หน้า: 1 ... 131 132 133 134 135 136 137 138 139 140 [141] 142 143 144   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องกล้วยที่ไม่ใช่เรื่องกล้วย ๆ สวนลุงหมี ครับ  (อ่าน 698554 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2240 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2016, 04:45:44 PM »

ทุเรียนใกล้ตัดได้....ต้องเฝ้าครับเพราะหายกันบ่อย
แต่กล้วย....มันไม่กล้วยๆ ก็ตอนขโมยมาตัดซ้ำแบบเป็นเจ้าของเสียเอง   เราไปตัดหญ้าสี่วันติดๆ ไม่มาเว้นวันเดียวพอเราไปตัดโดนตัดหน้าเสียนี่


เค้าเรียกว่าตัดกล้วยหนีเจ้าของครับ
บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง

Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2241 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2016, 11:32:55 AM »



ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกในเวปนี้เป็นช่างเป็นผู้รู้เรื่องก่อสร้างมากมายหลายคน
ขออนุเคราะห์ความรู้หน่อยครับว่า ขั้นบันใดก่อด้วยอิฐดินเผาแดงบิ่นยังงี้
สมควรเปลี่ยนทั้งก้อน หรือหาวัสดุมาปั้นซ่อมเฉพาะส่วนที่แตกดีกว่า





ใจผมไม่อยากจะรื้อออกมา กลัวว่างานจะไปใหญ่โต คิดว่าจะใช้กาวมหาอุดหรืออีพ๊อกซี่
ที่เป็นก้อนดินน้ำมัน 2 ก้อนผสมกันเอามาซ่อม แต่คิดไปคิดมาแล้วเรื่องสีล่ะ ทำไงดี
หาสีมาผสมในก้อนกาวจะเหมือนไหม หรือว่าหาวัสดุอะไรมาซ่อมให้สีเหมือนที่สุดด้วย
ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกผู้มีประสบการณ์การซ่อมแบบนี้ในเวปนี้จะช่วยผม ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง
Puifai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 162


« ตอบ #2242 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2016, 06:49:27 PM »

ซ่อมโดยสกัดหรือใช้เครื่องเจียร 4" ช่วยเอาแผ่นที่แตกบิ่นออก ทำไม่ยากครับ แต่ซ่อมแล้วเดี๋ยวมันก็แตกอีกเพราะเนื้ออิฐแบบนี้มันอ่อนหักง่ายโดยเฉพาะส่วนที่เป็นจมูกบันไดที่ยื่นออกมา  ใส่จมูกบันไดเพิ่มจะดีกว่าครับ  มีขายมากมาย หาแบบที่เข้ากับของเดิมหรือจะตัดส่วนที่บิ่นออกทั้งแถบยาวตลอดเลย แล้้วใส่ไม้เนื้อแข็งเป็นจมูกบันไดจะช่วยให้แข็งแรงขึ้น ทำง่ายครับมีสามขั้นแค่นั้นเอง ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2243 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2016, 08:46:11 PM »

ซ่อมโดยสกัดหรือใช้เครื่องเจียร 4" ช่วยเอาแผ่นที่แตกบิ่นออก ทำไม่ยากครับ แต่ซ่อมแล้วเดี๋ยวมันก็แตกอีกเพราะเนื้ออิฐแบบนี้มันอ่อนหักง่ายโดยเฉพาะส่วนที่เป็นจมูกบันไดที่ยื่นออกมา  ใส่จมูกบันไดเพิ่มจะดีกว่าครับ  มีขายมากมาย หาแบบที่เข้ากับของเดิมหรือจะตัดส่วนที่บิ่นออกทั้งแถบยาวตลอดเลย แล้้วใส่ไม้เนื้อแข็งเป็นจมูกบันไดจะช่วยให้แข็งแรงขึ้น ทำง่ายครับมีสามขั้นแค่นั้นเอง ยิงฟันยิ้ม

ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำ
โดยเฉพาะไอเดียเอาไม้ประกบ
ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ผมจะปรึกษากับเจ้าของบ้าน
(ลูกสาวผม) ดูว่าไอเดียนี้ดี
นะขอบคุณอีกครั้งครับ
บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง
suteera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2207


« ตอบ #2244 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2016, 01:06:03 PM »

ถ้าใส่ไม้เสริมเป็นจมูกบันไดต้องใช้ช่างที่มีประสบการณ์ ทำงานเป็น มิฉะนั้นไม่คุ้มเสีย ถ้าได้ช่างที่ทำเป็นก็จะได้งานสวยเพราะสีไม้เข้ากับสีอิฐ
ใช้ไม้หนาประมาณ 1.5 นิ้ว หน้ากว้างอย่างน้อย 6 นิ้ว เพื่อป้องกันไม้พลิกหลุดในภายหลัง แต่งานแบบนี้ใช้งบสูงและควรทายูรีเทนด้วย
อย่างน้อยต้องเป็นไม้เต็ง หรือไม้แดง(อาจหายาก) หรือไม้สัก ส่วนไม้ประดู่ หรือไม้มะค่าไม่ควรใช้เพราะเป็นไม้สูงค่าเกินกว่าจะนำมาเหยียบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ชิงชันและไม้พยูงห้ามทำเป็นชิ้นส่วนบ้านอย่างเด็ดขาด

ถ้าจะให้งบต่ำหน่อยและงานไม่ยาวเกิน ให้ใช้เครื่องตัดคอนกรีต(ลูกหมู) ใบตัด 4 นิ้ว ตัดเฉพาะก้อนที่แตก แล้วใช้สกัดตัวเล็กตอกเบา ๆ
ตามด้วยตะปูคอนกรีตยาวประมาณ 3 นิ้ว (ใช้แทนสกัด) ตอกเก็บตามมุม มีอิฐก้อนใหม่คอยวางเทียบแต่ละช่องไปเรื่อย ๆ ทำทีละช่อง
เมื่อเอาอิฐแตกออกหมดแล้วก็ปูอิฐก้อนใหม่ลงไปแทน งานแบบนี้ค่อยๆ ทำก็ได้ เบื่อก็พัก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 28, 2016, 01:07:56 PM โดย suteera » บันทึกการเข้า
Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2245 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2016, 02:00:09 PM »

ขอบพระคุณท่าน suteera เป็นอย่างสูงครับที่ให้คำแนะนำ
สงสัยต้องสะกัดทีและแผ่นที่แตกแล้วเปลี่ยนครับ
คุยกับเจ้าของบ้านแล้วเค้าจะเอาแบบเดิมๆ
ดิบๆ ไม่อยากใส่ไม้ ต้องตามใจเจ้าของบ้านครับ
เค้าซื้อบ้านเก่าต่อจากเจ้าของเดิม
เป็นชายชรา อยู่บ้านนี้มา 50 ปีเขาแก่แล้วจึงย้ายไป
อยู่กับลูกเค้าจึงขายบ้านนี้ สงสัยว่าจมูกบันใดแตกบิ่น
ตอนขนย้ายของออกจากบ้านหลังนี้แหละ
ครับ ค่าจ้างทำแค่นี้ช่างอาชีพเค้าเรียกเฉพาะ
ค่าแรงมา USD.560.-วัสดุต่างหาก
ราคานี้รวมทาเคลือบมันก้อนอิฐให้ด้วย

ส่วนซ่อมประตูรวมกะค่าซ่อมห้องน้ำใหม่
เป็นห้องน้ำเล็ก ๆ 2 ห้อง USD.2000
ส่วนค่าต่อดวงไฟห้องโถงเดิมเป็นไฟ
สายห้อยกลางห้อง เจ้าของใหม่อยากได้
เป็นไฟ 4 ดวง ฝังในผ้าเพดาน เห็นหลุมเจาะ
ธรรมดา ๆสวิทช์ แยก  เค้าคิดเฉพาะค่าแรง
USD.506 ค่าของต่างหากหรือให้เจ้าของบ้าน
จัดหา  ผมฟังราคาแล้วก็หนาว บอกว่าหลัง
เดือน มี.ค.60 ถ้าไปไหว จะไปจัดการให้
ส่วนค่าทำท่อระบายน้ำใหม่ทั้งบ้าน แม้ว่าผม
อาจจะทำได้ ก็ทำไม่ได้ เพราะอันนั้นต้องเป็น
บริษัทฯ หรือ ช่างที่มีใบอนุญาต Certificate
จากเทศบาลของเมือง จึงจะทำได้ มันมีข้อ
กำหนดประหลาด ๆ อยู่อย่างของเมืองนี้คือ
ถ้าบ้านอายุเกิน 50 ปี แล้วมีการโอนเปลี่ยน
เจ้าของ จะต้องมี Certificate เรื่องท่อระบายน้ำ
จากผู้มีใบอนุญาต  เผอิญอันนี้ตอนโอนบ้านตรวจแล้ว
ไม่ผ่าน ต้องทำใหม่ เขาเสนอราคามาแล้ว USD.5000
อันนี้จำเป็นต้องจ่าย อื่น ๆ ประหยัดได้ต้อง DIY
รวมทั้งห้องน้ำทั้ง 2 ห้อง ค่าแรงมันโหดเกิน
หมายเหตุ ที่ San Francisco ครับไม่ใช่ที่ไทย
บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง
Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2246 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2016, 02:44:01 PM »

จำนวนเงินที่กล่าวมาในโพสต์ข้างต้นเป็นแต่ค่าแรงนะครับ
งานที่เขาเสนอมาทั้งบ้านทำท่อน้ำปรับปรุงห้องน้ำ
เปลี่ยนอิฐบันใด เปลี่ยนประตูห้องน้ำ ประตูโรงรถ
ทาสี ฯลฯ USD.30,000 ครับ ถ้าเป็นที่บ้านเรา
ปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ได้หลังหนึ่ง
ผมเลยอาสาเขา จะทำให้บางส่วน
เท่าที่ทำได้ครับไอ้ที่ทำไม่ได้
เช่นท่อระบายน้ำ ก็จำใจน่ายไป
บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง
suteera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2207


« ตอบ #2247 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2016, 03:14:31 PM »

ใช้เครื่องตัดคอนกรีตอย่าลืมใส่ face guard, ถุงมือป้องกันเศษปูน งานซ่อมบันใดผมว่าสกัดอิฐเก่าและปูนเก่า 1 วัน ปูอิฐใหม่ไม่เกินครึ่งวัน วันถัดไปค่อยทายูรีเทน หรือจะซื้อแบบสเปรย์น่าจะมีขาย ใช้สะดวกดี ไปร้าน DIY ที่โน่นน่าจะมีครบในที่เดียวไม่ต้องตระเวนให้เปลืองน้ำมันรถ
บันทึกการเข้า
Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2248 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2016, 05:37:11 PM »

ใช้เครื่องตัดคอนกรีตอย่าลืมใส่ face guard, ถุงมือป้องกันเศษปูน งานซ่อมบันใดผมว่าสกัดอิฐเก่าและปูนเก่า 1 วัน ปูอิฐใหม่ไม่เกินครึ่งวัน วันถัดไปค่อยทายูรีเทน หรือจะซื้อแบบสเปรย์น่าจะมีขาย ใช้สะดวกดี ไปร้าน DIY ที่โน่นน่าจะมีครบในที่เดียวไม่ต้องตระเวนให้เปลืองน้ำมันรถ

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำเตือนเรื่องความปลอดภัยครับ จะปฏิบัติตามครับ
Home Depo ที่โน่นมีทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องบ้านจริงๆ ครับ
เพราะค่าแรงช่าง(มืออาชีพ) แพงมหาโหดอย่างที่เล่าแล้ว
งาน DIY จึงเป็นสิ่งจำเป็นครับ เครื่องมือบางอย่างมีให้
สมาชิกยืมใช้ฟรีๆ (ถ้าซื้อวัสดุของเขาตามกำหนด)
ใช้เสร็จเอาไปคืนสภาพเดิม ไม่ต้องจ่ายเงินครับ
บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง
kangntc
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 103


« ตอบ #2249 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2016, 04:31:17 PM »

สอบถามครับ ไม่ทราบว่ากล้วยพันธ์เทพพนมจะเป็นโรคตายพรายได้ไหมครับ เพราะที่่ผมปลูกไว้อาการใบเหลือง ติดเครือมาจะ 4 เดือนแล้วกล้วยยังไม่มีทีท่าว่าจะแก่เลย ครับ


Liked By: andrew, laihan, TAWUN, Santiburi
บันทึกการเข้า
suteera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2207


« ตอบ #2250 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2016, 02:04:14 PM »

ลองสังเกตุจะพบว่าผลกล้วยไม่ค่อยโต แล้วต้นกล้วยจะตายก่อนผลกล้วยแก่

ผมเคยปลูกกล้วยเทพพนมแล้วมีอาการใบเหลืองตาย อาการเหมือนกล้วยน้ำว้าตายพราย
สาเหตุเกิดจากทิ้งสวนไปรักษาตัวนาน 10 เดือน ต้นกล้วยขาดน้ำ ประกอบกับพื้นดินเป็นที่ดอนระดับความชื้นใต้ดินอยู่ต่ำ น้ำไปไม่ถึงราก จึงขุดลำต้นใต้ดินมาผ่าหน่อแล้วชำได้ต้นกล้วยใหม่ได้สองหน่อ ตอนนี้ทดลองปลูกเพื่อดูว่าอาการตายพรายจะเกิดกับต้นใหม่อีกไหม
บันทึกการเข้า
Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2251 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2016, 08:17:58 PM »

การผ่าตัดกระดูกคอเพื่อซ่อมหมอนรองกระดูกข้อที่ 3-4


 



ภาพจากถ่าย X-Ray MRI กระดูกของ ลุงหมี




จุดที่เห็นชัดว่ามีปัญหาคือกระดูกคอข้อที่ 3 ต่อกับข้อที่ 4



ขยายภาพข้อต่อกระดูกข้อที่ 3 และ 4





ภาพตัดขวางจะเห็นว่าในรูของกระดูกคอที่ปกติ(ไม่ใช่ข้อ 3-4)
เป็นช่องว่างให้เส้นประสาทลอดผ่านในภาพจะเห็นว่าถูกหมอนรอง
กระดูกปกติจะไม่ไปขวางจะเป็นรูกลมๆ



ภาพตัดขวางจะเห็นว่าในรูของกระดูกคอเป็นช่องว่างให้เส้นประสาท
ลอดผ่านในภาพจะเห็นว่าถูกหมอนรองกระดูกที่แตกปลิ้นดันให้รูลอด
เบี้ยว  


ภาพทั้งหมดนี้ผมก๊อปมาจาก file MRI ไม่ชัดแจ๋วเหมือนกับที่
หมออธิบายให้ดูใน รพ.เพราะผมได้โปรแกรมดูภาพแบบ BETA
จากอินเตอร์เน็ท โปรแกรมของผมไม่สมบูรณ์พอดูรู้เรื่องแต่ไม่แจ่ม
โปรแกรมแท้เต็มที่ รพ.ใช้เป็นของ Phillip ชัดเจนแจ่มแจ๋วหมุน
ภาพได้หลายมิติด้วย ชัดเจนและขยายได้ใหญ่เต็มจอแต่ภาพที่
ผมเอามาให้ชมทำได้เพียงเท่านี้พอสังเขปนะครับ


                      เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เล่าจากความทรงจำ เนื่องจากการเขียนเรื่องนี้หลังจากที่ผ่านไปแล้ว ประมาณเกือบ 10 วัน
ความจำในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอาจจะคลาด เคลือนไปบ้าง แต่ในสาระสำคัญยังจำได้แม่น โดยเฉพาะช่วง 30 ชั่วโมงนรกบนดินมีจริง  เรื่องที่จะเล่าในส่วนที่เป็นวิชาการ ขอบอกก่อนว่าเป็นการเล่าจากความจำและสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากคำบอกเล่าของหมอและพยาบาล ไม่ใช่ข้อมูลทางวิชาความรู้จริงๆ เนื่องจากลุงหมี ไม่ใช่หมอไม่ใช่แพทย์ แต่อาจจะต้องอ้างอิงถึงเนื่องจากมันเกี่ยวข้องกัน เพื่อนที่เป็นแพทย์หรือบุคคลกรทางการแพทย์โปรดอภัยหามลุงหมี เล่าผิด




                       เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปีที่เข้าไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะคนไข้ใน(Admit) ครั้งเป็นเวลาประมาณ 9 วัน สาเหตุที่ต้องเข้า รพ.คือเมื่อประมาณเดือน กรกฏาคม 2559 มีอาการมือและแขนชา ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตุว่ามันเป็นยังไง แต่ตอนหลังสังเกตุว่า มันจะชาตอนนอนหงาย ถ้านอนคว่ำหรือนอนตะแคง หรือนั่งยืนเดิน จะไม่เป็น  อาการชานี้จะเป็นประมาณ ชั่วโมงละครั้ง หรือหลายชั่วโมงครั้งแต่ก็เป็นการรบกวนการนอนทำให้นอนไม่หลับ หรือตื่นมากลางดึกโดยไม่จำเป็น ซึ่งปกติก็นอนหลับยากอยู่แล้ว ตอนหลังมันพัฒนาอาการเร็วมาก ประมาณ 2 เดือนก่อนผ่า (ไปหาหมอตั้งแต่ 3 เดือนกว่าที่แล้ว) มันเป็นมากขึ้น และไม่เลือกว่าจะนอนท่าไน บทมันจะเป็นมันก็เป็น  ไม่เลือกวันเวลาเหมือนตอนเริ่มเป็นใหม่ คงคุ้นวิธีเป็นแล้วกระมัง
                          ตอนแรกที่ไปหาหมอ รพ.รัฐบาลใกล้ ๆ บ้าน ซึ่งลุงหมีคิดว่ามันคงเป็นเรื่องเล็กน้อย เหมือนปวดหัวตัวร้อน ตอนแรกไปหาหมอแผนกอายุรกรรม คือแผนกทั่วไป พบหมอประมาณ 5 คน การตรวจครั้งแรกเริ่มหมอจะเอาไม้จิ้มฟันมั่ง เข็มแหลม ๆ มั่ง มาจิ้มที่พุง ที่หน้าผาก ที่หลังมือ ที่ผ่ามือ ที่แขน ทั้ง 2 ข้าง แล้วถามว่ารู้สึกยังไง 2 ข้างเจ็มเท่ากันไหน  แล้วก็ให้งัดข้อกับหมอ เอาแขนดัดสู้กันมั่ง ฯลฯ และตอนแรกสั่งให้กินยา Lyrica 25 MG และวตามิน B 1 B12+ ประมาณ 1 เดือน ไม่ดีขึ้นหมอคนที่ 4 สั่งยาเดิมแต่เพิ่มเป็น 50 มิลลิกรัม และวิตามิน B 1 B12+ก็ไม่มีผลอะไร ในทางที่ดีขึ้น จึงส่งไปหาหมอคนที่ 5 หมอคนนี้สงสัยว่ากระดูกทับเส้น จึงส่งไปทำ X-Ray MRI( (Magnetic Resonance Imaging)  ใช้เวลารอคิวห้องเฮ็กซเรย์ ราว 45 วัน และรอฟังผลอีก 10 วัน รพ.รัฐบาลก็ยังงี้แหละ จะใช้บริการก็ต้องทนให้ได้ ในทุ่ด หมอคนที่ 5 อ่านผลเอ๊กซเรีย์แล้วก็บอกว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทส่วนที่ไปมือและแขน จึงส่งไปแผนกศัลประสาท ซึ่งเป็นหมอเฉพาะท่างโดยตรง ตอนแรกที่เข้าไปแผนกนนี้ ก็พบหมอทั่วไปของแผนกอีก ดูผลเอ๊กซเรย์ ซึ่งเดียวนี้ไม่มีฟิล์มไม่มีวัสดุอะไรเพราะทุกอย่างเข้าใส่ข้อมูลลงไปในระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลทั้งหมด





                           รออีกประมาณ 10 วัน จึงได้พบหมอเฉพาะทางเกี่ยวกับโรคกระดูก หมออธิบายว่า คอของคนเรามีกระดูก 7 ชิ้น แล้วมีเส้นประสาทจากสมองร้อยผ่านช่องในกระดูกแต่ละชิ้น  กระดูกแต่ละชิ้น วางซ้อนกัน มีวัสดุเนื้อเยื่อคล้าย ๆเจล นุ่ม ๆ เป็นเนื้อเยื่อรองอยู่ที่เราเรียกว่าหมอนรองกระดูก ของลุงหมีกระดูกข้อที่ 3 ต่อ ข้อที่ 4 มันปลิ้น ไปเบียดเส้นประสาทส่วนสั่งการให้แขนและมือทั้ง 2 ข้าง จึงทำให้ชา  การรักษามีหลายวิธี เริ่มแต่กินยา ทำกายภาพบำบัด เช่นดึงกระดูกคอ ฯลฯ  แต่กรณีของลุงหมี แนะนำให้ผ่าซ่อมหมอนรองกระดูก ข้อ 3 และ 4 เอาเหล็กเข้าไปดามและขันสกรูยึดให้แน่น ประมาณ 1 เดือน จะกลับคืนสู่สภาพปกติ แต่อาการชาจะหายหรือไม่นั้น ไม่รับรอง แต่ส่วนใหญ่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ จะหาย  แต่สาเหตุที่แนะนำให้ผ่า ไม่ใช่เรื่องอาการชา อาการชาเป็นแค่ผลต่อเนื่อง ไม่ใช่สาเหตุหลักของแนะนำให้ผ่า สาเหตุหลักที่แนะนำให้ผ่าครั้งนี้คือการที่หมอรองกระดูกปลิ้นไปเบียดเส้น ตอนนี้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้รูกลางข้อกระดูกเบี้ยวไปทับเส้นประสาท ถ้ามันพัฒนาต่อไปกว่านั้จะพัฒนาต่อไปเป็นอัมพรึก อัมพาต เนื่องการผ่าตัดต้องใช้สภาพร่างกายที่พร้อมจึงผ่าตัดสำเร็จด้วยดีและมีความเสี่ยงระดับหนึ่ง เสี่ยงต่อการไม่ฟื้นจากยาสลบ เสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัด ฯลฯ และตัวลุงหมี เป็นโรคหัวใจ และอายุมากแล้ว ถ้าปล่อยไว้อีกหฃายๆ ปี สภาพร่างกายอาจจะทนกับการผ่าตัดไม่ได้ และถ้าอาการพัฒนาไปกว่านี้ การผ่าตัดไม่สามารถแก้ไขอาการได้ หมอเปรียบเสมือนว่าตอนนี้หมอรองกระดูกที่ปลิ้นเหมือนก้อนหินไปทับรากหญ้าคือเส้นประสาท สิ่งที่จะทำ คือผ่าแล้วกรอเอาก้อนหินออก แต่รากหญ้ามันเปราะบางมาก ไปซ่อมแซมอะไรมันไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันฟื้นตัวของมันเองซึ่งอาจจะฟื้น หรืออาจจะไม่ฟื้นตัวก็ได้ ถ้าไม่ฟื้นตัว ก็จะมีอาการชาต่อไป แต่จะไม่พัฒนาต่อไปเป็นอัมพาต ให้กลับไปคิดูก่อนก็ได้ เพราะเรื่องนี้ลุงหมี บอกตามตรงว่าค่อนข้างหวาดระแวงและคนรอบข้างไม่มีใครเห็นด้วยกับการผ่าตัดแบบนี้



                        ลุงหมี กลับมาปรึกษาคนที่บ้าน แน่นอน ได้รับคำไม่เห็นด้วยจากมิตรสหาย ยอกตัวอย่างมาน่ากลัวมาก เช่นเพื่อนนหนึ่งบอกพี่ชายไปผ่ากระดูกทับเส้นแลลนี้แล้วเดี้ยงเดินเอียงไม่หายอีกตะหากมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว น่ากลัวมาก




                        จริงๆ แล้วลุงหมี ไปหาหมอทางเลือกมาระยะหนึ่งแล้ว หมอแผนไทยทุกคนที่ไปหา ก็นับว่าเป็นพวกดังๆ ทั้งนั้นโฆษณาทางโทรทัศน์ดาวเทียมมั่ง บอกต่อกระพือความดังมั่ง ประมาณ 3 รายไม่รวมหมอนวด ทุกคนหลังจากฟังลุงหมีบอกอาการแล้ว อธิบายถึงสมุหฐานของโรคได้ชัดเจนรวมทั้งอธิบายวิธีการรักษาสาระพัดวิธี พร้อมยืนยันว่าไปหาเค้ารักษา 2-3 ครั้งหายแน่นอน จ่ายไปครั้งละ 1 พันมั่ง 1750 บาทมั่ง 2800 มั่ง แต่ไม่สามารถทำให้หายได้แม้แต่หมอเดียว สรุปว่าลุงหมียังโชคไม่ดี จึงยังไม่พบหมอดีหมอเก่งจริงๆ เจอะแต่หมอขี้โม้ทุกคน(ที่ไปหา)




                         ลุงหมีตั้งหลักใหม่ ป้าแอ๊ดพาไปหาหมอทางเลือกหลายคน ตามที่เคยเล่ามาแล้ว ทุกหมอขี้โม้ทั้งนั้นแหละ เสียเงินไปอีกหลายพันบาท ได้มาแต่ความรู้ ไม่ได้รับการรักษาที่หายจากป่วยหรือไม่หายจากอาการมือแขนชาเลยสักหมอ  ลุงหมี ตัดใจยืนยันกับทุกคนรอบข้างว่าจะไปผ่าให้รู้แล้วรู้รอดไป  แต่เพื่อความแน่ใจ ลุงหมี จึงไปอีก รพ.หนึ่งที่ลุงหมีรักษากับ รพ.นี้มากว่า 20 ปี และ รักษาโรคหัวใจ กับ รพ.นี้ ซึ่งน่าเชื่อถือกว่า รพ.ที่ไปปรึกษา รพ.แรก(ในความรู้สึกไม่ใช่ข้อเท็จจริง)




                         ขอก๊อปฟิล์ม X-Ray  MRI จาก รพ.แรกไปปรึกษาหมอเฉพาะทางแผนกเดียวชื่อเหมือนกันกับ รพ.แรก ผลออกมาได้คำตอบที่เหมือนกันเกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และสรุปสุดท้าย ก็ให้ลุงหมีตัดสินใจเองเหมือนกัน แต่ในฐานะที่เป็นไข้กันมานาน หมอแนะนำว่า ถ้าลุงหมี เป็นญาติผู้ใหญ่ของหมอ หมอจะบอกให้ผ่าในทันทีไม่ต้องตัดสินใจอะไรมาก แต่กรณีลุงหมี หมอให้ตัดสินใจเอง ลุงหมี แทงกั๊ก ขอผ่า ขึ้นตอนคือส่งไปหาหอโรคหัวใจปรึกษาก่อนว่าผ่าได้ไหม ถ้าผ่าได้ ใช้เวลาในขบวนการ 2-3 เดือน ซึ่งลุงหมี ก็เข้าคิวรอการตัดสินใจด้วยเพราะมั่นใจใน รพ.นี้มาก ลุงหมี ถามขนาดที่ว่าถ้าจะผ่า จะผ่ากับหมอคนไหน ซึ่งหมอก็บอกว่า ตอนนี้หมอเรียนปริญญาเอกด้านกระดูกอยู่ ถ้าผ่า ก็จะผ่ากับ อาจารย์ของหมอ (พร้อมบอกชื่อนามสกุล)



                           กลับถึงบ้าน ลุงหมี เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้จากอินเตอร์เน็ท ทุกๆเวปทีหาได้ พร้อมกับวิธีการรักษา ว่าหมอคนไหนจะเก่งในเรื่องนี้ ปรากฏชื่อหมอคนที่ลุงหมีไปรักษาที่ รพ.แรก และชื่อหมอ คนที่หมอเรียนปริญญาเอกบอก หมอคนแรกจบแพทย์จุฬาเกียรตินิยม  ปี 2538 และเรียนต่อด้านกระดูกสันหลังเฉพาะทางจากาเยอรมัน หมอ รพ.ที่ สองจบแพทย์จฬาเกียรตินิยม ปี 36 เป็น รศ.และเรียนแพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลังจากอเมริกา   หมอทั้ง 2 คนทำงาน ใน รพ.เอกชนชื่ออังคนละ 3-4 แห่ง ในแผนกกระดูกคำและสันหลัง

                                 เมื่อได้ข้อมูลดังนี้ ลุงหมี จึงตัดสินใจผ่าที่ รพ.แรกกับหมอที่ลุงหมี คิดว่าน่าเชื่อถือมากคนนี้ หมอก็นัดวันเวลาที่จะเข้าผ่าให้ แต่ตอนนั้นเป็นประมาณปลายเดือน พย.2559 นัดว่าให้ตัดสินใจอีกทีก็ได้ วันที่ 20 ธันวา ค่อมายืนยันว่าจะผ่าจริงๆ กำหนดเคร่า ๆ ว่าจะผ่าวันที่ 26 ธันวา แต่ต้องเข้ามายืนยันก่อน และเข้า รพ.เพื่อเก็บตัว(เหมือนนักกีฬา ในวันที่ 23



                                   ลุงหมี ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าต้องผ่า ไม่งั้นก็ไม่หาย ใครจะว่ายังไงไม่เอาด้วย ในที่สุดทุกคนในบ้านก็เห็นด้วยกับลุงหมีว่าต้องผ่าไม่งั้นก็ทรมารไปไม่รู้จบ จะเสี่ยงแค่ไหนก็ต้องลอง เพราะหมอบอกว่ายังไง ๆ ก็เสี่ยง แต่ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ หายเป็นปกติ  
                        ขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องการ X-Ray MRI หน่อยเผื่อว่าเพื่อนของลุงหมี ที่มีสุขภาพดี ดีไม่เคยต้องมาเอ๊กซเรย์แบบนี้ เอ๊กซ์เรย์ MRI ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นการเอ๊กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กสะท้อนกลับ ลักษณะการเอ๊กซเรย์แบบนี้สำหรับการดูอวัยวะภายในที่สลับซับซ้อน เช่นหัวใจ ปอด กระดูก เส้นเอ็น ฯลฯ ที่ต้องการรายละเอียดสูง และเห็นภาพได้หลายมิติ แต่ค่าเอ๊กซเรย์แบบนี้ก็แพงเป็น 10 เท่าของการเอ๊กซเรย์ในจุดเดียวกันในการเอ๊กซเรย์ธรรมดาด้วยฟิล์ม ราคา รพ.รัฐบาลล่าสุดที่ลุงหมีเอ๊กซเรย์คอคราวนี้คือ 8,500.-บาท เมื่อ 7 ปีที่แล้วเอ๊กซเรย์ หัวใจที่ รพ.รัฐบาลอีกแห่งหนึ่งคือ 12,000.-บาท เมื่อก่อนได้ยินว่า รพ.รัฐบาลไม่มี ต้องไปทำที่สถานที่ของเอกชน ครั้งละเป็นหมื่น ๆ นับว่า รพ.รัฐบาลก้าวหน้าและย่อมเยาลงมาก เมื่อก่อนได้ยินว่าค่าเครื่องราคาเป็น 10-20 ล้าน เดี๋ยวนี้มีคู่แข่งมากทั้งของฝรั่งและของญี่ปุ่น ราคาจึงลดลงมากเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป การเข้าไปเอ๊กซ์เรย์  MRI รบ.รัฐบาลมักคอยคิวนาน รพ.เอกชนก็ไม่แพง การเข้าไปเอ๊กซเรีย์เป็นอุโมงเอาตัวผูกมัดติดกับแป้นเตียงเลื่อนเข้าเลื่อนออกในอุโมงค์ได้ เขาจะให้อยู่นิ่งๆกลั้นลมหายใจ บางครั้งก็ให้หายใจลึก ๆ  ถือสวิทช์ไว้อันหนึ่ง เอาสำลีอุหูไว้ จะได้ยินเสียงโหวง ๆ น่ากลัวมาก สำหรับคนที่กลัวที่แคบๆ อาจจะต้องวางยาสลบก่อนเข้าอุโมงนี้ ก็เป็นประสพการณ์ที่แปลกที่ไม่น่าทดลองอีกเรื่องหนึ่ง




เช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2559  ลุงหมี ไปยืนยันให้หมอทราบว่า ตกลงผ่าแน่ หมอเขียนใบส่งตัวไปปรึกษาหมอโรคหัวใจ  และตรวจคลื่นไฟฟ้า EKG และเอ๊กซเรย์ปอดด้วยฟิล์มธรรมดา และพยาบาลหน้าห้องของหมอ ศัลย์ ให้คำแนะนำว่า จะเข้า Admit วันที่ 23 ให้มาแต่เช้า จะต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง ให้อดอาหารตั้งแต่เย็นวันที่ 22 ล่วงหน้า  จากนั้นก็กลับบ้านไปเตรียมตัวกลับมา Admit ที่ รพ.อีกรอบในเช้าวันที่ 23 ธันวาคม มีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจอีก 3 วันนะครับ




23 ธันวาคม 2559 ลุงหมี จัดเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ไป รพ.กับป้าแอ๊ด 2 คนแต่เช้า  ไปถึงก็ไปเจาะเลือด รพ.รัฐบาลแห่งนี้แม้ว่าจะเก่า แต่การจัดการนับว่า  ดี ห้องเจาะเลือดคนแน่นและคับแคบเหมือน รพ.รัฐบาลทั่วไป แต่เขาจัดระเบียบวิธีการดี และมีช่องเจาะเลือดผู้อาวุโสอายุ เกิน 60 ปีโดยเฉพาะ ใช้เวลารวมนับแต่ยืนบัตรนัดจนเจาะเสร็จราว ๆ ไม่ถึง 1 ชั่วโมง เทียบกับ รพ.ที่ลุงหมีไปประจำ นั่นเกิน 2 ชม.ทุกครั้ง และรายละเอียดปลีกย่อยยิบย่อยก็ต่างกันไม่เหมือนกันในแต่ละ รพ.ซึ่งลุงหมีไม่เคยไป รพ.เอกชนในกรณีนี้




                     เจาะเลือดเสร็จไปคุยกับพยาบาล ห้องศัลย์ ต่อ ให้ไปทำ EKG อีกรอบเก็บตัวอย่างปัสาวะ   แล้วทำใบประเมินราคาให้ไปประเมินที่ห้องการเงิน  ปรากฏว่าเฉพาะค่าวัสดุประมาณ 9 หมื่นกว่าบาท (เฉียดแสนนิดเดียว) ค่าวัสดุมีทั้งแบบมาตรฐานและแบบตามใจหมอคนผ่า คือหมอท่านนี้ทำงานที่ รพ.เอกชนด้วย ลุงหมี ถามแล้วว่า วัสดุเหมือนกันไหม ระหว่าง รพ.นี้ กับ รพ.เอกชนที่หมอทำงาน หมอบอกว่า หมอเลือกวัสดุที่เหมือนกัน ยี่ห้อเดียวกัน ส่วนต่างที่เบิกไม่ได้คนไข้ต้องจ่ายเอง  ไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ได้ ก็ใช้วัสดุมาตรฐานของ รพ.ไป  ประมาณบ่าย 14.00 น.พยาบาลเขียนใบส่งตัวไปหอพักฟื้นผู้ป่วย (ห้องพักพิเศษที่ต้องจ่ายตังค์เพิ่มเป็นห้องส่วนตัว)  ไปถึงก็มีทีมพยาบาลหลายทีม มาซักซ้อมความเข้าใจ  ทีมแรก เป็นทีมพยาบาลดมยาสลบถามเป็นกระดาษ A4 ราว 4 หน้า ลุงหมี ตอบคำถามไปด้วยใจสั่นระรัว ตอนแรกเขาก็ถามเราว่า เป็นอะไรมาจึงมาผ่า  ก็ตอบเล่าไปตามลำดับ จนถึงคำถามสำคัญ เคยดมยาสลบไหม ก็ตอบไป พยาบาลเล่าว่า การทำให้สลบมี 2  อย่าง คือเอาฉีดเข้าไปในท่อน้ำเกลือ และไอแก๊สสลบทางครอบจมูก  ตามปริมาณของแต่ละบุคคลขึ้นกับน้ำหนักตัว เพศ อายุ และที่สำคัญ ต้องเอาโรคประจำตัวคนไข้ที่เป็นอยู่มาเป็นตัวถ่วงน้ำหนักด้วย  เพราะให้น้อย ก็ไม่สลบให้มากเกินอาจจะไม่ฟื้น   และหลังจากสลบแล้วจะใส่ท่อหายใจ และท่ออาหาร เผื่อว่าฟื้นช้าหลายวัน หรือไม่ฟื้นทันทีในวันนั้นก็ให้อาหารทางสายยางไปเป็นเจ้าชายนิทราไป  ลุงหมี ถามว่า ไม่ฟื้นเยอะไหม เขาบอกมีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เคยมี ต้องใส่ไว้ก่อน เพราะท่อหายใจนี้ใส่ตอนไม่สลบคนไข้ทนไม่ได้แน่นอน มันท่อขนาดเกือบครึ่งนี้ว 2 ท่อ




จากนั้น พยาบาลทีมที่ 2 ก็เข้ามาสัมภาษณ์สอบถามว่ามีโรคอะไรประจำตัวมั่ง กินยาอะไรอยู่มั่ง และคุยต่อเรื่องวิธีปฏิบัติตนระหว่างพักอยู่ใน รพ.ต้องทำไงบ้าง รวมทั้งยึดยาเก่าที่เรากินอยู่ตามหมอ รพ.อื่นทั้งหมดไป เขาบอกว่า การให้ยาระหว่างอยู่ รพ.นี้ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์เจ้าของไข้ เท่านั้น

อยู่ห้องพิเศษต้องมีคน(ผู้ใหญ่) อายุเกิน 20 ปี และไม่ใช่คนชรา อยู่ด้วย ในห้องตลอด 24 ชม

ว่าแล้วก็เจาะเลือดเอาไปอีก 1 หลอด พร้อมกับตัวอย่างปัสสาวะไปอีก 1 กระป๋อง พร้อมให้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดคนไข้และติดป้ายชื่อกันน้ำที่ข้อมือซ้าย ตอนนี้เป็นคนไข้ Admit เต็มตัวแล้ว อีก 3 วันค่อยผ่า คืนนี้นอนหลับ ๆตื่น ๆ หักเป็นตึก 18 ชั้น พักอยู่ชั้น 7 วิวดีทีเดียวเห็น กทม.ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยคุ้นตาสักเท่าไร วันนี้กินอาหารปกติของ รพ. มีข้าวสวย แกงคั่ว ผัดผัก และของหวาน เป็นอาหารปกติ รสชาติอ่อน แต่พอกินได้ ดูท่าทางจะสะอาดสะอ้านดี ภาชนะสเตนเลส เงาแว๊ป





24 ธันวาคม 2559 ยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ก่อน 7 โมงเล็กน้อย พยาบาลมาวัดไข้ วัดความดัน เอายาประจำมาให้กิน ก่อน 7.30 น.เล็กน้อยเอาหารเช้ามาเสริฟ จัดไป  จากนั้นพยาบาลมาวัดไข้ วัดความดัน ทุก ๆ 6 ชม.เช้า กลางวัน เย็น และ 3 ทุ่ม วันนี้ผ่านไปนั่ง ๆ นอน ๆ ดูโทรทัศน์ เล่นอินเตอร์เน็ทไป ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น


25 ธันวาคม 2559 วันอาทิตย์ เริ่มเข้มข้นแล้ว นอกจากเหมือนวันที่ 24 แล้ว วันนี้มีการมาเจาะแขนใส่เข็มน้ำเกลือ พร้อมใส่ยาฆ่าเชื้อ อาหารเป็นข้าวต้มกุ้ยจืดๆ กับผักผัดไม่มีรสชาติอะไร   ตกค่ำพยาบาลมาซักซื้อพร้อมกับเอายาฆ่าเชื้อโรคมาให้บอกว่า เย็นนี้ให้อาบน้ำสระผมด้วยน้ำยานี้ และทำความสะอาดบริเวณลำคอเป็นพิเศษ     และ พรุ่งนี้ตอนตี 5 ให้อาบน้ำด้วยน้ำยานี้อีก 1 รอบ ทำความสะอาดบริเวณรอบลำคอให้สะอาดเหมือนตอนเย็น  ตั้งแต่ 18.00 น.งดน้ำงดอาหารหมดทุกอย่าง 7.00 น.จะเอาเตียงมารับไปเข้าห้องผ่าตัด




คืนนี้ลุงหมี นอนระทึกใจตื่นเต้นพอสมควร คิดสรุปว่า เราคิดถูกเปล่าวะเนี่ย อยู่ดีไม่ว่าดี ที่ต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ คืนนี้นอนหลับๆ ตื่น ๆ
26 ธันวาคม 2559   ตีนมาตั้งแต่ 4.30 น.จริงๆ มันหลับ ๆ ตื่น ๆ หลายรอบ อาบน้ำแต่งตัวรอเตียงมารับ 7.15 น.พนักงานเตียงมารับพร้อมพยาบาลห้องผ่าตัด พาไปอีกตึกหนึ่ง โดยไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก ถึงห้องผ่าตัดราว 7.30 น. เขาไม่เข็นเตียงคนไข้เข้าทางประตู แต่ส่งมอบเหมือนส่งมอบเอกสาร คือยกเตียงให้สูงเท่าช่องรับเอกสาร แล้วเอาแผ่นพาเล็ทมารองตัวคนไข้ เลื่อนไปขึ้นเตียงผ่าตัดของห้องผ่าตัด เตียงผ่าตัดเป็นเตียงเล็ก ๆ แคบ ๆ กว้างไม่เกิน  20 นิ้ว นอนแล้ววางแขนไม่ได้ เขาต้องเอาแผ่นรองแขนมาต่อแล้วเอาแขนคนไข้ไปผูกมัดไว้ทั้ง 2 ข้าง จากนั้นก็จะมีหมอเด็ก ๆ มาสัมภาษณ์ สอบถามชื่อ เป็นโรคอะไร จะผ่าตัดกับหมออะไร ฯลฯ เพื่อไม่ให้เกิดการผ่าผิดตัวและผ่าผิดตำแหน่ง   ประมาณ  8 น.เศษ  ๆ ตอนนี้ไม่รู้เวลาแล้ว หมอดมยาก็เอายาฉีดเข้าเส้นเลือดทางสายน้ำเกลือ และให้ยาสลบ  ลุงหมี หลับไปเร็วมาก ไม่รู้ตัวอีกต่อไป




มารู้ตัวอีกครั้งประมาณเที่ยง อยู่ในห้อง ICU ของแผนกศัลยกรรมกระดูกเรียบร้อยแล้ว ห้อง ICU เป็นห้องรวม เพดานต่ำเปิดไฟสว่างจ้าตลอด 24 ชม.หมอและพยาบาลมาปลุก ตอนที่รุ้สึกตัวเริ่มรู้ตัวว่าอยู่ปากประตูนรกแล้ว เพราะถูกมัดมือมัดเท้าหมดทั้ง 2 แขน 2 ขา ในปากคาบท่อ 2 เส้นที่แหย่ลงไปลึกถึงกระเพาะเส้นหนึ่ง ถึงขั้วปอดเส้นหนึ่ง ตามที่พยาบาลแจ้งล่วงหน้าแล้ว ที่แขน 2 ข้าง โดนเจาะฝังเข็มน้ำเกลือข้างละถุง แต่มองต่อไปตามสาย ยังไม่พอ มันต่อกับขวดยาเล็ก ๆ อีก ข้างละขวด รวมเป็นขวด 4 ขวด ที่แขนข้างขวา มีสายวัดความดันโลหิตพันอยู่ ที่ปลายนิ้ว มีเซ็นเซอร์วัดระดับอ๊อกซิเจนคีบอยู่ ที่อกมีเซ็นเซอร์ EKG แปะไว้หลายจุด ยังไม่หมด ที่แผลยังมีสายระบายเลือดเสียบอยู่มีขวดรองรับอยู่ใต้เตียง และที่ท่อปัสสาวะ มีท่อระบายปัสสาวะเสียบค้างไว้อีก 1 เส้น  ปากพูดไม่ได้เจ็บมาก หมอมาเรียกชื่อบอกว่า รู้ตัวไหม ถ้ารู้ให้กระพริบตา 1 ครั้ง และถามอะไรอีก 2-3 คำถาม ให้ยกมือยกแขนยกขา หมอมากดแขนให้สู้กัน เมื่อเห็นว่าเราคุยรู้เรื่องแน่แล้ว หมอก็บอกว่า ความดันเลือดของเราปกติดี ระดับอ๊อกซิเจน 98% เป็นระดับที่ดีมาก การเต้นของหัวใจ ปกติ สรุปว่าปกติดีทุกอย่าง ในสภาพนี้ ถ้าในอีก 2-3 ชั่วโมงไม่มีอะไรผิดปกติ จะขออนุญาตอาจารย์เจ้าของไข้ เอาสายท่อหายใจและท่ออาหารออกจากปากให้  ลุงหมี ได้ยินแอบดีใจลึก ๆ แต่ไม่รู้จะแสดงออกยังไง เพราะอึดอัดมาก ใครอยากรู้ก็ลองมัดมือมัดเท้าแล้วหายใจทางปากดูคงพอเข้าใจลุงหมีในนาทีนั้นนะครับ อนึ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้วว่าแม้จะเอาสายยางออกจากปากแล้ว ก็ยังอาจจะพูดไม่ได้ พูดไม่มีเสียง กลืนอาหารไม่ได้ หรือเสียงผิดเพี้ยนไปจากเดิม 3 วัน ถึง 1 เดือน แล้วแต่กำลังของคนไข้ ลุงหมีก็ขอภาวนาให้เป็นคนแข็งแรงพูดได้กินได้ใน 1 วันแล้วกันนะครับ นี่เป็นสิ่งที่ลุงหมี กลัวต้องพบด้วยตนเองเป็นที่สุดครับ





ตามที่ได้รับแจ้งมาแต่ต้นว่า หลังจากออกจากห้องผ่าตัด ปกติคนไข้จะอยู่ในห้อง ICU ดูอาการ 1-3 วัน ถือว่าปกติ  ในห้อง ICU ห้องผ่าตัดกระดูกนี้มีเตียงคนไข้หนักประมาณ 10 เตียง เปิดไฟสว่าง 24 ชม.ไม่มีกลางวันกลางคืน เสียงหมอเรียกขานชื่นคนไข้ไม่รู้ตัวตลอดเวลา ได้แต่ได้ยินเสียงมองไม่เห็นเพราะอยู่ในเตียงโดนล๊อกเหลียวมองไม่ได้  และตัวลุงหมีและทุกคนที่อยู่ในห้อง ICU ทุกคน ก็ต้องถูกปลุกทุก 1 ชม.ทุกคน  สำหรับลุงหมี 6 ชม.แรกถูกเจาะเลือดทุกชั่วโมง จากนั้นถูกเจาะทุก 3 ชม.รวม ๆ ถูกเจาะเอาเลือดไปสัก 20-25 ครั้งเรียกว่าถูกเจาะจนไม่มีที่จะเจาะก็ว่าได้ ประกอบกับลุงหมี เองเป็นคนอ้วนเส้นเลือดซ่อนใต้ผิวหนัง เส้นเลือดไม่ลอย เจาะยากอยู่แล้ว มาโดนแบบนี้หาที่เจาะไม่ได้ มีพยาบาลคนหนึ่งหัวใน เจาะเลือดที่ขาหนีบ(เส้นเลือดใหญ่ต้นขา) ตรงนี้โอนไป 2 ครั้ง รวม 6 หลอด เป็นเซ็ดใหญ่ ลุงหมี ทนหายใจทางหลอดพลาสติกอยู่ประมาณ 3-4 ชม.หมอก็มาถอดสายท่อ 2 ท่อนี้ออกจากปากลุงหมี เนื่องจากความดันและการเต้นหัวใจและอื่น ๆ เสถียรแล้ว ด้วยตนเองไม่ต้องใช้เครื่องช่วย แต่ยังต้องใส่อุปกรณ์อื่นต่อไปรวมประมาณ 30 ชม.





                  ในตอนเย็น พยาบาล สาว 2 คนมาแปลงฟันและทำความสะอาดร่างกายให้โดยที่ลุงหมี นอนเฉยๆ พยาบาลแปรงฟันมีเครื่องดูดเสมหะและน้ำลายและเครื่องพ่นน้ำเหมือน ทันตแพทย์ใช้    ไฮไลท์ ของห้อง ICU ในทัศนของลุงหมี ก็คงตอนอาบน้ำนี่แหละ พยาบาลสาว 2 คนจับลุงหมี เปลื้องผ้าล่อนจ้อนจับพลิกคว่ำพลิกหงายแลบลิ้นปลิ้นตาเช็ดก้นให้ลุงหมี อย่างกะทำให้ตุ๊กตา ทำอย่างนี้ 2 ครั้ง ในรอบ 30 ชม.ที่อยู่ในห้อง ICU เขาบอกว่าป้องกันการติดเชื้อโรคต้องให้สะอาดจริงๆจึงต้องอาบน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค อยู่ในห้อง ICU ไม่ได้นุ่งผ้านะครับใส่แต่เสื้อ กางเกงเป็นผ้าพัน ๆ ไว้แล้วปิดด้วยผ้าห่ม



                   ทั้งหมดนี้ลุงหมี สลึมสลือรู้สติแต่ช่วยอะไรตัวเองไม่ได้ คนมาเยี่ยมได้หลัง 24 ชม.หิวน้ำก็ขอน้ำกินได้กินทางหลอดดูด ไม่ได้กินอาหารอื่น
นอกจากน้ำเกลือ  รวมเวลาทั้งหมดที่อยู่ในห้อง ICU  30 ชม.ด้วยความทุกข์ทรมารสุดจะพรรณนา ตลอดเวลาแม้ถอดท่อออกแล้วก็หายใจทางจมูกไม่ได้ เพราะในคอมันจ็บระบมไปหมดทั้งแผลจากรอยครูดของท่อทั้ง 2 เส้น และระบบจากแผลผ่าตัด



                    ในที่สุด 30 ชม.แห่งความทุกข็ทรมาร ก็ผ่านไป หมอสั่งให้กลับไปห้องพักฟื้นได้ ก่อนเข้าห้อง ก็ถูกพาไปถ่ายเอ๊กซ์เรย์ธรรมดา อีก 2 ฟิล์ม    กลับเข้าห้องแล้วใช่ว่าจะดีขึ้นยังต้องมีสายน้ำเกลือและสายระบายเลือดจากแผลเหมือนเดิม แต่มีทุกข็ใหม่เข้ามา คือรู้สึกอยากจะถ่ายหนัก แต่ถ่ายไม่ได้ เพราะนั่งห้องน้ำไม่ได้ ติดสายน้ำเกลือสายปัสสาวะ และสายระบายเลือด ต้องนั่งกระโถนสแตนเลสบนเตียง แต่นึกออกไม๊ บนเตียงมันมีฟูก เอากระโถนตั้งบนฟูก มันก็เซไปเซมา นั่งไม่ได้ ลุงหมีผอืดผอมต่อไป อีก ประมาณ 1 วัน เย็นวันที่เสริฟข้าวต้มกุ้ยกะเดือดเข้าไปไม่ลงทำให้ไม่มีอหารใหม่เข้าไป ผอืดผมอย่างนั้นไปอีกรวม 30 ชม.ระหว่างนี้หลับๆ ตื่น ๆ ตลอดเพราะหมอยังไม่ให้ยานอนหลับเนื่องจากเกรงว่าถ้าหลับด้วยฤทธิ์ยา อาจจะไม่หายใจเพราะตอนนี้ยังหายใจทางปากเป็นหลัก เนื่องจากคอบวมจากแผลทั้งในคอและแผลผ่าตัด



อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะเล่า ก็คืออุปกรณ์การแพทย์ปัจจุบันทันสมัยและมันใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมหมดทุกระบบจริงๆ ถ้าเป็นหมอให้ยา ไม่ต้องใช้ฝีมือเลยก็ได้ เพราะคอมพิวเตอร์มันคิดคำนวณให้หมด  เช่นการให้น้ำเกลือ ตอนผมเป็นเด็ก คนให้จะคำนวณด้วยความชำนาญว่า ให้กี่หยุดต่อนาที แต่ปัจจุบันไม่ใช่  เครื่องมันมีหน้าปัทม์จิ้มเอาเลย ว่าจะให้นาทีละกี่หยด น้ำยาขวดนี้มีกี่ซีซี  จะให้หมดในกี่นาที เครื่องจัดการปล่อยน้ำยาให้ตามนั้น  เลยทันที หัวใจเต้นนาทีละกี่ครั้ง จะให้เตือนพยาบาลมาดูคนไข้ต่อนไหน ตั้งได้เลย เครื่องวัดความดันโลหิต จะวัดกี่นาทีครั้ง ได้เลย ทำงานเองเลย  ในกระแสเลือดมีอ๊อกซิเจนกี่เปอร์เซ็น เครื่องวัดออกมาได้ทัน   ตรวจเบาหวานเจาะเลือดส่องกล้องบอกเปอร์เซ็นต์มาเลย  มันไฮเท็คจริงๆ เอ๊กซเรย์ MRI เห็นแจ้งยังกะมีญาณทิพย์ กันเลย เห็นกันจะ จะ เลย  โลกยุคนี้มันน่าอยู่จริง ๆ เหมือนว่าคนมีเงินจะไม่ตายยังไงยังงั้น
                   ระหว่างนี้พยาบาลเดินเข้ามาตรวจความดัน ตรวจการเต้นของหัวใจทุก ๆ 3 ชม.เอายามาให้กินทุก ๆ 6 ชม.น้องๆพยาบาลน่ารักเกือบทุกคนจำหน้าไม่ค่อยจะได้ไม่กล้าสบตา ครับ แต่น่ารักไม่แพ้โรงพยาบาลเอกชนทุกคนครับ



ขอข้ามไปเป็นวันสุดท้ายเลยก็แล้วกันนะครับเล่ามายืดยาวมากแล้ว สรุปว่าลุงหมี กินอาหารเองได้ พูดมีเสียง แต่ข้อห้ามของหมอมีมากมาย เช่น ห้ามทำงานหนัก ห้ามขับรถ 1 เดือนทุกกรณี ข้อนี้ห้ามฝืนเด็ดขาด เพราะการขับรถต้องเหลียวหน้าเหลียวหลังเอี้ยวตัว อันตรายมาก แม้จะใส่  Collar Support แล้วก็ตาม ห้ามพยักหน้าห้ามเหลียวซ้ายขวาเร็ว ๆ ห้ามก้มเงยเร็วๆ ถ้าไม่จำเป็นห้ามก้ม ๆ เงย ๆ ห้ามยกของหนัก ฯลฯ สรุปว่าให้อยู่เฉยๆ เรียกว่า นั่งกินนอนกินจะดีที่สุด ภาระหนักก็คงตกแก่ป้าแอ๊ดแน่ๆ เลย



                  31 ธันวาคม 2559  กลางวันเช็คเอ้าท์กลับบ้านด้วยความดีใจครับ ช่วงนี้ก็คงจำศีลไปสักอย่างน้อย 1-2 เดือนครับ ห้ามซ่าด้วยประการทั้งปวง  เพื่อน ๆ ไม่ต้องห่วง และไม่ต้องเยี่ยม จะคุยให้คุยทางเฟชบุ๊คอย่างเดียวครับ ลุงหมี ขอไม่คุยทางโทรศัพท์ และไม่รับโทรศัพท์ทุกกรณีนะครับ ต้องขออภัยจริงๆ



แต่สิ่งที่ได้รับหลังการผ่าตัดคืออาการชามือและแขนหายไปหมดแล้ว เหลือแต่เจ็บระบบแผลและความผิดปกติในการพูดและการใช้ชีวิตที่ต้องใส่คอลล่าร์ซัพพอร์ตอีก 1 เดือน ไปไหนไม่ได้ 1-2 เดือน ระยะนี้เป็นระที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของการผ่าตัดครั้งนี้ เพราะถ้ากระดูกเคลื่อนช่วงนี้การแก้ไขหมอบอกว่าค่อนข้างยากมากครับ ผมต้องเชื่อหมอนะครับ
 
                      

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2017, 02:27:40 PM โดย Lungmhee » บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง
suteera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2207


« ตอบ #2252 เมื่อ: มกราคม 01, 2017, 03:41:30 PM »

ตอนนี้พักตัวเหมือนเสือเจ็บหลบอยู่ในถ้ำ ใช้ชีวิตเรียบง่าย Slow life นะครับ
 รอเวลาออกมาโลดแล่นเหมือนเสือเฒ่าผู้มากด้วยประสบการณ์


Liked By: Lungmhee, Santiburi, laihan
บันทึกการเข้า
Lungmhee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1928



« ตอบ #2253 เมื่อ: มกราคม 02, 2017, 07:55:06 AM »

ไม่เหลือพร จะอวยให้ ปีใหม่นี้
พรดีดี แย่งกันให้ ไม่เหลือหรอ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วงข้ามปี มีไม่พอ
อย่ารบกวน ท่านเลยหนอ โปรดเห็นใจ
  ขึ้นปีใหม่ ใครก็ขอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
พรไม่ค่อย จะสัมฤทธิ์ ช่วยไม่ไหว
มีแต่ขอ ขอและขอ อยู่ร่ำไป
ท่านไม่รู้ จะช่วยใคร งานล้นมือ
  ปีใหม่นี้ ช่วยตัวเอง ลองดูก่อน
ถ้าไม่อยาก เดือดร้อน อย่าก่อหนี้
อยากจะรวย รู้จักพอ รวยทันที
อยากเป็นคน อารมณ์ดี ต้องปล่อยวาง
  อยากแข็งแรง กำลังกาย ก็ต้องออก
อยากจะผอม ต้องห้ามปาก เอาไว้บ้าง
อยากสงบ หาให้พบ ทางสายกลาง
อยากจะพบ ทางสว่าง ให้เปิดไฟ


ลอกเขามาจากอินเตอร์เน็ทนะครับลุงหมี ไม่ได้แต่งเอง
บันทึกการเข้า

ลุงหมี  คนรักต้นกล้วยทุกต้นที่ปลูก ชอบปลูกสาระพัดกล้วย และชอบกินกล้วยสาระพัดรูปแบบทุกชนิดที่ปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง
cppw
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21


« ตอบ #2254 เมื่อ: มกราคม 05, 2017, 10:35:38 AM »

ขอให้ลุงหมีหายไวๆน่ะครับ
บันทึกการเข้า
laihan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1217



« ตอบ #2255 เมื่อ: มกราคม 05, 2017, 05:56:22 PM »

 อายจัง อ่านที่ลุงหมีเขียนจนจบแล้ว ได้ข้อคิดเลยว่าอย่าประมาทกับการใช้ชีวิต ขอให้หายไวๆนะคะ อายจัง
บันทึกการเข้า

🍃 เพราะรักในการปลูกต้นไม้จึงทำสวนทุเรียน 🌳
หน้า: 1 ... 131 132 133 134 135 136 137 138 139 140 [141] 142 143 144   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: