หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 20   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำงานบริษัทใหญ่ อยู่ต่างประเทศ แต่อยากกลับมาทำฟาร์มปลูกเมล่อนที่บ้านเกิด  (อ่าน 108211 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Jcwr
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 90


« ตอบ #16 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2012, 03:57:52 PM »

อยากเป็นศิษย์เอก   ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า

คนปลูกผัก
จำหน่ายกระต่าย เนื้อ พ่อ-แม่ พันธุ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 41

kanyachaifarm@gmail.com


« ตอบ #17 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2012, 08:17:13 PM »

ช่วยบอกวิธีปลูก เตรียมดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ
ให้ทีนะครับ  จะลองปลูกไว้กินเองเล่นๆซัก 5-6 ต้น


Liked By: thanakorn@2554, kaewmai
บันทึกการเข้า

ปลูกผักขาย
aokice
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 46


« ตอบ #18 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2012, 09:59:21 PM »

ความรู้ทั้งนั้นครับ
บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #19 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2012, 10:26:37 PM »

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมกระทู้ และขอโทษทุกท่านที่ผมยังไม่ได้ตอบกระทู้ให้ ผมขอติดไว้ก่อนนะครับ กลับมาวันอังคารที่ 14 ผมจะตอบข้อซักถามและข้อสงสัยให้ทุกท่านทุกคำถามครับ
บันทึกการเข้า
tee194
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 45


« ตอบ #20 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2012, 10:41:05 AM »

ผ่านมหาส่รคามแวะไปดูได้มั๊ยครับ


Liked By: thanakorn@2554, kaewmai
บันทึกการเข้า
madiew231
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 346


« ตอบ #21 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2012, 10:58:44 AM »

เข้ามารอเก็บความรู้ครับ


Liked By: thanakorn@2554, kaewmai
บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #22 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 08:09:04 PM »

วิธีการปลูกเมล่อน ครับ
- ทำแปลงปลูกขนาดกว้าง 1 ม. ด้านที่ปลูกพืช คลุมด้วยพลาสติก อีกด้านหนึ่งคลุมด้วยตาข่ายพลาสติก เพื่อให้พืชสามารถเกาะเลื้อยไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเป็นแปลง แบบขึ้นค้างจะใช้ระยะความห่างระหว่างต้น 50 ซม. ระยะความห่างระหว่างแถว 1.2 – 1.5 ม. ส่วนการปลูกแบบเลื้อยจะใช้ระยะความห่างระหว่างต้น 70 – 100 ซม. ระยะความห่างระหว่างแถว 3 – 4 ม.
 
-การเตรียมต้นกล้า
1 นำดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้วโรยด้วยปุ๋ยสูตร 0–46–0 แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2 กรอกดินผสมลงในถุงปลูก (สีดำ) หรือถาดเพาะกล้า ขนาด 72 หลุม
3 บ่มเมล็ดโดยการแช่น้ำอุ่น ครึ่งชั่วโมง แล้วห่อด้วยผ้าดิบ บ่มไว้ในกระติก 15-20 ชั่วโมง เมล้ดจะเริ่มแทงรากออกมา นำเมล็ดหยอดตรงกลางถุง หรือถาดเพาะกล้าหลุม ละ 1 เมล็ด 1-2 วัน เมล็ดจะเริ่มชูใบเลี้ยงขึ้นมา ควรแกะเปลือกเมล็ดออกแล้วรดน้ำเช้า – เย็น
4 เมื่อต้นกล้าอายุ 10 – 12 วัน และมีใบแท้ 2 – 3 ใบ ต้องย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลง
- วิธีการย้ายที่ปลูก
1 ก่อนย้ายไปปลูก 1 – 2 วัน ต้องงดให้น้ำต้นกล้า เพื่อให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตชั่วคราว
2 ควรรดน้ำในหลุมปลูกให้ชุ่มก่อน เลือกนำต้นกล้าที่แข็งแรงลงปลูกหลุมละ 1 ต้น หลังจากปลูกเสร็จควรรดน้ำให้ดินปลูกชุ่มชื่นอีกครั้ง
3 ต้องให้น้ำต้นกล้าอย่างสม่ำเสมอเช้า – เย็น โดยเฉพาะหลังการติดผล หากขาด น้ำจะทำให้ผลไม่โตและอาจทำให้ผลกรอบปริแตก
4 การให้ปุ๋ยหลังย้ายปลูก 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 1 ช้อนแกง : น้ำ 10 ลิตร แล้วรดน้ำที่โคนต้น 20-30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม : ไร่ โดยใส่ปุ๋ย ระหว่างต้น 40 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 อัตรา 25 กิโลกรัม : ไร่ และก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 1-2 สัปดาห์ ให้หว่านปุ๋ยโปแตสเซียมผสมปุ๋ยยูเรีย อัตรา 1 : 1 เพื่อเพิ่มความหวานและสีสันของผลน่ารับประทานยิ่งขึ้น
 
-. วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและแมลง
- โรคเหี่ยว ควรหลีกเลี่ยงการปลูกซ้ำพื้นที่เดิมที่เคยปลูกพืชตระกูลแตงชนิดอื่น
- โรคราน้ำค้าง ป้องกันด้วยสารดาโคนิล ริโดมิล หรือเอพรอน 35
- โรคไหม้ กำจัดด้วยสารพวกคาร์เบนดาซิมและเบนเลท
- แมลงเต่าทองและหนอน กำจัดด้วยสารพวกโมโนโครโตฟอส
- เพลี้ยไฟ กำจัดด้วยสารพวกคาร์โปซัสแฟนและเมทโธมิล

วิธีตัดแต่งเพื่อการเก็บเกี่ยว : ควรตัดแต่งกิ่งแขนง ตั้งแต่ข้อที่ 1 – 8 ออกให้หมด โดยเริ่มไว้ดอกหรือผล ตั้งแต่ข้อที่ 9 – 10 และ  11 ข้อละ 1 ผล ส่วนแขนงที่เกิดตั้งแต่แขนงที่ 13 ขึ้นไปตัด แต่งออกให้หมด เพื่อให้ผลที่เก็บไว้มีการเจริญเติบโตได้ดี เมื่อผลมีขนาดเท่าไข่ไก่หรือไข่เป็ดให้เลือกผลที่ดีที่สุดไว้เพียงผลเดียว และห่อผลให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันแมลงเลือกเก็บเกี่ยวแคนตาลูปสุกไม่น้อยกว่า 80% โดยพิจารณา ดังนี้
 1. นับอายุหลังจากดอกเริ่มโรยไม่ต่ำกว่า 30 – 45 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
2. สังเกตรอยแตกปริของขั้วผลสีผิว ถ้าเป็นพันธุ์ที่มีตาข่ายจะสังเกตเห็นตาข่ายนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
3. มีกลิ่น พันธุ์ที่มีกลิ่นหอม เมื่อสุกจะได้กลิ่นแตงสุก

แต่จริงๆแล้วการจะปลูกเมล่อนให้ประสปความสำเร็จนั้น การเอาใจใส่ดูแลเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ


บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #23 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 08:25:43 PM »

ท่านใดที่ ผ่านมา อ.พยัคฆภูมอพิสัย จ.มหาสารคาม จะแวะชมฟาร์มแลกเปลี่ยนความรู้ ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ  ส่วนเรื่องรูป ขอบคุณท่านที่ให้ความรู้เรื่องโพสรูปมาครับ เอาไว้มีเวลามากกว่านี้ผมจะลองทำดูครับ
บันทึกการเข้า
aggie18
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 411


« ตอบ #24 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 08:31:25 PM »

ผมสนใจที่จะปลูก เคยไปดูงานของตุณสุวิทย์ ไตรโชค ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ ยี่สิบปีที่แล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาศได้ศึกษาจริงๆสักที ตอนนี้ก็มาเป็นเกษตรเต็มตัว ทำหลักๆคือปลูกข้าว ทำมาก แต่เหนื่อยมาก (เหนื่อยกาย) อยากหางานที่ไม่โหดเกินไป ที่ต้องให้กำลัง เพราัะตอนนี้อายุก็ไม่น้อยแล้ว ผมอยากถามนะครับ
- ขนาดของโรงเรือน ถ้ามีแบบแปลน ก็ดีครับ แต่คงต้องสร้างแบบประหยัดก่อนครับ เพราะที่สวนมีไม้เยอะ
- การปลูกในโรงเรือน มีการจัดการดินอย่างไรครับ ถึงไม่ต้องย้ายที่ปลูก
-ในโรงเรือน รถไถเข้าทำงานได้หรือครับ
- มีการใช้ยา(เคมี)บ้างไหมครับ
-ผมอยากได้เมล็ดพันธุ์ มีขายไหมครับ
ขอเป็นลูกศิษย์ด้วยคนนะครับ ไว้จะโทรคุยครับ
บันทึกการเข้า
thanakorn@2554
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 831


« ตอบ #25 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 08:47:02 PM »

มีบรมครูเฉพาะด้านมาให้ความรู้แบบนี้  น่าสรรเสริญครับ อายจัง อายจัง อายจัง   บ้านผมก็อยู่ที่ อ.สตึกครับ บ้านพี่ชายอยู่ที่วาปีปทุม  แต่ก่อนผ่านพยัฆย์ฯบ่อยครับ  ไว้ได้ผ่านไปอีกอยากจะแวะขอความรู้บ้างครับ   ส่วนในกระทู้นี้จะเข้ามาชมบ่อยๆครับ
บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #26 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 08:56:41 PM »

ขนาดของโรงเรือน กว้าง 6.2 เมตร ยาว 30 เมตรครับ ปลูกได้ประมาณ 340-350 ต้น ทำจากเหล็กแป๊บน้ำ ซึ่งมีความคงทนและไม่เป็นสนิม การปลูกในโรงเรือน การจัดการดินคือการเต็มอินทรีย์วัตถุลงในดิน และการพักดิน เพื่อกำจัดเชื้อโรคในดิน เหมือนการจัดการดินข้างนอก แต่อุณภูมิในโรงเรือนจะสูงกว่าด้านนอก ทำให้การกำจัดเชื้อทำได้ง่ายกว่า โรงเรือนเราสามารถออกแบบให้ถอดออกเพื่อให้รถไถเล็กเข้าไปทำงานได้ครับ ยาเคมี เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าเราทำเป็นการค้า เป็นธุรกิจ แต่เราใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการปลูกข้างนอก และหากเรานำ เชื้อรา และแบคทีเรียที่มีประโยชน์มาใช้ควบคุมโรคแมลงตั้งแต่เริ่มต้น การใช้ยาเคมี แทบจะไม่ค่อยได้ใช้เลยครับ เมล็ดพันธุ์ ผมพอมีอยู่บ้างแต่ไม่มาก เพราะมีพรรคพวกมาแบ่งไปเยอะแล้วครับ ถ้าอยู่ไม่ไกล ลองมาดูงาน ได้ครับ ยินดีต้อนรับ
บันทึกการเข้า
PONGDITMD
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1799


« ตอบ #27 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 09:15:52 PM »

กระทู้น่าสนใจดี  ไปฝึกลงรูปที่นี่เลยครับ   http://www.live-rubber.com/rubberforum/viewtopic.php?f=2&t=1540
บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #28 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 09:27:35 PM »

ลองลงรูปดูตามที่คุณPONGDITMD บอกมาครับ เป็นรูปโรงเรือนของ ฟาร์มเรา ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 15, 2012, 09:37:04 PM โดย Thepmongkhol » บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #29 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 09:39:25 PM »

ทางเข้าฟาร์มเข้า
บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #30 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 09:41:52 PM »

ให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดเพื่อประหยัดน้ำครับ
บันทึกการเข้า
Thepmongkhol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #31 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2012, 09:43:49 PM »

การเตรียมแปลงเตรียมค้าง
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 20   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: