หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกอินทผลัมเป็นอาชีพคิดถูกหรือผิด  (อ่าน 116485 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
pantera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 195


« ตอบ #176 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2013, 08:00:35 PM »

ปลูกที่เรากิน กินที่เราปลูก เหลือก็ขาย ดูแลด้วยตัวคนเดียวได้
ผมคนนึงที่สั่งเพาะเนื้อเยื่อเพื่อพิสูจน์ว่าทำไม ซื้อจากคนละที่บาฮีมันไม่เหมือนกัน
และปลูกมันหลายๆอย่างแต่ไม่เกินอย่างละ 1 ไร่ ที่ไหนว่างก็ปลูกพริก กระเพราะ โหรพา มะเขือ มัน กล้วย ....เรื่อยเปื่อย
อย่างละไร่ก็เยอะแล้ว แม่ค้าก็วิ่งมาหานะ รายได้อยู่กะบ้าน เคยปลูกดาวเรืองดาดๆ ดอกเล็กๆ โรยไปเรื่อย ไปเที่ยวสามวันกลับมาแม่ใส่ทอง ดาวเรืองกุด...
ตอนนี้ทำงานเป็นลูกจ้างก่อน เพราะฟุ้งเฟื้อดี เบื่อเมื่อไหร่จะกลับไปบ้านคงพอดีกับต้นไม้ที่ให้เทวดาดูแลโตงอกงาม


Liked By: Donhun, nopmtp, vichai sila
บันทึกการเข้า

สุดท้ายเราก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ มากกว่าที่สังคมต้องการ

kai1973
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21


« ตอบ #177 เมื่อ: เมษายน 12, 2014, 11:11:12 PM »

จะปลูกอะไรก็ช่างเถอะครับ .. อินทผลัม .. ผมก็คิดว่าไม่ต่างกันหรอกครับถ้าท่านมีองค์ความรู้อย่างแตกฉาน มีการจัดการพื้นที่ และเข้าใจเรื่องการตลาดเป็นอย่างดี ไม่ใช่การตลาดแห่กันทำ ...อันนี้เจ๊งแน่นอน.... หากจะปลูกจะต้องเกิดจากความชอบก่อนว่าท่านชอบในรสชาด หรือชอบต้นของมัน แต่ถ้าจะปลูกให้เป็นอาชีพหลักเนี่ยมันต้องเรียนครับ เรียน ๆ ๆ ศึกษา ๆ ๆ ให้รู้แจ้งเพราะเม็ดเงินที่ใช้มันสูงและการตลาดในอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้ มันไม่เหมือนหมู เห็ด เป็ด ไก่ วัว ที่คนต้องกินต้องซื้อทุกวัน ...ว่าที่จริงผลไม้หลายชนิดที่เรากินกันทุกวันจนติ๊ต่างเอาว่าเป็นผลไม้ประจำชาตินั้นอันที่จริงลองไปศึกษาภูมิหลังดูซีครับว่าต้นตระกูลสายพันธุ์มาจากใหน เกิดในไทยจริง ๆ กี่ชนิดเชียว คนยุคก่อนล้วนนำเข้าพัฒนา ปรับปรุงสายพันธุ์ จนถูกปากคนไทยก็เยอะครับ ..... สำหรับผมอินทผลัมผมชอบที่รสชาดครับ จริง ๆ ก็ส่วนตัวผมชอบผลไม้รสหวานทุกประเภทอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นต้นผมยิ่งชอบ คือ ผมชอบต้นไม้ตระกูลปาล์ม ตระกูลหมาก อยู่แล้วครับ เลยลงมือสั่งเมล็ดมาเพาะเองครับ จะซื้อต้นคงไม่ไหวมันแพงอ่ะครับ สั่งซื้อเมล็ดจากร้านช่างอะไรซักอย่างนี่แหละครับจำชื่อไม่ได้ที่ศรีสะเกษ ทาง net ก็สั่งมา 100 เม็ด กะว่าอ่านหนังสือไปเพาะไปอย่างกระจอกก็น่าจะขึ้นสัก 50 ต้น แต่แหมเกินคาดทำตามคู่มือมันขึ้นหมดเลยครับ 97 ต้น เน่า 3 เม็ด แต่ก็เลือกเอาที่ดูดีมีชาติตระกูลหน่อยมาลงถุง 50 ต้น ที่เหลือก็เอาไปฝังดินไว้ก่อนไว้โตค่อยขุดย้ายกัน ตอนนี้ต้นกล้างามดีครับ ได้ 3 เดือนละ อีกสัก 1 ปีคงโตพองาม (ฝันไว้ตามภาพที่เค๊าโชว์กัน) จะเอาไปปลูกเป็นแนวถนนในบ้านน่าจะได้ 10 ต้น กะรอบ ๆ บ้านตามมาตรฐานอีก 12 ต้น ที่เหลือจะเอาไปปลูกที่สวนริมสระน้ำที่มะม่วง กะฝรั่งไม่ค่อยติด ตามมาตรฐานน่าจะหมดพอดี ... ไม่ซีเรียสเรื่องการตลาดเพราะมีมะนาว ฝรั่ง กะมะม่วง อยู่แล้ว เอาตามความชอบครับถ้าโชคดีมาก ๆ ๆ ก็คงจะมีผลให้ชิมลิ้มรส ถ้าเหลือก็แบ่งญาติ ๆ ทานกัน ถ้ายังเลืออีกก็ค่อยเอาไปขายครับ(ถ้ามีคนซื้อ..หุหุหุ) ถ้าโชคดีน้อย ก็มีต้นไม้สวย ๆ ไว้ชื่นชม และพอจะแบ่งขายให้กลุ่มที่จัดสวนอีกต่างหาก ....... เอาตามความชอบนะครับ
บันทึกการเข้า
tawatd
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 72


« ตอบ #178 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2014, 01:38:41 PM »

หากปลูกแบบชาวบ้านๆ แล้วตลาดที่จะรองรับอยู่ที่ไหน...ถ้าขายในไทยก่อนปลูกน้องอิน...ทดลองให้ลูกให้เมียชิมดูหรือยัง? คิดเล่นๆผมว่าหากกินละมุดผสมกับพุทรา...แล้วยอมจ่ายได้กิโลหลายร้อยก็น่าสน ยิ้ม แต่หากใครมั่นใจตลาดก็เอากันสักตั้ง เผื่อใจไว้สักหน่อยหากราคาตกมาอยู่ที่ราวๆ 10-20% แล้วอยู่รอด...(สมมติจาก 600 บาท เหลือ 60 บาท) ก็น่าสน เพื่อให้รากหญ้าได้ลองชิม ยิงฟันยิ้ม

ถ้าอินทผาลัม ราคา กก.ละ 50 บาท อัตราการปลูกไร่ละ 25 ต้น ต้นเพศเมีย 24 ต้น เฉลี่ยต้นละ 50 กก. ไร่ละ 1200 กก. ขายได้ไร่ละ 1200*50=60,000 บาท ผู้ปลูกน่าจะอยู่รอดและมีกำไรบ้างนะครับ ถ้าเลือกพันธุ์และพื้นที่ปลูกได้ถูกต้อง


Liked By: Donhun, vichai sila
บันทึกการเข้า
เอ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2388


« ตอบ #179 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2014, 04:10:29 PM »

;)ความเห็นส่วนตัวผม ผมว่าการปลูกอินทผาลัมเป็นอาชีพ เพื่อหวังจะรวยนั้น ผมว่าคิดผิดครับ ร้องไห้ ร้องไห้
ถ้าหากความเห็นผม ไปขัดใจสมาชิกท่านใดก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ
สาเหตุนั้น เพราะว่าผมและคนงานที่ไปทำงานกับผม แรกๆเจออินทผาลัมก็กินกันใหญ่ครับ เพราะเป็นของแปลก แต่ไม่เกิน 3 เดือนก็เลิกกิน พวกเราคิดถึงผลไม้ไทยที่มีมากมาย แต่ตะวันออกกลางมีเพียง อินทผาลัม ลูกมะเดื่อ ลูกหูกวาง(ต้องกินเพราะมันไม่มีอะไรให้กิน) มะขามเทศ แล้วถ้าลูกค้าที่อยากกินอินทผาลัม เขาคงไม่สั่งจากไทยหรอกครับ เขาสั่งจากซาอุฯ ไปกินดีกว่า อย่างอเมริกาก็นำเข้าจาก ซาอุฯ เช่นกัน ด้วยภูมิอากาศที่แตกต่างกัน มันก็เหมาะที่จะปลูกพืชผลที่แตกต่างกัน ที่ตะวันออกกลางมีอินทผาลัมเกลื่อนกลาดครับ และสำหรับคนไทยแล้ว มีกินกันบ้างก็แถวเยาวราช แต่กินก็ไม่มากครับ และจะขายแพงก็ไม่มีคนกินสักเท่าไร กินพอรู้รสชาดแล้วก็ไม่กินกันอีก มันก็ไม่ได้อร่อยวิเศษอะไร ผมเองกับลูกน้องกินสุกกันคนละ 3 โล กินครึ่งสุกครึ่งดิบ ก็หวานมันดี กินกันวันละโล พวกที่นั่งเด็ดกินกับต้นเลยก็กินกันทุกวัน อาทิตย์เดียว ก็เลิกแล้วครับ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ เงาะ มะม่วง ทุเรียนบ้านเราอร่อยกว่ามาก ฝรั่งบ้านเราไปขายตะวันออกกลางโลละ 200 กว่าบาท เงาะเหี่ยวๆยังโลละเกือบ3ร้อยบาท คนตะวันออกกลางเขาชอบกินผลไม้บ้านเรามากกว่า แต่ที่เขาต้องกินอินทผาลัมเพราะมันไม่มีอะไรให้กินครับ เวลาหิวจัดๆ ความหวานจากอินทผาลัมมันช่วยบรรเทาความหิวและอ่อนเพลียได้ เนื่องจากน้ำตาลมันซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็ว ผมว่าถ้าปลูกขายคนไทย จะมีคนไทยสักเท่าไรที่ชอบกินครับ จะปลูกเพื่อส่งออก ผู้นำเข้าเขาเอาเข้าโดยตรงจากตะวันออกกลางดีกว่าครับ...
ผมมองไม่ออกว่าจะปลูกที่เมืองไทยทำไมนะ...ผมเองมีสาเหตุเดียวที่เรียนรู้วิธีการปลูกของคนอินเดีย-ปากี-บังกลาเทศ(เพราะคนตะวันออกกลางไม่ปลูกครับใช้แต่แรงงานต่างชาติ) ผมคิดว่าถ้าวันหน้าเมืองไทยมันแล้ง ร้อนบ้าเลือดขนาดอุณหภูมิเกินกว่า 45 องศา เมื่อป่าหมดไปจากไทย ไร้ฝน พื้นดินเริ่มเปลี่ยนเป็นทะเลทราย ความชื้นในอากาศต่ำกว่า15เปอร์เซนต์ น้ำทะเลหนุนทำให้ดินเค็ม เมื่อนั้น ยังมีอินทผาลัม และพืชอีกบางชนิดของตะวันออกกลางที่สามารถปลูกได้ ซึ่งผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงจนน่าตกใจ 2-3 ปีมานี้ ตะวันออกกลางมีฝนตกมากขึ้น ส่วนไทยก็ร้อนบ้าเลือดมากขึ้น มันอาจเป็นไปได้ว่าสักวันตะวันออกกลางจะกลายเป็นพื้นที่ชุ่มชื้นและพื้นที่ที่เคยชุ่มชื้นจะกลับแห้งแล้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร? ผมอาจจะตายก่อนก็ได้ แต่มันเริ่มเกิดขึ้นอย่างแปลกๆ...การศึกษาและทดลองปลูกไว้ไม่เสียหายครับ แต่หากปลูกเพื่อเป็นอาชีพ ผมว่าไม่ควร...ผมถามคุณก็ได้ว่า อินทผาลัมโลละ 300 บาทก็พอ คุณจะซื้อกินไหม คุณจะกินเดือนละกี่กิโลครับ ปีนึงคุณจะกินกี่กิโล ให้โลละ 1500 ก็ได้ คุณจะซื้อกินไหม สักกี่โลต่อปี คนอื่นๆก็เหมือนคุณแหละนะ คุณจะขายโลกี่บาทก็ได้ แต่จะมีคนซื้อหรือเปล่าต่างหาก
   ถ้าให้ผมแนะนำคือ ปลูกพืช ที่มีคนอยากได้ อยากซื้อครับ อย่าไปปลูกตามกระแส อย่าไปเชื่อรัฐบาล ถ้าพืชชนิดใดรัฐบาลสนับสนุนให้ปลูก อย่าไปปลูกเด็ดขาด จะปลูกอะไร อย่าปลูกโดยใช้หู ให้ปลูกโดยใช้ตา ผมทำธุรกิจก็ใช้ตา ไม่ได้ใช้หู ไปดูว่าตลาดต้องการอะไร ลูกค้าต้องการอะไร แล้วปลูกหรือจัดหาให้เขาตามนั้น อย่าไปปลูกแล้วค่อยไปหาตลาด เมื่อไรคุณก็ต้องโดนกดราคา แล้วก็อย่าไปเล็งผลเลิศนัก บ่นมากไปจะน่ารำคาญน่ะครับ ขอจบแบบดื้อๆอย่างนี้ละกันนะครับ.. ยิ้มเท่ห์
เห็นด้วยอย่างแรงเหมือนกันครับ ถ้ามันอร่อยจริงทำไมไม่เห็นวางขายเหมือน เงาะ ทุเรียน มังคุด แอปเปิล ฯลฯ  ยิ้ม
นี้เหละของจิง ตาสว่างแล้วเราเกือบไปแล้ว แต่ตอนจบ งง โง่น่ะ ขยายความตอนจบให้ครับ ขอผู้รู้จิงช่วยด้วย


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
koh1055
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #180 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2015, 08:37:54 PM »

 รู้ยังงี้แล้วจะไปปลูกข้าวปลูกอะไรยากๆขายไปทำไม...เอามันแบบควายๆนี่แหละ...ได้ตังค์ก็พอนิ ยิ้มเท่ห์ ยิงฟันยิ้ม

ชอบประโยคนี้จริงๆๆ


Liked By: Donhun, vichai sila, kpai
บันทึกการเข้า
Seksun_56
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 645


« ตอบ #181 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2020, 04:17:51 PM »

ย้อนกลับมาอ่านกระทู้  สรุปได้ว่าคนที่คิดและลงมือทำเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จ
บันทึกการเข้า
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11534



« ตอบ #182 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2020, 09:13:32 PM »

ถ้ามันอร่อยจริงทำไมไม่เห็นวางขายเหมือน เงาะ ทุเรียน มังคุด แอปเปิล ฯลฯ


มันอร่อยมากครับ พอออกมา ก็หมด ไม่เหลือที่จะนำมาวางขายเหมือน เงาะ ทุเรียน ฯลฯ
บันทึกการเข้า
Seksun_56
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 645


« ตอบ #183 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2020, 11:22:23 AM »

ตอบในฐานะคนทำเชิงเดียวหลายอย่างและเจ๊ง(ขาดทุน)ไปหลายอย่าง รวยไปหลายอย่าง ที่เจ๊งไปก็ ทุเรียน กาแฟ โกโก้ และส้มโชกุน ที่รวยก็ เงาะ(ช่วง20ปีแรกปลูกก่อนเพื่อน)  ยาง  ปาล์ม  เหตุแห่งขาดทุนกะกำไรมาก  และกำไรมากๆ ไปอ่านดูได้ใน http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=51561.0

เข้าเรื่องเลยดีกว่า สนใจจะลงทุนปลูกมั้ย มีมุมมองพืชตัวนี้อย่างไร
สนใจเพาะเมล็ดและปลูกเล่นๆเผื่อได้กินและดูว่าผลผลิตกะคุณภาพในเมืองไทยเป็นอย่างไงครับ
ไม่สนใจปลูกเป็นธุรกิจหวังกำไรเพราะ
1.ไม่รู้คุณภาพเป็นไง ถ้าอร่อยสู้เค้าเจ้าตำรับไม่ได้นี้เลิกเอาราคาเค้ามาอ้างอิงเลยนะครับ เหมือนทุเรียนบ้านจะไปคิดราคาหมอนทองไม่ได้ เหมือนเงาะโรงเรียนปลูกลำปางลูกเล็กๆขนเกรียนๆจะเอาราคาเงาะนาสารมาเทียบไม่ได้ ธรรมดาอินทผาลัมคนไทยกินเองก็น้อยอยู่แล้ว หวานแสบคอ กินมากก็ไม่ไหว ส่งขายนอกยิ่งไม่ไหวใหญ่ ค่าขนส่งค่าการตลาดค่าภาษีกีดกัน กินหมด  กล้วยหอม มังคุด มะม่วง ลำใยเป็นดกมีเยอะแยะ ลูกไม่กี่ตังในเมืองไทย เมืองนอกลูกเป็นสิบเป็นร้อยราคาต่างลิบลับยังไม่มีปัญญาส่งเลย เรื่องส่งนอกเลิกคิด ถ้ายิ่งไม่อร่อยสู้เจ้าตำรับไม่ได้สงสัยต้องกินเองล่ะครับ ยิ่งผลสดนี่ถ้าขวาดกว่าเดิม ขมกว่าเดิม ไม่กรอบเท่าของเดิม  นี่จะขายใคร
2.ไม่แน่ใจในผลผลิตโดยเฉพาะที่ปลูกจากเมล็ด เห็นว่ามีตัวผู้ตัวเมีย เท่ากะที่ดินที่ปลูกไปทำประโยชน์ไม่เต็ม มีครึ่งหนึ่งแน่นอนไม่สร้างงานแต่กินแรงตอนปลูกกว่าจะรู้  แถมในครึ่งที่เป็นตัวเมียนี่ยังมีกลายพันธุ์อีกนะ เลยไม่รู้ว่าที่กินได้และขายดีนี่เหลือกี่เปอร์เซนต์ และในกี่เปอร์เซนต์ที่ว่านี้ต้องกี่ปีได้ขาย ฟังท่านว่า3ปีได้ขายนี่ทุกต้นหรือเปล่าหรือแค่10เปอร์เซนตื และผลผลิตต่อต้นอีก จะเอาของเมืองนอกมาเทียบไม่ได้  อย่างปาล์มเมืองไทยพันธุ์แท้ๆจากมาเลย์ยังผลผลิดแค่ครึ่งมาเลย์เอง สรุปคงได้ผลไม่เกิน25เปอร์เซนต์ที่ปลูกทั้งหมด  ยังงี้ผมปลูกพืชที่รู้ว่าได้ผล100เปอร์เซนต์ทุกต้นดีกว่า
3.ต้นเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นไง  แพงมากครับไม่คุ้ม แถมปลูกไปรับรองว่าคุณภาพไม่เหมือนต่างประเทศ  ก็เงาะนาสารแท้ๆปลูกจากต้นติดตาจากนาสารเท่ากะเนื้อเยือพันธุ์แท้ ไปปลูกอิสาน เหนือ เป็นไม่ดกและไม่เป็นทุกปี และอร่อยสู้ที่นาสารไม่ได้ ที่ลาวใกล้แค่นี้ยิ่งไม่ได้เรื่องเลย เห็นติดลูกแกรนๆ ไม่รู้กินได้ปล่าว ภูมิอากาศต่างกันคุณภาพต่างกันแน่ๆครับ ส่วนใหญ่เราจะเข้าข้างตังเองว่าต่างกันเราอาจจะดีกว่า  แต่ความเป็นจริงเค้าพืชทะเลทรายบ้านเรามาฝน  ต่างกันอาจจะเป็นไม่ดีเสียมากกว่า
4.ทำแปลงขายต้นพันธุ์เป็นไง  คงได้กำไรตามกระแสอยู่พักหนึ่ง แล้วก็จะมีคนเริ่มมาฉุกคิดว่าจะดีจริงเหรอเหมือนคุณไง
ยังไงก็ตามก็ขอแสดงความนับถือคนที่ได้ปลูกและลองปลูก และปลูกกันตอนนี้นะครับ  ไม่แน่เราอาจจะได้พันธุ์ใหม่ๆอร่อยกว่าเจ้าของเดิมก็ได้  เป็นดกกว่าก็ได้  ของมันกลายพันธุ์ได้นี่นา แต่ตามโอกาศ ว่าหนึ่งในเท่าไหร่ก็ว่ากันไป  ใครจะปลูกจริงๆก็ลองไปซื้อที่ปลูกในไทยกินดูว่าอร่อยขนาดนี้ ราคาขนาดนี้ เป็นตัวเราเองจะซื้อกินบ่อยมั้ย  ผลผลิตต่อไร่จริงๆขนาดปัจจุบัน เรารับได้เปล่า แค่นั้น


Topment ผู้แนะนำว่าปลูกยางดีที่สุด ณ เวลานั้น ถึงตอนนี้ผมต้องมาปวดหัวกับยางทั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน
บันทึกการเข้า
kiattiwoot
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 53


« ตอบ #184 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2020, 11:31:16 PM »

ผู้กล้ายุคนั้นที่ลงเนื้อเยื่อรับทรัพยไปหลายสวน วันนี้กลายเปนพืชกระแสแม้โควิดทำกำลังชื้อหายยังขายได้เรื่อยๆ อยากชมผลงานเจ้าของกระทู้ด้วยคับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: