ข่าว
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผักพื้นบ้าน (ที่หลายคนอาจไม่รู้จัก)  (อ่าน 113080 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9851


เกษตรพอเพียง


« เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 09:23:38 PM »

สมาชิกท่านใดมีผักพื้นบ้าน  ที่คิดว่าหลายๆ ท่านอาจไม่รู้จักช่วยเอามาโพสด้วยนะครับ  ไว้เป็นฐานความรู้สำหรับผู้ที่ต้องการค้นคว้าต่อไป  และคิดว่าพวกเราอยู่คนละภูมิภาค  น่าจะมีผักพื้นบ้านแปลกๆ มาให้ชมกัน

สำหรับกระทู้นี้เปิดกระทู้ด้วยภาพผักแพรว
ผักแพรว (Polygonum odoratum Lour.)

ชื่ออื่น      ผักไผ่  (ภาคเหนือ)  พริกบ้า (ภาคกลาง) จันทร์แดง(นครศรีธรรมราช)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น  ไม้ล้มลุกปีเดียว  สูง 30-35 ซม.ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน  และมีรากงอกออกตามส่วนที่สัมผัสกับดิน

ใบ   ใบรูปหอก  ขอบใบเรียบ  ปลายแหลม  ฐานใบรูปลิ่ม ใบกว้าง2-3 ซม. ยาว5.5-8 ซม.

ดอก เป็นดอกช่อ  ดอกช่อขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง

เมล็ด  ขนาดเล็กมาก

การขยายพันธุ์  ปักชำ  เมล็ด

ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์    ตลอดปี

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต   เติบโตได้ดีในที่ชื้นแฉะ

การใช้ประโยชน์  
 - ทางอาหาร  ใสกับลาบ ช่วยดับกลิ่นคาว  หรือรับประทานเป็นผักสด
- ทางยา    ช่วยเจริญอาหาร  ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร  ใบคั้นผสมกับแอลกอฮอล์แก้กลากเกลื้อนผื่นคัน

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์    ตลอดปี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 29, 2008, 06:43:38 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า


ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9851


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 09:29:14 PM »

ดอกเพกา  ใช้ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือกินกับลาบได้ครับ  (รสขมอย่าบอกใครเชียว)

เพกา  หรือ  ลิ้นฟ้า ผักพื้นบ้านที่นิยมกิน ฝักกันถ้วนทั่วทุกภาค โดยเฉพาะคนพื้นบ้านภาคเหนือและภาคอีสาน  ในแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป  ภาคกลาง  ภาคใต้เรียก "ฝักเพกา"  ภาคเหนือเรียก "มะลิ้นไม้" "ลิ้นไม้"  ภาคอีสานเรียกว่า "หมากลิ้นฟ้า" "ฝักลิ้นฟ้า" "ฝักลิ้นงู" "ลิ้นไม้" "ลิ้นฟ้า"  นั่นเป็นเพราะฝักเพกามีลักษณะแบนยาว ห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอดต้นที่สูงเสียดฟ้า

          เพกา เป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติได้ง่าย เมื่อเมล็ดแก่แผ่นเบาบางปลิวตามแรงลมร่วงหล่นตามพื้นดิน ได้น้ำจากสายฝนชุ่มฉ่ำ เจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่อยู่ตามเชิง หุบเขา ริมห้วย ริมลำธาร ตามท้องทุ่งริมทาง ตามป่าละเมาะใกล้หมู่บ้าน ออกดอกออกฝัก ดังนั้นชาวบ้านจึงเก็บมากินโดยไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใด

          เพกา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Oroxylum indicum (Linn.) Vent. เป็นไม้ยืนต้นสูงชะลูดขนาดกลาง แตกกิ่งก้านบนยอดสูง ใบออกเป็นช่อใหญ่อยู่ที่ปลายกิ่ง มีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตรงยอด มีสีม่วงอมแดง บางทีก็สีน้ำตาลคล้ำ ผลออกเป็นฝักแบนยาวคล้ายดาบ กว้างประมาณ 2.4-9 ซม. ยาว 60-120 ซม. ปลายฝักแหลม ตรงกลางขอบมีรอยโป่งเล็กน้อย เมื่อฝักแก่ รอบข้างของฝักจะปริแตก ข้างในมีเมล็ดมากมาย  เมล็ดมีลักษณะแบน มีเยื่อบางใสหุ้มอยู่โดยรอบเมล็ด  เพกา  คนจีนเรียกว่า "โซยเตียจั้ว" ใช้เป็นส่วนผสมตัวหนึ่งของน้ำจับเลี้ยง ดื่มแก้กระหายคลายร้อน ดับร้อนในได้เป็นอย่างดี ส่วนเปลือกของต้นเพกา ผู้เฒ่าผู้แก่จะเอามาต้มน้ำให้แม่ลูกอ่อนดื่ม ช่วยขับน้ำคาวปลา ให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ดับพิษโลหิต และบำรุงเลือด  นอกจากนี้ชาวบ้านยังเอาเปลือกเพกาไปเผาไฟ จากนั้นก็นำมาแช่น้ำเย็น เอาน้ำนั่นแหละดื่มแก้ร้อนในได้ชะงัดนัก

          เพกา  กินเป็นผักได้อร่อย ตั้งแต่ยอดอ่อน ดอกอ่อน และฝักอ่อน โดยจะมีให้เก็บกินกันตลอดปี จะมีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว  วิธีการเก็บฝักเพกาต้องใช้ไม้สอยเอา เพราะฝักอยู่ยอดต้น เลือกที่มีเปลือกสีเขียว ฝักไม่ใหญ่มาก เมื่อสอยลงมาใช้เล็บจิกได้ แสดงว่าฝักอ่อนกำลังกิน

     ยอดกับดอก เวลาจะกินก็เพียงนำไปต้ม หรือลวกเสียก่อน กินเป็นผักจิ้มน้ำพริก  ส่วนฝักอ่อนนั้นคนทางเหนือจะเอาไปเผาไฟ ใช้ไฟแรงสักหน่อยจนเปลือกพองไหม้ทั่ว และฝักเพกาอ่อนตัว แล้วแช่น้ำลอกเอาเปลือกที่ไหม้ออก จึงนำไปต้มจนสุกนุ่มอีกครั้ง รสขมในฝักเพกาจะอ่อนลง แต่ทางภาคอีสานนิยมเผาแล้วแช่น้ำลอกเอาเปลือกที่ไหม้ออกเท่านั้น จากนั้นหั่นเป็นชิ้นตามขวาง หนาพอประมาณ นิยมกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก และกินแกล้มกับลาบอย่างยิ่ง เพราะมีรสขมนิดๆ อมรสหวาน หน่อยๆ เนื้อนุ่มไปกันได้ดีกับอาหารรสจัด

          นอกจากจะเผาต้มจิ้มน้ำพริกแล้ว อาจเคี่ยวหัวกะทิมาราด หรือต้มลงในกะทิจนเข้าเนื้อฝักเพกา เนื้อจะนุ่มมันอร่อย  ฝักเพกายังใช้เป็นผักใส่ในแกง คั่ว ยำ ผัด  หรือทำแกงอ่อมปลาดุกใส่ฝักเพกาแทนใบยอก็อร่อย จะออกรสขมอ่อนๆ เหมือนใบยอนั่นแหละ    ฝักเพกามีสรรพคุณช่วยขับลม ขับเสมหะ ถ้ากินบ่อยนักก็ไม่ดี จะทำให้เป็นต้อเนื้อที่ตาได้
บันทึกการเข้า

nor2507
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 28


« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 09:30:08 PM »

ขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อ
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9851


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 09:38:12 PM »

ชะมวงป่า Garcinia  bancana  Miq.

ชื่ออื่น  :  ชะมวงกา (นราธิวาส) กานิฮูแต (มลายู-นราธิวาส)

            ไม้ต้น  สูง  20-35  เมตร  เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสูง  เปลือกเรียบ  สีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ  เปลือกชั้นในสีชมพูถึงแดงมียางสีเหลืองขุ่น  แผ่นใบ  กว้าง  รูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานคล้ายช้อน  กว้าง 6-10  เซนติเมตร  ยาว  15-25  เซนติเมตร  ผิวใบเกลี้ยง  ปลายใบมนกว้างเป็นติ่ง  สอบแคบจากกลางใบถึงโคนใบ  และเป็นครีบเล็กลงมาถึงปลายก้านใบ  เส้นใบมีมากละเอียด  แต่มองเห็นได้ชัดทางด้านบนของแผ่นใบ  ก้านใบยาว  2-3  เซนติเมตร  ดอก  สีขาวนวล  เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  5  มิลลิเมตร  ผล  ค่อนข้างกลม  เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  5  เซนติเมตร

ระยะเวลาการเป็นดอก-ผล  ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน  ผลแก่ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม

ลักษณะทางนิเวศและการกระจายพันธุ์  พบในป่าดิบชื้นที่ลุ่มต่ำ  และในป่าพรุทางภาคใต้ของประเทศไทย  ในต่างประเทศพบที่มาเลเซีย  และอินโดนีเซีย
และพบในพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคอีสานตามป่าเบญจพรรณหรือป่าโคก (ข้อความสีแดงผมเติมเองครับ : ชาวนา)

ประโยชน์ เนื้อไม้ใช้ก่อสร้างภายในอาคารบ้านเรือน  ใบใช้ทานเป็นผักมีรสเปรี้ยว หรือ ใช้แทนมะขามเปียก  ใส่ต้มยำได้, ลูกหรือผลใช้รับประทานผลสุกจะมีรสเปรี้ยวหวาน  เมล็ดสุกคล้ายกับมังคุด  (ข้อความสีแดงผมเติมเองจากประสบการณ์ : ชาวนา)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2008, 09:39:57 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9851


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 09:46:30 PM »

ผักกระโดน  แต่ต้นนี้ในภาพเป็น  ผักกระโดนป่า

ชื่อสามัญ กระโดน
    ชื่อวิทยาศาสตร์ Careya sphaerica Roxb.
    วงศ์ BARRINGTONIACEAE
    ชื่ออื่นๆ ปุย (ใต้, เหนือ ), ปุยกระโดน (ใต้), ปุยขาว, ผ้าฮาด (เหนือ), หูกวาง (จบ.)
    ลักษณะ
    เป็นไม้ ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8 - 20 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปไข่กลับ กว้าง 6 - 12 ซม. ออกที่ปลายกิ่งและเหนือรอยแผลใบ ใกล้ๆ ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเขียวอ่อน ขอบกลีบสีชมพู เกสรตัวผู้สีขาวจำนวนมาก โคนก้านเกษรตัว ผู้เชื่อมติดกัน สีชมพูเข้ม ผลสด รูปทรง กลมสีเขียว
    วิธีการปลูก
    เป็นพืชที่เกิด ขึ้นเองตามธรรมชาติทั่วไป
    คุณค่า/ ประโยชน์
    ตำรับยาไทย ใช้ดอกบำรุงกำลังหลังคลอด บุตร ผลช่วยย่อยอาหาร ใบใช้ใส่แผล เปลือกต้น ใช้สมานอผล แก้เคล็ดเมื่อย แก้อักเสบจากงู ไม่มีพิษกัด
    ใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก ก้อย ลาบ และผักประกอบเมี่ยงมดแดง (เมี่ยงแบบ อีสาน)

    ตัวอย่างเช่น ในเนื้อร้องเพลง อีสานบ้านเฮา

    ม่วน..เอ๊ย..โอ...  ม่วนเอยม่วนเสียงกบ  ร้องอ๊บๆ  กล่อมลำเนา
    ผักเม็ก ผักกะเดา ผักกระโดน และผักอีฮีน
    ธรรมชาติแห่งบ้านนา  ฝนตกมามีของกิน ..

อีกเพลงคือ  รอรักใต้ต้นกระโดน
... เอน  หลังพิง โคนต้นกระโดน  ยืนอยู่ใกล้โพน  ข้างเถียงนาน้อย  สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยๆ  เีสียงเขียดจะนาน้อยฯ....
บันทึกการเข้า

ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9851


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 18, 2008, 09:58:55 PM »

ผักกูด

ลักษณะ
  - ผักกูดคือยอดอ่อนของไม้จำพวกเฟิร์น ลักษณะเป็นกอรากแตกฝอยเป็นกรุจุกใหญ่ ก้านใบแตกจากเหง้าใต้ดิน ก้านใบยาวประมาณ 1 เมตร ใบเป็นแผงแบบขนนก แตกเป็นคู่ขนานตั้งแต่กลางก้านใบไปจนตลอดปลายใบเล็กหงิกงอ ยอดอ่อนและปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอยและมีขน

การขยายพันธุ์
  - หัว   ไหล
   
การปลูก
  - ไถแปลงพร้อมกับการใส่ปุ๋ยคอกแล้วขุดหลุมปลูก ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร นำไหลหรือหัวที่เตรียมไว้วางลงในหลุมแล้วเอาดินกลบโคน เมื่อผักกูดเริ่มตั้งตัวได้ใส่ปุ๋ยยูเรียผสมกับปุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15 อัตรา 75 กิโลกรัม/ไร่ ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง เมื่อผักกูดแก่สังเกตจากยอด จะเล็กลงและโคนกอสูงขึ้น ให้ล้มกอเดิมแล้วนำไหลใหม่มาปลูกแทน


ผักกูดมีสรรพคุณทางยาสารพัด ใบแก้ไข้ตัวร้อน พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และขับปัสสาวะ

 ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แผ่นใบมีขนาดต่างกัน มักยาวกว่า 1 เมตร ก้านใบยาวราว 70 เซนติเมตร กลุ่มใบย่อยคู่ล่าง ปลายเรียวแหลมโคนรูปกึ่งหัวใจ ขอบหยักเว้าลึกเป็นแฉก

 ยอดอ่อน คือผลผลิตของใบที่อยู่บนสุดและปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย และมีขน


***ภาพด้านล่างเป็นผักกูดที่ถ่ายมาจากบ้านอุดรฯ ครับ***
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2008, 10:01:51 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

manit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 09:53:27 AM »

ขอบคุณมากๆครับที่ให้ความรู้ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9851


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 11:23:58 AM »

สะระแหน่

สะระแหน่ หรือ Kitchen Mint กลิ่นหอมเย็นที่เรามักใส่ในลาบ ยำ แกล้มอาหารรสเผ็ดนั้น เป็นผักที่มีสารอาหารมากมาย แต่ใครล่ะจะกินสะระแหน่เป็นกอบเป็นกำ เหมือนทานผักชนิดอื่นๆ เราจึงได้สารอาหารเพียงบางอย่าง เช่น เบต้า-แคโรทีน และธาตุเหล็กจากสะระแหน่ได้เพียงนิดเดียว

สะระแหน่กับมินต์เมืองนอกนั้นใช้เหมือนกัน ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมเย็นให้กับอาหาร บ้างก็นำมินต์ตากแห้งนี้ไปผสมกับชา ทำให้ชาหอมอร่อย เย็นโล่งคอ สะระแหน่มีเมนทอล แม้จะมีน้อยกว่ามินต์พันธุ์อื่นๆ แต่ก็ช่วยให้สดชื่น แก้อาการปวดหัว แก้ไข ช่วยให้หัวใจแข็งแรง บำรุงสายตา ไม่เป็นหวัดง่ายและเหงือกแข็งแรงอีกด้วย สะระแหน่เป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย จึงขอแนะนำให้ปลูกที่สวนหลังบ้านค่ะ ด้วยวิธีปลูกที่ไม่ยุ่งยากเลยสักนิด

การปลูก
1. นำดินที่ใช้ปลูก มาตากแดดไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ ให้แห้งซุย นำมาผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. เลือกยอดสะระแหน่ที่มีก้านแข็งแรง ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป เด็ดใบแก่และยอดปลายสุดออก ให้เหลือเพียงยอดอ่อนตามลำต้น แล้วตัดก้านด้านล่าง ใต้ข้อยอดอ่อนประมาณ 2 ซ.ม. ซึ่งตัดในลักษณะแฉลบด้วยมีดคม เพราะตรงส่วนนั้น จะเป็นส่วนที่ดูดซึมน้ำ และแร่ธาตุขึ้นไปเลี้ยงลำต้น ทำให้เจริญเติบโตได้ดี
3. นำยอดสะระแหน่มาลงปักชำในกระถางต้นไม้
4. รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ จะทำให้สะระแหน่เจริญเติบโตเร็วขึ้น
5. เมื่อปลูกต้นสะระแหน่ได้ประมาณ 45 วัน จะมีใบเขียวเต็มต้น สามารถจะเก็บไปปรุงอาหาร และใช้ประโยชน์อื่นๆ


คุณประโยชน์
- สะระแหน่สามารถแก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลมในกระเพาะ โดยการนำน้ำที่คั้นจากต้น และใบมาใช้ดื่ม หรือจะรับประทานสดๆ เพื่อดับกลิ่นปาก
- ช่วยลดอาการจุกเสียดท้องในเด็กได้ โดยนำใบสะระแหน่ 2-3 ใบ มาบดให้ละเอียด ผสมกับยาหอม แล้วนำมากวาดคอเด็ก อาการเสียดท้องจะทุเลาลง เพราะน้ำมันหอมระเหย ของสะระแหน่ ยังเป็นยาที่ช่วยยับยั้งเชื้อโรค และลดอาการเกร็งของลำไส้
- นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกันไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรง
- สะระแหน่มี เบต้า-แคโรทีน มากถึง 538.35RE แคลเซียม 40 กรัม วิตามินซีถึง 88 มิลลิกรัม เมื่อทาน 100 กรัม
บันทึกการเข้า

หนอน ปิ่น
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1629


« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 03:56:44 PM »

                                               แค
           
            แค  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "แคบ้าน" อีกทั้งยังมีแคฝรั่ง ซึ่งเป็นไม้ดอกไม้ประดับ  แคเป็นต้นไม้โบราณที่อยู่คู่ครัวของทุกท้องถิ่น แต่ละครัวมีวิธีการปรุงอาหารจากส่วนต่างๆ ของแคแตกต่างกันออกไป แต่อาหารที่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดีทุกครัวเรือน คือ "แกงส้มดอกแค"
          ชื่อวิทยาศาสตร์ของแค คือ Sesbania grandiflora (L.) Pers. เป็นต้นไม้พื้นเมืองของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเภทไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 3-10 เมตร โตเร็วทั้งในที่แห้งและชุ่มชื้น มักขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะตามหัวไร่ปลายนา และในบริเวณบ้าน

          แคเป็นต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขามาก มีเปลือกลำต้นขรุขระสีเทา  ดอกคล้ายดอกถั่ว ยาว 6-10 ซม.  มีทั้งดอกสีขาวและสีแดง  ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ  กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆังหรือถ้วย  ผลเป็นฝักแบน

          ส่วนของแคที่นำมารับประทานนับได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ใบอ่อน  รสหวาน มัน  มีมากในช่วงฤดูฝน  นิยมต้มสุกแล้วราดหัวกะทิ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก  เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แคก็ออกดอกอ่อนที่มีรสหวานออกขมเล็กน้อยให้ลิ้มรสและทำเป็นแกงส้ม แต่ต้องเป็นดอกแคสีขาว เพราะไม่มีเส้นใยมากให้ระคายปากเหมือนดอกสีแดง   แกงส้มดอกแคที่อร่อยต้องใส่ปลาช่อน เพราะช่วงที่ดอกแคออกดอกจะเป็นช่วงที่ปลาช่อนมีเนื้อหวานมันเป็นพิเศษ พอถึงช่วงปลายฤดูหนาวก็เริ่มเก็บฝักอ่อนมารับประทานกันอีกครั้ง
          ครัวอีสานนิยมนำยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนมานึ่งหรือย่างให้สุกหอมแล้วรับประทานกับปลานึ่ง จิ้มแจ่ว ลาบ ก้อย  ส่วนดอกแคยังนิยมทำเป็นแกงอ่อมอีกด้วย   ในครัวภาคกลางนอกจากทำเป็นแกงส้ม แกงคั่วแล้ว ยังนำดอกแคมายัดไส้ชุบแป้งทอดเป็นอาหารว่างไทยมานานแล้ว   ส่วนฝักอ่อนนิยมต้มจิ้มน้ำพริก

          สรรพคุณทางยาของแคคือช่วยแก้ไข้ ลดไข้  นอกจากนี้ยังอุดมด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้   แคจึงช่วยบำรุงสายตาและต้านมะเร็ง อีกทั้งช่วยเสริมสร้างกระดูก เพราะมีแคลเซียมฟอสฟอรัสสูง
          ในยอดแคมีสารอาหารมากกว่าดอกแคเสียอีก เพราะยอดแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 87 แคลอรี  มีเส้นใย 7.8 กรัม  แคลเซียม 395 มิลลิกรัม  ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม  เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม  เบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม  วิตามินเอ 1,442 ไมโครกรัม  วิตามินบี1 0.28 มิลลิกรัม  วิตามินบี2 0.33 มิลลิกรัม  ไนอาซีน 2.0 มิลลิกรัม  วิตามิซี 19 มิลลิกรัม

          ดอกแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี  แคลเซียม 2 มิลลิกรัม  ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม  เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม  เบต้าแคโรทีน 0.51 ไมโครกรัม  วิตามินบี1 0.09 มิลลิกรัม  วิตามินบี2 0.19 มิลลิกรัม  ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม  วิตามินซี 35 มิลลิกรัม

          ยอดอ่อนและใบอ่อนของแคขายกำละ 5 บาท เลือกใบสด ไม่ร่วง  ดอกแคมักขายเป็นกองๆ ละ 5 บาทเช่นกัน ให้เลือกดอกตูมที่กำลังจะบาน  ก่อนนำไปทำอาหารต้องดึงเอาเกสรออกก่อน จะทำให้มีรสขมน้อยลง   สำหรับฝักอ่อนค่อนข้างหาซื้อยาก ต้องปลูกต้นแคไว้ที่บ้านเองจึงจะได้รับประทานกัน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 19, 2008, 04:07:20 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

ดาบไม่มีให้แกว่ง เปลไม่มีให้ไกว่
แต่..สตรี กี่ยุคสมัยก็สู้ขาดใจ ไม่ได้แพ้ชายชาญ

หนอน ปิ่น
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1629


« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 04:10:46 PM »

                            กระถินผักริมรั้วช่วยลดน้ำตาลในเลือดแก้เบาหวาน

กระถินเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเตี้ยที่นิยมปลูกกันตามริมรั้ว ซึ่งพบได้โดยทั่วไป กระถินมีหลายชนิดมาก มีทั้งกินได้และกินไม่ได้ แต่กระถินนี้เป็นกระถินที่กินได้ ในแต่ละภาคจะมีการเรียกชื่อที่แตกต่างกันไป และแต่ภาษาของแต่ละท้องถิ่น

กระถินจะมีลำต้นที่ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา ดอกสีขาว ฝักอ่อนจะมีสีเขียวเป็นกระจุก ฝักแก่จะมีเมล็ดสีเขียวอ่อนเรียงกัน ฝักสุกจะมีสีน้ำตาล ใบเรียงกันคล้ายใบมะขามแต่มีขนาดเล็กกว่า ลำต้นสามารถน้ำไปทำเป็นกระดาษพิมพ์เขียน และเมล็ดแก่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ นิยมปลูกโดยการเพาะเมล็ด

นอกจากนี้ก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย เช่น ฝักอ่อนนำมากินสด ๆ จิ้มกับน้ำพริก ฝักแก่แกะเอาแต่เมล็ดมากินกับขนมจีน ยอดอ่อนก็กินสด ๆ หรือที่นิยมนำมากินกับหอยนางรม แต่บางคนไม่ชอบกินเพราะมีกลิ่นเหม็นคล้ายกับสะตอ


คุณค่าทางโภชนาการ

กระถินจะให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซีนและวิตามินซี

สรรพคุณทางสมุนไพร

ดอก รสมัน บำรุงตับ แก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา
ราก รสจืดเฝื่อน ขับลม ขับระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ
เมล็ด ใช้ถ่ายพยาธิตัวกลม ผู้ใหญ่ใช้ครั้งละ 25-50 กรัม เด็กใช้ 5-20 กรัม ต่อวัน รับประทานตอนท้องว่างในตอนเช้าเป็นเวลา 3-5 วัน
ใบและเมล็ด สรรพคุณแก้โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ช่วยให้ระดับนำตาลและระดับโคเลสเตอรอลลดลง แก้ท้องร่วง ใช้สมานแผล ห้ามเลือด เนื่องจากในใบและเมล็ดมีสารมิโมซีน ที่ทำให้ผมร่วงได้ จึงไม่ควรรับประทานมากเกินไป

กระถินหรือที่รู้จักกันดีว่ากระถินริมรั้ว อย่ามองข้ามมันนะค่ะถึงมันจะอยู่ริมรั้วแต่ก็มีประโยชน์หลายอย่างไม่น้อยไปกว่าผักชนิดอื่น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 19, 2008, 04:12:40 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

ดาบไม่มีให้แกว่ง เปลไม่มีให้ไกว่
แต่..สตรี กี่ยุคสมัยก็สู้ขาดใจ ไม่ได้แพ้ชายชาญ

หนอน ปิ่น
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1629


« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 05:36:48 PM »

                                            ชะพลู

          ชะพลู  เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ให้ใบดกหนา ปลูกง่าย ชอบดินฟ้าอากาศและแดดลมหลายลักษณะ จึงปลูกกันได้ดีทั่วทุกภาค   ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ภาคเหนือเรียกว่า ผักแค ผักปูนา พลูนก พลูลิง  ภาคใต้เรียกว่า ผักนมวา  ภาคอีสานเรียกว่า ผักอีเลิด ผักอีเล็ก ผักปูลม  ภาคกลางเรียกใบชะพลู   แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้จักในนามใบชะพลูกันถ้วนหน้า เพราะจากผักพื้นบ้านขนานดั้งเดิมอันนี้ ชะพลูได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจไปเสียแล้ว    เดิมทีชะพลูเป็นผักขึ้นเองตามใต้ต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นมะม่วง ต้นหว้า ขึ้นเองตามริมหนอง คลอง บึง  มีใบเขียวเข้มสวยงาม   ความที่ชะพลูปลูกกันง่ายมาก ชะพลูก็อพยพเข้ามาเป็นผักในสวนครัวชาวบ้าน ปลูกคู่กันไปกับผักสวนครัวอื่นๆ เช่น กะเพรา ใบแมงลัก ใบโหระพา พริก เป็นต้น
          บทบาทของชะพลูในจานอาหารครัวเรือนพื้นบ้านมีมากมาย เริ่มตั้งแต่เป็นผักสดที่นิยมกินกับอาหารรสแซบทั้งหลาย เช่น ลาบ ก้อย น้ำตก เนื้อย่าง ปลาย่าง ตลอดจนน้ำพริกต่างๆ   ชะพลูเป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในอาหารจานพื้นบ้านต่างๆ แกงแคของภาคเหนือซึ่งถึงกับเรียกใบชะพลูว่า "ใบผักแค" เลยทีเดียว หรือไม่ก็เป็นเพราะใช้ใบชะพลูเป็นเครื่องปรุงเฉพาะตัว จึงเรียกแกงนั้นว่า แกงแค เป็นไปได้อย่างเดียวกัน  ส่วนภาคอีสานนิยมใส่ในแกงอ่อมต่างๆ  แกงขนุนอ่อน  แกงหัวปลี   ภาคใต้ใช้แกงกะทิใบชะพลูกับหอยแครง   ส่วนภาคกลางนิยมใส่แกงคั่วหอยขม นิยมนำมากินร่วมกับข้าวมันส้มตำ ชนิดที่เรียกว่าถ้าขาดใบชะพลู รสชาติของข้าวมันส้มตำก็กร่อยไปเลย
        รสชาติใบชะพลูขณะที่กัดและเคี้ยวกินจะมีกลิ่นหอมในปาก รสจัด เคี้ยวนานๆ จะได้รสเผ็ดออนๆ  ใบชะพลูขนาดกำลังอร่อยจะต้องเป็นใบที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ใบจึงจะนุ่ม หอม และเผ็ดกำลังดี   อย่างไรก็ตาม ใบชะพลูกินได้ทุกขนาดอายุของมัน แม้แก่มากก็กินได้ เพราะเส้นใยไม่ถึงกับเหนียวจนกัดไม่ขาด เพียงแต่ใบจะหยาบสักนิด และกลิ่นจะฉุนสักหน่อยเท่านั้นเอง
    เพราะเหตุที่ใบชะพลูมีรสพิเศษเฉพาะตัว ใบชะพลูจึงกลายมาเป็นผักยอดนิยมในการกินกับเมี่ยงคำ เรียกว่าเข้ามาแทนที่ใบทองหลางที่เคยนิยมกันกับเมี่ยงคำมาก่อนโดยสิ้นเชิง และก็เพราะเมี่ยงคำกลายมาเป็นอาหารอาชีพที่ต้นทุนต่ำ ขายได้ราคาสูง ทำกินเองยากเพราะใช้แรงงานมากมาย เมี่ยงคำซึ่งเดิมเคยล้อมวงกันกิน มีเครื่องปรุงที่ใช้ห่อกับใบชะพลูอยู่ตรงกลางถาดกลมใบเล็ก กลายมาเป็นเมี่ยงคำห่อเป็นคำเรียบร้อยเสียอยู่ในไม้ห้าหกคำ ขายไม้ละ 10 บาทบ้าง 15 บาทบ้าง แม้แต่ 20 บาทก็มี    ดังนั้นชะพลูจึงกลายเป็นพืชที่ถูกปลูกเอาปริมาณมากๆ เพื่อป้อนตลาดอย่างกว้างขวาง ที่เป็นอาหารขายนอกจากเมี่ยงคำแล้ว บรรดาอาหารที่กินกับผักสดทั้งมวล ล้วนต้องการใบชะพลูทั้งสิ้น เช่น ร้านอาหารเวียดนาม ร้านอาหารอีสาน เป็นต้น

          ชะพลูเป็นไม้ให้ใบสวย รูปร่างเหมือนหัวใจ ปลูกเป็นไม้ประดับก็ได้ ปลูกไว้กินก็ดี มีทั้งชะพลูแบบเป็นพุ่ม และชะพลูที่ทอดยอดเลื้อยสูงเหมือนใบชะพลูที่คุณยายใช้เคี้ยวหมากนั่นแหละ  เกิดได้ทั้งในที่แสงแดดเต็มวัน ทั้งแสงแดดครึ่งวัน และแม้แต่แสงแดดรำไร เช่น ใต้ร่มไม้ใบใหญ่อย่างต้นมะม่วงหรือชายคาบ้าน  ชอบดินร่วนซุย  น้ำชุ่มชื้น  แม้ดินแล้งน้ำแห้งก็อยู่ได้ เพียงแต่ใบจะแกรนเท่านั้น  ก้านใบนูนเป็นเส้น ยาวพ้นออกมาเป็นก้านใบไปในตัว  หน้าใบสีเขียวเข้ม  หลังใบสีเขียวหม่น  ดอกมีรูปร่างเป็นทรงกระบอกเล็กๆ มีสีขาว

          ในใบชะพลูมีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายของมนุษย์อย่างมาก คือแคลเซียม  และวิตามินเอ ซึ่งจะมีสูงเป็นพิเศษ  นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัส  เหล็ก  เส้นใย  และสารคลอโรฟิล  ส่วนสรรพคุณทางยานั้นช่วยบำรุงธาตุ  แก้จุกเสียด    การกินใบชะพลูมากๆ ชนิดที่เรียกว่ากินกันทุกวัน กินกันแทบทุกมื้อ เช่น ชาวบ้านภาคอีสานนั้น แคลเซียมที่มีในใบชะพลูจะเปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งถ้าสะสมมากๆ อาจกลายเป็นนิ่วในไตได้ แต่โดยทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครกินชะพลูได้มากมายขนาดนั้น  ถ้ากินใบชะพลูต้องกินร่วมกับเนื้อสัตว์ ร่างกายจึงใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 19, 2008, 06:36:52 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

ดาบไม่มีให้แกว่ง เปลไม่มีให้ไกว่
แต่..สตรี กี่ยุคสมัยก็สู้ขาดใจ ไม่ได้แพ้ชายชาญ

lily
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 19, 2008, 10:00:35 PM »

เออ ลิลลี่ก็มีผักแพรวน่ะค่ะ ที่นี้มันไม่เห็นยืนต้นเลย เลี้อยตลอดทำยังไงให้ยืนค่ะ มันเลื้อยเกะกะ
มาก ขอบคุณค่ะ

ต้องตัดมันบ้างครับ  ถ้าปล่อยให้ยาวเกินไปมันจะเลื้อยเป็นเถาว์ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 22, 2008, 11:44:59 AM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
หนอน ปิ่น
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1629


« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 20, 2008, 12:31:57 PM »

                                                         ผักแต้ว/ผักติ้ว
ชื่อพื้นเมือง แต้ว(ไทย)   ติ้วขน(กลางและนครราชสีมา)    ติ้วแดงติ้วยางติ้วเลือด(เหนือ)    แต้วหิน(ลำปาง)   
 กุยฉ่องเซ้า(กระเหรี่ยง ลำปาง)     กวยโซง(กระเหรี่ยง กาญจนบุรี)    ตาว(สตูล)     มูโต๊ะ(มาเลเซีย-นราธิวาส)
 เน็คเคร่แย(ละว้า-เชียงใหม่)      ราเง้ง(เขมร-สุรินทร์)    ติ้วขาว(กรุงเทพฯ)    ติ้วส้ม(นครราชสีมา)    เตา(เลย)   
 ขี้ติ้ว ติ้วเหลือง(ไทย)    ผักติ้ว(อุบลราชธานี มหาสารคาม-อีสาน)

ต้นแต้วเป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูง 8-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป
เปลือกสีน้ำตาลไหม้ แตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา
ใบมนแกมรูปไข่กลับ และรูปขอบขนาด กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-13 ซม. ออกเป็นคู่ ๆ ตรงกันข้าม โคนสอบเรียวส่วนที่ค่อนไปทางปลายใบโตออกปลายสุดสอบเข้านื้อบางหลังใบมีขนสองท้องใบมีขนนุ่ม
หนาแน่น ดอกสีชมพูอ่อน ถึงสีแดง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นดอก ผลรูปร่างรีขนาดกว้าง 1 ซม. ยาว
2 ซม. หรือย่อมกว่าเล็กน้อย มีนวลขาวติดตามผิว เมื่อแก่จัดออกเป็นสามแฉก เมล็ดสีน้ำตาล

เป็นผัก/ฤดูกาล ยอดอ่อนใบอ่อนและช่อดอกอ่อนรับประทานเป็นผักได ยอดอ่อนและใบอ่อนผลิใน
หน้าฝนและหน้าหนาว ส่วยดอกออกสะพรั่งในช่วงปลายฤดูหนาว ฤดูร้อน ถึงต้นฤดูฝน
การปรุงอาหาร ชาวไทยภาคกลางและชาวอีสานรับประทานผักแต้วเป็นผักโดยที่ชาวไทยภาคกลาง
รับประทานยอดแต้วอ่อน เป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริกปลาร้า ดอกแต้วมีรสเปรี้ยวนิดๆจิ้มกับน้ำพริก
ปลาร้ามีรสอร่อยมาก ส่วนชาวอีสานรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อนและช่อดอกเป็นผักสดแกล้มลาบ ก้อย น้ำพริก ซุป หมี่กะทิ หรือนำไปแกง เพื่อให้อาหารออกรสเปรี้ยว(เป็นเครื่องปรุงรส) ส่วนดอกนำไปต้ม
แกง บางครั้งแกงรวมกันทั้งยอดอ่อนและดอกอ่อนเป็นผักที่ชาวอีสานนิยมรับประทานมากชนิดหนึ่ง

รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
ยอดอ่อนและดอกอ่อนของผักติ้วมีรสเปรี้ยว ผักติ้ว 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 58 กิโลแคลอรี่
ประกอบด้วยเส้นใย 1.5 กรัม แคลเซี่ยม 67 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
เบต้า-แคโรทีน 4500 ไมโครกรัม วิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอล วิตามินบีหนึ่ง 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบีสอง 0.67 มิลลิกรัม ไนอาซิน 3.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 58 มิลลิกรัม
และมีจำหน่ายในท้องตลาดของท้องถิ่นอีสาน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 20, 2008, 12:39:31 PM โดย หนอน ปิ่น » บันทึกการเข้า

ดาบไม่มีให้แกว่ง เปลไม่มีให้ไกว่
แต่..สตรี กี่ยุคสมัยก็สู้ขาดใจ ไม่ได้แพ้ชายชาญ

หนอน ปิ่น
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1629


« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 20, 2008, 11:42:56 PM »

                                        ดอกโสน

ชื่อตามท้องถิ่น โดยทั่วไปเรียก โสน ภาคเหนือเรียก ผักฮองแฮง
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก เป็นพุ่มขนาดกลาง ลำต้นสูงเปราะบางเพราะไม่มีแก่น สูงประมาณ 2–3 เมตร มีกิ่งก้านห่างๆ ใบเล็กฝอยคล้ายกับใบมะขามหรือใบกระถิน ดอกสีเหลืองคล้ายดอกแค แต่ดอกเล็กกว่า มีฝักยาว มีเมล็ดในฝักคล้ายกับถั่วเขียวแต่ฝักยาวกว่า ดอกโสนสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น นำมาชุบแป้งทอดกรอบ รับประทานกับขนมจีนน้ำพริก ดอกโสนมีรสหวานชวนรับประทานมาก
การปลูก ต้นโสนขึ้นเองอยู่โดยทั่วไป โดยเฉพาะตามริมคูน้ำ ริมคลอง ในที่ชื้นแฉะ เป็นพืชขึ้นง่าย ไม่ต้องบำรุงรักษาก็งอกงามดี
สรรพคุณทางยา เอาต้นโสนมาเผาไฟให้เกรียม แล้วเอามาต้มชงเอาน้ำดื่ม เป็นยาขับปัสสาวะ ดอกโสนนำมาผัดน้ำมันเล็กน้อย หรือเอามาลวกจิ้มน้ำพริกรับประทาน เป็นยาแก้ปวดมวนท้อง
รายการอาหาร ดอกโสนจิ้มน้ำพริกมะนาว แกงดอกโสน ดอกโสนผัดน้ำมันหอย ยำดอกโสน ขนมดอกโสน
บันทึกการเข้า

ดาบไม่มีให้แกว่ง เปลไม่มีให้ไกว่
แต่..สตรี กี่ยุคสมัยก็สู้ขาดใจ ไม่ได้แพ้ชายชาญ

ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9851


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 29, 2008, 06:41:58 PM »

ขมิ้นขาว

ชื่อพื้นเมือง : ขมิ้นม่วง

ชื่อสามัญ : Curcuma white

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma mangga Val.&.Zijp.

ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE

รส : รสเผ็ด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน กลิ่นหอม ลำต้นสูงราว 40-80 ซม. พืชชนิดนี้หน้าแล้งใบจะโทรม พอถึงฤดูฝน เหง้าที่อยู่ใต้ดินจะแตกใบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ใบ
เป็นใบเดี่ยวมีก้านยาวหุ้มต้นแบบเวียนสลับ รูปทรงของใบเป็นใบพายโคนสอบปลายแหลม กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. สีเขียว

ดอก
ออกเป็นช่อ มีก้านข้อยาวแทงจากเหง้าใต้ดิน เวลาสีเหลืองอ่อนมีกลีบประดับสีเขียวอมชมพูซ้อนทับแบบเวียนสลับหลายกลีบ

สรรพคุณทางยา
ขมิ้นขาว สรรพคุณ ขับลมในลำไส้ ขมิ้นมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า curcumin ป้องกันมะเร็งได้ น้ำต้มขมิ้นมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ใช้รักษาอาการนิ่วในถุงน้ำดี และโรคกระเพาะอาหารได้ ขมิ้นสดยังช่วยขับลม แก้ท้องอืดอีกด้วย ขมิ้นขาวสด เมื่อทาน 100 กรัมให้วิตามินซีถึง 16 มิลลิกรัม ส่วนขมิ้นชันให้วิตามินซี 12 มิลลิกรัม

ประโยชน์ทางอาหาร
เหง้าสด นำมารับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปยำ แกง 

ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร เหง้าสด
บันทึกการเข้า

padee
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1050


ป้าดี


« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 29, 2008, 10:21:46 PM »

 คุณชาวนาคะ  ที่บ้านป้าดี ก็พอมี ยกเว้น ผักกูด กับ ผักแต้ว/ผักติ้ว เท่านั้น ที่ยังไม่ได้เอามาปลูกที่บ้านแต่ก็พอจะหาได้


Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

ชีวิตที่เรียบง่าย ปลูกต้นไม้ด้วยใจรัก
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: