หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กระทู้รวมแมลงศัตรูพืช และเพลี้ยชนิดต่างๆ  (อ่าน 168008 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2008, 01:45:04 PM »



เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

เป็นแมลงจำพวกปากดูด อยู่ในอันดับ Homoptera วงค์ Delphacidae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nilaparvata lugens (Stal) ตัวเต็มวัยมีลำตัวสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลปนดำ มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (bracrypterous form) ชนิดมีปีกยาวสามารถเคลื่อนย้ายและอพยพไปในระยะทางใกล้และไกล โดยอาศัยกระแสลมช่วย ตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่วางไข่ที่กาบใบข้าว หรือเส้นกลางใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่ม เรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่จะมีรอยช้ำเป็นสีน้ำตาล ไข่มีลักษณะรูปกระสวยโค้งคล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น ตัวอ่อนมี 5 ระยะ ระยะตัวอ่อน 16-17 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียชนิดปีกยาวมีขนาด 4-4.5 มิลลิเมตร วางไข่ประมาณ 100 ฟอง เพศผู้มีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร เพศเมียชนิดปีกสั้นวางไข่ประมาณ 300 ฟอง ตัวเต็มวัยมีชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์ ในหนึ่งฤดูปลูกข้าวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มปริมาณได้ 2-3 อายุขัย (generation)



ลักษณะการทำลาย

        เพลี้ย กระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจาก เซลส์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก แห้งตายเป็นหย่อมๆเรียก “ อาการไหม้ ( hopperburn )” โดยทั่วไปพบอาการไหม้ในระยะข้าวแตกกอถึงระยะออกรวง ซึ่งตรงกับช่วงอายุขัยที่ 2-3 ( generation ) ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว นาข้าวที่ขาดน้ำตัวอ่อนจะลงมาอยู่ที่บริเวณโคนกอข้าวหรือบนพื้นดินที่แฉะมี ความชื้น นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก ( rice ragged stunt ) มาสู่ต้นข้าวทำให้ต้นข้าวมีอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบสีเขียว แคบและสั้น ใบแก่ช้ากว่าปรกติ ปลายใบบิด เป็นเกลียว และ ขอบใบแหว่งวิ่น

สารเคมีที่ใช้ควบคุม

    * คาร์แทป+ไอโซโพรคาร์บ 5 กิโลกรัม/ไร่
    * อิมิดาโคลพริด 15-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    * บูโพรเฟซิน+ไอโซโปร์คาร์บ 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    * ไอโซโปร์คาร์ 60กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    * บูโพรเฟซิน 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    * อีทิโพรล 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2008, 02:21:36 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2008, 01:50:47 PM »



เพลี้ยไฟ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Stenchaetohrips biformis (Bagnall)
วงศ์ Thripidae
อันดับ Thysanoptera
ชื่อสามัญอื่น -

   เพลี้ยไฟเป็นแมลงจำพวกปากดูด ขนาดเล็กลำตัวยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีทั้งชนิดมีปีกและไม่มีปีก ตัวเต็มวัยมีสีดำ ตัวอ่อนสีเหลืองอ่อน ตัวเต็มวัยวางไข่ในเนื้อเยื่อของใบข้าว ตัวอ่อน มี 2 ระยะ ระยะเวลาตั้งแต่
    ตัวอ่อนถึงตัวเต็มวัยนานประมาณ 15 วัน


ลักษณะการทำลายและการระบาด
เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยง จากใบข้าวที่ยังอ่อนโดยอาศัยอยู่ตามซอกใบ ระบาดในระยะกล้า เมื่อใบข้าวโตขึ้นใบที่ถูกทำลายปลายใบจะเx่ยวขอบใบจะม้วนเข้าหากลางใบและ อาศัยอยู่ในใบที่ม้วนนั้น พบทำลายข้าวในระยะกล้าหรือหลังปักดำ 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะในอากาศร้อนแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกันหรือสภาพนาข้าวที่ ขาดน้ำ ถ้าระบาดมากๆทำให้ต้นข้าวแห้งตายได้ทั้งแปลง


สารเคมีที่ใช้ควบคุม


    * มาลาไทออน 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    * คาร์บาริล 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร



Liked By: somjade, kwan-28
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2008, 01:54:43 PM »


เพลี้ยอ่อน Cotton aphid.
แมลงชนิดนี้พบได้ทั่วโลก พืชอาศัยที่ชอบอยู่ในตระกูลมะเขือ แตง และอื่นๆ รวมถึงผลไม้และดอกไม้

อาการที่เกิดจากการทำลาย
ส่วนใหญ่ชอบลำต้นพืช ใบพืช และดอกไม้ที่ยังอ่อนๆ มีปากลักษณะเจาะดูด หลังจากพืชถูกทำลายจะแสดงอาการเx่ยวเฉาและอาจถึงตาย มูลของแมลงชนิดนี้มีน้ำหวานทำให้พืชผักปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค

ชีพจักร
แมลงชนิดนี้หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะขายพันธุ์ตามปกติ แต่เมื่อใดก็ตามที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป มันจะสามารถขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ และไม่มีระยะการเจริญเติบโตในช่วงของตัวอ่อนหรือดักแด้ โดยมันจะออกลูกเป็นตัวเต็มวัย และมีปีกบินได้ ไปหาพืชอาศัยอื่นต่อไป

วิธีป้องกันกำจัด
ควรป้องกันไม่ให้แมลงชนิดนี้เข้ามาในแปลงปลูก โดยวิธีการใช้พลาสติกสีเงินคลุมแปลงเพาะปลูก ควรมีการปลูกข้าวโพดสลับกับพืชชนิดอื่น เนื่องจากข้าวโพดไม่ใช่พืชอาศัยของแมลงชนิดนี้

ในกรณีของมะละกอ หากถูกทำลายโดยแมลงชนิดนี่มาก ให้ใช้วิธีการทำลายมะละกอ โดยการโค่นทิ้งและทำลายให้หมดทั้งบริเวณโดยไม่ให้เหลือแม้แต่ต้นเดียว เพื่อไม่ให้เป็นพืชอาศัยต่อไป หลังจากนั้นจึงค่อยทำการเพาะปลูกโดยเมล็ดขึ้นมาใหม่




Liked By: somjade, kwan-28
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 08, 2012, 03:47:38 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2008, 02:01:44 PM »


เพลี้ยแป้ง
 
 
ชื่อวิทยาศาสตร์
Pseudococcus sp.
 
รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
เพลี้ยแป้งตัว เต็มวัยตัวเมียมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3 มม. สีเหลืองอ่อน ลักษณะอ้วนสั้นมีผงสีขาวปกคลุมลำตัว วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ละ 100-200 ฟองบนผล กิ่ง และใบ ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ 600-800 ฟอง ในเวลา 14 วัน ไข่จะฟักอยู่ในถุงใต้ท้องตัวเมียประมาณ 6 - 10 วัน จึงจะออกเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มีสีเหลืองและไม่มีผงสีขาว จะคลานออกจากกลุ่มไข่หาที่เหมาะสมที่จะกินอยู่ ตัวเมียจะมีการลอกคราบจำนวน 3 ครั้ง ด้วยกันและไม่มีปีก ส่วนตัวผู้จะลอกคราบ 4 ครั้ง มีปีกและมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ตัวเมียจะวางไข่ภายหลังจากการลอกคราบครั้งที่ 3 ภายในเวลา 1 ปี เพลี้ยแป้งสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 - 3 รุ่น ในระยะที่ไม่มีพืชอาหารหลัก เพลี้ยแป้งจะอาศัยอยู่ใต้ดินตามรากพืช เช่น รากหญ้าแห้วหมู โดยมีมดซึ่งอาศัยกินสิ่งขับถ่ายของเพลี้ยแป้งเป็นพาหะนำไป
 
ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ใบ ช่อดอก ผลอ่อน ผลแก่ มีมดเป็นพาหะ ช่วยพาไปตามส่วนต่าง ๆ ของพืช ส่วนของพืชที่ถูกทำลายจะแคระแกรนและเกิดราสีดำ โดยเฉพาะผลที่มีเพลี้ยแป้งทำลายอยู่มักจะเป็นที่รังเกียจของผู้บริโภค แม้ว่าจะไม่ทำให้เนื้อทุเรียนเสียหายก็ตาม
 
ศัตรูธรรมชาติ
ตัวห้ำ : แมลงช้างปีกใส Chrysopa sp. แมลงช้างปีกใสแปดจุด Ankylopteryx octopunctata แมลงช้างปีกสีน้ำตาล Hemerobius sp. ต่อหลวง ต่อรัง ด้วงเต่าปีกลายหยัก Menochilus sexmaculatus ด้วงเต่าโรโดเลีย Rodolia sp., ด้วงเต่าสคิมนัส Scymnus sp. ด้วงเต่าสีส้ม
 
การป้องกันและกำจัด
1. ติดตามสถานการณ์เพลี้ยแป้งและศัตรูธรรมชาติโดย สำรวจ 10% ของต้นทั้งหมด 7 วัน/ครั้ง ในช่วงมีนาคม - พฤษภาคม ตรวจนับ 5 ผล/ต้น ทั้งเพลี้ยแป้งและศัตรูธรรมชาติ
2. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติไว้ควบคุมเพลี้ยแป้งตามธรรมชาติ :
3.ตัดผลที่ไม่สมบูรณ์และถูกเพลี้ยแป้งทำลายไปเผาทำลาย ก่อนการตัดแต่งผลครั้งที่ 3
4.ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเพลี้ยแป้งในบริเวณสวนทุเรียน เช่น น้อยหน่า พู่ระหง กาแฟ ไผ่
5. ฉีดพ่นน้ำให้เพลี้ยแป้งหลุดร่วงออกจากผล
6. ใช้สารเคมี
- ใช้ผ้าชุบสารฆ่าแมลงพันไว้ที่กิ่งหรือโคนต้น
- โรยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% WP รอบ ๆ โคนต้นเพื่อป้องกันมดนำเพลี้ยเข้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของต้น




Liked By: luzchan, somjade
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2008, 02:03:28 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2008, 02:13:54 PM »


เพลี้ยไก่แจ้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Allocaridara malayensis Crawford

รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
ตัวเต็มวัยของแมลงชนิดนี้วางไข่เข้าไปในเนื้อเยื่อพืช ทำให้เห็นเป็นวงสีเหลืองหรือน้ำตาลตามใบเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 8 - 14 ฟอง หลังจากนั้นไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อนขนาดยาวประมาณ 3 มม. และมีปุยสีขาวติดอยู่ตามลำตัว โดยเฉพาะด้านท้ายของลำต้นมีปุยสีขาวคล้าย ๆ กับหางไก่ แมลงชนิดนี้จึงได้ชื่อว่า “เพลี้ยไก่แจ้” หรือ “เพลี้ยไก่ฟ้า” เมื่อแมลงนี้ลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยสีน้ำตาลปนเขียว ขนาดยาวประมาณ 5 มม. มีอายุได้นานถึง 6 เดือน มักไม่ค่อยบินนอกจากได้รับความกระทบกระเทือน ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ด้านหลังใบตลอดเวลา

ลักษณะการทำลาย
แมลงชนิดนี้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนของทุเรียนที่ยังไม่โตเต็มที่ ทำให้ใบอ่อนเป็นจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโตและเล็กผิดปกติ เมื่อระบาดมาก ๆ ใบจะหงิกงอ แห้งและร่วงหมด นอกจากนั้นยังทำให้ยอดอ่อนแห้งและตายได้ ตัวอ่อนของเพลี้ยชนิดนี้จะขับสารสีขาวออกมา เป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราตามบริเวณที่สารสีขาวขับออกมา ระยะที่ทำลายมากที่สุดคือในระยะตัวอ่อน แมลงชนิดนี้ทำความเสียหายให้กับทุเรียนพันธุ์ชะนีมากที่สุด

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
ระยะที่พบ ระหว่างเดือนมิถุนายน - พฤศจิกายน
ระยะควรระวัง กลางเดือนมิถุนายน - กลางเดือนกรกฎาคม และกลางเดือนสิงหาคม - กลางเดือนกันยายน

ศัตรูธรรมชาติ
แตนเบียนเอนเซอร์ติด Encyrtidae ด้วงเต่าโรโดเลีย Rodolia sp. ด้วงเต่าปีกลายหยัก Menochilus sexmaculatus ด้วงเต่าสีส้ม Micraspis discolor แมลงช้างปีกใส Chrysopa sp. แมลงช้างปีกใสแปดจุด Ankyloptery octopunctata แมลงช้างปีกสีน้ำตาล Hemerobius sp. ต่อหลวง ต่อรัง Vespidae แมงมุม Spiders เชื้อรา Unidentified sp.

การป้องกันและกำจัด
ระดับเศรษฐกิจ : เพลี้ยไก่แจ้ 5 ตัว/ยอด และยอดถูกทำลายมากกว่าร้อยละ 50 ต่อต้น หรือยอดที่พบไข่มากกว่า 20 ต่อต้น ของการแตกใบอ่อน ครั้งที่ 1 และ 2

ติดตามสถานการณ์เพลี้ยไก่แจ้และศัตรูธรรมชาติ
- สำรวจร้อยละ 10% ของต้นทั้งหมด 7 วัน/ครั้ง ในช่วงมิถุนายน - พฤศจิกายน
- ตรวจนับ 5 ยอด/ต้น ทั้งเพลี้ยไก่แจ้และศัตรูธรรมชาติ
- พบเพลี้ยไก่แจ้ที่ยังมีชีวิตมากกว่า 5 ตัว/ยอด ถือว่ายอดถูกทำลาย
- ประเมินประสิทธิภาพของศัตรูธรรมชาติในการควบคุมเพลี้ยไก่แจ้ และปริมาณของยอดที่ถูกเพลี้ยไก่แจ้ทำลาย




Liked By: somjade, kwan-28
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2008, 02:18:08 PM »


หนอนกระทู้ผัก (Common cutworm)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Spodoptera litura
วงศ์ Noctuidae อันดับ Lepidoptera

รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ลำตัวยาว 1.5 ซม. วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ตัวหนึ่ง วางไข่ได้ 200 - 340 ฟอง ระยะไข่ 3 - 7 วัน ระยะหนอน 14 - 21 วัน หนอนโตเต็มที่ยาวประมาณ 3.5 -4.0 ซม. ดักแด้ 7 - 12 วัน

ลักษณะการทำลาย
หนอนเมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แทะกินผิวใบพืชด้านล่าง เหลือไว้แต่ผิวใบด้านบน เมื่อผิวใบแห้งจะเกิดเป็นสีขาวๆ สังเกตได้ง่ายมากเมื่อหนอนอยู่ในวัยที่ 2-3 แล้วจะแยกกลุ่มกันออกมากัดกินใบพืช

การป้องกันกำจัด
1. หมั่นตรวจดูแปลง ถ้าพบลักษณะการทำลายของหนอนที่ยังรวมกันเป็นกลุ่มก็เก็บทำลาย
2. เมื่อพบว่าใบถูกทำลาย 50% ในระยะออกดอกติดเมล็ด ใช้สารเคมี ไตรอะโซ-ฟอส หรือเมธามิโดฟอส หรือเอ็นโดซัลแฟน

ศัตรูธรรมชาติ แตนเบียนหนอน Apanteles risbecei




Liked By: kwan-28
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2008, 08:59:51 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2008, 02:23:03 PM »

ตั๊กแตน (Grasshoppers)

        ตั๊กแตน เป็นแมลงที่อยู่ในอันดับ Orthoptera มีลักษณะสำคัญคือ มีปากแบบกัดกิน (Chewing Type) พบตั้งแต่ในระยะตัวอ่อนจนถึงตัวเต็มวัย  มีตารวมขนาดใหญ่  มีหนวดเป็นแบบเส้นด้าย  (filiform) ปีกคู่หน้าเป็นคล้ายหนัง (tegmina) ปีกคู่หลังแบบบางใส (membrane) ซึ่งพับอยู่ใต้ปีกคู่หน้า ขา 2 คู่แรกเป็นขาเดิน  ( walking legs) ขาคู่หลังเป็นแบบกระโดด (jumping legs)  tarsi มี 3 – 5 ปล้อง  ตั๊กแตนมีอวัยวะพิเศษคือ อวัยวะทำเสียง และอวัยวะฟังเสียง เพื่อใช้ในการสื่อสาร หาคู่ และไล่ศัตรู อวัยวะทั้งสองอย่างสามารถช่วยแยกกลุ่มของแมลงได้ การเจริญและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นแบบ Paurometabola เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า gradual metamorphosis เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทีละน้อย ระยะตัวอ่อนเรียกว่า Nymph  ตัวอ่อนจะมีขนาดเล็กกว่าตัวเต็มวัยแต่ยังไม่มีปีก และจะลอกคราบและเจริญเติบโตไปจนเป็นตัวเต็มวัยเมื่อมีการลอกคราบครั้งสุดท้าย  การวางไข่  มีลักษณะแตกต่างกัน อาจเป็นไข่เดี่ยวหรือไข่กลุ่ม มีทั้งวางในดินและวางไข่ในพืชอาหาร

          ตั๊กแตนส่วนใหญ่ที่พบ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ตั๊กแตนหนวดสั้น (short-horn grasshoppers) ตั๊กแตนหวดยาว  (long-horn grasshoppers) และตั๊กแตนแคราะ (pygmy grasshoppers)


         ตั๊กแตนหนวดสั้น ที่พบมีอยู่หลายชนิด จัดอยู่ในวงศ์ Acricidae  ลักษณะเด่นในวงศ์นี้ คือมีหนวดสั้น pronotum ยาวไม่ถึงท้อง tarsi มี 3 ปล้อง  อวัยวะวางไข่สั้น ลำตัวมีสีเทา หรือสีน้ำตาล ปีกของตั๊กแตนบางชนิดมีสีสรรสดใส  การวางไข่จะวางเป็นกลุ่มในดิน    ตั๊กแตนหนวดสั้นบางชนิดมีอวัยวะทำเสียง โดยการเสียดสีกันของปุ่มเล็กๆเรียงกันเป็นแถวตามยาวที่ femer ด้านในของขาคู่หลัง  และมีอวัยวะฟังเสียงที่เรียกว่า Tympanum  เป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นแผ่นเยื่อบาง รอรับการกระทบของคลื่นเสียง พบที่ ส่วนท้องปล้องที่ 1 ทางด้านข้างของตั๊กแตน   ส่วนใหญ่จะเกาะอยู่ตามใบไม้

       ตั๊กแตนหนวดยาว  จัดอยู่ในวงศ์  Tettigoniidae  เป็นแมลงที่มีลำตัวขนาดใหญ่ ลำตัวสีเขียว   หนวดยาว  tarsi มี 4 ปล้อง อวัยวะทำเสียงเกิดจากการเสียดสีกันของปีกคู่หน้า  และมีอวัยวะรับฟังเสียงอยู่ที่ tibia ของขาคู่หน้า  อวัยวะวางไข่แข็งแรงรูปร่างคล้ายดาบ   ชอบวางไข่บนหรือภายในเนื้อเยื่อพืช  ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ  จะพบเห็นตั๊กแตนหนวดยาวได้น้อยกว่า ตั๊กแตนหนวดสั้น

      ตั๊กแตนแคราะ  จัดอยู่ในวงศ์ Tetrigidae  ลักษณะจะใกล้เคียงกับตั๊กแตนหนวดสั้น แต่มีขนาดเล็กกว่า โดยจะมีขนาดประมาณ 13 – 19 มิลลิเมตร  ตัวเมียมักมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ลักษณะเฉพาะ คือ pronotum ขยายไปทางด้านหลังคลุมส่วนท้อง  ปีกคู่หน้าสั้น ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มักพบอยู่ตามทางเดิน  เวลาเดินไปบริเวณที่ตั๊กแตนอาศัยอยู่  มันจะกระโดดหนีไปทางด้านหน้าของเรา




ตั๊กแตนปาทังก้า (Patanga succincta (Linnaeus)

    ลักษณะการทำลาย
    พบระบาดในช่วงก่อนระยะฟักตัว (สิงหาคม-ตุลาคม) ช่วงระยะตัวอ่อน (มิถุนายน-กรกฎาคม) และช่วงก่อนผสมพันธุ์-วางไข่ (กุมภาพันธ์-เมษายน)
    สำหรับพืชชนิดต่าง ๆ ที่ถูกทำลายมีหลายชนิด เช่น
         -- ข้าวโพด ถูกกัดกินใบและฝัก (ทุกระยะการเจริญเติบโต)
         -- ถั่วเหลือง กัดกินลำต้น (ช่วงเริ่มงอกทำให้เสียหาย 100%) ระหว่างเดือน สิงหาคม-ตุลาคม
         -- ข้าว กข. ระยะแตกกอ (สิงหาคม-ตุลาคม)
         -- ไม้ผล ใบกล้วย มะพร้าว มะม่วง ไผ่ (กุมภาพันธ์-เมษายน)

    พืชอาหาร
    ตั๊กแตนปาทังก้าสามารถกินพืช เป็นอาหารได้ 34 ชนิด พืชที่ชอบมากที่สุดได้แก่ ข้าวโพด, อ้อย, ส้ม, ข้าวฟ่าง, ถั่วเหลือง, ข้าว , มะพร้าว, หญ้าตีนติด, ปาล์มน้ำมัน, ไผ่ เป็นต้น

การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนปาทังก้า มีวิธีการป้องกันและกำจัดตั๊กแตนตาม วงจรชีวิตและระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพด ดังนี้
    1. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยวิธีเขตกรรม ได้แก่ เผา ถางไถ กำหนดช่วงระยะการปลูกข้าวโพด
    2. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยวิธีกลและฟิสิกส์ ได้แก่ การจับตั๊กแตน นำไปบริโภคและจำหน่าย โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ตะเกียงล่อ ไฟคาดศีรษะ หลอดไฟฟลูออเรสเซ็นท์ แสงสีม่วง-ดำและน้ำเงิน (Black-blue light) และการขุดไข่ทำลาย
    3. การป้องกันและกำจัดโดยชีวินทรีย์ ได้แก่ การใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อโรคที่มีอยู่ในสภาพธรรมชาติ เป็นตัวควบคุมระดับประชากรของตั๊กแตน
    4. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยใช้พืชสมุนไพร จากธรรมชาติได้แก่ สะเดา
    5. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยใช้สารเคมี ได้แก่ เฟนิโตรไธออน 50% E.C. เฟนิโตรไธออน 83% U.L.V. เซฟวิน 85% ฟ็อกซิม 80% U.L.V. การใช้เหยื่อพิษ การใช้กระดาษพิษ
    6. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยวิธีผสมผสาน เป็นการนำเอาวิธีการป้องกัน และกำจัดตั๊กแตนหลาย ๆ วิธีมาใช้ร่วมกัน ตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและเหมาะสมในแต่ละท้องที่ เช่น การใช้วิธีกล (โดยการจับตั๊กแตน) ร่วมกับการใช้ศัตรูธรรมชาติ


เจ้าตั๊กแตนปาทังก้าตัวนี้  เอามาคั่วหรือจี่ไฟ  แซ่บคักอีหลี  ไม่มีพิษครับ


Liked By: somjade, kwan-28
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2008, 02:03:33 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
Phasit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 8


« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2008, 02:01:08 PM »

ได้ความรู้เกี่ยวกับศัตรูพืชดีมากเลยครับ จะได้รู้วิธีป้องกันและแก้ไข เพราะตัวผมไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย ขอบคุณความรู้ที่มีประโยชน์ครับ ฮืม


Liked By: somjade, kwan-28
บันทึกการเข้า
bua
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2008, 03:31:07 PM »

คุณชาวนาคะ คุณมีความรู้ด้านโรคพืชบ้างมั้ยคะพอดีมีขอสงสัยถึงความแตกต่างระหว่างเชื้อรา Phoma sp. และเชื้อรา Phomopsis sp.  ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรคะ

------------------------------------------------------------------------------------
Phoma sp. = โรคยอดแห้งตาย (Die-back)
Phomopsis sp. = สาเหตุโรคลำต้นเน่าของผัก และไม้ยืนต้นหลายชนิด



ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  แต่พยายามช่วยเหลือครับ  ผมหาจากเน็ตได้ข้อมูลมาพอเท่านี้ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 24, 2008, 04:41:19 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2008, 04:51:43 PM »

ข้อมูลเพิ่มเติม

      อาณาจักรฟังไจ หมายถึงสิ่งมีชีวิตพวกเห็ดรา ตัวอย่างเช่น ราขนมปัง ยีสต์ ราเขียว ราดำ เห็ตต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสาร ทำให้มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศ

   ลักษณะร่วมสำคัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักฟังไจ
            1.อาจมีเซลล์เดียว เช่น ยีสต์ แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกหลายเซลล์
            2. พวกหลายเซลล์ ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่มีลักษณะเส้นใย เส้นใยแต่ละเส้นเรียกว่า ไฮฟา(Hypha) ไฮพามักรวมกันเป็น กระจุกเรียกว่า ไมซีเลียม(mycelium) ไฮฟามีไรซอยด์ ช่วยยึดเห็ดราให้ติดแน่นกับที่ และบางส่วนของไฮฟาทำหน้า ที่สร้างสปอร์
           3. โครงสร้างของเซลล์เป็นเซลล์แบบยูคาริโอต มีผนังเซลล์คล้ายพืช (มีองค์ประกอบเป็นเซลลูโลสและไคทิน) แต่ไม่มีคลอโรฟิลล์ ดังนั้นสร้างอาหารเองไม่ได้ ดำรงชีวิตแบบปรสิตหรือแบบภาวะ มีการย่อยสลาย หรือบางชนิดอยู่ร่วมกับสาหร่ายที่ต้องพึ่พา(ไลเคน)
          4. ส่วนใหญ่สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ สปอร์มีทั้งที่เกิดจากการ สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ นอกจากนี้ยังมีการ สืบพันธุ์แบบอื่น ๆ เช่น รา ขนมปัง สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยวิธี คอนจูเกชัน ยีสต์สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยวิธีการแตกหน่อ

การจัดจำพวกฟังไจ
        โดยทั่วไปใช้การสร้างสปอร์ที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 4 ดิวิชัน ได้แก่ 
1. ดิวิชันไซโกไมโคตา (Zygomycota) สร้างไซโกสปอร์(zygospores)
2.ดิวิชันแอสโคไมโคตา (Ascomycota) สร้างแอสโคสปอร์(ascospores)
3.ดิวิชันเบสิดิโอไมโคตา(Basidiomycota) สร้างเบสิดิโอสปอร์(basidiospores)
4.ดิวิชันดิวเทอโรไมโคตา(Deuteromycota) หรือเรียกอีกอย่างว่า Fungi imperfecti สร้างสปอร์ไม่ทราบว่าชนิดใดเนื่องจากนิวเคลียสของสปอร์หลอมรวมกัน (พบว่าส่วนใหญ่ดูเหมือนเป็นพวกแอสโคสปอร์)


1. ดิวิชันไซโกไมโคตา (Zygomycota) ได้แก่ Rhizopus nigricans เป็นราดำที่ขึ้นบนขนมปัง (Black bread mold)ผลไม้ และอาหารเน่าเสีย ส่วนใหญ่เป็นราที่อาศัยบนบก

ลักษณะสำคัญ
-ไฮฟาไม่มีเยื่อกั้น ดังนั้นไฮฟามีนิวเคลียสจำนวนมาก
-ผนังเซลล์เป็นสารไคทิน
-ไม่มีเซลล์ใมีแฟลเจลลัม

การสืบพันธุ์ สร้างสปอร์ 2 ชนิด 
-สปอร์จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ ไซโกสปอร์ เป็นสปอร์ที่เจริญมาจากไซโกต(เกิดจากการรวมตัวกันของ  gameetangium) มีลักษณะผนังหนา ทนทาน 
-สปอร์จากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ สปอร์แรงจิโอสปอร์(sporangiospores)
 

2.ดิวิชันแอสโคไมโคตา (Ascomycota) ราในดิวิชันนี้มีจำนวนชนิดมากที่สุด ตัวอย่างคือ saccharomyces cerevisiae หรือ ยีสต์หมักเบียร์(Brewer's yeast) ราสีแดง(Monascus sp.) ที่ใช้ผลิตข้าวแดงและเต้าหู้ยี้ ราน้ำค้าง และมีบางชนิดสร้างดอกเห็ดซึ่งใช้เป็นอาหารได้

ลักษณะสำคัญ
ไฮฟามีเยื่อกั้น แต่เยื่อกั้นมีรูทะลุ(perforated septum) ทำให้ไซโทพลาซึมและนิวเคลียสไหลถึงกันได้(ยกเว้นยีสต์ซึ่งเป็นเซลล์เดียว

การสืบพันธุ์ สร้างสปอร์ 2 ชนิด
1 .สปอร์จากเซลล์สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือแอสโคสปอร์(ascospores) ลักษณะผนังหนา(เป็นเซลล์อิสระที่แตละสปอร์มีผนังและไซโทพลาซึมหุ้มนิวเคลียส) ถูกสร้างภายในถุง(sac) เรียกว่า แอสคัส(ascus) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของราในดิวิชันนี้ จำนวนสปอร์ในถุงแอสคัสอาจมี 1,4,8 หรือจำนวนมาก แล้วแต่ชนิดของรา ดังนั้นเรียกอีกอย่างว่า แซคฟังไจ(sac fungi)

2.สปอร์จากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ อาจเป็นสปอร์เดี่ยว หรือต่อกันเป็นลูกโซ่ตรง ปลายเส้นใยที่เรียกว่า โคนิเดียม
 
 

3.ดิวิชันเบสิดิโอไมโคตา(Basidiomycota) ได้แก่ เห็นที่กินเป็นอาหารได้และมีความสำคัญ ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่าง เห็ดฟาง (volvariclla volvacea) เห็ดหอม (Lentinula edodes) เห็ดหูหนู เห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดแชมปิญอง เห็ดกระดุม

ลักษณะสำคัญ
-ไฮฟา มีเยื่อกั้นแบบรูพรุน
-ไมซีเลียมมี 3 ระยะ
ระยะแรก เพิ่งเจริญขึ้นจากสปอร์มีนิวเคลียสเดียว 
ระยะที่สอง แต่ละเซลล์มี2นิวเคลียส
ระยะสาม เกิดจากไมซีเลียมระยะสองรวมตัวกันคล้ายเนื้อเยื่อประกอบ ขึ้นเป็นก้านและดอกเห็ด

สร้างสปอรจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเรียกว่า basidiospore ถูกสร้างที่ภายนอกโครงสร้าง เรียกว่าเบสิเดียม แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ 
1. พวกที่มีเบสิเดีย 4 เบสิดิโอสปอร์
2. พวกที่มีเบสิเดีย 1เบสิดิโอสปอร์

พวกที่มีวิวัฒนาการสูงสุด เบสิเดียมเกิดอยู่บนฟรุตติงบอดีที่เรียกว่า เบสิดิโอคาร์ป(basidiocarp) หรือดอกเห็ด
 

4.ดิวิชันดิวเทอโรไมโคตา(Deuteromycota) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า fungi imperfecti หมายถึง กลุ่มของราหลายชนิดที่ไม่พบว่ามีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ได้แก่ ราที่นำมาผลิตเพนิซิลลิน(Penicilium sp.) ราที่ใช้ผลิตกรดซิตริก  (Aspergilus niger) รวมทั้งราที่ใช้ผลิตเนยแข็ง ราที่ทำให้เกิดโรคกลากเกลื้อน เท้าเปื่อย

ลักษณะสำคัญ
-ไมซีเลียมมีผนังกั้นเช่นเดียวกับดิวิชันแอสโคไมโคตาและเบสิดิโอไมโอตา
-วัฏจักรชีวิตไม่พบการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ พบแต่ระยะโคนิเดีย(conidia stage) คือ สร้างสปอร์แบบไม่อาศัยเพศในโครงสร้างที่เรียกว่า โคนิเดีย(conodia)

โรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา
  Plant Diseases Caused by Fungi
  เชื้อรา เป็นจุลชีพในกลุ่ม Eukaryote โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นเส้นใยแตกกิ่งก้านได้โดยแต่ละเส้นใยเรียกว่า hypha ซึ่งมักรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า mycelium เชื้อรามีลักษณะแตกต่างจาก algae ตรงที่ไม่มี chlorophyll เป็นองค์ประกอบภายในเซลล์ ผนังเซลล์ของเชื้อราส่วนใหญ่มี cellulose, chitin หรือทั้ง 2 อย่างเป็นองค์ประกอบสำคัญ เส้นใยของเชื้อราอาจแบ่งออกเป็นช่อง ๆ ด้วยเส้นกั้นแบ่งเซลล์ (septa) ภายในแต่ละช่องอาจมี nucleaus เพียง 1 อัน หรือมากกว่า 1 อันก็ได้ แต่ราบางชนิดเส้นใยไม่มีผนังกั้นระหว่างเซลล์ (coenocytic hypha) โดยทั่วไปเชื้อราจะแพร่พันธุ์โดยหน่วยขยายพันธุ์เรียกว่า สปอร์ (spores) ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
  1. Asexual spores : เป็นหน่วยขยายพันธุ์ที่เกิดจากการแบ่งเซลล์ และแปรเปลี่ยนรูปร่างจาก vegetative cells โดยไม่มีการผสมพันธุ์ทางเพศ สปอร์ชนิดนี้อาจสร้างขึ้นบนเส้นใยธรรมดา โดยส่วนหนึ่งของเส้นใยเปลี่ยนไปเป็นก้านชูสปอร์ (conidiophore) และเรียกสปอร์นั้นว่า conidia สปอร์บางชนิดจะสร้างอยู่ในถุงหุ้ม เรียกว่า sporangium บางชนิดอาจสร้างอยู่ในอวัยวะรูปร่างคล้ายถ้วยหรือคนโฑ เรียกว่า pycnidia เชื้อราหลายชนิดอาจเปลี่ยนบางส่วนของเส้นใยให้มีผนังหนาขึ้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น สปอร์ที่เกิดในลักษณะนี้ เรียกว่า chlamydospores
  2. Sexaul spores : เป็นหน่วยขยายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ทางเพศระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (female gametangia) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (male gametangia) เกิดเป็นไซโกตที่มีชื่อเรียก ต่าง ๆ กัน การจัดแบ่งกลุ่มของเชื้อราโดยทั่วไปใช้ลักษณะของการผสมพันธุ์ทางเพศ และชนิดของ สปอร์ที่สร้างขึ้นเป็นหลักในการจัดแบ่ง คือกลุ่มที่สร้างสปอร์จากการผสมพันธุ์กันของเซลล์สืบพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนกันเกิดเป็น Z ygospore คือ class Zygomycetes , กลุ่มที่เซลล์สืบพันธุ์มีขนาดต่างกันและสร้าง Oospores จัดอยู่ใน class Oomycetes กลุ่มที่สร้างสปอร์ในถุงหุ้ม (ascospores) จัดอยู่ใน Class Ascomycetes และกลุ่มที่สร้างสปอร์บนก้านชูรูปกระบอง (basidiospores) จัดอยู่ใน class Basidiomycetes
 
 
ลักษณะของสปอร์และอวัยวะขยายพันธุ์ (fruiting bodies) ของเชื้อรา

เชื้อราสาเหตุของโรคพืชที่มีความสำคัญในประเทศไทย
   เชื้อราจัดเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคพืช เนื่องจากมีเชื้อรามากกว่า 8,000 ชนิด ที่สามารถทำให้เกิดโรคกับพืชได้ สำหรับในประเทศไทยพบว่า ราใน class เหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคพืช
              1. Class Zygomycets เป็นเชื้อราชั้นต่ำในกลุ่ม Phycomycetes มีลักษณะสำคัญคือ เส้นใยเป็นแบบ coenocytic สร้าง asexual spores ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ในถุงหุ้ม เรียกว่า sporangium และเรียกสปอร์ว่า sporangiospore สร้าง sexual spore ชนิด zygospore ตัวอย่างของโรค ได้แก่ โรคส่าขนุนเน่า จากเชื้อ Rhizopus sp.    โรคดอกเน่าของแตงชนิดต่าง ๆ จากเชื้อ Choanephora cucurbitarum 
               2. Class Oomycetes เป็นเชื้อราในกลุ่มเดียวกันกับ Zygomycetes ลักษณะทั่วไปคล้ายกับ zygomycetes ยกเว้น asexual spores เป็นชนิดที่ว่ายน้ำได้ (zoospore) และสร้าง sexual spores จากการผสมกันของ oogonium และ antheridium ซึ่งมีขนาดต่างกัน เรียกว่า oospores เชื้อราใน class นี้มีหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โรคราสนิมขาว (white rust) ของผักชนิดต่าง ๆ ที่เกิดจากเชื้อ Albugo spp. , โรคราน้ำค้าง (downy mildews), โรคกล้าเน่า (damping off) จากเชื้อ Pythium spp. ,โรคไหม้ในมันฝรั่ง (potato late blight) จากเชื้อ Phytophthora infestans    เป็นต้น 
                 3. Class Ascomycetes เป็นเชื้อราชั้นสูงแบ่งออกได้เป็นหลาย families ตามลักษณะของอวัยวะขยายพันธุ์ ลักษณะที่สำคัญของราใน class นี้คือสร้าง sexual spores ในถุงหุ้มมีจำนวนตั้งแต่ 2-8 สปอร์ซึ่งเรียกว่า ascospores เชื้อราใน class นี้จัดว่าเป็น class ที่สำคัญที่สุด เนื่องจากทำความเสียหายให้กับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด สำหรับในประเทศเขตร้อนมักไม่พบ sexual stage แต่จะพบ asexual spores ซึ่งเมื่อนำมาเลี้ยงบนพืชหรือภายใต้สภาพการเลี้ยงที่เหมาะสมสามารถกระตุ้นให้เชื้อสร้าง ascocarp และ ascospore ได้ กรณีที่ตรวจไม่พบ sexual stage จะนิยมใช้ชื่อใน form class Deuteromycete แทน ตัวอย่างของโรคที่พบในไทย ได้แก่ โรคเถาแตกยางไหล (gummy stem blight) ในแตงที่เกิดจากเชื้อ Didymella bryoninae

              4. Class Basidiomycetes เป็นเชื้อราชั้นสูงแบ่งออกได้เป็นหลาย families มีลักษณะที่สำคัญคือสร้าง sexual spores ลักษณะคล้ายหยดน้ำตาเรียกว่า basidiospore บนก้านชูรูปกระบอง เรียกว่า basidium ซึ่งอาจสร้างขึ้นบนเส้นใยโดยตรงหรือในอวัยวะที่เกิดจากการรวมตัวของเส้นใยเป็นรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น ดอกเห็ด อวัยวะดังกล่าวเรียกว่า basidiocarp เชื้อราใน class นี้ส่วนใหญ่เป็นประโยชน์ คือใช้เป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์หลายชนิด ทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืชเพื่อปลดปล่อยธาตุอาหารกลับสู่วงจรการใช้อาหาร แต่ก็มีหลายชนิดที่จัดเป็นศัตรูพืชที่ร้ายแรง ตัวอย่างเช่น เชื้อที่ทำให้เกิดโรคราสนิม (rust) , โรคราเขม่าดำ (smut), โรคราเม็ดผักกาด (sclerotium stem rot) , โรคกาบใบแห้งของข้าว (Rhizoctonia sheath blight) เป็นต้น การวินิจฉัยสาเหตุของโรคที่เกิดจากเชื้อใน class นี้นอกจากจะตรวจดูจากลักษณะของสปอร์ หรือ resting stracture เช่น เม็ด sclerotium ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมคล้ายเมล็ดผักกาดแล้ว ยังอาจพิจารณาดูจากลักษณะของเส้นใยที่มักมี clamp connection เชื่อมระหว่างเซลล์ที่อยู่ติดกัน 
                    5. Form-class Deuteromycetes เชื้อราใน form-class นี้คือเชื้อราในระยะที่ยังตรวจไม่พบลักษณะการขยายพันธุ์แบบใช้เพศ การจัดแบ่งจึงถือเป็นการชั่วคราว อาจเรียกเป็น form class Imperfect fungi ก็ได้ เนื่องจากใช้เฉพาะลักษณะของ asexual stage เป็นหลักในการแบ่งแยก ปัจจุบันพบว่าเชื้อราส่วนใหญ่ที่ได้ให้ชื่อในระยะ asexual stage นั้นเป็นเชื้อราใน class Ascomycetes มีบางส่วนเป็นราใน class Basidiomycetes และมีน้อยชนิดมากที่อยู่ใน class Zygomycetes หรือ Oomycetes สำหรับในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเขตร้อนนั้น เชื้อราส่วนใหญ่โดยเฉพาะ Ascomycetes มักไม่มี sexual stage เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่เชื้อจะต้องอยู่ข้ามฤดูหนาว ชื่อเชื้อราที่ใช้หรือที่รู้จักจึงเป็นชื่อใน form class Deuteromycetes ซึ่งอาจจัดแบ่งเป็นอันดับ (order) ได้ดังนี้ 
   5.1 Hyphales (Moniliales) คือเชื้อราที่สร้าง asexual spores บนหรือระหว่างเส้นใยธรรมดา โดยไม่มีอวัยวะพิเศษ ตัวอย่างของเชื้อได้แก่ เชื้อโรคราแป้ง (Oidium, Oidiopsis, Ovuliopsis) เชื้อ Cercospora (สาเหตุโรคใบจุดตากบของพืชหลายชนิด) เชื้อ Pyricularia    (สาเหตุโรคใบไหม้ของข้าว) เป็นต้น
   5.2 Sphaeropsidales เป็นเชื้อที่สร้าง asexual spores ในอวัยวะที่เกิดจากการอัดตัวกันแน่นของเส้นใยมีลักษณะเป็นรูปคนโฑ (pycnidia) ตัวอย่างได้แก่ Ascochyta    สาเหตุโรคใบไหม้, ใบจุดของพืชหลายชนิด , Diplodia    (สาเหตุโรคลำต้นแห้ง , กิ่งแห้ง) Phyllosticta    สาเหตุโรคใบจุดของพืชหลายชนิด, Phoma sp., Phomopsis sp. สาเหตุโรคลำต้นเน่าของผัก และไม้ยืนต้นหลายชนิด (เชื้อราที่คุณถามอยู่ในส่วนนี้)
   5.3 Melanconiales เชื้อสร้าง asexual spores ในอวัยวะรูปร่างคล้ายถ้วยปากกว้าง (acervulus) ตัวอย่างเช่น เชื้อ Colletotrichum    สาเหตุของโรคอีบุบ (anthracnose) เชื้อ Marssonina    สาเหตุโรคใบจุดดำของกุหลาบ เป็นต้น

 

        5.4 Myceliales หรือ Mycelia Sterilia (sterile fungi) เป็นเชื้อที่ไม่พบการสร้าง asexual spores ที่มีลักษณะต่างไปจากเส้นใยปกติ การอยู่ข้ามฤดูจะสร้างโครงสร้างพิเศษเรียกว่า sclerotia ซึ่งเกิดจากกลุ่มเส้นใยที่มาอัดตัวกันแน่นลักษณะคลายเมล็ดผักกาด ตัวอย่างเช่น เชื้อ Sclerotium    สาเหตุโรครากและโคนเน่าของพืชหลายชนิด เชื้อ Rhizoctonia    สาเหตุโรคโคนเน่า เป็นต้น 

หลักการวินิจฉัยโรคที่เกิดจากเชื้อรา
   การวินิจฉัยโรคที่เกิดจากเชื้อราส่วนใหญ่ดูจากอาการประกอบกับการตรวจหาร่องรอย (sign) ของเชื้อบนส่วนของพืชที่แสดงอาการ การตรวจหา sign อาจใช้แว่นขยายหรือกล้องสเตอริโอสโคป เป็นการตรวจเบื้องต้น ซึ่งหากผู้ตรวจมีความชำนาญอาจบอกได้เลยว่าโรคเกิดจากเชื้ออะไร สำหรับอาการที่พบว่าเกิดจากเชื้อรา ได้แก่ อาการใบจุด (leaf spot) ใบไหม้ (leaf blight) ยอดไหม้ (die back) , กิ่งแห้ง (twig blight) , อีบุบ (anthracnose) กล้าล้ม (damping off), รากและโคนเน่า (root and stalk rot), ต้นโทรม (decline), แผลสะเก็ด (scab) และเx่ยวเฉา (wilt), เป็นต้น โรคบางชนิดเชื้อสาเหตุจะขึ้นปกคลุมบริเวณที่แสดงอาการทำให้เห็นเด่นชัดกว่าอาการ ตัวอย่างเช่น โรคราสนิม, ราน้ำค้าง , ราแป้ง โรคเหล่านี้สามารถวินิจฉัยได้ง่ายโดยดูเฉพาะเพียง sign ที่เชื้อสร้างขึ้นเท่านั้น


อ้างอิง
www.sut.ac.th/e-texts/Agri/myweb2/link104
dit.dru.ac.th/biology/fungi.html - 10k –


ปล.ไม่ทราบคุณบัว ทำอะไรอยู่หรอครับ  เพราะคำถามของคุณบัวค่อนข้างเป็นงานวิชาการเสียส่วนมาก  ขยิบตา


Liked By: somjade, kwan-28
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 24, 2008, 04:54:08 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
bua
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 01:56:52 PM »

         ขอบคุณคุณชาวนามากๆนะคะ ที่ค้นหาข้อมูลต่างๆมาให้
               บัวทำงานอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเกี่ยวกับการส่งออกผักแช่แข็ง โดยบริษัทมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกผักให้ ดังนั้นจึงมักพบการระบาดของโรคและแมลงอยู่เป็นประจำ ซึ่งบางโรคบัวไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่จึงต้องมาหาข้อมูลในเน็ตบ้าง ขอบคุณคุณชาวนาอีกครั้งนะคะคงต้องขอความรู้ด้านการเกษตรของคุณชาวนาไปอีกนาน
บันทึกการเข้า
preecha
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2008, 12:00:12 AM »

ขอบคุณคุณชาวนามากครับ บ้านผมเจอหลายอย่าง จะได้รู้จักไว้
และหาทางควบคุมครับ  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11419


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 06, 2009, 01:01:35 PM »

เพลี้ยจักจั่นมะม่วง



ชื่อวิทยาศาสตร์
1. Idioscopus clypealis (Lethierry),
2. I. niveosparsus (Lethierry)

รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
เพลี้ยจักจั่นที่พบระบาดอยู่มี 2 ชนิด ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้ มีรูปร่างคล้ายกันมาก ลำตัวมีสีเทาปนดำ หรือน้ำตาลปนเทา ส่วนหัวโตและป้าน ลำตัวเรียวแหลมมาทางด้านหาง ทำให้เห็นส่วนท้องเรียวเล็ก มองดูด้านบนเหมือนรูปลิ่ม ขนาดความยาวลำตัว 5.5 - 6.5 มม. และที่แผ่นตรงเหนือริมฝีปากบนเป็นสีดำ มักอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม แมลงชนิดนี้ใช้ขาหลังดีดตัวกระโดดไปมา ทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน ตัวอ่อนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัยทุกประการ การเคลื่อนไหวว่องไวแต่ไม่เท่าตัวเต็มวัย ตัวอ่อนนี้มักพบอยู่เป็นกลุ่มตามช่อดอกและใบ โดยเฉพาะบริเวณโคนของก้านช่อดอกและก้านใบ เนื่องจากบริเวณโคนจะมีเยื่อบาง ๆ สีน้ำตาลหุ้มไว้ เมื่อแดดร้อนจัดจะหลบซ่อนอยู่ตามหลังใบเพลี้ยจักจั่นช่อมะม่วงเพศเมียจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ รูปร่างยาวรีสีเหลืองอ่อน จะวางไข่ตามแกนกลางใบอ่อนหรือก้านช่อดอก ปรากฏเป็นแผลเล็ก ๆ คล้ายมีดกรีด หลังจากวางไข่แล้วประมาณ 1 - 2 วัน จะมียางสีขาวของมะม่วงไหลหยดเห็นได้ชัด ระยะฟักไข่ 7 - 10 วัน เมื่อออกเป็นตัวอ่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกและใบ ตัวอ่อนเจริญเติบโตโดยการลอกคราบ 4 ครั้ง จึงเป็นตัวเต็มวัย ระยะตัวอ่อน 17 - 19 วัน

ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยจักจั่นที่พบระบาดมีอยู่ 2 ชนิด พบแพร่ระบาดทั่วไปในประเทศไทย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย จะทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน แต่ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุดคือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก โดยจะดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยง จะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำเหนียว ๆ คล้ายน้ำหวานติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบ ๆ ทรงพุ่ม ทำให้มะม่วงเปียกเยิ้ม ต่อมาตามใบ ช่อดอก จะถูกปกคลุมโดยเชื้อราดำ ถ้าปกคลุมมากก็จะกระทบกระเทือนต่อการสังเคราะห์แสง ใบที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงในระยะเพสลาด ใบจะบิดงอโค้งลงด้านใต้ใบ ตามขอบใบจะมีอาการปลายใบแห้ง

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
แมลงชนิดนี้พบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่ปลูกมะม่วง พบได้ตลอดทั้งปีแต่ปริมาณประชากรของเพลี้ยจักจั่นจะเพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงออกดอก คือระหว่างธันวาคม - มกราคม เมื่อมะม่วงเริ่มแทงช่อดอก จำนวนเพลี้ยจักจั่นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนระยะดอกตูม มีปริมาณสูงสุดเมื่อดอกใกล้บาน และจะลดลงเมื่อมะม่วงเริ่มติดผล ซึ่งจะไม่พบบนผลเมื่อมะม่วงมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ (1.5 - 2 ซม. หรือช่วง 40 วัน)

ศัตรูธรรมชาติ
- ผีเสื้อตัวเบียน Epipyropid (Epipyrous fuliginosatams) แมลงวันตาโต Pipunculid แตนเบียน Aphelined
- แมลงห้ำ มวนตาโต Geoeori sp. เชื้อรา Beauveria bassiana

การป้องกันกำจัด
1. ถ้าหากเจ้าของสวนมะม่วงไม่ป้องกันกำจัดแล้ว มะม่วงจะไม่ติดผลเลย จึงควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลง carbaryl (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในระยะก่อนมะม่วงออกดอก 1 ครั้ง และเมื่อเริ่มแทงช่อดอก 1 ครั้ง เมื่อช่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร และหมั่นตรวจดูตามช่อดอกอยู่เรื่อย ๆ ถ้าพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยในจำนวนมากกว่า 5 ตัวต่อช่อ ควรพ่นอีก 1 - 2 ครั้ง ในระยะดอกตูม และก่อนดอกบาน ถ้าหากมะม่วงติดผลขนาดหัวแม่มือ การพ่นสารฆ่าแมลงไม่มีความจำเป็น

2. ในสวนที่มีการระบาดรุนแรงควรเปลี่ยนไปพ่นด้วยสาร monocrotophos (อโซดริน 60% WSC) 25 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ คือ permethrin (แอมบุช 10 % EC) 10 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร cyhalothrin L (คาราเต้ 2.5 %EC.) 7 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร, cyfluthrin (ไบทรอยด์ 10% EC.) 4 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร, deltamethrin (เดซิส 2.5% EC.) 10 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร cypermethrin (ริพคอร์ด 10% EC.) 10 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร และ fenvalerate (ซูมิไซดิน 20% EC.) 10 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร (12)

3. ในระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การพ่นน้ำเปล่าในตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น แต่ควรปรับหัวฉีดอย่าให้กระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป

4. การพ่นสารฆ่าแมลงให้มีประสิทธิภาพควรพ่นให้ทั่วถึงทั้งลำต้น มิเช่นนั้นตัวเต็มวัยจะเคลื่อนย้ายหลบซ่อนไปยังบริเวณที่พ่นสารฆ่าแมลงไม่ถึง นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการปรับละอองฝอยหัวฉีด ระยะเวลาการพ่น

5. การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิตเป็นวิธีที่การกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยลดที่หลบซ่อนของเพลี้ยจักจั่นลง ทำให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดีขึ้น


Liked By: kwan-28
บันทึกการเข้า
jiniroj
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 23, 2009, 01:14:06 PM »

ขอบคุณมากๆเลยครับผม
ผมสมาชิกใหม่ครับ ถ้ามีปัญหาจะมาสอบถามครับ
บันทึกการเข้า
kaset0070
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 129


« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 25, 2009, 01:44:13 PM »

ได้ความรู้อีกเพียบ
ขอบคุณครับ

stl
บันทึกการเข้า
ooy2009
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1026


การแบ่งปัน คือความสุข สุขทั้งผู้ให้และผู้รับ


« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 01:06:14 AM »

ได้ความรู้เพียบเลยค่ะ  ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่ได้มาเป็นสมาชิกของเกษตรพอเพียง  ขอให้
เกษตรพอเพียงอยู่คู่คนไทยตลอดไป  ไชโยๆๆ อายจัง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: