอากราฟราคา มะนาว มาให้ดูเป็นคัวอย่าง
มะนาวมักจะมีราคาสูงในหน้าแล้ง ปีนี้ลูกละ 7 บาท
ถ้าในห้างนี่ 10 บาทเลย นะครับ 
ราคาในกราฟ เป็นราคา 100 ลูกนะครับ


Liked By: bigpubarlap
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2010, 05:43:26 PM โดย saeree » บันทึกการเข้า
ไอ้ด่างเกยชัย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1083



« ตอบ #25 เมื่อ: มีนาคม 26, 2010, 09:55:18 PM »

ยอดเยี่ยมเลยครับ
ผมกำลังจะรวมกลุ่มเกษตรกรเข้าไปดูอยู่พอดีเลย หน้าปิดเทอมพอมีเวลาน่ะ
ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เคยเห็นแต่ท่าข้าวครับ พวกนี้ก็ไม่น้อยหน้าเลยเหมือนกัน มีการฮั้วกันทุบราคาด้วย
เช่น ที่ท่าข้าว มีนาย 1-2-3-4-5 เป็นพวกรับซื้อ เขาจะเรียงคิวกันว่าใครก่อนหลัง
พอรถข้าวเข้ามา สมมติว่า คิวนาย1 แกก็จะเข้าไปตีราคาทันที แน่นอนว่าต้องกดๆหน่อยแล้วเจ้าของข้าวก็จะต่อรองว่า ขอเพิ่มซึ่งนาย 1 จะบอกว่าไม่เอา สู้ไม่ไหว แล้วเป็นที่รู้กันว่า นาย2 จะเข้ามาตีราคาทันทีโดยนาย 2จะดูสัญญาณมือที่นาย 1 ว่า จะอัพได้เท่าไรโดยนาย 1จะไม่พูดอะไรหรือไม่ก็ทำทีเป็นโทรศัพท์คุยกับพวกท่าเรือส่งออก ทั้งที่ไม่ใช่เลย
เขาจะใช้นิ้วโป้งมือแตะที่นิ้วชี้ก็คือเพิ่มให้100 นิ้วกลาง200นิ้วนาง300 กำมือเพิ่ม500 ถ้าชาวนายังไม่ยอมอีก นาย 3 จะเข้ามาตีราคาฟันลงจากราคาที่นาย1ตีราคาไว้อีก300-500บาท  เท่านี้ชาวนาก็ขวัญเสียแล้วครับ  เท่าไรก็ขาย

อีกกรณีนึงคือ เจ้าของท่าเล่นด้วยครับ  ชาวนาเอาข้าวมาขายแล้วก็ต่อรองราคากันกับคนซื้อ เจ้าคนซื้อจะคุยเสียวดังๆว่า ไม่ได้ๆๆ ข้าวไม่ดี ข้าวเปียกส่งออกไม่ได้ นะ ขายได้ราคาแค่นี้แหละ เจ้าของท่าก็จะทำท่าออกมาเคลียร์ว่า เฮ้ย ช่วยๆกันไปเถอะ ไหนๆเขามาแล้วน่า สงสารเค้านะ ทำนาเหนื่อจะตาย นะนะ
เจ้าคนซื้อก็จะทำทีเป็นจำใจรับซื้อ เออๆ  เอาก็เอา  เที่ยวเดียวนะ เดี๋ยวเถ้าแก่ที่กรุงเทพจะว่าเอา
แล้วเจ้าของท่าก็จะสั่งให้ขึ้นกิโลชั่ง    ซึ่งเจ้าของท่าเขาไปเล่นที่กิโลครับ กดกินเที่ยวๆนึงไม่ใช่น้อยเลย
เจ้าของท่าจะได้ค่าบริการท่า ตามน้ำหนักครับ เมื่อก่อนตันละ50บาทเดี่ยวนี้ไม่รู้

เกษตรกรรมเนี่ย  มันแปลว่า กรรมของเกษตรกร ละมั้งเนี่ย
บันทึกการเข้า
ไร่ขวัญข้าว
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 270



« ตอบ #26 เมื่อ: มีนาคม 27, 2010, 12:30:36 AM »

ช่ายๆๆๆ
แทนที่คนเกษตรจะเป็นนักธุรกิจที่รวยที่สุด
ปลููกเอง ขายเอง แต่ไม่ส่มารถกำหนดราคาเองได้
เกษตรกรไทยจึงไม่รวยเสียที
--------------
ดังนั้นเรามาปลูกเองกินเอง ดีกว่า
บันทึกการเข้า

มิรันตี
513/1 ถ.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000
pp_79
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2987


« ตอบ #27 เมื่อ: มีนาคม 27, 2010, 01:23:35 PM »

ขอบคุณมากครับ...เป็นความรู้ และเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำอาชีพเกษตรครับ แต่ก็น่าเห็นใจครับ ถ้าจะทำให้ประสพผลสำเร็จจริงๆ ผมว่าต้องครบวงจรครับ...โดยเฉพาะ ตลาด ครับ เกษตรกรเอาใจใส่ถนุบำรุงจนได้ผลผลิตแล้ว...แต่...

เรามาทำเกษตรพอเพียงดีกว่า....พออยู่พอกิน...เหลือก็แจก(ขาย) ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

"ล้ม5ครั้ง...ลุก7ครั้ง" เมื่อตั้งใจจริงต้อง "ทำได้"

PP_79  "สวนเกษตรผสมผสาน"
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=18005.0
ice1
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20


« ตอบ #28 เมื่อ: มีนาคม 27, 2010, 04:15:04 PM »

ขอบคุณค่ะสำหรับบทความดีๆ  ตอนนี้ก็กำลังหาลู่ทางอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นลูกจ้างเขามันลำบากมาก ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์


Liked By: arsun
บันทึกการเข้า
jukkid.v@gpo.or.th
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 66


« ตอบ #29 เมื่อ: มีนาคม 28, 2010, 11:48:33 AM »

ขอบคุณอย่างสูงครับ สำหรับข้อมูลที่ข่วยให้ได้คิด  เราต้องทันต่อเหตุการณ์ตลอดเลยนะเนี่ย ต้องติดตาม ฟัง คิด สังคมทุกที่ต่างก็มุ่งแสวงหาผลต่างที่เป็นกำำไรให้ได้มากที่สุด เหนื่อยนะ...แต่ต้องทำเพื่อที่จะอยู่ได้ในสังคมโลกใบกลมๆ นี้ ....จะอาศัยหน่วยงานราชการที่มีอยู่ตามท้องถิ่นหรือ  .. เปล่าเลย  .. ดูแล้วต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำมาหากินดีกว่า  ...เพราะฉะนั้น นับ 1.2.3  ปลูกเอง  ตั้งเงื่อนไขเอง ..ขายเอง  สุดท้ายนำพระราชดำริของในหลวง  นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน คือ..รู้จักพอเพียง และเพียงพอ ..เราก็จะอยู่ได้อย่างสบายกายและใจ  ไม่ต้องดิ้นรนตากแดด ตากลม รับจ้างใครต่อใครให้ร่างกายทรุดโทรม  เป็นนายตัวเราเองดีที่สุด  ทำเท่าที่ได้ั และได้เท่าที่ทำ  มีที่ทำกิน รู้จักเป็นผู้ให้บ้างในบางครั้ง ... เฮ่อ..ระบายความคิดอันน้อยนิดของตัวเองออกมา พอย้อนอ่านเองก็รู้สึกทำให้ชีวิตตัวเองมีราคาค่าตัวขึ้นมาอีกหน่อย  ... ลูกและเมีย ก็สบายไปด้วยกัน (ลองทำดูครับ ทุกท่าน เศรษฐกิจพอเพียง ดีที่สุด)
บันทึกการเข้า
boyeg6
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 230


« ตอบ #30 เมื่อ: มีนาคม 29, 2010, 09:01:48 AM »

ขอบคุณครับประสบการณ์ที่ท่านได้สัมผัสมา แล้วเอามาเล่าสู่กันฟังมีประโยชน์มากครับ...
.....รู้สึกว่าถ้าสมัครสามชิก จะมีส่วนลด ค่าเอารถขนสินค้าเข้าไป 50 บาทมั้งครับ ที่ 4 มุมเมืองอ่ะครับ


Liked By: bboom
บันทึกการเข้า
a106679
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 495



« ตอบ #31 เมื่อ: มีนาคม 22, 2012, 08:00:52 AM »

       ผมเคยไปขายผักสดที่ตลาดสี่มุมเมืองเมื่อ 10 ปีที่แล้ว    เพื่อนชวน
         ผมเริ่มจาก  เราไปตัดผักที่หน้าตลาดมาขาย   หมายความว่า  ที่หน้าตลาด(ข้างๆติดกับเมอรี่คิง)  จะมีซอยสำหรับรถบรรทุกผักผ่านเข้า    ประมาณ 100 เมตร จะมีด่านเก็บเงิน  รถกระบะปิคอัพทั่วไป  บรรทุกมากน้อยคันละ 100 บาท  ส่วนรถลูกค้าที่จะมาจ่ายตลาด(รถเปล่าไม่มีพืชผัก)   จะมีอีกเลนหนึ่งไม่ต้องเสียตังค์   รถบรรทุกพืชผักทุกคันต้องต่อแถวเข้าด่านเก็บเงิน  บางวันจ่ายตรงป้อมด่าน   แต่บางวันก็มีเจ้าหน้าที่เดินมาเก็บถึงรถเพื่อความรวดเร็วเรื่องการจราจร   หลังจากผ่านด่านจ่ายเงินแล้ว  จะมีเจ้าหน้าที่จราจรโบกรถ   เพื่อจอดรอคิวเข้าตลาดอย่างเป็นระเบียบ  ข้างในตลาด  จะถูกแบ่งไว้เป็นล็อกเป็นแถว  เราไม่สามารถเลือกล็อกเลือกแถวเองได้  เมื่อรถผักขับวนไปถึงลานขาย  จะมีเจ้าหน้าโบกเรียกให้รถแต่ละคันเข้าจอดเอาผักลงแถวไหนล็อกไหน  รถผักจะเข้าจอดถึงหน้าล็อกของตัวเอง   การขนผักลงจากรถจะมีเจ้าหน้าที่ขนลงให้เสร็จสัพ  คนตัดผักขายมีหน้าที่จ่ายเงินให้เจ้าของผักและจ่ายค่าลานขาย(ถ้าจำไม่ผิดก็ล็อกละ 50หรือ100 บาท)แล้วก็นั่งขายผักเอากำไรต่อไป   ส่วนเจ้าของผักหรือเจ้าของรถมีหน้าที่รับเงินแล้วขับรถกลับบ้าน   ทางรถออกจะเป็นคนละทางกับทางรถเข้า   แต่ไม่ต้องกังวนเพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเป็นระยะๆ
         ในช่วงที่รอเข้าด่านและรอคิวเข้าตลาดนี่แหละ   ที่ผมและบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเจ้าเล็กเจ้าใหญ่   เข้ามาติดต่อซื้อ  อาจจะเหมาซื้อทั้งคัน   หรือบางส่วน  หรือบางรายการ  ราคาแล้วแต่จะตกลงกัน(ตกลงกันเปล่า)  จ่ายก่อนจ่ายหลังหรือมัดจำแล้วแต่จะตกลงกัน  ที่แน่ๆ เมื่อของลงตลาดแล้วต้องจ่ายเงินกันให้เรียบร้อย  ไม่มีการติดค้าง  เว้นแต่รู้กันจริงๆ  เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดมาจากร้อยพ่อพันแม่  อย่าเชื่อใจกันมาก   พืชผักที่ตลาดมีความต้องการจะมีสูง  จะมีคนมารุมติดต่อซื้อเยอะ
         ลานขายผักสดจะเป็นลานโล่งไม่มีหลังคา   ถ้าฝนตกต้องหาร่มกางเอง   ลานผักเริ่มขายช่วงเย็นถึงเช้า   ถ้าผักขายไม่หมดจะเอากลับไปบ้านก็ได้   ส่วนมากจะถูกวางทิ้งไว้ให้รถตักตักไปทิ้ง    คนตัดผักขายจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ไม่มีใครช่วยใครได้   ที่นีเสรี   ในช่วงเช้านี่แหละพวกรถเร่ขายผักจะมาหาซื้อผักในราคาถูกๆหรือเก็บผักที่ถูกทิ้งไปเร่ขายตามหมู่บ้านตามซอย   แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นผักเดนหรือผักสกปรกนะครับ    แต่มันเป็นผักที่ขายไม่หมด   หมดคนซื้อ
          กลับมาที่รถบรรทุกผักเข้า   ถ้าคันไหนได้ผักที่ตลาดกำลังหมดหรือเหลือน้อยมา   ก็ถือว่าโชคดี  ที่ว่าโชคดีเพราะราคาในแต่ละวันแต่ละชั่วโมงอาจจะไม่เท่ากัน   ไม่มีใครกำหนดหรือแทรกแซงราคา   ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด    เหตุที่ราคามันมีความผันผวนมันเป็นเช่นนี่พี่น้องเอ๋ย    สมมุติว่าวันที่ 1 ผักบุ้งล้นตลาด  แน่นอนราคาย่อมถูกและก็ขายยาก   รถบรรทุกที่ขนผักเข้ามาส่วนมากก็เป็นพ่อค้าเหมือนกัน   ไปเหมาสวนมา   เมื่อขายไม่ได้ขายยาก   วันที่ 2 ก็ไปหาอย่างอื่นมาขายดีกว่าหรือไม่เข้าตลาด   แล้วถ้าวันที่ 2 พ่อค้าหลายๆคันไม่เอาผักบุ้งมาขาย   ผักบุ้งก็ขาดตลาด  มีราคา  แย่งกันซื้อ  เรียกว่าผักเป็นหรือเรียกกันว่าบุ้งเป็น   ถ้าล้นตลาดขายยากเรียกว่าผักตาย
          แล้วไอ้ที่ราคาในแต่ละชั่วโมงไม่เท่ากันมันเป็นอย่างไร  อย่างที่บอกผักมันขาดตลาดไม่ได้ขาดสวน   มาสมมุติต่อ   ในเมื่อวันที่ 2 ในช่วงเย็นรถผักบุ้งเข้าตลาดน้อย  ผักเริ่มมีราคา(ผักเป็น)พ่อค้าในตลาดก็จะโทรแจ้งโทรตามรถบรรทุกผัก  ให้เอาผักบุ้งมาลง   กว่ารถผักบุ้งจะมาถึงตลาดมันก้ต้องดึก   แล้วถ้าผักบุ้งทุกคันมาถึงพร้อมกันตอนดึกราคาจะเป็นอย่างไรคิดดูเอาครับพี่น้อง  แต่ไม่ต้องกังวลเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
          ทีนี้มาพูดถึงผักที่ไม่มีราคาผักล้นตลาด   ถ้ารถผักใจร้อนก็ต้องยอมขายถูก   แต่ถ้าใจเย็นผักก็อาจขายไม่หมดหรือไม่ได้ขาย   เมื่อรถถึงคิวลงลานแล้วยังไม่มีคนมาตัด   ก็ต้องนั่งขายเองในลานผัก   ส่วนรถก็ไปจอดไว้ข้างนอก(หมายถึงบริเวณที่ทางตลาดจัดไว้ให้จอด)   ส่วนมากยอมขายในราคาถูก   หรือบางคันมาเป็นครอบครัวภรรยาเป็นคนนั่งขายในลาน  สามีกับลูกกับญาติกับลูกน้องออกไปหาเหมาสวนแบ่งหน้าที่กันทำ   หรือบางกลุ่มเป็นขาประจำซึ่งกันและกัน
         บางครอบครัวก็ทำสวนเอง   ขนบรรทุกเอง  ขายเอง  ทำกันเป็นครอบครัว   ปีหนึ่งมีรายได้เป็นล้าน   ผมอยากทำอย่างเขาเหมือนกันแต่ตอนนั้นยังไม่มีครอบครัวและไม่มีสวนเป็นของตัวเอง    ผมตัดผักขายอยู่ประมาณครึ่งปีก็ออกไปตระเวนเหมาสวนกับเพื่อนอยู่อีกครึ่งปี  รู้สึกลำบากมาก  ก็เรายังไม่มีสวนประจำ  จะไปเข้าสวนที่มีเจ้าประจำก็เสี่ยงโดนลูกปืน   เลยออกจากตลาดมาปลูกพวกมะละกอ  ฟักแฟง  ผักชี อยู่ทางอีสาน  กะว่าจะปลูกเองขายเอง   แต่พอผลผลิตออกมาเจอช่วงไม่มีราคา  ก็เลยเจ๊ง    ทำสวนอยู่ 1 ปี   พอดีมีญาติอยู่ขอนแก่นก็เลยไปวิ่งเหมาสวนแถวขอนแก่นขายตลาดขอนแก่น   ทั้งตลาดรางรถไฟและตลาดพูลผล(พึ่งเปิดใหม่)   ตลาดที่ขอนแก่นเล็กกว่าตลาดสี่มุมเมือง   สมัยนั้นค่าตลาดคเก็บคันละ 50 บาท ค่าลานไม่ต้องเพราะไม่มีลานเหมือนสี่มุมเมือง  ผักวางขายบนรถเลย(ทุกวันนี้ไม่ทราบ)   ตลาดที่ขอนแก่นไม่ค่อยจะวุ่นวายมากเท่าไหร่   สวนไหนใครมีรถปิคอัพเองถ้าคำนวนแล้วคุ้มค่าน้ำมันก็บรรทุกมาขายเองได้เลย   ไม่ต้องเสียเปรียบพ่อค้า 
         
         ความจริงถ้าเรามีพืชผลไม่มากไม่มีพรรคพวกในตลาด   อย่าเข้ามาในตลาดใหญ่เลย  ส่วนมากมักจะเสียเปรียบพ่อค้า  แต่มันก็ท้าทาย   คือถ้าเรามีผักที่กำลังขาดสวนจริง(ไม่ใช่ขาดตลาด)  เช่น  ผมเคยวิ่งรถหาผักทั้งวันได้ผักชี 30 กิโล  ซื้อสวนมาโลละ 30 บาทขาย  ได้โลละ 120 หักค่าน้ำมัน 400(สมัยนั้นน้ำมันถูกมาก)  ค่าตลาดค่าลานกำไรเหลือตั้ง 2000
        เอาเป็นว่า   ถ้าใครอยากเอาผลิตผลของตัวเองขายตลาดขายส่ง   ถ้าคำนวนค่าใช้จ่ายแล้วคุ้มก็มาเลย   อย่าไปกลัวเกินเหตุ   ถ้าเป็นตลาดใหญ่   แล้วเราไม่มีเพื่อนเริ่มแรกก็ให้มาสำรวจตลาดเขาก่อน   ดูกฎระเบียบเขา   สังคมของเขา   ดูเส้นทางเข้าออก  ลานจอด  ห้องน้ำ  เพราะสินค้าเกษตร  มันมาเสียเทียวไม่ได้  ยิ่งเป็นผักสดจะอยู่บนรถนานไม่ได้  ผักจะร้อนแล้วก็เน่าเร็ว  ฉะนั้นมือใหม่ต้องสำรวจลู่ทางก่อนจะมา  แต่อย่ากลัวเกินไป  เพราะคนเราไม่มีใครเกิดมาวันแรกก็กินข้าวเป็นเดินได้   ทุกอย่างต้องเรียนรู้
         กลับมาที่สี่มุมเมือง   ส่วนพวกผลไม้จะถูกจัดอยู่อีกคนละโซน   ผมไม่เคยมีผลไม้ไปขาย   แต่เคยไปเดินซื้อก่อนกลับบ้าน   เห็นรถผลไม้จอดแช่เรียงกันเหมือนลานจอดรถ  มีทั้งที่อยู่บนรถและลงจากรถ  แต่เรื่องกฎระเบียบผมไม่ทราบ 
         ส่วนตลาดไท  ผมไม่รู้อะไรมาก  สมัยนั้นพึ่งเปิดใหม่  ยังไม่มีผู้คน  เดี๋ยวนี้ผู้คนคงจะเยอะขึ้น  วันแวะผ่านไปจะสำรวจมาเล่าให้ฟัง  ผมเคยเอาแตงโมไปขาย  มองดูผู้คนบางตาคิดว่าไม่น่าจะขายได้  ก็ขับรถออกมาเสียตังค่าตลาดฟรี  ตระเวนขายตามชุมชน  ได้ราคาสูงกว่าเยอะ  แตงโมขายใจเย็นได้ไม่ต้องรีบร้อน
         สุดท้ายแนะนำเกษตรกรที่อยากนำผลิตผลของตัวเองออกขายตลาดเอง   ให้มองหาตลาดที่อยู่ใกล้ที่สุด  เริ่มจากตลาดในตัวตำบล  ถ้าผลิตผลเรามากพอก็ไปดูตลาดอำเภอ   ตลาดจังหวัดไม่น่าจะต่างอะไรจากตลาดอำเภอ   ต่างตรงที่ขนาดใหญ่กว่า   แต่ส่วนมากก็เป็นตลาดสดขายปลีก   ไม่ใช่ตลาดขายส่ง  ยกเว้นบางจังหวัด  ที่ผมเคยเห็นตลาดนครปฐม   โคราช   ขอนแก่น   และก็มีตลาดขายส่งในชุมชนบางต่างจังหวัด   ก็ไม่เชิงเป็นตลาดแต่เป็นจุดรับซื้อมากว่า
           และสุดท้ายจริงๆใครมีข้อสงสัยถามได้   ถ้ารู้ก็จะตอบ   ผมก็แค่เคยมีประสพการณ์นิดหน่อย  แต่ถ้าไม่รู้ก็คือไม่รู้
ดุจัง ครับ แฮะๆๆๆแล้วปัจจุบันยังขหาผักขายอยู่หรือเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: