ข่าว
หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 ... 74   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ก้าวอีกขั้นของการทำนาโยนกล้า สู่การทำนาลดต้นทุนรับมือปี2558  (อ่าน 218106 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #288 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2012, 12:18:01 PM »

ชาวนาวันหยุด 3rd Thailand INWEPF SYMPOSIUM

มาดู Video อีกแนวทางนึงของการทำนา ของชาวนาวันหยุด การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง
หรือการแกล้งข้าว ที่มีการบรรยายยาวมากขึ้น มาฝากเพื่อนสมาชิกและผู้สนใจครับ

 ยิ้มเท่ห์

เพิ่มเติมสำหรับท่านที่ดู Video แล้วอยากได้ไฟล์ PDF ที่คุณศุภชัย ใช้ประกอบการบรรยาย
ไป downloadได้ตามลิ้งค์เลยนะครับ ทำไว้ 2 ลิ้งค์เผื่อสำรองด้วยครับ

Download ไฟล์pdf การทำนาแกล้งข้าวคลิกที่นี่


Download ไฟล์pdf การทำนาแกล้งข้าวลิ้งค์สำรองคลิกที่นี่

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2012, 11:30:39 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม

konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #289 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2012, 09:48:01 PM »

วันนี้มีเกร็ดความรู้เรื่องข้าวมาฝากครับ  ยิงฟันยิ้ม

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องนาข้าว             
     
1. ปัจจุบันประชากรทั่วโลกกว่า 3,000 ล้านคน(มากกว่าครึ่งของประชากรทั้งโลก)นิยมบริโภคข้าว
มากกว่าขนมปังและมีแนวโน้มว่าจะมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึงตลาดข้าว โลกที่มีโอกาสโตขึ้น
               
2. ทั่วโลกมีข้าวประมาณ 120,000 สายพันธุ์......ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่ได้มากหรือ
น้อยต่างกันนั้น นอกจากข้อจำกัดของลักษณะทางสายพันธุ์แล้ว สภาพอากาศ สภาพแวดล้อมและ
เทคนิคการปฏิบัติบำรุงก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
                             
พันธุ์ข้าวจ้าวที่ทางราชการแนะนำ  ได้แก่ 
กข-7 ทนทานต่อโรคขอบใบแห้ง  โรคไหม้  และค่อนข้างทนต่อดินเปรี้ยว,  กข-23 ทนทาน
ต่อโรคใบไหม้  โรคใบหงิก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว, หอมคลองหลวง-1 กลิ่น
หอมคล้ายขาวดอกมะลิ ทนทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดหลังขาว, หอมสุพรรณ
กลิ่นหอมคล้ายขาวดอกมะลิ  ทนทานต่อโรคขอบใบไหม้ เพลี้ยกระโดดหลังขาว,สุพรรณบุรี-1
ทนทานต่อโรคใบไหม้ โรคใบหงิก  โรคขอบใบแห้ง  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว,
สุพรรณบุรี-2 ทนทานต่อโรคขอบใบแห้ง  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล, สุพรรณบุรี-60 ทนทานต่อ
โรคใบไหม้  โรคขอบใบแห้ง  เพลี้ยจักจั่นสีเขียว  เพลี้ยกระโดดหลังขาว, สุพรรณบุรี-90 ทน
ทานต่อโรคใบไหม้ โรคขอบใบแห้ง โรคขอบหงิก โรคใบสีส้ม เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล, ชัยนาท-1
ทนทานต่อโรคใบหงิก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  เพลี้ยกระโดดหลังขาว,  ปทุมธานี-1 ทนทานต่อ
โรคใบไหม้ โรคขอบใบแห้ง  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  เพลี้ยกระโดดหลังขาว, พิษณุโลก-2 ทน
ทานต่อโรคใบไหม้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว เพลี้ยจักจั่นสีเขียว, สุรินทร์-1
ทนทานต่อโรคใบไหม้  โรคขอบใบแห้ง  ทนต่อดินเค็มและความแห้งแล้ง,
               
         
พันธุ์ข้าวเหนียวที่ทางราชการแนะนำ  ได้แก่ 
กข-10....ทนทานต่อโรคใบไหม้,   
แพร่-1....ทนทานต่อโรคใบไหม้  โรคขอบใบไหม้  โรคใบหงิก  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล,   
สกลนคร....ทนทานต่อโรคใบไหม้  โรคใบหงิก  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล,   
สันป่าตอง...ทนทานต่อโรคใบไหม้  โรคขอบใบแห้ง               
   
ข้าวหอมพันธุ์พื้นบ้าน ได้แก่ 
หอมหาง. หอมเศรษฐี. หอมนายพล. หอมแดงน้อย. หอมลาย.หอมนางมล.  หอมพวง.
หอมเม็ดเล็ก.หอมเขมร.  หอมทุเรียน. หอมมาล่า. หอมไผ่. หอมครัว.  หอมใบ.
หอมโพ.    หอมบาว.    หอมนางนวล.  หอมนวล.  หอมสวน. หอมอุดม.  หอมแพ
พะโล้. หอมดอ.  หอมหวน.  หน่วยเขือ.    เล้าแตก.   ก่ำเปลือกดำ.   ช่อขิง.
มันเป็ด. ปะกาอำปึล.  หอมทุ่ง.  ป้องแอ๊ว. หอมมะลิหรือขาวดอกมะลิ. หอมปทุมธานี.
หอมคลองหลวง.  หอมสุพรรณ.  หอมพิษณุโลก. หอมกุหลาบแดง.  หอมนิล.
                             

พันธุ์ข้าวที่ใช้ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2550    จำนวน 6 สายพันธุ์ ได้แก่ 
ข้าวหอมปทุม-1,  ข้าวหอมสุพรรณ-1,   ข้ามหอมดอกมะลิ กข-105,   ข้าว กข-6, 
ข้าวพัทลุง,   ข้าวหอมพิษณุโลก-1,   ข้าวไร่ดอกพะยอม  และข้าวไร่ซิวแม่จัน  เป็นพันธุ์
ข้าวที่ได้มาจากแปลงนาในสวนจิตรลดา
                               
ข้าวไวแสง  หมายถึง  ข้าวสายพันธุ์ที่ปลูกแล้วเจริญเติบโตได้ดีในช่วงกลางวันสั้นกว่ากลางคืน หรือ
วันสั้นซึ่งมีแสงน้อยกว่า 12 ชม. เหมาะสำหรับปลูกเป็นข้าวนาปีหรือปลูกในฤดูฝนแล้วให้ออกดอกใน
ต้นฤดูหนาว                     
 
ข้าวไม่ไวแสง หมายถึง  ข้าวสายพันธุ์ที่ปลูกแล้วเจริญเติบโตได้ดีทุกฤดูกาลตราบเท่าที่มีน้ำอย่าง
เพียงพอ ปริมาณแสงไม่มีอิทธิผลต่อการเจริญเติบโต เหมาะสำหรับปลูกเป็นข้าวนาปรังหรือช่วงฤดูร้อน
                             
ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีแต่ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ดีมาก  ทั้งนี้เป็นเพราะสายพันธุ์
ได้ผ่านกระบวนการพัฒนามาโดยธรรมชาติ  ในขณะที่ข้าวลูกผสมหรือสายพันธุ์ที่สร้างขึ้นมาใหม่จำ
เป็นต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี  คงเป็นเพราเทคโนโลยีในการพัฒนาสายพันธุ์ที่มีเรื่อง  “เชิงพานิช”  เข้ามา
เกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง             
       
3. ข้าวเป็นพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียว ปลูกได้ทุกพื้นที่และทุกฤดูกาลที่มีน้ำ โดยหลังเมล็ดงอก 90-
120 วัน (ตามชนิดของสายพันธุ์)ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้  เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิดที่มีอินทรีย์
วัตถุมากๆ โปร่งร่วนซุย น้ำและอากาศผ่านสะดวก               
 
4. ข้าวไม่มีฤดูกาล  ลงมือหว่าน/ดำเมื่อใดให้นับต่อไปอีก 90-120 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ การทำ
นาข้าวส่วนใหญ่รอน้ำฝนอย่างเดียว โดยเริ่มลงมือดำ/หว่านเมื่อถึงฤดูฝน  จึงทำให้มีข้าวออกสู่ตลาด
พร้อมกันทั้งประเทศ (พ.ย.และ มี.ค. ข้าวเปลือกล้นตลาด) ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกถูกลง เพื่อ
หลีกเลี่ยงสภาวะข้าวล้นตลาด นาในเขตชลประทานซึ่งมีน้ำบริบูรณ์ สามารถผันน้ำเข้าแปลงนาได้ทุก
เวลาที่ต้องการ  ควรวางแผนหว่าน/ดำ ก่อนหรือหลังนาน้ำฝน 1½ เดือน-2 เดือน จะทำให้เก็บ
เกี่ยวได้ก่อนหรือหลังนาน้ำฝน 1½-2 เดือน ซึ่งช่วงนี้ข้าวเริ่มมีราคาดีขึ้นแล้ว  หลังจากจัดตารางช่วง
การทำนาได้ ในปีแรกก็จะใช้ตารางช่วงการทำนานี้ได้ตลอดไป

ข้าวเปลือกเก็บในที่ควบคุม (ไซโล) ยังไม่สีเอาเปลือก (แกลบ)ออก จะยังคงรักษากลิ่นไว้ได้ เมื่อ
นำออกสีก็ยังได้กลิ่นเดิม แต่หากสีเอาแกลบออกแล้วกลิ่นจะอยู่ได้ไม่นานแม้จะจัดเก็บอย่างดี.....
ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ (ไม่มีแกลบ)แต่จมูกข้าวยังอยู่ สามารถนำไปเพาะขายพันธุ์ได้เหมือนเมล็ด
ที่ยังมีแกลบห่อหุ้มทุกประการ.....เมล็ดข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือไม่มีแกลบ ทดสอบด้วยการใช้ฟัน
กัดเมล็ดด้านปลาย (ตรงข้ามกับจมูกข้าว) จะสัมผัสได้กับกลิ่นตามสายพันธุ์ของข้าวพันธุ์นั้น
                     
5. นาข้าวเป็นกิจกรรมทางการเกษตรที่มีประชากรทำมากที่สุด หรือมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดจนได้รับ
สมญาว่าเป็นชาวนา คือ กระดูกสันหลังของชาติ และข้าวเป็นพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียว ชนิดเดียวที่มีโรค
และแมลงศัตรูพืชมากที่สุด
                                             
6. เมล็ดพันธุ์ข้าวบางสายพันธุ์ไม่มีระยะพักตัว บางสายพันธุ์มีระยะพักตัวยาว  หรือ  0-80 วัน
ดังนั้น ก่อนหว่าน/ดำจำเป็นต้องรู้ระยะพักตัวของเมล็ดพันธุ์ด้วย.....เมล็ดพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวในช่วง
แล้ง อุณหภูมิร้อนมักมีระยะพักตัวสั้น ความสำคัญของระยะพักตัว คือ เมล็ด พันธุ์ที่ผ่านระยะพักตัวครบ
กำหนดตามธรรมชาติของสายพันธุ์  จะให้เปอร์เซ็นต์งอกสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ที่พักตัวไม่ครบกำหนด หรือ
ไม่ได้พักตัวเลย หรือพักตัวเกินกำหนด               
     
7. ใส่ปุ๋ยเคมีแก่ต้นข้าวให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด 2 ช่วงเท่านั้น คือ ช่วงทำเทือก(เตรียมดิน)กับ
ช่วงตั้งท้อง-แต่งตัว การใส่ปุ๋ยในช่วงอื่นๆ จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
               
8. การใส่ปุ๋ยแต่งหน้า หรือใส่ปุ๋ยทันทีหลังปักดำ (นาดำ) หรือเมล็ดพันธุ์เริ่มงอก (นาหว่าน)ไม่เกิด
ประโยชน์ เพราะต้นกล้ายังไม่พร้อมรับและยังไม่มีความจำเป็นต้องให้ ทั้งนี้ระยะที่ต้นกล้างอกใหม่ๆ
จะใช้สารอาหารที่มีอยู่ในเมล็ดตัวเอง (แป้งโปรตีน ไขมัน วิตามิน ฯลฯ) เป็นหลัก
                   
9. แปลงนาน้ำพอแฉะหน้าดิน ตอบสนองต่อปุ๋ย(เคมี-อินทรีย์)ดีกว่าแปลงนาน้ำขัง สังเกตแปลงนา
ต้นข้าวที่ขึ้นในแปลงบริเวณรอยต่อระหว่างที่ลุ่มกับที่ดอนซึ่งมีน้ำพอแฉะดินไม่ท่วมโคนต้น ต้นข้าว
บริเวณนั้นมักเจริญเติบโต สมบูรณ์ แตกกอมีจำนวนลำมากกว่าต้นข้าวในบริเวณที่มีน้ำหล่อโคนต้น แสดง
ว่าธรรมชาติหรือนิสัยของต้นข้าวชอบน้ำพอดินแฉะเท่านั้น
               
10. แก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์จากอากาศมีประโยชน์ต่อต้นข้าวในการสร้างแป้งหรือเปลี่ยนธาตุอาหาร
ต่างๆ ให้เป็นแป้ง                 
     
11. ข้าวที่ปลูกระยะระหว่างกอห่างๆ แล้วบำรุงให้แต่ละกอแตกหน่อเกิดเป็นลำใหม่จำนวนมากจะให้
ผลผลิตดีกว่าทั้งคุณภาพและปริมาณ เมื่อเทียบกับการปลูกระยะระหว่างกอชิดมากๆ แต่ละกอจะแตก
หน่อเกิดเป็นลำใหม่น้อยๆ ปริมาณและคุณภาพไม่ดีนัก         
     
12. การลดความสูงต้นของต้นข้าว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณภาพ
นอก  จากนี้ยังทำให้ต้นแข็งแรงไม่ล้มหักง่าย และโรคแมลงเข้ารบกวนน้อยอีกด้วย....ลำต้นสูง
มากๆ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำเลี้ยงไปสร้างลำต้น จึงทำให้มีสารอาหารเหลือไปเลี้ยงรวงน้อย หรือ ฟางมาก
เมล็ดน้อย-ฟางน้อยเมล็ดมาก....ต้นข้าวในน้ำที่ระดับพอเปียกหน้าดิน (ดินแฉะเล็กน้อย) จะแตก
กอได้จำนวนมากกว่าต้นข้าวที่ปลูกในน้ำขังค้าง หรือท่วมโคน....ข้าวลำต้นสูง (น้ำมาก ไนโตรเจน
มาก) จะมีรวงสั้น แต่ข้าวลำต้นสั้น (น้ำพอแฉะหน้าดิน สารอาหารสมดุลทุกตัว)จะมีรวงยาว...ต้น
ข้าวช่วงระยะกล้าที่ไม่ได้ให้ 46-0-0 แต่ให้ 16-8-8 แทน ควบคู่กับช่วงตั้งท้องแต่งตัวให้
0-42-56 โดยฉีดพ่นพอเปียกใบ 1-2 รอบ  จะช่วยให้ต้นข้าวไม่สูงแต่กลับเจริญเติบโตข้างอวบ
อ้วน เหมือนต้นไม้ผลมีอาการอั้นตาดอก....การตัดใบยอดช่วงตั้งท้องแต่งตัวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้
ต้นข้าวไม่สูงต่อ แล้วอวบ อ้วนเหมือนอั้นตาดอกได้เช่นกัน               
     
13. ต้นข้าวที่ปลูกโดยวิธีปักดำ ฐานรากยึดดินลึกและแน่น สามารถต้านทานการล้มได้ดีกว่าปลูก
แบบหว่าน.....เทคโนโลยีสมัยใหม่ ปัจจุบันมีเครื่อง (รถ)ดำนา ด้วยการปักต้นกล้าข้าวลงดินโดย
ตรง สามารถจัดปรับระยะห่างระหว่างกอได้ตามความต้องการและ ทำงานด้วยแรงงาน 2 คน...เครื่อง
(รถ) หยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว ขับเคลื่อนตัวเองหรือลากด้วยรถไถเดินตาม หยอดเมล็ดเป็นหน้ากว้าง
2.5-3 ม. ทำงานด้วยแรงงานเพียง 1 คน เมล็ดพันธุ์ที่ถูกหยอดลงบนผิวขี้เทือกจึงเหมือนเมล็ด
พันธุ์ที่หว่านด้วยมือ แต่ระยะห่างระหว่างเมล็ดต่อเมล็ดสามารถกำหนดได้ตามความต้องการ
                     
14. ดอกข้าวเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน และผสมกันเอง
ได้.....ดอกจะเริ่มบานจากส่วนปลายรวงลงมาโคนรวง ดอกบานครบทั้งรวงใช้ระยะเวลาประมาณ 7
วัน และช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบเพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้ หรือผสม
ติดก็ได้คุณภาพเมล็ดไม่ดี
           
ดอกข้าวที่บานในวันอากาศสดใสแสงแดดดีช่วงเช้าถึงเที่ยงจะผสมเกสรติดเป็นผล(เมล็ด)ได้ดี ซึ่ง
ดอกข้าวจะบานและเกสรพร้อมผสมได้ภายในระยะเวลา 30-60 นาที
- ระยะข้าวเป็นน้ำนม ใช้เวลาประมาณ 7 วันหลังผสมติด                       
- ระยะข้าวเม่าหรือเป็นไต ใช้เวลาประมาณ 14-21 วันหลังผสมติด
- ระยะเมล็ดแก่เต็มที่หรือระยะเก็บเกี่ยว ใช้เวลาประมาณ 30 วันหลังผสมติด
               
15. อากาศหนาว (15-20 องศาเซลเซียส/ภาคเหนือเกิดน้ำค้างแข็ง)ติดต่อกัน 10 วันมีผลต่อ
ต้นข้าวหลายอย่าง เช่น เมล็ดไม่งอก ต้นกล้าโตช้า ต้นแคระแกร็น ใบเหลือง ออกดอกช้า และช่วง
ออกดอกเป็นช่อดอกอ่อนเกสรจะฝ่อ ผสมไม่ติด หรือผสมติดก็เป็นเมล็ดลีบ แก้ไขโดยให้ แม็กเนเซียม
+ สังกะสี + กลูโคส หรือ ฮอร์โมนทางด่วน ล่วงหน้าก่อนหนาว 2-3 วัน และให้ระหว่างอากาศ
หนาว ทุก 2-3 วัน จนกว่าอากาศหายหนาว
                         
16. อากาศร้อน (สูงกว่า 35 องศาเซลเซียส) ช่วงข้าวหลังผสมเกสรติดหรือเริ่มเป็นน้ำนมจะกลาย
เป็นข้าวลีบมาก แก้ไขโดยการให้ ธาตุรอง/ธาตุเสริม + เอ็นเอเอ.+ ฮอร์ โมนทางด่วน ล่วงหน้า
ก่อนอากาศร้อน 2-3 วัน และให้ระหว่างอากาศร้อน ทุก 2-3 วัน จนกว่าอากาศจะปกติ
                     
17. สายลมแรงมากทำให้ต้นข้าวเครียด เนื่องจากต้องคายน้ำมาก มีผลทำให้เมล็ดข้าวลีบ รวงจะ
เป็นสีขาวคล้ายถูกหนอนกอทำลาย วิธีแก้ไขเหมือนช่วงอากาศร้อนจัด
                 
18. การนับอายุข้าว นาดำเริ่มนับที่วันปักดำ ส่วนนาหว่านเริ่มนับที่วันหว่าน แต่อย่างไรก็ตาม ใน
ธรรมชาติไม่มีตัวเลข ทุกอย่างต้องขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตรทั้งสิ้น
               
19. ตกกล้าสำหรับนาดำ ระหว่างการตกกล้าในกระบะ (ตาป๊อก) กับการตกกล้าในแปลงบนพื้นใช้
เวลา 16-20 วัน เท่ากัน แต่ต้นกล้าในแปลงบนพื้นจะสูงกว่า.....ต้นกล้าในกระบะเหมาะสำหรับ
ใช้ปักดำด้วยเครื่องดำนาส่วนต้นกล้าในแปลงบนพื้นเหมาะสำหรับปักดำด้วยมือ
               
20. ในนาหว่าน ถ้าระดับน้ำท่วมเมล็ดมาก (น้ำลึก)เมล็ดจะงอกช้าเพราะในน้ำมีอากาศน้อย หลัง
จาก งอกขึ้นมาแล้วลำต้นจะสูงและอ่อนแอ แต่ถ้าหว่านเมล็ดระดับน้ำพอท่วมเมล็ดหรือท่วมน้อยที่สุดจะ
งอกเร็วเพราะเมล็ดพันธุ์ได้รับอากาศดี
                     
21. ระดับอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เมล็ดพันธุ์งอกได้ดีที่สุด....อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา
เซลเซียสเมล็ดพันธุ์จะไม่งอก....การทำให้เมล็ดพันธุ์อบอุ่น โดยหลังจากแช่น้ำ 24 ชม. แล้วนำ
ขึ้นกองบนพื้นซีเมนต์ ปิดทับด้วยพลาสติกนาน 24 ชม. อุณหภูมิในกองจะสูงขึ้นส่งผลให้ได้
เปอร์เซ็นต์งอกสูง                 
     
22. ต้นข้าวที่เจริญเติบโตในช่วงอุณหภูมิสูง จะเจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตดีกว่าต้นข้าวที่เจริญ
เติบโตในช่วงที่อุณหภูมิต่ำ                           
     
23. ต้นกล้าที่มีขนาดอวบอ้วน น้ำหนักมาก จะเจริญเติบโตเร็วและให้คุณภาพผลผลิตดีกว่าต้นกล้า
ผอม น้ำหนักน้อย..ต้นข้าวที่สมบูรณ์ ภายใต้ปัจจัยพื้นฐานแห่งการเพาะปลูกจะแตกใบใหม่ทุก 7 วัน
                     
24. นาดำ  ปักดำกล้ากอละ 1 หรือ 2 ต้น หรือมากว่า ให้ผลผลิตไม่ต่างกันแต่สิ้นเปลืองต้น
กล้า แรงงาน และเวลาต่างกัน                       
     
25. การใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วนไนโตรเจน.สูง ฟอสฟอรัส.และโปแตสเซียม.ต่ำ เช่น 16-8-8
หรือ 25-7-7 หรือ 46-0-0 + 16-16-16 อัตรา 1:1  จะช่วยให้ต้นข้าวแตกหน่อดีกว่าการ
ใส่ไนโตรเจน. เดี่ยวๆ
                     
26. ข้อมูลทางวิชาการระบุว่าข้าวหอมมะลิ กข.105 เป็นข้าวไวแสง ปลูกได้เฉพาะเขตอิสาน
ปลูกได้ปีละ 1 รุ่นได้ผลผลิต  30-50 ถัง/ไร่.......แต่ข้อมูลแห่งความเป็นจริงข้าวหอมมะลิ
ปลูกที่ จ.ลำพูน ปลูกได้ปีละ 2 รุ่น ได้ผลผลิต 80 ถัง/ไร่.
               
(จากงานวิจัยโดย ม.จุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ดินและสภาพแวดล้อมของพื้นที่ปลูกที่ทำให้ข้าวหอมมะลิ
กข.105 มีกลิ่นหอมนั้นเกิดจากจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งได้สารอินทรีย์ขึ้นมาให้แก่ต้นข้าว)
                                 
27. ข้าวหอมมะลิ กข.105 ถือกำเนิดที่ จ.ฉะเชิงเทรา ดังนั้นจึงไม่น่าที่จะปลูกในพื้นที่จังหวัด
อื่นๆไม่ได้ การที่ข้าวหอมมะลิ กข.105 มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวนั้น นอกจากเป็นผลงานของจุลินทรีย์
ชนิดแล้ว ลักษณะสภาพโครงสร้างของดินที่มีเกลือสินเธาว์ก็น่าจะมีส่วนด้วย
           
ข้าวพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ กับข้าวพันธุ์ข้าวขาวหอมมะลิ เป็นคนละสายพันธุ์และมีคุณสมบัติแตกต่าง
กัน

28. ต้นข้าวที่ขึ้นห่างๆ จะแตกกอจำนวนมาก  แต่ละกอมี 20-30 ลำ 1 ลำได้ผลผลิต 1 รวง
ต้นและใบที่ได้รับแสงแดดเต็มที่จะส่งผลให้คุณภาพผลผลิตดี โรคแมลงรบกวนน้อย การเดินเข้าไปตรวจ
แปลงง่ายและสะดวก......ต้นข้าวที่ขึ้นถี่ๆจะแตกกอน้อย ต้นและใบได้รับแสงแดดน้อย ส่งผลให้
คุณภาพผลผลิตไม่ดี  กับทั้งโรคแมลงรบกวนมากด้วย
     
ใช้กากก้นถังปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิงที่มีส่วนผสมของ ฮิวมิค แอซิด รวมอยู่ด้วย ใส่แปลงนา
ช่วงทำเทือกจะช่วยให้ต้นข้าวแตกกอได้มากขึ้น
                       
ช่วงต้นข้าวระยะน้ำนมสามารถตรวจสอบปริมาณผลผลิตในเนื้อที่ 1 ไร่ ได้โดยเดินทแยงมุมจากมุม
กระทรงหนึ่งไปยังมุมกระทงตรงข้าม เก็บข้าวรวงแรก แล้วดินต่อไปอีก 10 ก้าวให้เก็บรวงที่สอง
และให้เก็บรวงข้าวทุกๆระยะเดิน 10 ก้าว จนสุดมุมกระทงนา เก็บรวงข้าวมาแล้วนับจำนวนรวงที่
เก็บมา จากนั้นให้เด็ดเมล็ดข้าวออกจากรวงทุกรวง  นับจำนวนเมล็ดทั้งหมดแล้วหารด้วยจำนวนรวง
เพื่อหาค่าเฉลี่ย ตัวเลขผลหารคือ ผลผลิตโดยประมาณของผลผลิตข้าวในเนื้อที่ 1ไร่นั้น เช่น เก็บรวง
ข้าวมาได้ 10 รวง เด็ดเมล็ดออกมานับรวมกันได้ 1,230 เมล็ด ค่าเฉลี่ย (1,230 หารด้วย
10) เท่ากับ 123.3 แสดงว่านาข้าวไร่นั้นจะได้ผลผลิตโดยประมาณ 123 ถัง นั่นเอง
                                         
ตัวเลขหนึ่งในนาข้าวที่หายไปอย่างน่าสงสัย คือ.....
เมล็ดข้าว 1 เมล็ดปลูกแล้วได้ต้นข้าว 1 กอ                     
ต้นข้าว 1 กอ บำรุงดีแตกกอได้ 50 ลำ                     
ลำต้นข้าว 1 ลำ ได้เมล็ดข้าว 1 รวง                     
ข้าว 1 รวง บำรุงปกติได้ 100 เมล็ด                     
 
ดังนั้น ลำข้าว 50 ลำซึ่งเกิดจากเมล็ดพียง 1 เมล็ด จะได้เมล็ดข้าว 5,000 เมล็ดหรือได้มากขึ้น
5,000 เท่า...กรณีที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก 1 ถัง ก็น่าจะได้เมล็ดข้าว 5,000 ถัง ใช่หรือไม่ ?
                       
29. ต้นข้าวที่ขึ้นห่างๆ ใบแผ่กางรับแสงแดดได้เต็มหน้าใบ จะสมบูรณ์แข็งแรงให้ผลผลิตมาก และ
คุณภาพดีกว่าต้นข้าวที่ขึ้นเบียดชิดจนใบไม่สามารถแผ่กางรับแสงแดดเต็มหน้า ใบได้
                     
30. ต้นข้าวระยะพลับพลึง (ก่อนเกี่ยว)แต่ใบยังเขียวหรือเขียวอมเหลือง บ่งบอกถึงความสมบูรณ์
สูงของต้น ซึ่งจะส่งให้เมล็ดข้าวคุณภาพดี ให้น้ำ 100 ล.+ น้ำคั้นใบเตยสด 250-300 ซีซี.+
กลูโคสน้ำ 100 ซีซี. ฉีดพ่นทางใบ ก่อนเกี่ยว 5-7 วัน จะช่วยบำรุงให้ข้าวมีกลิ่นหอมดีขึ้น

31. ระยะน้ำนม รวงข้าวเริ่มโค้งลง ถ้าลำต้นสูงมากหรือความสมบูรณ์ต่ำ เมื่อถูกลมพัดมักจะล้มหรือ
หัก อาการล้มหรือหักของต้นทำให้น้ำเลี้ยงจากรากลำเลียงไปสู่รวงไม่ได้จึงทำให้ได้เมล็ดข้าวคุณภาพ
ต่ำแนวทางแก้ไข คือ ช่วงตั้งท้องต้องบำรุงด้วย 0-42-56 ย่างน้อย 2 รอบห่างกันรอบละ 5-7
วันจะช่วยลำต้นไม่สูงแต่อวบอ้วนดี
           
ให้ฮอร์โมนสมส่วน หรือน้ำคั้นเมล็ดข้าวน้ำนม หรือรกสัตว์หมักข้ามปี ซึ่งมีโซโตคินนินจะช่วยบำรุง
เมล็ดข้าวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น                     
           
ให้ ฮอร์โมนน้ำดำ และ แคลเซียม โบรอน โดยแบ่งเฉลี่ยให้ 1-2 รอบ ตลอดอายุตั้งแต่ระยะกล้าถึง
เก็บเกี่ยว จะช่วยเสริมสร้างให้ได้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น
                         
32. นาข้าวเขตภาคกลางแบบ อินทรีย์ นำ-เคมี เสริม รุ่นแรกใช้ต้นทุนไม่เกิน 2,000-2,500
บาท/ไร่ ได้ข้าว 100 ถัง จากรุ่นแรกแล้วทำต่อรุ่น 2-3 และรุ่นต่อไปเรื่อยๆ ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ
1,500-1,800 ได้ข้าว 120-130 ถัง
                     
33. นาข้าวแบบ อินทรีย์ นำ - เคมี เสริม - ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ขายเป็นข้าวปลูกหรือสีแล้ว
ขายเป็นข้าวกล้องอินทรีย์บรรจุถุง ได้ราคาเกวียนละ 7,500-8,000
           
แต่ข้าวนาแบบ  เคมี นำ - อินทรีย์ เสริม - ใช้สารเคมีทุกชนิด(เรียกตัวเองว่าปลอดสารพิษ)ได้
ราคาสูงสุดเกวียนละไม่เกิน 6,500
                                         
34. นาข้าวที่ได้ 100 ถัง จะมีฟางประมาณ 1,200 กก. ......ปริมาณฟาง 1 ตัน จะให้
สารอาหารพืชประกอบด้วย ไนโตรเจน 6.0 กก. ฟอสฟอรัส 1.4 กก. โปแตสเซียม 17.0
กก. แคลเซียม 1.2 กก. แม็กเนเซียม 1.3 กก. ซิลิก้า 50.0 กก.       
           
ถ้าได้ไถกลบเศษซากต้นถั่วเหลือง (เมล็ดพันธุ์ 12 กก./ไร่)ลงไปอีกก็จะได้ ไนโตรเจน 45 กก.
เมื่อรวมฟางกับต้นถั่วเหลืองแล้วจะทำให้ได้ปุ๋ยสำหรับต้นข้าวมากมาย
           
ดินที่สภาพโครงสร้างดีตามมาตรฐานกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า เมื่อใส่ปุ๋ยเคมีลงไปแต่ละครั้ง ต้นพืชได้นำ
ไปใช้จริงเพียง 4 ส่วน แล้วเหลือตกค้างอยู่ในดิน 6 ส่วนเสมอ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยเคมี 1-2 รุ่นแล้ว
เว้น 1 รุ่น ก็จะยังคงมีปุ๋ยเคมีเหลือตกค้างจากการใส่แต่ละรุ่นที่ผ่านมาบำรุงต้นข้าวรุ่นปัจจุบันได้อย่าง
เพียงพอ
           
มาตรการบำรุงดินโดยปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ สารปรับปรุงบำรุงดิน และจุลินทรีย์ อย่างสม่ำ
เสมอ-ต่อเนื่อง-รุ่นต่อรุ่น-หลายๆรุ่น-หลายๆปี จะทำให้เกิดการ สะสมอยู่ในเนื้อดิน ซึ่งจะส่งผลให้
สภาพโครงสร้างของดิน ดีขึ้น ดีขึ้นและดีขึ้น ตามลำดับ
                         
35. ไม่ควรปลูกข้าวอย่างเดียวแบบต่อเนื่อง รุ่นต่อรุ่น หลายๆรุ่น หลายๆปี แต่ควรเว้นรุ่นทำนา 2-3
รุ่นแล้วปลูกพืชตระกูลถั่ว 1 รุ่น นอกจากจะได้เศษซากพืชตระกูลถั่วไถกลบปรับปรุงบำรุงดินแล้วยัง
เป็นการตัดวงจรชีวิตของแมลง และเชื้อโรคได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
                       
36. นาหว่านที่หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกร่วมกับเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ต้นข้าวจะงอกและโตพร้อมๆกับต้น
ถั่วเขียว เลี้ยงต้นกล้าข้าวให้นานที่สุดเท่าๆกับได้ต้นถั่วสูงสุด จากนั้น จึงปล่อยน้ำเข้าท่วมนา จะทำ
ให้ต้นถั่วตายแล้วเน่าสลายกลายเป็นปุ๋ย (ไนโตรเจน/จุลินทรีย์)สำหรับต้นข้าว
                 
37. นาดำหลังจากปักดำแล้วใส่แหนแดงหรือแหนเขียว อัตรา 2-3 ปุ้งกี๋/ไร่ หรือกระทงนา ปล่อย
ไว้ประมาณ 3-4 สัปดาห์ แหนจะแพร่ขยายพันธุ์จนเต็มกระทง ระดับน้ำที่เคยมีเมื่อตอนดำนาก็จะลด
ลงจนถึงผิวหน้าดินพร้อมๆกับแหนลงไปอยู่ที่ผิวดินด้วยแล้วเน่าสลายกลายเป็นปุ๋ย (ไนโตรเจน) พืช
สดสำหรับต้นข้าว                 
     
38. ดินที่อุดมสมบูรณ์ดี (ตามหลักวิชาการ) เมื่อใส่ปุ๋ยเคมีลงไปจะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตทางใบ
(บ้าใบ/เฝือใบ) ดีมาก แต่ผลผลิตกลับลดลง.......แปลงนาข้าวที่มีอินทรีย์วัตถุ และสารปรับ
ปรุงบำรุงดินมากจะให้ผลผลิตดีมากไม่เฝือใบ ทั้งๆที่ใส่ปุ๋ยเคมีน้อยกว่า ต้นข้าวงามใบ (บ้าใบ)แก้ไข
โดยการให้ “โมลิบดินั่ม + แคลเซียม โบรอน” 1 ครั้ง
               
39. สภาพดินเหนียว ดินทราย ดินดำ ดินร่วน ฯลฯ ในดินแต่ละประเภทต่างก็มีสารอาหารพืชและ
ปริมาณแตกต่างกัน สารอาหารพืชเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามกลไกทางธรรมชาติหรือ เกิดจากกระบวนการ
สารพัดจุลินทรีย์ย่อยสลายสารพัดอินทรีย์วัตถุ                       
           
วันนี้ สารอาหารธรรมชาติในดินหมดไป หรือเหลือน้อยมากจนไม่พอพียงต่อความต้องการของพืชเพื่อ
การพัฒนาเจริญเติบโต สาเหตุหลักเกิดจากการปลูกพืชแบบซ้ำรุ่น ต่อเนื่อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งพืชคือผู้
นำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ สาเหตุรองลงมา คือ เกิดจากมนุษย์ทำลายวงจรการเกิดใหม่ของสาร
อาหารตามธรรมชาติ และทำลายผู้ผลิตสารอาหาร (จุลินทรีย์)นั่นเอง ดังนั้นจากคำกล่าวที่ว่า ดินมี
สารอาหารพืช ต้องเปลี่ยนใหม่เป็นพูดว่าดินเคยมีสารอาหารจึงจะถูกต้องตามข้อเท็จจริง
                           
แนวทางแก้ไข คือ จัดการให้มีวัตถุดิบที่ก่อให้เกิดสารอาหารพืช และ ส่งเสริมผู้ผลิตสารอาหารพืช ให้
เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด แล้วดินจะกลับคืนมาเป็นดินดี เหมือนป่าเปิดใหม่อีกครั้ง และจะ
เป็นดินดีตลอดไปอย่างยั่งยืนตราบเท่าที่ได้จัดการและส่งเสริมอย่างถูกวิธีสม่ำเสมอ
                   
40. การดัดแปลงคันนาให้กว้าง 3-4 ม. แล้วปลูกพืชสวนครัว เช่น พริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ ฯลฯ
บนคันนานั้น ผลผลิตที่ได้เมื่อเทียบกับจำนวนเนื้อที่แล้วจะได้มากกว่าข้าว
                     
เดี๋ยวต่ออีก comment นะครับพิมพ์ยาวมากไม่ได้

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 03, 2012, 09:52:53 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #290 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2012, 09:55:58 PM »

มาต่อกันครับ ยิงฟันยิ้ม

41. การเลี้ยงปลาในนาข้าวโดยการทำร่องน้ำรอบแปลงนาเพื่อให้ปลาอยู่นั้น ร่องน้ำกว้าง 2.5-3
ม. ลึกจากพื้นระดับในแปลงนา 80 ซม.- 1 ม. มีน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่สามารถหล่อเลี้ยงปลา
ในร่องได้ตลอดอายุของปลา หรือบางครั้งให้น้ำล้นจากร่องน้ำเข้าสู่แปลงนาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ด้วย
แนะนำให้เลี้ยงปลากินเนื้อ โตเร็ว จำหน่ายได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
                                         
           
การเลี้ยงปลาในนาข้าวสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น  ดัดแปลงปรับปรุงพื้นที่ลุ่มที่มีอยู่เดิมในแปลง
นาให้กักเก็บน้ำได้ตลอดฤดูกาลหรืออายุปลา ทำร่องล้อมรอบแปลงนาหรือ ขุดเป็นบ่อขึ้นมาใหม่ที่
บริเวณลาดต่ำในแปลงนา ข้อควรคิดต่อการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่จำเป็นต้องวางแผนแก้ปัญหาล่วงหน้า
ก่อนลงมือเลี้ยง ได้แก่ อายุปลาตั้งแต่เริ่มปล่อยลงน้ำถึงจับนาน 6 เดือน-1 ปี ซึ่งระยะเวลาขนาดนี้
ปลูกข้าวได้ 2-3 รุ่น ระหว่างที่ต้นข้าวกำลังเจริญเติบโตนั้นสามารถปล่อยน้ำจากแหล่งที่อยู่ของปลา
เข้าไปในแปลงนา จนกระทั่ง  น้ำท่วมต้นข้าวเพื่อให้ปลาจับกินแมลงได้ และก่อนเกี่ยวข้าวต้องงดน้ำ
ให้ข้าว ช่วงนี้ปลาจะกลับเข้าไปอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่เตรียมไว้ให้อย่างเดิม
                 
     

42. ตั้งเป้าหมายทำนาข้าวเพื่อขายเป็นพันธุ์ข้าวปลูก หรือเพื่อสีเป็นข้าวกล้องอินทรีย์ โอท็อป จะได้
ราคาดีกว่าปลูกข้าวแล้วขายเป็นข้าวเปลือกแก่โรงสี
                       

43. ข้าวนาดำ ให้ผลผลิตเหนือกว่านาหว่าน  ทั้งคุณภาพ ปริมาณและต้นทุน
                 
     

44. ข้าวนาดำ  ต้นกล้าที่ถอนขึ้นมาจากแปลงตกกล้า มัดรวมแล้วนำไปตั้งไว้ใน น้ำ 100 ล.+
มูลค้างคาว 250 กรัม นาน 12 ชม. จึงนำไปปักดำ เมื่อต้นข้าวโตขึ้นจะแตกกอดีกว่ากล้าที่ไม่ได้
แช่ในน้ำมูลค้างคาว                         
     

45. นาปี  หมายถึง นาข้าวที่ทำหรือหว่าน/ดำในช่วงฤดูฝนโดยรอแต่น้ำฝนในฤดูกาลเท่านั้น เช่น
นาข้าวที่หว่านวันแม่ (ก.ค.-ส.ค.) เกี่ยววันพ่อ (พ.ย.-ธ.ค.) มักมีปัญหาข้าวเปลือกล้น
ตลาด เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่หว่าน/ดำพร้อมกันทั้งประเทศ
                       
     

46. นาปรัง  (ปรัง.เป็นภาษาเขมร แปลว่า แล้ง.) หมายถึง นาข้าวที่ทำหรือหว่าน/ดำในช่วง
หน้าแล้ง หรือทำนารุ่น 2 ต่อจากนาปี โดยหว่าน/ดำในเดือน พ.ย.-ธ.ค.แล้วเก็บเกี่ยวช่วงเดือน
ก.พ.-มี.ค.ซึ่งต้นข้าวจะต้องเจริญเติบโตตลอดหน้าแล้ง บางปีบางแหล่งได้น้ำจากชลประทาน แต่
บางปีบางแหล่งที่น้ำจากชลประทานมีน้อยไม่สามารถปล่อยออกมาช่วยเหลือได้ บางปีบางแหล่งรอน้ำ
ฝนอย่างเดียว นาประเภทนี้มักมีปัญหาขาดแคลนน้ำเสมอ บ่อยครั้งที่ชาวนาบางแหล่งบางที่ต้องยอม
เสี่ยงทำนาปรัง เพราะผลผลิตราคาดี เนื่องจากมีคน ทำนาน้อย...

ชาวนาบางรายลงทุนแก้ปัญหานาปรังขาดแคลนน้ำโดยเจาะบ่อบาดาลในแปลงนาโดยตรง ต้องการใช้น้ำ
เมื่อใดก็สูบขึ้นมาใช้เมื่อนั้น               
           
เมื่อไม่มีน้ำบนหน้าดินหล่อเลี้ยงแปลงนาก็ให้อาศัยแหล่งน้ำใต้ดิน โดยใส่อินทรีย์วัตถุประเภทเศษซาก
พืชลงไปในดินลึกมากๆ ติดต่อกันหลายๆรุ่น อินทรีย์วัตถุประเภท เศษซากพืชจะช่วยกักเก็บและอุ้มน้ำ
ไว้ในเนื้อดินลึกอยู่ได้นานนับเดือนถึงหลายๆ เดือน
           
เตรียมอินทรีย์วัตถุประเภทเศษซากพืชไว้ใต้ดิน แนะนำให้เลือกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว-เหลือง-
แดง-ดำ หรือถั่วปรับปรุงดินของกรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เนื่องจากเป็นพืชโตเร็ว พันธุ์เบา อายุ 80 วัน.
พันธุ์หนัก อายุ 130 วัน (พันธุ์หนักให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์เบา)  ต้องการน้ำน้อยมาก  ไม่ยุ่งยาก
ในการปลูกและบำรุง เศษซากเปื่อยสลายตัวเร็ว (ภายใน 7-15 วัน).....กรณีถั่วเหลืองนั้นดีมาก
เพราะมีระบบรากลึกถึง 1-1.20 ม. แผ่ออกทางข้าง 30-50 ซม. ซึ่งรากที่หยั่งลึกลงไปในเนื้อ
ดินนี้ จะช่วยนำร่องให้น้ำจากผิวดินซึมลึกลงไปได้ง่าย...เนื้อที่ 1 ไร่ ปลูกถั่วเหลืองเพื่อเอาผลผลิต
ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 10-13 กก./ไร่ ซึ่งจะได้ไนโตรเจนมากถึง 45 กก./1 รุ่น แต่ถ้าต้อง
การเอาเศษซากต้นไถกลบลงดินจำนวนมากๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ 20-25 กก./ไร่
ไปเลย  ทั้งนี้ที่รากพืชตระกูลถั่วทุกชนิดนอกจากจะมีปมไนโตรเจนแล้ว ยังมีจุลินทรีย์กลุ่มคีโตเมียม.
ไรโซเบียม. ไมโครไรซ่า. แอ็คติโนมัยซิส. และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อดิน  จุลินทรีย์
ประจำถิ่น และพืชข้างเคียงทั้งสิ้น               
           
ต้นข้าวระยะกล้า ผิวดินมีน้ำหล่อ ใส่แหนแดง 2 ปุ้งกี๋ /ไร่ ทิ้งไว้จนกว่าน้ำแห้งลงถึงผิวหน้าดินแหน
แดงจะขยายพันธุ์จนเต็มพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อน้ำแห้งแหนแดงจะยังคงติดอยู่ที่ผิวหน้าดินแล้วรอเวลาเน่า
สลายกลายเป็นไนโตรเจน (อินทรีย์) บำรุงต้นข้าวได้เป็นอย่างดี
                               
     
47. นาหว่านสำรวย หมายถึง แปลงนาในที่ดอน ไม่มีน้ำหล่อหน้าดิน (หน้าดินแห้งไม่เปรอะเปื้อน
เท้า) ทำนาโดยหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วไถดินกลบ เมื่อฝนตกลงมาเมล็ดพันธุ์ก็จะงอกแล้วเจริญเติบ
โตตามธรรมชาติภายใต้ปริมาณน้ำฝน ถ้าฝนตกซ้ำก็ดีแต่ถ้าไม่มีฝนตกอีกเลยก็เสียหาย ทุกอย่าง
ดำเนินไปตามธรรมชาติแท้ๆ
                                   
     
48. นาหว่านน้ำตม  หมายถึง แปลงนาในที่ลุ่มมีน้ำหล่อหน้าดินตลอดเวลา บางแปลงสามารถควบ
คุมปริมาณน้ำได้ บางแปลงควบคุมไม่ได้ ในเมื่อธรรมชาติของต้นข้าวชอบน้ำพอแฉะหน้าดิน แต่นา
หว่านน้ำตมมีน้ำมากจนขังค้างโคนต้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมปริมาณน้ำให้ได้ด้วยการ สูบ
เข้า-สูบออก เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของต้นข้าวซึ่งจะส่งผลให้ได้ผลผลิตสูงสุด
                       

49. นาไร่ หรือ ข้าวไร่ หมายถึง นาในที่ดอนหรือบนไหล่เขาที่มีน้ำน้อยหรือไม่มีน้ำหล่อหน้าดิน
(เหมือนาสำรวย) นิยมทำโดย ไถ-พรวน ดินก่อนแล้วใช้วิธีปลูกแบบ หยอดเมล็ดพันธุ์ จากนั้น
ปล่อยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตเองโดยอาศัยน้ำฝนและน้ำค้าง
                 
     
50. นาลุ่ม หรือ นาเมือง หรือ นาข้าวขึ้นน้ำ หมายถึง แปลงนาในพื้นที่ลุ่มก้นกระทะ (ลักษณะทาง
ภูมิศาสตร์)มีน้ำมาก บางแหล่งลึกถึง 3 ม. ซึ่งต้นข้าวก็สามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ นิยมใช้ข้าว
พันธุ์โตเร็ว ต้นสูง สามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมมิดต้นระยะสั้นๆได้ แล้วเร่งโตจนยอดโผล่พ้นน้ำได้ทัน
การเก็บเกี่ยวบางปีระดับน้ำมากถึงกับพายเรือเกี่ยวข้าวด้วยมือ เมล็ดข้าวที่ได้มักมีความชื้นสูงมาก
                             

51. นาสวน หมายถึง นาข้าวแบบปักดำด้วยมือที่ระดับน้ำลึกไม่เกิน 80 ซม.- 1 ม. ในฤดูน้ำ
มากแต่ไม่มากเท่านาเมืองหรือนาข้าวขึ้นน้ำ                 
     

52.  นาขั้นบันได หมายถึง นาบนไหล่เขาที่ดัดแปลงกระทงนาเป็นเหมือนขั้นบันได้เพื่อกักเก็บน้ำ
เนื้อดินนาแบบนี้อุ้มน้ำได้ดีระดับหนึ่งแต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก เนื่องจากความลาดเอียงของไหล่เขาที่น้ำ
ต้องไหลหรือซึมจากที่สูงไปหาที่ต่ำเสมอ
                     

53. นาร่องน้ำ หมายถึง นาข้าวริมร่องน้ำในสวนยกร่องน้ำหล่อ มีแสงแดดส่องถึงตลอดทั้งวัน นิยม
ปลูกข้าวเพื่อเอาผลผลิตไว้เลี้ยงสัตว์                 
     

54. นอกจาก ข้าวจ้าว-ข้าวเหนียว ที่คนไทยนิยมกินเป็นอาหารหลักแล้ว สภาพภูมิอากาศทางภาค
เหนือของประเทศไทยยังสามารถปลูกข้าวมอลท์.  ข้าวบาเลย์. สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเบียร์ได้
ซึ่งวันนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศหรือแม้แต่ข้าวจาปอนนิก้า. สำหรับตลาดญี่ปุ่นก็สามารถปลูกได้เช่น
กัน คงจะเป็นการดีไม่ใช่น้อยที่ชาวนาเขตภาคเหนือส่วนหนึ่งจะหันมาปลูก ข้าวมอลท์. ข้าวบาเล่ย์.
หรือข้าวจาปอนนิก้า. ซึ่งนอกจากมีตลาดรองรับแน่นอนแล้ว ยังเป็นการลดปริมาณข้าวจ้าว-ข้าว
เหนียวที่ต่างก็แย่งตลาดกันเองอยู่ขณะนี้อีกด้วย
             
     
55. การติดตั้งสปริงเกอร์แบบหัวหมุน  น้ำที่ฉีดพ่นเป็น เม็ดน้ำ+ ละอองน้ำ ในนาข้าวสามารถทำได้
โดยใช้อุปกรณ์สปริงเกอร์แบบ ถอด-ประกอบได้ กล่าวคือ ประกอบชุดสปริงเกอร์ก่อนหว่าน/ดำ
(ด้วยมือ)หรือหว่าน/ดำ (ด้วยเครื่องจักร)แล้วจึงประกอบสปริงเกอร์ และก่อนเกี่ยวข้าวก็ให้ถอดสปริง
เกอร์ออกเพื่อให้รถเกี่ยวเข้าทำงานได้
                 
เปรียบเทียบ.....แปลงผักสวนครัวซึ่งอายุปลูกเพียง 40-45 วัน เนื้อที่ 40-200 ไร่  ติดตั้ง
สปริงเกอร์แล้วต้อง ถอด-ประกอบ ทุก 40-45 วัน สำหรับการปลูกแต่ละรุ่นยังสามารถทำได้ ใน
ขณะที่ข้าวซึ่งอายุปลูกนานถึง 120 วัน จึงไม่น่าจะมีปัญหา หากจะติดสปริงเกอร์แบบ ถอด-
ประกอบ ได้เหมือนสปริงเกอร์ในแปลงผักสวนครัวบ้าง
               
สปริงเกอร์ (ใช้ปั๊มไฟฟ้า 3 แรงม้า)สามารถให้ น้ำ. สารอาหาร (ธาตุหลัก-ธาตุรองธาตุเสริม-
ฮอร์โมน). สารสกัดสมุนไพร. และอื่นๆ ได้ทุกเมื่อ ณ เวลาที่ต้องการ  ด้วยแรงงานเพียง 1-2
คน ภายในเวลาเพียง 3-5 นาที/เนื้อที่ 2 ไร่ (1 โซน)นอกจากนี้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ของเนื้องานยังเหนือกว่าการฉีดพ่นด้วยเครื่องฉีดพ่นทุกประเภทอีกด้วย
                           

หมายเหตุ  :               
- ภายใต้สภาวะที่แรงงานหายากในปัจจุบัน การติดตั้งสปริงเกอร์แบบ “ถอด-ประกอบ”  ได้ด้วยแรง
งานในครัวเรือน (2-3 คน)ก็สามารถติดตั้งได้เรียบร้อยพร้อมใช้งานภายในเวลา 2-3 วัน ต่อแปลง
เนื้อที่ 10-20 ไร่
- เกษตรกรออสเตรเลีย ติดตั้งสปริงเกอร์แบบโอเวอร์เฮด หรือท็อปกัน แบบถาวร ด้วยการออกแบบ
ติดตั้งไม่ให้กีดขวางการเข้าทำงานของเครื่องจักรกล สปริงเกอร์นั้นอยู่ได้นานนับ 10 ปี โดยไม่ได้รับ
การกระทบกระเทือนจากเครื่องจักรกลทุกประเภท                 
     

56. การผสม น้ำ + สารอาหาร สำหรับให้ทางใบ ให้ได้ประสิทธิภาพของสารอาหารเต็ม 100
เปอร์เซ็นต์นั้น จะต้องปรับค่ากรด-ด่างของน้ำที่ใช้ผสมให้ได้ค่ากรด-ด่าง 6.0-6.5 หรือทำให้น้ำ
เป็นกรดอ่อนๆเสียก่อนจึงใส่สารอาหาร               
           
จากหลักการทางเคมีเบื้องต้นที่ว่า กรด + ด่าง = เกลือ + น้ำ โดยสารอาหารพืชมีสถานะเป็นกรด
น้ำที่ใช้ผสมเป็นด่าง เมื่อ กรดกับด่าง ผสมกันจึงมีสถานะเป็นกลาง หรือเสื่อมสภาพนั่นเอง แต่ถ้าได้
ปรับสภาพน้ำให้เป็นกรดอ่อนเสียก่อน เมื่อผสมกับสารอาหารจึงเป็น กรดกับกรด ผสมกัน หรือสาร
อาหารยังคงสถานะเป็นกรดอยู่เหมือนเดิมนั่นเอง           
     

57. ทำนาเอา “โล่” หมายถึง ทำนาได้ข้าว 150 ถัง/ไร่ แต่ลงทุน 5,500 ความที่ได้ผลผลิตสูง
มากจึงได้รับโล่รางวัล ทำนาแบบนี้ไม่สนใจต้นทุน สนใจแต่ชื่อเสียงเท่านั้น (การประกวดนาข้าวกรรม
การจะตัดสินแต่ปริมาณผลผลิตข้าวที่ได้ ไม่ได้พิจารณาต้นทุน)
                 
     

58. ทำนาเอา “ข้าว” หมายถึง ทำนาได้ข้าว 120 ถัง แต่ลงทุน 3,500 ความที่ได้ผลผลิต
ระดับ 100 ถังขึ้นจึงคุย (โม้) ได้โดยไม่สนใจต้นทุนกำไร
                       

59. ทำนาเอา “เงิน” หมายถึง ทำนาได้ข้าว 100 ถัง แต่ลงทุน 1,200 แม้จะได้ข้าวน้อยกว่า
120 ถัง แต่เมื่อขายแล้วหักต้นทุน ปรากฏว่ามีกำไรเหลือมากกว่า
                                 
     

60. ผลจากการทำนาข้าวที่ทำให้เกิดแก๊ส ซึ่งส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน ได้แก่ แก๊สจากปุ๋ยเคมีและ
จากการย่อยสลายเศษซากอินทรีย์วัตถุหรือฟอสซิล แต่เมื่อเทียบกับปริมาณแก๊สที่เกิดจากโรงงาน
อุตสาหกรรมแล้ว แก๊สจากนาข้าวน้อยกว่ามาก
       

61. ข้าวเปลือก 1 ตัน ความชื้น 1 เปอร์เซ็นต์  หมายถึงมีน้ำปนอยู่ในข้างเปลือก 15 กก.

62. "ข้าวเมาตอซัง" คือ ต้นข้าวตั้งแต่ระยะกล้า - แตกกอ  มีอาการต้นเหลือง ใบเหลือง  เกิด
จากก๊าซไฮโดรเจน ซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) ซึ่งก๊าซนี้เกิดจากการไถกลบฟางแล้วฟางหรือซากวัชพืชที่
ย่อยสลายยังไม่เรียบร้อย ..... การตรวจสอบ คือ หลังจากปล่อยน้ำเข้านาพร้อมกับใส่จุลินทรีย์ลง
ไปส่วนหนึ่งเพื่อการหมักฟาง 7-10 วันแล้ว ให้เดินย่ำลงไปในแปลงนา จะมีฟองอากาศเกิดขึ้น ให้สัง
เกตุกลิ่นที่ออกมาจากฟอง  ถ้ามีกลิ่นหอมหรือไม่มีกลิ่นเหม็น หรือหยิบเนื้อดินขึ้นมาดมจะมีกลิ่นหอม
แบบนี้แสดงว่า กระบวนการย่อยสลายเรียบร้อยแล้ว ให้ลงมือทำนาต่อได้เลย .... แต่ถ้าฟองนั้นมี
กลิ่นเหม็น หรือหยิบดินขึ้นมาดมแล้วมีกลิ่นเหม็น นั่นคือ กลิ่นของก๊าซไข่เน่า ขืนปลูกข้าวลงไป ต้นข้าว
ที่โตขึ้นมาจะเป็นโรคเมาตอซัง เทคนิคการแก้ไขเรื่องก๊าซไข่เน่าทำโดยปล่อยน้ำออกจากแปลงให้หมด
เหลือน้ำติดผิวดินแค่ระดับรอยตีนวัวตีนควาย  แล้วฉีดพ่นจุลินทรีย์หน่อกล้วยลงไปให้ทั่วแปลง  ทิ้ง
ไว้ 5-7 วัน เพื่อให้เวลาจุลินทรีย์มีประโยชน์กำจัดก๊าซไข่เน่า  จากนั้นให้เดินย่ำลงไปในแปลงตรวจ
สอบกลิ่นดินซ้ำอีกครั้ง  ถ้ายังคงมีกลิ่นเหม็นเหมือนเดิมอยู่ ให้ฉีดพ่นซ้ำจุลินทรีย์หน่อกล้วย แล้วทิ้งไว้
อีก 5-7 วัน ให้ตรวจสอบซ้ำอีก ทำซ้ำอย่างนี้หลายๆรอบจนกว่าจะหมดกลิ่น.....แต่ถ้าหลังจาก
ใส่จุลินทรีย์หน่อกล้วยครั้งแรก ครบกำหนดแล้วตรวจสอบ ไม่มีกลิ่นก๊าซไข่เน่า  ก็ให้ปล่อยน้ำเข้าแล้ว
ลงมือทำเทือกได้เลย

วิธีป้องกันการเกิดไข่เน่าวิธีหนึ่ง คือ ก่อนไถกลบฟาง ให้เอาฟางออกตรึ่งหนึ่ง หรือเอาออก 3 ใน 4
ส่วนของฟางที่มีทั้งหมด  ทั้งนี้ การมีปริมาณฟางมากๆ ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานมากกว่าการมี
ฟางน้อยๆ ดังนั้น ชาวนาจะต้องพิจารณา เอาฟางออกหรือเอาฟางไว้ทั้งหมด ด้วยความเหมาะสม
 
63. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของต้นข้าวที่ "ใบ" .....ลักษณะใบใหญ่ หนา เขียวเข้ม ตอนเช้า
7-9 โมง ใบธงไม่มีอาการโค้งงอลง  ใช้ท้องแขนกดลงที่ปลายใบ (ให้ปลายใบแทงท้องแขน) จะ
รู้สึกเจ็บที่ท้องแขน

64. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของต้นข้าวที่ "ราก" ..... ถอนต้นข้าวทั้งต้นขึ้นมาดูราก  ถ้ามี
รากขาวมากกว่ารากดำ มีจำนวนมาก ขนาดความยาวเท่าครึ่งหนึ่งของลำต้น แสดงว่าระบบรากดี  ใน
ทางตรงกันข้าม  ถ้ามีรากดำมากกว่ารากขาว  จำนวนรากน้อย  รากสั้น  แสดงว่าต้นไม่สมบูรณ์
กรณีนี้ควรเปรียบเทียบระหว่างต้นที่โตสมบูรณ์ กับต้นที่มีลักษณะแคระแกร็น  ก็จะเห็นความแตกต่าง
ชัดเจน

65. ต้นข้าวต้องการสารอาหาร (ปุ๋ย) 14 ตัว ประกอบด้วย ธาตุหลัก 3 ตัว  ธาตุรอง 3 ตัว และ
ธาตุเสริม 9 ตัว.....การใส่ปุ๋ยยูเรียทำให้ต้นข้าวได้รับปุ๋ยเพียงไนโตรเจนเพียงตัวเดียว  กับใส่
16-20-0 ก็จะได้ไนโตรเจน.กับฟอสฟอรัส.เท่านั้น....ชาวนาที่ใส่ยูเรีย 1 กส.(50 กก.)
ใส่ 16-20-0 อีก 1 กส. (50 กก.) ใส่ 2 สูตรรวม 100 กก.  ต้นข้าวก็ยังได้ปุ๋ยเพียง 2
ตัวเท่านั้น

66. ลักษณะ เด่น/ด้อย ทางพันธุกรรม เกิดจากการนำพันธุ์ข้าว 2 สายพันธุ์มาผสมกันให้เป็นข้าว
สายพันธุ์ใหม่ตามต้องการ ระหว่าง 2 สายพันธุ์ที่นำมาผสมกันนี้ แต่ละสายพันธุ์ย่อมมีทั้ง  "ลักษณะ
ด้อย และ ลักษณะเด่น" ทางสายพันธุ์ ซึ่งลักษณะใดลักษณะหนึ่งของสายพันธุ์หนึ่งอาจไปปรากฏใน
สายพันธุ์ที่ถูกผสมขึ้นมาใหม่ได้ การแก้ปัญหาลักษณะด้อยประจำสายพันธุ์สามารถทำได้โดยการ
"เน้น"  สารอาหารเพื่อบำรุงส่วนนั้นโดยตรงให้มากขึ้น  เช่น  สายพันธุ์ที่เปอร์เซ็นต์เป็นเมล็ดลีบ
สูง แก้ไขด้วยการให้ธาตุสังกะสี  สายพันธุ์ที่มีอัตราการแตกกอน้อย แก้ไขด้วยการธาตุ
อาหาร P และ K สูงในช่วงแตกกอ เป็นต้น  การเน้นสารอาหารเพื่อให้พืชได้รับมากเป็นกรณี
พิเศษ ควรให้ทางรากโดยใส่ไว้ในเนื้อดินตั้งแต่ตอนทำเทือก  หลังจากนั้นจึงให้เสริมทางใบเป็นระยะ
สม่ำเสมอ

สาเหตุอื่นที่ทำให้ข้าวเป็นเมล็ดลีบ เช่น ข้าวระยะออกดอก ระยะตากเกสร ระยะน้ำนม ถ้าสภาพอา
กาศอุณหภูมิผิดปกติ (หนาว-ร้อน กว่าปกติ)การพัฒนาของต้นจะชงัก แก้ไขด้วยการให้ธาตุสังกะสี
โดยให้แบบล่วงหน้าและระหว่างอุณหภูมิผิดปกติ

67. การให้แคลซียม โบรอน ทางใบแก่ต้นข้าวก่อนเกี่ยว 7-10 วัน จะทำให้ระแง้คอรวงเหนียว
เครื่องเกี่ยวสลัดเมล็ดข้าวไม่หลุด

68. การใช้สารกำจัดวัชพืชประเภท "ยาฆ่า-ยาคุม" หญ้า/วัชพืช ทุกชนิดในนาข้าว จะส่งผลให้
ต้นข้าวชงักการเริญเติบโต 7-15 วัน แล้วแต่ความเข้มข้นของสาร  แนวทางแก้ไข คือ หลังจากฉีด
พ่นสารกำจัดวัชพืชไปแล้ว 3 วัน (วัชพืชเริ่มใบเหี่ยว) ให้ฉีดพ่นสารอาหาร แม็กเนเซียม +
สังกะสี + น้ำตาลทางด่วน ที่ต้นข้าว ฉีดพ่น 2 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ต้นข้าวจะไม่ชงักการเจริญ
เติบโตแล้วโตต่อตามปกติ

69.

70.
...

ขอบคุณข้อมูลจากเวปเกษตรลุงคิมครับ  ยิงฟันยิ้ม
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=1698&page=1

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
aukaoaunam
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


« ตอบ #291 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2012, 11:07:51 AM »

สำหรับดินทรายอย่างภาคอีสาน จะทำนาโยนกล้าได้ไหมครับ
มีข้อแนะนำอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับ


Liked By: Gnoy, yudhapol
บันทึกการเข้า
Uthit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 266


« ตอบ #292 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2012, 04:14:29 PM »

นั่งทั้งวัน กับ 19 หน้า  ที่อ่านมา ประโยชน์ล้วนๆ  ขอบคุณเจ้าของกระทู้ คุณ konthain(นพ) 
 และทุกท่านที่มาแบ่งปันความรู้เป็นอย่างยิ่ง  ครับผม  อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #293 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2012, 04:28:37 PM »

สำหรับดินทรายอย่างภาคอีสาน จะทำนาโยนกล้าได้ไหมครับ
มีข้อแนะนำอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับ
พอดีเรื่องภูมิศาสตร์ทางภาคอีสาน ไม่ค่อยถนัดครับ เพราะในชีวิตที่ผ่านมาเคยไปภาคอีสานไม่กี่ครั้ง  โกรธ
นาดินทรายก็ทำนาโยนได้ครับ ถ้ามีน้ำพอทำเทือกได้ ถ้าเป็นการทำนาโยนในฤดูกาลทำนาทางบ้านผมที่ภาคเหนือ เวลาที่เหมาะสมในการเพาะกล้าก็คือ ต้นถึงกลางเดือน กรกฎาคมครับ
แล้วโยนกล้าช่วง กลางเดือนกรกฎาถึงต้นเดือนสิงหาคม จะไม่มีปัญหาไม่มน้ำทำนาครับ

แต่ถ้าปลูกข้าวโดยเฉพาะพันธุ์ที่ไม่ต้านทานต่อโรคใบไหม้หรือโรคจากเชื้อราอื่นๆ ถ้าปลูกช้าหลังสิงหาคม
ไปแล้วจะมีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับเชื้อราสูง เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกชุก ใบข้าวที่ยังไม่แข็งแรงที่เปียกอยู่
แทบจะตลอด จะเป็นโรคใบไหม้ได้ครับ แต่ถ้าเราปลูกแบบนาดำหรือนาโยน ช่วงเดือนกรกฎาคม
พอถึงช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ที่ฝนจะตกชุก ต้นข้าวก็จะแข็งแรงพอที่จะต้านทานโรคได้ครับ
(อันนี้เป็นการเฝ้าสังเกตุของผมนะครับ)

ทำนาโยนดินทรายขอเพียงมีน้ำให้ทำเทือกก็ทำได้ครับ

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #294 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2012, 04:30:53 PM »

นั่งทั้งวัน กับ 19 หน้า  ที่อ่านมา ประโยชน์ล้วนๆ  ขอบคุณเจ้าของกระทู้ คุณ konthain(นพ) 
 และทุกท่านที่มาแบ่งปันความรู้เป็นอย่างยิ่ง  ครับผม  อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง
รู้สึกยินดีมากครับที่มี ผู้ที่สนใจในสิ่งที่ผมพยายามสื่อออกไป เกี่ยวกับการปลุกข้าวอินทรีย์ไว้กินเองและการหาทางลดต้นทุนในการทำนาปลูกข้าว ครับ

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
nipun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 133


« ตอบ #295 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2012, 04:32:47 PM »

ขอบคุณมากมายสำหรับ ข้อมูลดีๆครับ
ขอคาระวะ 1 จอก
บันทึกการเข้า
nipun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 133


« ตอบ #296 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2012, 04:52:35 PM »

41. การเลี้ยงปลาในนาข้าวโดยการทำร่องน้ำรอบแปลงนาเพื่อให้ปลาอยู่นั้น ร่องน้ำกว้าง 2.5-3
ม. ลึกจากพื้นระดับในแปลงนา 80 ซม.- 1 ม. มีน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่สามารถหล่อเลี้ยงปลา
ในร่องได้ตลอดอายุของปลา หรือบางครั้งให้น้ำล้นจากร่องน้ำเข้าสู่แปลงนาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ด้วย
แนะนำให้เลี้ยงปลากินเนื้อ โตเร็ว จำหน่ายได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่


ปรึกษาเรื่องเรื่องน้ำนะครับ หากผมต้องการเลี้ยงปลาในนาข้าว
แต่อยากขุดร่องน้ำให้ลึกกว่านี้ เพื่อเอากั้นเป็นคันดิป้องกันน้ำท่วม(ที่ท่วมไม่รุนแรงมากนะคับ)
ร่องน้ำที่ลึกควรลึกไม่เกินเท่าไหร่ครับ หากลึกเกินไปส่งผลเสียต่อปลาที่เลี้ยงมากน้อยแค่ไหนครับ


Liked By: yudhapol
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #297 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 12:36:26 AM »

41. การเลี้ยงปลาในนาข้าวโดยการทำร่องน้ำรอบแปลงนาเพื่อให้ปลาอยู่นั้น ร่องน้ำกว้าง 2.5-3
ม. ลึกจากพื้นระดับในแปลงนา 80 ซม.- 1 ม. มีน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่สามารถหล่อเลี้ยงปลา
ในร่องได้ตลอดอายุของปลา หรือบางครั้งให้น้ำล้นจากร่องน้ำเข้าสู่แปลงนาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ด้วย
แนะนำให้เลี้ยงปลากินเนื้อ โตเร็ว จำหน่ายได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่


ปรึกษาเรื่องเรื่องน้ำนะครับ หากผมต้องการเลี้ยงปลาในนาข้าว
แต่อยากขุดร่องน้ำให้ลึกกว่านี้ เพื่อเอากั้นเป็นคันดิป้องกันน้ำท่วม(ที่ท่วมไม่รุนแรงมากนะคับ)
ร่องน้ำที่ลึกควรลึกไม่เกินเท่าไหร่ครับ หากลึกเกินไปส่งผลเสียต่อปลาที่เลี้ยงมากน้อยแค่ไหนครับ

เท่าที่หาข้อมูลมาปกติการเลี้ยงปลาในนาข้าว ร่องน้ำใช้เป็นที่หลบภัยและอาศัยของปลา ส่วนในแปลงนาเป็นที่หาอาหาร ความลึกของร่องน้ำก็ประมาณ 80 เซนต์ขึ้นไปแต่ถ้าลึกมากคันดินอาจจะพังได้ครับ
ที่นาของผมคูน้ำที่ไหลเข้าแปลงนาจะเชือมลงสระเก็บน้ำช่วงที่น้ำมากปลาจะออกมาหากินในแปลงนา
พอน้ำเริ่มแห้งปลาจะกลับลงสระ

เอาข้อมูลการเลี้ยงปลาในนาข้าวมาฝากครับ

การเลี้ยงปลาในนาข้าว


 ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรนานาชนิดสมดังคำกล่าวของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" แต่ปัจจุบันคำกล่าวนี้กำลังจะสูญสิ้นความหมา ยไป ทั้งนี้เพราะสภาพบ้านเมืองได้พัฒนาขึ้นตามกาลสมัย ทำให้สภาพของแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของปลาและสัตว์น้ำเปลี่ยนสภาพเสื่อมโทรมและตื้นเขินยิ่งขึ้นทุกวัน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปริมาณปลาลดน้อยลง ไม่เพียงพอแก่ความต้องการของพลเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ปลายังเป็นอาหารจำพวกเนื้อที่สำคัญประจำมื้อประจำวันของคนไทยควบคู่ไปกับข้าว ทั้งยังเป็นอาหารโปรตีนจำพวกเดียวเท่านั้นที่พี่น้องชาวไทยได้พึ่งพาอาศัยเป็นอาหารหลักอยู่ เพราะอาหารประเภทเนื้อสัตว์อื่นๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวและ เป็ด ไก่ นับวันจะหายากและทั้งราคาแพงยิ่งขึ้น หากเปรียบเทียบในด้านคุณค่าของอาหารประเภทเนื้อสัตว์แล้ว เนื้อปลามีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่ายที่สุด นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบบางอย่าง เช่น กรดอะมิโน ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างการสูงกว่าอาหารในจำพวกโปรตีนชนิดอื่นอีกด้วย
     กรมประมงได้พิจารณาเห็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งผลิตสัตว์น้ำให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการประจำวันของประชาชน โดยได้ค้นคว้า ทดลอง และส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปลาในนาขึ้น ทั้งนี้ เพื่อมุ่งที่จะเพิ่มอาหารโปรตีนจากปลาและเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนา โดยดัดแปลงผืนนาเดิมที่เคยทำอยู่เพียงเล็กน้อย ก็สามารถเลี้ยงปลาควบคู่ไปกับการปลูกข้าวได้
ปกติระหว่างฤดูทำนาในระยะนี้น้ำเอ่อนองเข้าผืนนา ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะแพร่กระจายจากแม่น้ำ ลำคลอง เข้าไปอาศัยเลี้ยงตัวและเจริญเติบโตในแปลงนาปีหนึ่ง ๆ เฉลี่ยแล้วประมาณ 4 กิโลกรัมเศษต่อไร่ ดังนั้นหากชาวนาจะคิดดัดแปลงผืนนาของตนที่ใช้ปลูกข้าวอยู่ให้มีการเลี้ยงปลาในผืนนาควบคู่ไปด้วยแล้ว นาข้าวซึ่งเคยได้ปลาเป็นผลพลอยได้พิเศษอยู่ก่อนเพียงเล็กน้อย ก็จะให้ผลผลิตปลาเพิ่มขึ้นเป็น 20 กิโลกรัมต่อไร่หรือกว่านั้น โดยที่ประเทศไทยมีเนื้อที่นาทั่วทั้งประเทศประมาณ 43 ล้านไร่ หากสามารถคิดใช้ผืนนาให้เป็นประโยชน์นอกเหนือจากการปลูกข้าวแต่อย่างเดียวเพียงแค่ 1 ใน 100 ของเนื้อที่นาทั่วประเทศ โดยคัดเลือกแปลงนาที่เหมาะสม ดัดแปลงและปรับปรุงเพื่อใช้เลี้ยงปลาควบคู่ไปกับการทำนา โดยปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักวิชาแล้วในปีหนึ่ง ๆ จะได้ผลผลิตจากปลาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหมื่น ๆ ตัน ซึ่งวิธีการนี้เป็นการเพิ่มอาหาร และรายได้บนผืนนาเดิมของพี่น้องชาวไทยนั่นเอง และจากวิธีการดังกล่าวนี้ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้ได้มากพอกับความต้องการของประเทศอีกด้วย
     การเลี้ยงปลาในนานั้นมิใช่เป็นของใหม่ ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียเลี้ยงปลาในนาข้าวได้ผลดีกันมาเป็นเวลานานแล้ว เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ในประเทศเราได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2491 แต่เพิ่งจะสนใจเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายเพียงไม่กี่ปีมานี้เอง

ประโยชน์จากการเลี้ยงปลาในนาข้าว
     1. ชาวนาสามารถใช้ประโยชน์จากผืนนาได้เต็มที่ ตามปกติในผืนนาจะมีอาหารธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ พืชและสัตว์เล็ก ๆ ทั้งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและที่ปรากฏอยู่ทั่วไป อาหารธรรมชาติเหล่านี้ตามปกติแล้วมิได้มีการใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ยิ่งถ้าหากชาวนาทำนาตามแบบที่ทางราชการแนะนำ คือ มีการใส่ปุ๋ยในแปลงนาด้วยแล้วอาหารธรรมชาติจะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น แต่อาหารธรรมชาติอันมีคุณค่านี้ถูกทอดทิ้งโดยมิได้ใช้ให้เป็นประโยชน์แต่อย่างใด หากชาวนาสนใจหันมาเลี้ยงปลาในนาข้าว ปลาที่เลี้ยงก็จะสามารถใช้อาหารธรรมชาติอันเป็นอาหารของปลาโดยเฉพาะให้เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยเปลี่ยนเป็นอาหารจำพวกโปรตีนในรูปของเนื้อปลาให้แก่เจ้าของนาและผู้เลี้ยงตลอดจนอาจเพิ่มรายได้ให้อีกทางหนึ่งด้วย
     2. ปลาช่วยกำจัดวัชพืช ชาวนาย่อมตระหนักดีถึงความยุ่งยากในการกำจัดวัชพืชที่ขึ้นรกในแปลงนาในระหว่างทำนา วัชพืชจะแย่งอาหารจากต้นข้าวทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ นาจะให้ผลผลิตต่ำ ชาวนาจะต้องเสียทั้งเวลาและเหน็ดเหนื่อยในการกำจัดวัชพืชดังกล่าว หากมีการเลี้ยงปลาในนาข้าวแล้วปลาจะช่วยกำจัดโดยกินวัชพืชนานาชนิดในแปลงนาเป็นอาหาร โดยชาวนาไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอีกด้วย
     3. ปลาช่วยกำจัดศัตรูของต้นข้าว หนอนและตัวอ่อนของแมลงชนิดที่อยู่ในน้ำและที่ร่วงหล่นลงไปในนาอันเป็นศัตรูร้ายแรงของต้นข้าว จะกลับเป็นอาหารวิเศษสุดของปลา
     4. ปลาช่วยพรวนดินในนา จากการที่ปลาว่ายวนเวียนในน้ำรอบ ๆ กอข้าวบนผืนนา การเคลื่อนไหวของครีบและหางปลาจะช่วยพัดโบกมวลดินในผืนนามิให้ทับอัดกันแน่น อันเป็นเสมือนการพรวนดินให้แก่ต้นข้าว ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามขึ้นกว่าปกติ
     5. ปลาช่วยเพิ่มปุ๋ย มูลและสิ่งขับถ่ายจากปลาซึ่งประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน และอื่น ๆ จะเป็นปุ๋ยโดยตรงสำหรับต้นข้าว
     6. การเลี้ยงปลาในนาข้าว ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นกว่าการปลูกข้าวแต่เพียงอย่างเดียว

การเลือกสถานที่
     ผืนนาทุกแห่งมิใช่จะเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาในนาเสมอไปการเลี้ยงปลาในนาข้าวจึงมักจะมีอุปสรรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ เช่นในบางท้องที่อาศัยเฉพาะน้ำฝน หรือบางที่ชาวนาไม่สามารถรักษาระดับน้ำในผืนนาไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่ต้องการ ดังนั้น หากเพียงแต่นาที่จะเลี้ยงปลาสามารถเก็บกักน้ำในผืนนาไว้ให้ได้มากกว่าปกติเพียงประมาณ 1-2 คืบ (30 เซนติเมตร) เป็นอย่างน้อยตลอดฤดูกาลทำนาและทั้งสามารถควบคุมปริมาณน้ำโดยไม่ให้ท่วมผืนนาได้อีกด้วยแล้ว นาแปลงนั้นก็สามารถที่จะเลี้ยงปลาในนาได้ผลดี จึงควรที่จะยึดหลักในการเลือกผืนนาให้มีสภาพดังนี้
     1. อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หนอง บึง ลำราง ทางน้ำไหลที่สามารถนำน้ำเข้าแปลงนาได้ แปลงนาที่อาศัยน้ำฝนทำนาแต่เพียงอย่างเดียวควรเก็บกักน้ำได้ไม่น้อยกว่า 90 วัน
     2. ไม่เป็นที่ลุ่มจนน้ำท่วม หรือที่ดอนเกินไปจนไม่สามารถเก็บกักน้ำได้
     3. สะดวกต่อการดูแลรักษา
     4. พื้นที่ที่ปลูกข้าวได้ผลดีจะสามารถดัดแปลงมาทำการเลี้ยงปลาควบคู่กับการปลูกข้าวได้

ขนาดของแปลงนาข้าว
     แปลงนาที่เลี้ยงปลาในนาข้าว จะมีขนาดและรูปร่างอย่างไรก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ และความพร้อมของผู้เลี้ยง แต่แปลงขนาดตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไปจะมีความเหมาะสมและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

การเตรียมแปลงนาข้าว
     การเตรียมแปลงนาเพื่อใช้เลี้ยงปลาในผืนนาไปด้วยนั้น ควรเตรียมให้เสร็จก่อนระยะเตรียมดินและไถคราด โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
     1. แปลงนาที่เป็นที่ลุ่มและสามารถเก็บกักน้ำได้ลึกอย่างน้อย 1 ศอก (50 เซนติเมตร) ตลอดฤดูทำนา ควรเสริมคันนาให้สูงขึ้นจากระดับพื้นนาเดิมประมาณ 3 คืบ (80 เซนติเมตร) และมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ เพื่อป้องกันน้ำท่วมและการพังทลายของคันนา
     2. แปลงนาที่มีบ่อล่อปลาอยู่แล้ว ก็ให้ดัดแปลงโดยเสริมคันนาให้แข็งแรงสามารถเก็บน้ำได้ลึกอย่างต่ำ 1-2 คืบ (30 เซนติเมตร) โดยให้พื้นที่ของแปลงนามีขนาดประมาณ 10 เท่า ของพื้นที่บ่อล่อปลา
     3. และเพื่อความสะดวกในการจับปลา จึงสมควรขุดบ่อปลาบริเวณที่ลึกที่สุดของแปลงนา เพื่อให้ปลามารวมกันในขณะที่ลดระดับน้ำในแปลงนาข้าว โดยมีพื้นที่ประมาณ 5-10 ตารางวา (20-40 ตารางเมตร) แล้วแต่ขนาดของแปลงนาและลึกกว่าร่องนาประมาณ 1 ศอก (50 เซนติเมตร)
     4. บ่อรวมปลานี้ยังใช้เป็นบ่ออนุบาลลูกปลาที่มีขนาดเล็กให้มีขนาดใหญ่ คือ มีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ซึ่งเหมาะที่จะปล่อยเลี้ยงในแปลงนาได้ดี โดยการอนุบาลลูกปลาไว้ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนก่อนถึงฤดูทำนา
     5. พันธุ์ข้าว ใช้พันธุ์ข้าวที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำในแต่ละท้องถิ่นหากเป็นไปได้ ควรเลือกใช้ข้าวพันธุ์หนักที่สามารถอยู่ในนาได้นานวัน

พันธุ์ปลาที่ควรเลี้ยงในนาข้าว
     พันธุ์ปลาที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงในนาข้าว ควรมีคุณสมบัติดังนี้
     1. เลี้ยงง่าย
     2. เติบโตเร็ว
     3. อดทน
     4. หาพันธุ์ได้ง่าย
     5. ไม่ทำลายต้นข้าว
     6. เนื้อมีรสดีเป็นที่นิยมของท้องถิ่น
พันธุ์ปลาดังกล่าว ได้แก่ ปลาไน ปลาตะเพียนขาว ปลานิล ปลานวลจันทร์เทศ และปลาหัวโต หรือปลาซ่ง ซึ่งปลาต่าง ๆ เหล่านี้กินอาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแปลงนา ประเภทพืชและสัตว์เล็ก ๆ ได้ดีจึงโตเร็ว และนอกจากนี้ยังกินอาหารเสริมต่าง ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่นอีกด้วย
     แปลงนาซึ่งเป็นที่ลุ่มและพื้นนาลาดเอียงบางด้าน ก็ให้ใช้ด้านต่ำเป็นที่พักปลาโดยขุดดินด้านนี้มาเสริมคันนาให้สูงขึ้นมากพอที่จะเก็บกักน้ำให้ท่วมที่ดอนได้ ประมาณ 1-2 คืบ (30 เซนติเมตร)
     แปลงนาที่อยู่ในพื้นที่ราบและไม่เป็นที่ลุ่มเกินไป ควรขุดร่องรอบผืนนาให้มีความกว้าง 2 ศอก (1 เมตร) ลึก 3-4 คืบ (80 เซนติเมตร - 1 เมตร) แล้วนำดินที่ขุดขึ้นเสริมคันนาให้สูงจากระดับผืนนาเดิมประมาณ 1 ศอก (50 เซนติเมตร) เพื่อเก็บกักน้ำให้ท่วมแปลงนาได้ลึก 1-2 คืบ (30 เซนติเมตร)

ช่วงเวลาการปล่อยปลา
หลังจากไถคราดและปักดำเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณ 15-20 วัน เมื่อเห็นว่าต้นข้าวแข็งแรง และรากยึดติดดินดีแล้ว จึงนำปลาไปปล่อยลงเลี้ยง

ขนาดและจำนวนพันธุ์ปลา
     ขนาดและจำนวนปลาที่จะปล่อยลงเลี้ยงในนาแปลงหนึ่ง ๆ นั้นควรใช้ปลาขนาดความยาว 5-10 เซนติเมตร เพราะเป็นปลาขนาดที่เติบโตได้รวดเร็ว และพอที่จะเลี้ยงตัวหลบหลีกศัตรูได้ดี
     จำนวนปลาที่จะปล่อยลงเลี้ยงนั้น ควรปล่อยในอัตราที่เหมาะสมต่อเนื้อที่นาอย่าให้มากหรือน้อยเกินไป หากมากเกินแล้วปลาจะเจริญเติบโตช้า เพราะปลาจะแย่งที่อยู่อาศัยและแย่งอาหารกันเอง ในเนื้อที่นา 1 ไร่ควรปล่อยปลาลงเลี้ยงประมาณ 400-800 ตัว แล้วแต่ขนาดของปลาหรือถ้าจะเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันควรใช้สัดส่วนของปลาไนต่อปลาตะเพียนต่อปลานิล เท่ากับ 4 ต่อ 2 ต่อ 2 จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือปล่อยปลาไน ปลาตะเพียน และปลานิลขนาด 3-5 เซนติเมตร อัตรา 500 ตัวต่อไร่ รวมกับปลาจีน 30-50 ตัวต่อไร่ ใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือน จะได้ขนาดตลาดต้องการ และหากแปลงนามีน้ำสมบูรณ์อาจพิจารณาปล่อยปลาหัวโตหรือปลานวลจันทร์เทศอย่างหนึ่งอย่างใดหรือรวมกันเสริมลงไป ไม่เกิน 10-20 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่ก็ได้ หลังจากปล่อยพันธุ์ปลาลงในแปลงนาแล้วในสัปดาห์ที่ 1-2 ควรให้อาหารสมทบแก่ลูกปลาขนาดเล็ก พวกรำละเอียดโปรยให้บริเวณที่ปล่อยปลาหลังจากนั้นจึงปล่อยให้ปลาหาอาหารกินเองในแปลงนา

อาหารและการให้อาหาร
     การเลี้ยงปลาในนาเป็นการให้อาหารธรรมชาติในผืนนาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ แต่อาหารธรรมชาตินี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของปลา จำเป็นต้องเร่งให้เกิดอาหารธรรมชาติ โดยการใส่ปุ๋ยและให้อาหารสมทบ
     ปุ๋ย ปุ๋ยที่เหมาะสมได้แก่ มูลสัตว์ที่หาได้ในท้องถิ่นใส่ในอัตราเดือนละ 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่านในร่องนาหรือกองไว้ที่มุมแปลงนาด้านใดด้านหนึ่งแล้วแต่ความสะดวก หรือผสมใช้ทำเป็นปุ๋ยหมักก็ได้ ส่วนการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์นั้นสามารถใส่ได้ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ
     อาหารสมทบ ได้แก่ รำ ปลายข้าวต้มผสมรำ ปลวก แมลง ผัก และหญ้า ชนิดที่ปลากินได้ จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้การปลูกสร้างคอกสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด ไว้บนแปลงนาจะเป็นการเพิ่มอาหารปลาเนื่องจากมูลสัตว์สามารถใช้เป็นปุ๋ยแก่ปลาได้ด้วย

การดูแลรักษา
     1. ศัตรู โดยทั่วไปได้แก่ ปลาช่อน งู กบ เขียด หนู และนกกินปลา ก่อนปล่อยปลาจึงควรกำจัดศัตรูภายในผืนนาออกให้หมดเสียก่อน และควรระมัดระวังโดยพยายามหาทางป้องกันศัตรูที่จะมาภายหลังอีกด้วย
     2. ระดับน้ำ ควรจะรักษาระดับน้ำให้ท่วมผืนนาหลังจากปล่อยปลาแล้วจนถึงระยะเก็บเกี่ยวอย่างน้อยประมาณ 1-2 คืบ (30 เซนติเมตร) เพื่อปลาจะได้หากินบนผืนนาได้ทั่วถึง
     3. หมั่นตรวจสอบคันนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันคันนารั่วซึมและพังทลาย สาเหตุมักเกิดจากการเจาะทำลายของปูนา และฝนตกหนัก
     4. ยาปราบศัตรูพืช ไม่ควรใช้ยาปราบศัตรูพืชในแปลงนาที่มีการเลี้ยงปลาร่วมอยู่ด้วย เพราะยาฆ่าแมลงหรือยาปราบศัตรูพืชส่วนใหญ่เป็นอันตรายต่อปลาแม้ใช้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ปลาถึงตายได้ แต่ในกรณีที่ต้นข้าวเกิดโรคระบาดจำเป็นจะต้องฉีดยาฆ่าแมลง ควรจับปลาออกให้หมดเสียก่อน
     5. การใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ชนิดเม็ดที่ละลายได้ยากจะต้องระมัดระวังให้มากเพราะปลาอาจจะกินปุ๋ยทำให้ตายได้ ควรละลายน้ำแล้วสาดให้ทั่วผืนนา

ผลผลิตที่ได้
     การเลี้ยงปลาในนาข้าวนอกจากจะได้ข้าวตามปกติแล้ว จากผลการทดลองพบว่าแปลงนาที่มีการเลี้ยงปลาควบคู่กับการปลูกข้าว จะได้ข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณไร่ละ 5 ถัง นอกจากนี้ยังได้ปลาอีกอย่างน้อยประมาณไร่ละ 20 กิโลกรัม ซึ่งถ้าหากมีการใส่ปุ๋ยและให้อาหารสมทบด้วยแล้วจะได้ผลผลิตปลาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5 เท่า
     การเลี้ยงปลาในนาข้าวเป็นอาชีพที่ชาวนาสามารถปฏิบัติได้เกือบตลอดปีเพราะนอกจากจะเลี้ยงปลาในนาในระยะที่ทำนาตามปกติแล้วหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จ ชาวนายังสามารถใช้ผืนนาเดิมเลี้ยงปลาในระยะหลังการเก็บเกี่ยวได้อีกในกรณีที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ โดยเพิ่มระดับน้ำให้ท่วมผืนนาอย่างน้อยประมาณ 1-2 คืบ (30 เซนติเมตร) ตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงปลา ผืนนาที่เคยถูกทอดทิ้งให้แห้งแล้งปราศจากประโยชน์จะกลับกลายสภาพเป็นบ่อเลี้ยงปลา ซังข้าวและวัชพืชบนผืนนาจะเน่าสลายกลายเป็นอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์แก่ปลา เป็นการใช้ประโยชน์จากผืนนาอีกครั้งหนึ่งจนกว่าจะถึงฤดูทำนาตามปกติ
     การเลี้ยงปลาในนาข้าวเป็นการเพิ่มผลผลิตแก่พี่น้องชาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารได้เป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะช่วยให้ชาวนามีการกินดีอยู่ดี กับทั้งจะเป็นการเสริมสร้างรายได้ของครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ชาวนาใช้ผืนนาในฤดูทำนาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และแม้แต่หลังฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวนายังสามารถใช้ผืนนาให้เป็นประโยชน์ด้วยการเลี้ยงปลาได้อีก จึงควรที่พี่น้องชาวนาจะได้ริเริ่มดัดแปลงผืนนาของตนให้เกิดประโยชน์แก่ครอบครัว อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป

คำแนะนำ
การป้องกันสัตว์น้ำจากภัยธรรมชาติ
"ภัยธรรมชาติ" หมายถึง อันตรายจากสิ่งที่เกิดมีและเป็นอยู่ตามธรรมชาติ ของสิ่งนั้น ๆ โดยมิได้มีการปรับปรุง อาทิ อุทกภัย และฝนแล้ง เป็นต้น กรมประมง จึงขอเสนอแนวทางป้องกันหรือลดความสูญเสียและความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากการประสบภาวะฝนแล้ง ฝนต้นฤดูและอุทกภัย ดังนี้
ภาวะฝนแล้ง
ภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงทำให้ปริมาณน้ำมีน้อยทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำชลประทานซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเกิดผลกระทบต่อการประมง ตลอดจนสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ โดยมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
     1. ควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้อย เช่น การรั่วซึม การกำจัดวัชพืช
     2. ทำร่มเงาให้สัตว์น้ำเข้าพักและป้องกันการระเหยน้ำบางส่วน
     3. ลดปริมาณการให้อาหารสัตว์น้ำที่มากเกินความจำเป็นจะทำให้น้ำเสีย
     4. เพิ่มปริมาณออกซิเจนโดยใช้เครื่องสูบน้ำจากก้นบ่อพ่นให้สัมผัสอากาศแล้วไหลคืนลงบ่อ
     5. ปรับสภาพดินและคุณสมบัติของน้ำ เช่น น้ำลึก 1 เมตร ใส่ปูนขาว 50 กก./ไร่ ถ้าพื้นบ่อตะไคร่หรือแก๊สมากเกินไปควรใส่เกลือ 50 กก./ไร่ เพื่อปรับสภาพผิวดินให้ดีขึ้น
     6. จับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภคในเวลาเช้าหรือเย็น เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำในบ่อ
     7. ตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำจากภายนอกที่จะสูบเข้าบ่อเลี้ยง เช่น พบว่ามีตะกอนและแร่ธาตุต่าง ๆ เข้มข้น ควรงดการสูบน้ำเข้าบ่อ
     8. งดเว้นการรบกวนสัตว์น้ำเพราะการตกใจจะทำให้สัตว์น้ำสูญเสียพลังงานและอาจตายได้
     9. งดเว้นการขนย้ายสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด หากจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง
     10. แจ้งความเสียหายตามแบบฟอร์มกรมประมง เพื่อการขอรับความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง และรวดเร็ว
ภาวะฝนต้นฤดู
การเตรียมการรับภาวะฝนต้นฤดู เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรปฏิบัติ ดังนี้
     1. ไม่ควรสูบน้ำฝนแรกเข้าบ่อ เพราะน้ำจะพัดพาสิ่งสกปรกจากผิวดินลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ควรปล่อยให้น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้น จึงนำน้ำไปใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
     2. ควรสูบน้ำในบ่อให้สัมผัสอากาศจะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนและป้องกันการแบ่งชั้นของน้ำ
     3. ป้องกันการไหลของน้ำฝนที่จะชะล้างแร่ธาตุและสารเคมีจากผิวดินลงสู่บ่อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้
     4. งดการรบกวน การจับและขนย้ายสัตว์น้ำ ควรรอจนกว่าคุณสมบัติของน้ำมีสภาพดีเป็นปกติ
     5. งดจับสัตว์น้ำเพื่อการอนุรักษ์ เนื่องจากสัตว์น้ำจะผสมพันธุ์หลังจากฝนตกใหม่ ๆ
ภาวะอุทกภัย
     การป้องกันสัตว์น้ำสูญหายจากภาวะอุทกภัยควรปฏิบัติตามสภาวะการณ์ก่อนเกิดภาวะอุทกภัย คือให้จับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดตลาดต้องการออกจำหน่าย ก่อนช่วงมรสุมในฤดูฝน พร้อมทั้งสร้างกระชังไนลอน กระชังเนื้ออวน บ่อซีเมนต์ หรือขึงอวนไนลอน เพื่อกักขังสัตว์น้ำ

"สัตว์น้ำจะปลอดภัย ให้ป้องกันหมั่นดูแล"

 
เขียนโดย : http://www.nicaonline.com/articles1/site/view_article.asp?idarticle=139 

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
aukaoaunam
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 749


« ตอบ #298 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 12:13:50 PM »

ทำนาโยนดินทรายขอเพียงมีน้ำให้ทำเทือกก็ทำได้ครับ

1.ผมมีสระน้ำขนาด 20 x 50 x 3 เมตร มีน้ำตลอดปี หากจะทำนาโยนสัก 2 แปลง แต่ละแปลงพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ อยู่ติดกับสระน้ำ
ไม่ทราบว่าน้ำจะเพียงพอทำเทือกไหมครับ

2.การทำเทือกนี่ทำอย่างไร และต้องใช้น้ำมากขนาดไหนครับ

3.นาโยนเหมาะกับข้าวพันธุ์อะไร / ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ทำได้หรือไม่ครับ

คือผมไม่สะดวกในการอ่านรายละเอียดเนื่องจากผมมาขอใช้เน็ตของ อบต. ใช้นานไม่ได้ กำลังรอ 3G ปลายปีนี้

ผมจึงต้องใช้วิธีถามเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น และจะพยายามค่อย ๆ ศึกษาในกระทู้ ขออภัยด้วยนะครับ


Liked By: seri, nipun, puzzaa
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #299 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 12:32:42 PM »

ทำนาโยนดินทรายขอเพียงมีน้ำให้ทำเทือกก็ทำได้ครับ

1.ผมมีสระน้ำขนาด 20 x 50 x 3 เมตร มีน้ำตลอดปี หากจะทำนาโยนสัก 2 แปลง แต่ละแปลงพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ อยู่ติดกับสระน้ำ
ไม่ทราบว่าน้ำจะเพียงพอทำเทือกไหมครับ

konthain(นพ) : พื้นที่สระเก็บน้ำได้ประมาณ 3,750 ลูกบาศก์เมตร มีน้ำเติมตลอดปี
เหลือเฟือที่จะทำเทือกทำนาครับ

2.การทำเทือกนี่ทำอย่างไร และต้องใช้น้ำมากขนาดไหนครับ

konthain(นพ) :การทำเทือกคือการปรับพื้นนาโดยอาศัยขั้งน้ำให้ดินเปียกแล้วคราดให้ดินแตกเป็นโคลนทำให้เป็นแบบในรูปครับ



ทำเทือกแล้วแทงร่องเพื่อการควบคุมน้ำได้น้ำไม่ขัง(ลดปัญหาหอยเชอรี่ได้)
มาศึกษาว่าการทำเทือก คืออะไรแบบละเอียดได้จากกระทู้ตามลิ้งค์ครับ
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=25367.0

3.นาโยนเหมาะกับข้าวพันธุ์อะไร / ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ทำได้หรือไม่ครับ

konthain(นพ) : การทำนาโยนกล้าเป็นแค่วิธีการนึงในการปลูกข้าวเท่านั้นครับ ทำได้กับข้าวนาสวน(การทำนาทั่วไปในพื้นที่ราบ)ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า สามารถปลูกด้วยวิธีโยนกล้าได้ครับ

คือผมไม่สะดวกในการอ่านรายละเอียดเนื่องจากผมมาขอใช้เน็ตของ อบต. ใช้นานไม่ได้ กำลังรอ 3G ปลายปีนี้

ผมจึงต้องใช้วิธีถามเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น และจะพยายามค่อย ๆ ศึกษาในกระทู้ ขออภัยด้วยนะครับ



ตอบให้แล้วนะครับ มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ก็ถามมาได้เลยครับ  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์


Liked By: seri, nipun, kasedt50, Ekachaiyan
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 05, 2012, 12:35:23 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
deer art
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 1116


« ตอบ #300 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 01:54:05 PM »





ปัญหานาดินทรายภาคอีสาน ทำเทือกแล้วดินพักตัวเร็วมากครับ
บันทึกการเข้า
seri
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 575


« ตอบ #301 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 02:17:11 PM »

ของผมทำอยู่ที่ อ.ชุมแพ ขอนแก่น มีปัญหาดินทรายเหมือนกันครับ ผมใช้วิธีคราดเสร็จโยนตามเลยครับเพราะถ้าปล่อยไว้นานดินจะแน่นโยนไม่ลงครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9452


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #302 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 02:28:31 PM »

ขอบคุณ คุณ deer art และคุณ seri มากครับที่มาช่วยกันให้ข้อมูลกับเพื่อนสมาชิกครับ
อยากให้หลายๆท่านมาช่วยกันแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์การทำนา กันเยอะๆครับ

 ยิ้มเท่ห์


Liked By: nipun, seri, mskh875, aukaoaunam
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
SC34
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 301


« ตอบ #303 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 02:33:55 PM »

 ;)นาดินทรายภาคอีสาน ค่อนข้างเป็นดินขาดอินทรีย์วัตถุ รุนแรงมาก ควรปรับปรุงดินให้ดีโดยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ ทั้งหว่านพืชตระกูลถั่ว หรือเอาขี้วัว ขี้ควายขี้หมู ขี้ไก่ ลงนาเยอะ ครับ ทำปุ๋ยหมักฟางข้าว ทำดินให้ดีก่อน การทำนาโยนกล้าถึงจะแสดงศักยภาพของต้นกล้าออกมาได้เป็นที่น่าพอใจ  เพราะถ้าดินไม่ดีข้าวก็ไม่แตกกอมาก เอาน้ำเข้าไม่ทันหญ้าก็ยุ่งอีก ลองศึกษาวิธีอื่นๆ คู่กันไปด้วยครับ
ด้วยความหวังดี..
(ขอประทานอภัย..ท่านน้านพ เจ้าของกระทู้ที่ตามมาตอบในนี้)..
ปล.น้านพ พอจะมีVDO การกำจัดหญ้าโดยวิธีธรรมชาติเจ๋งๆมั๊ยครับ แชร์ด้วย
 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์


Liked By: nipun, seri, mskh875, aukaoaunam, Tewa
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 [19] 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 ... 74   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: