ข่าว
หน้า: 1 ... 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 [28] 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 ... 74   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ก้าวอีกขั้นของการทำนาโยนกล้า สู่การทำนาลดต้นทุนรับมือปี2558  (อ่าน 228297 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #432 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2012, 10:06:46 PM »

รูปร่างของเมล็ดข้าวเหนียวก่ำสวยมากเลยครับ ผมถามเป็นความรู้นะครับ
         ข้าวเหนียวก่ำเป็นข้าวนาปีใช่ใหมครับ ผลผลิตต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ดีหรือเปล่าครับ
         คุณภาพตอนหุงหอมอร่อยหรือเปล่าครับ ผมกำลังสนใจปลูกข้าวเหนียวไว้ทานเองครับ และที่สำคัญลูกสาวของผม อายุ 3ขวบกว่า ชอบกินข้าวเหนียวกับไก่ทอดมากครับ   ขอบคุณครับ


สวัสดีครับ ข้าวเหนียวก่ำหรือข้าวเหนียวดำ มีอยู่หลายสายพันธุ์แต่ส่วนใหญ่เป็นข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
เป็นทั้งอาหารและเป็นยา ส่วนใหญ่เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง(นาปี)แต่ผลผลิตต่อไร่จะต่ำจากข้อมูลที่หามา
จะอยู่ที่ 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ครับ ตอนนี้ที่พูดถึงกันมากที่สุดคือข้าวเหนียวดำที่ชื่อ ข้าวลืมผัวครับ  ยิงฟันยิ้ม  ถ้าเอามากินเพียวๆอาจจะแข็งไปนิดนึงถ้าเอามาผสมแบบที่เค้าผสมในข้าวหลามจะหอมอร่อยครับ


ข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำ

ข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำ อดีตนิยมปลูกมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ปัจจุบันมีปลูกทั่วไปในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
สาธารณรัฐเวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาชนจีน
พันธุ์ข้าวเหนียวดำมีลักษณะเป็นข้าวพันธุ์ไวแสง และเป็นข้าวเหนียว ปลูกได้เฉพาะฤดูนาปี
ทนแล้งและฟื้นตัวจากแล้งได้ดี ต้านทานต่อเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว
ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากข้าวทั่วไปคือการปรากฏของสีม่วงบนส่วนต่าง ๆ ของต้น
อาทิ กาบใบ แผ่นใบ กลีบดอก เปลือกเมล็ด และเยื่อหุ้มเมล็ด ปริมาณของสีจะเข้มข้นแตกต่างกันไป
เป็นลักษณะเฉพาะประจำพันธุ์ซึ่งตามภูมิปัญญาท้องถิ่นข้าวเหนียวดำไร่
จะมีลักษณะสีม่วงเฉพาะส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดเท่านั้น

คุณค่าของข้าวเหนียวดำตามภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นสมุนไพร รักษาการตกเลือดของหญิงคลอดลูก
โดยนำเอาต้นข้าวเหนียวดำมาต้มกับใบเมี่ยง (ใบชา) รับประทาน
การปลูกข้าวเหนียวดำในอดีตจึงมิได้ปลูกเพียงเพื่อบริโภคเพียงอย่างเดียว
หากแต่ปลูกเพื่อใช้เป็นพืชสมุนไพรด้วย และรับประทานได้ทั้งเป็นของหวานและของคาว

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ในเวปก็มีคุยกันเกี่ยวกับข้าวเหนียวดำอยู่นะครับ ตามลิ้งค์

http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=528.0

หรือไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้าวก่ำได้ตามลิ้งค์ครับ

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=285937

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม

konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #433 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2012, 10:21:45 PM »

มาต่อกันเรื่องข้าวเหนียวดำ หรือข้าวก่ำกันอีกสักหน่อยนะครับ  ยิงฟันยิ้ม

 ข้าวก่ำ พันธุ์พืชสำคัญทางโภชนาการ ควรค่าแก่การอนุรักษ์
เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

ข้าวก่ำ พันธุ์พืชสำคัญทางโภชนาการ ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ข้าว เป็นธัญพืชหลักเพื่อการบริโภคของคนไทยทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้า ในอดีตคนไทยนิยมบริโภคข้าวที่ผ่านการสีด้วยวิธีโบราณ เช่น การใช้ครกไม้ ใช้ครกกระเดื่อง จะได้ข้าวสารที่มีสีธรรมชาติ มีจมูกข้าวที่ให้ธาตุอาหารและช่วยป้องกันรักษาโรคบางชนิด ปัจจุบัน ข้าวสาร ที่รับประทานจะได้จากการสีของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งสีข้าวได้รวดเร็วและปริมาณมาก ข้าวสารที่ได้เป็นสีขาว แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้หายไปกับเปลือกข้าว รำข้าว แม้แต่จมูกข้าวต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของปลายข้าว จะเห็นได้ว่าขณะนี้เริ่มให้ความสำคัญของข้าวจากธรรมชาติ นิยมบริโภคข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่ได้ขัดสี แต่ยังมีข้าวอีกชนิดหนึ่งที่บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า เป็นข้าวที่ให้สีออกแดงหรือแดงก่ำ หรือสีม่วงจากธรรมชาติ มีคุณค่าทางอาหารมาก นิยมนำไปประกอบเป็นขนมหวาน ข้าวหลาม ขนมเทียน มากกว่าการบริโภคโดยตรง นั่นคือ ข้าวก่ำ หรือข้าวเหนียวดำ ความเชื่อแต่โบราณว่า เป็นข้าวประกอบพิธีกรรมในการบำบัดรักษา สีของข้าวก่ำออกแดงม่วง เป็นธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ในการป้องกันโรคและแมลง โดยถือว่าข้าวก่ำเป็นพญาข้าวที่สามารถสังเคราะห์และปล่อยสารที่ช่วยป้องกัน แมลงและโรคให้แก่ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกใกล้เคียงกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีการปลูกข้าวก่ำแทรกในการปลูกข้าวอื่นๆ ข้าวก่ำมีหลายชื่อ ชื่อที่ภาคกลางรู้จักกันดีคือ ข้าวเหนียวดำ ภาคใต้เรียก เหนียวดำ บางที่ก็เรียกข้าวนิล ที่เอามาทำขนม ข้าวหลาม นั่นแหละ

ส่วน ข้าวก่ำ เป็นชื่อเรียกของทางภาคเหนือและทางอีสาน ข้าวก่ำน่าจะมาจากคำว่า แดงก่ำ จากการค้นหาข้อมูล พบว่า ข้าวก่ำ (Purple Rice) เป็นข้าวพื้นเมืองของเอเชีย มีชื่อเรียกหลายหลากชื่อมาก ทั้งข้าวเหนียวดำ (Black Sticky Rice) ที่บ้านเรารู้จักกันดี ข้าวที่ถูกลืม (Forbidden Rice) ซึ่งหมายถึงข้าวที่ไม่ใช่ข้าวเศรษฐกิจ ไม่นิยมปลูกกัน ข้าวป่า (Wild Rice) ข้าวดำจีน (Chinese Black Rice) โดยในประเทศไทยมีอยู่กว่า 42 สายพันธุ์ ในยุโรปและอเมริกาก็มีข้าวก่ำที่ตั้งวางขายตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่วนใหญ่ก็ไปจากไทย อินโดนีเซีย สำหรับบ้านเราก็มีขายบนห้างเหมือนกัน โดยเอกชนหลายบริษัทที่ผลิตออกมาจำหน่าย จากชื่อภาษาอังกฤษว่า Black Glutinousrice น่าจะแปลว่า ข้าวเหนียวสีดำ อันเป็นคุณสมบัติของข้าวก่ำคือ หุงแล้วมันจะเหนียวๆ เป็นยางติดมือ สีของข้าวก่ำออกแดงม่วง ด้วยคุณค่าทางอาหารของข้าวก่ำ นอกจาก ไขมัน 4.6 คาร์โบไฮเดรต 25.5 ไฟเบอร์ 16.6 วิตามินเอ 0.38 วิตามินบี 1 36.67 วิตามินบี 2 17.1 แคลเซียม 3.25 เหล็ก 15.33 รวมทั้ง โปรตีน และวิตามินอีอีกเล็กน้อย แต่ที่สำคัญคือสารสีม่วงแดงของเปลือกหุ้มเมล็ด คือแอนโทไซยานิน และแกมมาโอไรซานอล โดยแอนโทไซยานิน มีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ช่วยการหมุนเวียนของกระแสโลหิต ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยเฉพาะแอนโทไซยานิน ชนิดพบในข้าวสีม่วงกลุ่มอินดิก้า ซึ่งก็รวมข้าวก่ำไทย คือไซยานินไซด์สาม ก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ มะเร็งปอด ส่วนสารแกมมาโอไรซานอล นอกจากจะมีคุณสมบัติเป็นการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเช่นเดียวกัน แล้ว ยังสามารถลด คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับของ high density lipoprotien (HDL) หรือไขมันที่มีประโยชน์ในเลือด และยังมีผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และเพิ่มระดับของฮอร์โมนอินซูลินของคนเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ต้านการหืนของไขมันในรำข้าว และของนมผงไขมันเต็ม รวมทั้งกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในคนด้วย

ข้าวก่ำ นอกจากการเอาไปทำขนมและข้าวหลามอย่างที่เรารู้ๆ กันแล้ว สามารถนำข้าวก่ำไปทำเป็นข้าวต้มและข้าวสวยด้วย วิธีแรกใช้ข้าวก่ำผสมกับข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 เมื่อนำไปต้มจะทำให้ข้าวต้มที่ได้มีความเหนียวนุ่ม อร่อย และรสชาติดี วิธีที่ 2 นำ ข้าวก่ำ (ข้าวเหนียว) หนึ่งหยิบมือ ผสมกับข้าวสาร (ข้าวเจ้า) ประมาณ 2 กระป๋อง เอามาหุง เวลาหุงแล้ว ข้าวสวยทั้งหมดจะมีสีคล้ายๆ ข้าวกล้อง ออกม่วงๆ หน่อย มียางเล็กน้อย ข้าวจะหอม น้องๆ ข้าวหอมมะลิเลย กินอร่อยดี แต่เก็บไว้ได้ไม่นานจะบูดเร็ว เวลาหุงต้องพอดี คนเห็นอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมกินข้าวก่ำเป็นประจำนะครับ

ดร. ดำเนิน กาละดี หัวหน้าหน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดตั้งเป็นหน่วยวิจัยข้าวก่ำ ภายใต้การดูแลของสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองของไทยมาตั้งแต่ปี 2539 ปฏิบัติงานด้านการรวบรวมและวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด คณะผู้วิจัยได้เพียรพยายามรวบรวมพันธุ์ข้าวก่ำพื้นเมืองจากแหล่งปลูกข้าว ต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 42 พันธุ์ จากการดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้การยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่คือ ข้าวเหนียวดำ พันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด และพันธุ์ก่ำอมก๋อย ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 นอกจากนี้ ได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากผลงานวิจัยข้าวก่ำ ในชื่อผลิตภัณฑ์ว่า กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์ กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์เฟลก ข้าวก่ำมอลล์เอกแพน หรือเอกซ์ทรูด และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีนี้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549

หัวหน้า วิจัยข้าวก่ำ เล่าต่อว่า ผลงานวิจัยสำคัญได้นำเสนอเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ คือคุณประโยชน์เชิงโภชนาการศาสตร์เกษตร คือข้าวก่ำมีสารต้านอนุมูลอิสระ แอนโทไซยานิน และแกมมาโอซานอล ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระมีผลที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะ ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ในด้านการเป็นสมุนไพรที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าเชื่อถือคือ ใช้เป็นสมุนไพรสำหรับหญิงที่ตกเลือดในขณะคลอดบุตร ใช้ทำเป็นข้าวหลามรักษาโรคท้องร่วง ใช้ข้าวก่ำผสมกับดินประสิวช่วยรักษาโรคหิด ฯลฯ

ในอนาคต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะสามารถผลิตข้าวก่ำที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านโภชนาการศาสตร์เกษตร ด้านโภชนาการสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการอนุรักษ์ข้าวก่ำ ข้าวพื้นเมืองของไทยที่มีคุณภาพ เป็นการพัฒนาข้าวก่ำให้สามารถแข่งขันในตลาดเสรีได้อย่างภาคภูมิใจ

สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. (053) 944-045 งานประชาสัมพันธ์ (084) 043-3806

ใน ส่วนของจังหวัดพะเยาถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์ข้าวก่ำแห่งหนึ่งของประเทศ ไทย ยืนยันได้จากมีตำบลหนึ่งในอำเภอจุน ชื่อว่าตำบลห้วยข้าวก่ำ อันแสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวได้ปลูกข้าวก่ำมาเนินนานแล้ว ตัวแทนเกษตรกรข้าวก่ำพะเยา ซึ่งเข้าร่วมประชุมการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ร่วมกับกรมการข้าว เพื่อร่วมหาแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าวให้ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เมื่อเร็วๆ นี้ ทางกรมการข้าว โดยสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว จัดประชุมแสดงความคิดเห็นและกำหนดแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าว อินทรีย์ของกรมการข้าวขึ้น เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดประชุมไปใช้เป็นกรอบและแนวทางการ ปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ให้มีความทัดเทียมกับมาตรฐานนานาชาติและ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยา ของจังหวัดพะเยาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

โดย คุณบุญรอง ปิยวรรณหงษ์ ประธานกลุ่มข้าวก่ำพะเยา กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ทางกลุ่มได้รับความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความสำคัญของมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าว ตลอดจนได้ระดมความคิดเห็นในการปรับมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เตรียมขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยาให้ครอบคลุมทั่ว ทั้งจังหวัดพะเยา เพื่อรักษาพันธุ์ข้าวของจังหวัดให้คงอยู่ต่อไป ผ่านการแนะแนวความรู้เรื่องของการเพาะปลูกข้าวและการเกษตรแบบอินทรีย์ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมแปลงปลูกข้าวก่ำอินทรีย์ ตลอดจนร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการทำนาข้าวอินทรีย์ได้ที่ คุณบุญรอง ปิยวรรณหงษ์ ประธานกลุ่มข้าวก่ำพะเยา เลขที่ 59 หมู่ที่ 8 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา 56150 โทร. (054) 896-062 หรือ (086) 115-7131 และเว็บไซต์ http://blackricephayao.co.c

ก่อนหน้านี้ทางกรีนพี ซได้จัดกิจกรรม "ปลูกรักให้ต้นข้าว" ในวันแห่งความรัก เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดราชบุรี โดยปลูกข้าวในนาข้าว 2 สี (ข้าวสีทองกับข้าวก่ำสีดำ) ขนาด 10 ไร่ เพื่อสร้างศิลปะอันสวยงาม ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ซึ่งได้มีการร่วมหารือเกี่ยวกับเรื่องเกษตรกรรมอินทรีย์กับปราชญ์ข้าวไทย การสอนการทำสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น น้ำส้มควันไม้ ที่ชาวนาผลิตขึ้นเพื่อใช้ไล่แมลงในนาข้าว โดยศิลปะบนนาข้าวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นศิลปะที่เกิดจากต้นข้าวในพื้นที่ 10 ไร่ คือ ข้าวสายพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเจ้า ชนิดไม่ไวแสง ลำต้นและกาบใบมีลักษณะสีเขียว เมื่อนำมาปักดำจะให้สีเขียวเป็นพื้นหลังของภาพ และพันธุ์ก่ำพะเยา ซึ่งให้สีดำจนสามารถสร้างสรรค์เป็นภาพชาวนาและลวดลายต่างๆ บนผืนนา และรอเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในราวเดือนพฤศจิกายน 2552

คุณบุญรอง กล่าวว่า ข้าว ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อคนไทยและประชาชนทั่วโลก หากชาวไทยทุกคนร่วมกันรักษาสายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของประเทศ เชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธี เกษตรกรรมยั่งยืน วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การปกป้องข้าวไทยให้พ้นจากเทคโนโลยีที่เสี่ยงอย่าง จีเอ็มโอ และมุ่งสู่การทำเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากจะให้ผลผลิตที่ดีแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกด้วย

คุณบุญรอง บอกว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมากรีนพีซนำความภาคภูมิใจในข้าวไทยมาสู่คนไทยทั้ง ประเทศ เมื่อกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดส์ได้ออกประกาศนียบัตรยกย่องให้ประเทศไทยเป็น ประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก พร้อมเรียกร้องให้ชาวไทยร่วมปกป้องข้าวไทยให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรม ประธานกลุ่มผู้ปลูกข้าวก่ำ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ให้ความสนใจข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยาเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่ผ่านสื่อในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานศิลปะบน นาข้าวร่วมกับทางกรีนพีซ ที่ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ประกอบกับคุณค่าทางสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของข้าวก่ำเอง ยิ่งทำให้กลายเป็นที่น่าสนใจของสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคจากต่างจังหวัดมากกว่าคนในพื้นที่ที่ยังพบ ว่าได้รับความสนใจที่น้อย โดยได้รับการประสานงานติดต่อขอซื้อพันธุ์ข้าวดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการจำหน่าย ซึ่งต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสิ่งสำคัญเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา

อย่าง ไรก็ตาม ทางกลุ่มเครือข่ายเกษตรผู้ปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พื้นเมืองพะเยา ยังไม่หยุดนิ่งในการพัฒนากระบวนการด้านเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าอบรมและศึกษาดูงานร่วมกับสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ที่โรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์บ้านดอนหมู ตำบลขามเตี้ย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการผลิตข้าวอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และ สารอินทรีย์ รวมถึงพัฒนาข้าวอินทรีย์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างครบวงจรต่อไป


ที่มา: http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_4023.html

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #434 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2012, 10:25:41 PM »

มาดูข้อมูลของข้าวเหนียวดำ ที่กำลังเป็นที่สนใจกันอยู่ในช่วงเวลานี้ครับ  ยิงฟันยิ้ม

ข้าวเหนียวดำพันธุ์ "ลืมผัว"


    เป็นข้าวไร่นาปีที่ปลูกโดยชาวไทยภูเขา  ด้วยวิธีธรรมชาติ  ปราศจากสารเคมี
    เป็นข้าวกล้องข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม  รสชาติอร่อย  กรอบนอกนุ่มในไม่เหมือนข้าวทั่วไป
    สามารถ หุงโดยใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า  (หุงเหมือนข้าวจ้าวปกติ)  โดยไม่ต้องแช่น้ำก่อน  ช่วยให้สะดวกต่อการบริโภค  รับประทานได้เหมืนอข้าวเจ้าทั่วไป  หรือนำไปทำเป็นขนมและเครื่องดื่มได้ด้วย
    เหมาะสำหรับเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ  เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย

แหล่งที่มาและประวัติ          

          ข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัวเดิมเป็นข้าวเหนียวนาปีของชาวเขาเผ่าม้ง  บ้านรวมไทยพัฒนาที่ 3      ตำบลรวมไทยพัฒนา  อำเภอพบพระ  จังหวัดตาก  ปลูกข้าวในสภาพไร่  สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ  650  เมตร  ต่อมานายพนัส  สุวรรณธาดา  ตำแหน่งในขณะนั้น  คือ  เจ้าพนักงานการเกษตร 5 ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก  สถาบันวิจัยข้าว  กรมวิชาการเกษตร (ปัจจุบันเกษียณอายุราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเกษตร 6 ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา  สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว  กรมการข้าว)  ได้พบและสนใจข้าวพันธุ์นี้  และคัดเลือกพันธุ์ให้บริสุทธิ์  ระหว่างปี พ.ศ. 2534 - 2538  ณ ส่วนแยกของสถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ  อำเภอพบพระ  จังหวัดตาก  เพื่อใช้ในโครงการตามพระราชเสาวนีย์ของพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ   เมื่อคัดเลือกจนได้พันธุ์บริสุทธิ์แล้วได้มอบเมล็ดพันธุ์ให้ นายไชยวัฒน์  วัฒนไชย  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรในขณะนั้น  (ปัจจุบันเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง  รองอธิบดีกรมการข้าว ขณะนี้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรมการข้าว)  เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ  ที่เสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯ  จากนั้น  นายพนัสจึงทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ในปี  2539  แล้วนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้ไปให้ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง  ที่ตำบลรวมไทยพัฒนา  อำเภอพบพระ  จังหวัดตาก  ซึ่งเป็นแหล่งปลูกดั้งเดิม  ไว้ปลูกขายพันธุ์เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปแต่เมื่อเวลาผ่านไป   ด้วยวิธีการปลูกแบบชาวเขาที่มักปลูกข้าวหลายพันธุ์ใกล้กัน  หรือปลูกด้วยกันจึงทำให้มีเล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์อื่นปน  และไม่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์  ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลกโดย นายอภิชาต  เนินพลับ  นางอัจฉราพร  ณ  ลำปาง  เนินพลับ  นายพงศา  สุขเสริม  และศูนย์วิจัยข้าวแพร่  โดยนายพจน์  วัจนะภูมิ  จึงได้เริ่มทำการคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์อีกครั้งในปี  2550  เริ่มจากการคัดเลือกแบบหมู่ (mass selection)  และโดยการเลือกรวงในปี  2551  เพื่อนำมาปลูกแบบรวงต่อแถวเป็นพันธุ์คัดต่อไป  และได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่  15  กันยายน  พ.ศ. 2552  ขณะนี้อยู่ในโครงการนำร่องอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวเพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว  กรมการข้าว

 ลักษณะทางกายภาพ

         ข้าวลืมผัวเป็นข้าวเหนียวดำปลูกเฉพาะฤดูนาปี  ในสภาพไร่อาศัยน้ำฝน  พื้นที่เพาะปลูกสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ  650  เมตร  ซึ่งอากาศเย็น  และดินอุดมสมบูรณ์ ในสภาพเช่นนี้จะทำให้เมล็ดมีสีม่วงดำสวยงาม   มีต้นสูงประมาณ  137  เซนติเมตร   ออกดอกประมาณวันที่  15  กันยายน  จำนวนเมล็ดดีต่อรวงเฉลี่ย  130  เมล็ด   เมล็ดค่อนข้างอ้วน   น้ำหนักข้าวเปลือก  1,000 เมล็ด  เฉลี่ย  37.9  กรัม  มีสีเปลือกหุ้มเมล็ดเปลี่ยนไปตามระยะการเจริญเติบโตของเมล็ดข้าวพันธุ์นี้  เป็นข้าวที่มีเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ด (percicarp) สีม่วงดำ  หรือที่เรียกกันว่า  “ข้าวเหนียวดำ”  หรือ  “ข้าวก่ำ”  แต่หากปลูกในพื้นที่ราบที่สภาพอากาศร้อน  จะทำให้สีของข้าวกล้องเป็นสีน้ำตาลแดงและมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่า

  ผลผลิต

        ผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมได้  490 กก./ไร่ เมื่อนำมาปลูกในพื้นราบ  ผลผลิตที่ได้อยู่ระหว่าง  200-350  กก./ไร่  ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวหลายชนิด  เช่น  ไส้เดือนฝอยรากปม  หนอนกอ  โรคไหม้ทั้งบนใบและคอร่วง  เนื่องจากเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองจึงทำให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ  เมื่อเทียบกับข้าวเหนียวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และรับรองโดยรัฐบาลแล้ว  ผลผลิตน้อยกว่าประมาณ 3 เท่า  จึงทำให้มีผู้ปลูกน้อย  และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

 คุณค่าทางโภชนาการ    

      นอกเหนือจากรสชาติที่อร่อยลิ้น  เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนุบ ๆ ข้างนอกกรุบข้างในนุ่ม  มีกลิ่นหอมเมื่อหุงสุกและขณะบริโภค  เนื่องจากเป็นข้าวกล้องที่ยังไม่ได้ผ่านการขัดสีด้วยรสชาติที่อร่อย  ดร.อัจฉราพร  ณ  ลำปาง เนินพลับ  นักวิชาการเกษตรชำนาญพิเศษ  ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก  ได้นำเมล็ดพันธุ์มาทำการขยาย  เพื่อให้เกษตรกรได้สามารถนำไปปลูกบริโภคกันอย่างทั่วถึง  เนื่องจาก  “ประโยชน์ของข้าวเหนียวลืมผัวมีมากมาย” คุณค่าทางโภชนาการที่เด่นเป็นพิเศษเมื่อวิเคราะห์ทันทีหลังเก็บเกี่ยวฤดูกาล  2552  คือ

    มีสารต้านอนุมูลอิสระโดยรวม  (Total  antioxidant) ซึ่งช่วยลดการเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ในปริมาณสูงถึง 833.77  มิลลิกรัม  กรดแอสคอร์บิก  ต่อ 100 กรัม
    มีวิตามินอี  (อัลฟา-โทโคฟีรอล)  ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดโคเลสเตอรอล  ปริมาณ  16.83 มิลลิกรัม ต่อ กิโลกรัม
    มีแกมม่า  โอไรซานอล  ที่ช่วยลดโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์  ตลอดจนการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  ปริมาณ 508.09 มิลลิกรัม / กิโลกรัม
    มีกรดไขมัน ที่ช่วยบำรุงสมองป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและช่วยความจำ ได้แก่โอเมกา-3 อยู่ 33.94 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม
    มีโอเมกา-6 ที่บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทองและช่วยให้ผิวพรรณเปล่ง  สูงถึง 1,160.08 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม
    มีโอเมกา-9 ซึ่งช่วยลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด  ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน  ไม่เป็นโรคหัวใจ  โรคพาคินสันส์ และช่วยลดความอ้วน สูงถึง  1,146.41 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม และแอนโทไซยานิน 45.56  มิลลิกรัม  ต่อ 100 กรัม  *โปรตีน  10.63%**  และมีธาตุเหล็กสูงมากถึง 84.18 มิลลิกรัม ต่อ กิโลกรัม,  แคลเซียม 165.75 มิลลิกรัม ต่อ กรัม ,สังกะสี  23.60 มิลลิกรัม ต่อ กิโลกรัม  และแมงกานีส 35.38 มิลลิกรัม ต่อ กิโลกรัม (วิเคราะห์ข้อมูลโดยบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่  * สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลผลิตอาหาร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ** ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี)

 ขอบคุณข้อมูลจาก : ดร.อัจฉราพร ณ ลำปาง เนินพลับ และคุณอภิชาต  เนินพลับ   ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก

 

โทร. 0-5531-1184 พฤษภาคม 2553

 

ขอเชิญท่านที่สนใจศึกษาถึงที่มาและคุณประโยชน์ของข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัว เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว ตามลิงค์นี้นะคะ

 
http://www.brrd.in.th/main/index.php?option=com_content&view=article&id=45:forget-rice-husband&catid=61:rice-knowledge&Itemid=77

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กินอยู่คือ - ข้าวลืมผัว 6May12


 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 09:56:13 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
SAWATC
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #435 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2012, 04:52:42 AM »

    ผมเพิ่งเกษียณจากการทำงานเอกชนเมื่อตอนต้นปี 55  สนใจเรื่องการทำนาโยนมาก่อน  มีที่สวนอยู่ 12 ไร่ มีที่นาอยู่ไร่กว่า ๆ ที่ตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย  ตอนแรกที่ว่างงานใหม่ ๆ มาถึงก็จัดการปรับที่สวน ประมาณ 2 งาน เป็นที่นา แล้วทดลองปลูกข้าวหอมนิล โดยการทำนาโยน  แต่มีปัญหาเรืองน้ำเพราะที่ดินติดกับภูเขาเก็บน้ำไม่อยู่ต้องสูบน้ำเข้าเกือบทุกวัน และช่วงที่ผมปลูกเป็นช่วงเดือนมีนาคมหน้าแล้งด้วย ข้าวก็เจริญเติบโตดีพอสมควร พอออกรวงมาเจอปัญหาซ้ำสองมีฝูงนกมาช่วยกันกิน ทำหุ่นไล่ ก็ไม่สำเร็จก็เลยปล่อยเลยตามเลย พอข้าวแก่ก็เกี่ยวดูปรากฎว่า  2  งาน ได้ข้าวประมาณ 30  ก.ก. ก็ถือว่ายังได้พันธ์ข้าว แปลงนี้ก็เลยยกเลิกใช้ปลูกอย่างอื่นไป 
    คราวนี้มาถึงฤดูทำนาปี ที่นาที่ผมมีอยู่ 1 ไร่ กับ 1 งาน  ผมตัดสินใจทำนาโยนต่อ โดยปลูกข้าวจ้าว กข.15 เพาะกล้าจำนวน 100 ถาด โยนข้าวเสร็จวันแรกเจอกระแสสังคมค่อนแคะ ว่าทำนาไม่เป็น มันจะได้ข้าวหรึ (เพราะที่นาแถวนั้นส่วนมากจะเป็นนาดำ และนาหว่าน) ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรทนเอา  จริง ๆ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรเพราะเราก็ไม่เคยทำจริง ๆ  พอข้าวตั้งตัวก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย  แต่ก็มีปัญหาเรื่องหอยเชอรี่ต้องใช้ใบมันล่อและดินเก็บเช้าเย็นในช่วงแรก ๆ และซ่อมแซมพอสมควร พอข้าวแตกกอเริ่มมีคนชมว่าข้าวงามดี  และขณะข้าวออกรวงหมดแล้วงามสะพรั่ง ก็โล่งอกไป ก็ถือว่าเราได้จะประกายนาโยนขึ้นที่นี่  และจะทำต่อ ๆ ไป วันนี้เอาแค่นี้ก่อน
บันทึกการเข้า
deer art
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1117



« ตอบ #436 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2012, 10:49:39 AM »



ถ่ายเมื่อเช้าอีกภาพครับอาจารย์ ข้าวเหนียวดำต้นจะสูงกว่า มะลิ 105 และหอมนิล
 เป็นการปลูกรวม 3 สายพันธุ์ไม่ได้แยกแปลง เหตุผลเพื่อเอาไว้กินเอง และผสมพันธุ์ใหม่ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

 *ขออภัย จำกัดสิทธิ์การใส่ Link-URL ในลายเซ็น*
apichartboon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114


« ตอบ #437 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2012, 08:45:45 PM »

ผมเคยไปเที่ยวที่เขาค้อ เพชรบูรณ์ เมื่อ สองปีก่อน เลยแวะซื้อข้าวเหนียวสีดำสีเป็นข้าวกล้องมาสองถุง เมล็ดสีดำปนกับเมล็ดสีขาวนำมาทำเป็นข้าวเหนียวเปียก รสชาดอร่อยมากเยื่อหุ้มเมล้ดมีความเหนียวและนุ่มมากครับกลิ่นหอมมาก ผมหุงทานไม่หมดเก็บจนลืมทิ้งไว้เป็นปีเกือบสองปี รสชาดยังเหมือนเดิมไม่เปลียนเลยครับ ยังหอมอร่อยเหมือนเดิมเลยครรับ ผมหาข้อมูลดูแล้ว น่าจะเป็นข้าวเหนียวลืมผัว อย่างที่พี่ นพ ครับให้ข้อมูลครับ
               
                                ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ  ถ้าถึงฤดูนาปี คราวหน้า ขอแบ่งเมล็ดพันธ์บ้างนะครับ

       พอจะมีข้อมูลของข้าวเหนียวนาปรังบ้างหรื่อเปล่าครับ อยากปลูกไว้ทานครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #438 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2012, 10:58:13 PM »

ข้าวเหนียวนาปรัง แถวบ้านผมนิยมปลูกข้าว กข.14 แต่ปลูกขายโรงสีอย่างเดียวครับเพราะกินไม่อร่อยแข็งมาก แต่ได้น้ำหนักดีแต่เป็นพันธุ์ที่ต้องการปุ๋ยเคมีอย่างมาก

ถ้าปลูกกินเองแนะนำข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง พันธุ์ กข.10 , สันป่าตอง1 ครับ ถ้าทางภาคอีสาน
ก็แนะนำข้าวเหนียวพันธุ์ สกลนคร ครับ มาดูข้อมูลกัน


ชื่อพันธุ์    -    กข10 (RD10)
ชนิด    -    ข้าวเหนียว
ประวัติพันธุ์    -    ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ โดยการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ โดยใช้รังสีนิวตรอนเร็ว ปริมาณ 1 กิโลแรด อาบเมล็ดข้าวพันธุ์ กข1 เมื่อปี พ.ศ.2512 ปลูกคัดเลือกที่สถานีทดลองข้าวบางเขน จนได้สายพันธุ์ RD1´69-NF1U-G6-6 หลังจากนั้นได้นำไปปลูกเปรียบเทียบผลผลิตที่สถานีทดลองข้าวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การรับรองพันธุ์    -    คณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตร ให้ใช้ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2524



ลักษณะประจำพันธุ์    -    เป็นข้าวเหนียว สูงประมาณ 115 เซนติเมตร
     -    ไม่ไวต่อช่วงแสง
     -    อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน
     -    ทรงกอตั้งตรง ลำต้นสีเขียวเข้ม ใบค่อนข้างกว้าง รวงอยู่ใต้ใบธง
     -    ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 5 สัปดาห์
     -    เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง
 
   -    เมล็ดข้าวเปลือก ยาว x กว้าง x หนา = 10.8 x 2.7 x 2.1 มิลลิเมตร
     -    เมล็ดข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.6 x 2.3 x 1.8 มิลลิเมตร
     -    คุณภาพข้าวสุก เหนียวนุ่ม
ผลผลิต    -    ประมาณ 660 กิโลกรัมต่อไร่
ลักษณะเด่น    -    เมล็ดเรียวยาว ไม่ร่วงง่าย
     -    คุณภาพหุงต้มและรับประทานดี
ข้อควรระวัง    -    ไม่ต้านทานโรคไหม้
     -    ไม่ต้านทานแมลงบั่ว และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
พื้นที่แนะนำ    -    ี่ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


 ยิ้มเท่ห์

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ข้อมูลของข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง1 ครับ



ชื่อพันธุ์ - สันป่าตอง 1 (San-pah-tawng 1)

ชนิด - ข้าวเหนียว

คู่ผสม - BKNLR75001-B-CNT-B-B-RST-36-2 / กข2

ประวัติพันธุ์ - ได้จากการผสมพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ BKNLR75001-B-CNT-B-RST-36-2 กับพันธุ์ กข2 ที่สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง เมื่อปี พ.ศ. 2527 ปลูกคัดเลือกจนได้สายพันธุ์ SPTLR84051-32-2-2-4 การรับรองพันธุ์ - คณะกรรมการบริหารกรมวิชาการเกษตร มีมติให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543

ลักษณะประจำพันธุ์
    * เป็นพันธุ์ข้าวเหนียว สูงประมาณ 119 เซนติเมตร
    * ไม่ไวต่อช่วงแสง
    * อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 130-135 วัน
    * ทรงกอตั้ง ใบสีเขียว กาบใบสีเขียว ใบธงตั้งตรง รวงยาว ระแง้ถี่ รวงแน่น คอรวงสั้น ฟางแข็ง ใบแก่ช้า
    * เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง
    * ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 8 สัปดาห์
    * เมล็ดข้าวกล้อง กว้างxยาวxหนา = 2.2 x 7.1 x 1.8 มิลลิเมตร
    * คุณภาพข้าวสุก เหนียวนุ่ม

ผลผลิต - ประมาณ 630 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

    * ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบ
    * ให้ผลผลิตสูง
    * เป็นข้าวเหนียวที่สามารถปลูกได้ตลอดปี

ข้อควรระวัง - ไม่ต้านทานโรคใบสีส้ม

    * ไม่ต้านทานแมลงบั่ว

พื้นที่แนะนำ - พื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ขอบคุณข้อมูลจาก :

    * กรมการข้าว
    * สันป่าตอง 1

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แต่ถ้าเป็นที่ดอนน้ำน้อยจะทำเป็นนาปรังแนะนำพันธุ์ สกลนครครับ ลองไปศึกษาดูนะครับ


ชื่อพันธุ์ - สกลนคร (Sakon Nakhon)

ชนิด - ข้าวเหนียว

คู่ผสม - หอมอ้ม / กข10

ประวัติพันธุ์ - ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์หอมอ้ม กับพันธุ์ กข10 ที่สถานีทดลองข้าวขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2525 ปลูกคัดเลือกที่สถานีทดลองข้าวสกลนครจนได้สายพันธุ์ KKNUR82003-SKN-69-1-1 การรับรองพันธุ์ - คณะกรรมการบริหารกรมวิชาการเกษตร มีมติให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2543

ลักษณะประจำพันธุ์

    * เป็นข้าวเหนียว สูงประมาณ 123-146 เซนติเมตร
    * ไม่ไวต่อช่วงแสง
    * อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 128 วัน
    * ทรงกอตั้ง ปล้องและกาบใบสีเขียว มีขนบนใบ ใบธงตั้งตรง
    * การร่วงของเมล็ดปานกลาง
    * รวงแน่นปานกลาง
    * เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง
    * ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 3 สัปดาห์
    * เมล็ดข้าวกล้อง กว้าง x ยาว x หนา = 2.2 x 7.8 x 1.8 มิลลิเมตร
ผลผลิต - ประมาณ 467 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

    * เป็นข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้นกว่าพันธุ์ กข10
    * ปลูกได้ทั้งในสภาพนาดอน นาชลประทาน และสภาพไร่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    * คุณภาพข้าวสุก เหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม ใกล้เคียง กข6

ข้อควรระวัง

    * ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง
    * ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

พื้นที่แนะนำ - พื้นที่นาดอน นาชลประทาน และสภาพไร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรมการข้าว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

และถ้าเป็นข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ลองหาข้าวเหนียวดำพันธุ์หอมภูเขียว มาปลุกดูนะครับ  ยิงฟันยิ้ม

ข้าวเหนียวดำพันธุ์หอมภูเขียว



แหล่งที่เก็บรวบรวม อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นข้าวเหนียว  ทรงกอตั้ง  ปล้องสีเขียวปนม่วง ใบสีเขียวเข้ม ยาว 68 เซนติเมตร กว้าง 1.4 เซนติเมตร รวงยาว 20 เซนติเมตร จำนวนเมล็ดต่อรวง 100 เมล็ด จำนวนรวงต่อกอ 8 รวงต่อกอ  ออกดอกประมาณวันที่ 25 กันยายน  ลำต้นค่อนข้างแข็ง ผลผลิตประมาณ  250 กิโลกรัม/ไร่  เปลือกเมล็ดสีม่วงดำ รูปร่างปานกลาง ยาว 7 มิลลิเมตร กว้าง 2.6 มิลลิเมตร หนา 1.8 มิลลิเมตร ข้าวนึ่งสุกนุ่ม มีกลิ่นหอม

ลักษณะเด่น เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงจึงปลูกได้ทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง โดยใช้ปลูกเป็นพืชร่วมระบบกับพืชอื่นได้ เช่น พริก  ข้าวโพด หรือปลูกแซมในสวนยางพารา และมีความสามารถต้านทานต่อโรคไหม้ดี (ระดับคะแนน 1)

คุณประโยชน์ เปลือกหุ้มเมล็ดมีสีเข้ม จึงมีสารแอนโทไซยานิน ช่วยบำรุงสมอง บำรุงเลือด นิยมนำไปทำขนมต่างๆ เช่น ข้าวเหนียวสังขยา  ข้าวหลาม ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวดำเปียก  ข้าวเกรียบว่าว

หมายเหตุ อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อขอรับรองพันธุ์ สำหรับผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ ให้แก่เกษตรกรชาวนาต่อไป

ที่มา: http://brrd.in.th/library/index.php?option=com_content&view=article&id=132&Itemid=48&51da6d6593afde80316102594be834f1=pddtejfm

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #439 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 02:10:26 AM »

ปุ๋ยหมักไม่กลับกองแม่โจ้1

มาดู อีกแนวทางลดต้นทุน ของการทำนาโดยการทำปุ๋ยหมักไม่กลับกอง สูตรวิศวกรรมแม่โจ้1
ทางเลือกที่จะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี ได้อย่างมาก เพื่อเตรียมตัวรับมือ AEC ปี 2558 ที่จะมาถึงครับ

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 09:57:21 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #440 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 10:56:07 AM »

กินอยู่คือ - กระยาสารท 20Oct12

ใกล้จะเก็บเกี่ยวข้าวกันแล้ว มาดูการนำข้าวมาแปรรูปเป็นอาหาร ด้วยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเม่า ข้าวตอกและกระยาสารท อาหารไทยที่กำลังจะเลือนหายไปครับ

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 10:00:02 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #441 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 11:00:05 AM »

บุญลอมข้าว -แอน ทรายประกายแก้ว

ใกล้จะเก็บเกี่ยวข้าวกันแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ที่อากาศดี ชิล ชิล  ยิงฟันยิ้ม
มาฟังและดู MV เพลงเพราะๆ ที่ชื่อเพลงว่า บุญลอมข้าว ฟังแล้วหลายท่านคงจะคิดถึงบ้านคิดถึงบรรยากาศท้องทุ่งสีทองกันนะครับ

 ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 10:02:03 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
apichartboon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114


« ตอบ #442 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 11:24:43 AM »

ขอบคุณสำหรับข้อมูลของ พันธุ์ข้าวเหนียวนะครับ
    ถ้าผมมีพื้นที่มากพอผมจะปลูกมันทุกพันธุ์เลยครับ
                                                       ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #443 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 04:38:40 PM »

นวัตกรรมเครื่องหยอดข้าวรีโมท

มาดูนวัตกรรมใหม่ของการปลุกข้าว ด้วยเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว version 2 ที่ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรลได้หรือใช้คนนั่งขับก็ได้ครับ การปลูกข้าวนี่มีอะไรใหม่ๆมาให้ดูเสมอเลยนะครับ  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 10:04:03 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
daecha1121
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 940


« ตอบ #444 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 06:20:31 PM »

คุณนพผมขอถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกระทู้หน่อยครับ กด alt+sเพื่อตั้งกระทู้กับกดalt+pเพื่อแสดงตัวอย่างคืออะไรแล้วทำอย่างไร เวลาผมใช้อินเตอร์เอ็กโพเลอ่เมื่อก่อนไม่มีครับ ตอนนี้กดตั้งกระทู้ไม่ได้ครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #445 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 06:40:03 PM »

คุณนพผมขอถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกระทู้หน่อยครับ กด alt+sเพื่อตั้งกระทู้กับกดalt+pเพื่อแสดงตัวอย่างคืออะไรแล้วทำอย่างไร เวลาผมใช้อินเตอร์เอ็กโพเลอ่เมื่อก่อนไม่มีครับ ตอนนี้กดตั้งกระทู้ไม่ได้ครับ

สวัสดีครับพี่เดชา การตั้งกระทู้ ถ้าจะให้ดีควรจะกด alt+pแสดงตัวอย่างเพื่อให้โปรแกรมแสดงสิ่งที่เราพิมพ์และสิ่งที่แนบไปในกระทู้(comment)
จะได้ดูว่าเราพิมพ์ตกหล่นหรือผิดพลาดอย่างไร(เป็นการเช็คข้อความที่จะไปเป็นกระทู้ที่เราพิมพ์ครับ)
กดไปแล้วรอสักพัก ก็จะปรากฏข้อความที่เราพิมพ์ไป ว่าจะไปปรากฏในกระทู้แบบนี้นะ
ถ้าเราตรวจแล้วว่าถูกต้องถูกใจก็กดส่ง(ตั้งกระทู้)ถ้าไม่ถูกต้องไม่ถูกใจ ก็เข้าไปแก้ไขเสียให้ถูกต้องครับแล้วค่อยกดส่ง(ตั้งกระทู้)

ส่วนการกด alt+s หรือการตั้งกระทู้ ก็คือการส่งข้อความที่เราพิมพ์ ไปเป็นกระทู้(comment)เลยครับ
(ควรตรวจสอบก่อนกดส่งข้อความ(ตั้งกระทู้) )ทำทุกครั้งจะได้ข้อความที่ออกมาดูดีถูกใจเราครับ

หวังว่าผมอธิบายได้ไม่งงนะครับ(แต่ผมชักจะงงตัวเอง  ยิ้มกว้างๆ )นี่ก่อนส่งข้อความตอบพี่เดชา
ผมก็ได้กดแสดงตัวอย่างไปหลายครั้งเพื่อดูว่า ข้อความตัดบรรทัดเหมาะสมหรือเปล่า
ใส่สีข้อความที่เน้นถูกต้องหรือเปล่า เมื่อมั่นใจแล้วจึงกดส่งข้อความนี้ครับผม  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
เพียรบ้านไร่
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 560



« ตอบ #446 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2012, 08:55:08 PM »

คุณนพผมขอถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกระทู้หน่อยครับ กด alt+sเพื่อตั้งกระทู้กับกดalt+pเพื่อแสดงตัวอย่างคืออะไรแล้วทำอย่างไร เวลาผมใช้อินเตอร์เอ็กโพเลอ่เมื่อก่อนไม่มีครับ ตอนนี้กดตั้งกระทู้ไม่ได้ครับ

สวัสดีครับคุณเดชา

ไม่ทราบว่าตอนนี้กดตั้งกระทู้ได้หรือยัง  เมื่อวานนี้ผมก็ประสบปัญหานี้แต่แก้ไขได้แล้วโดยเลิกใช้อินเตอร์เน็ตเอ๊กซ์พลอเรอร์  ให้เปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น  ผมใช้ Firefox ก็เลยใช้ได้ครับ

เพียร  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของผู้ผลิตและผู้บริโภค
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9602


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #447 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2012, 04:34:37 PM »

ระบบการจัดการคุณภาพ GAP ข้าว

มาดุ Video ระบบการจัดการคุณภาพ GAP ข้าว รู้ไว้รับมือปี 2558 ครับ  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 10:05:04 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
หน้า: 1 ... 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 [28] 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 ... 74   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: