หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กระทู้รวบรวมคุณสมบัติของ "พืช-สัตว์-สิ่งต่างๆ" (สรรพสิ่ง)  (อ่าน 31088 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PHULUANGFF
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 446


« เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 10:08:40 AM »

กระทู้นี้ผมอยากให้ท่านสมาชิกนำข้อมูลคุณสมบัติของ "พืช-สัตว์-สิ่งต่างๆ" ที่ท่านรู้จัก หรือ เคยใช้มาเผยแพร่สู่กัน (รวมทั้งของเหลือใช้จากสิ่งเหล่านั้นด้วย เช่น เปลือกผลไม้ เขาสัตว์ กระดูกสัตว์ มูลสัตว์) ช่วยแจ้งว่าสิ่งเหล่านั้นมีสารใด แร่ธาตุใดอยู่ สามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง การนำไปใช้ หรือ การสกัดออกมาใช้ต้องทำอย่างไร ผมคิดว่า ความรู้ที่เราได้รวบรวมนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิต และ ลดต้นทุนได้ดีทีเดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2012, 10:22:07 AM โดย PHULUANGFF » บันทึกการเข้า

konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 10:39:32 AM »

ได้เลยครับเดี๋ยวช่วยจัดให้ครับ กำลังอยากปล่อยของอยู่พอดี   ยิ้มกว้างๆ  ยิงฟันยิ้ม

ประเดิมของว่างก่อนนะครับ


ตารางเปรียบเทียบปริมาณ N P K จากวัสดุเกษตรต่างๆ จึงขอเอามาลงไว้ให้เปรียบเทียบเป็นข้อมูลครับ


 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 10:46:29 AM »

ไปเจอในเน็ต เลยเอามาฝากครับ  ยิงฟันยิ้ม

กากกาแฟ ของฟรี มีประโยชน์
รูปภาพของ แก้ว กุ๊ก กิ๊ก
โดย แก้ว กุ๊ก กิ๊ก เมื่อ 29 สิงหาคม, 2010 - 13:54 Tags:

 ความรู้เกษตร กากกาแฟ




สืบเนื่องจากการที่คุณตุ้ย แนะนำเรื่องการกำจัดหอยทากด้วยการโรยกากกาแฟ  ก็เลยไปขอซื้อผงกากกาแฟจากร้านกาแฟสด (เจ้าประจำ)

เจ้าของร้านบอกว่า ปกติเททิ้งทุกวัน ให้มารับได้ฟรีเลย จะเก็บแยกไว้ให้ ยิ้ม....ใจดีจัง... Smile ขอบคุณมากค่ะ Smile

ไปรับมาแล้วก็เริ่มคิด..^__^ คิดส์ว่า...ผงกากกาแฟใช้ทำอะไรได้บ้าง

แต่ว่ามีให้รับได้ทุกวัน..ดิ...ทำไรได้อีก...ไปลองค้นข้อมูลมาดู

 
กากกาแฟ จะมีค่า OM (Organic material 70% และ Total Nitrogen 1.96)

__ ไนโตเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญของดีเอ็นเอ, อาร์เอ็นเอ และโปรตีน ซึ่งพืชจะต้องใช้ในการเจริญเติบโต กากกาแฟยังมีโพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส และสารอย่างอื่นอีกเล็กน้อยที่ช่วยเพิ่มพัฒนาการของพืช มีรายงานจากชาวสวนจำนวนมากว่าดอกกุหลาบเจริญเติบโตได้ดี มีดอกใหญ่ และให้สีสันสวยงาม เมื่อใช้กากกาแฟเป็นปุ๋ย


การทำจุลินทรีย์แห้งด้วยกากกาแฟ

สูตรที่ 1 ให้ผสม รำ 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน  กากกาแฟหรือเปลือกกาแฟจะดีกว่า 4 ส่วน

ผสมด้วยจุลินทรีย์น้ำพอชื้น ๆ  หมักไว้ 6-7 วัน ให้แห้ง นำไปใช้ได้

การหมักกากกาแฟ เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่จะเพิ่มประโยชน์ และปริมาณ N ให้อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้

สูตรที่ 2 หมักกับฟางข้าว 1:2 ส่วนโดยปริมาตร กลับกองบ่อยๆน่ะค่ะ

 

วิธีใช้แบบไม่หมัก

_1_ใช้โรยรอบๆต้น แล้วรดน้ำตาม กากกาแฟจะค่อยๆ ปลดปล่อยปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นไม้

 

_2_อาจใช้ผสมในกองปุ๋ยหมักจะเป็นการเพิ่มธาตุ ไนโตรเจนแก่กองปุ๋ยนั้น

_3_อาจใช้ผสมน้ำทำปุ๋ยน้ำเจือจางไว้รดต้นไม้ โดยใช้ กากกาแฟที่เปียกประมาณ 1 กระป๋องนม   ผสมน้ำ 5 ลิตร  รดตามต้นไม้ที่ชอบความเป็นกรด อย่างกุหลาบหรือไฮเดรนเยียนี้จะชอบมากๆ เลยค่ะ

_4_กากกาแฟที่ได้มาเราจะนำมาวางตากแดดบนหนังสือพิมพ์ให้น้ำระเหยแห้งไปหมด จากนั้นก็นำมาใช้ผสมดินปลูกในกระถาง หรือผสมดินในแปลงปลูกผักโดยตรง ในอัตราส่วน กากกาแฟ 1 : ดินในสวน 3 ส่วน  จะช่วยให้เนื้อดินร่วนซุยเก็บความชื้นไว้ได้ดี ระบายน้ำดี ที่สำคัญไส้เดือนชอบมากๆ

_5_ ใช้กากกาแฟกับเปลือกไข่โรยเป็นแนวรอบต้นไม้ไล่แมลงศัตรูพืช" จำพวกหอยทาก ได้ดี

ควรเก็บกากกาแฟที่ตากแห้งแล้ว อย่าเก็บไว้แบบเปียกๆ เพราะขึ้นราง่ายมาก

 
ประโยชน์อื่นๆ

1.  ใช้กับสัตว์เลี้ยง  : นำกากกาแฟผสมกับน้ำแล้วนำไปขัดที่ผิวของสัตว์เลี้ยง จะทำให้ผิวและขนของสัตว์มีสุขภาพที่ดีและเงางามขึ้น บางคนที่เคยใช้วิธีนี้พบว่าสามารถช่วยไล่หมัดและ พยาธิต่างๆ ที่อยู่บนขนของสัตว์ได้ด้วย แต่ว่าวิธีนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น

2. ใช้กำจัดกลิ่นในตู้เย็น  : ถ้าเราเก็บของกินหลายอย่างไว้ในตู้เย็น จะทำให้ในตู้เย็นมีกลิ่นไม่พึงประสงค์มากมาย เราสามรถกำจัดกลิ่นเหล่านี้ได้ โดยนำกากกาแฟใส่ถ้วยแล้วนำไปวางในตู้เย็น จากนั้นกาแฟจะทำหน้าที่ในการดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆจากอาหาร ถ้าต้องการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพียงเติมวานิลาลงไปในกากกาแฟเล็กน้อย

3. ป้องกันการขับถ่ายไม่เป็นที่ของสัตว์เลี้ยง  : ถ้าเรามีบริเวณหรือสวนที่ไม่อยากให้สัตว์เลี้ยงเข้าไป ขับถ่ายให้สกปรก เราสามารถนำกากกาแฟและผิวส้ม ไปโรยรอบๆบริเวณนั้นเพราะกลิ่นของทั้งสองอย่างนี้เมื่อผสมกัน จะเป็นกลิ่นที่ทำให้สัตว์ไม่ขับถ่ายหรือไม่อยากขับถ่าย

4.  ใช้สำหรับขัดผิว : กากกาแฟสามารถนำไปขัดผิวได้ เพราะช่วยในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้เป็นอย่างดี แล้วทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งขึ้น

5.  กำจัดกลิ่นในรองเท้า  : โดยนำกากกาแฟไปวางในรองเท้า เพื่อให้กากกาแฟดูดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกจากรองเท้า หรือถ้าต้องการกำจัดกลิ่นที่เท้า ก็สามารถทำได้โดยใช้น้ำผสมกากกาแฟล้างเท้า

6.  ช่วยให้ผมเงางาม  : แน่นอนว่าการมีผมสวยและเงางามเป็นที่ต้องการสำหรับทุกคน วิธีง่ายๆที่ทำได้อีกอย่างคือ ล้างหรือสระผมด้วยกากกาแฟ หรืออาจใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากกาแฟก็ได้

7.   ไล่มด  : ถ้าพูดถึงมดที่เดินไปมาในบ้านของคุณไม่ว่าจะเป็นในตู้กับข้าว หรือว่าตู้เสื้อผ้า มดพวกนี้คงสร้างความรำคาญให้กับได้เรามากทีเดียว แต่ว่าเราสามารถไล่มดพวกนี้ได้ โดยนำกากกาแฟไปถูที่ตู้กับข้าวหรือตู้เสื้อผ้า แล้วมดจะไม่เข้าใกล้ตู้เหล่านี้ เพราะในกากกาแฟมีกลิ่นบางอย่างที่มดไม่ชอบ

 
ในเมื่อมีของฟรี ที่ดีมีประโยชน์แบบนี้ ก็อยากมาบอกให้แก่พี่น้องได้เก็บกากกาแฟมาใช้ประโยชน์กันค่ะ

**************

ขอบคุณข้อมูลจากคุณ แก้ว กุ๊ก กิ๊ก ครับ

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 10:48:46 AM »

มาดูประโยชน์ของสะเดากันครับมีหลายอย่างเลย  ยิงฟันยิ้ม

 
ถ้าให้เอ่ยชื่อผักรสขม เชื่อได้เลยว่า ชื่อแรกที่แทบทุกคนจะนึกถึงคือ "สะเดา" มีบันทึกว่า คนไทยกินสะเดาเป็นผักตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น คนไทยมักกินยอด และดอกสะเดาในช่วงต้นฤดูหนาว เพราะเชื่อว่า "กินสะเดาก่อนเป็นไข้ ช่วยป้องกันไข้ได้ กินสะเดาเมื่อเป็นไข้แล้ว รักษาให้หายไข้ได้"

          ชาวไทยแต่ก่อนถือว่า สะเดาเป็นต้นไม้มงคล ควรปลูกในบริเวณบ้าน โดยกำหนดให้ปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และความที่ถือว่าเป็นไม้มงคลนี่ด้วยกระมัง สะเดาช้างจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดสงขลา และสะเดาไทยทั่วไป เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีทีเดียว

          ไม่ผิดเลยที่กล่าวว่าเป็นต้นไม้มงคล เพราะสะเดารวมทุกสิ่งพร้อมเสร็จสรรพในต้น ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม กล่าวว่า "ในสะเดาตัวเดียวมีปัจจัยถึง 3 ตัวคือ เป็นยา อาหาร และเป็นไม้ใช้สอยทำที่อยู่อาศัยได้ ถ้าสะเดาอายุ 20 ปี เนื้อไม้จะแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ แก่นมีสีสวย ทำไม้พื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ มอดไม่กิน" และคุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งคือ เป็นแปรงและยาสีฟันอย่างดี

          สะเดาปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเพียงเวลา 3 ปี สะเดาโตจากเมล็ดเล็ก ๆ เป็นไม้สูงถึง 20 ฟุต สะเดาเป็นพืชอายุยืน อาจอยู่ได้นานถึง 200 ปี สะเดามีชื่อภาษาอังกฤษว่า "neem" มีความสำคัญจนเกิดองค์การชื่อ Neem Association รวบรวมความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับสะเดาไว้หลายแง่มุม สภาวิจัยแห่งชาติอเมริกาทำหนังสือหนา 152 หน้า แปลเป็นไทยว่า สะเดา : ต้นไม้แก้ปัญหาโลก (Neem : A Tree for Solving Global Problems)
                       
                                                   สะเดาอินเดีย
 สะเดาในไทยมี 3 ชนิดคือ สะเดาอินเดีย (ไทยเรียกควีนิน) สะเดาช้าง (ไม้เทียม ต้นเทียม สะเดาเทียม สะเดาใบใหญ่) และสะเดาไทย คุณสมบัติสะเดาทั้ง 3 ชนิด คล้ายคลึงกัน นำมาใช้แทนกันได้
                       
                                                    สะเดาช้าง
สะเดาช่วยป้องกันศัตรูพืช

           สารสกัดสะเดาที่มีในเมล็ดและใบ มีฤทธิ์ในการฆ่าแมลง ขับไล่แมลง ต่อต้านการดูดกิน ยับยั้งการเจริญเติบโต ป้องกัน และกำจัดแมลงได้หลายชนิด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว หนอนกอ หนอนกอสีครีม หนอนใยกะหล่ำ หนอนใยผัก ฯลฯ

           วิธีการแรกโรยเมล็ดสะเดาบดตามแปลงผักเพื่อปรับสภาพดิน นำเมล็ดสะเดากะเทาะเปลือก 1 กิโลกรัม ห่อผ้าแช่น้ำ 1 คืน ไปฉีดพ่นตามแปลงพืช อาจใช้สบู่ผสม เป็นสารจับใบ ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน ในตอนเย็น

สูตรสมุนไพรกำจัดแมลง

           ใบสะเดาแก่ 2 กิโลกรัม ข่าแก่อายุ 1 ปีขึ้นไป 2 กิโลกรัม และตะไคร้หอมทั้งต้น 2 กิโลกรัม โดยนำส่วนผสมทั้งหมดตำละเอียด ไปหมักในน้ำ 1 ปี๊บ แช่ทิ้งไว้ 1 คืน (เกิน 1 คืน จะบูดใช้ไม่ได้) รุ่งเช้านำมากรองด้วยตาข่าย หรือมุ้งลวด บีบน้ำให้สะเด็ด นำน้ำยามาผสมกับน้ำในอัตราส่วน น้ำยา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1-2 ปี๊บ นำไปฉีดต้นไม้

           หมายเหตุ น้ำยาที่กรองเอากากออกแล้วอยู่ได้หลายวัน ถ้าใช้ไม่หมดให้เก็บไว้ในขวดสีชา หรือแกลลอสีดำ เก็บไว้ในที่ค่อนข้างมืด แดดส่องไม่ถึง สูตรนี้ถ้าใช้เมล็ดแทนใบ จะกำจัดแมลงทุกชนิด ยกเว้นด้วงและแมลงปีกแข็ง

สูตรไล่หอย เพลี้ยไฟ

           ยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ บอระเพ็ดอย่างละ 2 กิโลกรัม จุลินทรีย์ กากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้ว โดยนำยูคาลิปตัส สะเดา ข่าแก่ บอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกใส่ปี๊บ ใส่น้ำให้เต็ม ต้มให้เหลืออย่างละครึ่งปี๊บ ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทรวมในถังใหญ่ ใส่จุลินทรีย์ 1 แก้ว กากน้ำตาล 1 แก้ว ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 3-5 วัน ใช้ครึ่งแก้ว ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น รดในแปลงผัก พืช ในนาข้าว ป้องกันใบข้าวไหม้ด้วย
                               
                                                    ยอดสะเดาไทย
ทุกส่วนของสะเดามีคุณสมบัติเป็นยาทั้งสิ้น

           รากสะเดา มีรสขมฝาดเย็น แก้เสมหะ ที่จุกคอ และแน่นอยู่ในอก

           เปลือกต้นสะเดา มีรสขมฝาดเย็น เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้ไข บิดมูกเลือด แก้ท้องร่วง กษัย (โรคซูบผอมแห้งแรงน้อย) แก้กองเสมหะ ต้มน้ำ ใช้ชะล้างแผลที่กลาย

           กระพี้สะเดา มีรสขมเย็นฝาดเล็กน้อย แก้น้ำดีพิการให้คลั่งเพ้อ แก้เพ้อคลั่ง บำรุงน้ำดี

           แก่นสะเดา มีรสขมฝาดเย็น แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลม กินตัดไข้จับ แก้ไข้ตัวร้อน ไข้จับสั่น บำรุงไฟธาตุ (ช่วยย่อยอาหาร) บำรุงโลหิต

          ใบสะเดา มีรสขมฝาดเย็น บำรุงไฟธาตุ (ขับน้ำย่อยอาหาร) ทำให้อุจจาระละเอียด พอกฝี แก้พิษฝี แก้ไข้ แก้พยาธิทั้งปวง แก้โรคในคอ บำรุงโลหิต และน้ำดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใบอ่อนแก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย

           ดอกสะเดา มีรสขม แก้พิษโลหิตกำเดา แก้ริดสีดวงในลำคอที่มีอาการคันเหมือนมีตัวไต่อยู่ บำรุงธาตุ

           ผลอ่อน มีรสขมปร่า แก้ลมหทัยวาต (ลมเกิดในหัวใจ) ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะผิดปกติ เจริญอาหาร

           ผลสะเดา มีรสขมเย็น มีสารที่มีรสขมใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ท้องเป็นบิดมูกเลือด เป็นยาระบาย แก้โรคหัวใจเต้นผิดปกติ

           ยางสะเดา มีรสขมเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้

           น้ำมันจากเมล็ดสะเดา เรียกว่า margosa oil แก้โรคผิวหนัง

สะเดา : ยาดีใกล้มือ สำหรับผู้เป็นไข้ตัวร้อน

           เป็นไข้ตัวร้อน ปวดหัว น้ำมูกไหล ใช้ยอดอ่อน หรือดอกลวกจิ้มน้ำพริก อาการจะบรรเทาลงภายใน 24 ชั่วโมง

           ตรากตรำทำงานมาก ตากแดดตากฝน ทำให้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการรุม ๆ เหมือนจะเป็นไข้ ใช้ยอดอ่อน และดอกลวกกินกับข้าวทุกวัน ทำให้กินข้าวได้มาก นอนหลับดี อาการไข้จะทุเลาหายไปโดยไม่ต้องกินยา

           ใช้ใบทั้งก้านและดอก ทั้งแก่และอ่อน ตากแดดจนแห้ง นำมาต้มน้ำ 3 แก้ว ให้เหลือ 1 แก้ว กินขณะอุ่น ๆ ก่อนอาหาร ไม่เกิน 3 วัน ไข้จะหาย

           ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มน้ำ 3 แก้ว ให้เหลือ 1 แก้ว ดื่มให้หมด เอายาใหม่มาต้มอีก กินวันละ 3-4 ครั้ง อาการไข้จะหาย

           คนที่กินยาก เอาก้านสะเดาหั่นตากแดด บดผงผสมน้ำผึ้ง ปั้นลูกกลอน กินครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง

           เป็นไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ ใช้ก้านและใบ 2-3 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 5-10 นาที ดื่มต่างน้ำ

           รากสะเดา 1 กำมือ ยาวหนึ่งฝ่ามือ ต้มน้ำเดือดนาน 10-15 นาที กินครั้งละครึ่งแก้ว ทุก 4 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังอาหาร หลังจากกินยา 10 นาที ความร้อนจะลดลง อาการไข้จะหายภายใน 2-3 วัน

สำหรับผู้เป็นไข้มาเลเรีย

           เปลือกต้นสะเดา ต้มกับน้ำเคี่ยวให้งวด ดื่มขณะยังอุ่น ยามีรสขมมาก ดื่มแล้วนอนคลุมโปง เหงื่อจะออกมาก กินซ้ำ 3-4 วัน อาการไข้จับสั่นจะค่อย ๆ หาย

           ตำราลังกาบอกว่า กินน้ำต้มใบสะเดา เป็นยาบำรุงในผู้ที่เป็นไข้มาเลเรียเรื้อรัง

           หมอพื้นบ้านล้านนา ใช้ยอด ก้านใบ ต้มเคี่ยวแก้ไขมาเลเรีย

           ไม่ว่าจะใช้ส่วนไหนของสะเดา จุดสำคัญอยู่ที่ต้องต้มเคี่ยว เอายามาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่น้ำให้ท่วมเลยยา 1 นิ้ว ต้มไปเรื่อย ๆ ให้เดือดอ่อน ๆ ประมาณ 30-45 นาที หมั่นเติมน้ำ อย่าให้ลดระดับต่ำกว่าตัวยา จะได้ยาเข้มข้มมีฤทธิ์แรง ถ้าต้มเคี่ยวไม่ถึง ไม่สามารถใช้แก้ไขมาเลเรียได้ จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งคือ ถ้าโรคถูกกับยาแล้ว กินครั้งแรกจะรู้สึกดีขึ้นทันที ถ้าไม่ดีขึ้น อย่าทู่ซี้ใช้ยา ให้รีบเปลี่ยนยา

           ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม พูดถึงสะเดาในแง่เป็นยาเด่นในการรักษาไข้มาเลเรีย หรือไข้จับสั่นว่า "แถวบ้านผมใช้กันมานานแล้ว พวกอยู่ป่าใช้กันมาก เท่าที่ผมรู้ผมเห็น ยังไม่มีรายไหนกินแล้วไม่หาย ตัวยามีสมอไทย 40 ลูก ก้านสะเดา 33 ก้าน ฝักคูน 3 ฝัก ใบหนาด 10 ใบ ขมิ้นอ้อย 5 แว่น ถ้าท้องผูกก็เติมดีเกลือเวลาจะกิน"

           วิธีต้ม ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือด 5-10 นาที กินก่อนอาหาร วันละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1 แก้ว หรือทุก 3-4 ชั่วโมง เติมน้ำต้มกินไปเรื่อย ๆ จนกว่ายาจะจืด ถ้ากินแล้วไม่ระบาย ให้เติมดีเกลือ

บำรุงธาตุไฟ

           สะเดาช่วยเรียกน้ำย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น ใบสะเดายังช่วยบำรุงน้ำดี ขับน้ำดีให้ตกสู่ลำไส้มากขึ้น น้ำดีช่วยย่อยไขมัน ทำให้อาหารพวกไขมันถูกย่อยมากขึ้น ถ้ามีอาการเบื่ออาหาร ให้กินสะเดาลวกจิ้มน้ำพริก หรือสะเดาน้ำปลาหวาน (ผู้ที่กินมังสวิรัตก็ใช้ซีอิ๊วแทนได้) จะช่วยให้เจริญอาหาร

บ่มกล้วยตาก

           กล้วยตาก ตำบลย่านรี จังหวัดตาก มีชื่อเสียงว่ารสชาติดี ไส้กล้วยนิ่มไม่แข็ง หนึบนอกนิ่มใน เพราะใช้ใบสะเดาบ่มกล้วย และช่วยป้องกันแมลงวันทองเจาะผลกล้วยด้วย วางกล้วยแก่จัดซ้อนกันไม่เกิน 3 ชั้น คลุมด้วยใบสะเดา แล้วห่อพลาสติกทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วผึ่งข้างนอกอีก 3-4 วัน นำกล้วยสุกงอมไปทำกล้วยตากได้

ขับลม

           ยอดอ่อนต้ม หรือเผาให้กรอบ จิ้มน้ำพริกกินกับข้าว ช่วยย่อยอาหาร บำรุงไฟธาตุ และขับลมได้ดี

ฝี

           ใบสะเดาช่วยรัดฐานฝี ทำให้หนองแตกเร็ว เอาใบตำพอก ใช้ผ้าปิดทับ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หยอดน้ำให้ยาเปียกอยู่เสมอ

บิด

           เปลือกสะเดา 1 ชิ้น โตเท่าฝ่ามือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว เดือด 10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละครึ่งแก้ว อาการปวดเบ่งจะทุเลา ถ้วยแรกจะถ่ายห่าง แลปวดบิดเป็นมูกน้อยลง แล้วหายในที่สุด

           สะเดา 7 ยอด โขลกกับกระเทียม 3 กลีบ ใส่น้ำตาลอ้อย พอออกรสหวาน ๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน กินครั้งเดียวให้หมด กินทุก 2 ชั่วโมง ถ้าอาการทุเลาลงให้กินทุก 4 ชั่วโมง

           ใบสะเดาแก่ 1 กำมือ ตำคั้นกับน้ำต้มสุก 1 แก้ว กินให้หมด กินแล้วอาการถ่ายจะหยุด

คอมีเสมหะ

           รากสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำให้ท่วม ต้ม 10-15 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร เสมหะที่ติดคอจะถูกขับ น้ำลายหายเหนียว กินติดต่อกัน 4 วัน อาการไอจะหาย

ผด ผื่นคัน

           ใบสะเดาต้ม พอน้ำเดือด ตั้งไฟไว้พออุ่น อาบทันที ผดผื่นคันจะหายภายใน 2-3 วัน

คันในร่มผ้า

           ใบสะเดาแก่ ต้มให้งวด ทิ้งไว้จนเย็น แล้วเอาชำระล้างส่วนที่คัน 4-5 ครั้งติดต่อกัน จะหายคัน

แผลพุพองมีน้ำเหลืองไหล

           เปลือกสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา เคี่ยวพอน้ำงวด มีสีเปลือกสะเดาออกน้ำตาลอ่อน ใช้สำลีชุบเช็ดทาบ่อย ๆ จะช่วยให้แผลแห้งดี ไม่มีน้ำเหลืองไหล น้ำยานี้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ล้างแผลได้ดี แผลจะค่อย ๆ แห้งและหายไปในเวลา 4-5 วัน

           ผิวหนังเป็นเม็ดผุดขึ้นมา พอเม็ดแตกจะมีน้ำใส ๆ ไหลออกมา ใช้ใบสะเดาต้มอาบ แก้ผื่นคัน

หัด

           ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 10 ลิตร ต้มให้เหลือน้ำ 5 ลิตร ยกลงทิ้งให้เย็น ผสมน้ำเย็น 1 ขัน อาบให้ทั่วร่าง วันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย ระวังอย่าอาบตอนที่เม็ดหัดผุดขึ้นใหม่ ๆ ให้อาบตอนที่เม็ดหัดออกเต็มที่แล้ว

ลมพิษ

          ใบสะเดาทั้งก้าน 1 กิโลกรัม ใส่น้ำให้มากพออาบ ต้มจนเป็นสีเหลือง ทิ้งไว้ให้อุ่นใช้อาบ

ปากเปื่อย

           ริมฝีปากเป็นแผล เจ็บแผลเมื่อกินรสจัด กินอาหารไม่ค่อยได้ มีอาการเจ็บคอ เกิดจากการนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ และเครียด กินยอดอ่อนสะเดาลวก 3 วัน หายเป็นปกติ

เจ็บคอ

           อากาศเปลี่ยน หรือใช้เสียงมากเกินไป ใช้กิ่งสะเดาเคี้ยว ๆ อม ๆ ค่อย ๆ เคี้ยว ค่อย ๆ กลืน อาการเจ็บคอจะทุเลา จนกระทั่งหาย

ร้อนใน

           ใช้ยอดสะเดาลวกน้ำร้อน 2-3 น้ำ กินกับข้าว ทำให้ระบายอ่อน ๆ แก้ร้อนใน ปากเป็นแผล และปากมีกลิ่นเหม็นได้ดีมาก

บำรุงสายตา

           มีผู้กินยอดสะเดามาตั้งแต่เด็ก อายุ 90 กว่า สายตายังดีมาก

ท้องผูก

           กินสะเดาน้ำปลาหวาน 1 อาทิตย์ การขับถ่ายดีขึ้น

           ใบสะเดาตากแดดให้แห้ง บดผงละลายน้ำร้อน กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะก่อนอาหาร ช่วยให้ถ่ายสบาย

นอนไม่หลับ

           ใช้ใบและก้าน 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือด 5-10 นาที กินวันละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1 แก้ว แก้นอนไม่หลับ

เบาหวาน

           ใบสะเดาต้มกินทุกวัน โดยใช้ใบ 1 กำมือ ใส่น้ำ 3-4 แก้ว ต้มให้เดือด 5-10 นาที กินวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร

           ใบสะเดาสด 1 กิโลกรัม ใบมะกรูด 1 กิโลกรัม บอระเพ็ด 1 กิโลกรัม ใส่น้ำท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 10-15 นาที กินต่างน้ำ หรือกินครั้งละ 1 แก้ว ทุก 4 ชั่วโมง

ประดงเส้น

           สะเดาทั้ง 5 ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 10-15 นาที กินครั้งละ 1-2 แก้ว วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

ประดงเข้าข้อ

           เปลือกสะเดาฝนกับน้ำทาภายนอก และต้มใบสะเดา 1 กำมือ กินทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น

บำรุงเหงือกและฟัน แก้รำมะนาด เสียวฟัน

           มีคำร่ำลือว่า พวกแขกฟันดี ฟันขาวแข็งแรง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ยาสีฟัน ใช้แต่กิ่งไม้สีฟัน คนอินเดียผูกพันกับสะเดาที่สุด ตื่นเช้าก็ใช้กิ่งสะเดาทุบแปรงฟัน ใช้สบู่ที่ทำจากลูกสะเดา ชาวอินเดียแม้จะมีการแบ่งชั้นวรรณะ แต่ยาสีฟันซึ่งผู้มีอันจะกินใช้ก็ทำมาจากสะเดา ไม่แบ่งชั้น คนอินเดียรู้คุณค่าการใช้ไม้สีฟันมานานแล้ว ทุกวันนี้คนท้องถิ่นก็ยังใช้กันอยู่ ตื่นเช้าก็เดินมาที่ต้นสะเดาหักกิ่งสดมาสีฟัน คนอินเดียมีตำราเลือกกิ่งไม้ที่สีฟันให้เหมาะสมกับแต่ละธาตุ แต่ไม้สะเดาในตำรากล่าวว่าใช้ได้กับคนทุกธาตุ

           กิ่งสะเดามีรสขมก็จริง แต่ก็มีรสชาติไปอีกแบบ เลือกกิ่งยาวขนาดนิ้วชี้ใช้ฟันขบปลายให้แบนแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ คล้ายแปรงเอามาสีฟัน สีไปสีมา ขนแปรงจากไม้สะเดาจะหลุด เราก็เคี้ยวเศษที่หลุดให้ละเอียดกลืนลงไป ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด สีไปขบไปเคี้ยวไปจนหมดกิ่ง ขณะสีไม่ต้องบ้วนน้ำลายให้เปื้อนพื้น ยกเว้นในตอนเช้า ให้บ้วนน้ำลายเหนียว ๆ ออกเสียก่อน

           ใช้ไม้สะเดาสีฟันทุกครั้งหลังอาหาร สีไปผ่อนคลายกายใจไป ชีวิตใช่ว่าจะต้องเร่งรีบไปเสียทุกเรื่อง สีแล้วใช้ลิ้นดุนฟัน จะพบว่าฟันลื่นสะอาด กลิ่นอาหารไม่มี ลำคอสะอาด สะเดาช่วยทำลายแบคทีเรียในปาก และยังช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ แก้ท้องอืดเฟ้อ

ฟันโยกคลอน เหงือกเป็นแผล ปากเป็นแผล

           ใช้เปลือกสะเดายาว 2-3 นิ้ว ขูดเอาเปลือกนอกดำ ๆ ออก ทุบปลายให้แตก พอให้ส่วนปลายอ่อน ๆ ถูฟันเสร็จแล้วตัดออก จะใช้ครั้งต่อไปก็ทุบใหม่ ใช้แล้วฟันที่โยกคลอนจะแข็งแรง

รำมะนาด เหงือกอักเสบ

           จะรู้สึกเจ็บปวดมาก เคี้ยวอาหารไม่สะดวก หรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน จะเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เหงือกเน่ามีหนอง โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ มะเร็งในปาก ฯลฯ ผู้เป็นรำมะนาด จะต้องอมเกลือให้มีรสเค็มจัด เพื่อทำลายกรดในปากให้เป็นด่าง อาการปวดเหงือก หรือปวดฟัน จะบรรเทาลง รำมะนาดจะหายเร็วขึ้น ถ้าใช้เปลือกสะเดา หรือเปลือกข่อย ต้มกับเกลือ 10-15 นาที อมวันละ 2-3 ครั้ง

อาการเสียวฟัน

           ใช้ไม้สีฟันสะเดา จะสัมผัสรู้ด้วยตนเองว่า อาการเสียวฟันจะลดลง และหายเสียวฟันในที่สุด มีผู้ที่เสี่ยวฟันขนาดกินส้ม กินสับปะรดไม่ได้ เพราะเสียวฟันมาก แต่หลังจากใช้สะเดาแล้วก็หายเสียวฟัน เพราะยาสีฟันสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแบบผง หรือแบบครีม จะมีสารขัดฟัน ถ้าใช้ไปนาน ๆ หลายคนจะมีอาการเสียวฟัน

ริดสีดวงลำไส้

           จะมีอาการปวดท้อง ปวดเจ็บในลำไส้ มักถ่ายออกมาเป็นเลือด เอารากสะเดาฝนใส่น้ำมะพร้าว กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร

เลือดกำเดาไหล

           ใช้ใบสะเดา ใบพริกขี้หนู รากกระเทียม อย่างละเท่า ๆ กัน หั่นเป็นฝอยตากแห้ง มวนสูบ

เหา

           โขลกใบแก่ ๆ ผสมน้ำ นำไปทาบนหัวเด็ก ใช้ผ้า หรือถุงพลาสติกคลุมทิ้งสักพัก เหาจะตาย ไข่จะฝ่อ

สุนัขเป็นขี้เรื้อน

           ใบสะเดาตำ บดละเอียด นำน้ำและกากมาชโลมทาตัวสุนัขให้ทั่ว

ทำกระดาน

           สะเดาเป็นพันธุ์ไม้เนื้อแข็ง นำต้นสะเดามาเลื่อยเป็นไม้กระดานปูพื้นได้สวยงาม

ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง

           มีรายงานว่า สาร polysaccharides และ limonoids ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง โดยไม่ก่อผลข้างเคียง

ลดความเครียด

           มีการทดลองโดยเปรียบเทียบความเครียดของหนู 3 กลุ่ม หนูกลุ่มที่ 1 ได้รับน้ำใบสะเดาคั้น หนูกลุ่มที่ 2 ได้น้ำเกลือ หนูกลุ่มที่ 3 ได้ diazepam (valium) ซึ่งเป็นยาลดความกังวลที่ใช้กันมาก ปรากฏว่า สะเดาส่งผลได้เท่ากับหรือดีกว่า diazepam (valium)

รักษาโรคแทรกซ้อนของผู้ติดเชื้อเอดส์

           ช่วยเจริญอาหาร ผู้ติดเชื้อรู้สึกไม่อยากกินอาหาร หรือกินได้น้อย ทำให้ซูบผอม น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ให้กินสะเดาเป็นอาหาร หรือใช้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ต้มเคี่ยวเหลือ 1 แก้ว ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร (ถ้าผู้ติดเชื้อเป็นไข้ เกิดอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้ใช้ยาแก้ไขดังที่กล่าวมาตอนต้น)

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
ไม้หน้า3
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 51


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 11:01:30 AM »

ขอบคุณข้อมูลดีๆ ครับ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
PHULUANGFF
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 446


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 11:06:13 AM »

จัดมาเลยครับท่าน


Liked By: 8888
บันทึกการเข้า
paparara
เรามีความสุขเมื่อเป็นผู้รับ แต่จะสุขมากกว่าเมื่อเป็นผู้ให้
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1535



« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 11:46:55 AM »


โอ้..โห ตกใจ ตกใจ คุณนพจัดหนัก อายจัง อายจัง

เคยคิดอยากเปิดหัวข้อแบบนี้อยู่เหมือนกันค่ะ แต่ก็พอดีได้เห็น อยากเล่าให้หลายๆคนได้ฟังเพื่อคนที่มีเด็กเล็กจะได้มีประโยชน์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์


   เรื่องมีอยู่ว่าลูกชายคนเล็กเขาเล่นอยู่กับยาย ทีนี้ด้วยความซนดันไปคว้ากระติกน้ำชาของยายมายกดื่ม เป็นเรื่องสิคะ น้ำร้อนๆลวกบนผิวตามปาก ในปาก และตามลำตัว (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ค่ะ) ที่ปากหนักสุด พองและดำ พาไปหาหมอ หมอก็ให้ยาทามาป้าย รักษาได้ประมาณ 3 วัน เห็นแผลไม่ดีขึ้น แผลยังเปียกอยู่ เลยอยากได้ยาสมุนไพรบ้าง ก็เลยไปหาในแผนกสมุนไพรของห้างเดอะมอลล์ เจอที่เขาขายเป็นยาหม่อง (ขอพูดชื่อยี่ห้อก็แล้วกันนะคะ จะได้หาใช้ได้ถูกต้อง) "อินทรชิตร์" คนขายบอกใช้ดี เราก็เลยเอาก็เอา ยิงฟันยิ้ม เอากลับมาใช้ดู ปรากฏว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แผลเริ่มแห้งและตกสะเก็ต ใช้ได้ไม่กี่วันแผลดีขึ้นมากๆ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์

  ทีนี้เรื่องของเราบ้าง ยิงฟันยิ้ม เป็นผื่นค่ะ คันทั้งตัว เกาจนดำไปหมด ไปหาหมอก็ได้ยาปรกติ แก้แพ้ แก้คัน กินก็ดีขึ้นบ้าง ถ้าเลิกกินก็คันเหมือนกัน ได้ลองยาสมุนไพรที่มีเพื่อนสมาชิกแนะนำ ก็ดีขึ้น แต่โหยย กว่าจะดี ปวดเนื้อปวดตัว เหมือนกระดูกจะหลุด แต่ก็เหมือนเดิม พอเลิกกินก็กลับมาเป็นอีก  ทีนี้นึกขึ้นได้ว่า เออของอินทรชิตร์เขาก็มียาสมุนไพรเหมือนกันนี่นา ลองไปซื้อกินบ้างดีกว่า ไหนๆตอนรักษาลูกของเขาก็ดีจริง เป็นยากินก็อาจจะดีเหมือนกัน ก็ไปซื้อมากิน ดีขึ้นค่ะ ค่อยๆหาย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้หยุดกินนะคะ เพราะเริ่มกินได้ประมาณ ครึ่งเดือน คันน้อยลง กะว่าจะกินอีกประมาณ 1 เดือน แล้วถ้าผลเป็นอย่างไร จะนำมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง


ปล. ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับยายี่ห้อนี้นะคะ เพียงแต่อยากเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เพื่อเพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ ทุกคนค่ะ จุมพิต

บันทึกการเข้า

konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 12:07:29 PM »

เอามาฝากให้อ่าน เป็นความรู้ครับ  ยิงฟันยิ้ม

การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น

          ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน

          ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส

          ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ

          ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย

          ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ

          ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้

สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่

          สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด

          สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ

          สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว

          สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย

          สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่

          สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ

          สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้

สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า

          1.ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด      ด่างดำ รักษาสิว

          2.แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น

          3.มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ

          4.ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย  และช่วยให้สิวยุบเร็ว

          5.กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย

          6.หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย

สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง

          มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย   ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ

สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)

          วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ

          วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ

          วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ

          เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่  แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ

สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง

          พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น  ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท

          เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง    สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก

สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง

          ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้

          หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง

ข้อควรระวัง

          1.เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
          2.ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้
          3.ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น
          4.ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น
          5.ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย

          หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)

          หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้

สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

          1.น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส  เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้

          2.กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง

          3.ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด

การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

          1.การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด

          2.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          3.การพักผ่อนให้เพียงพอ

          4.ตรวจร่างกายประจำทุกปี

สรุปรายชื่อสมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่

          บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง  ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา

          หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน


ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 12:13:11 PM »

เอามาฝากเพิ่มเติมกับปุ๋ยที่คนเราสามารถผลิตเองได้ทุกคนและทุกครัวเรือนครับ  ยิงฟันยิ้ม

น้ำปัสสาวะ คือ ปุ๋ยชั้นดี

ผมได้อ่านจากหนังสือเกษตรกรรมธรรมชาติ เขียนโดย คร.อานัฐ ตันโช
ผมทำความเข้าใจ แล้วสรุปเขียนมาอีกทีเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ
นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าปัสสาวะคนปรกติไม่มีเชื้อโรคสามารถดื่มได้
พุทธเจ้าท่านสอนมานานแล้วว่าเป็นยานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเริ่มเข้าใจ
สิ่งต่างๆที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เช่น สิ่งเล็กๆๆ,นอนตระแคงขวา,น้ำปัสสาวะ
อีกไม่นานน่าจะมีเรื่อง เดินจงกรม(ผมคิดว่าดีที่สุดของการออกกำลังกาย) ,เรื่องผีเปรตว่ามีจริง,นรกสวรรค์มีจริง,การฝึกจิตทำได้จริง
น้ำปัสสาวะมีธาตุอาหารมากมายที่มีประโยชน์ต่อพืช โดยเฉพาะ ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส

คนเราจะถ่ายปัสสาวะวันละ1-1.5 ลิตรต่อวัน
ตารางองค์ประกอบของน้ำปัสสาวะของผู้ใหญ่ 1 คนต่อวัน
ยูเรีย(ไนโตรเจน) 6-180 กรัม
ครีเอไทน์(ไนโตรเจน) 0.3-0.8 กรัม
แอมโมเนีย(ไนโตรเจน) 0.4-1.0 กรัม
กรดยูลิค(ไนโตรเจน) 0.008-0.2 กรัม
โซเดียม 2.0-4.0 กรัม
โปแตสเซียม 1.5-2.0 กรัม
แคลเซียม 0.1- 0.3 กรัม
แมกนีเซียม 0.1-0.2 กรัม
คลอไรด์ 4.0-8.0 กรัม
ฟอสเฟต(ฟอสฟอรัส) 0.7-1.6 กรัม
อนินทรีย์ ซัลเฟต(ซัลเฟอร์) 0.6-1.8 กรัม
อินทรีย์ ซัลเฟต(ซัลเฟอร์) 0.006-0.2 กรัม


ธาตุอาหารเหล่านี้สามารถนำไปปลูกพืชผักโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
สรุปว่า น้ำปัสสาวะที่มนุษย์ขับถ่ายและทิ้งในแต่ละวันสามารถตอบสนอง
ต่อความต้องการปุ๋ยในการปลูกพืชของโลกทั้งหมด
โดยธรรมชาติ
-สัตว์กินเนื้อทั้งหลาย ปัสสาวะ เป็นกรดอ่อนๆเลย
-สัตว์กินพืช ทั้งหลาย ปัสสาวะเป็นด่างเลย
- ปัสสาวะของคนเวลาถ่ายใหม่ๆมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆก่อน
แต่พอทิ้งสักพักจะกลายเป็นด่างเพราะแบคทีเรีย ซึ่งเป็นข้อดี
เพราะยูเรียกลายเป็นแอมโมเนียจะอยู่ในรูปพร้อมใช้ได้กับพืช
แต่ข้อเสียมีกลิ่นฉึ่งๆ
โดยปรกติสัตว์ถ่ายลงดิน,ลงน้ำ,บนใบไม้กิ่งไม้แห้ง เป็นการ
เจือจางก่อนที่พืชจะนำไปใช้ ถ้ารดต้นไม้สดๆพืชอาจตายได้
เพราะความเข้มข้นสูง
นึกภาพควายเวลายืนปัสสาวะ
(นานมากยังไม่มีใครจับเวลาแล้วเหม็นมากแสดงว่ามีไนโตรเจนสูง)
ลงบนฟางในนาข้าวคงให้ปุ๋ยยูเรียแก่ดินเพื่อต้นข้าวต่อไปนอกจากมูลของมัน
ปัสสาวะจะเป็นสารประกอบไนโตรเจน เป็น ยูเรีย,ครีเอไทน์,แอมโมเนีย
และกรดยูริค ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ในดินเข้ามากินแล้วเปลี่ยน
สารประกอบเหล่านี้เป็นสารประกอบที่พืชต้องการใช้เป็นอาหารได้

แต่ข้อเสียมีกลิ่นฉึ่งๆ
โดยปรกติสัตว์ถ่ายลงดิน,ลงน้ำ,บนใบไม้กิ่งไม้แห้ง เป็นการ
เจือจางก่อนที่พืชจะนำไปใช้ ถ้ารดต้นไม้สดๆพืชอาจตายได้
เพราะความเข้มข้นสูงนึกภาพควายเวลายืนปัสสาวะ
(นานมากยังไม่มีใครจับเวลาแล้วเหม็นมากแสดงว่ามีไนโตรเจนสูง)
ลงบนฟางในนาข้าวคงให้ปุ๋ยยูเรียแก่ดินเพื่อต้นข้าวต่อไปนอกจากมูลของมัน
ปัสสาวะจะเป็นสารประกอบไนโตรเจน เป็น ยูเรีย,ครีเอไทน์,แอมโมเนีย
และกรดยูริค ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ในดินเข้ามากินแล้วเปลี่ยน
สารประกอบเหล่านี้เป็นสารประกอบที่พืชต้องการใช้เป็นอาหารได้
เราเรียกว่า “วงจรไนโตรเจน” (NITROGEN CYCLE)

จุลินทรีย์ในดินมีมากแต่ที่พบมี แบคทีเรีย 2 ตัวคือ
-ไนโตรแบคเตอร์ (Nitrobacter)
-ไนโตรโซโมนาส(Nitrosomonas)

ปรกติ ปัสสาวะ จะมีไนโตรเจน ในรูป ยูเรีย แล้วเปลี่ยนเป็น แอมโมเนีย(NH3)
อย่างรวดเร็วในสภาพดินที่มีอากาศเกิดกระบวนการณ์ออกซิไดซ์ เรียกว่า
“NITRIFICATION” คือ

ยูเรียและแอมโมเนีย----------------->ไนไตรท์(NO2) โดย ไนโตรโซโมนาส
ไนไตรท์(NO2)---------------------->สารประกอบไนเตรท(NO3)โดย ไนโตรแบคเตอร

ซึ่งสารประกอบอนินทรีย์ไนเตรทจะเป็นอาหารของพืชจะถูกสังเคราะห์
โดยขบวนการสังเคราะห์แสงเป็นสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจน
เช่น กรดอะมิโน และโปรตีนของพืชต่อไป

เมื่อพืชถูกกินจากสัตว์ก็นำกรดอะนิโมไปสร้างโปรตีนของสัตว์ต่อไป
ส่วนที่ไม่ได้ใช้จะถูกขับถ่ายออกมา

แต่การที่แบคทีเรียนำยูเรียและแอมโมเนียมาเป็นอาหารเพื่อเพิ่มจำนวนนั้น
ต้องอาศัยธาตุคาร์บอนด้วยเพื่อสร้างผนังเซลล์และเอนไซม์

ถ้าคาร์บอนไม่พอจะทำให้ยูเรียและแอมโมเนียเหลือ
ซึ่งสัดส่วน คือ คาร์บอนต่อไนโตรเจนหรือ C:N = 25:1
แต่ในปัสสาวะมี คาร์บอนต่อไนโตรเจน หรือ C:N =0.8:1
แหล่งคาร์บอนที่สำคัญ คือ ใบไม้แห้ง ,กิ่งไม้

นี่คือการรังสรรค์จากธรรมชาติเพื่อย่อยใบไม้กิ่งไม้ให้เข้าระบบธรรมชาติ
ที่มิให้ศูนย์เปล่าทุกอย่างมีค่าทั้งหมด
การนำปัสสาวะมาใช้ประโยชน์เราเติมคาร์บอนไปด้วยให้ได้ 25:1
อาจใช้ใบไม้แห้ง,ขี่เลื่อย,เศษกระดาษและน้ำตาล

น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีคาร์บอนมาก
ใช้อัตรส่วน น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วยต่อน้ำปัสสาวะ1-1.5
ลิตร
หมักในที่มีอากาศก็จะได้ไนเตรทที่เป็นประโยชน์กับพืช

วิธีการใช้น้ำปัสสาวะมาเป็นปุ๋ย

1.เจือจางด้วยน้ำใช้รดพืช
นำน้ำปัสสาวะ 1 ส่วน ต่อน้ำ 8 ส่วนแล้วรดลงบนดิน รอบๆพุ่มไม้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ถ้าหากจะรดปัสสาวะ100%เลยผิวดินควรมีเศษไม้ใบไม้หนาอย่างน้อย 3 นิ้ว

2.ผสมกับน้ำทิ้งในครัวเรือน
น้ำทิ้งจากครัวเรือน น้ำอาบจากสบู่แชมพู,น้ำล้างจาน,น้ำซักผ้า จะมีคาร์บอนสูงส่งไปตามท่อที่มีการเติมอากาศไปยังแปลงผักจุลินทรีย์ในดินจะเปลี่ยนน้ำปัสสาวะ>>
ไปเป็นอาหารพืชได้

3.หมักน้ำปัสสาวะ
น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีคาร์บอนมาก.ในปริมาณน้อยๆ
ใช้น้ำปัสสาวะ 1 ลิตรผสมน้ำตาล 1/3 ถ้วย
ใส่ในท่อหรือภาชนะทรงสูงประมาณ 10 นิ้วแล้วเติมถ่าน,ขี้เลื่อย
เศษกระดาษ หรือทรายหยาบ หมัก เมื่อนำไปใช้เจือจางด้วยน้ำ
ไปรดต้นไม้

4.นำน้ำปัสสาวะเทใส่ถังหมักปุ๋ยที่ใช้พวกเศษไม้กิ่งผลต่างๆ
จะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุเหล่านี้ให้เป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น
การใช้น้ำปัสสาวะให้ปลอดภัยต้องได้จากคนไม่เป็นโรคถ้าให้ดีเก็บไว้นาน 6 เดือนก่อนนำไปใช้รดลงดินจุลินทรีย์ในดินจะทำลายเชื้อโรค
ข้อมูลการทดลองใช้ต่างๆจากต่างประเทศ

*การวิจัยจากสถาบันวิจัยต่างๆในหลายประเทศยืนยันว่าปลอดภัย
ปราศจากเชื้อโรคสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยปลูกพืชเป็นอาหารคนได้
*ในสวีเดนการประปานำมาปลูกธัญพืช
*เม็กซิโกรวบรวมจากหลายสถานที่ใส่เก็บไว้หลายสัปดาห์
นำไปปลูกข้าวโพด,ข้าวสาลี,ข้าวโอ๊ต ได้ผลดี
*องค์การนาซ่า ปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิคได้ผลดีเยี่ยม
*มหาวิทยาลัยสวีเดนรายงานว่าน้ำปัสสาวะผู้ใหญ่1คน
สามารถเป็นปุ๋ยเพียงพอต่อการปลูกพืชผักเลี้ยงตัวเอง
ได้50-100 %เลยทีเดียว

ที่มา: http://board.palungjit.com

 ยิ้มเท่ห์

และอีกเรื่องของปัสสาวะกับนาข้าวครับ  ยิงฟันยิ้ม

น้ำปัสสาวะ ปุ๋ยชั้นดีสำหรับนาข้าว

ลุงจุ๊ หรือนายจุรีรัตน์ หวลถนอม จบช่าง ทำงานเกี่ยวกับช่างแต่สุดท้ายเลือกที่จะมาทำการเกษตร โดยใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบ มาซื้อที่ทำนา จำนวน 20 ไร่ ในพื้นที่ ต.หนองเสม็ด อ.เมือง จ.ตราด แต่ด้วยความที่เป็นลูกแม่ค้าไม่เคยทำการเกษตรจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับ เรื่องการทำนา ซึ่งที่ดินผืนดังกล่าวที่ซื้อมานั้นเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะต่อการทำนาเพราะ ว่ามีความเค็มสูง มีค่า PH ต่ำกว่า 3 จากจุดนั้นทำให้ ลุงจุ๊ หันมาให้ความสนใจ ที่จะศึกษาเรียนรู้เรื่องดิน และได้เป็นหมอดินอาสา ทำให้มีความสนใจในเรื่องดินมากขึ้น จึงได้ปรับเปลี่ยนสภาพดินที่เลวไม่สามารถปลูกข้าวได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่น หมั่นสังเกต จึงทำให้ปรับเปลี่ยนได้จนเป็นผลสำเร็จ สามารถปลูกข้าวได้โดยการปรับปรุงดินด้วยการใช้ปูนมาร์ล จนทำให้สภาพดินดีขึ้นจากนั้น ก็ได้ทำการปลูกข้าวและศึกษาหาความรู้เรื่องดินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค้นพบเรื่องการปลูกโสนแอฟริกันเพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุ และหมุนเวียนธาตุอาหารพืชคืนสู่ดิน และประโยชน์ด้านอื่นๆ

น้ำปัสสาวะ ปุ๋ยชั้นดีสำหรับนาข้าว

เนื่องจากในน้ำปัสสาวะมีไนโตรเจน แอมโมเนีย ยูเรีย กรดยูลิค อยู่ปริมาณมากและยังมีธาตุอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และน้ำปัสสาวะในคนปกติจะเป็นน้ำปัสสาวะที่ปลอดเชื้อ สามารถช่วยประหยัดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้

วิธีการนำน้ำปัสสาวะเพื่อใช้เป็นปุ๋ย

วัสดุ/อุปกรณ์
1.ถัง
2.กากน้ำตาล 1 ลิตร
3.น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร


วิธีทำ
นำกากน้ำตาลและน้ำหมักชีวภาพ ผสมให้เข้ากัน ใส่ลงไปในถัง แล้วปิดฝาหลังจากนั้นให้นำน้ำปัสสาวะเติมลงไปในทุกวันคนแล้วปิดไว้ โดยเติมน้ำปัสสาวะลงไปทุกวัน จนครบ 20 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้

นาข้าวใช้ น้ำหมักปัสสาวะ 1 ส่วน/น้ำ 200 ส่วน โดยใช้น้ำหมักปัสสาวะ 2 ลิตร/ไร่

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ชื่อ - นามสกุล : คุณนายจุรีรัตน์ หวลถนอม
ที่อยู่ :  168  หมู่ที่2 ตำบลหนองเสม็ด  อำเภอเมือง จังหวัดตราด

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 12:16:10 PM »

ไปดู Video การทำปุ๋ยยูเรียน้ำ ที่เป็นยูเรียที่สกัดจากพืช ไปดูกันครับ  ยิงฟันยิ้ม

<a href="http://www.youtube.com/v/y3hX_yt3YKM" target="_blank">http://www.youtube.com/v/y3hX_yt3YKM</a>


 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 01:33:14 PM »

คราวนี้มาดูสูตร การทำของที่ใช้ในการเกษตร ที่มีบริษัทต่างๆเขาทำออกมาขาย ในราคาที่แสนจะแพงกันบ้างนะครับ
ข้อมูลดีๆจากเวปเกษตรพอเพียงแห่งนี้แหละครับ
เรามาหัดทำใช้เองกันบ้างแบบกล้อมแกล้มถูๆไถๆ  ยิงฟันยิ้ม

วิธีทำไคโตซานไว้ใช้เอง
วัสดุที่ต้องมี
เปลือกกุ้ง 1 กก.(ล้างให้สะอาดเอาส่วนที่เป็นเนื้อกุ้งออกให้หมด เพื่อความบริสุทธิ์ของสารที่จะได้)
น้ำด่างขี้เถ้า 1 ขวด ใช้ไม่หมดเก็บไว้ทำต่อได้
น้ำส้มสายชู 1 ขวด ใช้ไม่หมดเก็บไว้ทำต่อได้
ขวดน้ำหรือถ้งขนาดเล็กมีฝาปิด
วิธีทำ
เปลือกกุ้งใส่ ขวดหรือถ้งที่เตรียมไว้ ใส่น้ำด่างขี้เถ้าพอท่วมเปลือกกุ้งทิ้งไว้ 1 วัน
ถ่ายน้ำออกให้หมดแล้วใส่น้ำส้มสายชู ลงไปแทนให้พอท่วมกุ้ง ปิดฝาทิ้งไว้ 2-3 เดือน
จะพบว่าเปลือกกุ้งสลายตัวเปลี้ยนเป็นวุ้นถ้ายังสลายตัวไม่หมด ให้เอาส่วนที่เหลือมาบดแล้วใส่กลับลงไปใหม่ กรองเอาแต่น้ำมาใช้ได้ อัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 5 ลิตร
(วิธีการทำน้ำด่างจากขี้เถ้า ขี้เถ้าจากเตาถ่านร่อนเอาแต่เถ้า 1 กก. ผสมกับน้ำ 3 ลิตร คนให้เข้ากันแช่ทิ้ง 3 วัน นำมากรองใส่ขวดไว้ใช้ผสม)


มีข้อมูลทางวิชาการเล็กน้อย  ยิงฟันยิ้ม
ไคโตซาน เป็นไบโอโพลิเมอร์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญในรูปของ D – glucosamine พบได้ในธรรมชาติ โดยเป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเชื้อรา เป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ ที่เป็นวัสดุชีวภาพ ( Biometerials ) ย่อยสลายตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับมนุษย์ ไม่เกิดผลเสียและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดการแพ้ ไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ ( non – phytotoxic ) ต่อพืช นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเพิ่มปริมาณของสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์

ไคโตซานกับการเกษตรด้านการควบคุมศัตรูพืช

1. ยับยั้งและสร้างความต้านทานโรคให้กับพืช
การยับยั้งเชื่อสาเหตุของโรคพืช ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด โดยไคโตซานจะซึมผ่านเข้าทางผิวใบ ลำต้นพืช ช่วยยับยั้งการเกิดโรคพืชในกรณีที่เกิดเชื่อโรคพืชแล้ว (รักษาโรคพืช) และสร้างความต้านทานโรคให้กับพืชที่ไม่ติดเชื้อ โดยไคโตซานมีคุณสมบัติที่สามารถออกฤทธิ์เป็นตัวกระตุ้น (elicitor) ต่อพืชได้ จะกระตุ้นระบบป้องกันตัวเองของพืช ทำให้พืชผลิตเอนไซม์และสารเคมีเพื่อป้องกันตนเองหลายชนิด พืชจึงลดโอกาสที่จะถูกคุกคามโดยเชื่อสาเหตุโรคพืชได้

2. ทำให้เกิดโอกาสการสร้างความต้านทานของพืชต่อแมลงศัตรูพืช
ไคโตซานจะกระตุ้นให้มีการผลิตสารลิกนินและแทนนินของพืชมากขึ้น พืชสามารถป้องกันตัวเองจากการกัด – ดูด ทำลายของแมลงศัตรูพืช จะสังเกตุว่าต้นพืชที่ได้รับไคโตซานจะมีแวกซ์เคลือบที่ผิวใบ

3. ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน
ไคโตซานสามารถส่งเสริมการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เช่น เชื้อ Actiomycetes sp. Trichoderma spp. ทำให้เกิดการลดปริมาณของจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคพืช เช่น เชื้อ ( Furarium ) Phythophthora spp. ฯลฯ

 ยิ้มเท่ห์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2012, 01:53:54 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 01:39:54 PM »

อันนี้ไปรื้อกระทู้เก่าที่ผมเคยโพสไว้
มาทำสารฟลาโวนอยด์ ใช้เองกันดีกว่า
สารฟลาโวนอยด์ มันมีมากในเปลือกมังคุด, แครอท [ปัญญาข้อนี้ ช่างยิ่งใหญ่]

วิธีการทำ
1. เปลือกมังคุดตากแห้งป่นละเอียด 200 กรัม
2. ผงพะโล้ 100 กรัม
3. ขมิ้นชัน(สด) ป่นละเอียด 100 กรัม
4. แอลกอฮอล์ 70% 1 ขวด(500 ml)ใส่ให้พอท่วมวัสดุที่เอามาหมัก

เอาทั้ง 4 ข้อด้านบนคนให้เข้ากับ ปิดฝาถังหมักไว้ 21 วัน
มันมีฤทธิ์ เป็นหัวเชื้อในการขับไล่แมลง โดยนำเอาหัวเชื้อมากรองเอาเฉพาะน้ำ และบรรจุลงขวดปิดหาให้สนิท
วิธีการ 1. ใช้ในนาข้าว : หัวเชื้อเพียง 10 CC ผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเช้าที่มีแสงแดดร่ำไร หรือช่วงเย็นที่แดดไม่จ้า
2. ใช้ในสวนผลไม้ หรือสวนผัก : หัวเชื้อ 20 CC ผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น ที่แดดไม่จ้า
หมายเหตุ : ควรฉีดทุก ๆ 5-7 วัน
ข้อดี :
1. ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ฉีดพ่น เพราะไม่ใช่สารเคมี
2. ช่วยขับไล่แมลงที่มากวนนาข้าวและสวนผักได้อย่างเยี่ยมยอด
3. ไม่ต้องใช้สารเคมี

ผมเชื่อว่าต่อไปนี้ ผลผลิตในบ้านเมืองไทยจะเพิ่มมากขึ้น หากเกษตรกรทุกท่านทราบว่า แท้จริงปุ่ย แบบฟลาโวนอยด์ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 30-300% มีส่วนผสมหลักที่สกัดออกมาจาก เปลือกมังคุดแห้ง และแครอท ตามขั้นตอนของท่านพี่ต้มจืด ได้บอกสูตรเอาไว้

ขอบคุณข้อมูลจากคุณ หนุ่ย.ไพธอนโปรแกรมเมอร์

สมาชิกท่านใดที่เป็นนักทดลอง ลองเอาไปทำใช้ดูแล้วมาแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง(อ่าน)บ้างนะครับ
ทำเองพึ่งตัวเองได้ ถึงจะได้ชื่อว่าเกษตรพอเพียงครับ ยิงฟันยิ้ม

ความรู้นี้โพสไว้นานแล้วใครที่ไปลองทำแล้วใช้ได้ผลอย่างไร มาแจ้งผลกันหน่อยนะครับ

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
neiizpooh
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 03:46:46 PM »

มาหาความรู้ฃอบคุณค่ะ จุมพิต


Liked By: MANA1908, yudhapol
บันทึกการเข้า
PHULUANGFF
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 446


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 04:28:05 PM »

ดีครับคุณนพ จับเอามารวมกันไว้


Liked By: , yudhapol
บันทึกการเข้า
nok7959
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3671


ทุกสิ่งอย่างกำหนดได้...ด้วย..ใจ.. : )


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 06:17:33 PM »

สวัสดีคร้าบบบบบ .... อิอิ... กระทู้ดี ๆ แบบนี้ชอบจังค่ะ...ขออนุญาต มารอติดตามชมด้วยคนนะคะ... ขอบคุณมากค่ะ... จุมพิต : )


Liked By: , yudhapol
บันทึกการเข้า

สวนหินบ่อทอง ยินดีต้อนรับค่ะ... : )
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=63000.96
มาเติมเต็มสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตของท่านค่ะ... : )
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=64691.0
MANA1908
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 518


« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2012, 06:41:02 PM »



  ขอติดตามด้วยคนใด้ความรู้เพิ่มอีกมากเลย อายจัง อายจัง อายจัง


Liked By: yudhapol
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: