หน้า: 1 ... 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 [21] 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 ... 73   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ก้าวอีกขั้นของการทำนาโยนกล้า สู่การทำนาลดต้นทุนรับมือปี2558  (อ่าน 200638 ครั้ง)
1 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9208


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #320 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2012, 07:17:24 PM »









มีรูปกอข้าว กอใหญ่ๆ ที่ผมเคยไปถ่ายที่แปลงนา ของอาจารย์เชาว์วัช หนูทองมาให้ดู
เป็นนาอินทรีย์ครับ

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม

kitty34
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 13


« ตอบ #321 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2012, 07:41:44 PM »

เดือนที่แล้วมีโอกาสไปดูโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ดี่มาก ๆๆ  หลักการคือทำนาเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวเลี้ยงปลา กุ้ง หอย ฯลฯ พืชอื่น ๆ ตามคันนา ผสมผสานในที่ผืนเดียวกัน ลงทุนน้อย ใช้วิถีธรรมชาติ ใช้พันธ์ข้าว ไม่เกิน 3 ขีด เพาะต้นกล้าข้าว 1 เมล็ด นำไปปลูกแตกกอ 70-90 ต้น
ถ่ายรูปต้นกล้าที่แตกกอ 70-90 ต้น มาหรือเปล่าครับ อยากเห็น
เป็นการแตกกอตามธรรมชาติหรือใช้วิธีเดินย้ำต้นกล้าเหมือนกลุ่มคนไร้แผ่นดินที่ทำกันครับ

ใช้วิธีเดินย้ำต้นกล้า  พี่หมอแดงครับ  วิธีนี้ทำยังงัยครับ  จะเกิดผลอย่างไรบ้างครับ

บันทึกการเข้า
kmsmily
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3186


« ตอบ #322 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2012, 10:16:59 PM »

เดือนที่แล้วมีโอกาสไปดูโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ดี่มาก ๆๆ  หลักการคือทำนาเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวเลี้ยงปลา กุ้ง หอย ฯลฯ พืชอื่น ๆ ตามคันนา ผสมผสานในที่ผืนเดียวกัน ลงทุนน้อย ใช้วิถีธรรมชาติ ใช้พันธ์ข้าว ไม่เกิน 3 ขีด เพาะต้นกล้าข้าว 1 เมล็ด นำไปปลูกแตกกอ 70-90 ต้น
ถ่ายรูปต้นกล้าที่แตกกอ 70-90 ต้น มาหรือเปล่าครับ อยากเห็น
เป็นการแตกกอตามธรรมชาติหรือใช้วิธีเดินย้ำต้นกล้าเหมือนกลุ่มคนไร้แผ่นดินที่ทำกันครับ

ใช้วิธีเดินย้ำต้นกล้า  พี่หมอแดงครับ  วิธีนี้ทำยังงัยครับ  จะเกิดผลอย่างไรบ้างครับ


ผมไม่เห็นกับตาตอนเค้าทำครับ  เค้าเล่าว่า ตอนต้นข้าวแตกกอสูงสุดเค้าจะลงไปย้ำกอข้าวให้แยกออก
ต้นข้าวจะตั้งตัวใหม่พร้อมแตกกอเพิ่ม แล้วทำอีกเหมือนเดิม อะไรทำนองนี่ผมเองยังไม่เคยทดลองทำ
เพราะผมคิดว่าเป็นวิธียุ่งยากไปหน่อย  อย่างไรถ้าใครเคยทำช่วยแชร์ข้อมูลด้วยครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9208


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #323 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 10:09:33 AM »

รูปที่เอามาโพสข้างบน เป็นแปลงนาของท่านอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง ที่เป็นโครงการปลูกข้าว
ให้ได้ 6 ตันต่อไร่(ทั่วโลกยังไม่มีใครทำได้นะครับ)  ยิงฟันยิ้ม (ผมเพิ่งมาทราบเพราะได้ดู Video
ที่ท่านอาจารย์เชาว์วัช เคยได้บรรยายไว้ให้ชาวอโศกฟัง)
ว่าทำได้อย่างไร ข้าวเปลือกจากข้าว 1 กอได้ 1.2 กิโล มีรวงข้าวหรือต้นข้าว
ใน 1 กอเท่ากับ 185 รวง(ปกตินี่ 40-50 ต้นต่อกอก็ว่าเยอะแล้ว)
จับใจความได้ว่า จะทำได้อยู่ที่พันธุ์ข้าว และการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน
โดยปกติดินดีหมายถึงดินที่มีอินทรีย์วัตถุอยู่ถึง 5 % แต่ดินนาโดยทั่วไป
จะมีอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1-2 % โดยเฉพาะนาดินทรายในภาคอีสาน
ในส่วนแปลงนาของอาจารย์เชาว์วัช มีอินทรีย์วัตถุสูงถึง 8 %

ไปเจอ Video ที่ท่านอาจารย์เชาว์วัช พูดถึงการปลูกข้าวให้ได้ไร่ละ 6 ตัน
มีรูปแปลงทดลองที่บรรยายไว้ใน Video ผมเลย capture รูปเอามาดูกันครับ










รูปต้นข้าวในแปลงทดลองของอาจารย์เชาว์วัช ที่ capture จาก Video

ทำนาให้ได้ข้าว6ตันต่อไร่

อันนี้เป็น Video ที่ผมตัดมาบางส่วนเอาลง youtube ครับ

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2012, 11:39:25 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
daecha1121
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 934


« ตอบ #324 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 10:58:29 AM »

กินข้าวทุกวันแต่ไม่เคยทำนาอยากทำถ้ามีเวลาและโอกาศก็จะทำครับ ผมจะทำไว้กินเองในครอบครัวดูขั้นตอนการทำไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยครับ การทำนาต้องลงทุนทั้งแรงกายแรงใจอีกทั้งปัญหาที่ควบคุมไม่ได้โรค แมลง น้ำ ราคาพ่อค้าก็เป็นคนตั้ง ตอนนี้กินข้าวต้องบอกภรรยากับลูกว่าต้องกินให้หมดห้ามกินเหลือครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9208


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #325 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 11:05:42 AM »

กินข้าวทุกวันแต่ไม่เคยทำนาอยากทำถ้ามีเวลาและโอกาศก็จะทำครับ ผมจะทำไว้กินเองในครอบครัวดูขั้นตอนการทำไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยครับ การทำนาต้องลงทุนทั้งแรงกายแรงใจอีกทั้งปัญหาที่ควบคุมไม่ได้โรค แมลง น้ำ ราคาพ่อค้าก็เป็นคนตั้ง ตอนนี้กินข้าวต้องบอกภรรยากับลูกว่าต้องกินให้หมดห้ามกินเหลือครับ

ถ้าอย่างนั้น มาดูการทำนาอีกแบบนึงมั๊ยครับแหวกไปอีกแนวนึงของการทำนา โดย ดร.แสวง รวยสูงเนิน
ทำนาแบบไม่ต้องไถไม่ดำว่ามีแนวคิดและที่มาอย่างไรครับ
ดร.แสวง รวยสูงเนิน1/4


ดร.แสวง รวยสูงเนิน2/4


ดร.แสวง รวยสูงเนิน3/4


ดร.แสวง รวยสูงเนิน4/4

มาดูการทำนาในแนวทางของ ดร.แสวง รวยสูงเนินที่เพิ่งบรรยายไว้ไม่นานมานี้ครับ

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2012, 11:40:51 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
daecha1121
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 934


« ตอบ #326 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 02:04:52 PM »

ขอบคุณมากครับคุณkonthain(นพ)ที่หาความรู้ดีๆมาให้ครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9208


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #327 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 07:21:50 PM »

รู้จักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง.flv

เอา Video เรื่องมารู้จักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง มาให้ดูกันครับ


วันนี้ได้มีเวลานั่งศึกษาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ตัวนึง คือจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง(photosynthetic bacteria; PSB) หรือที่เริ่มมีการพูดถึงในวงการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะใช้กับนาข้าว
มีประโยชน์หลายๆอย่างโดยเฉพาะการใช้ทางดิน มีประโยชน์เหมือนกับเชื้อราไมครอไรซ่า
หรือเชื้อราเชียวอย่าง ไตรโคเดอม่า ฯลฯ
และได้ Video ที่มีการบรรยายถึงประโยชน์ของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง มา
จึงเอาลง youtube ไว้เผื่อเพื่อนสมาชิกและผู้สนใจ ได้ศึกษากันครับ

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จัดอยู่ในกลุ่มของแบคทีเรียที่มีประโยชน์


แบคทีเรียสังเคราะห์แสง (photosynthetic bacteria; PSB) พบกระจายทั่วไปในธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำจืด น้ำเค็ม ทะเลสาบทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด น้ำพุร้อน และน้ำทะเลบริเวณขั้วโลกเหนือ นอกจากนี้ยังพบตามแหล่งน้ำเสีย บ่อบำบัดน้ำเสีย และดินแบคทีเรียสังเคราะห์แสงสามารถใช้บำบัดน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน การเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมทางเคมีและปิโตรเลียม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว ซึ่งพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากถึงไร่ละ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากดินในบริเวณรากข้าวในระยะข้าวตั้งท้องจะมีสภาวะแบบไม่มีออกซิเจนทำให้แบคทีเรียที่ในกลุ่มแอนแอโรบิคแบคทีเรีย (anaerobic bacteria) เจริญได้ดี สร้างก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซึ่งมีผลไปยับยั้งกระบวนการสร้างเมตาโบลิซึมของรากข้าว แต่เมื่อนำแบคทีเรียสังเคราะห์แสงมาใส่ลงในดินในระยะเวลาดังกล่าว แบคทีเรียสังเคราะห์แสงจะเปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟด์ให้อยู่ในรูปสารประกอบซัลเฟอร์ที่ไม่เป็นพิษต่อราก จึงมีผลให้รากของต้นข้าวเจริญงอกงามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและลักษณะของต้นข้าวก็มีความแข็งแรง นอกจากนี้เซลล์ของแบคทีเรียสังเคราะห์แสง ยังสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งอาหารเสริมของสัตว์ได้เพราะเซลล์ของแบคทีเรียสังเคราะห์แสงจะประกอบด้วยโปรตีนสูงถึงร้อยละ 60-65 ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน และยังมีวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 กรดฟอลิค วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี รงควัตถุสีแดง (carotenoid) และสารโคแฟคเตอร์เช่น ยูบิควิโนน (Ubiquinone) โคเอนไซม์คิว (Coenzyme-Q) ,ไซโตไคนิน [Cytokinin] , ซีเอติน [Zeatin] ,ออกซิน [Auxin] , กรดอินโดล -3- อะซิติก [ Indole-3-acetic acid : IAA] , กรดอินโดล -3-บิวทีริก [ Indole-3-butyric acid : IBA]
แบคทีเรียสังเคราะห์แสงมีอยู่มากมายหลากหลายสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไปในที่นี้จะกล่าวถึงสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะกับประเทศไทยได้แก่Psudomonas sp,Rhodopseudomonas sp. ซึ่งมีความสามารถพิเศษที่หลากหลายใช้ในวงการเกษตรต่างๆไม่ว่าจะเป็น สัตว์น้ำ สัตว์บก พืชสวนพืชไร่ อุตสาหกรรม บำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

 ยิ้มเท่ห์


Liked By: seri, amata, James, Ekachaiyan, weera
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2012, 11:50:01 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
kmsmily
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3186


« ตอบ #328 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 09:24:38 PM »

กระป๋องข้าวใส่อินทรียวัตถุที่ผมทดลองเกิดน้ำเขียวคล้ายการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
บันทึกการเข้า
seri
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 572


« ตอบ #329 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 09:41:46 PM »

คุณนพ แล้วทำยังไงเราจะได้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใช้บ้างครับ


Liked By: amata
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9208


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #330 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 10:02:55 PM »

อันนี้เป็นข้อมูลความรู้ใหม่ที่ผม ก็เพิ่งมาสนใจครับ เพราะมีเพื่อนสมาชิกตั้งกระทู้ถามถึงขึ้นมา
ผมเลยเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทวันนี้หลายๆที่เลย และได้ Video ที่เอาไปลง youtube นะครับ
ในอินเตอร์เน็ทเห็นมีขายอยู่หลายเจ้าที่ขายอยู่ ต้องซื้ออาหารเลี้ยงเชื้อเพื่อขยายโดยเฉพาะบ้าง ฯลฯ
จากที่หาข้อมูลมาแล้ว อาหารที่ใช้เลี้ยงขยายเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ถูกและดีเลยคือ
น้ำมะพร้าวครับ  ส่วนหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ที่โรงสีของอาจารย์เชาว์วัชน่าจะมี
เพราะตอนที่ผมไปซื้อแผงเพาะกล้า เห็นมีหัวเชื้อจุลินทรีย์หลายตัววางโชว์อยู่
เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนกลางวันจะโทรไปสอบถามครับ แล้วจะแจ้งให้ทราบ ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
apichartboon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114


« ตอบ #331 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 10:27:55 PM »

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีวิธีการทำอย่างไรบ้างครับ หาได้จากที่ใหนครับ มีวิธีการหมักอย่างไรบ้างครับ และมีวิธีการขยายอย่างไรบ้างครับ
ผมกำลังสนใจครับมีประโยชน์มากเลยครับ
                                             ขอบคุณครับ


Liked By: konthain(นพ)
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9208


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #332 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 10:45:33 PM »

เอาข้อมูลที่มีกล่าวถึงใน อินเตอร์เน็ท มาดูกันครับ

 อาชีพทำนาเป็นอาชีพที่หลายคนคงไม่คิดว่าจะสร้างความร่ำรวย ให้กับตนเองได้ ลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 4 (สาขาเกษตรกรรม) เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ (สาขาทำนา) ประจำปี 2549 ได้ตั้งปณิธานที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง โดยยึดเป็นอาชีพหลัก ภายหลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานกับการตั้งใจที่จะสร้างความร่ำรวยจากการทำโรงสี ไร่มันสำปะหลัง ตัดเย็บเสื้อผ้าและการเป็นช่างตัดผม

จุดหักเหในชีวิต คือ ตอนที่ทำโรงสีได้เห็นคนงานโกยข้าวเป็นลม เพราะได้รับพิษจากการใช้สารเคมีฆ่าเพลี้
ยกระโดดในนาข้าว ซึ่งพิษของสารเคมียังติดไปถึงเมล็ดข้าว จึงทำให้เริ่มหันมาใช้วิธีเกษตรกรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีมาเป็นเวลานานเกือบสิบปีแล้ว

สิ่งที่คิดได้ หากว่าเมื่อต้องเลิกใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีอย่างเด็ดขาด คงต้องหาอะไรมาทดแทน จึงได้เริ่มศึกษาตามแนวทางการใช้จุลินทรีย์ของประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มจากการปรับดินให้กลับไปมีความอุดมสมบูรณ์เหมือนสภาพป่าเปิดใหม่ๆ การหมักฟางข้าว และไม่เผาตอซัง ในที่สุดได้คิดค้นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์จากป่าเขาใหญ่ น้ำตาไซเบอร์และห้วยขาแข้ง เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ใช้กับนาข้าวทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ ก็คือ นำจุลินทรีย์ที่ได้รับการหมักมาร่วมกับรกหมูและกากน้ำตาลนาน 15 วัน นำน้ำหมักที่ได้ จำนวน 0.5-1.0 ลิตรมาผสมในถังน้ำขนาด 20 ลิตร โดยต่อก๊อกที่ก้นถัง สำหรับเปิดตรงช่องปล่อยน้ำเข้านาโดยให้ค่อยๆหยดทีละน้อยๆ กะให้พอดี จะทำให้ข้าวมีใบสีเขียวสดใสอย่างนี้ทุกสัปดาห์จนกว่าข้าวจะมีปรากฏการณ์ใบสีเหลืองครั้งที่ 2

ในการทำนา ลุงทองเหมาะให้ความรู้ว่า เกษตรกรต้องหมั่นสังเกตให้ดีว่าข้าวมีสีเหลืองจากโรคหรือเหลืองเพราะธรรมชาติของข้าว “ชาวนาเดี๋ยวนี้รู้แต่วิธีทำให้ข้าวเขียวอย่างเดียว อย่าใส่ปุ๋ยจนทำให้ข้าวมีใบสีเขียวอยู่ตลอดเวลา” โดย ธรรมชาติแล้วข้าวจะมีการผลัดใบเป็นระยะโดยมีการเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ใบเหลือง 3 ครั้ง ครั้งแรก คือ ตอนที่ข้าวอายุประมาณ 30 วัน ข้าวจะมีใบสีเหลืองเพื่อสลัดใบที่ 1 2 และ 3 ทิ้งแต่ถ้าหากใบที่ 4 เหลืองด้วยแสดงว่าข้าวเป็นโรค เกษตรกรต้องสังเกตว่า ข้าวมีกี่ใบเป็นการเหลืองโดยธรรมชาติหรือเหลืองเพราะเป็นโรคและเหลือง ครั้งที่ 2 เมื่อ “ข้าวอายุ 50-60 วัน โบราณว่าข้าวมีการแต่งตัว” เมือนับใบที่ 4 5 และ 6 ได้ในช่วงนี้ใบข้าวจะผลิตอาหารเพื่อสร้างรวงที่จะเกิดมาทำให้หยุดหาอาหารเลี้ยงใบที่ 1 2 3 ซึ่งจะทำให้ใบเหลือง ซึ่งเป็นธรรมชาติของข้าว “เกษตรกรที่เป็นชาวนาก็ไม่เข้าใจจะเร่งใส่ปุ๋ยมากในช่วงนี้ ทำให้ใบที่ 1 2 3 กลับมาเขียวซึ่งเรียกว่า หลงใบเลย ทำให้ไม่ได้จำนวนเมล็ดต่อรวงมาก” ควรหยุดใส่ปุ๋ยในช่วงนี้และเมื่อพ้นช่วงนี้ไปแล้ว
ก็ให้เร่งใส่ปุ๋ยบำรุงรวงได้ต่อเนื่อง จนเหลืองครั้งที่ 3 คือ ระยะพลับพลึงซึ่งข้าวสุก สามารเก็บเกี่ยวได้เงินและได้เมล็ดเต็มรวง

สำหรับการทำนาข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของลุงทองเหมาะ ในพื้นที่ 30 ไร่ จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 700 กิโลกรัม นำข้าวเปลือก 1 เกวียน (ตัน) ที่ได้ไปสีเป็นข้าวกล้องได้ 600 กิโลกรัม ผลิตขายเองในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ทำให้สามารถมีรายได้ถึงเกวียนละ 24,000 บาท

ในการทำนาข้าวอินทรีย์โดยไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดหอยทำได้โดยใช้วิธีกำจัดหอยเชอรี่ไม่ให้ไข่บ่อย หรือให้จำนวนฟองต่อระจุกไข่ลดลงและทำให้ลูกหอยเจริญเติบโตได้ช้าลงดังนี้ คือ ใช้ส่วนผสมเหล้าขาว 2 ส่วน น้ำส้มสายชู อสร. 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน และจุลินทรีย์ 1 ส่วน ผสมกันแล้วหมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำส่วนผสม 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำเปล่า 5 ลิตร ฉีดพ่น ให้ทั่วแปลงนาหรืออาจจะใช้ส่วนผสม 200 ซีซี กับน้ำเปล่า 20 ลิตร นำไปหยดตรงช่องน้ำเข้านาให้ไหลปะปนไปทั่วแปลงนาภายในหนึ่งวัน เมื่อหอยได้สัมผัสกับน้ำที่มีน้ำหมักผสมอยู่จะทำให้วงจรการไข่ของหอยสะดุดและทำให้ขนาดกระจุกไข่ลดลงจาก 2 นิ้ว เหลือเพียงครึ่งนิ้วเท่านั้น ซึ่งลูกหอยที่เกิดก็เจริญเติบโตช้าปลากินได้ เป็นอาหารทำให้สามารถควบคุมจำนวนหอยและจับไปทำลายได้ง่าย ต่างจากการฆ่าด้วยสารเคมีที่มีฤทธิ์ร้ายแรง เช่น เอนโดซัลแฟน ซึ่งหากหอยที่เหลือรอดชีวิตบางตัวหลุดไปวางไข่ได้คราวละมากๆ ยากแก่การกำจัดโดยปลาหรือศัตรูตามธรรมชาติ

ในทางวิชาการจุลินทรีย์ที่ลุงทองเหมาะผลิตก็คือ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงชนิดหนึ่งนั่นเอง ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นได้มีการนำมาใช้กับนาข้าวอินทรีย์ได้ผลผลิตดีมาก และมีการผลิตขายเป็นการค้าแล้ว มีการนำมาเข้ามาขายในประเทศไทยด้วยในราคาลิตรละ 300-600 บาท จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (photosynthesis bacteria) จะตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และทำให้ข้าวได้รับธาตุหรือปุ๋ยในโตรเจนโดยไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่ แต่มีเทคนิคการใช้ก็คือ ดินโดยทั่วไปที่มีสารเคมีจุลินทรีย์ สังเคราะห์แสงจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ จำเป็นต้องทำดินให้มีความอุดมสมบูรณ์หรือเว้นการใช้สารเคมีที่มีพิษต่อเซลล์เป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจึงจะสามารถเจริญเติบโตในนาข้าวได้กิจกรรมที่เกิดจากจุลินทรีย์นี้จึงจะเป็นประโยชน์กับข้าว

สำหรับการเหลืองครั้งที่ 2 ของข้าว ในทางวิชาการเรียกช่วงดังกล่าวว่า ภาวะการสร้างจุดรวงหรือจุด IP ของข้าว (Panicle Initiation) ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพของข้าวที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงลำต้นภายในหรือการสร้างจุดรวงซึ่งมีระยะเวลาที่แตกต่างกันระหว่าง 40-60 วัน ตามชนิดพันธุ์ข้าวและความสมบูรณ์ของลำต้น เกษตรกรต้องรู้จักพันธุ์ข้าวของตนเองว่า จะสร้างจุดรวงที่เวลากี่วัน หากเกษตรกรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงก่อนระยะที่ข้าวจะเกิดจุดรวงก็จะเป็นการไปกระตุ้นการแตกกอและการสร้างสีเขียวและยอดหรือที่เรียกว่า หลงใบ จะทำให้ข้าวรวงเล็กจะมีจำนวนระแง้น้อย ทำให้มีจำนวนเมล็ดต่อรวงน้อย แต่หากเป็นการให้ปุ๋ยที่ตรงจังหวะการสร้างจุดรวงข้าวจะดูดธาตุไนโตรเจนไปสร้างรวงหรือสร้างระแง้แทน เมื่อหนึ่งรวงมีระแง้มากก็จะทำให้จำนวนเมล็ดที่มาเกาะที่ระแง้ได้มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการใส่ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรที่จะทำให้ข้าวมีสีเขียวอยู่ตลอดเวลาจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเกษตรกรจะได้เมล็ดข้าวอย่างเต็มที่ เพราะข้าวอาจจะหลงใบ

++++++++++++++++

อันนี้เอามาจากเวปเกษตรของลุงคิมครับ

ปุ๋ยอินทรีย์ จุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสง
                 ปุ๋ยอินทรีย์ จุลินทรีย์กลุ่มสังเคราะห์แสง เป็นการใช้จุลินทรีย์ให้เป็นผู้ผลิตปุ๋ยแก่พืช การทำปุ๋ยอินทรีย์ จุลินทรีย์ จึงเป็นการเลี้ยงจุลินทรีย์ให้เจริญเติบโตเต็มที่และแตกตัวเป็นสปอร์จำนวนมากในปุ๋ย เพื่อนำไปใส่ลงในดินให้เจริญเติบโต แพร่พันธุ์ ทำงานร่วมกับจุลินทรีย์ท้องถิ่น ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การเลี้ยงจุลินทรีย์ในดิน จึงต้องเตรียมอาหารให้สำหรับจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงไปใช้ระหว่างเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ คืออินทรียวัตถุต่างๆ
             
การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสง จึงไม่ใช่ การใช้จุลินทรีย์ไปย่อยอินทรียวัตถุ เพื่อให้เป็น แร่ธาตุที่จำเป็น คือ N P K ในการเจริญเติบโตของพืช เท่านั้น แต่เป็นการเลี้ยงจุลินทรีย์ไปสร้างอาหารให้กับพืช คือ กรดอะมิโน ที่พืชนำไปสร้างเป็นคลอโรฟิลล์ โดยตรง พืชจึงไม่ต้องนำไนโตรเจน (N) ไปสร้างกรดอะมิโนเอง จึงทำให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อการทำงานของจุลินทรีย์ท้องถิ่น และสร้างความยั่งยืนของผืนดิน
               
ปัญหาเชิงวิชาการปัจจุบัน ทำให้เข้าใจว่า การตรึงไนโตรเจน คือการนำเอาก๊าซไนโตรเจนในอากาศ ที่มีอยู่มากถึง 79 % ให้เป็นสารประกอบไนเตรท ให้พืชนำไปสร้างคลอโรฟิลล์ หรือสีเขียวของพืช โดยเชื้อรากลุ่มไรโซเบียม เป็นวิธีการใช้จุลินทรีย์ในดินสร้างปุ๋ยที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แต่การค้นพบ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ อีกชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์ ที่เรียกว่า โปรโตซัว สังเคราะห์ด้วยแสงได้ สามารถนำเอาก๊าซไนโตรเจนในอากาศ มาเก็บไว้ในรูปของกรดอะมิโน ที่พืชสามารถนำไปสร้างคลอโรฟิลล์โดยตรง ไม่ต้องเสียพลังงานนำสารไนเตรทมาสร้างกรดอะมิโนเอง จึงเป็นวิธีการตรึงไนโตรเจนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีประสิทธิภาพต่อการเจริญเติบโตของพืชมากกว่า
             
การเลี้ยงจุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสง ประกอบด้วยจุลินทรีย์ กลุ่ม Enterobacteria ที่ต้องการออกซิเจนน้อย 2 ชนิด คือ Klebsilla variicola และ Enterobacter cowanii ตัวหนึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ อีกชนิดหนึ่งเป็นผู้อาศัย(Host) ในวงจรชีวิต เพื่ออาศัยในช่วงเป็นสปอร์ มีวงจรชีวิต 72 ชั่วโมง อาหารที่เลี้ยงจะใช้อาหารที่มีน้ำตาล คือ กากน้ำตาล และอาหารที่มีกรดอะมิโน คือ นม เพื่อเก็บรักษานมให้เก็บไว้ได้นานและย่อยโปรตีนและไขมันให้เล็กลง จึงหมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง เรียกนมที่หมักแล้วนี้ว่า นมเปรียง กระตุ้นการเจริญเติบโต ระหว่างหมักด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่หมักด้วยผลไม้หลายชนิด แล้วนำมากลั่นที่อุณหภูมิเหมาะสม เรียกน้ำที่กลั่นได้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระ

กระบวนการเลี้ยงจุลินทรีย์ เพื่อทำปุ๋ยจุลินทรีย์ มี 2 ขั้นตอน คือ
1. การทำน้ำหมักจุลินทรีย์
2. การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์
         
          การทำน้ำหมักจุลินทรีย์ เป็นขั้นตอนการเลี้ยงจุลินทรีย์กลุ่มสังเคราะห์ด้วยแสง เพื่อเพิ่มจำนวนและเจริญเติบโตต่อในปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ โดยการหมักในถังทึบปิดสนิท เพราะเป็นช่วงที่จุลินทรีย์เจริญเติบโต โดยไม่ต้องการแสงและต้องการออกซิเจนน้อย



วิธีการทำปุ๋ยจุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสง
วิธีการหมักน้ำหมักจุลินทรีย์ (ทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ได้ 1 ตัน)
1. เตรียมถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร ล้างทำความสะอาด สารเคมีตกค้างออกจากถัง
2. ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ ประกอบด้วย หัวเชื้อมิกซ์(ผง) 3 กิโลกรัม หัวเชื้อน้ำ 3 ลิตร และ จุลินทรีย์ก้อน 4 ก้อน มาใส่ลงในถัง 200 ลิตร
3. ชั่งนมเปรียง 20 กิโลกรัม กากน้ำตาล 20 กิโลกรัม รำอ่อน 5 กิโลกรัม ใส่ลงไปในถัง ในข้อ 2
4. เติมน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อ สระ หรือหนองน้ำ ลงไปในถัง  ประมาณ 1/3 ของถัง เขย่าให้สิ่งที่ใส่ลงไปผสมกัน แล้วเติมน้ำจนเกือบเต็มถัง เหลือช่องว่างไว้ ประมาณ 10 เซนติเมตร
5. เติมสารต้านอนุมูลอิสระลงไป 20 ซี.ซี ปิดฝาให้สนิท วางไว้ในที่ร่ม 3 วัน หรือ 72 ชั่วโมง

วิธีการทำน้ำหมักจุลินทรีย์ขยาย (น้ำหมักจุลินทรีย์ 200 ลิตร จะได้น้ำหมักขยาย 4000 ลิตร หรือ ทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ได้ 20 ตัน )
1. เตรียมถังปากกว้าง บรรจุน้ำขนาด 100 – 150 ลิตร
2. ตวงน้ำหมักจุลินทรีย์ จำนวน 1 ลิตร ต่อ น้ำ 20 ลิตร
3. ชั่งหรือตวงกากน้ำตาล นมเปรียง อย่างละ 2 ลิตร ต่อ น้ำหมักจุลินทรีย์ 1 ลิตร
4. คนให้เข้ากัน นำไปทำปุ๋ยหมัก หรือตั้งไว้ 1 คืน จะช่วยให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดีขึ้น
           
การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ เป็นขั้นตอนการเลี้ยงจุลินทรีย์ลงในอินทรียวัตถุ ที่มีสารอินทรีย์และแร่ธาตุที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของพืช ที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ และปรับตัวให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่จะนำปุ๋ยไปใส่ แหล่งสารอินทรีย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สารอินทรีย์ที่จำเป็น ถ้าไม่มีอาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และการเจริญเติบโตของพืชที่ใส่ปุ๋ยนี้ ได้แก่ ปุ๋ยคอก (มูลวัว มูลควาย มูลหมู) มูลไก่(แยกต่างหาก เพราะมีไนโตรเจนสูง) รำอ่อน และสารอินทรีย์วัตถุอื่นๆที่หาได้ในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น แกลบดิบ แกลบเผา หญ้าหรือฟางเน่า มูลตะกอนน้ำตาล ฯลฯ ในสัดส่วนที่เท่าๆกัน (ปริมาตร) ผสมกับน้ำหมักจุลินทรีย์ หรือน้ำหมักจุลินทรีย์ขยาย ให้มีความชื้นเหมาะสม


วิธีการทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์
1. ชั่งหรือตวงวัตถุดิบหลัก ประกอบด้วย ปุ๋ยคอก มูลไก่ และรำอ่อน อย่างละ 1 ส่วน
2. ชั่งหรือตวงวัตถุดิบท้องถิ่น ที่หาง่ายในท้องถิ่น เช่น แกลบดิบ แกลบเผา กากตะกอนน้ำตาล ผักตบชวา ฟางเน่า ฯลฯ 1 ส่วน
3. คลุกเคล้าให้เข้ากัน รดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ หรือน้ำหมักจุลินทรีย์ขยาย ให้เปียกชุ่ม ใช้มือกำแล้วเกาะกันเป็นก้อน ไม่มีน้ำไหลเยิมออกมา
4. นำมากองบนพื้นซีเมนต์ เกลี่ยให้กองปุ๋ยสูง ประมาณ 15 เซนติเมตร หรือหมักในตะกล้าผลไม้ หมักไว้ 7 – 10 วัน ให้อุณหภูมิเย็นลงปกติ และมีเส้นใยสีขาว ขึ้นเต็มกองปุ๋ย นำไปใช้ได้


วิธีการใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์
การใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ แตกต่างจากการใช้ปุ๋ยชีวภาพแบบอื่นๆ เพราะเป็นการเลี้ยงจุลินทรีย์ ให้เจริญเติบโตในดิน จึงหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช มีวิธีการใช้ดังนี้
1. การหว่านปุ๋ยจุลินทรีย์อย่างเดียว ใช้ปุ๋ย 60 – 100 กิโลกรัมต่อไร่
2. การหว่านพร้อมกับคลุกน้ำหมักจุลินทรีย์ นำปุ๋ยจุลินทรีย์มาผสมกับน้ำหมักจุลินทรีย์ ประมาณ 5 – 6 ลิตร ต่อปุ๋ย 15 กิโลกรัม นำไปหว่าน 60 – 100 กิโลกรัม(ปุ๋ยแห้งยังไม่ได้ผสมน้ำหมักจุลินทรีย์)
3. การหว่านและพ่นด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์ หว่านปุ๋ย 60 – 100 กิโลกรัมต่อไร่ และพ่นด้วยน้ำหมักจุลิน
ทรีย์ 20–30 ลิตรต่อไร่


 ระยะเวลาในการหว่านปุ๋ยจุลินทรีย์
1. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยหว่านปุ๋ยให้ทั่วตามขนาดที่ต้องการ แล้วไถกลบ จะได้ปุ๋ย หมักไว้ในนาประมาณ 200 กิโลกรัม
2. ก่อนดำนาหรือหว่าน จึงไถ่พรวนหรือปั่น ก่อนดำหรือหว่าน
3. หลังดำ หรือหว่าน
         
ปุ๋ยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เป็นการเลี้ยงจุลินทรีย์ให้เจริญเติบโตลงในดิน เพื่อสร้างอาหารให้พืช จะตรึงไนโตรเจนจากอากาศ เป็น กรดอะมิโน สามารถสะสมไว้ในดินได้ ไม่ถูกทำลายง่าย เหมือนการตรึงไนโตรเจน จากอากาศ โดยเชื้อรากลุ่มไรโซเบียม ที่ตรึงไนโตรเจนอยู่ในรูปของ สารประกอบไนเตรท ยิ่งใส่ในดินนานและมีอินทรียวัตถุมากยิ่งเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์และอาหารพืช

++++++++++++++++

เคยมีเพื่อนสมาชิกประกาศแจกอยู้ครับ แต่ตอนนี้รู้สึกคนที่ไปขอจะยังไม่ได้กันนะครับ
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=64398.0

 ยิ้มเท่ห์


Liked By: Uthit, James, amata
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
apichartboon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114


« ตอบ #333 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2012, 11:28:06 PM »

พี่นพครับ  นมเปรียงคืออะไรครับ และหาได้จากใหนครับ
            หัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะแสงต้องซื้ออย่างเดียวใช่ใหมครับ
            สารต้านอนุมูลอิสระหาได้จากใหนและคืออะไรครับ ผมถามมากหน่อยนะครับ กำลังสนใจมากครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9208


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #334 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2012, 12:41:46 AM »

พี่นพครับ  นมเปรียงคืออะไรครับ และหาได้จากใหนครับ

konthain(นพ): เรื่องนมเปรียงเคยมีกระทู้คุยกันครับ ไปดูได้ตามลิ้งค์ครั]

http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=70203

            หัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะแสงต้องซื้ออย่างเดียวใช่ใหมครับ
konthain(นพ): ที่จริงแล้วจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีอยู่ตามธรรมชาติครับ
 แต่เรามองไม่เห็น(ไม่มีเครื่องมือ)
จึงต้องไปซื้อหัวเชื้อที่เค้า เก็บและคัดขยายพันธุ์ไว้ขายครับ แต่ถ้าเรารู้จักขยายเชื้อ
เราก็สามารถขยายต่อเชื้อได้ไปเรื่อยๆครับ เหมือนๆกันกับ EM นั้นและครับที่นามาขยายเชื้อได้

            สารต้านอนุมูลอิสระหาได้จากใหนและคืออะไรครับ ผมถามมากหน่อยนะครับ กำลังสนใจมากครับ
konthain(นพ): อะโห   ตกใจ เรื่องของอนุมูลอิสระนี้ถ้าจะให้พูดถึงจริงๆมันยาวมากนะครับ และผมไม่ใช้นักวิชาการ แต่ก็พอศึกษามาบ้างเล็กน้อยเป็นความรู้
ขออธิบายสั้นๆนะแบบไม่ใช่นักวิชาการนะครับ
  ยิงฟันยิ้ม ก่อนจะว่าถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ก็ต้องมาพูดถึงอนุมูลอิสระก่อนนะครับ อนุมูลอิสระคืออะไร(ในที่นี้หมายถึงภายในเซลของร่างกายของคนนะครับ)
อนุ แปลว่าเล็กๆ มูล (ไม่ต้องแปล) อิสระ ก็คือ ไม่ขึ้นกับอะไร ไม่อยู่กับที่ ลอยไปลอยมา  ยิ้มกว้างๆ ถ้าเปรียบว่าเซลเป็นเครื่องยนต์
น้ำ สารอาหาร อากาศ เป็นเชื้อเพลิงที่ส่งไปเลี้ยงให้เครื่องยนต์หรือเซลให้ทำงาน อนุมูลอิสระก็คือ
เขม่าไอเสีย ที่ขับออกจากเซล แล้วล่องลอยไปมาตามระบบเซลต่างๆ ถ้ามีปริมาณมากพอก็จะจับตัวกัน
ไปเกาะไปทำปฏิกิริยาหรือขัดขวางกระบวนการทำงานปกติของเซล ที่อาจจะก่อความเสียหายให้กับเซลได้และสารต้านอนุมูลอิสระ ก็คือโมเลกุลของสาร ที่มีปฏิกิริยาไปจับหรือยับยั้งสารที่เป็นอนุมูลอิสระ นะครับ(นี่พยายามกระชับที่สุดแล้วนะครับ) 
ยิ้มกว้างๆ

สารต้านอนุมูลอิสระ หาได้จากไหน ที่จริงสารต้านอนุมูลอิสระมีอยู่หลายตัวหลายจำพวกเช่น
 กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) วิตามินอี ,โพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ และโทโคเฟอรอล , กลูตาไธโอน เป็นต้น แล้วสารพวกนี้หาได้จากไหน ก็จากที่เค้าโฆษณาโน้นนี่นั่น เยอะแยะไปหมด จากพืชผักผลไม้และพวกที่มีเม็ดสีสดใสจำพวก เบอรี่ต่างๆนะครับ
  ยิ้มกว้างๆ



ตอบให้แล้วนะครับ  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์


Liked By: yudhapol
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2012, 09:23:07 AM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
aukaoaunam
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


« ตอบ #335 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2012, 05:44:41 AM »

รูปที่เอามาโพสข้างบน เป็นแปลงนาของท่านอาจารย์เชาว์วัช หนูทอง ที่เป็นโครงการปลูกข้าว
ให้ได้ 6 ตันต่อไร่(ทั่วโลกยังไม่มีใครทำได้นะครับ)  ยิงฟันยิ้ม (ผมเพิ่งมาทราบเพราะได้ดู Video
ที่ท่านอาจารย์เชาว์วัช เคยได้บรรยายไว้ให้ชาวอโศกฟัง)
ว่าทำได้อย่างไร ข้าวเปลือกจากข้าว 1 กอได้ 1.2 กิโล มีรวงข้าวหรือต้นข้าว
ใน 1 กอเท่ากับ 185 รวง(ปกตินี่ 40-50 ต้นต่อกอก็ว่าเยอะแล้ว)
จับใจความได้ว่า จะทำได้อยู่ที่พันธุ์ข้าว และการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน
โดยปกติดินดีหมายถึงดินที่มีอินทรีย์วัตถุอยู่ถึง 5 % แต่ดินนาโดยทั่วไป
จะมีอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1-2 % โดยเฉพาะนาดินทรายในภาคอีสาน
ในส่วนแปลงนาของอาจารย์เชาว์วัช มีอินทรีย์วัตถุสูงถึง 8 %

ไปเจอ Video ที่ท่านอาจารย์เชาว์วัช พูดถึงการปลูกข้าวให้ได้ไร่ละ 6 ตัน
มีรูปแปลงทดลองที่บรรยายไว้ใน Video ผมเลย capture รูปเอามาดูกันครับ










รูปต้นข้าวในแปลงทดลองของอาจารย์เชาว์วัช ที่ capture จาก Video

http://www.youtube.com/watch?v=muZ49ZuOSGM
อันนี้เป็น Video ที่ผมตัดมาบางส่วนเอาลง youtube ครับ

 ยิ้มเท่ห์

โอัโห!!!  ไร่ละหกตัน..จำนำได้แสนสอง ผมมีสิบไร่ได้ล้านสอง เฮ้อ..อุตสาห์หนีมาทำนาแล้วยังมีรายได้ปีละล้าน
เฮ้อ..คนมันจะรวยช่วยไม่ได้จริง ๆ


Liked By: yudhapol, The Feb
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2012, 11:51:28 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 [21] 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 ... 73   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: