อยากปลูกดอกมะลิขาย

<< < (2/3) > >>

konthain(นพ):
เอามาฝากครับ  ;D


สวนดอกมะลิ



“พวงมาลัยไหมคะ? พวงมาลัยค่ะ”

               “วันนี้วันพระ พวงมาลัยไหมครับ”

               คุณคงคุ้นหูกับซุ่มเสียงเชื้อเชิญให้ซื้อพวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดง พร้อมกับไม่ลืมที่จะนำเสนอกลยุทธ์ทางการตลาดในการจูงใจลูกค้าด้วยราคา 3 พวง 20 บาท มีให้เลือกทั้งแบบร้อยปลายด้วยดอกดาวเรือง บ้างก็ดอกกุหลาบ แต่ที่จะขาดไม่ได้สำหรับพวงมาลัยทุกพวงคือ “ดอกมะลิ”

               ไม่รู้ว่าคุณเข้าใจ(ผิด) เหมือนกับเราหรือเปล่าว่า ดอกมะลิที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่ทุกวันนี้มาจากจังหวัดอื่น ซึ่งมันไม่ใช่...เพราะความจริงแล้วเป็นดอกมะลิฝีมือการปลูกของเกษตรกรชาวอุบลฯ ของเรานี่เอง ถ้าอย่างนั้นจะช้าอยู่ใย...เดินทางไปยังสวนมะลิที่ อ.เดชอุดมด้วยกันเลย...

               เราเดินทางมาถึงสวนดอกมะลิ ต.ท่าโพธิ์ศรี อ.เดชอุดม จ.อุบลฯ ช่วงสายๆ ซึ่งชาวบ้านกำลังขะมักเขม้นเก็บดอกมะลิกันเป็นการใหญ่ เหตุที่เลือกมาที่นี่เพราะได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสวนมะลิที่ใหญ่และเป็นแหล่งส่งดอกมะลิรายใหญ่ในอุบลฯ นั่นไง...คุณนิคม พิมพ์หล่อ เจ้าของสวนมะลิ กำลังเดินออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มพร้อมกับบอกเล่าที่มาของการทำสวนมะลิให้ฟังว่า...

               “ผมทำสวนมะลิมาตั้งแต่ปี 2536 แล้วครับ มันเริ่มจากตอนที่ผมบวชเพื่อศึกษาธรรมะอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วมีโยมคนหนึ่งแนะนำให้ปลูก เขาบอกว่ารายได้มันดี เพราะอย่างวันปกติถ้าทำมาลัยขายก็จะได้วันละประมาณ 800-1,000 บาท แต่ถ้าเป็นวันพระก็จะขายได้ประมาณ 1,500 บาท

               ครั้งแรกเลยผมเริ่มปลูกประมาณ 1,000 ต้น ใช้พื้นที่ประมาณ1 ไร่ ปลูกแบบลองผิดลองถูก แต่ช่วงหลังนี่ก็เริ่มขยายพื้นที่ เริ่มเรียนรู้และปลูกอย่างถูกต้องขึ้น “

เราต้องปลูกมะลิอย่างไรจึงจะได้ผลดี

               “พันธุ์ ต้องได้พันธุ์ดี ผมสั่งแม่พันธุ์ (พันธุ์เพชร) มาจากนครปฐม เมื่อก่อนเพาะพันธุ์เองมันช้ามาก มะลิเนี่ยถ้าจะให้ออกดอกเยอะๆ เราต้องไปเอาพันธุ์บ้าน เขาเองก็จะต้องมาเอาพันธุ์บ้านเราไปปลูกมัน ในการปลูกก็ต้องปลูกให้มันเป็นแถว และควรเหลือร่องทางเดินระหว่างต้นมะลิประมาณ 1.50 เมตรด้วยเผื่อเวลาจะฉีดยาจะได้สะดวกและไม่มาโดนเราด้วย

               “ส่วนดินที่มะลิชอบคือดินทรายแบบอีสานบ้านเรานี่แหละ เพราะเวลาที่ฝนตกดินมันจะได้ไม่มาโดนดอกมะลิ ถ้าเป็นดินแดงหรือดินเหนียวค่อนข้างจะแย่หน่อย ฝนตกทีดินจะกระเด็นมาโดนดอกเสียหมด ส่วนเรื่องของการดูแลก็สำคัญ ต้องรดน้ำเกือบทุกวัน สวนผมนี่สวนมันใหญ่ก็เลยเปิดน้ำสปริงเกิลเกือบทั้งวันเลย ใส่ปุ๋ยเป็นช่วงๆ ทั้งปุ๋ยคอกปุ๋ยวิทยาศาสตร์แล้วแต่สภาพดิน ถ้าเป็นดินที่เราบุกเบิกใหม่ๆ ก็ไม่ต้องบำรุงมาก เพราะมันมีสารจุลินทรีย์ในตัวอยู่แล้ว ปลูกมะลินี่ดีอย่าง...เราไม่ต้องไปบำรุงอะไรมากมาย ปลูกแล้วเราก็รอมันโต เราปลูกครั้งแรกใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนเราก็เก็บดอกได้แล้ว ต้นหนึ่งก็จะมีอายุประมาณ 5-6 ปีถึงจะได้ปลูกใหม่ แค่ตัดแต่งกิ่งก็พอ”


เห็นมีคนเก็บดอกมะลิเยอะมาก

               “อึ้ม! อันนี้สำคัญ บางคนปลูกได้ผลผลิตเยอะ แต่ว่าเก็บไปขายไม่ได้ การหาคนมาเก็บดอกมะลิให้เราเป็นเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะสวนมะลิขนาดใหญ่ ถ้าช่วงไหนที่ราคามะลิสูงกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไปเราก็จะจ้างเขาเก็บกิโลกรัมละ 50 บาท แต่ถ้าช่วงไหนที่ราคามะลิมันลดลงก็จะจ้างเก็บกิโลกรัมละ 30-40 บาท คิดเฉลี่ยก็เก็บได้ชั่วโมงละ 1 กิโลกรัม ถ้าใครเก็บเก่งๆ วันหนึ่งได้ 10 กิโลกรัมก็มี อย่างสวนผมก็ต้องใช้คนเก็บประมาณ 40-50 คนไม่อย่างนั้นมันจะไม่ทัน”

ไปเอาข้อมูลการปลูกมะลิมาจากไหน

               “อันที่จริงผมลองทำมาหลายอย่างแล้ว ทั้งเลี้ยงไก่ ปลูกต้นไม้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ พอมาปลูกมะลิก็เลยต้องศึกษาข้อมูลให้มากขึ้น ศึกษาเอง วิจัยเอง ปรึกษากับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน อ่านหนังสือและวิเคราะห์ช่วยกัน ใช้ยาแบบนี้ได้ไหม ต้องดูแลรักษาแบบไหนถึงจะได้ผล ทุกวันนี้เกษตรกรต้องมีความรู้ เพราะเทคนิคบางอย่างเราต้องรู้และต้องทำให้เป็น ทุกวันนี้ผมยังต้องค้นคว้า และต้องศึกษาทั้งเรื่องการเกษตรและการตลาดอีกเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะอยู่ไม่ได้”

พูดถึงรายได้ให้ฟังหน่อยสิคะ

“ถ้าคิดรายได้เฉลี่ยผมขายได้กิโลกรัมละ 150 บาทก็จะได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่ถ้าราคามันสูงกว่านี้ ก็จะได้เยอะขึ้นตาม วันที่ขายได้ดีคือช่วงวันพระ วันสงกรานต์และก็วันแม่ ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 300-400 บาท”

มะลิบ้านเราส่งไปขายที่ไหนบ้าง

               “ส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจฯ เพราะที่อื่นเขาปลูกไม่เยอะเหมือนบ้านเรา อาจจะด้วยเพราะสภาพดินไม่ได้บ้าง คนเก็บไม่มีบ้าง หรืออาจจะท้อแท้กับหลายๆ อย่าง”

เห็นบอกว่าธรรมะมีส่วนทำให้การปลูกมะลิประสบความสำเร็จ

               “ใช่ เพราะธรรมะสอนให้ผมรู้จักขยัน อดทน ถ้าเราเรียนหนังสือมามีความรู้แต่ไม่ลงมือทำแล้วมันจะสำเร็จได้ไหม หรือเรียนมาแล้วลงมือทำ ทำไปสักพักแล้วถอดใจ ท้อแล้วก็ทิ้งก็ไม่สำเร็จ การจะปลูกมะลิให้ประสบความสำเร็จมันต้องมีความขยัน อดทน และสิ่งที่ผมได้จากการเป็นเกษตรกรสวนมะลินอกจากเงินรายได้แล้ว ผมยังมีจิตใจที่เบ่งบาน เพราะผมมีความสุขทุกครั้งที่ทำ ความเครียดนี่ไม่มีเลย และมันยังเป็นการช่วยให้คนอื่นมีรายได้อีกด้วย”


มีหลายคนมาดูงาน มาปรึกษา พี่ก็ยินดีที่จะแนะนำ

               “มีนักศึกษาจาก ม.อุบลฯ มาดูงานเรื่อยๆและก็มีนักข่าวจากช่อง 7 ช่อง 11 มาถ่ายทำเพื่อไปเผยแพร่ ผมก็ยินดีที่จะบอก บางคนก็ถามว่า ไม่กลัวว่าบอกเขาแล้วเขาจะไปปลูกและแย่งลูกค้าเราเหรอ สำหรับผมไม่กลัวนะ ผมเชื่อว่าคนเรามันทำได้ไม่เท่ากันหรอก พระเจ้าให้ความขยันและอดทนไม่เท่ากัน ถ้างั้นทุกคนก็รวยเท่ากันหมดแล้วสิ มันต้องมีคนชั้นสูง คนชั้นกลาง คนชั้นต่ำ เหมือนกันบัว 4 เหล่าในคำสอนพระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนการทำสวนให้ประสบความสำเร็จนี่แหละ ชีวิตทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่คนส่วนมากจะเดินไปไม่ถึง เพราะขาดความรู้ ไม่มีประสบการณ์ และก็เบื่อหน่ายท้อแท้เร็ว ไม่ขยันและไม่อดทน

               “ผมอยากจะฝากบอกสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกมะลิ ถ้าอยากทำก็ทำเลย ถ้าใครมีที่ดินอยู่แล้ว มีเงินทุนอยู่ประมาณ 5,000-10,000 บาทก็ทำได้แล้วนะ เริ่มจากน้อยไปหามากตามกำลังที่จะทำไหว ที่เหลือคือหัวใจ ความอดทนและความขยันครับ”

               กับเงินก้อนหนึ่งบวกกับแรงกายแรงใจแห่งความทุ่มเทที่จะทำ ใส่ความขยันและอดทนเข้าไปซะหน่อย แล้วคุณก็จะมองเห็นความสำเร็จอยู่รำไรๆ ตรงหน้า

อ.นิคม  พิมพ์หล่อ โทร.0895325715


เทคนิคปลูกมะลิให้งามอย่างไร้สารพิษ

ใครที่เคยมีความคิดผิด ๆ ที่ว่า จะปลูกมะลิให้ดกให้งามต้องใช้ทั้งปุ๋ยและสารเคมี เห็นทีจะต้องล้มเลิกความคิดนี้ เพราะมีเกษตรกรท่านหนึ่งประสบความสำเร็จจากการผลิตมะลิในเชิงการค้าโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมีเข้ามายุ่งเกี่ยวแม้แต่น้อย แต่มะลิก็ดกและงอกงามดีเป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรคนนั้น คือ ลุงเก็ม ดีเลิศ อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ 5 ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

ลุงเก็มบอกว่า ปลูกมะลิ 1 ไร่ มีอยู่ประมาณ 500-600 ต้น มีประสบการณ์การปลูกมะลิมานานกว่า 10 ปี ที่ปลูกน้อยเพราะพื้นที่อีก 10 ไร่ ทำไร่นาสวนผสม แต่ทำในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ดังนั้นการปลูกมะลิของลุงเก็มก็เป็นมะลิอินทรีย์ ปลอดทั้งปุ๋ยและสารเคมี จากการเดินชมสวนมะลิของลุงเก็ม จะพบว่าต้นมะลิทุกต้นงอกงามดี ลักษณะแข็งแรง ดอกงามและดก ภายในสวนหอมอบอวล ไม่มีกลิ่นของสารเคมีแม้แต่น้อย

ลุงเก็มบอกว่า มะลิเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ดี ถึงแม้จะปลูกเพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ ช่วงหน้าร้อนมะลิจะออกดอกเยอะ เก็บไม่ทันขาย ราคาที่ขายได้ในช่วงนี้ประมาณกิโลกรัมละ 100 บาท ถ้าเป็นหน้าหนาวดอกจะออกน้อยแต่ขายได้ราคาดี ตกกิโลกรัมละ 400-500 บาท ข้อดีของการปลูกมะลิอยู่ที่สามารถเก็บดอกขายได้ตลอดทั้งปี ลงปลูก 1 ครั้ง เก็บผลผลิตได้ต่อเนื่องนานนับ 10 ปี แต่ทั้งนี้ต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้ดี และดูแลต้นให้แข็งแรงสมบูรณ์
สมัยก่อนลุงเก็มปลูกมะลิเคยใช้สารเคมีมาก บางครั้งต้องใช้ชนิดแรง ๆ ฉีดกันทุก 7 วัน ยิ่งฉีดก็ยิ่งดื้อยา ปราบไม่ค่อยอยู่ ต้องเพิ่มปริมาณยาที่ฉีดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าถ้าเป็นเช่นนี้มีหวังคนปลูกต้องตายก่อนหนอนเป็นแน่ ลุงเก็มจึงพยายามหาวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ใช้สารเคมี ใช้ทั้งสารสกัดสมุนไพรแบบชีวภาพซึ่งผลิตขึ้นเอง แต่บางครั้งก็ปราบไม่อยู่ จังหวะดีมีเจ้าหน้าที่เกษตรมาแนะนำให้ลองใช้ “ตัวแตนเบียน” ซึ่งไปเอาไข่ตัวแตนเบียนมาจากศูนย์วิจัยอ้อยฯ โดยเอามาปล่อยไว้ตามแปลงมะลิ เมื่อตัวแตนเบียนออกจากไข่ ก็จะเข้ากินหนอนเจาะดอกซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของมะลิ จากนั้นตัวแตนเบียนจะเข้าไปวางไข่ไว้ตามต้นมะลิ เมื่อออกจากไข่ก็จะหากินศัตรูพืชในแปลงต่อไป ซึ่งเป็นวงจรชีวิตทางธรรมชาติ วิธีการนี้ได้ผลดีเกินคาด ปริมาณหนอนเจาะดอกลดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ต้องไปเอาไข่แตนเบียนมาปล่อยสม่ำเสมอ เพื่อให้มีปริมาณที่สามารถควบคุมการระบาดของหนอนเจาะดอกได้

ลุงเก็มบอกว่า ตัวแตนเบียนมีประโยชน์มาก ไม่เป็นภัยกับพืชที่ปลูก ไม่เพียงแต่ใช้ได้ผลดีในไม้ดอกอย่างมะลิเท่านั้น แต่ยังใช้ได้ดีกับไม้ดอกอื่น ๆ และพืชผักจำพวก พริก มะเขือ อีกด้วย ปัจจุบันลุงเก็มจึงปลูกมะลิแบบไร้สารพิษ ดินที่เคยแข็งกระด้างเพราะใช้ปุ๋ยและยาเคมีมาก ก็เริ่มกลับมาอุดมสมบูรณ์เพราะหันมาใช้ปุ๋ยน้ำและปุ๋ยเม็ดชีวภาพที่ผลิตขึ้นเอง และยังเตรียมแผนให้เพื่อนเกษตรกรในหมู่บ้านรวมตัวกันตั้งเป็นชมรมเพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วทำการเพาะเลี้ยงตัวแตนเบียนไว้สำหรับแจกจ่ายให้กับสมาชิกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

นอกจากนี้ลุงเก็มยังคิดค้นวิธีเร่งดอกมะลิให้ดกและงามได้อีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ผ่านการทดลองใช้มาแล้วได้ผลดีจริง ซึ่งวิธีเร่งดอกมะลิให้ดกและงามนั้น ลุงเก็มใช้สูตรปุ๋ยน้ำหมักจากปลา ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้ เศษปลาทะเล,หัวปลา,กระดูกปลา รวมจำนวน 3 ส่วน ใช้หมักกับกากน้ำตาล 2 ส่วน,น้ำสะอาด และสารเร่ง พ.ด.2 จำนวน 1 ซอง โดยหมักทิ้งไว้ 21-90 วัน วิธีใช้ประโยชน์ ให้ผสมน้ำในอัตรา 1:1,000 ฉีดพ่นทุก 5-7 วัน สูตรนี้ช่วยทำให้มะลิและไม้ดอกไม้ประดับเจริญเติบโตดี มีลำต้นแข็งแรง ออกดอกดกและงาม โดยไม่ต้องใช้สารเคมีช่วยแต่อย่างใด ซึ่งถ้าใครสนใจจะมาดูงาน ติดต่อผ่านมาได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. 0-3261-1235.

 
เดลินิวส์
11/06/46

 ;)

phalikhit:
อ้างจาก: konthain(นพ) ที่ มิถุนายน 02, 2012, 01:27:41 AM

เอามาฝากครับ  ;D

สวนดอกมะลิ




ได้ของฝากจากคุณนพแล้ว  เห็นจะไม่ต้องถามใครอีกแล้วนะครับ คุณ mmu_ok

pured:
น่าสนุกจังเวลาเก็บดอก

konthain(นพ):
อ้างจาก: pured ที่ กันยายน 08, 2012, 08:59:20 PM

น่าสนุกจังเวลาเก็บดอก

ยินดีต้อนรับสู่เวป เกษตรพอเพียงครับ  ;D

 ;)

farmer by finger:
เลือกแต่ที่เหนื่อยๆ เนอะ ใจสู้กันจริงๆ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว