ข่าว
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลยจะได้หรือไม่ ? ....  (อ่าน 4988 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kiatsakda
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 08:47:35 AM »

ผมกำลังทดลองทำการเกษตรแบบประณีต ในเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ แต่มีข้อสงสัยว่า....
1. ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใส่ต้นไม้เลยได้หรือไม่ โดยใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพที่หมักขึ้นใช้เองเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ต้นไม้ที่ปลูกได้รับ      สารอาหารและเจริญเติบโตได้เต็มทีหรือเปล่า หรือว่า....
2. ใช้ปุ๋ยเคมีสลับกับการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพเป็นระยะ แต่ปุ๋ยเคมีจะทำให้ปุ๋ยจุลินทรีย์ฯ ทำงานได้อย่างเต็มที่หรือไม่ (รู้สึกมันจะแย้งกันยังไงพิกล)

ขอวานผู้รู้ได้โปรดไขข้อข้องใจนี้ให้ด้วยครับ....โดยใจจริงกระผมไม่ต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเลย เนื่องจากต้องการลดต้นทุนและไม่อยาก
ให้ดินเสื่อมสภาพ...แต่ก็กลัวต้นไม้จะไม่งาน.... และหากทดลองทำแปลงเกษตรผืนนี้ได้สำเร็จ กระผมจะนำไปถ่ายทอดให้คนในชุมชนได้รับความรู้เป็นวิทยาทาน  เพื่อนำไปปฏิบัติกันในวงกว้าง...ซึ่งคาดว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ดีขึ้น...จากการที่ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สินในเรื่องค่าปุ๋ยเคมีครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2601


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 09:32:10 AM »

ไม่ใช้เลย ได้และดีครับ
 ปุ๋ยเคมีใส่แล้วพืชนำไปใช้ได้ทันที ดังนั้นการใส่จึงดูความต้องการของต้นไม้ในแต่ละช่วง ยาวนานดินตาย
 ปุ๋ยอินทรีย์ต้องอาศัยจุลินทรีย์เป็นตัวช่วย การจะให้ดินมีชีวิต ตัวนี้คือคำตอบ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1460


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 10:06:44 AM »

ขอตอบตามความรู้และความเข้าใจนะครับ รอท่านผู้รู้มาตอบอีกที

ต้องถามก่อนว่า ปลุกพืชอะไร ทำเกษตรปราณีต เข้าใจว่า น่าจะมีพวกข้าวและพืชผัก เพราะพืชผักบางตัว แค่ปุ๋ยคอกก็งาม ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี

หากเป็นนาข้าว อย่าเพิ่งหยุดใช้ปุ๋ยเคมีครับ แต่ให้ลดการใช้ลง เช่น เคยใช้ 1 กระสอบ ให้ใช้แค่ ครึ่งกระสอบ ทีเหลือ เก็บไว้ใช้กับพืชผักรอบหลัง อีกครึ่งให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ตามความเข้าใจของอาตมา ปุ๋ยเคมี ข้าวจะดูดเอาสารอาหารไปใช้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอ ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ที่ใส่ลงไป เพื่อบำรุงดินในรอบปีถัดไป หรือเมื่อต้นข้าวดูดเอาสารอาหารจากปุ๋ยเคมีหมดไป ก็ยังจะมีสารอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์รออยู่

ช่วง 1-2 ปีแรก ยังคงต้องใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง แต่ไม่เยอะ เราทำปุ๋ยหมักไปด้วย ซึ่งไปดูได้จากหลายๆกระทู้ในนี้ ทำน้ำหมักชีวภาพควบคู่ไปด้วย

เมื่อดินเราดีแล้ว ปุ๋ยเคมีก็ไม่มีความจำเป็น แต่ช่วงแรกๆที่เรากำลัง ก่อร่างสร้างสวน ยังคงใช้บ้าง แต่อาจจะไม่เยอะ

อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากการที่ใช้โยมพ่อใช้ปุ๋ยหมักที่หมักเอง แล้วลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วงแรกไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ ปรากฏว่า ข้าวเกือบไม่รอด คือไม่ค่อยโต ใบเหลืองจะตาย แต่พอเอาปุ๋ยเคมีลงไปนิดนึงไม่เยอะ ข้าวกลับฟื้นขึ้นมา ให้สลับกับปุ๋ยอินทรีย์ ทุกวันนี้ ย่างเข้าปีที่ 4 ปุ๋ยเคมี แทบไม่ต้องใช้ เพราะเราบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์แล้ว

ขอให้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ครับ
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
7219nikom
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 84


« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 11:38:24 AM »

     เดือนมิถุนายน ปี2554  ผมเริ่มปลูกผักหวานป่า(เพาะกล้าด้วยเมล็ด)ปรระมาณ 200 ต้น ปลูกต้นแคเป็น "แม่นม" และปลูกไม้ยืนต้นประเภทแดง ประดู่ ชาด เต็ง รัง พยอม ฯลฯ เป็นพี่เลี้ยงระยะยาว  ปัจจุบันผักหวานป่าสูงประมาณ 15-40 ซม. ต้นแคสูงเกินกว่า 2 เมตร ต้องตัดปลายลงมาทำปุ๋ย ส่วนพี่เลี้ยงระยะยาว สูงตั้งแต่ 80-190 ซม.  ต้นไม้ทั้งประเภท รอดตายเกินกว่าร้อยละ 90   
     ที่สำคัญ ผมไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมียี่ห้อใดๆ หรือสูตรใดๆเลย แต่ผมใช้ฟาง แกลบ หญ้าแห้ง คลุมรอบๆโคน แล้วใช้ปุ๋ยคอก (ขี้วัว)ทับข้างบน รดน้ำ 3-4 วัน ต่อคร้ง หรือตามสภาพฟ้าฝน
     ต้นไม้ที่ปลูกไว้ มันอยู่ได้แล้ว   ถึงเวลาแล้วครับ ที่ชาวเกษตรอย่างเราจะปลดแอกจากพันธนาการของนายทุนนายเงินเสียที    ลาก่อน  "ปุ๋ยเคมี" 
บันทึกการเข้า
Kiatsakda
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 03:52:18 PM »

ขอขอบพระคุณความรู้ดีดีจากทุกท่านนะครับ...พอจะทราบแนวทางแล้วว่าให้ใส่สลับกันได้บ้างในระยะแรก แล้วค่อยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงมาเรื่อยเรื่อย จนไม่ต้องใช้ในที่สุด ...พร้อมลุยเต็มที่แล้วครับ
บันทึกการเข้า
Kaew
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3097

//เกษตรพอใจ\\


« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 03:57:06 PM »

สู้ๆครับ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

ขอบคุณ
เดชอุดม
ราชมงคลสุรินทร์ 44 การประมง เกษตรกรรุ่นใหม่
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1510


อุบลราชธานี


« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 04:37:50 PM »

ปุ๋ยเคมี เอาไว้ใส่ในช่วงที่พืชตอ้งการธาตุอาหารแบบจำเป้ฯ ดีกว่าครับ....ไม่ใช้พร่ำเพรื่อ   

เช่น พืชออกรวง  ออกดอก ผล  ถามวา  ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีได้ไหม   ได้ครับ      .............ได้แค่นั้นครับ.............


ใส่ปุ๋ยเคมี ให้ถูกเวลา  ก็จะได้ผลดีที่สุด

ไม่ใส่เลยก็ได้ ครับ  แต่ได้แค่นีั้น

บันทึกการเข้า

เป็นเกษตรกรต้องอดทนและขยัน ไลน์ 0897031250
parsopchai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 187


« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 08:02:37 PM »

ผมไม่เข้าใจคำว่าปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพที่หมักขึ้นใช้เองครับ

หมายถึงน้ำหมัก Em และ/หรือ ปุ๋ยหมักเป็นกอง ด้วย

ถ้าพืชกินใบ สามารถใช้แต่ปุ๋ยอินทรีอย่างเดียวได้ครับ แต่ถ้าพืชกินผลหวังผลผลิตเพื่อขายยังไงก็ต้องใช้ครับ
บันทึกการเข้า
pathom
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 181


« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 12:37:47 PM »

ถ้า พืชตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ที่ใส่ โดยการให้ผลผลิตตามอาหารที่ได้ โดยที่คุณภาพต้องดีด้วย ก็ไม่เป็นไร แต่บางทีสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้ผลผลิตบางครั้งมากเกินที่ปุ๋ยอินทรีย์จะตอบสนองได้ ทำให้คุณภาพดี บ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ถ้า เป็นอย่างนี้ อีก 2-3 ฤดูกาล ถ้าเราให้อินทรย์เท่าเดิม ต้นไม้ที่ท่านรัก ก็จะลาจากท่านไปอย่างแน่นอน ปุ๋ยเคมีจำเป็นตรงนี้ครับ ทางที่ดี หมั่นสังเกต สภาพต้นไม้ สภาพดิน ไส้เดือน เป็นตัวชี้วัดดีกว่า ครับ เอาข้อดีของเคมี เอาข้อดีของอินทรีย์มาใช้ อย่างเหมาะสม และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
บันทึกการเข้า
rangsan_10
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 364


« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 12:55:52 PM »

อ้างถึง : ขอวานผู้รู้ได้โปรดไขข้อข้องใจนี้ให้ด้วยครับ

 ยิ้มเท่ห์ ขอผู้ไม่รู้ตอบ (แสดงความคิดเห็น) บ้างนะครับ
 1.ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลยได้หรือเปล่า ตอบ ได้ครับ ใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก บวกกับน้ำจุลินทรีย์ เพื่อคืนชีวิตให้กับดิน ในระยะแรกอาจได้ผลผลิตไม่มากอย่างตั้งใจ แต่ต่อ ๆ ไปจะได้ผลผลิตเกินความตั้งใจครับ เพราะดินกลับมามีชีวิต (ด้วยจุลินทรีย์และปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก )
 2.เมื่อมาใช้จุลินทรีย์แล้ว ไม่ควรกลับไปใช้ปุ๋ยเคมีอีกครับ เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีชีวิตตาย เรียกว่า "ดินตาย" ครับปลูกอะไรก็ไม่ดี
(ศึกษาวิธีปลูกพืชของ อ.ทอง ธรรมดา  ผญ.สมศักดิ์ เครือวัลย์  และปราชญ์ท่านอื่น ๆ (ที่ไม่ใช้สารเคมี) จากยูทูปดูนะครับ เผื่อจะได้กำลังใจในการปลูกผักปลอดสารเคมี โชคดีครับ )
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2012, 05:50:37 PM โดย rangsan_10 » บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Administrators
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9601


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 01:48:17 PM »

เรื่องปุ๋ยอินทรีย์ กับปุ๋ยเคมีนี่ เคยมีกระทู้คุยกันอยู่ครับ เชิญท่านเจ้าของกระทู้คุณ Kiatsakda ลองไปอ่านกระทู้เรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ VS. ปุ๋ยเคมี ที่เคยคุยกันเรื่องนี้เอาไว้ครับ ตามลิ้งค์
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=51492.0

มี Video สอนทำยูเรียน้ำ จากพืชใช้เองโดยไม่ต้องใส่ 46-0-0 เลยก็ได้ครับ

ไปดูการทำปุ๋ยยูเรียน้ำ ที่เป็นยูเรียที่สกัดจากพืช ไปดูกันครับ  ยิงฟันยิ้ม

<a href="http://www.youtube.com/v/y3hX_yt3YKM" target="_blank">http://www.youtube.com/v/y3hX_yt3YKM</a>


 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
drs
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 257


« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 05:31:28 PM »

ทุกวันนี้ตามพ.ร.บ.ปุ๋ยแห่งชาติปี2518แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี2550จะมีปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพิ่มขึ้นมาอีกประเภทนะครับเป็นประเภทที่4(แต่ก่อนประเภทของปุ๋ยมี1.เคมี2.อินทรีย์3.ชีวภาพ) พวกนี้ตัวเลขเคมีรวมกันไม่เกิน20แต่ละตัวไม่ต่ำกว่า3 เช่นสูตร 6-3-3 /5-5-3-5/4-5-7/12-3-3/7-3-10/8-3-8 โดยโครงสร้างของเม็ดปุ๋ยจะเป็นอินทรีย์แล้วเติมเคมีและจุลินทรีย์ลงไปตามสูตร เมื่อลงดินเคมีและจุลินทรีย์จะทำงานก่อนอินทรีย์ตามหลัง ปริมาณเคมีจะน้อยจึงไม่เหลือตกค้าง ตัวนี้เหมือนเป็นคำตอบให้ไม่ต้องขัดแย้งหรือทะเลาะกันเรื่องอินทรีย์กับเคมี ความจริงแล้วมันขาดไม่ได้้ทั้ง3อย่างนั่นแหละครับแต่ให้มันพอเหมาะพอดี
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Administrators
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9601


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 11:07:45 PM »



โดย อาจารย์ทิพวรรณ สิทธิรังสรรค์

    จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเสด็จทอดพระเนตร โครงการศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตร วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2530 โดยให้ศูนย์ฯ แห่งนี้ดำเนินการแก้ไขสภาพดินเสื่อมโทรม และให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำแก่ราษฎรทั่วไป เนื่องจากบริเวณนี้มีสภาพแห้งแล้งดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันการเพาะปลูกของประเทศไทย ก็ประสบปัญหาหลายประการ ที่สำคัญประการแรกคือ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ กล่าวคือพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยประมาณ 80% เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีเป็นกรดสูง และที่สำคัญเป็นดินที่ขาดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน และต่อพืชซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดินตาย สาเหตุก็มาจากการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำกันหลายปี ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียนอีก ทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายก็ทำให้เกิดสภาพดินกรด ขาดความอุดมสมบูรณ์เกษตรกรปลูกพืช แล้วให้ผลตอบแทนได้ไม่เต็มที่
    ประการที่สองเกษตรกรประสบปัญหาแมลงศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ รบกวนไม่ว่าจะเป็นสวนผัก สวนผลไม้ ไม้ดอก-ไม้ประดับ พืชไร่-นา ชนิดต่าง ๆ และหนทางที่เกษตรกรเลือกใช้แก้ปัญหา ส่วนใหญ่ก็คือสารเคมีฆ่าแมลงแต่จากการที่เกษตรกร ขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกใช้สารเคมี วิธีการใช้ที่เหมาะสม ช่วงเวลาในการใช้ เกษตรกรใช้สารเคมีหลายชนิดซ้ำซ้อนกัน และในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น มีผลทำให้สารพิษตกค้างในผลผลิต มีต้นทุนการผลิตสูง เป็นอันตรายต่อเกษตรกรผู้ผลิตเอง และผู้บริโภคเองก็ได้รับอันตรายเช่นกันมีผู้บริโภคจำนวนมาก ที่ต้องหวาดระแวงกับพิษภัยของสารพิษตกค้างในอาหาร และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในภูมิภาคนั้น อีกทั้งในปัจจุบันกระแสความต้องการผลผลิต ทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กำลังมีความต้องการและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ และล่าสุดคือ นโยบายการควบคุมผักที่มีสารพิษตกค้างเกินกำหนด มิให้เข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และเกษตรกรเองก็ต้องปรับปรุงการเพาะปลูกให้ปลอดภัย ตามความต้องการของตลาดด้วย ไม่ว่าเกษตรกรคนไหน ๆ ก็อยากปลอดภัยจากสารเคมี ไม่มีใครอยากใช้สารเคมีเพราะอันตรายทั้งตนเองและผู้บริโภค แต่ถ้าไม่ใช้แล้วจะใช้อะไรทดแทน ปัญหาในการเพาะปลูกที่เกษตรกรพบมี 2 ประการใหญ่คือ เรื่อง ความอุดมสมบูรณ์ของดินถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน เพื่อที่จะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี และอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ถ้าไม่ใช้สารเคมีแล้วจะใช้อะไรทดแทน

    แนวทางที่จะทำให้ดินเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็น ดินที่มีชีวิต สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดีไม่ว่าจะเป็นพืชไร่-นา ผัก ผลไม้ ดอกไม้ก็ตาม และจะเป็นแนวทางที่จะสามารถผลิตผลผลิต ที่ปลอดภัยจากสารพิษทางการเกษตร ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สามารถทำเป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางนั้นก็คือ แนวทาง เกษตรธรรมชาติ นั่นเอง
     ความหมายของเกษตรธรรมชาติ

    เกษตรธรรมชาติ หมายถึง การทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่จะให้ความสำคัญของดินเป็นอันดับแรก ด้วยการปรับปรุงดินให้มีพลังในการเพาะปลูก เหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบเกษตรที่มีความยั่งยืน ถาวร เป็นอาชีพที่มั่นคง

    หลักเกษตรธรรมชาติ

    ถ้าเราศึกษาสภาพป่าเราจะเห็นว่าในป่ามีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปะปนกันอยู่เต็มไปหมด ผิวดินถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่หล่นทับถมกัน สัตว์ป่าถ่ายมูลไว้ที่ผิวหน้าดินคลุกเคล้ากับใบไม้และซากพืช มูลสัตว์รวมทั้งซากสัตว์ โดยมีสัตว์เล็ก ๆ เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ จิ้งหรีด ฯลฯ กัดแทะเป็นชิ้นเล็ก ๆ และมีจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินช่วยย่อยสลายจนกลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชและใช้ในการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่านั่นเอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอาปุ๋ยเคมีไปใส่ในป่า ซึ่งเกษตรกรสามารถเลียนแบบป่าได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ใช้ปุ๋ยชีวภาพ เช่น ไรโซเบียม ไมโครไรซ่า เป็นต้น ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุมผิวดินก็เป็นการคลุมผิวหน้าดินไว้ ป้องกันการสูญเสียความชื้นภายในดินทำให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ถ้าศึกษาต่อไปจะพบว่า แม้ไม่มีใครนำเอายาฆ่าแมลงไปฉีดพ่นให้ต้นไม้ในป่า แต่ต้นไม้ในป่าก็เจริญเติบโตแข็งแรงต้านทานโรคและแมลงได้ตามธรรมชาติ ถึงแม้จะมีโรคและแมลงรบกวนบ้างก็ไม่ถึงขั้นเสียหายและยังสามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ นั่นก็คือ ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์จะสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ นอกจากนี้พืชในป่าก็มิได้เป็นพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นพืชหลากหลายชนิดทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลง และแมลงบางชนิดก็เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช ดังนั้นจึงเกิดสมดุลตามธรรมชาติโอกาสที่แมลงศัตรูพืชจะระบาดจนเกิดความเสียหายจึงมีน้อย ดังนั้นเกษตรกรจึงสามารถจำลองสภาพป่าไว้ในไร่-นาโดยการปลูกพืชให้หลากหลายชนิด

    หลักเกษตรธรรมชาติก็เป็นหลักการที่เลียนแบบมาจากป่าที่สมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งจะประกอบด้วยการปฏิบัติการทางการเกษตรที่คำนึงถึง ดิน พืช และแมลง ไปอย่างพร้อมกันคือ

    1. มีการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถทำได้โดย
    1) ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ : ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ส่วนปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า ปุ๋ยเหล่านี้จะให้ทั้งธาตุหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วน จึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี

        ปุ๋ยหมัก
    2) การคลุมดิน : ทำได้โดยใช้เศษพืชต่าง ๆ จากไร่-นา เช่น ฟาง หญ้าแห้ง ต้นถั่ว ใบไม้ ขุยมะพร้าว เศษเหลือทิ้งจากไร่นา หรือ กระดาษหนังสือพิมพ์ พลาสติกคลุมดิน หรือการปลูกพืชคลุมดิน การคลุมดินมีประโยชน์หลายประการ คือ ช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดิน และรักษาความชุ่มชื้นของดินเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยทำให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ของการคลุมดินดังกล่าวมานี้จะช่วยส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตดี
    3) การปลูกพืชหมุนเวียน : เนื่องจากพืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารแตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ อีกทั้งระบบรากยังมีความแตกต่างกันทั้งในด้านการแผ่กว้างและหยั่งลึก ถ้ามีการจัดระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสมแล้ว จะทำให้การใช้ธาตุอาหารมีทั้งที่ถูกใช้และสะสมสลับกันไปทำให้ดินไม่ขาดธาตุอาหารธาตุใดธาตุหนึ่ง

ดินดีปลูกอะไร อะไรก็งอกงาม ต้านทานโรคแมลงและให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ
     2. ปลูกพืชหลายชนิด : การปลูกพืชหลายชนิดเป็นการจัดสภาพแวดล้อมในไร่-นา ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ เนื่องจากการปลูกพืชหลายชนิดจะทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลงจึงมีแมลงหลากหลายชนิดมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ในจำนวนแมลงเหล่านี้ จะมีทั้งแมลงที่เป็นศัตรูพืชและแมลงที่เป็นศัตรูธรรมชาติ ที่จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติในป่าที่อุดมสมบูรณ์นั่นเอง
    2.1) การปลูกหมุนเวียน : เป็นการไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันหรือตระกูลเดียวกันติดต่อกันบนพื้นที่เดียวกัน การปลูกพืชหมุนเวียนจะช่วยหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลงและช่วยประโยชน์ในทางด้านการปรับปรุงดิน
    2.2) การปลูกพืชแซม : การเลือกพืชมาปลูกร่วมกัน หรือแซมกันนั้นพืชที่เลือกมานั้นต้องเกื้อกูลกัน เช่น ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้อีกชนิดหนึ่ง ช่วยคลุมดิน ช่วยเพิ่มรายได้ก่อนเก็บเกี่ยวพืชหลัก เป็นต้น

    3. อนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์ : ซึ่งสามารถทำได้โดย
    3.1) การที่ไม่ใช้สารเคมี เนื่องจากสารเคมีทำลายทั้งแมลงศัตรูพืชและแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ด้วย
    3.2) ปลูกดอกไม้สีสด ๆ เช่น บานชื่น ทานตะวัน บานไม่รู้โรย ดาวเรือง ดาวกระจาย เป็นต้น โดยปลูกไว้รอบแปลง หรือปลูกแซมลงในแปลงเพาะปลูก สีของดอกไม้จะดึงดูดแมลงนานาชาติและในจำนวนนั้นก็มีแมลงศัตรูธรรมชาติด้วย จึงเป็นการเพิ่มจำนวนแมลงศัตรูธรรมชาติในแปลงเพาะปลูกซึ่งจะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้แก่เกษตรกร

    ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ

    ในการทำเกษตรธรรมชาติเนื่องจากเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแต่จะหันมาปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทน ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด (สำหรับปุ๋ยคอกไม่ได้กล่าวถึงเนื่องจากนำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์นำมาใช้เป็นวัสดุในการทำปุ๋ยหมัก) ส่วนปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเหล่านี้จะให้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วนและในปริมาณที่มากพอจึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกพืชได้ และการใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมด้วยก็จะช่วยทำให้ต้องใช้ปุ๋ยหมักมาก จึงเป็นไปได้ที่จะทำเกษตรธรรมชาติในพื้นที่แปลงใหญ่มิใช่ทำแปลงเล็กหรือสวนครัวหลังบ้านเท่านั้น
                                   การเปรียบเทียบผลของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพที่มีต่อดิน
    ลักษณะ                                 ปุ๋ยเคมี              ปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ(จุลินทรีย์)
1. การดูดซับธาตุอาหาร                        ไม่มี                              ดูดซับได้ดี
2. การอุ้มน้ำ                                    ไม่มี                           ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
3. ความร่วนซุยของดิน       ทำให้ดินอัดตัวเป็นก้อนแข็งในระยะยาว                ดินร่วนซุยดี
4. ระดับความเป็นกรด                        เพิ่มขึ้น          ช่วยรักษาสมดุลของความเป็นกรดด่าง
5. ระยะเวลาที่มีผลในดิน    ระยะสั้นแต่จะหายไปเร็วจากการชะล้างหรือเปลี่ยนรูป คงอยู่ในดินนาน
6. ความเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์    เติบโตดีแต่เพียงระยะสั้นในระยะยาวไม่ดี    เติบโตดีและนาน
7. การขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช     ขยายพันธุ์รวดเร็ว                       ไม่มีผล
8. การป้องกันโรคพืช                    ไม่ช่วยป้องกัน                      ช่วยป้องกัน

     การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ

    การฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติในไร่-นาที่ผ่านการใช้สารเคมีในรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างมากและเป็นเวลานานให้กลับคืนมาตามหลักการทั้ง 3 ข้อ เป็นเรื่องที่เกษตรกรสามารถทำได้โดยใช้เวลาแต่ในปีแรก ๆ จะประสบปัญหาโรคและแมลงรบกวนบ้าง เนื่องจากดินที่เริ่มถูกปรับปรุงยังไม่มีความอุดมสมบูรณ์ดีพอ และมีสารปนเปื้อนอยู่มากทำให้พืชยังไม่สามารถเติบโตและแข็งแรงได้อย่างเต็มที่ ทำให้อ่อนแอต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช อีกทั้งศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชก็ยังน้อยอยู่ จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชรบกวนและผลผลิตต่ำในระยะ 1-3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นไปถ้ามีการจัดการดีจะทำให้ปัญหาโรค และแมลงศัตรูพืชลดลงพร้อมทั้งผลผลิตก็จะสูงขึ้น การเพาะปลูกพืชก็ง่ายขึ้น การใช้ปุ๋ยธรรมชาติก็ลดลงรวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ก็ใช้ปัจจัยน้อยลงซึ่งก็หมายถึงต้นทุนการผลิตลดลง แต่ผลผลิตสูงขึ้นซึ่งเป็นการทำการเกษตรที่ยั่งยืน

    การป้องกันและกำจัดวัชพืช
    1. ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง ใช้วิธีการไถพรวน
    2. ใช้วัสดุคลุมดินซึ่งเป็นการปกคลุมผิวดินช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินอีกด้วย โดยส่วนใหญ่มักใช้วัสดุตามธรรมชาติ ได้แก่ เศษซากพืชหรือวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร เช่น ฟางข้าว ตอซังพืช หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ต้นถั่ว ขุยมะพร้าว กากอ้อย แกลบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพลาสติกที่ผลิตขึ้น สำหรับการคลุมดินโดยเฉพาะซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
    3. ปลุกพืชคลุมดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล การปลูกพืชต่าง ๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล เป็นต้น

    การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
    1. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล (mechanical control) เช่น การใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ การใช้กับดักกาวเหนียว เป็นต้น
    2. การป้องกันและกำจัดโดยวิธีเขตกรรม (cultural control) เช่น
       1) การดูแลรักษาแปลงให้สะอาด
       2) การหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช
       3) การเก็บเกี่ยวพืชเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายของโรคและแมลง
       4) การใช้ระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซม
       5) การจัดการให้น้ำ
       6) การใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชเพื่อลดการทำลายของโรคและแมลง
    3. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธิ (biological control) คือการใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติ คือ
       1) ตัวเบียน (parasite) ส่วนใหญ่หมายถึง แมลงเบียน (parasitic insects) ที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการดำรงชีวิตและการสืบพันธุ์ซึ่งทำให้แมลงศัตรูพืชตายในระหว่างการเจริญเติบโต
       2) ตัวห้ำ ได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหารเพื่อการเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต ตัวห้ำพวกนี้ได้แก่
        สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังได้แก่ สัตว์ปีก เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาย เช่น งู กิ้งก่าสัตว์ ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ
        ตัวห้ำส่วนใหญ่ที่มีความสำคัญในการควบคุมแมลงและไรศัตรูพืชได้แก่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมงมุม ไรตัวห้ำ และตัวห้ำส่วนใหญ่ได้แก่แมลงห้ำ (predatory insects) ซึ่งมีมากชนิดและมีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว
    3) เชื้อโรค ส่วนใหญ่หมายถึงจุลินทรีย์ที่ทำให้แมลงศัตรูพืชเป็นโรคตาย เช่น เชื้อไวรัสแบททีเรีย รา โปรโตซัว ไส้เดือนฝอยทำลายแมลงศัตรูพืช
    4. การป้องกันโดยใช้พันธุ์พืชต้านทาน (host plant resistance)
    5. การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สมุนไพรต่าง ๆ

ที่มา : http://www.ku.ac.th/e-magazine/november43/plant/

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2012, 07:44:17 AM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Administrators
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9601


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 11:23:30 PM »

มีตัวอย่างกสิกรที่ทำกสิกรรมธรรมชาติโดยไม่พึ่งพาสารเคมีและปุ๋ยเคมีครับ


Video สวนพรึบเดียวก็เขียวได้


Video สวน 3 ไร่แก้จน


ไปดูเรื่องของลุงเถาว์ กับแปลงผัก 3 ชั้น


Video เกี่ยวกับการทำนาไร้สารพิษ1


Video เกี่ยวกับการทำนาไร้สารพิษ2

 ยิ้มเท่ห์






Liked By: rangsan_10
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
เดชอุดม
ราชมงคลสุรินทร์ 44 การประมง เกษตรกรรุ่นใหม่
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1510


อุบลราชธานี


« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 01, 2012, 12:58:10 PM »

เริ่มดราม่าแล้ว...
บันทึกการเข้า

เป็นเกษตรกรต้องอดทนและขยัน ไลน์ 0897031250
konthain(นพ)
Administrators
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9601


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 01, 2012, 02:23:30 PM »

มันอยู่ที่หลักคิดทัศนคติและวิธีปฏิบัติของแต่ละบุคคลครับ  ยิงฟันยิ้ม
คนที่คิดว่าทำอินทรีย์ไม่ได้เขาก็ว่าทำไม่ได้ ถ้าไม่หว่านปุ๋ยเคมีจะไม่ได้ข้าวเพียงพอ
แต่ในส่วนกลุ่มคนที่เขาทำได้ เขาก็ทำกันมา 30 กว่าปีแล้วเค้าก็ว่าเค้าทำได้
ทำได้จนเหลือกินเหลือใช้ จนเผื่อแจกให้เพื่อนร่วมชาติเมื่อคราวน้ำท่วมปีที่ผ่านมาครับ



ต้วอย่างในรูปเป็นนาอินทรีย์์ของอาจารย์ของผม ท่านอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง
นี่ก็ทำนาอินทรีย์มาหลายปี แปลงนาในรูปได้ข้าวไม่ต่ำกว่า 2 ตันต่อไร่
ของผมก็ทำนาอินทรีย์(โยนกล้า)มาแล้ว 2 ปีตอนนี้ก็กำลังทำอยู่นาปีของปีนี้
ผมก็ได้ข้าวไม่ต่ำกว่า 840 กิโลต่อไร่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีซักเม็ด ทั้งที่ยังบำรุงดินได้ไม่เต็มที่

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: